“อารีเพ็ญ” คุยฮามาส ยอมปล่อย 22 ตัวประกัน “วันนอร์” จ่อบินไปรับเอง!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737395

“อารีเพ็ญ” คุยฮามาส ยอมปล่อย 22 ตัวประกัน “วันนอร์” จ่อบินไปรับเอง!

2 พ.ย. 2566 04:58 น.

“อารีเพ็ญ” คุยฮามาส ยอมปล่อย 22 ตัวประกัน “วันนอร์” จ่อบินไปรับเอง!

“เศรษฐา” เผยยกหูคุยนายกฯอิสราเอล ยกระดับการเจรจา วอนแรงงานไทยตัดสินใจกลับ แจงปมเที่ยวบินสุดท้ายอพยพคนไทย ถ้าคนกลับน้อยซื้อตั๋วก่อนมาเบิกภายหลังได้ แต่ถ้ามีจำนวนมากยังอยากให้ใช้เช่าเหมาลำ แรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอลได้กลับบ้านชุดที่ 3 รวม 11 ร่าง ทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ พร้อมผู้แทนระดับสูงจากฝ่ายอิสราเอลร่วมวางหรีดไว้อาลัย ขอแรงงานไทยอย่าเผชิญโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก เพราะล้วนแล้วแต่เป็นแรงงานที่ตั้งใจมาทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ประธานสภาฯส่งตัวแทนเจรจาช่วยตัวประกันไทย “อารีเพ็ญ อุตรสินธิ์” เผยได้พบประธานาธิบดีอิหร่านและคุยกับตัวแทนกลุ่มฮามาส ระบุตัวประกันไทย 22 คนปลอดภัยดี ฮามาสให้คำมั่นปล่อยตัวแน่แต่รอเวลาเหมาะสม “วันนอร์” จ่อบินไปรับเอง ขณะที่ “ปานปรีย์” ได้เจอหัวหน้าใหญ่กลุ่มฮามาส


แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ถูกส่งร่างกลับคืนสู่ครอบครัวเป็นชุดที่ 3 โดยสายการบิน El Al ISRAEL AIRLINES เที่ยวบินที่ LY 083 จากกรุงเทลอาวีฟ เวลา 20.00 น. วันที่ 31 ต.ค. ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เวลา 12.40 น. วันที่ 1 พ.ย.

ไว้อาลัย 11 ร่างแรงงานไทยก่อนส่งกลับ

สำหรับการส่งศพแรงงานไทยในอิสราเอลกลับภูมิลำเนา ก่อนมีการนำศพขึ้นเครื่องในเวลา 15.00 น. วันที่ 31 ต.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พร้อมด้วยนายนฤชัย นินนาท รองอธิบดีกรมการกงสุลและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยร่างแรงงานไทยผู้เสียชีวิต 11 ราย มีนายจักรพงษ์ จันทรเสนา นายศตวรรษ เพียเอีย นายพิทักษ์ โทแหล่ง นายวุฒิภัทร วิเศษดอนหวาย นายจรูญ ชาติดำดี นายสมควร พันธ์สะอาด นายปริญญา แต้มกลาง นายนันทวัฒน์ ปิ่นใจ นายตุ๊ แซ่ลี นายบัญชา ดัชถุยาวัตร และนายมีชัย ฤทธิผล ที่บริเวณลานบินท่าอากาศยานเบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ โดยมีบุตรสาวของนายพิทักษ์ โทแหล่ง หนึ่งในผู้เสียชีวิตมาร่วมพิธีด้วย

ขออย่าเผชิญโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก

ภายหลังจาก น.ส.พรรณนภาวางพวงหรีดเคารพศพแล้ว ผู้แทนฝ่ายอิสราเอลกล่าวแสดงความเสียใจระบุว่า เป็นโศกนาฏกรรมที่ไทยกับอิสราเอลร่วมกันเผชิญ สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดกันระหว่างไทยกับอิสราเอล น.ส.พรรณนภากล่าวขอบคุณผู้มาร่วมพิธีทุกคนที่มาร่วมส่งร่างผู้เสียชีวิต 11 ราย เป็นการให้เกียรติต่อผู้วายชนม์ที่ล้วนแล้วแต่เป็นแรงงานที่ตั้งใจมาทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและหวังว่าไทยจะไม่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก

แรงงานกลับมาอีก 3 เที่ยวบิน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 31 ต.ค. สายการบิน AKIA ISRAEL AIRLINES เที่ยวบิน IZ 593 นำแรงงานไทยกลับจากอิสราเอลอีก 213 คน และในเวลา 22.50 น. สายการบิน El Al ISRAEL AIRLINES เที่ยวบินที่ LY 085 นำแรงงานไทยจากอิสราเอลกลับมาอีก 161 คน รวมทั้งสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 8953 นำแรงงานไทยอีก 278 คนจากประเทศอิสราเอล เดินทางมาถึงไทยโดยสวัสดิภาพ มีเรือเอกสาโรจน์ คมคาย ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นายภัทรวุธ เภอแสละ ผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ พรหมดำ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับอำนวยความสะดวกการรับสิทธิประโยชน์กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศรายละ 15,000 บาท

ทูตอิสราเอลร่วมรับ 11 ร่าง

ที่อาคารคลังสินค้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศ ยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 พ.ย.นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอารี ไกรนรา เลขานุการ รมว.แรงงาน ร่วมรับร่าง 11 แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ถูกส่งกลับไทยโดยสายการบิน EI AI ISRAEL AIRLINES เที่ยวบินที่ LY083 และเที่ยวบินนี้ยังมีคนไทย 43 คนกลับมาด้วย โดยนางออร์นาทูตและคณะฝ่ายไทยได้วางหรีดดอกไม้เคารพศพ ก่อนส่งร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดกลับภูมิลำเนาของแต่ละคน

อีกกว่า 60 รายยังพิสูจน์ไม่ได้

นายอารีกล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับท่านทูตอิสราเอลพบยังมีศพกว่า 60 รายที่ไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ ไม่ทราบว่าเป็นคนประเทศไหน แต่ระบุได้ว่าเป็นคนเอเชีย ต้องใช้วิธีตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ทราบ ส่วนร่างคนไทยอีก 2-5 ร่าง กำลังดำเนินการและพร้อมนำกลับมาในสัปดาห์หน้า เท่าที่คุยกับทูตอิสราเอลสงครามยังไม่ยุติ หากสถาน การณ์ปกติแล้ว นายกรัฐมนตรีจะประชุมกับคณะรัฐมนตรีเรื่องนี้อีกครั้ง ว่าจะให้แรงงานไทยกลับไปได้เมื่อไหร่ ทางทูตอิสราเอลพร้อมที่จะรับคนไทยกลับไปทำงาน ส่วนการเดินทางกลับมาของคนไทยถือว่าเป็นไปตามเป้าที่วางไว้กว่า 8,000 ราย ในจำนวนนี้มีแรงงานไทยกว่า 70% ขอเดินทางกลับไปอิสราเอล ถ้าเหตุการณ์ดีขึ้น

