ช็อก ‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจากหนังเรื่อง ‘Parasite’ ถูกพบเสียชีวิตในรถ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2750880

ช็อก ‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจากหนังเรื่อง ‘Parasite’ ถูกพบเสียชีวิตในรถ

27 ธ.ค. 2566 11:08 น.

ช็อก ‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจากหนังเรื่อง ‘Parasite’ ถูกพบเสียชีวิตในรถ

‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจากภาพยนตร์ เรื่อง ‘Parasite’ ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ ซึ่งจอดอยู่ที่สวนสาธารณะ เบื้องต้นยังไม่แน่ชัด จบชีวิตตัวเองหรือไม่

เมื่อ 27 ธ.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างสื่อในเกาหลีใต้รายงาน อี ซอนคยุน (Lee Sun Kyun) ดาราชาวเกาหลีใต้ วัย 48 ปี และโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Parasite’ หรือชนชั้นปรสิต ถูกพบเสียชีวิตอยู่ในรถยนต์

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ ระบุว่า อี ซอนคยุน ดาราดัง ถูกพบในสภาพหมดสติอยู่ในรถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ที่สวนสาธารณะบริเวณใจกลางกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ เมื่อวันพุธที่ 27 ธ.ค. 2566 เบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่า อี ซอนคยุน เสียชีวิตจากการจบชีวิตตัวเองหรือไม่

อี ซอนคยุน ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ ที่จอดอยู่ที่สวนสาธารณะใจกลางกรุงโซล เมื่อ 27 ธ.ค.2566

ทั้งนี้ อี ซอนคยุน โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Parasite’ ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพยนตร์เอเชีย คว้า 4 รางวัลใหญ่ออสการ์ เมื่อปี 2020 รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวมาสอบสวนว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายในสถานบันเทิง เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา 

ที่มา : BBC

เปิดเซฟ ‘เศรษฐา’ และคู่สมรส รวยรวมพันล้าน เงินฝาก-ที่ดิน นาฬิกา เต็มกรุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566236

28 ธ.ค. 2566

เปิดเซฟ 'เศรษฐา' และคู่สมรส รวยรวมพันล้าน เงินฝาก-ที่ดิน นาฬิกา เต็มกรุ

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘เศรษฐา’ และคู่สมรส รวยรวมพันล้าน เงินฝาก-ที่ดิน นาฬิกา เต็มกรุ หนี้สินมีเพียง 10 ล้านบาท

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย บัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดย ‘เศรษฐา’ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 5 กันยายน 2566 โดยมีทรัพย์สินของตนเองและคู่สมรสรวม 1,020,468,727 บาท มีหนี้สินจำนวน 10,182,549 บาท

โดยรายการทรัพย์สินของ ‘เศรษฐา’ มีจำนวน 659,391,610 บาท ซึ่งประกอบไปด้วย

  • เงินสดจำนวน 1 ล้านบาท
  • เงินฝาก 68,986,558 บาทในจำนวน 47 บัญชี
  • เงินลงทุน 1,301,668 บาท
  • ที่ดินในเขตคลองเตยพระโขนงเนื้อที่ 1 งาน 98 ตารางวามูลค่า 158,400,000 บาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 156,423,120 บาท เป็นห้องชุด ที่หัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ บ้าน 3 ชั้นที่คลองเตย กทม. มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ 50 ล้านบาท โดยมีรถยรต์ Aston Martin รุ่น DB5 มูลค่า 50 ล้านบาท
  • สิทธิ์และสัมปทาน 87,539,563 บาท 

สำหรับรายการทรัพย์สินอื่น ของ ‘เศรษฐา’ รวม 135,740,700 บาท ประกอบไปด้วย

  • นาฬิกา 38 เรือน มูลค่า 121,953,100 บาท เช่น นาฬิกา Patek Philippe 5470P-001 มูลค่า 30,000,000 บาทได้มาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565
  • พระเครื่อง-ตระกุด 6 องค์  มูลค่า 1,622,600 บาท
  • สร้อยคอทองคำ 1 เส้น 165,000 บาท
  • หีบหลุยส์วิตตอง x สุพรีม 1 ใบ 6 ล้านบาท 

และมีรายการหนี้สินเงินเบิกเกินบัญชีจำนวน 9,732,579 บาท

เปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐาเปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐา

ขณะที่คู่สมรส นางพักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา มีทรัพย์สิน 361,077,116 บาท ประกอบไปด้วย

  • เงินสด 1,800,000 บาท
  • เงินฝาก 38 บัญชีจำนวน 47,023,391 บาท
  • เงินลงทุน 52,352,913 บาท
  • ยานพาหนะ 2,800,000 บาท มีรถยนต์ Toyota Alphard Hybrid X2.5 1,370,000 บาท, รถยนต์ FIAT รุ่น 500 Abart Trbuto 680,000 บาท และรถยนต์ Tesla รุ่น Model Y Standard 750,000 บาท
  • สิทธิ์และสัมปทาน 845,511 บาท 

สำหรับทรัพย์สินอื่นมูลค่ารวม 256,255,300 บาท ประกอบด้วย

  • นาฬิกาจำนวน 31 เรือน มูลค่า 84,869,300 บาท
  • กระเป๋า 48 ใบ 37,010,500 บาท เช่น Hermes Birkin ไซส์ 30 Black Matte Color หนัง Porosus Crocodile มูลค่า  2,080,000 บาท
  • พระเครื่อง 2 องค์ ไพรีพินาศ และหลวงปูแหวนที่ประเมินมูลค่าไม่ได้
  • เสื้อผ้า 5 ชุด 2,820,000 บาท
  • เครื่องประดับ เข็มกลัดมุก สร้อยเพชร ไข่มุก กำไรตะปูฝังเพชร ต่างหูเพชร ที่เป็นอัญมณี แหวนเพชรอัญมณีจี้ทองฝังเพชร จี้เพชร มูลค่ารวม 131,390,500 บาท  

โดยมีรายการหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชีจำนวน 449,970 บาท 

สำหรับข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อปีของ ‘เศรษฐา’ มี รายได้ประจำ เป็นเงินเดือนค่าจ้างและโบนัส 153,570,160 บาท เป็นเงินบำนาญชราภาพ 45,694 บาท, เบี้ยประชุมและค่าวิทยากร 185,000 บาท ส่วนรายได้จากทรัพย์สินเงินได้จากการสิ้นสุดสมาชิกภาพในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 65,200,328 บาท/ผลประโยชน์จากการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล 825,402 บาท ยังมีส่วนแบ่งกำไรจากกองทุน LMF กับ RMF 12,069 บาท โดยยังมีรายได้จากที่บุตรให้รายปีจำนวน 20 ล้านบาท และมีรายได้อื่นเงินชดเชยกรณีเกษียณอายุจำนวน 13,333,333 บาท รวมรายได้ต่อปีเฉพาะของนายเศรษฐา 253,636,771 บาท 

โดย มีรายจ่ายต่อปีเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 36,500,000 บาทและค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 1,900,000 บาท มีรายจ่ายค่าอุปการะมารดา 4,762,000 ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 8 ล้านบาท ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 3,957 บาท เงินบริจาค 465,000 บาท 

นายเศรษฐา มีบุตร 3 คน นายณภัทร ทวีสิน, นายวรัตม์ ทวีสิน และ น.ส.ชนัญญา ทวีสิน โดยก่อนหน้านี้ประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปี หรือ ปี 2564 นายเศรษฐา ดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด มหาชน และในปี 2553 ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่

เปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐาเปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐา

เปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐาเปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐา

‘สมศักดิ์’ ออกตัวไม่ติดใจ ไม่น้อยใจ และไม่ถามนายกฯ หลังถูกเปลี่ยนงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566224

