จีนสร้างนิคมผลิตรถไฟฟ้าในกว่างซีจ้วง-เล็งเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737201

จีนสร้างนิคมผลิตรถไฟฟ้าในกว่างซีจ้วง-เล็งเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน

1 พ.ย. 2566 13:36 น.

จีนสร้างนิคมผลิตรถไฟฟ้าในกว่างซีจ้วง-เล็งเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน

จีนเร่งการส่งออกพาหนะพลังงานไฟฟ้ามายังภูมิภาคอาเซียน จากฐานการผลิตในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านภาษีศุลกากรและอุปสรรคด้านนโยบาย

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวจากหลายประเทศในอาเซียนมากกว่า 20 คน ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท พาหนะไฟฟ้ากว่างซี ลู่หยวน (Guangxi Luyuan Electric Vehicle Co., Ltd.) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานใหม่จีน-อาเซียน ในเขตกังเป่ย เมืองกุ้ยกัง ในกิจกรรม Guangxi in the Eyes of International Media ประจำปี 2023 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และสำนักข่าวไชน่า นิวส์ เซอร์วิส สาขากว่างซี และได้ร่วมเยี่ยมชมสายการผลิต และสัมผัสประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนกำลังกลายเป็นสินค้ายอดนิยมระดับโลก ขณะที่การผลิตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยทางการเมืองกุ้ยกังได้วางแผนและสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานใหม่จีน-อาเซียน ที่มีมาตรฐานระดับสูง โดยบริษัทยานยนต์ในประเทศที่มีชื่อเสียงมากกว่า 100 แห่ง เช่น อายม่า, หลูหยวน, ไทล์, ลิมา และโอไป ได้ตั้งฐานการผลิตในพื้นที่แห่งนี้

ปัจจุบัน กำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อยู่ที่ประมาณ 5,000,000 คัน รถไฟฟ้าสามล้อ 500,000 คัน และชิ้นส่วน 5,000,000 ชุด ทำให้ ฐานการผลิตดังกล่าวเป็นฐานการผลิตพาหนะไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในจีน

เนื่องจากการดำเนินการตามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ต้นทุนการนำเข้าจึงลดลง ส่งผลให้โอกาสในการส่งออกเพิ่มขึ้น และนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในภูมิภาค เจ้าหน้าที่ของกุ้ยกังกล่าวว่า ทางการได้มุ่งมั่นที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ 4,167 ไร่ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้าแบบใหม่ มูลค่า 1 แสนล้านหยวน หรือราว 500,000 ล้านบาท และส่งเสริมการสร้างแบรนด์พาหนะไฟฟ้าที่มีคุณภาพในกุ้ยกัง

จู เซียวหลาน ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท พาหนะไฟฟ้ากว่างซี ลู่หยวน กล่าวว่า บริษัทวางแผนที่จะลงทุนรวม 400 ล้านหยวน เพื่อสร้างสายการผลิต 10 แห่ง โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 2,000,000 คันต่อปี และมูลค่าผลผลิตต่อปีประมาณ 5 พันล้านหยวน 

โดยในปี 2565 ฐานการผลิตหลูหยวนกว่างซี สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 520,000 คัน ส่วนในปีนี้ กำลังการผลิตตามแผนคือพาหนะพลังงานไฟฟ้า 1,000,000 คัน และมูลค่าผลผลิตจะสูงถึง 1,500 ล้านหยวน  และเนื่องจากในปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้พลังงานน้ำมันเป็นไฟฟ้า นี่จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งออกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไปยังภูมิภาคดังกล่าว และในอนาคตได้มีการวางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบดังกล่าวของโรงงานในกว่างซี เพื่อส่งออกรถไปยังตลาดของประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงประเทศไทยและอินโดนีเซีย 

ด้านบริษัท Opai Electric Vehicle เป็นหนึ่งในสิบบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ได้อาศัยฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานใหม่จีน-อาเซียน ในเมืองกุ้ยกัง และสร้างความร่วมมือกับกระทรวงการค้าต่างประเทศ เพื่อเตรียมส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ในกว่า 20 ประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์

เติ้ง ป๋อ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของบริษัท Opai Electric Vehicle กล่าวว่า บริษัทส่งออกรถไปยังตลาดอาเซียนทุกเดือน และคาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเกิน 300,000 คันในปีนี้ 