ทอ.รับกลับมากว่า 1 พันคน

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้กองทัพอากาศรับแรงงานไทยกลับมาแล้วทั้งหมด 5 เที่ยวบิน รวมกว่า 1,000 คน กองทัพอากาศมีความพร้อมสนับสนุนในทุกภารกิจ เราเตรียมเครื่องบินแอร์บัส A340-500 1 ลำ และ C-130 อีก 5 ลำ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น คือการรวบรวมคนไทยในอิสราเอลว่า จะพร้อมกลับไทยได้กี่คนต่อเที่ยวบิน ทั้งนี้ จะมีสายการบิน Spice Jet รับผิดชอบเหมาลำจากท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียน อิสราเอลมายังสนามบินฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะยิ่งทำให้ง่ายและสะดวกมากขึ้นในการไปรับแรงงานไทย กองทัพอากาศจะนำเครื่องบินไปลงที่สนามบินฟูไจราห์ ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่ง จากเดิมบินเที่ยวละ 13 ชั่วโมง มีความพร้อมตลอดเวลาหากมีคำสั่งมา

แจงรายละเอียดเงินชดเชย 5 หมื่น

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง มติ ครม.ในการจ่ายเงินชดเชยและแนวทางการให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอล ว่า ต้องประสานงานกับสำนักงบประมาณ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางการรับเงินชดเชย 50,000 บาท ยืนยันว่าแรงงานที่กลับจากอิสราเอลจะได้รับทุกคน เพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพในไทย ทั้งแรงงานที่ประสงค์จะประกอบอาชีพอิสระ หรือเพื่อเป็นทุนการเดินทางไปทำงานประเทศอื่น นอกจากเงิน 50,000 บาท ที่จ่ายชดเชยให้ รัฐบาลยังปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 ในวงเงินไม่เกิน 150,000 บาท ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 20 ปี เป็นแรงจูงใจให้แรงงานไทยที่กังวลว่ากลับมาแล้วต้องแบกรับภาระหนี้สิน ทั้งหนี้จากสถาบันการเงินหรือหนี้นอกระบบ ดังนั้น มาตรการที่จะช่วยเหลือสร้างแรงจูงใจให้แรงงานกลับไทยได้อย่างปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและการรับเงินชดเชย 50,000 บาท ต้องหารือกับสำนักงบประมาณด้วยว่าหากแรงงานที่กลับจากอิสราเอลรับเงินจำนวนนี้แล้ว จะมีเงื่อนไขผูกพันหรือไม่และการส่งแรงงานไทยกลับไปทำงานที่อิสราเอลในอนาคต ต้องวางมาตรการใหม่ในการดูแลชีวิตและความปลอดภัย ของแรงงาน ทั้งเรื่องหลุมหลบภัย บังเกอร์ หรือการดูแลของนายจ้าง ต่อไปจะต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ด้วยในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล

ส่งอารีเพ็ญเจรจาช่วยตัวประกัน

อีกด้านที่รัฐสภา เวลา 10.00 น. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ พร้อมด้วยนายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภาฯ แถลงข่าวเกี่ยวกับการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันคนไทย จากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล นายอารีเพ็ญแถลงว่า ได้รับมอบหมายจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯให้ไปเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่กลุ่มฮามาสจับตัวไป หลังจากที่นายวันมูหะมัดนอร์ มีหนังสือไปยังตัวแทนของกลุ่มฮามาสที่อยู่ในประเทศอิหร่าน กลุ่มฮามาสได้ตอบรับให้เดินทางไปพบในวันที่ 26 ต.ค. แต่เดินทางไปตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.พร้อมกับคนที่ประสานงานช่วยเหลืออยู่ที่อิหร่านอีก 1 คน ถือเป็นตัวแทนของประธานสภาฯที่ให้ไปพูดคุยกับตัวแทนของฝ่ายฮามาสและตัวแทนฝ่ายอิหร่าน

เล่าเบื้องหลังการไปอิหร่าน

นายอารีเพ็ญกล่าวอีกว่า การที่ต้องไปอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศที่มีสัมพันธ์อันดีกับไทยมายาวนานถึง 300-400 ปี ผู้นำอิหร่านกับประธานสภาฯ รู้จักคุ้นเคยกัน เนื่องจากนายวันมูหะ มัดนอร์ เคยช่วยเหลือชาวอิหร่านเมื่อปี 2541 ที่ถูกข้อหาคาร์บอมบ์สถานทูตอิสราเอล ให้ได้รับความเป็นธรรมจนถูกยกฟ้อง ดังนั้น ชื่อเสียงของท่านวันนอร์ในหมู่ชาวอิหร่านจึงโด่งดังและมีผลต่อกระบวน การต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮามาส กลุ่มฮิบูเลาะห์ นอกจากนั้นเรามีคณะทำงานที่เข้มแข็งอยู่ในอิหร่าน ที่สามารถประสานเข้าพบกับแกนนำกลุ่มฮามาสที่อยู่ในอิหร่านได้ จึงพุ่งเป้าไปที่อิหร่าน ช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันทั้ง 22 คน ทางใดที่ท่านจะชี้แจงกับกลุ่มฮามาสหรือกับทางอิหร่านที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อฮามาส ท่านประธานสภาฯยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อให้คนไทยกลับมาโดยสวัสดิภาพ

ฮามาสให้คำมั่นปล่อยตัว

นายอารีเพ็ญกล่าวต่อว่า การไปอิหร่านเมื่อ วันที่ 26 ต.ค. ได้เจอตัวแทนกลุ่มฮามาสที่เป็นบุคคลเป้าหมายของสหรัฐอเมริการะดับต้นๆ พูดคุยเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เขาเข้าใจที่เรามาในฐานะของประธานสภาฯ และความรู้สึกที่เป็นมุสลิมด้วยกัน ได้ขอร้องให้เขาปล่อยแรงงานไทยที่ถูกจับไปเป็นตัวประกัน เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ ตัวแทนกลุ่มฮามาสบอกว่า ช่วยบอกญาติพี่น้องผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันทั้งหมดว่า คนเหล่านี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแต่หากเขากำหนดวันเวลาที่จะปล่อยเกรงว่าผู้ถูกปล่อยจะเป็นอันตรายจากระเบิดที่มาจากอีกฝ่ายจึงรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมแล้วจะปล่อยทันที เขาให้คำสัญญา เพราะเขาอยากให้คนไทยที่เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา ชี้แจงว่าฮามาสโหดร้ายจริงหรือไม่ ได้รับการกระทำอะไรบ้าง เขาอยากให้มาออกสื่อในไทยเขาต้องดูแลทุกคน และเขาจะพยายามทุกวิถีทางที่ให้คนไทยทั้งหมดที่ถูกกักตัวอยู่อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เขารับปากกับเรา

ได้พบที่ปรึกษา ปธน.อิหร่าน 3 ชม.