27 ธ.ค. 2566

‘สมศักดิ์’ ออกตัวไม่ติดใจ ไม่น้อยใจ และไม่ถามนายกฯ หลังถูกเปลี่ยนงาน

‘สมศักดิ์’ บอก ไม่ติดใจ ไม่น้อยใจ และจะไม่ถามนายกฯ หลังถูกเปลี่ยนงานจากกำกับดูแลงาน กระทรวงยุติธรรมไปดู สาธารณสุขแทน ไม่ทราบเปลี่ยนเป็น ‘พีระพันธุ์’ มีงานใหญ่ในอนาคตรอหรือไม่ มองเป็นเรื่องความเหมาะสม ขออย่าห่วง เคยนั่ง รมว.สธ. มาแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ให้กำกับดูแลงานกระทรวงสาธารณสุข แทนกระทรวงยุติธรรมว่านายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลเพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ส่วนสงสัยหรือไม่เพราะเหตุใดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกำกับงานด้านยุติธรรมมาก่อนแล้ว แต่เหตุใดจึงเปลี่ยนให้ไปดูงานด้านสาธารณสุข นายสมศักดิ์ บอกว่า ไม่อยากถาม เพราะเราเป็นนักการเมืองต้องพร้อมที่จะทำงาน และกระทรวงสาธารณะสุขตน เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณะสุขมาก่อน ซึ่งมีงานมากกว่าทางของกระทรวงยุติธรรมหลายเท่า หากเข้าไปสอบถามอาจจะถูกมองว่าอยากทำงานเบา จึงไม่ถามดีกว่า

ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นเพราะตนเองออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร จนสังคมจับจ้องรัฐบาล นายสมศักดิ์ย้ำคำเดิมว่าไม่ได้สงสัยอะไร ว่ากันไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งมีแต่คนบอกว่าดีแล้วเพราะทำให้สังคมเข้าใจ และเมื่อถามย้ำว่าหากมีโอกาสจะสอบถามนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายสมศักดิ์ ยืนยันคำเดิมว่า ไม่ถามและยืนยันไม่ได้น้อยใจ

ส่วนงานกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้เบา แต่มีปริมาณงานมากกว่า และมีความรับผิดชอบมากกว่า แต่การเปลี่ยนให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มาดูแลแทน อาจจะเหมาะสมมากกว่า หรืออาจจะไม่ใช่ หรือการเปลี่ยนงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่ให้นายพีระพันธุ์ ไปดูแลงานกระทรวงยุติธรรมแทนเพราะในอนาคตจะมีงานสำคัญหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่น่าจะมี อาจจะเป็นเรื่องของความเหมาะสม และเมื่อถามว่าในอนาคตอาจจะมีเรื่องที่ไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสมศักดิ์แต่ว่าอย่าคิดมากเลย การปรับงานใหม่ ตนดีใจ และที่ผ่านมาตนใช้บริการงานด้านสาธารณสุขมาโดยตลอด จึงอาจจะเหมาะสมมากกว่า

นายสมศักดิ์ ยังบอกเลยว่า ไม่ใช่ว่าอยากดูงานกระทรวงสาธารณสุขมากกว่ากระทรวงยุติธรรม แต่การเป็นนักการเมืองต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆได้ตลอด ส่วนรู้สึกโล่งใจหรือไม่ที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานที่รับเผือกร้อน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เห็นจะเป็นเผือกร้อนอะไรเลย ทำงานมาหลายสมัย งานทุกอย่างมีทางออก เพราะมีคำตอบอยู่แล้ว ขออย่าไปซีเรียสแทนตน ทุกอย่างสบายสบาย ส่วนที่ไม่กังวลเพราะไม่ได้ถูกมองเป็นเป้าใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวติดตลกว่า เป็นเป้าก็ดีจะได้ออกทีวีทุกวัน

นายสมศักดิ์ ได้อวยพรปีใหม่ให้แก่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ขอให้มีความสุข ร่ำรวย คนไม่มีคู่ก็ขอให้มีคู่ และคนแต่งงานแล้วไม่มีลูกขอให้มีลูก

‘นายกฯ’ เซ็นแบ่งงาน ‘รองนายกฯ’ ใหม่ ตั้ง ‘พีระพันธุ์’ เสียบแทน ‘สมศักดิ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566223

27 ธ.ค. 2566

'นายกฯ' เซ็นแบ่งงาน 'รองนายกฯ' ใหม่ ตั้ง 'พีระพันธุ์' เสียบแทน 'สมศักดิ์'

‘นายกฯ’ เซ็นคำสั่งแบ่งงาน ‘รองนายกฯ’ ใหม่ ดึง กระทรวงยุติธรรม ยกเว้น ‘ดีเอสไอ’ ให้ ‘พีระพันธุ์’ กำกับดูแลแทน ‘สมศักดิ์’ จับตา เผือกร้อน ‘ทักษิณ’ ขังนอกเรือนจำพ่นพิษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 381/2566 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อ25 ธ.ค.ที่ผ่านมา สาระสำคัญ คือ

