ปิดม่านงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 25

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767829

ปิดม่านงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 25

ปิดม่านงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 25

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.02 น.

โครงการเพื่อเยาวชน กิจกรรมมาสเตอร์คลาสร่วมกับศิลปินดังระดับโลก จากงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 25

ปิดม่านไปเป็นที่เรียบร้อย กับงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 25 (Bangkok’s 25th International Festival of Dance & Music) ที่รวบรวมโชว์ระดับมาสเตอร์พีซจากทั่วทุกมุมโลก จัดแสดงกว่า 20 รอบการแสดง โดยรวมตัวนักแสดงและนักดนตรีคลาสสิคชั้นนำกว่า 2,000 ชีวิต มาเปิดการแสดงตลอด 8 สัปดาห์เต็ม ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ที่สร้างปรากฎการณ์ทลายสถิติของวงการศิลปะการแสดง ด้วยผู้ชมที่เข้าร่วมงานกว่า 40,000 คน โดยงานนี้มีอีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษคือ Student Outreach Program (SOP) หรือ โครงการเพื่อเยาวชน กิจกรรมที่ตั้งต้นด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงจากศิลปินระดับท็อปของโลกผ่าน   มาส เตอร์คลาส หรือ การสอนเชิงสาธิต โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลไปสู่การร่วมเวทีแสดงของศิลปินระดับโลกกับศิลปิน ไทยระดับมืออาชีพและเยาวชนไทยที่มากความสามารถในมหกรรมฯ ปีที่ 25

เอกสิทธิ์ ปิยะแสงทอง ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “โครงการเพื่อเยาวชน เป็นกิจกรรมที่ดี เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงศิลปะการแสดงที่หลากหลายจากทั่วโลก ทำให้เยาวชนสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต่อไป ต้องขอขอบคุณทางโครงการที่ได้จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้น”

ราซีน่าร์ อูเบรอย บาจาจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด ผู้จัดงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ กล่าวว่า “โครงการเพื่อเยาวชน หรือ Student Outreach Program เป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เรามุ่งมั่นที่จะจัดโครงการนี้เป็นประจำทุกปีเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านศิลปะการแสดง และดนตรีสำหรับเยาวชนในประเทศไทย ด้วยการเปิดโอกาสให้ศิลปินจากทั่วโลกได้มีส่วนร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ในประเทศ โดยมีความหวังว่าการหล่อหลอมความเข้าใจในด้านดนตรี การเต้นรำ การละคร และศิลปะอื่นๆ จากวัฒนธรรม ชุมชน และประเพณีที่แตกต่างกัน จะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจในการคิดนอกกรอบ และสร้างคนรุ่นต่อไปให้เป็นพลเมืองโลกที่แท้จริงในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสได้มีส่วนร่วมกับงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของผู้ด้อยโอกาส จาก บริษัท แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ ไทยแลนด์ จำกัด โดย คุณปริม จิตจรุงพร ประธานกรรมการบริหาร และการสนับสนุนอาหารกลางวัน โดย บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)”

สำหรับปีนี้มีกิจกรรมมาสเตอร์คลาสที่น่าสนใจที่หลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมมาสเตอร์คลาสร่วมกับศิลปินดังระดับโลก จากวงออร์เคสตราที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลูเซิร์น ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า (Lucerne Symphony Orchestra) เพื่อเยาวชนจากมูลนิธิดนตรีเพื่อชีวิต (Music for Life) ซึ่งสมาชิกประกอบไปด้วยเยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่เติบโตจากชุมชนคลองเตย, การเรียนการสอนจาก Concertmaster นักไวโอลินนำของวงออร์เคสตราที่เก่าแก่ที่สุดจากประเทศอิตาลี, รับฟังประสบการณ์การเติบโตในสายอาชีพศิลปะการแสดงจากศิลปินฮิปฮอปที่ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลฝรั่งเศส ด้วยความร่วมมือของ HOSTBKK สตูดิโอที่ก่อตั้งโดยศิลปินไทย ศิลปินร่วมสมัยรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง ศรวณีย์ ธนะธนิต, เรียนเต้นกับหัวหน้าทีมนักเต้นจากละครบรอดเวย์ชื่อดัง West Side Story และคอนดัคเตอร์ระดับแนวหน้าของวงการบรอดเวย์ในนิวยอร์ค ที่มาโค้ชนักร้องเยาวชนไทยในการสื่ออารมณ์ผ่านเพลง, เรียนบัลเลย์กับ Principal Dancer หรือ นักเต้นหลักของคณะบัลเลย์ชื่อก้องโลกจากประเทศเยอรมนี Stuttgart Ballet ที่สายบัลเลต์ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการแสดงรอบพิเศษ The Magnificent Six โชว์มายากล ที่เปิดให้เยาวชนที่ด้อยโอกาส ผู้พิการจากมูลนิธิต่างๆ รวมไปถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมประมาณ 2,000 คน จาก 80 โรงเรียนหรือองค์กร และนี่เป็นครั้งแรกของโครงการฯที่ได้มีโอกาสสร้างรอยยิ้มให้กับผู้พิการทางการได้ยิน และผู้พิการทางสายตา ได้มีโอกาสร่วมรับชมการแสดง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ในส่วนของผลลัพธ์ที่ได้รับการขยายออกไปในปีนี้คือ การเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่มีความสามารถ และศิลปินไทยระดับมืออาชีพได้ร่วมแสดงกับศิลปินระดับโลกบนเวทีของมหกรรมฯ เช่น การแสดงของเยาวชนไทยในโปรดักชั่นโอเปรา อาอิดา (Aida) ร่วมกับคณะโอเปราชั้นนำจากประเทศรัสเซีย หรือ การร่วมงานของวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า(Royal Bangkok Symphony Orchestra) ร่วมกับนักดนตรีและคอนดัคเตอร์แนวหน้าของวงการบรอดเวย์จากสหรัฐฯ และ นักดนตรีและคอนดัคเตอร์ของคณะ Stuttgart Ballet จากระเทศเยอรมนี ที่ยกระดับมาตรฐานการแสดงในประเทศไทยสู่ระดับโลก

โครงการเพื่อเยาวชน หรือ Student Outreach Program เป็นโครงการต่อเนื่องที่มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ตั้งใจสร้างเพื่อส่งเสริมและยกระดับการเรียนในสายศิลปะการแสดง โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนและศิลปินมืออาชีพเข้ามามีส่วนร่วมกับศิลปินระดับโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และยกระดับมาตราฐานการแสดงในประเทศไทยต่อไป หากองค์กรใดสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในงานครั้งต่อไป สามารถติดต่อได้ที่ 02-661-6830 หรืออีเมลไปที่ info@bangkokfestivals.com

-(016)

‘โสมรัศมี มานพยิม’ แชมป์ RWS ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ชนเผ่าปกาเกอะญอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767805

'โสมรัศมี มานพยิม' แชมป์ RWS ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ชนเผ่าปกาเกอะญอ

‘โสมรัศมี มานพยิม’ แชมป์ RWS ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ชนเผ่าปกาเกอะญอ

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.07 น.

