กรมวิชาการฯขยายผล งานวิจัยใช้พืชพันธุ์ดี-เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765912

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้ขยายผลงานวิจัยพร้อมใช้ประโยชน์ด้านพืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีการผลิตพืชสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งปัจจุบันโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ก็ยังคงได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอด จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ก่อให้เกิดโครงการตามแนวพระราชดำริ มากกว่า 100 โครงการ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 หน่วยงานในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตรที่ได้ร่วมบูรณาการและสนองแนวพระราชดำริผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ ตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัย คือการขยายผลการผลิตพืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรในพื้นที่ อ.ท่ายาง และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยดำเนินงานภายใต้โครงการตามแนวพระราชดำริ 3 โครงการ

นายระพีภัทร์กล่าวต่อว่า พืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีการผลิตพืชนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร โดยพืชพันธุ์ดีที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรีได้กระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรโดยมีโครงการตามแนวพระราชดำริเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ ได้แก่ สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตต่อไร่ สูงกว่า 5.3 ตัน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเนื้อกรอบ สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตาออกจากกันง่าย และอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตน้ำอ้อยต่อไร่สูง รสชาติดี มีกลิ่นหอม น้ำอ้อยมีสีสวยไว้ตอได้ดีไม่ต้องปลูกใหม่

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ได้ขยายผลการผลิตสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีพร้อมเทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตร คือการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในสับปะรด ตามคำแนะนำจะมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 7.7 ตัน ซึ่งหากมีการปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีทดแทนพันธุ์ปัตตาเวีย จะส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 10,674บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณพื้นที่เพาะปลูกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมกับ จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 194,000 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2,071 ล้านบาท

สำหรับอ้อย ได้ดำเนินการขยายผลการผลิตอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 โดยใช้เทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์แมลงหางหนีบขาวงแหวนในการควบคุมแมลงศัตรูพืช และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันกำจัดโรคใบขาวอ้อย ซึ่งการปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวจะมีผลผลิตน้ำอ้อยต่อไร่สูงถึง 5,960 ลิตร ส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 7,420 บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณพื้นที่เพาะปลูกของ จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 33,300 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 247 ล้านบาท ปัจจุบันมีเกษตรกรที่สามารถจัดทำแปลงขยายผลเทคโนโลยีได้ 17 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรด 12 ราย และเกษตรกรผู้ผลิตอ้อยคั้นน้ำ 5 ราย

‘ไชยา’เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765916

'ไชยา'เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

‘ไชยา’เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.48 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม ณ บ้านโคกใหญ่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู

โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้นำหน่วยงานภายในสังกัดมาร่วมกันตรวจราชการในพื้นที่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ สำหรับการวางแผนการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด รวมถึงเป็นการให้กำลังใจพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ โดยได้มอบถุงยังชีพจำนวน 104 ชุด และหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 7 หมู่บ้าน พร้อมทั้งมอบแนวคิดเกษตรเพิ่มมูลค่า สร้าง Storytelling ให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ ข้าวฮาง ผ้าทอมือท้องถิ่น เป็นต้น ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใต้ โดย การจัดงานมหกรรมควายไทยในครั้งนี้เป็นการพัฒนามูลค่าสายพันธุ์ทางปศุสัตว์ที่สำคัญ รวมถึงเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ในสังคมได้เห็นคุณค่าของสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ตามวิถีชีวิตเกษตรกรไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และเป็นการแสดงศักยภาพควายไทย ที่มีความโดดเด่นทางด้านสายพันธุ์และเอกลักษณ์ให้ต่างชาติเห็นว่าควายไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งปัจจุบันควายเป็นสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อตัวสูงกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ได้มอบหมาย กรมปศุสัตว์ ในการพัฒนาสายพันธุ์ควายไทย ให้มีความมั่นคง มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

– 006

‘เกษตรฯ’เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765850

'เกษตรฯ'เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

‘เกษตรฯ’เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.35 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ (ปศุสัตว์ พืช ประมง) พร้อมมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และพบปะเกษตรกรในพื้นที่ ณ ด่านศุลกากรสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยกล่าวว่าจังหวัดกาญจนบุรีมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระยะทาง 371 กิโลเมตร ประกอบด้วย ช่องทางเข้าออกตามธรรมชาติ 43 ช่องทาง และมีด่านชายแดนที่สำคัญ 2 ด่าน ได้แก่ จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมืองกาญจนบุรี และจุดผ่อนปรนทางการค้า ด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) อำเภอสังขละบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตร 12,179,968 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 3,030,598 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน และพืชอื่นๆ มีสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ไก่เนื้อ โคเนื้อ สุกร โคนม และแพะ มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม

ส่วนพื้นที่ปลูกยางพาราของจังหวัดกาญจนบุรี มีจำนวน 103,705.86 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเนื้อยางแห้งรวมทั้งจังหวัด 24,313.27 ตัน/ปี เป็นยางแผ่นดิบ 13,894.41 ตัน/ปี โดยใน อ.สังขละบุรี มีพื้นที่ปลูกยางพารา 22,858.68 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเนื้อยางแห้ง 5,506.53 ตัน/ปี เป็นยางแผ่นดิบ 4,065.93 ตัน/ปี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการตรวจสอบปริมาณผลผลิตยางในพื้นที่และสินค้ายางนำเข้า เพื่อควบคุมการนำเข้าให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน กยท.จังหวัด และ กยท.สาขา ที่อยู่ในพื้นที่เขตพรมแดนจะวางแผนสำรวจการผลิตยางธรรมชาติของเกษตรกรทั้งรูปแบบของผลผลิตยางที่ขาย จำแนกเป็นน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบ ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าปริมาณยางที่ขายในพื้นที่นั้นๆ มียางเถื่อนปนอยู่ด้วยหรือไม่ และกำหนดเป้าหมายสำรวจข้อมูลดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ กยท.ดำเนินมาตรการคู่ขนาน เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเข้าสู่ไทย โดยให้จัดตั้งทีมสายลับยางเพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เฝ้าระวังและสอดส่องการกระทำผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสจะแจ้งแก่หน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการจับกุมต่อไป อย่างไรก็ตาม กยท.พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และจะชี้แจงให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทราบถึงโทษการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงภาษี และกำกับควบคุมสถาบันเกษตรกรฯ ไม่ให้รับซื้อยางที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ กยท.จะขยายผลดำเนินการไปยังพื้นที่รอยต่อระหว่างพรมแดนอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ระนอง ตาก และเชียงราย ด้วย

รมว.กษ. บอกด้วยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มีมาตรการในการพัฒนาคุณชีวิตของเกษตรกร จึงได้ขับเคลื่อนมาตรการในการตรวจจับการลักลอบการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศอย่างเข้มข้น โดยในส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับรายงานว่าเป็นจุดที่มีการลักลอบนำเข้าสินค้ายางพาราจากประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ และการยางแห่งประเทศไทย ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ เพื่อเป็นจุดสกัดและคัดกรองสินค้าที่นำเข้าสินค้าภาคการเกษตร ซึ่งในส่วนของการลักลอบนำยางพาราเข้ามาในราชอาญาจักร ประเทศไทยเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าภาคการเกษตรทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ที่ผ่านมามีการจับกุม ตรวจสอบและอายัติสินค้าได้หลายร้อยตัน และสำหรับมาตรการในเรื่องของยางพารา กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนในเรื่องราคายาง โดยมาตรการตอนนี้คือต้องการระบายยางพาราออกนอกประเทศ สนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ และที่สำคัญคือการจัดโซนนิ่งการกรีดยาง เพื่อป้องกันไม่ให้ยางล้นตลาด จึงเชื่อมั่นว่าจะทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

– 006

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765872

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

“คุณเคยมีประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมีหรือไม่” คือคำถามหลักที่ผู้รับยาจากเภสัชกรต้องเคยถูกถามเช่นนี้เป็นประจำ และเป็นคำถามซ้ำๆ ที่หลายคนอาจรู้สึกไม่ชอบตอบ เพราะพยาบาลก็ถามเมื่อก่อนจะส่งตัวคุณไปพบแพทย์ เมื่อพบแพทย์ ก็ต้องตอบคำถามนี้อีก แล้วเมื่อต้องนำยากลับบ้าน ก็ถูกเภสัชกรถามคำถามนี้อีก สาเหตุที่ต้องถามซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาที่ตนเองแพ้ เพราะอาการแพ้ยาอาจรุนแรงถึงทำให้เสียชีวิตได้

อาการแพ้ยาคืออะไร ทำไมเกิดขึ้นแล้ว อาจทำให้เสียชีวิตได้

การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อยาที่บุคคลรับเข้าสู่ร่างกายไวเกินไปส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น ผื่นคัน ผื่นลมพิษ ปากบวม ตาบวม ความดันเลือดตก หน้ามืด หัวใจเต้นเร็วหลอดลมหดเกร็ง กรณีที่แก้ไขไม่ทัน อาจเกิดภาวะระบบการหายใจล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ อาการแพ้ยาที่รุนแรงอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ เกิดความผิดปกติของอวัยวะภายในต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับอักเสบ เป็นต้น 

โดยทั่วไปอาการแพ้ยามักเกิดทันที หรือภายในเวลาไม่นานหลังได้รับยาเข้าสู่ร่างกาย แต่อาการแพ้ยาบางชนิดก็สามารถเกิดได้หลังจากใช้ยาต่อเนื่องไปแล้วหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งการแพ้ยาแบบหลังนี้มีความน่ากังวลมากกว่า เพราะผู้ป่วยมักนึกไม่ถึงว่าแพ้ยา จึงยังคงใช้ยาต่อไป ทำให้อาการแพ้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่สามารถคาดการณ์การแพ้ยาล่วงหน้าได้ เช่นเดียวกับการแพ้อาหาร แพ้แอลกอฮอล์ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ต่างๆ การมีคนในครอบครัวมีประวัติแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าลูกหรือพี่น้องพ่อแม่เดียวกันจะต้องแพ้ของสิ่งเดียวกัน เราจะรู้ว่าแพ้อะไรได้ก็ต่อเมื่อสัมผัสสาร หรือรับสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย ส่วนวิธีจัดการเมื่อเกิดการแพ้คือให้ยาต้านฮิสสตามีนเพื่อบรรเทาอาการแพ้หรือกรณีแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการรักษาตามอาการ จนกระทั่งอาการแพ้ยาดีขึ้น 