1.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

2.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

3.การมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี ครั้งล่าสุดนี้ อาจเกี่ยวข้องกับกรณีการรักษาตัวนอกเรือนจำของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอยู่เกิน 120 วันไปแล้วหรือไม่ โดยในช่วงที่ผ่านมา นายเศรษฐา รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ต่างปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนในหลายโอกาสถึงเรื่องนายทักษิณ พร้อมกับระบุสอดคล้องกันว่าเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ 

ขณะที่นายสมศักดิ์ มักชี้แจงประเด็นดังกล่าวที่สังคมสงสัยมาตลอด ซึ่งเกี่ยวข้องกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 ที่กำหนดเงื่อนไขการคุมขังนอกเรือนจำ และยังเคยออกมาเตือน กมธ.ตำรวจ อาจถูกฟ้องดำเนินคดี หากเข้าตรวจค้นชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยพลการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดนายสมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ตำหนิกรมราชทัณฑ์ ทำงานเช้าชามเย็นชามในกรณีนายทักษิณ เมื่อ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา และยังระบุว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์มีความชัดเจน ถ้าปฏิบัติตามแนวทางและกรอบของกฎหมาย หากข้าราชการทำตามทุกอย่างก็เดินไปตามปกติ แต่ถ้าทำๆหยุดๆ ไม่จริงจัง ทำไปโดยที่ไม่เข้าใจจะเป็นปัญหา

‘หมอมิ้ง’ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจงปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกฏหมาย ไม่ 2 มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566211

27 ธ.ค. 2566

'หมอมิ้ง' เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจงปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกฏหมาย ไม่ 2 มาตรฐาน

หมอมิ้ง เลขาธิกรนายกฯ ชี้แจง ปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกรอบกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรม เหมือนกันทั้งประเทศ ย้ำ ไม่ 2 มาตรฐาน รัฐบาลมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภษณ์ถึงการสร้างผลงานของรัฐบาลมาอาจจะมาสะดุด เพราะเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นนักโทษเทวดาหรือไม่ว่า เราเชื่อว่าเราทำทุกอย่างในกรอบกฎหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชน เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมีข้อวิจารณ์ต่างๆ ถ้าอยู่ในกรอบกฎหมายก็ต้องเป็นเรื่องเฉพาะ

เมื่อถามว่า เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกมองว่ากำลังถูกสั่นคลอน จากกกรณีนายทักษิณ จะเป็นปัญหากับรัฐบาลหรือไม่ นายแพทย์พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้าเราอยู่ในกรอบกฎหมาย ทุกคนมีสิทธิแบบเดียวกัน ตนว่ามันอยู่ในกรอบกฎหมายหรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณากันตรงนั้น 

“ในหลักสำคัญคือ หลักนิติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศทั้งประเทศ และไม่ควรจะเกิด 2 มาตราฐาน ฉะนั้นอะไรที่ปฎิบัติได้กับทุกคนก็เป็นอย่างนั้น”นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า บทบาทของนายทักษิณ หากพ้นโทษแล้วจะมาให้คำปรึกษารัฐบาลหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้านายทักษิณยังเป็นคนสำคัญที่ยังมีความคิด ความเห็นทันโลก และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทุกทาง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะความเห็นของนายทักษิณ แต่ความคิดเห็นทุกทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยเรารับฟังทั้งสิ้น

‘นิกร’ แจงกรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดกว้าง รอบคอบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566208

27 ธ.ค. 2566

‘นิกร’ แจงกรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดกว้าง รอบคอบแล้ว

‘นิกร’ ยัน กรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ ส่ง ครม.กว้างขวาง รอบคอบ ยึดคำมั่นสัญญา ให้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยของประชาชน ป้องกันเกิดวิกฤตรธน.