7 พฤศจิกายน 2566 ศึก RWS หรือราชดำเนิน เวิลด์ซีรีส์จัดมาเป็นปีที่สองแล้ว โดยล่าสุดทัวร์นาเมนต์ RWS 2023 ก็เพิ่งเสร็จสิ้นไปหมาดๆ ได้แชมป์มาครองถึง 5 รุ่น ซึ่งถือว่าเป็นยอดฝีมือที่ผ่านด่านหินมามากมายก่อนจะได้แชมป์และในจำนวนแชมป์ 5 รุ่นมีนักมวยหญิงเพียงคนเดียวนั่นคือ “โสมรัศมี มานพยิม”

ปีที่แล้ว โสมรัศมีได้สร้างปรากฎการณ์ความสนใจให้กับแฟนมวยที่ติดตามชมศึก RWS เมื่อเธอสามารถคว้าแชมป์มวยหญิงในรุ่น 112 ปอนด์มาครอง แถมยังเป็นนักมวยหญิงชาติพันธุ์คนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์นี้ได้อีกด้วย

และมาในปี 2023 แม้จะต้องขยับน้ำหนักขึ้นไปชกในรุ่น 118 ปอนด์ โสมรัศมีก็ยังคงความเยี่ยมยอดไว้ได้ด้วยการเอาชนะคะแนนเงาพระจันทร์ ลูกทรายกองดิน คว้าแชมป์ไปครองพร้อมเงินรางวัล 3 ล้านบาท พิสูจน์ตัวเองในฐานะนักมวยหญิงเบอร์หนึ่งของเวทีราชดำเนินได้อย่างไร้ข้อกังขา

อนึ่ง โสมรัศมี มีชื่อเล่นว่า “ผึ้ง” เกิดที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ มีเชื้อสายกะเหรี่ยง เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ครอบครัวมีฐานะยากจน เคยอยากมีโทรศัพท์มือถือแต่ไม่มีเงิน แต่ด้วยความที่ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ โสมรัศมีจึงเลือกที่จะไปฝึกมวยและขึ้นชกไฟต์แรกหลังซ้อมได้เพียงแค่เดือนเดียว ซึ่งผลการชกก็จบลงด้วยการที่เธอคว้าชัยชนะมาได้และได้เงินค่าตัวอยู่ที่จำนวน 500 บาท นั่นหมายความว่าโสมรัศมีต้องขึ้นชกอีกหลายไฟต์เลยกว่าเธอจะได้รับเงินมากพอที่จะไปซื้อโทรศัพท์มือถือตามที่เธอต้องการ

หลังจากนั้นพ่อของโสมรัศมีก็ได้เสียชีวิต ทำให้ครอบครัวเริ่มลำบาก การเงินติดขัด แถมยังประสบปัญหาถูกโกงอีกด้วยเหตุนี้เธอจึงได้หันมาเป็นนักมวยอาชีพแบบเต็มตัว ชกทำผลงานจนเริ่มมีชื่อเสียงในชื่อ “โสมรัศมี ศส.เชียงใหม่” สุดท้ายได้โอกาสมาขึ้นชกที่กรุงเทพฯ ได้ชกทั้งมวยไทยและมวยไทยสมัครเล่น รวมถึงเคยเดินทางไปชกที่ต่างประเทศ โดยเอกลักษณ์ที่สำคัญของโสมรัศมีก็คือเธอมักจะสวมชุดเผ่าปกาเกอะญอขึ้นเวทีอยู่เสมอ

ในปี 2022 โสมรัศมีได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในแปดนักมวยหญิงที่ได้ร่วมทัวร์นาเมนต์รุ่น 112 ปอนด์ของ RWS ซึ่งเป็นคณะนักมวยหญิงชุดสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักมวยหญิงชุดแรกที่ได้ขึ้นชกในรายการที่เวทีราชดำเนิน ซึ่งในตอนท้าย โสมรัศมีก็สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

แต่เธอก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ยังขยับน้ำหนักขึ้นไปชกในรุ่น 118 ปอนด์ ซึ่งแม้ว่าโสมรัศมีจะต้องเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปจากเดิมอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็ยังไร้เทียมทาน สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้อีกเช่นกัน เท่ากับในศึก RWS ทั้งสองซีซั่นนักมวยสาวเชื้อสายปกาเกอะญอได้ขึ้นชกไปถึงสองพิกัดน้ำหนักและได้แชมป์มาครองทั้งสองพิกัดน้ำหนักเลย

ตลอดการชกในศึก RWS 2023 โสมรัศมีต้องแบกรับกับความกดดันหลายอย่าง การซ้อมก็เข้มข้นขึ้นมาก ต้องซ้อมสัปดาห์ละสามวัน ไหนยังจะต้องเพิ่มการเล่นเวทเพื่อฝึกร่างกายให้แข็งแรงพร้อมรับแรงประทะให้มากขึ้น แต่ละไฟต์เธอต้องคอยเก็บบทเรียนที่ได้มาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝัน เพราะในฐานะที่เป็นตัวแทนของชาวชาติพันธุ์บนสังเวียนมวยไทยอันเก่าแก่ เธอก็อยากจะทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ

“หนูเจอปัญหาเรื่องแรงปะทะ ตอนต่อยครั้งแรกรู้เลยว่าสู้เขาไม่ค่อยได้ รู้สึกกลัวว่าจะทำได้ดีไหม กดดันมาก แต่ก็สามารถผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ แต่หนูซ้อมทุกไฟต์มันหนักขึ้นเรื่อยๆจนร้องไห้ทุกไฟต์เลยค่ะ แต่ก็ได้การสนับสนุนจากทีมงานที่คุมการซ้อม แม่และน้องสาว และแฟนมวยที่ให้กำลังใจ ดีใจกับความสำเร็จในครั้งนี้มาก”

แต่สิ่งที่ทำให้โสมรัศมีรู้สึกภูมิใจมากที่สุดก็คือการที่เธอได้เป็นตัวแทนชนเผ่าสายปกาเกอะญอที่แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าหากเรามีความพยายาม ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เจอ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

“หนูรู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆและชาวชนเผ่าทุกคนให้กล้าเดินตามฝันของตัวเอง หนูก็เคยเหมือนคนอื่นๆที่เป็นชนเผ่า คงไม่สามารถมาเมืองกรุงได้ หนูไม่สามารถทำนั่นทำนี่ได้ แต่ในที่สุดเราต้องเผชิญหน้า ก้าวผ่านความกลัวให้ได้ จนประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้”