แต่ที่สำคัญคือคนที่แพ้อะไรก็ตาม จะต้องรู้ตัวว่าตนเองแพ้อะไร แล้วต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่แพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพ้ยา หากเราแพ้ยาหรืออาหาร ก็ต้องจำชื่อยาและอาการที่แพ้ให้ดี หากสถานพยาบาลออกบัตรแพ้ยาให้ ก็ต้องพกติดตัวไว้เสมอ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น หมดสติกะทันหัน ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือได้ ก็ยังมีข้อมูลจากบัตรที่เราพกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ยาที่เราแพ้ ในขณะที่ได้รับการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาองค์ความรู้ด้านเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อการค้นหาตัวบ่งชี้ของการแพ้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยาที่แพ้แล้วเกิดอาการรุนแรง ทำให้เราสามารถตรวจหาว่าผู้ป่วยมีลักษณะทางพันธุกรรม หรือมียีนที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการแพ้ยามากกว่าคนอื่นหรือไม่ แม้ว่าจะยังทำไม่สำเร็จกับยาทุกชนิด แต่ตัวที่ได้รับการตรวจคัดกรองแล้วในปัจจุบันก็ถือว่าสำคัญมาก ช่วยลดความเสี่ยงการแพ้ยาได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ ได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล (allopurinol)ยาสำคัญในการรักษาโรคเกาต์ มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้ยานี้แล้วเกิดการแพ้ เกิดอาการผื่นแพ้รุนแรงชนิด Steven Johnson Syndrome (SJS) หรือ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตของผู้ใช้ยา

ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาจึงควรตรวจหายีนแพ้ยานี้ ซึ่งได้แก่ยีน HLA-B*5801 ในคนที่มียีนนี้มีความเสี่ยงแพ้ยาอัลโลพิวรินอลรุนแรงกว่าคนที่ไม่มียีนนี้ มากกว่า 300 เท่า จึงไม่ควรได้รับยาอัลโลพิวรินอล จึงต้องรักษาโรคเก๊าต์ด้วยยาชนิดอื่น

นอกจากการตรวจยีนแพ้ยา HLA-B*5801 ก่อนการใช้ยาอัลโลพิวรินอล ยังมียาอื่นอีกหลายชนิดที่ตรวจยีนเพื่อทำนายการแพ้ยาก่อนได้ อาทิ ยากันชักคาร์บามาซีพีน ยาต้านไวรัสเอชไอวีบางชนิด ซึ่งหากผู้ใช้ยามีความเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสม

อาการแพ้ยาขั้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ และอาจเกิดขึ้นทันทีเมื่อใช้ยา หรืออาจเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ใช้ยามานานแล้ว แต่เพิ่งเกิดอาการแพ้ก็ได้เช่นกัน ย้ำว่า ผู้มีประวัติแพ้ยา ต้องจำชื่อยา อาการแพ้ รวมถึงถ้ามีบัตรแพ้ยา ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ภาวะสมองพิการ’ ภัยเงียบของเด็กเล็กที่พ่อแม่ควรรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765869

‘ภาวะสมองพิการ’ ภัยเงียบของเด็กเล็กที่พ่อแม่ควรรู้

‘ภาวะสมองพิการ’ ภัยเงียบของเด็กเล็กที่พ่อแม่ควรรู้

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy เกิดจากสมองที่ได้รับบาดเจ็บจากสาเหตุต่างๆ ในช่วงเด็กทารกหรือเด็กเล็ก ส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้าโดยเฉพาะ ด้านกล้ามเนื้อ กระทบต่อการใช้ชีวิตในอนาคต จึงควรรีบพามารักษา ฝึกกระตุ้นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

นายแพทย์ศุภชัย เลาหพงศ์สมบูรณ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภาวะสมองพิการ เป็นความผิดปกติของสมองที่เกิดจากสมองได้รับการบาดเจ็บอย่างถาวรในช่วงสมองยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหวร่างกาย การขยับแขนขา ลำตัว การทรงตัว ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้ ส่วนใหญ่มักเป็นมาแต่กำเนิด หรือตั้งแต่ช่วงทารก พบได้บ่อยในทารกที่คลอดก่อนกำหนด, น้ำหนักแรกคลอดน้อย, ภาวะขาดออกซิเจนในช่วงคลอด เป็นต้น

อาการของเด็กสมองพิการ จะสังเกตได้จากพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าในกลุ่มวัยเดียวกัน เช่น การชันคอ, พลิกตัว, นั่ง, คลาน, เดิน ชอบใช้แขนข้างใดข้างหนึ่งก่อนวัยอันควร เป็นต้น