นายอารีเพ็ญกล่าวอีกว่า จากนั้นวันที่ 29 ต.ค.ได้พบกับคนที่มีบทบาทของอิหร่าน คือ 1.อายาตุลเลาะห์ อัคตารี ที่ปรึกษาประธานาธิบดีและประธานสมัชชาองค์กรปาเลสไตน์แห่งสำนักประธานาธิบดีอิหร่าน เป็นบุคคลที่เป็นที่เกรงใจของกลุ่มต่างๆที่อยู่ในอิหร่าน 2.ดร.ระมีฮียาน เลขาธิการใหญ่องค์กรช่วยเหลือประชาชาติปาเลสไตน์แห่งชาติ 3.ดร.รูวัยรอน ประธานสมาพันธ์พิทักษ์เยาวชนปาเลสไตน์และต่อต้านอิสราเอลแห่งชาติ ทั้ง 3 ท่านมีความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ ได้พูดคุยเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ทั้ง 3 คนรับที่จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือ เพราะเข้าใจว่าไทยเป็นประเทศที่มีคุณอนันต์ต่อมุสลิมในประเทศไทย มีคนอิหร่านมาเป็นใหญ่เป็นโตในราชสำนักอยุธยาเมื่อ 400 ปีที่แล้ว เมื่อพูดคุยกันเสร็จเขาสั่งเจ้าหน้าที่ให้รีบรายงานต่อประธานาธิบดี และมีหนังสือไปยังบุคคลสำคัญของอิหร่าน แต่มีการถามว่าทำไมอิหร่านไม่ถามว่าไทยจะวางท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับปาเลสไตน์ เขาตอบว่าถ้าเป็นรัฐบาลมาเขาจะถาม แต่การมาครั้งนี้ ถือว่าเป็นมิตรสหายจึงไม่ถามในประเด็นเหล่านี้ มีเพียงการให้ความร่วมมือกับเรา

เผย “ปานปรีย์” เจอ หน.ใหญ่ฮามาส

นายอารีเพ็ญกล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค. รมว.ต่างประเทศของอิหร่าน ไปที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ พบหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มฮามาสที่กาตาร์ ขอบอกว่า ทุกคนที่คุยกับตนอยากให้คนไทยเข้าใจว่า พวกปาเลสไตน์ต่อสู้มานาน เดือดร้อนมากมายโดยที่โลกไม่ให้ความสนใจ แต่พออิสราเอลโดนกระทำโลกให้ความสนใจ เขาบอกอีกว่าเหตุผลที่กั้นกำแพงระหว่างกาซากับอิสราเอล เพราะตรงนั้นของอิสราเอลเป็นพื้นที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากสหประชาชาติมีมติให้อิสราเอลถอยออกไป แต่อิสราเอลไม่ถอยและตัวเองไม่อยู่เพราะรู้ว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย แต่กลับไปจ้างแรงงานต่างชาติให้มาอยู่มาทำงานที่นั่น ส่วนที่มีข่าวการทารุณคนไทย เขาบอกว่าฮามาสไม่เคยทำ ตอนที่กำแพงถล่มแล้วมีการบุกเข้าไป ไม่รู้ว่าใครเป็นใครแต่ไม่ใช่การกระทำของฮามาสแน่นอน การที่อิสราเอลและสหประชาชาติเอาภาพมาออกชัดเจนว่าเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน จากที่ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ตัวแทนของเขาให้เกียรติเราและเขาจะดูแลคนไทยอย่างดีจะไม่ให้เสียชีวิต เพราะคนเหล่านี้จะเป็น กระบอกเสียง เมื่อออกมาแล้วจะบอกว่าเขาอยู่ในการกักกัน ของฮามาสได้รับผลกระทบและเดือดร้อนอะไรบ้าง

“วันนอร์” จ่อบินไปรับด้วยตัวเอง

เมื่อถามว่า จากการพูดคุยกับตัวแทนฮามาส กลุ่มฮามาสได้ให้พูดคุยหรือวิดีโอคอลกับแรงงานที่ถูกจับเป็นตัวประกันหรือไม่ เพื่อยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ นายอารีเพ็ญกล่าวว่า การใช้โทรศัพท์ถือเป็นอันตรายสำหรับคนที่อยู่ที่นั่น เพราะเมื่อมีการจับคลื่นได้ที่ไหน ระเบิดจะจับทันที เขาจึงไม่ได้ให้พูดคุย แต่เขาบอกหากตนจะเดินทางไปเขายินดีพาไป แต่ตนไม่ไปเพราะจะเสี่ยงอันตราย เมื่อถามย้ำว่า อะไรที่ทำให้เรามั่นใจว่าตัวประกันยังปลอดภัยอยู่ นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า เขามายืนยันและให้บอกญาติพี่น้องในไทยให้สบายใจ เรื่องการปล่อยตัวประกัน คนประสานงานที่ไปกับตนยังไม่กลับรายงานตลอดว่าจะปล่อยตัวเมื่อไหร่ ถ้าจะปล่อยตัวอยากให้ปล่อยทางอิหร่านเพราะสะดวก โดยนายวันมูหะมัดนอร์จะเดินทางไปรับเอง เพื่อขอบคุณผู้ใหญ่ที่อิหร่านด้วย เขายืนยันว่าถ้ามีความปลอดภัยพรุ่งนี้ก็ปล่อยตัวได้เลย การที่เลือกไปอิหร่านเพราะอิหร่านสนับสนุนฮิบอเลาะห์และฮามาส เมื่อคนที่มีบุญคุณขออะไรคิดว่าฮามาสไม่น่าจะปฏิเสธ ทำให้ตนเดินทางกลับไทยด้วยความสบายใจว่าตัวประกันอาจมีชีวิตรอดกลับมาได้

ปัดไม่ได้ข้ามหน้าข้ามตารัฐบาล

“การทำหน้าที่ครั้งนี้ไม่ได้ข้ามหน้าข้ามตาใคร แต่เป็นการช่วยเหลือตามศักยภาพ มีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เขาพูดมีความจริง เพราะเราเป็นกลุ่มแรกที่พูดคุยกับกลุ่มฮามาสอย่างเป็นทางการ หากคนไทยได้ปล่อยตัวก็เป็นผลงานของคนไทยทั้งหมด ไม่ใช่ผลงานของคนใดคนหนึ่ง เราจะไม่ก้าวก่ายในการทำหน้าที่ของรัฐบาล ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประธานรัฐสภาที่ไปพูดคุยโดยตรง เมื่อรับอาสาที่จะช่วยเหลือคนไทยต้องช่วยเหลือให้ดีที่สุด เราทำงานในส่วนของประธานรัฐสภา ส่วนรัฐบาลจะทำในแนวทางใดไม่มีปัญหา” นายอารีเพ็ญกล่าว