สาวน้อยวัย 21 ปียอมรับว่าแม่ไม่อยากให้เธอชกมวยต่อเพราะกลัวลูกสาวเจ็บ ซึ่งเธอก็เข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นแม่ แต่ด้วยความที่เธอคือเสาหลักของครอบครัว เธอก็จะขอตั้งหน้าตั้งตาชกมวยต่อไป เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตในอนาคตที่สุขสบายและอีกใจนึง เธอก็อยากรู้เหมือนกันด้วยว่าตัวเองจะไปได้ไกลมากแค่ไหน อยากเป็นแชมป์อีกหลายสถาบัน อยากไปขึ้นชกทำผลงานที่ต่างประเทศเพื่อให้ผู้คนได้รู้จักมากยิ่งขึ้น

“จริงๆ หนูอยากเป็นครู แต่พอมาเป็นนักมวยก็ต้องทุ่มเวลาซ้อมให้เต็มที่ แต่ไม่เป็นไรเงินรางวัลที่ได้หนูจะส่งเสียให้น้องสาวได้เรียนสูงๆ อยากให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสุขของหนูมีแค่นั้นเอง”

นี่แหละ เรื่องราวชีวิตของ “โสมรัศมี มานพยิม” หญิงแกร่งหัวใจเหล็กแห่งแดนเหนือ.012

Bartercard Thailand ร่วมงาน Coins on Silom ครั้งที่24 ระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศล ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767780

Bartercard Thailand ร่วมงาน Coins on Silom ครั้งที่24  ระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศล ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส

Bartercard Thailand ร่วมงาน Coins on Silom ครั้งที่24 ระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศล ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.12 น.

บาร์เทอร์คาร์ด ประเทศไทย(Bartercard Thailand)ผู้นำแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแบบไร้เงินสดนำโดย นางสาวเรวดี วัฏฏานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาร์เทอร์คาร์ด (ประเทศไทย) จำกัดร่วมกิจกรรม งานเหรียญกุศลบนถนนสีลม 2023 (Coins on Silom 2023)ซึ่งได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 24 ในนามผู้สนับสนุนหลักของการจัดงานระดับ Gold โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ นายแอรอน เฮนรี่ (Mr. Aron Henry) นายกสโมสรโรตารี กรุงเทพใต้เป็นประธานในพิธีเปิดงานจัดขึ้น ณ โรงแรมคราวน์ พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินีพาร์ค เมื่อเร็วๆนี้

งานเหรียญกุศลบนถนนสีลม 2023 (Coins on Silom 2023)เป็นการจัดงานประจำปีครั้งที่ 24 ของสโมสรโรตารี กรุงเทพใต้มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินบริจาคส่งมอบให้แก่ผู้ด้อยโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยบาร์เทอร์คาร์ดได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักมากกว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายว่า นอกจากการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลแล้ว การสนับสนุนสังคมและการกุศลถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่บาร์เทอร์คาร์ดให้ความสำคัญ โดยกิจกรรมภายในงานนี้ จะมีการวางพรมสติ๊กเกอร์สีแดงบนทางเท้าถนนสีลม ซึ่งเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของผู้สนับสนุนและบริจาค พร้อมด้วยชาวโรตารีและอาสาสมัครจากหลากหลายหน่วยงาน มาร่วมระดมเงินจากประชาชนทั่วไปที่สัญจรไปมาตลอดทั้งถนนสีลมสำหรับผู้ที่ร่วมบริจาคจะได้รับ “เหรียญ” (สติกเกอร์) นำไปติดไว้บนพรมแดงเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมบริจาคในครั้งนี้โดยเงินบริจาคซึ่งไม่มีการหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปช่วยเหลือเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทยผ่านการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อาทิ การติดตั้งเครื่องกรองน้ำในโรงเรียน การมอบหนังสือให้แก่ห้องสมุด รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ที่จำเป็นและยังขาดแคลนอยู่

สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรม งานเหรียญกุศลบนถนนสีลม (Coins on Silom) สามารถศึกษารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://rotarybangkoksouth.org/coins-on-silom/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bartercard Thailand ได้ที่โทร. 02-024-1000 และ Facebook: Bartercard Thailand หรือเว็บไซต์ https://www.bartercard.co.th

เหล่าคนดังร่วมเบิร์ธเดย์ ‘กุ๊กไก่ รวิสรา’ เจ้าของแบรนด์ KK Diamonds พร้อมชมแฟชั่นโชว์เครื่องเพชร สุดอลัง! มูลค่าหลายพันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767771

เหล่าคนดังร่วมเบิร์ธเดย์ 'กุ๊กไก่ รวิสรา' เจ้าของแบรนด์  KK Diamonds พร้อมชมแฟชั่นโชว์เครื่องเพชร สุดอลัง! มูลค่าหลายพันล้าน

เหล่าคนดังร่วมเบิร์ธเดย์ ‘กุ๊กไก่ รวิสรา’ เจ้าของแบรนด์ KK Diamonds พร้อมชมแฟชั่นโชว์เครื่องเพชร สุดอลัง! มูลค่าหลายพันล้าน

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.50 น.

สุดอลัง จนละสายตาไม่ได้เลย กับแฟชั่นชั่นโชว์เครื่องเพชรของแบรนด์ดัง KK Diamonds ที่ออกแบบโดยคนรุ่นใหม่ไฟแรง “กุ๊กไก่ รวิสรา” โดยภายในงาน “Grand Opening KK Diamonds and KK Birthday Gala Dinner” ที่ได้จัดขึ้น ณ ห้อง Jubilee IMPACT เมืองทองธานี ได้เหล่าคนดังทั้งในวงการบันเทิง และแวดวงไฮโซร่วมชมโชว์เครื่องเพชร แบรนด์ KK Diamonds รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท และยังสนุกสนานสร้างความสุขในวันเกิดของ “คุณกุ๊กไก่” ซึ่งเจ้าตัวยังร่วมโชว์มินิคอนเสิร์ต เรียกได้ว่าบรรยากาศเป็นกันเองมาก

“งานวันนี้กุ๊กไก่ตั้งใจทำขึ้น เพื่อเป็นงานแสดงโชว์เครื่องประดับเพชร ของ KK Diamonds ที่มีความสวยงาม และคุณภาพตามมาตราฐานของเพชร พร้อมจัดงานวันเกิด ซึ่งอยากจะมอบความสนุกให้ทุกคนได้มีความสุขไปพร้อมๆ กัน และสิ่งที่ดีในวันนี้ กุ๊กไก่ได้รับเกียรติจากคุณสุมณี คุณะเกษม ที่มาร่วมอวยพรในวันเกิดปีนี้ ดีใจมากๆ ที่ท่านสละเวลามาร่วมงาน ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง”