อย่างไรก็ตาม หลิน เส้าหัว เจ้าหน้าที่รัฐบาลเมืองกุ้ยกังเปิดเผยว่า ภาษีศุลกากรและอุปสรรคด้านนโยบายกำลังจำกัดการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่อาเซียน ขณะที่การส่งออกและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงไม่บรรลุเป้าหมาย ขณะที่การส่งออกและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ปัญหาต่างๆ เช่น มาตรฐานสากลเกี่ยวกับแบตเตอรี่และอุปกรณ์ ยังไม่ได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายสามารถหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อค่อยๆ จัดการกับปัญหา ความร่วมมือก็จะใหญ่ขึ้นและการสื่อสารก็จะขยายออกไป”

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ถือเป็นพื้นที่ในจีนที่อยู่ติดกับประเทศในอาเซียนทั้งทางทะเลและทางบก และเป็นเส้นทางเดินทะเลที่สะดวกที่สุดในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ขณะที่เมืองกุ้ยกัง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกว่างซี สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกทั้งจากรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน และการขนส่งทางน้ำคุณภาพสูง โดยท่าเรือกุ้ยกัง นับเป็นท่าเรือแม่น้ำแห่งแรกในระบบแม่น้ำเพิร์ล และเป็นหนึ่งในช่องทางที่สะดวกที่สุดสำหรับการส่งออกสินค้าจากตะวันตกเฉียงใต้ไปยังฮ่องกง มาเก๊า และอาเซียน.

‘ก้าวไกล ‘120 เสียง โหวต สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ความผิดคุกคามทางเพศ – กทม. รอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562482

02 พ.ย. 2566

'ก้าวไกล '120 เสียง โหวต สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ความผิดคุกคามทางเพศ - กทม. รอด

“ก้าวไกล”ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและสส. คลอดมติขับ สส.ปราจีนบุรี ออกจากพรรคในความผิด คุกคามทางเพศ ด้วยเสียงโหวต 120 เสียง จากผู้เข้าร่วม 128 คน ส่วนในราย สส.กทม. ที่มีความผิดลักษณะเดียวกัน รอดหวุดหวิด พรรคลงโทษเพียงตัดสิทธิทุกอย่าง คาดโทษ และให้เยียวยาผู้เสียหาย

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า การประชุมพรรคก้าวไกล ที่อาคารรัฐสภา  ตลอดเย็นไปถึงช่วงค่ำของวันพุธที่ 1  พ.ย.  นานกว่า 6 ชั่วโมง มติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.ของพรรคก้าวไกล เห็นชอบให้ขับ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล ออกจากพรรค จากความผิดในพฤติกรรมคุกคามทางเพศ โดยในการประชุมร่วมกัน เสียงในที่ประชุมรวม 128 เสียง   เห็นควรให้นาย  ให้นายวุฒิพงศ์ ออกจากพรรคก้าวไกล  ด้วยมติ 120 เสียง   ส่วนในรายของนาย 
นายไชยามพวาน  มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม.( เขตจอมทอง-บางขุนเทียน-ท่าข้าม)  ซึ่งมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน  มีเสียงเพียง 106  เสียง  ไม่ถึง 3 ใน 4  คือ 116 เสียง ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.ที่มีอยู่  จึงเท่ากับว่าไม่สามารถมีมติที่จะขับ นายไชยามพวาน ออกจากพรรคได้ 


แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรจะตัดสิทธิพึงมีทั้งหมด และให้คาดโทษไปตลอดสมัยประชุม หากมีพฤติกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศอีก จะต้องให้พ้นจากสมาชิกพรรค นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่า นายไชยามพวาน จะต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษต่อสังคมและขอโทษต่อผู้เสียหายทั้งหมด รวมถึงจะต้องชดเชยเยียวยาตามที่ผู้เสียหายต้องการ  หากนายไชยามพวาน ยืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด ไม่ยินดีที่จะขอโทษต่อผู้เสียหาย และไม่ยินดีที่จะชดใช้ความผิดของตนเอง ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและสส. พรรคก้าวไกลร่วมกันอีกครั้งเพื่อมีมติต่อไป 

.

บทลงโทษสูงสุดขับออก – รองลงมาตัดสิทธิ และคาดโทษ

.