ส่วนสาเหตุการบาดเจ็บของสมองเกิดได้ตั้งแต่ในระยะก่อนคลอด ระหว่างคลอด และหลังคลอด โดยความเสี่ยงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คือ มีการติดเชื้อของคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน โรคอีสุกอีใส โรคเริม โรคซิฟิลิส, การขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์, รกเกาะต่ำ, อุบัติเหตุที่ทำให้สมองของทารกได้รับการกระทบกระเทือนตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ส่วนความเสี่ยงระหว่างคลอด คือคุณแม่มีภาวะคลอดก่อนกำหนด, มีปัญหาคลอดยาก, น้ำหนักแรกคลอดน้อย,มีภาวะเลือดออกในสมองหรือสมองขาดออกซิเจนในช่วงแรกเกิด, รกพันคอ,ติดเชื้อ, มีเลือดออกในสมองขณะคลอด และความเสี่ยงหลังคลอด คือเด็กอาจจะติดเชื้อหลังคลอด หรือ อุบัติเหตุกระทบกระเทือนศีรษะ, เนื้อสมองที่เจริญผิดปกติ,ภาวะตัวเหลือง, โรคทางพันธุกรรม

ภาวะสมองพิการแบ่งตามอาการทางระบบประสาทออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1.โรคสมองพิการชนิดเกร็ง (Spastic cerebral palsy) พบได้มากที่สุดของเด็กสมองพิการทั้งหมดจะมีอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะแขนหรือขาอาจเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งตัว เช่น ลำตัวและแขนขาเกร็งครึ่งซีก ขามีอาการเกร็งมากกว่าแขน ขาและแขนทั้งสองข้างมีอาการเกร็ง 2.โรคสมองพิการชนิดเคลื่อนไหวผิดปกติ (Athetoid cerebral palsy) พบได้ประมาณ 1 ใน 4 ของเด็กสมองพิการ จะมีอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ผิดรูป หรือบิดเกร็งไป-มา ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ บางรายอาจมีคอเอียง ไหล่บิด มือเกร็ง ร่วมด้วย

3.โรคสมองพิการชนิดเดินเซ ( Ataxic cerebral palsy) พบได้น้อย มีปัญหาในการทรงตัว สมดุลร่างกายและการประสานงานของระบบต่างๆ รวมทั้งอาจมีอาการสั่นร่วมด้วย 4.โรคสมองพิการชนิดผสม (Mixed cerebralpalsy) คือ มีภาวะสมองพิการมากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน

สำหรับการรักษาภาวะสมองพิการจะเป็นการรักษาด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย กุมารแพทย์สาขาประสาทวิทยา, กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม, กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ, กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการ,กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร, โสต ศอ นาสิกแพทย์, จักษุแพทย์, ประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัดนักกิจกรรมบำบัด โดยจะเน้นการรักษาแบบฟื้นฟู เช่น กิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด รวมไปถึงการรักษาด้วยยา เพื่อลดอาการเกร็ง กระตุ้นพัฒนาการและศักยภาพของเด็กสมองพิการ เพื่อสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรคสมองพิการมีอาการหลายลักษณะ แนะนำให้คุณพ่อ-คุณแม่ที่กำลังมีลูก โดยเฉพาะคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด หรือ น้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากสงสัยว่ามีความผิดปกติ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินและรับการรักษาที่เหมาะสม

ห้างเซ็นทรัล เสิร์ฟความสุขผลิบานฉลอง 76 ปี พร้อมสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765896

ห้างเซ็นทรัล เสิร์ฟความสุขผลิบานฉลอง 76 ปี พร้อมสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด

ห้างเซ็นทรัล เสิร์ฟความสุขผลิบานฉลอง 76 ปี พร้อมสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ฉลองครบ 76 ปี ของการเป็นเดสติเนชันแห่งแรงบันดาลใจในทุกๆ วันสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน จัดงาน “Central Anniversary 2023” เนรมิตงานแสดงดอกไม้ประจำปีสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Into the Season of Happiness” ต้อนรับสู่ฤดูกาลแห่งความสุขและส่งมอบแรงบันดาลใจเพื่อให้ทุกๆ วันของลูกค้าคนสำคัญเบ่งบานและเต็มไปด้วยสิ่งดีๆ แทนคำขอบคุณที่ให้การสนับสนุนห้างเซ็นทรัลเป็นอย่างดีเสมอมา

ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองได้รับเกียรติจาก นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็นแขกผู้ทรงเกียรติในงาน พร้อมด้วย มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุลกรรมการ บริษัท เซ็นทรัลหัวหินบีชรีสอร์ท จำกัด, ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้า ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, ธาพิดา นรพัลลภ ประธานบริหาร ฝ่ายบริหารสินค้ากลุ่มแฟชั่น บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, อธิศ รุจิรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซสจำกัด รวมถึงศิลปินดาราและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อย่าง ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์, จีน่า-ญีนา ซาลาส, แพม-สิริน ศรีอรทัยกุล, พลอยพยัพ ศรีกาญจนา, โอปอล์-พลอยพัชชา สมรรถศรบุศย์, จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ พร้อมไฮไลท์โชว์สุดพิเศษจากนักแสดงสาวชื่อดัง คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัสที่เปิดตัวมาในลุคงามสง่า ถ่ายทอดลีลาพลิ้วไหวดุจความงดงามของดอกไม้บานสะพรั่ง พร้อมกับฉากหลังสุดอลังการของหมู่มวลดอกไม้เพื่อเป็นการต้อนรับสู่การฉลองครบรอบ 76 ปีห้างเซ็นทรัลอย่างเป็นทางการ