“และสิ่งนึงที่แฮปปี้เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการมาร่วมเดินแฟชั่นเครื่องเพชร โดยจะเปิดประมูลในเดือน ธค. นี้ พร้อมโปรโมชั่นเกี่ยวกับเพชร โดยราคามูลาค่าที่โชว์ภายในงานประมาณหลายพันล้าน ซึ่งไฮไลท์ของงานที่ชุดเครื่องเพชรที่กุ๊กไก่ใส่โชว์บนเวที ชื่อว่า Diamonds Yellow 42 กระรัต เพชรสวยมาก ซึ่งในเซทที่ดารา คนดังสวมใส่ก็สวยงามเช่นกัน”

“โดย Yellow Diamonds แรงบันดาลใจ สไตล์เยลโล ในส่วนของข้อมือที่เป็นลายเสือ เพราะเราชอบลายเสืออยู่แล้ว และมีจี้เพชร 42 กระรัต สีเหลืองอร่ามเช่นกัน ซึ่งยังเป็นเหลือว ทอง งดงามอร่ามตา”

ด้าน “คุณสุมณี คุณะเกษม” ที่ให้เกียรติมาร่วมงานและร่วมให้พรกับ “คุณกุ๊กไก่” พร้อมแสดงความยินดีที่ประสบความสำเร็จในวันนี้

“ขอให้คุณกุ๊กไก่อายุมั่นขวัญยืน พบเจอแต่สิ่งดีๆ มีชื่อเสียงโด่งดัง สินค้าไปทั่วโลก ร่ำรวยเป็นเศรษฐีติดอันดับของโลก และวันนี้ก็ดีใจที่ได้มาชมแฟชั่นโชว์ของคุณกุ๊กไก่ ดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่มีความสามารถ เจริญรุ่งเรืองไปเรื่อยๆ”

ซึ่งเจ้าตัวยังเผยอีกว่านอกจากจะจริงจังในเรื่องการบริหาร KK Diamonds ที่ตอนนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ และธุรกิจกำลังต่อยอดต่อไปในอนาคตแล้ว ล่าสุดยังมาจับไมค์ เพราะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความฝัน 

“แต่สิ่งหนึ่งที่อยากทำคือเป็นนักร้อง เพราะตอนนี้ก็มีเพลงไทย เป็นซิงเกิ้ลของตัวเองครั้งแรก แต่ก็มีเตรียมเอาไว้หลายเพลง เพราะว่าเพลงใหม่เยอะ ซึ่งใน 9 เพลงคือเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย กุ๊กไก่หวังไปถึงสากลเลย เพราะเราแต่งเพลงที่เราชอบจริงๆ มันสิ่งที่เราฝัน เราอยากเปิดคอนเสิร์ต คนอื่นชอบในผลงานเรา เราก็ขอบคุณทุกคน”

“ติดตามเครื่องประดับเพชรของกุ๊กไก่ ที่จะจัดเดือน ธค. ประมูลได้ที่เพจ KK Diamonds ซึ่งมีโปรโมชั่นจะลดราคาจากร้อยล้าน เหลือหลักล้าน ถือได้ว่าเป็นโปรโมชั่นหลังเดือนเกิดกุ๊กไก่ ส่วนผลงานและเรื่องราวของกุ๊กไก่ได้ที่เพจนี้เช่นกันค่ะ”

ศูนย์การค้าธนิยะ สีลม จัดงาน THANIYA JAPAN DAYS ‘YATAI MURA’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767729

ศูนย์การค้าธนิยะ สีลม จัดงาน THANIYA JAPAN DAYS 'YATAI MURA'

ศูนย์การค้าธนิยะ สีลม จัดงาน THANIYA JAPAN DAYS ‘YATAI MURA’

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.05 น.

ศูนย์การค้าธนิยะ สีลม ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร, เจแปนฟาวน์เดชั่น, สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และสโมสรโรตารีบางรัก ปิดถนนธนิยะ จัดงาน THANIYA JAPAN DAYS เทศกาลงานญี่ปุ่นครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ในคอนเซ็ปต์ “YATAI MURA” โดยบรรยากาศในงานสุดคึกคัก ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากผู้ร่วมงานที่มาอิ่มเอมไปกับเมนูคาวหวานแบบครบครัน ในรูปแบบกองทัพร้านอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำหรับ (Great taste of Japanese food market) บรรยากาศแผงลอยเหมือนได้ไปกินอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคุณคาวามูระ มากิ ที่ปรึกษา/ผู้อำนวยการ สำนักข่าวสารญี่ปุ่น สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วย สุนันทา สมบุญธรรม ประธานกรรมการบริหาร ธนิยะ กรุ๊ป และคณะผู้บริหารร่วมเป็นประธานเปิดงานด้วยพิธีทุบถังสาเก การเฉลิมฉลองตามแบบประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางศูนย์การค้าธนิยะ สีลม ได้จัดงาน THANIYA JAPAN DAYS “YATAI MURA” ในครั้งนี้ขึ้นมา เนื่องจากสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของกรุงเทพมหานครที่ต้องการให้แต่ละย่านมีอัตลักษณ์ของตนเอง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางศูนย์การค้าธนิยะ สีลม จะจัดงานแบบนี้ขึ้นในทุกๆปี”

ในขณะที่คุณคาวามูระ มากิ ที่ปรึกษา/ผู้อำนวยการ สำนักข่าวสารญี่ปุ่น สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นทั้งในด้านของอาหารญี่ปุ่นต้นตำหรับ, ศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพมหานครที่ได้มาร่วมเป็นตัวแทนเผยแพร่วัฒนธรรม ซึ่งในครั้งที่ตนเองมาเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วคิดถึงประเทศญี่ปุ่น ก็จะมาที่ธนิยะสีลม เพื่อคลายความคิดถึงในทุกครั้ง”

ทางด้านคุณสุนันทา สมบุญธรรม ประธานกรรมการบริหาร ธนิยะ กรุ๊ป กล่าวว่า “ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน THANIYA JAPAN DAYS และงานนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยถ้าไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจาก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ, สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และสโมสรโรตารีบางรัก การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานเทศกาลญี่ปุ่นครั้งยิ่งใหญ่ ตอกย้ำการเป็น “Little Japan” ของธนิยะ สีลม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆ เหมือนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเหมือนกับที่ทุกท่านชื่นชอบ”

 “YATAI MURA หรือ Street Food Vibes” ในงานนี้เรียกได้ว่าแทบจะขนร้านต้นตำหรับชื่อดังของผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในไทยมารวมไว้ทั้งหมดที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น KENJI’S LAB, SHAKARIKI432, SAKE NO MISE, ABURI IZAKAYA SAKU, AORINGO, ข้าวหน้าเนื้อจาก CHIKARA MESHI, IZAKAYA NAIHUA, HI…JAPAN, YAKIIMOYA และ KURO KI IRO พร้อมด้วยร้านเครื่องดื่มและขนมจากวัตถุดิบพรีเมี่ยม จากร้าน HONCHA, UHOLIC, MIRUKU และ GLUTEN FREE TAMA BAKERY