เขา กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าทั้ง 2 กรณี คือ สส.ปราจีนบุรี  และ สส.กทม.  มีความผิดจริง และมีมติให้ขับออกจากพรรคก้าวไกล ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ การที่จะขับสมาชิกพรรคให้พ้นจากพรรคจะต้องอาศัยเสียง 3 ใน 4 ของ สส.และกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ซึ่งในการประชุมมีกรรมการบริหารและสส. มาประชุมร่วมกันทั้งหมด 128 คน  ซึ่งผลจากการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกับสส. เห็นตรงกันว่าทั้ง 2 กรณีมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจริง และขัดต่อวินัยของพรรคอย่างร้ายแรง โดยโทษสูงสุดสำหรับกรณีนี้คือขับให้พ้นจากสมาชิกพรรค และโทษรองลงมาคือตัดสิทธิทั้งหมด รวมถึงคาดโทษตามแต่กรณี 


ส่วนที่อาจจะมีข้อสงสัยว่าคนหนึ่งขับออกจากพรรค แต่อีกรายไม่ขับออกจากพรรค  ที่ประชุม
เห็นตรงกันว่า สส.ทั้ง  2 คน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจริง และผิดวินัยร้ายแรง แต่เมื่อกระทำความผิด ก็มีบทลงโทษหลายระดับ ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นว่า นายไชยามพวาน แม้จะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ แต่เจ้าตัวจำเป็นจะต้องออกมายอมรับผิด และขอโทษรวมถึงเยียวยาผู้เสียหาย และมีข้อถกเถียงกันมากในที่ประชุม ซึ่งต่างจากกรณีนายวุฒิพงษ์ ที่เห็นตรงกันเกือบทั้งหมดว่ามีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่บทบาท

.

ระบุ สส.ปราจีนบุรี ใช้อำนาจตนเองปกปิดความผิด

.

ตั้งแต่เป็นว่าที่ผู้สมัครสส. มาจนถึงการเป็นสส.  และเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบในการคุกคามทางเพศ และพยายามที่จะใช้อำนาจของตนเองในการปกปิดความผิด จึงทำให้สส.จำนวนหนึ่งเห็นว่า มาตรการในการลงโทษรุนแรงแตกต่างกัน ซึ่งในกรณีการขับออกจากพรรคของนายวุฒิพงษ์นั้น ไม่ใช่เป็นการตัดหางปล่อยวัด แต่ทำตามบทลงโทษของพรรคเท่าที่ทำได้

'ก้าวไกล '120 เสียง โหวต สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ความผิดคุกคามทางเพศ - กทม. รอด

ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

.

“ก้าวไกล” รับเป็นบทเรียนตีความ “คุกคามทางเพศ”

.

“ยืนยันว่าพรรคย้ำคุณค่า และให้ความสำคัญกับการไม่อดทนต่อการคุกคามทางเพศแต่ต้องยอมรับว่า ในหลักการคนจะรับรู้ แต่ในทางปฏิบัติความเข้าใจในแต่ละคนไม่เท่ากัน ว่าอะไรคือการคุกคามทางเพศ อะไรไม่ใช่คุกคามทางเพศ สำหรับเรื่องนี้เป็นบทเรียนของพรรค ถ้าหากใช้บทบาทหน้าที่และอำนาจของตนเอง ไปมีพฤติการณ์ในการคุกคามทางเพศ แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่าไม่ได้เกิดการบังคับขืนใจ ไม่เกิดการปฏิเสธและดูเหมือนจะเป็นการยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย แต่กรณีนี้จะชี้ให้เห็นว่าการยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เป็นการยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริง แต่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน”

.

ลาออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับสปิริต

.

 หลังจากนี้คณะกรรมการวินัยของพรรคจะแจ้งบทลงโทษให้กับ ผู้ถูกร้องและผู้เสียหายได้รับทราบ  มติของกรรมการบริหารพรรคกับมติของที่ประชุม โดยทางพรรคไม่ได้มีการเจรจาหรือเรียกร้องให้ 2 สส. ที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ถูกร้อง

  “บางครั้งการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นเรื่องที่พึงทำ ซึ่งคนทำผิดหากแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองสังคมก็พร้อมที่จะให้โอกาส และการรับผิดชอบทางการเมืองไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อเท็จจริงยุติ อย่าคิดว่าความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นการยอมรับผิด และต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ ให้สิ้นสุดก่อนเท่านั้น สนับสนุนหากผู้ที่ถูกกล่าวหา จะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นมาตรฐานทางการเมืองที่ดี” นายชัยธวัช กล่าว 

ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562474

01 พ.ย. 2566

ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคดีต่อ 15 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ITV และ ก้าวไกล หาเสียงแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

วันที่ 1 พ.ย. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีสำคัญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2)

โดยศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ผู้ถูกร้องยื่นขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตตามขอ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินกระบวนพิจารณามาแล้ว จำนวน 11 ครั้ง เรียกให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งเอกสารหลักฐาน จำนวน 12 ราย ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้รอคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลเรียกไปก่อนหน้านี้ และเรียกให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งคำชี้แจงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมด้วยแล้วกำหนดนัดพิจารณาคดีต่อในวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.30 นาฬิกา

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังพิจารณา กรณี นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ.

เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ต่อมา ผู้ถูกร้องทั้งสอง ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีระบุ 
 

พยานบุคคล ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2566 และบัญชีระบุพยานบุคคลเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566

โดยศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินกระบวนพิจารณาและรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้ว จำนวน 39 ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แล้วกำหนดนัดพิจารณาคดีต่อในวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.30 นาฬิกา

ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่

‘ปูอัด’ ขอโทษปิดปากเงียบ ปมคุกคามทางเพศ ยืนยันไม่ได้ทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562470

01 พ.ย. 2566

'ปูอัด' ขอโทษปิดปากเงียบ ปมคุกคามทางเพศ ยืนยันไม่ได้ทำ

จับตา มติบทลงโทษ สส.ก้าวไกล คุกคามทางเพศ ตัดสิทธิ-ขับออก ขณะที่ ‘ปูอัด’ ขอโทษปิดปากเงียบ แต่ยืนยันไม่ได้ทำ รอ กกต. ชี้ขาด

ก่อนหน้านี้ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.ก้าวไกล แจ้งผลการสอบข้อเท็จจริง กรณี สส.จอมทอง กทม. และ สส.ปราจีนบุรี คุกคามทางเพศ พบว่า เข้าข่ายกรณีคุกคามทางเพศ และล่วงละเมิดทางเพศ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 17.00 น. ของวันนี้พรรคก้าวไกลนัดประชุมกรรมการบริหารและ สส. เพื่อลงมติลงโทษ 2 กรณีดังกล่าว

โดยตามข้อบังคับของพรรคบทลงโทษการกระทำผิดวินัยร้ายแรง มี 2 แนวทาง คือ การตัดสิทธิ์พึงมีจากพรรค และการขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค (ต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน) ซึ่งการลงมตินั้น จะต้องผ่านการโหวตจาก 3 ใน 4 ของจำนวน สส. และกรรมการบริหารพรรค 

ขณะนี้เวลาล่วงมากกว่า 3 ชั่วโมง ยังไม่มีท่าทีจากที่ประชุม เนื่องจากมีการพิจารณาทีละกรณี โดยพรรคขอความเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมฟัง

ประชุม สส.ก้าวไกลประชุม สส.ก้าวไกล

ขณะที่ทางด้านนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.จองทอง  1 ใน สส.ที่ถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศ โค้งคำนับขอโทษ หลังก่อนหน้านี้ไม่ได้ออกมาชี้แจง เกรงจะกระทบกับพรรค

ส่วนหลักฐานหลายอย่างมาจากช่องแชทส่วนตัว ตนทราบว่าเมื่อเราเงียบจะทำให้หลาย ๆ ฝ่ายลำบาก ซึ่งกระบวนการที่กำลังจะเข้าต่อไป คือ กระบวนการของ กกต. เนื่องจากมีผู้ยื่นไปร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้มีความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย หากพรรคตัดสินเบาหรือหนักก็จะเป็นข้อครหา หากให้กกต.เป็นคนกลางมาตัดสิน ตัวผู้ร้องจะได้มีความมั่นใจที่มากขึ้น 

สส.ก้าวไกลขอโทษสส.ก้าวไกลขอโทษ

นายไชยามพวาน ยืนยัน บริสุทธิ์ใจ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกกต. ยืนยันไม่ได้มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ ขณะนี้ยังทำงาน 7 วันอย่างหนักหน่วง ถึงแม้จะไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล 

ส่วนเป็นการส่งสัญญาณให้พรรครอคำตัดสินของกกต. หรือไม่นั้น นายไชยามพวาน กล่าวว่า “ไม่ใช่ครับ” เราไม่ได้ส่งสัญญาณถึงใครแต่กระบวนการดังกล่าวคือการทำให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า ได้ชี้แจงกับ กก.บห. พรรคอย่างไรบ้าง นายไชยามพวาน กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นข้อกล่าวหา เราตั้งใจที่จะคลี่คลายทีละข้อ สำคัญที่สุดคือตนได้เข้าไปสู่กระบวนการกกต.เพื่อพิสูจน์ความจริง และจะไม่ฟ้องกลับผู้ร้องแน่นอน เพราะเรามีความสัมพันธ์กับทุกคนในการทำงานร่วมกัน อาจจะมีการเข้าใจผิด 