เทศกาลดอกไม้ประจำปีกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ เนรมิตห้างเซ็นทรัลชิดลม เป็นดินแดนสวนดอกไม้ที่งดงามราวกับงานศิลป์ชิ้นเอก ผ่านการคัดสรรดอกไม้สดนานาชนิดที่มาพร้อมความหมายอันลึกซึ้งอย่างพิถีพิถันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกตลอดระยะเวลา 76 ปีที่ห้างเซ็นทรัลมอบให้กับลูกค้าคนสำคัญมาโดยตลอด

ไฮไลท์ของการจัดแสดงดอกไม้ปีนี้อยู่ที่ชั้น 5 (Living) พบความตระการตาของเส้นสายแห่งดอกไม้ ที่ผสมผสานความเป็นอินสตอลเลชันอาร์ตออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยดอกไม้สดในโทนสีพาสเทลสบายตา ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีม่วง สีเหลือง สีน้ำตาลอ่อน จัดวางให้ดูพลิ้วสวยไปตามเส้นสายอันคดเคี้ยวของแบบโครง แผ่ปกคลุมให้ได้ชื่นชมความงามกันอย่างทั่วถึงรวมทั้งชั้น 6 (My Little World) ต้อนรับเด็กๆ และครอบครัวกลับสู่บ้านอันแสนอบอุ่นด้วยสองแมวอ้วนสุดคิวท์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณบันไดเลื่อนทั้งสองด้าน โดยเจ้าเหมียวตัวแรกมาพร้อมท่าทางแสนสนุก กำลังไล่ตะครุบลูกบอลดอกไม้ ขณะที่อีกตัวก็กำลังเล่นปีนป่ายกำแพงดอกไม้ขนาดยักษ์อย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ลืมโผล่หน้ามาทักทายคุณน้องๆ หนูๆ ที่แวะเวียนผ่านมา รอให้ทาสแมวทั้งหลายมาถ่ายรูปสารพัดแอ๊กกับเจ้าเหมียวแสนซนได้ทั้งวัน

นอกจากมวลหมู่ดอกไม้แล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย รวมทั้งโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟเอาใจขาช้อปที่ห้างเซ็นทรัล ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.facebook.com/CentralDepartmentStore

FENDI‘PEEKABOO-K’หนังสือเล่มพิเศษ เฉลิมฉลองกระเป๋า Peekaboo รุ่นไอคอนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765895

FENDI‘PEEKABOO-K’หนังสือเล่มพิเศษ เฉลิมฉลองกระเป๋า Peekaboo รุ่นไอคอนิค

FENDI‘PEEKABOO-K’หนังสือเล่มพิเศษ เฉลิมฉลองกระเป๋า Peekaboo รุ่นไอคอนิค

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

FENDI เปิดตัวหนังสือ Peekaboo-K บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไอคอนของกระเป๋า Peekaboo ที่ถูกออกแบบขึ้นในปีค.ศ.2008 จากความคิดสร้างสรรค์ของ Silvia Venturini Fendi ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แผนกเครื่องประดับและเสื้อผ้าบุรุษของ FENDI รวมถึงแนวคิด ความประณีต นวัตกรรม วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และการตีความของกระเป๋า Peekaboo ผ่านแต่ละซีซั่น ทั้งในแง่ของรูปร่าง ขนาด ความสามารถในการใช้งาน ใจความสำคัญ และความเป็นตัวตนของกระเป๋า

กระเป๋า Peekaboo เปิดตัวครั้งแรกกลางสปอตไลท์บนรันเวย์ของคอลเลคชั่น Women’s Spring/Summer 2009 โดยคอลเลคชั่นทั้งหมดถูกนำเสนอในวอลลุ่มที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบของเส้นเว้าโค้งและเอวที่รัดรูป ที่ถูกตัดเย็บด้วยความประณีตดูสะอาดตาเปรียบเสมือนรูปทรงผ่าตัด (Surgical Shape) 

Silvia Venturini Fendi ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แผนกเครื่องประดับและเสื้อผ้าบุรุษของ FENDI กล่าวว่า “ความเรียบง่าย คือความแปลกใหม่อย่างแท้จริง ในเวลานั้น ฉันอยู่ในช่วงกำลังมองหารูปแบบของความร่วมสมัย ที่ยังคงทั้งความดั้งเดิมและทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้หญิงที่มีความซับซ้อนมากที่สุดเช่นเดียวกับในทุกวันนี้ที่ความเรียบง่ายได้ถูกนำมาออกแบบภายใต้แนวคิดของความหรูหราที่ซ่อนอยู่คล้ายกับความแตกต่างระหว่างวัสดุที่หลากหลายสำหรับโครงสร้างภายใน และวัสดุที่สำคัญสำหรับโครงสร้างภายนอก ซึ่งเป็นหนึ่งโอกาสเมื่อผู้หญิงได้รับคำแนะนำให้เดินรอบๆ พร้อมกับปลดและเปิดกระเป๋าไว้”