ภายในงานยังมีโชว์วัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น  โดยกลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ทั้งโชว์กลองไทโกะ ที่ชวนฮึกเหิม และความสวยงามของระบำโยสะโคอิ พร้อมดนตรีอะคูสติก และบูธจำหน่ายสินค้าจากชมรม Rotaract โดยนักศึกษาคณะพยาบาล วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปบริจาคให้กับสโมสรโรตารีบางรัก เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษา สังคม ผู้ด้อยโอกาส

สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมดีๆแบบนี้ในครั้งต่อไป สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: Thaniya https://www.facebook.com/thaniyashoppingcenter

‘หมอกี้’นำทีมนางงาม เยี่ยมเมืองโคราช ร่วมงาน ภูมิศาสตร์ ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคำ ๓ มรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767726

'หมอกี้'นำทีมนางงาม เยี่ยมเมืองโคราช ร่วมงาน ภูมิศาสตร์ ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคำ ๓ มรดกโลก

‘หมอกี้’นำทีมนางงาม เยี่ยมเมืองโคราช ร่วมงาน ภูมิศาสตร์ ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคำ ๓ มรดกโลก

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.02 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ เดอะเปียโน เขาใหญ่ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา “นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยด้านตลาดในประเทศ ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา และผศ.ดร.ณัฏฐินี ทองดี ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหิน และทรัพยากรธรณี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ ร่วมเปิดงานภูมิศาสตร์ ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคํา 3 มรดกโลก ตอนชวน ‘นุ่งผ้าซิ่น กินเข่าค่ํา ดื่มด่ําบรรยากาศพาแลงณเฮือนภคูํา ชมผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนพื้นที่ 3 ดินแดนมรดกโลก โดยภายในงานมีการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดย วง KBB บอกเล่า ความเป็นมาของพื้นที่จีโอพาร์ค เมือง 3 มรดกโลก มีไฮไลต์เสิร์ฟอาหาร พาแฮก จากเฮือนภูคํา และรับฟังการนําเสนอพาข้าวจาก เชฟคํา นางณัฎฐภรณ์ คมจิต แห่งเฮือนคํานาง เสิร์ฟพาข้าวใหญ่เฮือนภูคำ เสนอพาข้าว พาหวาน เป็นต้น

โดยงานนี้ ผู้อำนวยการกองประกวด Mrs. tourism Thailand“หมอกี้ชากีร่า” ได้รับเกียรติร่วมงาน ควงแขน สาวๆ จากเวที MRS.THAILAND WORLD 2023อาทิ  คุณปารณีย์ ประดิษฐ์ผล (PHOTOGENIC MRS.THAILAND WORLD 2023) และคุณภิชาญา สารีพันธ์ (BEST Swimming Suits MRS.THAILAND WORLD 2023)

บรรยากาศพาแลง’ ดั้งเดิม นำเสนอต้นแบบการพัฒนาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับคุณค่า ความงาม วัฒนธรรมอาหารอีสาน ผ่านงาน ภูมิศาสตร์ ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคำ 3 มรดกโลก เฮือนภูคำ เกิดจากความคิดและความต้องการร่วมกับ เชฟคำนาง ณัฎฐภรณ์ คมจิต แห่งเฮือนคำนาง  ใช้ “เฮือนคำนางโมเดล” ที่เป็นต้นแบบการพัฒนาท้องถิ่น โดยพัฒนาจาก Isan Culture to Isan Gastronomy ตามแบบฉบับของเฮือนคำนาง มาส่งต่อคุณค่าความงามด้วยวัฒนธรรมอาหาร ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ภายใต้แนวคิด “ภูมิศาสตร์  ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคำ 3 มรดกโลก” เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้ลูกหลานชาวโคราช ส่งต่อความดีงามนี้แก่แขกเมือง อย่างเต็มเกียรติ เต็มภาคภูมิ จึงได้เปิด “เฮือนภูคำ” เป็นจุดนำเสนออัตลักษณ์การกิน  ด้วยอาหารท้องถิ่นของนครราชสีมา

สำหรับงานภูมิศาสตร์ ภูมิศิลป์ ภูมิแผ่นดินภูคำ 3 มรดกโลก  มีเป้าหมายที่จะเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร -ของจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเชิดชูภูมิปัญญาอาหารของพื้นที่ เมือง 3 มรดกโลก ของนครราชสีมา ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก  โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรด้านอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น และเพื่อเป็นหมุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่สนใจเส้นทางการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก นครราชสีมา 

‘ดอง ดอง ดองกิ’เปิดสาขา ‘แฟชั่นไอส์แลนด์’เต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชาวรามอินทรา ด้วย ‘ยะไตมุระ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767718

'ดอง ดอง ดองกิ'เปิดสาขา 'แฟชั่นไอส์แลนด์'เต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชาวรามอินทรา ด้วย 'ยะไตมุระ'

‘ดอง ดอง ดองกิ’เปิดสาขา ‘แฟชั่นไอส์แลนด์’เต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชาวรามอินทรา ด้วย ‘ยะไตมุระ’

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.54 น.

บริษัท ดองกิ(ประเทศไทย) จำกัดร้านค้าอันดับหนึ่งด้านสินค้าประเภทของใช้ และอาหารคุณภาพดีนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นในเครือบริษัท แพน แปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิงส์ จำกัด (PPIH)จับมือพันธมิตรรายใหม่ บริษัทสยามรีเทลดีเวลล็อปเมนท์จำกัดเปิดตัว ดองดองดองกิสาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 8 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ของการช้อปปิ้ง ตลอดจนถ่ายทอดเสน่ห์ทางด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านสินค้าคุณภาพดีในสไตล์ญี่ปุ่นต้นตำรับพร้อมเปิดตัวโซนใหม่ล่าสุด หมู่บ้านแผงลอย “ยะไตมุระ” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชูคอนเซ็ปท์ “รสชาติสไตล์ญี่ปุ่นต้นตำรับที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ง่ายๆไม่ว่าจะซื้อรับประทานทันทีหรือซื้อกลับไปทานที่บ้าน” เพื่อให้ลูกค้าเพลิดเพลินไปกับเมนูอาหารญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับที่ปรุงเสร็จใหม่ได้อย่างสะดวกสบาย ตอกย้ำการเป็นJapan Brand Specialty Store ยอดนิยมของผู้บริโภคชาวไทย และรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในย่านรามอินทรา โดยเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ววันนี้ ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์