เมื่อถามว่าได้ทำตามที่เป็นข่าวหรือไม่ นายไชยามพวาน กล่าวว่า ในทุกข้อกล่าวหาที่ร้องเรียน ตนไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่ผู้ร้องเรียน

เมื่อถามว่า ท้ายที่สุดหากพรรคมีมติขับออกจากพรรคก็น้อมรับหรือไม่ นายไชยามพวาน ระบุ วันนี้ตั้งใจมาชี้แจง และลงไปหาสื่อมวลชนก็หาไม่เจอ หากเข้าสู่กระบวนการกกต.แล้วบอกว่าผิดตนก็พร้อมที่จะลาออกจากพรรคก้าวไกล แต่หากตัดสินว่าถูกก็ต้องว่าไปตามถูก ทั้งนี้เชื่อว่า เป็นการดิสเครดิตทั้งตนและพรรค

“ขอยืนยันว่า ในฐานะลูกผู้ชาย และเป็นสส. ขอยืนยันว่าจะไม่มีการฟ้องร้องแต่นอน แต่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ต้องเข้าเพื่อพิสูจน์ต่อไป หากทางพรรคมีมติทางใดทางหนึ่งในการลงโทษ ก็เป็นกระบวนการลงโทษก็เป็นกระบวนการของพรรค แต่ผมไม่อยากให้เป็นข้อครหาว่าทางพรรคตัดสินเบาหรือตัดสินหนัก ผมเป็นห่วงพรรครวมถึงเป็นห่วงผู้ร้องจึงอยากให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง การเข้าสู่กระบวนการที่มีคนกลางดีที่สุด” นายไชยามพวา กล่าว

’เศรษฐา‘ ไฟเขียวมาตรการหนุน EV ระยะ 2 พร้อมดันไทยเป็นฮับการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562460

01 พ.ย. 2566

’เศรษฐา‘ ไฟเขียวมาตรการหนุน EV ระยะ 2 พร้อมดันไทยเป็นฮับการผลิต

‘เศรษฐา’ ไฟเขียวมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) ในช่วง 4 ปี (2567-2570) เดินหน้าสู่เป้าหมาย 30@30 ภายในปี 2573 พร้อมดันไทยขึ้นแท่นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก

วันนี้ (1 พ.ย. 66) เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยภายหลังการประชุม นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการประชุมฯ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลสนับสนุน EV ให้เกิดในประเทศ ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ ICE ของเราก็ต้องช่วยให้เปลี่ยนผ่านไปได้อย่างเหมาะสม หลาย ๆ อย่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลเดิมได้สนับสนุนผลักดัน​ จนปัจจุบันเราเห็น EV Adoption สูง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี  เราต้องสนับสนุนต่อ แต่ขอให้พิจารณาเรื่องแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจาก EV Adoption ในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างเร็ว และไปได้ดี เราอาจจะไม่จำเป็นต้องแจกส่วนลดเยอะอย่างที่เคยทำ แต่จะพิจารณาให้เป็นรูปแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมแทน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่เป็นภาระต่อการคลัง และอีกเรื่องหนึ่ง คืออยากให้ส่วนอุตสาหกรรม EV มีสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี องค์ความรู้ที่เป็นของคนไทย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการนำภาคการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และสุดท้ายทั้งอุตสาหกรรมที่เรากำลังจะสร้างให้ไทยมีจุดแข็ง ต้องทำให้ครบวงจรตั้งแต่การพัฒนา การผลิต และการ Reuse Recycle โดยจะต้องไม่ละเลยว่าสุดท้ายแบตเตอรี่ทั้งหลายจะต้องมีการเปลี่ยน และต้องทำให้เกิดการดูแลให้ครบทั้ง Life cycle ตั้งแต่ Cradle-to-grave

โดยบอร์ดอีวีได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน

ทั้งนี้ บอร์ดอีวีได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567 – 2570) เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มเติมได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการด้วย

สำหรับมาตรการ EV 3.5 รัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ ดังนี้ 

กรณีรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน  ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท/คัน สำหรับขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 20,000 – 50,000 บาท/คัน

กรณีรถกระบะไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท/คัน  

กรณีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 150,000 บาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาท/คัน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดอัตราเงินอุดหนุนที่เหมาะสมและจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรการ EV 3.5 จะมีการลดอากรนำเข้าไม่เกินร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ในช่วง 2 ปีแรก (พ.ศ. 2567 – 2568) กรณีเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยได้ตั้งเงื่อนไขกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ให้ผู้ได้รับการสนับสนุนผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 ในอัตราส่วน 1 : 2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน) และจะเพิ่มอัตราส่วนเป็น 1 : 3 ภายในปี 2570 พร้อมทั้งกำหนดให้แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้า และผลิตในประเทศไทยจะต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC)