ความขี้เล่นของชื่อ Peekaboo มาจากคำว่า “peek-a-boo, I see you” (จ๋ะเอ๋ เจอเธอแล้ว) ซึ่งเป็นการละเล่นดั้งเดิมของเด็กในตอนแรก Silvia Venturini Fendi ตั้งชื่อกระเป๋าว่า “Hide-and-Seek” (ซ่อนหา) แต่กลับกันในที่สุดแล้วเธอเลือกชื่อ Peekaboo ซึ่งเป็นชื่อที่แสดงออกถึงความประหลาดใจของช่องต่างๆ ภายในกระเป๋าได้ดีที่สุด เมื่อบิดตัวล็อกกระเป๋าจะเผยให้เห็นถึง “รอยยิ้ม” เบื้องหลังอันเป็นเอกลักษณ์ของกระเป๋ารุ่นนี้ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่คาดไม่ถึงและคงเป็นความงามที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งยังมีความหรูหราเทียบเท่ากับโครงสร้างภายนอก 

หนังสือ Peekaboo-K เป็นหนังสือที่ต้องถูกค้นพบและเปิดประสบการณ์ใหม่ เช่นเดียวกันกับกระเป๋า Peekaboo โดยหนังสือเล่มนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด เพื่อรวบรวมแก่นแท้ของกระเป๋า Peekaboo และเปิดเผยแง่มุมต่างๆ มากมายของกระเป๋ารุ่นนี้ โดยเริ่มจากภายนอก ซึ่งหน้าปกของหนังสือเป็นหน้าปกแบบแอกโซโนเมตริก (axonometric) พร้อมกับรูปร่างสามมิติที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระเป๋า Rose Black PeekabooISeeU ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความซับซ้อนและการอยู่เหนือกาลเวลา

ด้านในของหนังสือนำเสนอรูปภาพของคอลเลคชั่นกระเป๋า 80 ใบจากคลังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของ FENDI หนังสือเล่มนี้ถูกแบ่งเป็น 4 บท โดยแต่ละบทจะมี 20 หน้า ซึ่งนำเสนอภาพจากมุมมองความคิดสร้างสรรค์และภาพถ่ายเชิงพาณิชย์ของช่างภาพทั่วโลก พร้อมนำเสนอข้อความสั้นๆ จาก “Friend of the House” วางจำหน่ายบน fendi.com และที่บูติก FENDI ที่ได้รับเลือกทั่วโลก ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 เป็นต้นไป

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี รายได้สมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765877

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี  รายได้สมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี รายได้สมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมบัติ วัฒนไทย ประธานคณะกรรมการร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี ชิงถ้วยรางวัลสภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดยมี ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานเปิดการแข่งขันเพื่อหารายได้สมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างคณะกรรมการอำนวยการ องค์กรสมาชิกสภาสังคมสงเคราะห์ฯ หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งนักแสดงและศิลปินที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯมาโดยตลอด อาทิ น้องหวาน หวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญนักแสดงช่อง 3, น้องเสือ-ฉายวิชญ์ สุจริตกุล และน้องๆ เด็กพิเศษ The Starจากมูลนิธิ Five for All ณ Blo-O Rhythm & Bowl ชั้น 5 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566

ผลการแข่งขัน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ชูวับ ชูวับ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมสมาคมสภาสตรีแห่งชาติ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Japan 2, รางวัลปลอบใจ ได้แก่ทีมคุณชุติพนธ์ ทั้งนี้ รวมรายได้จากการจัดแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี ทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 802,009 บาท

สมบัติ วัฒนไทย ประธานคณะ กก.ร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน สภาสังคมสงเคราะห์ฯ และ ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

สมบัติ วัฒนไทย ประธานคณะ กก.ร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน สภาสังคมสงเคราะห์ฯ และ ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ประธานเปิดการแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี ชิงถ้วยรางวัลสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ประธานเปิดการแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี ชิงถ้วยรางวัลสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

ชนะเลิศ ทีม ชูวับ ชูวับ

ชนะเลิศ ทีม ชูวับ ชูวับ

รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมสมาคมสภาสตรีแห่งชาติ

รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมสมาคมสภาสตรีแห่งชาติ

รองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Japan 2

รองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Japan 2

รางวัลปลอบใจ ทีมคุณชุติพนธ์

รางวัลปลอบใจ ทีมคุณชุติพนธ์

มาสสิโม ดุตติ เปิดสโตร์ใหม่ล่าสุด ผสานแนวคิดช่างฝีมือกับธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765856