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 นายนิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวถึงกรณีที่เกิดข้อโต้แย้งจากคำถามในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ถามว่า”ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์“ ที่วิจารณ์ว่าเป็นการมัดมือชก และยัดใส้นั้น ว่า คำถามนี้เป็นมติของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ได้มาจากชุดคำถามตามข้อเสนอแนะของคณะอนุรับฟังความเห็นประชาชน แบบที่ 2 คำถามที่ 1 ที่ได้รับมาจากความเห็นส่วนใหญ่จากกลุ่มประชาชน ทั้งยังเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและประชาชนอย่างชัดเจน จากข้อตกลงร่วมกันของพรรคการเมืองก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาที่จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกันกับการที่จะไม่แก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชน

นายนิกร อธิบายว่า เป็นการประกันความร่วมมือสนับสนุนการร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่จากประชาชน ที่ได้ตอบแบบสอบถามเบื้องต้นมาตามนี้ วุฒิสภา พรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญหากไม่กำหนดให้ชัดเจนไปว่าจะไม่แก้ไขในหมวด1 และหมวด2 เอาไว้นั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นต่อประเด็นดังกล่าวให้เกิดในหมู่ประชาชนขึ้นได้อีก ทั้งในระหว่างการทำประชามติและในการนำไปสอดใส้กล่าวอ้างขอแก้ไขหมวดดังกล่าวในอนาคต เมื่อมีประชามติออกมาให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

“ที่วิจารณ์เป็นการมัดมือชก และเป็นการสอดใส้นั้น มิได้เป็นการมัดมือชก หากแต่เป็นการกระทำตามภาระกิจสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาและต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาจากการนี้อีก จึงอยากสอบถามกลับไปว่าการเปิดให้กว้างในประเด็นที่เห็นแล้วว่าอ่อนไหวมากเช่นนั้นจะไม่เป็นการเปิดมือยุยงให้ประชาชนชกกันเองหรือ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ต้องช่วยกันป้องกันสถานะการณ์เช่นนั้นมิใช่ช่วยกันสุมไฟ และอยากจะถามกลับไปอีกว่าตกลงแล้วอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดต่างๆเพื่อประชาชนหรืออยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในหมวด1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับมาตรา 112 เช่นนั้นหรือ”นายนิกร แจกแจง

นายนิกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นักวิชาการกังวลว่าทำไมถึงไม่มีคำถามล่วงหน้าเกี่ยวกับการมีสสร. มาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอเรียนว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะถามในขณะนี้ เพราะคณะกรรมการพิจารณแล้วเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้อง ว่าการออกเสียงประชามตินั้นเป็นกรณีที่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 166 เพราะในขณะที่ตั้งคำถามนั้น ยังไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมาตรา 256 แต่อย่างใด รอไว้ให้ประชาชนมีมติ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก่อน แล้วเสนอร่างแก้ไขมาตรา256 ในรายละเอียด แล้วจึงถามประชามติในตอนที่จำเป็นต้องถามอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นการป้องกันการถูกตีตกไปตั้งแต่ต้น

การตัดสินใจในการออกคำถามดังกล่าวของคณะกรรมการเพื่อเสนอให้ ครม.ตัดสินใจในครั้งนั้น ได้พิจารณาอย่างกว้างขวาง อย่างรอบคอบ อย่างรักษาคำมั่นสัญญาว่า 

“เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์” 

ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชนให้สำเร็จลงให้ได้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ สร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนขึ้นมาอีก

‘มหาดไทย’ กวาดงบประมาณ ปี2567 มากที่สุด ตามด้วย ‘ก.ศึกษาธิการ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566198

27 ธ.ค. 2566

‘มหาดไทย’ กวาดงบประมาณ ปี2567 มากที่สุด ตามด้วย 'ก.ศึกษาธิการ'

เริ่มนับแล้ว กรอบเวลา 105 วัน ถกร่างงบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ต้องเสร็จภายใน 8 เม.ย. ‘มหาดไทย-ศึกษา-คลัง-กลาโหม’ คว้า 5 อันดับ ได้รับจัดสรรงบมากสุด ส่วน 5 กระทรวงได้งบน้อยที่สุด อ่านรายละเอียดได้ที่นี่

คืบหน้าหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวานนี้(26ธ.ค.2566)เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท และส่งต่อสภาเพื่อพิจารณาเป็นวาระแรก ระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. 2567 นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566 ที่่รัฐสภา ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ได้มาถึงสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2566  ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกรอบ 105 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 143 กำหนดไว้ หรือต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 เม.ย.2567 

โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำชับ ให้เตรียมห้องประชุม สำหรับให้หน่วยงาน มาสนับสนุนข้อมูลให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชี้แจง และเมื่อถึงวันพิจารณา 3-5 ม.ค. 2567 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักประชุม ก็จะทำหน้าที่ควบคุมเวลา ให้เป็นไปตามที่วิป 4 ฝ่าย ตกลงกัน คือรัฐบาลได้ 20 ชั่วโมง ฝ่ายค้านได้ 20 ชั่วโมง

ขณะที่บรรยากาศการรับเอกสารในวันนี้ (27 ธ.ค. 2566) บรรดา สส.ได้ให้ทีมงานมารับเอกสารร่างพ.ร.บ.งบฯ เพื่อนำกลับไปพิจารณา ประกอบด้วยหนังสือรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณคนละ 2 กล่อง ทางสภาได้จัดเตรียมไว้ 425 ชุด จากที่มี สส.500 คน เนื่องจากว่าได้ทำแบบสอบถามไปก่อนหน้านี้ว่า สส.คนใดต้องการเป็นเล่ม หรือรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการรับเอกสารสามารถเข้ารับได้จนกว่าจะถึงวันอภิปรายฯงบประมาณปี2567

สำหรับสาระเนื้อหาร่างงบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2566 จำนวน 295,000 ล้านบาท โดยรายจ่ายประจำกำหนดไว้ที่ 2,532,826 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังกำหนดไว้เป็นจำนวน 118,361 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนกำหนดไว้เป็นจำนวน 717,722 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ได้จัดสรรไว้เป็นจำนวน 118,320 ล้านบาท

โดยงบประมาณรายจ่ายงบกลางกำหนดไว้เป็นจำนวน 606,765 ล้านบาท สำหรับรายได้ปี 2567 คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ประเภทต่างๆได้จำนวน 3,337,400 ล้านบาท แต่เมื่อหักการลดคืนภาษีต่างๆ จะคงเหลือรายได้สุทธิจำนวน 2,787,000 ล้านบาท และเนื่องด้วยรายจ่ายสูงกว่ารายได้ จำนวน 693,000 ล้านบาท คาดว่ารัฐบาลจะมีการกู้เงินในวงเงินดังกล่าวเพิ่ม

5 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี2567มากที่สุด

ส่วนกระทรวงที่ได้รับการจัดงบประมาณสูงสุด หลักแสนล้านบาท 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 

  1. กระทรวงมหาดไทย 353,127 ล้านบาท 
  2. กระทรวงศึกษาธิการ 328,384 ล้านบาท 
  3. กระทรวงการคลัง 327,155 ล้านบาท 
  4. กระทรวงกลาโหม 198,320 ล้านบาท 
  5. กระทรวงคมนาคม 183,635 ล้านบาท

5 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบปี67 น้อยที่สุด

ขณะที่กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด 5 อันดับประกอบด้วย 

  1. กระทรวงพลังงาน 2,834 ล้านบาท 
  2. กระทรวงอุตสาหกรรม 4,559 ล้านบาท 
  3. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,591 ล้านบาท 
  4. กระทรวงพาณิชย์ 6,822 ล้านบาท 
  5. กระทรวงวัฒนธรรม 7,016 ล้านบาท

ดูเหมือนว่า 2 กระทรวงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี2567 มากที่สุด ทั้งอันดับ 1.กระทรวงมหาดไทย จำนวน 353,127 ล้านบาทและ อันดับ 2.กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 328,384 ล้านบาท นั้น เป็น 2 ใน 4 กระทรวงหลัก ที่มีสายบังคับบัญชาขึ้นตรงกับ ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วย

‘วันนอร์’ กางปฏิทินการเมือง ชู ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ งานใหญ่ ปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566184

27 ธ.ค. 2566

‘วันนอร์’ กางปฏิทินการเมือง ชู ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ งานใหญ่ ปี2567

‘วันนอร์’ กางปฏิทินการเมือง ชู ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ งานใหญ่ปี2567 ประชาชนคงได้เกาะติด ขอประเมินผลงานรัฐบาลเกือบครบ 1 ปีด้วยใจเป็นธรรม เพื่อรัฐบาล-ฝ่ายค้าน นำไปปรับปรุง