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV 3 จากเดิมที่ต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ขยายเวลาเป็นต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 เพื่อให้ผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าภายในงาน Thailand International Motor Expo ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 ยื่นจดทะเบียนได้ทันภายในเดือนมกราคม 2567 

“มาตรการ EV 3.5 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ที่ต้องการผลักดันให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายในการสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และดึงนักลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย และทำให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านยานยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน และ 1 ใน 10 ของโลก รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050” 

ทั้งนี้ บีโอไอเผยว่า สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะแรก หรือ EV 3 ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนฯ แล้ว รวมทั้งสิ้น 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า และนับตั้งแต่มีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2560 ได้ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425 ล้านบาท จากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562455

01 พ.ย. 2566

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบเลือดสีน้ำเงินฯ ยื่นเรื่องขอให้กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’ ไม่หวั่น ‘รังสิมันต์ โรม’ นั่งประธาน กมธ.อาจไม่สอบตัวเอง ชี้ทีม กมธ.เสนอเรื่องให้ปธ.ตรวจสอบได้

ที่อาคารรัฐสภา ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ( ศปปส.) และ นักรบเลือดสีน้ำเงินปกป้องราชบัลลังก์ นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธาน ศปปส.ยื่นหนังสือถึง นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและ การปฏิรูปประเทศ โดยมีนายปิยะพงษ์ วานิช นักวิชาการสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติ เข้ารับหนังสือแทน เพื่อขอให้นำกรณี “ตั๋วปารีส” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

โดยนายอานนท์ กล่าวว่า ผลงานของพรรคก้าวไกลตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันคือการแก้ไขยกเลิกมาตรา 112 , การปฏิรูปสถาบัน และ การยกเลิก กอ.รมน. และที่ผ่านมาทาง ศปปส.และ กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินฯ เคยยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบเรื่องตั๋วปารีส ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลมาแล้ว แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งว่าไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องตั๋วปารีส เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่สามารถร้องขอให้ตรวจสอบจริยธรรมได้

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’
ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

โดยทาง ศปปส.และ กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินฯ มองว่าคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะสามารถตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประธานคณะกรรมาธิการโดยตรง

ทั้งนี้ กรณี “ตั๋วปารีส” สืบเนื่องมาจากมีศิลปินนักเคลื่อนไหวด้านการเมืองออกมากล่าวหาว่านายรังสิมันต์ โรม รับเงินทุนจากปารีส จากผู้หนีคดีม.112 ที่ต่างประเทศมาเพื่อล้ม ม.112

ส่วนการยื่นเรื่องให้นายรังสิมันต์ โรม ตรวจสอบตนเองโดยคณะกรรมาธิการที่เป็นประธานนั้นจะมีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่ นายอานนท์ กล่าวว่า มาตรา 112 เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และภายในคณะกรรมาธิการประกอบด้วยหลายคน หากประธานไมตรวจสอบ ในทีมจะต้องเสนอเรื่องให้ประธานตรวจสอบไดั

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’
ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

‘ก้าวไกล’ ดักทาง เศรษฐา อาจไม่รับรองร่างกฎหมาย ‘ยุบ กอ.รมน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562453

01 พ.ย. 2566

'ก้าวไกล' ดักทาง เศรษฐา อาจไม่รับรองร่างกฎหมาย 'ยุบ กอ.รมน.'

‘ยุบ กอ.รมน.’ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพรรค ‘ก้าวไกล’ ขอนายกฯใจกว้าง ยันเดินหน้าทำทุกทางเพื่อให้ได้พิจารณาร่างกฎหมายในสภา

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่หก ร่วมแถลงข่าวกรณีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือร่างกฎหมาย ยุบ กอ.รมน. และท่าทีของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

สส.ก้าวไกล แถลงเดินหน้ายุบ กอ.รมน.สส.ก้าวไกล แถลงเดินหน้ายุบ กอ.รมน.