มาสสิโม ดุตติ เปิดสโตร์ใหม่ล่าสุด ผสานแนวคิดช่างฝีมือกับธรรมชาติ

มาสสิโม ดุตติ เปิดสโตร์ใหม่ล่าสุด ผสานแนวคิดช่างฝีมือกับธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มาสสิโม ดุตติ (Massimo Dutti) แบรนด์เครื่องแต่งกายหรูจากสเปน เปิดสโตร์ใหม่ ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งผ่านการออกแบบที่สะท้อนความเป็นเลิศ ด้วยแนวคิดการใช้วัสดุแบบธรรมชาติผสานกับเทคนิคของงานช่างฝีมือ เพิ่มพื้นที่เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น เสริมภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ พร้อมให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การเยี่ยมชมร้านที่น่าจดจำ

แนวคิดการตกแต่งร้านใหม่ของ มาสสิโม ดุตติ ชั้น 1 โซนเอเทรียม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แสดงให้เห็นถึง
วิวัฒนาการของแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นเลิศนับตั้งแต่ก้าวเข้าร้าน ผ่านการใช้วัสดุและเทคนิคของช่างฝีมือในการตกแต่ง โดยใช้วัสดุชั้นดีรูปทรงออร์แกนิกที่มีลายเส้น สี และองค์ประกอบต่างๆทางศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ทางเข้าร้านโปร่งโล่ง สามารถมองเห็นพื้นที่ภายในสอดรับกับการตกแต่งหน้าร้านที่กลมกลืนทำให้ลูกค้ามองเห็นร้านได้ทั่วและเข้าถึงคอลเลคชั่นเสื้อผ้าและพื้นที่ต่างๆ ภายในร้านได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ หนึ่งในองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความโดดเด่นให้ร้านคือ โครงสร้างกลางร้านที่ออกแบบเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วยแสงที่อ่อนโยนกว่า เปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกภายในร้าน โดยยังคงอัตลักษณ์ความเป็น มาสสิโม ดุตติ ไว้เป็นอย่างดีโครงสร้างนี้สร้างขึ้นจากวัสดุเรียบง่ายหลายชิ้นที่ก่อขึ้นเป็นเสา ตั้งทำมุมต่างกันเพื่อเล่นแสงและเงาตามตำแหน่งของแสง

มาสสิโม ดุตติ สโตร์รูปโฉมใหม่ผสานสมดุลทุกองค์ประกอบเพื่อบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์มาสสิโม ดุตติ ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของ อินดิเท็กซ์กรุ๊ป (Inditex Group) นำเสนอนวัตกรรมหลากหลายองค์ประกอบที่ควบรวมแฟชั่นและเทคโนโลยีไว้ด้วยกันเพื่อตอบสนองปณิธานของแบรนด์ในการมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งใหม่ๆ ให้ลูกค้าอยู่เสมอ

ด้วยความล้ำสมัยอยู่เสมอทั้งในเรื่องแฟชั่น บริการ และเทคโนโลยี มาสสิโม ดุตติ ยังคงมุ่งมั่นที่จะมอบ ประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง ด้วยบริการผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีล่าสุด ลูกค้าสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการภายในร้านจากแอปพลิเคชั่นมาสสิโมดุตติ หรือ massimodutti.com/th โดยการสแกนเพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เพิ่มสินค้าลงในตะกร้าออนไลน์ และเลือกสถานที่จัดส่งตามต้องการ อีกทั้ง ยังสามารถเลือกจองสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นมาสสิโม ดุตติหรือเว็บไซต์ massimodutti.com/thและมารับ ณ สาขาที่ต้องการภายใน 24 ชั่วโมง

มาสสิโม ดุตติ ประเทศไทย เปิดให้บริการทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ ชั้น 1 โซนเอเทรียม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์,ชั้น 1 สยามพารากอน, ชั้น 1 ดิ เอ็มควอเทียร์และชั้น 2 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพื่อฉลองเปิดตัวสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ มาสสิโม ดุตติ ยังมอบความสุขให้กับลูกค้าด้วยกิจกรรมพิเศษต่างๆ มากมาย ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาสสิโม ดุตติ และกิจกรรมในร้านค้า

ติดตามได้ที่ www.massimodutti.com/th หรือโทร.02-1234567

LG Eco Day 2023 ร่วมจุดประกายเทรนด์ Slow Fashion ลดปัญหาขยะจากเสื้อผ้า เพื่อโลกและชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765857

LG Eco Day 2023 ร่วมจุดประกายเทรนด์ Slow Fashion ลดปัญหาขยะจากเสื้อผ้า เพื่อโลกและชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน

LG Eco Day 2023 ร่วมจุดประกายเทรนด์ Slow Fashion ลดปัญหาขยะจากเสื้อผ้า เพื่อโลกและชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