เศรษฐานัดโทร.คุยนายกฯอิสราเอล

เวลา 11.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ระบุให้แรงงานไทยในอิสราเอลที่ประสงค์เดินทางกลับไทยให้มารวมตัวกันที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เทลอาวีฟ ภายในเย็นวันที่ 1 พ.ย. เวลา 17.00 น. ถือเป็นเที่ยวบินเที่ยวสุดท้าย ต่อจากนี้การอพยพจะไม่ใช้เที่ยวบินเช่าเหมาลำว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เมื่อมีประชาชนแสดงเจตจำนงที่จะเดินทางกลับ จึงต้องจัดการเรื่องเที่ยวบินให้เหมาะสมขณะนี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีนัดพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายกฯอิสราเอลในบ่ายวันที่ 1 พ.ย. ถือเป็นการยกระดับการเจรจาขึ้นไปอีกรอบ ต้องขอวิงวอนอีกครั้ง ขอให้พี่น้องคนไทยกลับมา เราบริหารจัดการได้ตามที่พูดไว้ว่าจะเอาแรงงานไทยกลับมาให้หมด แต่จำนวนคนที่แสดงเจตจำนงกลับยังน้อยอยู่

อยากให้แรงงานที่เหลือรวมตัวกลับ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า จะมีการพูดคุยกับนายกฯอิสราเอล หลายวาระหลายเรื่อง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ เรื่องการจ่ายเงินชดเชย เรื่องที่นายจ้างไม่ให้ความเป็นธรรม เรื่องการอำนวยความสะดวกคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับ เมื่อถามว่าในส่วนของเที่ยวบินหลังจากนี้ที่จะนำคนไทยกลับจากอิสราเอล จะเป็นลักษณะเหมาลำหรือซื้อตั๋วโดยสารเองแล้วมาขอรับเงินภายหลัง นายกฯกล่าวว่า แล้วแต่จำนวนของผู้เดินทางกลับ ถ้ามีแค่หลักสิบหรือไม่กี่คนคงไปซื้อตั๋วโดยสารเองและกลับมาจัดการจ่ายให้ ส่วนที่หลายคนกังวลหลังจากสถานทูตไทยในอิสราเอลระบุว่าเที่ยวบินในวันที่ 1 พ.ย.จะเป็นเที่ยวบินสุดท้ายในการเช่าเหมาลำอพยพคนไทยกลับ นายเศรษฐากล่าวว่า ความต้องการคืออยากให้กลับมาเร็วๆถ้าเช่าเหมาลำได้ก็สะดวก ปลอดภัย รวดเร็วกว่า แต่ถ้ามาวันละ 2-3 คน 5-6 คน คงลำบาก กว่าจะเต็มลำต้องใช้เวลาเป็นอีกสิบวัน เรื่องนี้ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าวิธีไหนจะเหมาะสม แต่ถ้าแสดงเจตจำนงมาให้เยอะเราจะบริหารจัดการได้ดีกว่า จึงอยากจะขอร้องให้แสดงเจตจำนงเข้ามา

เศรษฐายกหูคุยนายกฯอิสราเอล

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลว่า นายกฯอิสราเอลระบุว่าเสียใจกับการที่มีคนไทยเสียชีวิต ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ท่านยืนยันว่าจะพยายามทำอย่างเต็มความสามารถที่จะช่วยเหลือตัวประกันของไทยให้ออกมาได้ด้วยความปลอดภัยและเร็วที่สุด ท่านยังบอกอีกว่าหากมีอะไรให้ช่วยเหลือขอให้บอกได้อีก ตนได้บอกไป 2-3 เรื่อง โดยเรื่องแรกคนไทยที่แจ้งเจตจำนงต้องเดินทางกลับใกล้จะหมดแล้ว แต่ถ้ามีคนไทยแสดงเจตจำนงจะเดินทางกลับมาอีกขอให้อิสราเอลอำนวยความสะดวกให้ เพราะหากเขาจะเดินทางกลับมาอีกแสดงว่าสภาพสงครามมันต้องรุนแรงขึ้นอีก ตรงนี้อาจจะต้องมีการให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษในการที่จะนำคนไทยเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ยินดีช่วยคนไทยกลับไปทำงานอีก

นายกฯกล่าวว่า ยังได้ถามไปในเรื่องของ ตัวประกันมีเดดไลน์หรือไม่ พอจะมีระยะเวลาหรือไม่ เมื่อไหร่ นายกฯอิสราเอลยืนยันว่าจะพยายามอย่างเต็มที่ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ยังเจรจาอยู่ เรื่องขอให้ดูแลคนไทยที่อิสราเอลให้ดีที่สุดที่ได้ฝากไปด้วย เพราะคนไทย 3 หมื่นกว่าคนไม่ได้ไปมีส่วนกับความขัดแย้ง เราไปช่วยพัฒนาประเทศเขา ช่วยทำเรื่องของการเกษตร นายกฯอิสราเอลบอกว่าเข้าใจหมด ไม่ได้มีความสงสัยเลยว่าคนไทยไปทำเรื่องอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร และนายกฯอิสราเอลยังบอกมาว่าหากจะให้กลับมาที่ไทยจะอำนวยความสะดวกให้กลับมา ถ้ากลับมาแล้วหวังว่าเขาอยากจะกลับไปอิสราเอลอีก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวและช่วยอำนวยความสะดวกให้กลับมา

ญาติจัดบ้านเตรียมสถานที่ตั้งศพ

ก่อนที่ร่างผู้เสียชีวิตจะถึงไทย ตอนสายวันที่ 1 พ.ย. ผู้สื่อข่าวไทยรัฐขอนแก่นไปที่บ้านเลขที่49 ม.9 บ้านโนนทัน ต.ดอนดั่ง อ.หนองสองห้อง ของลูกชายนายพิทักษ์ โทแหล่ง อายุ 54 ปี 1 ใน 11 ศพ แรงงานไทยที่ถูกส่งกลับมา มีนางเฉลิม มะลิโพธิ์ อายุ 62 ปี พี่เมียนายพิทักษ์เป็นผู้ดูแลบ้าน เนื่องจากภรรยานายพิทักษ์เสียชีวิตไปแล้วและศพนายพิทักษ์ตั้งสวดอภิธรรมที่บ้านหลังนี้ พบญาติพี่น้องกับเพื่อนบ้านกำลังร่วมกันจัดสถานที่เตรียมรับศพที่มาถึงบ้านช่วงเย็น นางเฉลิมกล่าวว่า นายพิทักษ์แต่งงานกับน้องสาวมีบุตรด้วยกัน 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ช่วงบุตรเรียนหนังสือระดับประถมเมียนายพิทักษ์เสียชีวิต นายพิทักษ์จึงเดินทางไปทำงานที่อิสราเอลส่งเงินมาให้เลี้ยงลูกทั้ง 2 คน เมื่อลูก 2 คน เติบโตเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯปัจจุบันลูกชาย อายุ 31 ปี ลูกสาวอายุ 22 ปี นายพิทักษ์ยังทำงานต่อที่อิสราเอลจนมีภรรยาและมีบุตรสาวอีก 1 คนทำให้ได้ 2 สัญชาติ หลังลูกนายพิทักษ์ที่เมืองไทยทราบเรื่องการเสียชีวิตของพ่อ จึงเช็กรายละเอียดกับนายจ้างที่อิสราเอลและให้น้องสาวที่อยู่อิสราเอล ช่วยติดตามและจัดการประสานงาน จนร่างนายพิทักษ์ได้กลับบ้านในที่สุด