รอมฎอนบอกว่า มีทางเลือกสำหรับนายกรัฐมนตรี 3 ทาง ทางแรก คือการให้คำรับรองร่างกฎหมายยุบ กอ.รมน. เพื่อเดินไปตามกลไกปกติ คุยกันต่อในสภา ทางเลือกที่ 2 จะด้วยแรงกดดันหรืออะไรก็แล้ว นายกฯ อาจไม่ให้คำรับรอง  ทราบว่าขณะนี้มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากทาง กอ.รมน. ไม่ให้นายกฯ รับรองร่างกฎหมายนี้หรือปล่อยเกียร์ว่าง เพราะตามกฎหมายไม่ได้ระยะเวลาส่งร่างกลับมาที่สภาฯไว้ 

ปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกวินิจฉัยโดยประธานสภาฯ ว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ต้องให้นายกฯ ให้คำรับรองเพื่อให้มีการพิจารณาต่อในสภาผู้แทนฯ โดยการให้หรือไม่ให้คำรับรองนั้น อาจไม่เกี่ยวข้องกับท่าทีหรือจุดยืนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการยุบ กอ.รมน. เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้กลไกทางรัฐสภาได้ทำหน้าที่ต่อไป

เพราะแม้แต่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจเห็นต่างกันในประเด็นนี้ เช่น อดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาล รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะ สส. จากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ร่างกฎหมาย ยุบ กอ.รมน. อยู่ในชุดกฎหมายเปลี่ยนประเทศ ซึ่งพรรคก้าวไกลยื่นเข้าสภาฯ เป็นชุดแรกตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 หัวใจสำคัญคือเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพและระบบงานความมั่นคงของประเทศ สถาปนาหลักการประชาธิปไตยที่รัฐบาลพลเรือนเป็นใหญ่ ทำให้กองทัพอยู่ห่างออกจากการเมืองมากที่สุด และอีกด้านหนึ่งคือการเปิดโอกาสสำหรับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

การยุบ กอ.รมน. มีเหตุจำเป็นหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการพยายามทำให้ความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องที่ถูกผูกขาดอยู่เพียงบทบาทและหน้าที่ของกองทัพเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของประชาชน ถูกกระจายออกสู่มือของหน่วยงานพลเรือน ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลพลเรือน นอกจากนั้น ร่างกฎหมายนี้ยังพูดถึงการบริหารราชการที่มีความโปร่งใสและชอบธรรม

ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงและข้อกล่าวหาต่อ กอ.รมน. จำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่มากเกินจริงและไม่โปร่งใส เช่น กรณีล่าสุดเรื่องบัญชีผี หรือกรณีปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวกับเด็ก ที่ครั้งหนึ่ง กอ.รมน. เคยระบุในเอกสารงบประมาณถึงตัวชี้วัด คือการพยายามเปลี่ยนความคิดเด็กอายุ 1-5 ขวบ ซึ่งต้องถามว่าเป็นกรอบคิดแบบไหนที่มองเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแบบนั้น

‘เศรษฐา’ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกประเด็นพกยาบ้า 10 เม็ดไม่ผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562445

01 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกประเด็นพกยาบ้า 10 เม็ดไม่ผิด

’เศรษฐา‘ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกประเด็นพกยาบ้า 10 เม็ดไม่ผิด ชี้ต้องหารือภายในอีกครั้ง เชื่อพรุ่งนี้เลือกเลขาฯ สมช.ลงตัวแล้ว

วันที่ 1 พ.ย.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมามีการประชุมเรื่องข้าว เดี๋ยวนาภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้แถลงเรื่องนี้เอง แต่ในหลักการคร่าวๆจะต้องดูแลเรื่องราคาข้าว ช่วยเหลือเกษตรกรโดยจะมีการตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการเพื่อดูแลกำกับเรื่องการบริหารจัดการเรื่องข้าวให้ดี

นอกจากนี้ นายเศรษฐา กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้เรียกฝ่ายความมั่นคง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาพูดคุยเรื่องยาเสพติด โดยมีพล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปส.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)มาครบ โดยมีการถกกันเรื่องจำนวนเม็ดของยาเสพติด ซึ่งจะมีการคุยกันภายในอีกครั้งหนึ่งว่าจำนวนไหนถึงเหมาะสมจะเป็นผู้เสพ นอกจากนี้มีการคุยกับพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีสูงในพี่น้องต่างจังหวัด ตรงนี้ก็ต้องอาศัยความมั่นคงมาช่วยดูแลซึ่งคนที่ปล่อยหนี้อาจจะทำไม่ถูกกฎหมาย เพราะคิดดอกเบี้ยแพง ซึ่งพี่น้องจ่ายเงินต้นเกินไปแล้วหลายรอบก็ต้องมีการพูดคุยกันตรงนี้ ต้องเอาฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายการปกครองรวมไปถึงนายอำเภอจะต้องมีการพูดคุยกัน