นายโคตะทามากิประธานกรรมการบริษัทดองกิ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “สำหรับดอง ดอง ดองกิ สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ นับเป็นการเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดของดองกิ ซึ่งเป็นสาขาที่ 8 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเราเล็งเห็นว่าเป็นศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเป็นอย่างมากเดินทางสะดวกด้วยรถยนต์และรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีวงแหวนรามอินทรา จึงทำให้มีปริมาณผู้ใช้บริการในพื้นที่ศูนย์การค้าเป็นจำนวนมาก และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลาย ผนวกกับทางดองกิเองมีจุดขายสำคัญนับตั้งแต่วันที่เปิดสาขาแรกในประเทศไทยซึ่งดำเนินมาโดยตลอด คือ สินค้าประเภทอาหารพร้อมทาน ซึ่งลูกค้าให้การยอมรับในเรื่องรสชาติที่ถูกปากและมีคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น ดังนั้นในครั้งนี้เราจึงขยายความเป็นไปได้และเพิ่มความหลากหลายของสินค้ากลุ่มนี้ให้มากขึ้นในสาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ด้วยการต่อยอดพื้นที่ส่วนร้านแผงลอยสไตล์ญี่ปุ่นหรือ ‘ยะไตมุระ(หมู่บ้านแผงลอย)’ขนาด40ที่นั่งไว้คอยให้บริการ โดยดองกิหวังว่าร้านดอง ดอง ดองกิ สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ จะได้รับการตอบรับที่ดีสามารถตอบสนองความชื่นชอบของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดตลอดจนช่วยนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นในคอนเซ็ปท์Japan Specialty Store ผ่านอาหารในสไตล์ญี่ปุ่นต้นตำรับและสินค้าคุณภาพหลายพันรายการให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการได้อย่างเต็มที่”

ด้าน นายประเสริฐศรีอุฬารพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทสยามรีเทลดีเวลล็อปเมนท์จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับทางดองกิ ประเทศไทย ในการขยายสาขาใหม่ล่าสุดในครั้งนี้ เนื่องจากศักยภาพของลูกค้าในย่านรามอินทราที่มีจำนวนมาก บวกกับขนาดของพื้นที่ภายในศูนย์การค้าที่มีความกว้างขวาง ตลอดจนเชื่อมต่อกับอีกหนึ่งศูนย์การค้าที่สำคัญอย่างเดอะพรอมานาด ทำให้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่งของย่านรามอินทราที่มีความคึกคัก และสามารถรองรับความสะดวกสบายและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ครอบคลุมทุกช่วงวัยทั้งกลุ่มที่มาใช้บริการแบบส่วนตัวและมาเป็นครอบครัวดังนั้นการเข้ามาเปิดสาขาของดอง ดอง ดองกิ สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยสร้างสีสันและดึงดูดลูกค้าให้เข้าใช้บริการภายในศูนย์การค้าได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงการจับจ่ายสินค้าญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”

สำหรับดอง ดอง ดองกิ สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ อยู่บริเวณชั้น 3 โซนฝั่งISLAND HALLศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ มีพื้นที่ขายประมาณ 1,350 ตารางเมตร ภายในร้านมีการจัดวางสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่มีคุณภาพและสินค้าหลากหลายประเภทที่มีจำหน่ายเฉพาะดองกิเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ในแนวคิด Japan Brand Specialty Store ที่ส่งต่อความอร่อยความสบายใจและดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค ซึ่งสาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ใช้คอนเซ็ปท์ว่า “รสชาติสไตล์ญี่ปุ่นต้นตำรับที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ง่ายๆไม่ว่าจะซื้อรับประทานทันทีหรือซื้อกลับไปทานที่บ้าน” โดดเด่นด้วยโซนใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวที่สาขานี้เป็นที่แรกอย่างหมู่บ้านแผงลอยสไตล์ญี่ปุ่น หรือ “ยะไตมุระ”ขนาด 40 ที่นั่ง เพื่อส่งต่อรสชาติในสไตล์ญี่ปุ่นต้นตำรับสู่ผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด มีสินค้าประเภทอาหารพร้อมทานมากมาย อาทิ “เนื้อวากิวเสียบไม้”, “ราเมนโก” และ “ดองดองสติ๊ก” ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากลูกค้าของดอง ดอง ดองกิในหลายสาขา รวมถึงทำการเปิดไลน์อัพเมนูพร้อมทานเป็นครั้งแรก เช่น “สเต็กแฮมเบิร์กดื่มได้” ที่ใช้เนื้อวากิว 100% นำมาย่างกันสดๆ บนกระทะเหล็กตามออเดอร์ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่และเพลิดเพลินไปกับความชุ่มฉ่ำถึงขีดสุดของเนื้อวากิวที่ละลายในปาก, “เทปันเกี๊ยวซ่า” ทอดพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ ตามออเดอร์ ทำให้ได้ทั้งความกรอบนอกฉ่ำใน, “ซอฟท์ครีม” ที่ใช้นมฮอกไกโดเป็นส่วนผสมหลัก ทำให้ได้รสชาติสดชื่น หอมมัน โดยมี 3 รสชาติให้เลือก ได้แก่ นม ชาเขียว และมิกซ์ นมกับชาเขียว

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.facebook.com/DonDonDonkiTH/หรือทางเว็บไซต์ https://www.dondondonki.com/th/

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน และ สสส. จัดเสวนา’เส้นทางสู่ความปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานการขับขี่เพื่ออนาคต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767705

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน และ สสส. จัดเสวนา'เส้นทางสู่ความปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานการขับขี่เพื่ออนาคต'

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน และ สสส. จัดเสวนา’เส้นทางสู่ความปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานการขับขี่เพื่ออนาคต’

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.46 น.