(ซ้าย) อำนาจ สิงหจันทร์,มารีญา พูลเลิศลาภ,มร.ซองฮัน จอง และ กมลนาถ องค์วรรณดี

มารีญา พูลเลิศลาภ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ปี 2023 ของแอลจี ประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร ร่วมจุดประกายและเชิญชวนให้ทุกคนหันมาดูแลโลก ในงาน “LG Eco Day” โดยบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร.ซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร จัดขึ้นในธีม “Slow Fashion เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อส่งเสริมสังคม Zero Waste ผ่านการเสวนาให้ความรู้บนเวที และกิจกรรมเวิร์กช็อป DIY และการดูแลเสื้อผ้าให้สวมใส่ได้ยาวนาน รวมถึงการแลกเปลี่ยนและบริจาคเสื้อผ้าที่มีสภาพดีเพื่อมอบให้ร้านปันกัน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนที่มุ่งสร้างชีวิตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน หรือ Better Life for All

ปัจจุบันการบริโภค Fast Fashion ทำให้มีเสื้อผ้าจำนวนมากที่ถูกทิ้งจากการซื้อโดยไม่คิดอย่างรอบคอบ หรือถูกทิ้งเพราะชำรุดโดยไม่นำมาซ่อมแซม ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นขยะที่ส่งผลต่อดิน น้ำ และอากาศเป็นทอดๆ เทรนด์ Slow Fashion จึงถูกพูดถึงมากขึ้น โดยในประเทศไทยได้มีหลายภาคส่วนที่ออกมารณรงค์ในเรื่องนี้ แอลจี ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องซักและอบผ้า จึงมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการบริโภคแฟชั่นที่ยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการดูแลให้เสื้อผ้าสวมใส่ได้นานยิ่งขึ้น และการส่งต่อเสื้อผ้าสภาพดีให้คนอื่นๆ ที่ต้องการ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หรือ Life’s Good สำหรับทุกคน

ในงาน LG Eco Day ได้รับเกียรติจาก มารีญาพูลเลิศลาภ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของแอลจี ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และอุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จากเครือข่าย Fashion Revolution Thailand มาร่วมแชร์มุมมองเรื่องการผลักดันเทรนด์ Slow Fashion ในประเทศไทย และการเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเสื้อผ้ามือสอง รวมทั้งมีกิจกรรมเวิร์กช็อป DIY เสื้อผ้าที่มีอยู่เดิมให้สามารถใช้ได้ยาวนาน และมีบูธรับบริจาคเสื้อผ้าสภาพดี ซึ่งแอลจีจะนำไปซักและอบให้สะอาดก่อนส่งต่อให้ร้านปันกัน โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อนำไปมอบให้ผู้ที่ขาดแคลนต่อไป

มารีญา พูลเลิศลาภ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ปี 2023 ของแอลจี ประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกคนสามารถช่วยดูแลโลกได้ไม่ยากด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เพื่อโลกได้ เริ่มจากเสื้อผ้าที่เราใส่ ถ้าดูแลด้วยเครื่องซักและอบผ้าของแอลจีที่ช่วยถนอมเนื้อผ้า ก็จะสวมใส่ได้ยาวนานขึ้นและช่วยลดปัญหาขยะจาก Fast Fashion ในสิ่งแวดล้อมลง”

นายอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แอลจีได้ประกาศพันธกิจในการสร้างความยั่งยืน โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของเรามายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2566 เราเดินหน้าตอกย้ำความตั้งใจดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการเปิดตัว มารีญา พูลเลิศลาภ ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ปี 2023 ของแอลจี ประเทศไทย ด้วยบทบาทที่โดดเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องของมารีญา จากนั้นในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนเกิดของแอลจี เราได้เปิดตัวแคมเปญ “รักโลกแบบที่สบายใจ” ซึ่งมีภาพยนตร์โฆษณาที่สื่อให้เห็นว่าการดูแลโลกสามารถทำได้ไม่ยาก ด้วยการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืน

สำหรับในวันนี้ เราตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน LG Eco Day ขึ้นเป็นครั้งแรก ในธีม “Slow Fashion เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ที่เชิญชวนให้คนรุ่นใหม่ ประชาชน และพนักงาน มาเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคแฟชั่นอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันลดปัญหาขยะจากเสื้อผ้าซึ่งเป็นภาระในการกำจัดและส่งผลเสียต่อโลกของเรา”

ทั้งนี้ งาน LG Eco Day เป็นกิจกรรมที่แอลจี ประเทศไทย ตั้งใจที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ภายใต้ธีมที่แตกต่างกันไป แต่มีหัวใจสำคัญคือการร่วมจุดประกายเรื่องความยั่งยืนในสังคม โดยมีนวัตกรรมของแอลจีมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นซึ่งแน่นอนว่าแอลจีจะเดินหน้านำเสนอแคมเปญและกิจกรรมดีๆให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และในทุกปี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอลจี ประเทศไทย เข้าชมได้ที่ www.lg.com/th

มารีญา พูลเลิศลาภ และ กมลนาถ องค์วรรณดี ร่วมเวิร์กช็อป DIY เสื้อผ้าตามแนวคิด Slow Fashion

มารีญา พูลเลิศลาภ และ กมลนาถ องค์วรรณดี ร่วมเวิร์กช็อป DIY เสื้อผ้าตามแนวคิด Slow Fashion