เมื่อถามถึง การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช.ในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ก็น่าจะลงตัวแล้วเหลือเพียงการคอยให้เป็นไปตามขั้นตอนแล้วหวังว่าวันอังคารหน้าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะเป็นบุคคลภายใน สมช.หรือไม่ นายเศรษฐาตอบว่า เดี๋ยวขอพูดคุยกันอีกที 

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม นาน 1 ปี มีผลแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562439

01 พ.ย. 2566

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ 'น้ำตาลทราย' เป็นสินค้าควบคุม นาน 1 ปี มีผลแล้ว

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม เพื่อดูแลการกำหนดราคา บังคับใช้นาน 1 ปี ให้มีผลทันที 31 ต.ค. 66

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่องการกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้พิจารณาเห็นว่า สถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นจะต้องเพิ่มการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม

เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม และกำกับดูแลสินค้าน้ำตาลทรายให้มีราคาที่เป็นธรรมและปริมาณที่เพียบพอ

ทั้งนี้อาศัยอำนายตามความในมาตรา 9 (1) และมาตรา 24 แห่วพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริกาณ พ.ศ.2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงออกประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่

ข้อ 2 ให้น้ำตาลทราย เป็นสินค้าควบคุม

ประกาศ ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ 'น้ำตาลทราย' เป็นสินค้าควบคุม นาน 1 ปี มีผลแล้ว

‘เศรษฐา’ เตรียมต่อสายคุยนายกฯอิสราเอลบ่ายนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562433

01 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ เตรียมต่อสายคุยนายกฯอิสราเอลบ่ายนี้

‘เศรษฐา’ จ่อต่อสายคุยนายกฯอิสราเอลบ่ายนี้พร้อมถกปมพาแรงงานไทยกลับ-นายจ้างเอาเปรียบ ชี้เจรจาช่วยตัวประกันเป็นไปในทางบวก

วันที่ 1 พ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวในวันที่ 1 พ.ย.นี้ จะมีการอพยพคนไทยในอิสราเอลกลับมาประเทศไทยเป็นเที่ยวบินครั้งสุดท้าย ว่า หน้าที่ของรัฐบาลถ้ามีคนแสดงเจตจำนงค์ประสงค์กลับ เราต้องจัดหาเที่ยวบินให้อย่างเหมาะสม เที่ยวบินครั้งถัดไปจึงอาจเป็นลักษณะการเช่าเหมาลำ ส่วนถ้าใครจะเดินทางกลับมาเองแล้วนำตั๋วเครื่องบินมาเบิกก็จะพิจารณาตามจำนวนผู้เดินทางกลับ หากมีเพียงหลักสิบหรือไม่กี่คน รัฐบาลก็จะดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าอยากให้คนไทยเดินทางกลับมาโดยเร็วที่สุด ฉะนั้นหากเช่าเครื่องบินเหมาลำได้เราก็จะทำให้

นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังเปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง บ่ายนี้ตนจึงมีนัดหารือพูดคุยกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยท่านจะโทรติดต่อเข้ามาหาตน เพื่อติดต่อพูดคุยและยกระดับการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมย้ำว่าขอวิงวอนอ้อนวอนให้พี่น้องคนไทยกลับมาเถอะ เพราะขณะนี้เราสามารถบริหารจัดการอพยพคนได้ตามที่เคยพูดไว้แล้ว ว่าจะนำแรงงานกลับมาให้หมด แต่ตอนนี้คนที่แสดงเจตจำนงค์จะขอเดินทางกลับยังถือว่าน้อยอยู่ จึงหวังว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ ส่วนการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันยืนยันว่ายังพูดคุยกันอยู่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงกรณีที่ ทีมงานของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้เดินทางไปอิหร่านและได้พบกับตัวแทนของกลุ่มฮามาส โดยเปิดเผยว่าจะมีข่าวดีแรงงานไทยได้รับการปล่อยตัวนั้น เศรษฐา ระบุว่า ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น เพราะอย่างที่บอกเราพยายามเจรจาอยู่ตลอด และตามที่ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งมาก็เป็นเชิงบวก แต่ยังไม่อยากให้ความคาดหวังที่เกินไป เพราะอยากดูที่ผลงานมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า การเจรจาปล่อยตัวแรงงานไทยจะมีการนำไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่ามีหลายวาระที่จะต้องพูดคุย อาทิ เรื่องผลประโยชน์การจ่ายเงินชดเชยแรงงานไทย กรณีนายจ้างอิสราเอลไม่ให้ความเป็นธรรม และเรื่องการอำนวยความสะดวกของคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศ เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