บูรณาการความร่วมมือ สร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมจัดเสวนา ในหัวข้อ “เส้นทางสู่ความปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานกาขับขี่เพื่ออนาคต” เพื่อบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายจราจร รวมถึงสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ณ ห้องประชุมเตมียาเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พล.ต.ต.วีรพัฒน์ ศิวะแพทย์ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาเปิดงาน เรื่อง “การแก้ไขกฎหมาย และการสร้างเสริมมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องบังคับใช้กกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้อัตราผู้เสียชีวิตน้อยลงให้ได้ เช่น ออกข้อบังคับการใช้ Car Seat การเมาแล้วขับ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเพิ่มเติมความผิดและอัตราโทษเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน เป็นต้น ด้านนายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่าปัจจุบัน อัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย มักเกิดขึ้นกับรถจักรยายนต์มากกว่ารถยนต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศทั่วโลกที่มีอัตราการขับขี่รถจักรยานยนต์จำนวนมาก เช่น เวียดนาม กลับมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่น้อยกว่า สันนิษฐานได้ว่า อาจเป็นเพราะโครงสร้างทางถนนของประเทศไทย ไม่เอื้อต่อการขับขี่รถจักรยานยนต์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการทบทวนเรื่องกฎหมายแล้ว อีกสิ่งที่ต้องรีบทำ คือ การสร้างจิตสำนึกให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน ให้มีระเบียบวินัยตั้งแต่ยังอายุน้อย โดยทางจังหวัดนครปฐม พยายามเข้าไปทำกิจกรรม เข้าไปให้ความรู้ในโรงเรียนต่าง ๆ เกี่ยวกับวินัยในการขับขี่มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม ในฐานะผู้แทนของ สสส“ กล่าวว่า การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเกี่ยวข้องกับสาเหตุหลายองค์ประกอบ ทั้งผู้ขับขี่ ตัวรถ สภาพถนน สภาพแวดล้อม สสส.ตระหนักในเรื่องนี้ จึงทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อแก้ปัญหา เน้นงานป้องกันการเกิดอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก นางก่องกาญจน์ กล่าวอีกว่า สสส. มีการหารือกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้แบบ “สมาร์ท” มากขึ้นหนึ่งในนั้น คือ การทำระบบข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ที่เก็บข้อมูลจากที่เกิดเหตุจุดต่าง ๆ แล้วนำผลที่ประมวลได้ไปหารือกับภาคีเครือข่าย ด้วยความหวังว่าการรู้ข้อมูลของอุบัติเหตุ รู้สาเหตุของการเสียชีวิต จะนำไปสู่การแก้ไข และป้องกันที่ต้นเหตุ และหวังว่าข้อมูลเหล่านี้ จะเพียงพอต่อเจ้าหน้าที่ในการนำไปบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อไป“ปัจจุบันประชาชนตระหนักรู้ตัวแล้วว่า การดื่มเหล้าเมาแล้วขับก่อให้เกิดปัญหามากเพียงใด และหลายกรณีก็มีประชาชนเห็นว่าคนเห็นด้วยกับการที่ตำรวจจะเอาจริงเอาจังในการจับคนเมาแล้วขับ เช่น การตั้งด่านตรวจอยู่หน้าสถานบันเทิง สสส. จะขอเป็นแรงเชียร์และสนับสนุนตำรวจในการทำหน้าที่นี้ต่อไป เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นค่ะ” ผู้แทน สสส. กล่าวทิ้งท้ายนอกจากนี้ ภายในงานเสวนาวิชาการ “เส้นทางสู่ความปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานการขับขี่เพื่ออนาคต” ยังมีการเปิดเวทีเสวนา เรื่อง “การบังคับใช้กฎหมาย: กรณีเสพกัญชาแล้วมาขับขี่รถ” เชิญวิทยากรมากความสามารถมาให้ความรู้และทัศนะที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยประเด็นกล่าวถึงการเจาะลึกกฎหมายกัญชาและการแพทย์ รวมถึงการเปิดผลวิจัย ทศวรรษที่ 2 ของความปลอดภัย ปรับเป็นพินัย หรือขึ้นศาลจราจร, ประโยชน์ของศาลจราจร และการปรับพินัยสุดเข้ม เปลี่ยนคนไทยให้ใส่ใจกฎหมาย, กฎหมาย Car Seat, การเฝ้าระวังการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ และยกเว้นการใช้เข็มขัดนิรภัย ยกระดับประเทศไทยสู่ความปลอดภัยระดับสากล เป็นต้น

‘ธีรพร’ตอกย้ำผู้นำศัลยกรรมใบหน้าโชว์ความสำเร็จการใช้ FAT STEM CELL พร้อมนำเทรนด์ศัลยกรรมยุคใหม่’ปลอดภัย- เป็นธรรมชาติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767703

'ธีรพร'ตอกย้ำผู้นำศัลยกรรมใบหน้าโชว์ความสำเร็จการใช้ FAT STEM CELL พร้อมนำเทรนด์ศัลยกรรมยุคใหม่'ปลอดภัย- เป็นธรรมชาติ'

‘ธีรพร’ตอกย้ำผู้นำศัลยกรรมใบหน้าโชว์ความสำเร็จการใช้ FAT STEM CELL พร้อมนำเทรนด์ศัลยกรรมยุคใหม่’ปลอดภัย- เป็นธรรมชาติ’

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.43 น.

ธีรพร  ผู้นำด้านนวัตกรรมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าระดับพรีเมี่ยม ชูความสำเร็จการพัฒนาเทคนิคนำสเต็มเซลล์จากไขมัน (Fat Stem Cell)  สามารถแก้ไขปัญหาจมูกซิลิโคนทะลุได้ภายในวันเดียว จุดเด่น“ปลอดภัย-อ่อนนุ่มเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน” มั่นใจเทคนิค“ธีรพร”แข็งแกร่ง พร้อมเป็นผู้นำนพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ผู้ก่อตั้ง“ธีรพร” สถาบันศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ซึ่งให้บริการความงามมากว่า 40 ปี คิดค้นพัฒนาเทคนิคการทำศัลยกรรมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้บริการ ภายใต้แนวคิด Less is more  กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาเทคนิคการนำสเต็มเซลล์จากไขมัน (Fat Stem Cell)  มาใช้ว่า “ผมสนใจเรื่องการนำไขมันมาใช้ในการเสริมจมูก แก้ไขปัญหาจมูกทะลุ ตั้งแต่ปี 2536  เนื่องจากพบว่ามีปํญหาเรื่องซิลิโคนทะลุจำนวนมาก จึงพยายามหาวิธีแก้ไข โดยใน ช่วงแรกพบว่าไขมันที่นำไปใส่บางครั้งละลาย แต่บางครั้งไม่ละลาย ผมยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุ  จนได้อ่านงานวิจัยของ นพ.มิตชูโน ฮิโรชิ หัวข้อ 10 ปีในการศึกษาวิจัย สเต็มเซลล์ที่ได้จากไขมันสำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสร้างเซลล์ใหม่ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือพัฒนาวิธีการสกัดเอาสเต็มเซลล์จากไขมันในร่างกาย มาใช้ในการรักษาและเสริมความงามบนใบหน้าได้แก่ จมูก คาง ปาก ใต้ตา หน้าผาก และส่วนอื่นๆ ที่ธีรพรให้บริการอยู่ในปัจจุบัน  
 

สำหรับ นพ.มิตชูโน ฮิโรชิ (MIZUNO Hiroshi) ปัจจุบันเป็น หัวหน้าแผนกศัลยกรรมตกแต่ง มหาวิทยาลัยจูเท็นโด ประเทศญี่ปุ่น ผู้วิจัยค้นพบสเต็มเซลล์จากไขมันเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2543 ในโอกาสที่เดินทางมาบรรยายให้ความรู้กับทีมแพทย์ของธีรพร   เขาได้กล่าวถึงข้อดีและที่มาในการวิจัยสเต็มเซลล์จากไขมันว่า เริ่มจากที่เห็นว่าในอเมริกามีการดูดไขมันส่วนเกินจำนวนมากและนำไปทิ้ง จึงคิดหาวิธีนำมาใช้ประโยชน์ และเริ่มทำวิจัยจนพบว่าในไขมันมีส่วนที่เรียกว่า “สเต็มเซลล์” เมื่อนำไปใช้รักษาแผลผ่าตัดสามารถช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลฟื้นฟูตามธรรมชาติได้ผลเป็นอย่างดี หลังจากวิจัยและทดลองมา 10 ปี จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจจึงได้เผยแพร่งานวิจัย 