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองปี 2567 โดยคิดว่า ปี2567 ประชาชนคงจะได้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายเรื่องที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องกฏหมายรัฐธรรมนูญ  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คงมีความคืบหน้าในการทำประชามติ และสรรหา หรือ เลือกกรรมการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอสภาฯ ต่อไป ดังนั้นประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นใหญ่ของการเมืองปี2567”ประธานรัฐสภา ระบุ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า ในปี2567 รัฐบาลจะทำงานเกือบ 1 ปี ผลงานรัฐบาล ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน ประชาชนคงต้องประเมินผลทุกฝ่ายอย่างใจเป็นธรรม เพื่อจะให้ทุกฝ่ายปรับปรุงการทำงานต่อไป

“ไม่ว่า จะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือข้าราชการ เพื่อเป้าหมายที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข ความเจริญ ให้บ้านเมืองพัฒนาต่อไปข้างหน้า” ประธานรัฐสภา กล่าวสรุป

‘หมอมิ้ง’ ยัน ‘แจกเงินหมื่น’ ยังเป็นไปตามแผน ปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566190

27 ธ.ค. 2566

‘หมอมิ้ง’ ยัน ‘แจกเงินหมื่น’ ยังเป็นไปตามแผน ปี2567

‘หมอมิ้ง’ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยัน ‘แจกเงินหมื่น’ ยังเป็นไปตามแผนปี2567 เชื่อ ไม่แหกกฎหมาย ก็ไม่สะดุด ไม่ตอบรับผิดชอบถึงไหน ยุบสภา-ลาออก บอกอย่าพึ่งสมมุติเรื่องที่ยังไม่เกิด ยกสมัยกองทุนหมู่บ้านก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่ใช้วิธีกู้เงิน ยึดมั่นในประโยชน์ปชช.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์นโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หรือ แจกเงินหมื่น ยังอยู่ในจุดที่มั่นใจที่ว่าจะสำเร็จในปี2567 หรือไม่ว่า ปีหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังเป็นไปตามแผน เรื่องที่มีข้อสงสัยหรือถกเถียงกัน เราก็ทำให้ยุติชัดเจนไปแล้ว

ขณะนี้นำไปสู่ขั้นตอนนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง ซึ่งเราได้ถามไปยังคณะกรรมกฤษฎีกา ซึ่งเร็วๆ นี้จะได้คำตอบกลับมา แล้วเราก็จะปรับและเสนอกฎหมายที่จะต้องกู้เงินเข้าไปในสภา คงจะตามหลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 และเงินต่างๆ ก็คงเป็นตามแผน

เมื่อถามว่า ปี2567เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเรื่องอะไร นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพของภาครัฐยืนยันว่ายังแน่นเหนียว ถ้ามุ่งประโยชน์ของประชาชนเสียงเราดัง 

“แต่ปัจจัยสำคัญคือวันนี้เศรษฐกิจของจีนไม่โตอย่างที่เคยโตมาก่อน ขณะที่ยุโรปก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สหรัฐอเมริกาที่ดูเหมือนดีแต่ก็ยังทรงๆ นี่คือความเสี่ยง เราต้องช่วยตัวเองเยอะ ฉะนั้นต้องให้ความสำคัญกับมวลรวมการใช้จ่ายในประเทศ เราจึงมีเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ คือการปรับสร้างรายได้จากศักยภาพของเรา” นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ว่ากฤษฎีกาตอบมาอย่างไรก็จะส่งเข้าสู่สภาฯ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เราเชื่อว่าสิ่งที่เราถูกกฎหมาย และกฤษฎีกาคงมีข้อแนะบางประการ อย่างไรก็แล้วแต่ ก่อนจะออกโครงการนี้เราศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ เมื่อทางไม่ได้ราบเรียบตลอด

“ยกตัวอย่าง เมื่อสมัยกองทุนหมู่บ้าน เราพูดถึงว่าเดี๋ยวจะหางบตรงนั้นตรงนี้ เราก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่เราก็ใช้วิธีการกู้เงินนี่คือในอดีต ฉะนั้นเรามีความมุ่งหมายชัดเจน มีปัญหาก็หาวิธีแก้และยึดมั่นในประโยชน์ประชาชน”