อิสราเอลคุยทำลายขีปนาวุธโจมตี

ทางด้านต่างประเทศ กองกำลังป้องกันตนเองอิสราเอล (IDF) เผยว่าได้สกัดทำลายขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่ยิงใส่โดรนของอิสราเอลและระบุว่าขีปนาวุธดังกล่าวยิงมาจากเลบานอน ทางเหนือของอิสราเอล ขณะที่หน่วยป้องกันทางอากาศของ IDF ยังสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศในพื้นที่ทะเลแดง ทางใต้ของเมืองเอลัท โดยไม่ให้รายละเอียด ระบุเพียงว่าไม่มีประชาชนได้รับอันตราย ก่อนหน้านี้เมื่อ 31 ต.ค. กองทัพอิสราเอลใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธแอร์โรว์สกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากทะเลแดงต่อมากลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศความรับผิดชอบว่าเป็นฝีมือของฮูตี ด้านผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติเตือนว่า หากการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนในฉนวนกาซา จากการถล่มของอิสราเอลยังไม่ยุติกองกำลังพันธมิตรเช่นกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนอาจขยายปฏิบัติการโจมตีอิสราเอล ข้อกังวลดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะช่วยหยุดยั้งการกระทำของอิสราเอล

ถล่มฐานที่มั่น-สังหาร ผบ.ผู้วางแผน

ขณะเดียวกัน IDF ยังปฏิบัติการครั้งสำคัญ ระดมพลโจมตีทางอากาศและกองกำลังภาคพื้นดินถล่ม พร้อมเข้าควบคุมพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมืองจาบาลิยา ทางเหนือฉนวนกาซา ชานเมืองกาซา ซิตี้ มุ่งเป้าทำลายอาคารหลายหลังที่ถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของกองพันจาเซ็นทรัลจาบาลิยาของกลุ่มฮามาส ที่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดินจนพังทลาย รวมทั้งอาคารใกล้เคียงหลายแห่งพัง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ศพ รวมทั้งนายอิบราฮิม บิอารี ผู้บัญชาการกลุ่มฮามาส บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการวางแผนและปฏิบัติการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ขณะที่สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์เผยว่าผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 25 ศพ ส่วนแพทย์ในฉนวนกาซาระบุกับสำนักข่าวบีบีซีว่า มีผู้เสียชีวิต 120 ศพ ด้านกลุ่มฮามาสออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีผู้บัญชาการอาวุโสคนใดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวที่เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่มีผู้คนแออัดหนาแน่น พร้อมเผยกับชาติคนกลางผู้ไกล่เกลี่ยว่าเชลยชาวต่างชาติบางส่วนจะได้รับการปล่อยตัวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เผยทหารอิสราเอลดับกว่า 320 นาย

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 1 พ.ย. สำนักข่าวไทม์ส ออฟ อิสราเอล รายงานอ้างแถลงการณ์ของกองทัพอิสราเอล (IDF) ว่า จากการปะทะระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาส ในเมืองจาบาลิยา ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาเมื่อคืนวันที่ 31 ต.ค. คร่าชีวิตของทหารอิสราเอลจำนวน 9 นาย บาดเจ็บสาหัส 2 นาย ทำให้นับตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ที่มีการสู้รบระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตมากกว่า 320 นาย

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

เคารพศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737387

เคารพศพ

2 พ.ย. 2566 04:42 น.

เคารพศพ

นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ปักธูปหน้าโลงศพและวางหรีดไว้อาลัยแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาสที่ถูกส่งกลับไทยรอบที่ 3 จำนวน 11 ร่าง ภายหลังมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อบ่ายวันที่ 1 พ.ย. ก่อนส่งร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 11 ราย กลับคืนสู่ครอบครัวยังภูมิลำเนาของแต่ละราย.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

ปากีสถานเริ่มปราบผู้อพยพผิดกฎหมาย ชาวอัฟกันนับแสนแห่กลับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737408

ปากีสถานเริ่มปราบผู้อพยพผิดกฎหมาย ชาวอัฟกันนับแสนแห่กลับประเทศ

2 พ.ย. 2566 04:40 น.

ปากีสถานเริ่มปราบผู้อพยพผิดกฎหมาย ชาวอัฟกันนับแสนแห่กลับประเทศ

ปากีสถานเริ่มการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายชาวอัฟกานิสถาน หลังพ้นเส้นตายที่พวกเขาขีดไว้ให้ผู้อพยพหลายแสนคนออกจากประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการปากีสถานเริ่มการจับกุมและเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายชาวอัฟกานิสถานในประเทศ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1.7 ล้านคน แล้วในวันพุธที่ 1 พ.ย. 2566 หลังจากพ้นเส้นตายเดือนตุลาคม ที่พวกเขาขีดเอาไว้ให้ผู้อพยพกลุ่มนี้ออกจากประเทศ

ปากีสถานระบุว่า การปราบปรามของพวกเขาไม่ได้เจาะจงชาติใดเป็นพิษ์ เพียงแต่ผู้อพยพส่วนใหญ่ในประเทศมาจากอัฟกานิสถานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวหาชาวอัฟกันว่า เกี่ยวข้องกับการโจมตีก่อการร้าย, ลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย และอาชญากรรมอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานปฏิเสธ

นาย อันวาร์ อุล-ฮัก คาคาร์ รักษาการนายกรัฐมนตรีปากีสถานกล่าวว่า ไม่ว่าชาวอัฟกันจะมีบทบาทที่ดีหรือไม่ดีในสังคม ระบบของพวกเขาก็ไม่มีหนทางพิสูจน์เป็นรายบุคคลได้

ด้านนาย ซาฟราซ บุกติ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปากีสถาน เปิดเผยผ่าน X ในวันพุธว่า พวกเขาจับกุมและเนรเทศผู้อพยพอัฟกันออกจากประเทศไปแล้ว 64 คน หลังพ้นเส้นตายวันที่ 31 ต.ค. “มาตรการนี้คือข้อพิสูจน์ถึงความมั่นของปากีสถานในการเนรเทศใครก็ตามที่อยู่ในประเทศโดยไม่ดำเนินการทางเอกสารอย่างเหมาะสม”

ขณะที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติเตือนว่า ความเคลื่อนไหวของปากีสถานอาจทำให้เกิดหายนะด้านสิทธิมนุษยชน ครอบครัวอาจต้องพลัดพราก และหลายคนที่ถูกส่งกลับอัฟกานิสถานอาจถูกจับหรือทรมาน

ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ชาวอัฟกานิสถานกว่า 140,000 คนทยอยออกจากปากีสถานไปแล้ว เนื่องจากกลัวถูกจับกุม โดยในวันอังคารที่ .31 ต.ค. เพียงวันเดียว มีผู้อพยพเดินทางข้ามพรมแดนเมืองเปศวาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานจำนวนหลายพันคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

รัสเซียดุ โจมตีเมือง-หมู่บ้านยูเครน 118 แห่งในวันเดียว มากสุดในปี 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737407

รัสเซียดุ โจมตีเมือง-หมู่บ้านยูเครน 118 แห่งในวันเดียว มากสุดในปี 66

2 พ.ย. 2566 03:30 น.