 หมอชลธิศ กล่าวต่อว่า การนำสเต็มเซลล์จากไขมันมาใช้ปัจจุบัน ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จสูง ได้ผลตามเป้าหมายที่ต้องการ และไม่พบปัญหาหลังทำหรือในระยะยาวตามมา ซึ่งเราเป็นผู้นำความสำเร็จในการทำศัลยกรรมตกแต่งความงามบนใบหน้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาซิลิโคนทะลุด้วยสเต็มเซลล์จากไขมัน เราเริ่มต้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว  “เนื่องจากซิลิโคนเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เมื่อนำมาเสริมจมูกอยู่นานๆ อาจเกิดปัญหาตามมาเช่น ผนังจมูกบางทำให้จมูกเป็นสันเหลี่ยมดูไม่สวยงามเหมือนตอนทำใหม่ๆ ต้องกลับมาแก้ไข  หรือบางรายเกิดการอักเสบ เป็นต้น ซึ่งทางเราก็รับเคสแก้ไขเหล่านี้ ด้วยการใช้สเต็มเซลล์จากไขมันของตัวคนไข้เองมาใช้เสริมจมูกแทนให้ อย่างเคสแรกที่เราใช้สเต็มเซลล์ในการเสริมจมูก ปัจจุบันผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างไร จมูกยังคงดูสวยเป็นธรรมชาติ เหมือนตอนทำใหม่ๆ”


การใช้สเต็มเซลล์จากไขมัน สามารถใช้ได้กับคนทุกวัย โดยขั้นตอนจะนำไขมันจากบริเวณหน้าท้องซึ่งมีปริมาณสเต็มเซลล์มากที่สุดแล้วนำมาสกัด สเต็มเซลล์ที่ได้จะมีลักษณะเป็นก้อนที่มีความอยู่ตัวอ่อนนุ่ม เมื่อเสริมเข้าไปจึงให้จมูกดูโด่งสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นสันเป็นแท่งเหมือนการใช้ซิลิโคนอย่างเดียว คนที่เสริมจมูกเพียงเล็กน้อยสามารถใช้สเต็มเซลล์จากไขมันได้เลย บางรายอาจต้องการเสริมให้โด่งเราจะใช้ซิลิโคนแบบอ่อนนุ่มร่วมกับสเต็มเซลล์จะทำให้ได้ผลดี ทั้งนี้โดยไม่มีปัญหาเรื่องผนังจมูกบางหรือซิลิโคนทะลุ  เพราะสเต็มเซลล์ที่ใส่เข้าไปจะฟื้นฟูตัวเอง ทำให้จมูกคงรูปได้อย่างสวยงาม อ่อนนุ่ม ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องกังวลหรือการกระแทกทำให้เสียรูปอีกเลย ปัจจุบันธีรพรได้พัฒนาเทคนิคในการช่วยทำให้สเต็มเซลล์จากไขมันคงตัวได้นานขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่าเดิม โดยร่วมมือกับทาง นพ.มิตชูโน ในการเชิญมาบรรยายให้ความรู้กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและร่วมกันพัฒนาเพื่อเป็นผู้นำด้านสเต็มเซลล์จากไขมันในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

“การใช้สเต็มเซลลจากไขมัน จะเป็นอนาคตของการศัลยกรรมสมัยใหม่ จากเดิมที่เราใช้ซิลิโคนหรือวัสดุอื่นมาใส่เพื่อเสริมเติมเต็มให้ใบหน้าของเราดูสวยงาม แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ในขณะที่สเต็มเซลล์จากไขมันคือส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา แต่สามารถเอามาเสริมความงามได้อย่างหลากหลาย ทั้งเสริมจมูก คาง หน้าผาก และ หน้าอกก็สามารถใช้สเต็มเซลล์มาเสริม ให้มีลักษณะสวยงามดูเป็นธรรมชาติได้ แม้กระทั่งคนที่มีปัญหาจากการทำศัลยกรรมแบบเก่าก็สามารถแก้ไขให้ดีกว่าเดิมได้ด้วยการใช้สเต็มเซลล์นี้ ผมจึงมั่นใจว่าการใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์จากไขมันมาใช้ในการทำศัลยกรรมจะกลายเป็นเทรนด์การทำศัลยกรรมของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน และเราจะเป็นผู้นำเทรนด์เสริมความงามในด้านนี้ต่อไป” หมอชลธิศ กล่าวด้วยความภูมิใจ

‘ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล’ บรรยายพิเศษสถาบันวิชาการป้องกันประเทศให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767691

‘ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล’ บรรยายพิเศษสถาบันวิชาการป้องกันประเทศให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 65

‘ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล’ บรรยายพิเศษสถาบันวิชาการป้องกันประเทศให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 65

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.46 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา, รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์, รองประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา บรรยายพิเศษ  เรื่อง “ต้นแบบผู้นำในอุดมคติ” ให้แก่ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 65 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประกอบด้วย นายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการพลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในกำกับภาครัฐ/องค์กรอิสระ/ภาคเอกชน และนายทหารจากมิตรประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย จัดโดย วิทยาลัยเสนาธิการทหาร ณ ห้องเรียนรวม วิทยาลัยเสนาธิการทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต

หม่อมหลวงปนัดดา กล่าวในความตอนหนึ่งว่า “ต้นแบบผู้นำในอุดมคติ คือ ผู้ซึ่งมีความประพฤติและการปฏิบัติตนที่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้แก่เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือทีมงาน หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนผู้คนในสังคม เช่น ในเรื่องของความกตัญญูกตเวทีและความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ มีความสำนึกและเคารพเทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ และยึดมั่นในการเสริมสร้างความรู้รักสามัคคี ทำหน้าที่โดยอาศัยหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา กระบวนการมีส่วนร่วมที่ดี หลักเมตตาธรรม ความเสียสละ อดทน พอเพียง ความเพียร ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบ ตามหลักทศพิธราชธรรม แนวพระราชดำรัส และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

อีกทั้งพึงเป็นผู้นำในการสืบสาน รักษา และต่อยอดตามรอยพระยุคลบาท ดั่งพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน พร้อมทั้งดำรงตนยึดมั่นในหลักการของจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีด้วยหัวใจ” และ “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ในฐานะพลเมืองที่ดีของชาติและเป็นหลักทางความคิดที่ถูกต้องให้แก่ระบบราชการ สังคม และลูกหลานเยาวชน ได้เกิดการเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ต่อไป”

#วุฒิสภา #สถาบันดำรงราชานุภาพกระทรวงมหาดไทย #วิทยาลัยเสนาธิการทหารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ #พิพิธภัณฑ์วังวรดิศและหอสมุดสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

-(016)