เมื่อถามว่า ถ้ากฎหมายกู้เงินไม่ผ่านจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เรารับผิดชอบตามสิ่งที่เราทำให้ประชาชน ส่วนความรับผิดชอบสำคัญคือความรับผิดชอบประชาชน และเราไม่ได้พยายามทำแหกกฎหมาย เราศึกษากฎหมายจนชัดเจนแล้วเราเดินตาม ไม่น่าจะเกิดปัญหาสะดุดอะไร

เมื่อถามว่า ความรับผิดชอบถึงขั้นไหน นายกฯ ยุบสภาหรือลาออก นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า อย่าพึ่งสมมุติเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เราจะทำไม่ให้มันเกิดขึ้นเลย

เมื่อถามว่า 3 เดือนที่ผ่านมามีอะไรที่ยังไม่เข้าเป้าหรือยังไม่ทันใจบ้าง นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากทำมีเยอะกว่านี้มาก แต่ทำแล้วอาจติดขัดข้อกฎหมาย ติดหน่วยราชการ ความเข้าใจระหว่างคนและปัญหาที่เกิดขึ้นทับถม อย่างเรื่องน้ำท่วมที่เราไม่ได้คาดคิด เรื่องสงครามอิสราเอลที่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เราเข้ามาแก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาก็แก้ไขอย่างเร่งด่วน

นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในรอบ 3 เดือนนี้ คือการกอบกู้เกียรติภูมิประเทศไทยในเวทีโลก ทำให้เราเปิดตลาด และสิ่งที่อ่อนด้อยในช่วงที่ผ่านมา เราสามารถฟื้นความเชื่อมั่นในสายตาต่างประเทศ น่าจะทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตได้ 

“นอกจากเรื่องการกอบกู้วิกฤติต่างๆ เราก็ทำได้เร็ว เพราะเราเป็นรัฐบาลของประชาชนมีความตั้งใจ ท่านอาจจะเห็นว่าเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ที่แท้เราเป็นรัฐบาลของประชาชน”นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เลขานายกฯโอด ผลสำรวจ ‘พิธา’ เหนือ ‘เศรษฐา’ – แจงรัฐบาลทำงานมากกว่าพูด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566191

27 ธ.ค. 2566

เลขานายกฯโอด ผลสำรวจ 'พิธา' เหนือ 'เศรษฐา' - แจงรัฐบาลทำงานมากกว่าพูด

 เลขาธิการนายกรัฐมนตรี “หมอมิ้ง” แจงผลสำรวจความนิยม ที่กลายเป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล ได้รับความชื่นชอบ เหนือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นการสะท้อนว่า การได้พูดกับการทำงาน กลายมาเป็นข้อเปรียบเทียบ ชูผลงานตลอด 3 เดือน รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาทุกมิติ

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี   เปิดเผยว่า  ผลสำรวจความนิยมในตัวผู้นำ โดย  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล  ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง เหนือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  อยากให้มองว่า การได้พูดกับการได้ทำ มีความแตกต่างกัน จะเห็นว่ารัฐบาลก็มุ่งมั่นทำงานในทุกมิติตลอด 3  เดือน    ไม่ว่าจะเป็นการเกณฑ์ทหารด้วยความสมัยใจ การปรับลดกำลังพลกองทัพให้เหมาะสม ทำให้มีบทบาทเหมาะสมกับสถานการณ์โลก   การสมรสเท่าเทียม  ปัญหามภาวะ PM2.5   จนไปถึงโครงการเติมเงิน ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นการยึดมั่นตามที่หาเสียงไว้และจะทำให้เป็นจริง  ดังนั้นจึงขอโอกาสทำงานให้ประชาชนเป็นจริง 

“เราตั้งใจทำประโยชน์ให้ประชาชนทั่วประเทศ ไม่ได้เลือกทำเฉพาะพื้นที่ๆ เรามี สส.เท่านั้น  ซึ่งความจริงใจและผลงานการปฏิบัติวัดได้   เชื่อว่าหากเราได้ปฏิบัติและเห็นถึงความจริงใจของเรา  จะเห็นว่านี่คือรัฐบาลของประชาชน สำหรับบทบาทของ  น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร  เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญโดยให้เข้ามาช่วยงานรัฐบาล แต่แน่นอนที่สุดนายกฯ คือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องปรับเปลี่ยน ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ระบุ