รัสเซียดุ โจมตีเมือง-หมู่บ้านยูเครน 118 แห่งในวันเดียว มากสุดในปี 66

รัสเซียโจมตีทางอากาศใส่เมืองและหมู่บ้านยูเครนถึง 118 แห่งในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นับเป็นการโจมตีในวันเดียวที่มากที่สุดของปี 2566

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายไอฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยูเครนเปิดเผยในวันพุธที่ 1 พ.ย. 2566 ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงวันพุธ รัสเซียโจมตีทางอากาศใส่เมืองและหมู่บ้านถึง 118 แห่ง ใน 10 แคว้นทั่วประเทศ มากกว่าวันใดๆ ของปี 2566

เมืองส่วนใหญ่ที่ถูกโจมตีอยู่ใกล้แนวหน้าทางตะวันออกและทางใต้ ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียมุ่งเป้าโจมตีเมืองอัฟดิฟกา เมืองยุทธศาสตร์สำคัญในแคว้นโดเนตสก์ เป็นหลัก โดยนายวิตาลี บาราบัช ผู้นำชุมชนท้องถิ่น ระบุว่า เกิดการโจมตีอย่างรุนแรงถึง 40 ครั้ง ในช่วง 1 วันที่ผ่านมา และเมืองแห่งนี้กำลังถูกลบหายไป

นายบาราบัชบอกอีกว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 2 รายในการโจมตีดังกล่าว และเตือนว่า รัสเซียกำลังสะสมกำลังเพื่อการบุกโจมตีครั้งใหญ่ระลอกที่ 3 โดยส่งกำลังเสริมเข้าไปในพื้นที่ เพื่อล้อมกรอบและยึดเมืองอัฟดิฟกา

รัสเซียยังยกระดับการโจมตีเมืองคูเปียนสก์ ในแคว้นคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และพยายามหยุดยิงกองทัพยูเครนไม่ให้ยึดคืนดินแดนรอบเมืองบักห์มุต เมืองแนวหน้าทางตอนใต้อย่าง นิโคโปล ริมตลิ่งแม่น้ำดนิโปร ก็ถูกโจมตี แฟลต, ร้านค้า และร้านขายยาได้รับความเสียหาย ส่วนที่เมืองเครเมนชุค โรงกลั่นน้ำมันที่ไม่ใช้แล้ว ถูกโจมตีจนเกิดไฟลุกไหม้

ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันครีเมนชุค เคยเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่สุดในยูเครน จนกระทั้งรัสเซียเปิดฉากโจมตีเมื่อปีก่อน ทำให้โรงกลั่นแห่งนี้ต้องยุติทำการภายในไม่กี่สัปดาห์แรกของสงคราม

ขณะที่การโจมตีตอบโต้ของฝ่ายยูเครนเพื่อยึดคืนพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้จนถึงตอนนี้ คืบหน้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวปราศรัยต่อชาวยูเครนในคืนวันอังคารว่า “เราอยู่ในโลกที่เคยชินกับความสำเร็จที่มาอย่างรวดเร็วมากเกินไป”

เซเลนสกียังกล่าวชื่นชมกองทัพที่ประสบความสำเร็จในการลดการควบคุมพื้นที่ทะเลดำของรัสเซียด้วย หลังจากยูเครนโจมตีศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำรัสเซีย จนทำให้เรือกองทัพรัสเซียส่วนใหญ่ต้องออกจากแคว้นไครเมีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลยืนยัน โจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในกาซารอบ 2 อ้างสังหารนักรบฮามาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737406

อิสราเอลยืนยัน โจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในกาซารอบ 2 อ้างสังหารนักรบฮามาส

2 พ.ย. 2566 02:09 น.

อิสราเอลยืนยัน โจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในกาซารอบ 2 อ้างสังหารนักรบฮามาส

อิสราเอลยอมรับ โจมตีค่ายผู้ลี้ภัย จาบัลยา ทางเหนือของกาซาเป็นครั้งที่ 2 อ้างสังหารนักรบฮามาสหลายราย พร้อมเรียกร้องให้ชาวกาซาอพยพลงใต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ยืนยันในวันพุธที่ 1 พ.ย. 2566 ว่า เหตุระเบิดในย่าน ฟัลลูจา ภายในค่ายผู้ลี้ภัย จาบัลยา ทางเหนือของฉนวนกาซา เป็นผลจากการโจมตีทางอากาศของพวกเขา โดยนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ที่กองทัพยิวโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้

“เมื่อช่วงเช้าวันนี้ จากข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำ เครื่องบินรบของ IDF โจมตีศูนย์บัญชาการและกลุ่มอาคารที่ฮามาสควบคุมในจาบัลยา เรายืนยันได้ว่า ผู้ก่อการร้ายฮามาสหลายคนถูกกำจัดในการโจมตีครั้งนี้” IDF ระบุในแถลงการณ์ “ฮามาสจงใจสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการก่อการร้ายของพวกเขาไว้ ภายใต้, โดยรอบ และภายใน อาคารพลเรือน เพื่อให้ชาวกาซาตกอยู่ในอันตราย”

“IDF ขอเรียกร้องให้ชาวกาซาในย่านนี้ อพยพ อันเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของพวกเขาที่จะลดความเสียหายต่อพลเรือน IDF ขอเรียกร้องอีกครั้งให้ผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือของกาซาทุกคน และในกาซา ซิตี้ อพยพมุ่งลงใต้ไปยังที่ปลอดภัย”

ทั้งนี้ อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่ ค่ายผู้ลี้ภัย จาบัลยา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตย่างน้อย 50 ศพ บาดเจ็บอีก 150 ราย โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า พวกเขาโจมตีโดยมีเป้าหมายเพื่อสังหารแกนนำระดับสูงของฮามาสคนหนึ่ง แต่ฝ่ายฮามาสยืนยันว่า ไม่มีแกนนำของพวกเขาอยู่ที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวปาเลสไตน์-ต่างชาติกลุ่มแรก อพยพจากกาซาแล้ว หลังอียิปต์ยอมเปิดพรมแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737402

ชาวปาเลสไตน์-ต่างชาติกลุ่มแรก อพยพจากกาซาแล้ว หลังอียิปต์ยอมเปิดพรมแดน

2 พ.ย. 2566 01:00 น.

ชาวปาเลสไตน์-ต่างชาติกลุ่มแรก อพยพจากกาซาแล้ว หลังอียิปต์ยอมเปิดพรมแดน

ชาวปาเลสไตน์กับชาวต่างชาติกลุ่มแรกสามารถอพยพออกจากกาซาผ่านด่านราฟาห์ได้แล้ว หลังอียิปต์ยอมเปิดทาง ท่ามกลางสถานการณ์ในกาซาที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวปาเลสไตน์ผู้บาดเจ็บและชาวต่างชาติจำนวนหนึ่ง เริ่มอพยพออกจากฉนวนกาซา ไปยังประเทศอียิปต์แล้ว ในวันพุธที่ 1 พ.ย. 2566 หลังจากอียิปต์ยอมเปิดด่านราฟาห์ ให้ผู้ลี้ภัยข้ามไปได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม

อียิปต์ยอมเปิดด่านราฟาห์ภายใต้ข้อตกลงที่มีกาตาร์เป็นตัวกลางเจรจา โดยในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝั่งปาเลสไตน์ระบุว่า มีผู้ถือหนังสือเดินทางต่างประเทศราว 110 คนเดินทางออกจากฉนวนกาซาไปแล้ว แต่คาดว่า จะมีชาวต่างชาติอพยพออกไปทั้งหมดประมาณ 500 คน โดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยืนยันว่า ชาวอเมริกันบางส่วนก็กำลังออกจากกาซา

ทั้งนี้ การโจมตีของกองทัพอิสราเอลใส่ค่ายผู้ลี้ภัย จาบัลยา ในพื้นที่ทางเหนือของฉนวนกาซา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตย่างน้อย 50 ศพ บาดเจ็บอีก 150 ราย โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า พวกเขาโจมตีโดยมีเป้าหมายเพื่อสังหารแกนนำระดับสูงของฮามาสคนหนึ่ง แต่ฝ่ายฮามาสยืนยันว่า ไม่มีแกนนำของพวกเขาอยู่ที่นั่น

ในวันพุธ อิสราเอลยังคงโจมตีทางอากาศเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง และขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน แม้จะมีเสียงเรียกร้องจอากหน่วยงานสหประชาชาติให้หยุดยิงก็ตาม ทำให้การสื่อสารในกาซาล่มอีกครั้ง หลังจากเพิ่งกู้คืนมาได้ไม่กี่วัน

ที่มา : cnn

อิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในกาซา ดับ 50 ศพ บาดเจ็บอีก 150

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737334

อิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในกาซา ดับ 50 ศพ บาดเจ็บอีก 150

1 พ.ย. 2566 18:00 น.

อิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในกาซา ดับ 50 ศพ บาดเจ็บอีก 150

กองทัพอิสราเอสโจมตีทางอากาศใส่ค่ายผู้ลี้ภัยในฉนวนกาซา เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ศพ และบาดเจ็บอีก 150 คน 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน การโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยจาบัลยา ทางเหนือของฉนวนกาซา ของกองทัพอิสราเอล เมื่อวันอังคารที่ 31 ต.ค.2566 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 ศพ และบาดเจ็บอย่างน้อย 150 คน 

กลุ่มฮามาส แถลงว่า กองทัพอิสราเอล ได้ปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศต่อค่ายผู้ลี้ภัยจาบัลยาอย่างน้อย 6 หนวานนี้ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในบริเวณดังกล่าวเสียหายจำนวนมาก

ด้านกองทัพอิสราเอลกล่าวว่า ปฏิบัติการนี้มุ่งเป้าไปที่การสังหาร นายอิบราฮิม บิอาริ หนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮามาส ซึ่งได้ยึดอาคารบ้านเรือนในบริเวณทางเหนือของฉนวนกาซาเป็นฐานทัพของตน

อนึ่ง ตั้งแต่การสู้รบระหว่างอิสราเอล และกลุ่มฮามาสปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 8,525 ศพ โดยมากกว่า 3,500 ศพเป็นเด็ก

“ตัวเลขดังกล่าวน่าตกใจ” เจมส์ เอ็ลเดอร์ โฆษกองค์การยูนิเซฟ กล่าว “ฉนวนกาซากลายเป็นสุสานสำหรับเด็กหลายพันคน มันเป็นนรกที่มีชีวิตสำหรับคนอื่นๆ หากไม่มีการหยุดยิง และเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ ความเลวร้ายต่อเด็กผู้บริสุทธิ์จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น”. 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : The Guardian

เฮอริเคนโอทิสถล่มเม็กซิโก คร่าชีวิต-สูญหายเฉียด 100 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2736926

เฮอริเคนโอทิสถล่มเม็กซิโก คร่าชีวิต-สูญหายเฉียด 100 ราย

1 พ.ย. 2566 16:00 น.

เฮอริเคนโอทิสถล่มเม็กซิโก คร่าชีวิต-สูญหายเฉียด 100 ราย

ยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายจากเฮอริเคนโอทิสถล่มเมืองชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโกล่าสุดอยู่ที่เกือบ 100 ราย คาดมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน หน่วยงานส่วนท้องถิ่นของรัฐเกร์เรโร ประเทศเม็กซิโก เปิดเผย 30 ต.ค. 2566 ยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายจากเฮอริเคนโอทิสที่พัดถล่มเมืองอะคาปูลโกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 100 ราย ขณะที่อาคารบ้านเรือนและธุรกิจเสียหายจำนวนมาก

เมื่อวันพุธที่ 25 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เฮอริเคนโอทิส เฮอริเคนความแรงระดับ 5 ได้พัดเข้าถล่มเมืองอะคาปูลโก เมืองชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของเม็กซิโก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง และกระแสสมแรงพัดพารถยนต์ อาคาร บ้านเรือน โรงแรม และธุรกิจต่างๆ เสียหายอย่างหนัก รวมถึงการสื่อสาร และถนนถูกตัดขาด

เอเบลิน ซัลกาโด ผู้ว่าการรัฐเกร์เรโร กล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 45 ศพ และสูญหายอีก 47 ราย นอกจากนี้ยังเกิดการปล้นสะดมขึ้น เนื่องจากประชากรในเมืองอะคาปูลโกเกือบ 900,000 คน ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ

เบื้องต้นคาดการณ์ว่ามูลค่าความเสียหายจากเหตุเฮอริเคนโอทิสพัดถล่มเมืองอะคาปูลโกอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เฮอริเคนโอทิส นับเป็นเฮอริเคนที่มีความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เคยเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก

 ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters

เกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือปิดสถานทูตในหลายประเทศ สะท้อนปัญหาถูกคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737205

เกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือปิดสถานทูตในหลายประเทศ สะท้อนปัญหาถูกคว่ำบาตร

1 พ.ย. 2566 15:00 น.

เกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือปิดสถานทูตในหลายประเทศ สะท้อนปัญหาถูกคว่ำบาตร

เกาหลีใต้ชี้ การประกาศปิดสถานทูตหลายแห่งทั่วโลกของเกาหลีเหนือ สะท้อนปัญหาถูกนานาชาติคว่ำบาตร จนบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้แถลงวานนี้ (31 ต.ค. 2566) การประกาศปิดสถานทูตหลายแห่งทั่วโลกของเกาหลีเหนือ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ประเทศเกาหลีเหนือกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ 

เมื่อวันจันทร์ที่ 30 ต.ค. สำนักข่าว KCNA สื่อท้องถิ่นของเกาหลีเหนือ เปิดเผยว่า นักการทูตของเกาหลีเหนือประจำประเทศแองโกลาและยูกันดา เพิ่งเข้าพบผู้นำทั้ง 2 ชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกล่าวคำอำลาหลังสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ และต่อมาสื่อท้องถิ่นของแองโกลาและยูกันดาก็มีรายงานตรงกันว่า เกาหลีเหนือได้ประกาศปิดสถานทูต โดยทั้งแองโกลาและยูกันดามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือมาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 โดยเฉพาะความร่วมมือทางการทหารและการจัดหาเงินตราต่างประเทศ 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทางการเกาหลีเหนือเตรียมปิดสถานทูตในสเปน ฮ่องกง และอีกหลายแห่งในทวีปแอฟริกาด้วย

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ แถลงว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเกาหลีเหนือสะท้อนให้เห็นว่าประเทศกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตร ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดช่องทางการพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธ ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนืออ่อนแอลง และส่งผลกระทบต่อการรักษาความสัมพันธ์กับบรรดาชาติพันธมิตร

ขณะที่นักวิชาการมองว่า การปิดสถานทูตอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ของเกาหลีเหนือในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งรวมถึงนโยบายทางการทูต งานด้านมนุษยธรรม และนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ 

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ 159 ประเทศ แต่มีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ใน 53 ประเทศเท่านั้น 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters

จีนสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอในกว่างซีจ้วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737249

จีนสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอในกว่างซีจ้วง

1 พ.ย. 2566 14:38 น.

จีนสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอในกว่างซีจ้วง

จีนพัฒนาพื้นที่เขตสิ่งทอและเครื่องแต่งกายแฟชั่น ใกล้เมืองกุ้ยกัง โดยตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 60.58 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

จีนพัฒนาพื้นที่เขตสิ่งทอและเครื่องแต่งกายแฟชั่น ใกล้เมืองกุ้ยกัง โดยตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 60.58 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ที่ประกอบด้วยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง ที่นับเป็นสายการผลิตแบบครบวงจร สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์และการย้อมสีผ้า การผลิตเสื้อกันหนาว โดยนิคมฯ หลักของพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตเทศมณฑลผิงหนาน ที่ตั้งอยู่ในใจกลางแถบเศรษฐกิจแม่น้ำเพิร์ล-แม่น้ำซีเจียง ทำให้มีข้อได้เปรียบด้านสถานที่ตั้ง ในการดำเนินการถ่ายโอนทางอุตสาหกรรมของมณฑลกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า รวมถึงห่วงโซ่อุปทานด้านสิ่งทอของมณฑลกวางตุ้ง-กว่างซีจ้วง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และทรัพยากรแรงงาน

เทศมณฑลผิงหนานให้คำแนะนำแก่บริษัทในภาคตะวันออกของจีน เพื่อบรรลุความร่วมมือแบบสร้างประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ผ่านการยกระดับด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ และกระบวนการ

เหอ จงหวู่ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของเทศมณฑลผิงหนาน กล่าวว่า เฟสแรกของโครงการ เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเสื้อผ้ากีฬาและสันทนาการจงเจี้ยน ที่ได้ทดลองผลิตตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยพื้นที่โครงการทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์  หยาง ห่าว ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Guangxi Zhongjian Sports and Leisure Clothing กล่าวว่า คาดว่ารายได้จากการจำหน่ายต่อปีจะเกิน 200 ล้านหยวน 

ปัจจุบัน ปัจจุบันมีบริษัททอผ้าและบริษัทผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ทำสัญญาตั้งโรงงานผลิตแล้ว 259 แห่ง เช่น บริษัท Shifang Investment Group และ Guannan Investment Group ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 3.45 หมื่นล้านหยวน มีการก่อสร้างวิสาหกิจกว่า 100 แห่ง โดยมี 47 แห่งที่สร้างเสร็จและเริ่มดำเนินการแล้ว ส่วนอีก 53 โครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

โดยบริษัท Guangxi Zhongjian Sports and Leisure Clothing ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2008 เป็นแห่งแรกในเขตอุตสาหกรรมสิ่งทอกว่างซี และนอกจากการจัดจำหน่ายในตลาดในประเทศแล้ว บริษัทยังขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ และไทย ในช่วงก่อนการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเพื่อผลิตเสื้อผ้าสำหรับเจ้าหน้าที่

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มถือเป็นอุตสาหกรรมหลักแบบดั้งเดิมของจีน ซึ่งมีความสำคัญการดำรงชีวิตของผู้คน และอุตสาหกรรมที่สร้างข้อได้เปรียบในการก้าวไปสู่ความเป็นสากล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการเมืองกุ้ยกังได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ให้เป็น 1 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า 100,000 ล้านหยวน หรือราว 500,000 ล้านบาท โดยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง การยกระดับ และการพัฒนาที่ดีของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

เจ้าหน้าที่ของกุ้ยกังระบุว่า ปัจจุบันเมืองกำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 3 กลุ่ม ได้แก่ ย่านแฟชั่นใหม่ ฐานการผลิตเสื้อผ้ากีฬาแบบลำลอง และฐานอุตสาหกรรมเสื้อกันหนาว ในจำนวนนี้ ฐานการผลิตเสื้อผ้ากีฬาแบบลำลองในกุ้ยผิง มีบริษัทสิ่งทอและเสื้อผ้ามากกว่า 500 แห่ง โดยมีการผลิตชุดกีฬามากกว่า 300 ล้านชุดต่อปี โดยถือเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้ากีฬาที่ใหญ่ที่สุดในกว่างซี ส่วนเขตอุตสาหกรรมเสื้อกันหนาว ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ฐานการผลิตเสื้อกันหนาวในประเทศจีน มีบริษัทมากกว่า 150 แห่ง โดยสามารถผลิตเสื้อขนเป็ด 67,000 ตันต่อปี และเสื้อกันหนาว 15,000 ตัน.