คุณแหน : 30 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765894

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดการแสดงโขน ตอน กุมภกรรณทดน้ำ และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดง วันศุกร์ที่ 3 พ.ย.19.00 น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย…

●● ขอแสดงความเสียใจกับนักร้องคนดัง นภ พรชำนิ ที่สูญเสียคุณแม่ ชูชีพ บอยล์จัดพิธีอาลัยประชุมเพลิงเรียบร้อยแล้ว…

●● นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นรุ่นใหญ่รุ่น 10อายุใกล้ 80 ปี ปลิว ตรีวิศวเวทย์, สมศักดิ์ ปัญญาแก้ว, ปัทมาวดี นาร์ชิโช, นิติ วิรัชวงศ์ อดีตประธานนักเรียนทุนฯ ยังเกาะกลุ่มเหนียวแน่น นัดสังสรรค์กันให้คลายคิดถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน…

●● ชื่นชม ธวัชชัย ศรีทอง ผวจ.ชลบุรี ที่คุมเข้มร้านจำหน่ายอาวุธปืนสร้างความปลอดภัยให้กับ ปชช.ชาวชลบุรี…

●● ไม่ได้เจอกันนาน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล นัดชาว Digital CEO#1 อาทิ รศ.ดร.ชนินทร์ ทินโชติ, วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์, อารยา ยมนา, กรรณิการ์ เทววิชชุลดา, ทรงพล พลรัฐ, ปรารถนา กวินวุฒิกุล, สุนทร ทองมี, จิตรลดา เฮงยศมาก, เลิศรัตน์ รตะนานุกูล, ปริญดา มาอิ่มใจ, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, พลวศุตม์ มหาเอี่ยมศิริ มาสังสรรค์อัปเดตชีวิต งานนี้มี วีระนงค์ ฉ่ำทรัพย์ เป็นแม่งาน…

●● ยินดีกับ ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ซีอีโอหญิง ของ บมจ.ทีคิวเอ็ม อัลฟา (TQM) ที่ได้รับรางวัล CEO Econmass Awards 2023 สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ สาขาธุรกิจการเงิน จาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี…

●● สุนันทา สมบุญธรรม ชวนเชิญมิตรสหายไปงาน Thaniya Japan Days Yatai Mura เทศกาลงานญี่ปุ่นครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี รวมตำนานอาหาร เครื่องดื่ม รสชาติดั้งเดิมส่งตรงจากญี่ปุ่น พร้อมเมนูพิเศษที่ออกแบบและคิดค้นมาเฉพาะงานนี้ในรูปแบบ “Street Food Vibes” และ การแสดงวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ๆ 3-5 พ.ย. ณ ศูนย์การค้าธนิยะสีลม…

●● สวด มินตรา เปี่ยมกุลวนิช ภรรยา ธิติ วงศ์ธนาศักดิ์ ศาลา 1 วัดศรีเอี่ยม 26 ต.ค.-1 พ.ย.18.00 น. ฌาปนกิจ 2 พ.ย. 16.00 น. …

●● ชาว MPPM 1 ต่างเศร้าใจที่ต้องสูญเสียเพื่อนร่วมรุ่น คุณาพจน์ กิตติธัชสุข ฌาปนกิจ ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน 31 ต.ค.13.00 น. …

●● ขอแสดงความยินดีกับ สาระ ล่ำซำ ซีอีโอ เมืองไทยประกันชีวิต รับรางวัล สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชนประจำปี 2566 จากการประกาศรางวัล Thailand CEO ECONMASS Awards 2023…●●

คุณแหน

ฉลองวันเชฟสากล เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล จัดกิจกรรมเชฟชุมชนตัวน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765866

ฉลองวันเชฟสากล เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล จัดกิจกรรมเชฟชุมชนตัวน้อย

ฉลองวันเชฟสากล เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล จัดกิจกรรมเชฟชุมชนตัวน้อย

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ร่วมฉลองวันเชฟสากล หรือ International Chefs Day 2023 ผ่านกิจกรรมเชฟชุมชนตัวน้อย จัดเวิร์กช็อปเสริมทักษะการทำอาหารให้เด็กๆ ร่วมสร้างสรรค์เมนูแสนอร่อยด้วยผลิตภัณฑ์แม็กกี้ และได้ประโยชน์จากพืชผักสวนครัวแบบจัดเต็ม ภายใต้ธีม “Growing Great Chefs” โดยมีเชฟและนักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญจากเนสท์เล่ ร่วมส่งต่อความรู้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เยาวชนไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องทักษะการทำอาหาร การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ และการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมมุ่งยกระดับวัตถุดิบในท้องถิ่น ด้วยการนำพืชผักสวนครัวในชุมชนมาเป็นส่วนประกอบหลักในการรังสรรค์เมนูที่หลากหลาย ผ่านความร่วมมือกับโรงเรียนศรีบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบในการส่งเสริมโภชนาการเด็กวัยเรียนในวิถีใหม่ (Healthy New Normal)

ในงานอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมกับเด็กๆวัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปรังสรรค์เมนูอร่อยที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมผลิตภัณฑ์แม็กกี้ที่มีคุณภาพมีกลิ่นและรสชาติที่หอมเป็นเอกลักษณ์ ด้วยสูตรที่ทำได้ง่ายครบคุณค่าทางโภชนาการ โดยมี เชฟโอ-กฤษฎา ผามั่ง เชฟผู้เชี่ยวชาญ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มาแนะนำ 4 เมนูสุขภาพ ได้แก่ แซนด์วิชไส้ผักโขมไข่ต้ม, ข้าวผัดดอกโสนซูชิโรล, สลัดผักสดกับน้ำสลัดแม็กกี้ และสเต็กอกไก่ เปิดโอกาสให้ตัวแทนนักเรียนของโรงเรียนศรีบางไทรและครอบครัว ได้ลองลงมือทำจริงทุกขั้นตอนร่วมกับเชฟมืออาชีพ พร้อมสอดแทรกความรู้ด้านวิชาการเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของผักแต่ละชนิด และแนะนำหลักโภชนาการรวมถึงสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดย นางสาวจันทิมา เกยานนท์ นักวิชาการด้านอาหารและโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด อาทิ หลักการรับประทานให้ “พอดี” นั่นคือการรับประทานอย่าง “เพียงพอ” กับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน และเลือกรับประทานสิ่งที่ “ดี”มีประโยชน์ต่อร่างกายและมีรสชาติอร่อยซึ่งดีต่อใจ ตามหลักการรับประทานอาหารที่สมดุล หรือ Balanced Dietด้วยการกำหนดปริมาณอาหารแบบ 2:1:1 นั่นคือ ผัก 2 ส่วนเนื้อ และข้าวหรือแป้งอย่างละ 1 ส่วน เป็นต้น

อีกทั้งปีนี้ยังพิเศษกว่าปีอื่นๆ เพราะได้ครอบครัวอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง คุณแม่เบลล์-ยุภาพร ฤทธิญาณ และน้องชูใจ-ณอร ศรีหมอก จาก Chujai Family มาร่วมสนุกกับกิจกรรมเวิร์กช็อป และร่วมบอกเล่าแรงบันดาลใจดีๆเกี่ยวกับการปรุงอาหารและเลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ให้กับน้องชูใจ เรียกว่าได้ครบทั้งความสนุก สดใส และความรู้แบบอัดแน่นกันไปตลอดงาน

นางสาวเครือวัลย์ วรุณไพจิตร ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร และเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งของ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ที่ได้ร่วมฉลองวันเชฟสากลด้วยความตั้งใจที่จะส่งต่อความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สอดคล้องกับพันธกิจหลักเพื่อสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เยาวชนไทย ภายใต้โครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี หรือ Nestlé for Healthier Kids (N4HK) โดยในปีนี้ เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังการรับประทานผักและผลไม้ในเยาวชน จึงได้ร่วมมือกับโรงเรียนศรีบางไทร เพื่อส่งเสริมโภชนาการของเด็กไทยอย่างยั่งยืนด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านโภชนาการและสุขภาพให้ดียิ่งขึ้นทั้งในโรงเรียนต่อเนื่องสู่ครอบครัวและชุมชน โดยนำวัตถุดิบชุมชนอย่างพืชผักสวนครัวมาเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารให้เด็กๆ ได้เรียนรู้คุณประโยชน์ของพืชผักชนิดต่างๆ ที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมด้วยการนำผลิตภัณฑ์แม็กกี้มาร่วมสร้างสรรค์เมนูอร่อยต่างๆ ในแบบที่เด็กๆ สามารถทำตามได้ง่ายกับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและยังเป็นการเสริมแรงบันดาลใจในการทำอาหารให้กับเด็กๆ สู่เส้นทางอาชีพเชฟที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า

เกียรติภูมิ สิริพันธุ์’ซีอีโอด้านพลังงาน จดสิทธิบัตรชิ้นแรกในโลก ‘สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์’นวัตกรรมผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765858

เกียรติภูมิ สิริพันธุ์’ซีอีโอด้านพลังงาน จดสิทธิบัตรชิ้นแรกในโลก  ‘สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์’นวัตกรรมผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมง

เกียรติภูมิ สิริพันธุ์’ซีอีโอด้านพลังงาน จดสิทธิบัตรชิ้นแรกในโลก ‘สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์’นวัตกรรมผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมง

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสรักษ์โลก ที่ทุกภาคส่วนในสังคมกำลังมุ่งมั่นเดินหน้าไปสู่การพัฒนานวัตกรรมในการผลิตพลังงานสะอาดและต้นทุนต่ำ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน นำไปสู่การสร้าง “สังคมคาร์บอนต่ำ” มีหลายธุรกิจชั้นนำระดับโลกที่พัฒนานวัตกรรมดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงแล้ว รวมถึงซีอีโอด้านพลังงานทางเลือกอย่าง เกียรติภูมิ สิริพันธุ์ ผู้บุกเบิกเริ่มต้นสร้างโครงการด้านพลังงานทางเลือก มากว่า 10 ปี และยังเป็นเจ้าของสิทธิบัตร “สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์” นวัตกรรมผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมง ชิ้นแรกในประเทศไทยและชิ้นแรกของโลก ที่กำลังเดินหน้าจดสิทธิบัตรเพิ่มในสหรัฐอเมริกา และนำมาแบ่งปันแนวคิดพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมาร่วมก้าวไปพร้อมกันหลังนำร่องโครงการตัวอย่างการใช้นวัตกรรมดังกล่าวที่จังหวัดสมุทรปราการ และสกลนคร ในขณะนี้

เกียรติภูมิ สิริพันธุ์ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และในระดับอุดมศึกษาจบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท Master Of Science In Management ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) เมื่อปีพ.ศ.2537 โดยสามารถสอบชิงทุนรัฐบาลไทย หรือ ทุน ก.พ.ได้ในปี พ.ศ.2535 และได้กลับมาทำงานใช้ทุนรัฐบาลที่ธนาคารกรุงไทย ในโครงการปรับเปลี่ยนระบบงานของธนาคาร (Re Engineering)

หลังจบปริญญาตรี เริ่มต้นทำงานที่บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยในตำแหน่งนักวิเคราะห์ และหลังจากจบปริญญาโทจากสถาบัน MIT ได้ทำงานในสถาบันการเงินหลายแห่ง เช่น Goldman Sachs ธนาคารซันวา/ Bank of Tokyo Mitsubishi UFJ ธนาคารกรุงเทพ และได้รับตำแหน่งสุดท้ายในสายการเงินการธนาคารคือ Senior Vice President & Head of Investment Banking ที่ บมจ. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้น เกียรติภูมิ ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่การทำงานด้านพลังงานเต็มตัว โดยบุกเบิกเริ่มต้นสร้างโครงการด้านพลังงานทางเลือกหลายโครงการ รวมทั้งเคยเป็นประธานกรรมการ และที่ปรึกษาบริษัทด้านพลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล และ พลังงานทางเลือกอื่นๆ มานับไม่ถ้วน

“ผมเคยศึกษาโครงการไฟฟ้าจากพลังงานลม เพื่อหวังช่วยประเทศในการลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากธรรมชาติ เมื่อปี 2557 ซึ่งทำให้ผมได้รับรางวัล CEO Thailand Awards 2014 ผู้บริหารแห่งปี 2557ที่เป็นแบบอย่างการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยโดยการลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยพลังงานแสงอาทิตย์ทดแทน ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานสะอาดและปลอดภัยถึงแม้จะเป็นเรื่องใหม่ในช่วงเวลานั้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายตัวเอง ผมไม่ได้มุ่งมั่นทำงานด้านพลังเพื่อหวังผลรางวัล ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่เริ่มต้นประเทศเราก็จะสูญเสียโอกาสในการใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาด ปลอดภัย และต้นทุนต่ำ ซึ่งเราทุกคนสามารถร่วมมือกันได้”

ผลจากการทุ่มเททำงานด้านพลังงานทางเลือกทำให้ เกียรติภูมิสามารถคว้ารางวัลด้านพลังงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รางวัล Smart Green Hero ด้านพลังงานลม เมื่อปีพ.ศ.2555 และรางวัล Smart Energy Hero ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อปีพ.ศ.2557 นอกจากจะเป็นรางวัลที่เขาภาคภูมิใจที่สุดแล้ว ยังทำให้เขามุ่งมั่นเดินหน้าสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกให้กับคนไทยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็คือ “สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์” นวัตกรรมผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมงในไทย ซึ่งได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินหน้าขอยื่นจดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกา

“หลายคนคงจะรู้ว่าผมสวมหมวกหัวหน้าพรรคไทยสมาร์ท ในการลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และมาพร้อมกับแนวคิดที่จะทำโครงการสมาร์ทซิตี้ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้สมาร์ทเทคโนโลยีอันล้ำหน้า ประยุกต์กับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล มาใช้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งผมยังมีแนวทางจะนำทางเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกมาช่วยเหลือประชาชนให้มีรายได้ และให้ประเทศมีการพัฒนา ส่งผลให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ

แม้ผมจะไม่ได้ไปต่อกับเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมก็ยังเดินหน้าโครงการสมาร์ทซิตี้ และ “สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์” นวัตกรรมผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมง คือ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นล่าสุดที่เกิดขึ้น ผมต้องการให้ประชาชน และเกษตรกร ได้ใช้พลังงานที่ไม่แพงจึงตั้งใจผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะผมได้ทุนจากรัฐบาลไปเรียนซึ่งทุนนั้นเป็นภาษีของประชาชน ถือเป็นบุญคุณที่ผมต้องตอบแทนแผ่นดิน ตั้งใจช่วยคนไทยให้ได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีในโลกนี้ และสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ถือว่าเป็นชิ้นแรกในประเทศไทยและชิ้นแรกของโลกเช่นกัน”

นวัตกรรม “สมาร์ท ไฮบริดจ์ เพาเวอร์” เป็นระบบผลิตไฟฟ้าอัจฉริยะ ผลิตพลังงานฟรี 24 ชั่วโมง ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์พลังงานแบตเตอรี่ พลังงานน้ำ มาผสมผสานเพื่อใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้เองได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียค่าเชื้อเพลิง

“หลักการทำงานของระบบนี้คือ ช่วงกลางวันเราผลิตไฟฟ้าโดยใช้ระบบโซลาร์เซลล์ และเราจะใช้แบตเตอรี่สูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้บนแท็งก์น้ำ มาสร้างเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งหลักการนี้ สามารถนำมาใช้ภายในบ้าน ในสำนักงาน โรงงาน หรือ หอพัก ซึ่งมีการทดสอบการทำงานในสถาบันการศึกษาต่างๆ มาแล้วก่อนหน้านี้ ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยมีโครงการนำร่องแห่งแรกที่ติดตั้งใช้งาน ที่หอพักในอำเภอสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนอีกแห่งหนึ่งที่ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร งบประมาณค่าใช้ในการดำเนินการและติดตั้งถือว่าไม่แพง สามารถคืนทุนภายใน 5 ปี ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่สุด 1 กิโลวัตต์ใช้งบประมาณประมาณ 1.5 แสนบาท ซึ่งงบประมาณ จะขึ้นกับปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้นั่นเอง”

สำหรับแผนการที่วางไว้ เพื่อต้องการให้ประชาชนคนไทยใช้พลังงานในต้นทุนต่ำนั้น ขั้นแรก เรื่อง การใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด ต้นทุนต่ำ เพราะพลังงานเป็นต้นทุนของการผลิตสินค้าทุกอย่างเมื่อแก้ปัญหาพลังงานได้ ขั้นตอนที่ 2 คือ จัดโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อใช้ไฟฟ้าน้อย ก็จะใช้น้ำมันน้อยลง รวมทั้งแปลงรถยนต์ให้ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด การขนส่งก็จะประหยัด ขึ้นที่ 3 คือ การสร้างชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ครัวเรือนก็กินดีอยู่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดการยกระดับประเทศมีรายได้มากขึ้น มลพิษทางสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับการแก้ไขด้วย ซึ่งเป็นทิศทางของทุกประเทศในโลกที่ต้องการช่วยลดมลพิษ ทางสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันลดโลกร้อนนั่นเอง

“ที่สำคัญเมื่อรักษ์โลกแล้ว ต้องทำเงินได้ด้วย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานพลังงานสะอาดและต้นทุนต่ำ นั้นแม้เป็นเรื่องยากแต่ก็เป็นโอกาสเช่นกัน แหล่งพลังงานสะอาดทั้งจากแสงแดดและลมขณะนี้ถือว่าต้นทุนต่ำมากๆ อยู่ที่ใครจะกล้าลงทุนหรือไม่ อีกทั้ง ยังเป็นโอกาสครั้งใหญ่ เพราะขณะนี้พลังงานสะอาดกำลังขับเคลื่อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม และจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกใน 50 ปีข้างหน้า” ซีอีโอและฮีโร่ด้านพลังงานทางเลือก กล่าวทิ้งท้าย

‘วาสลีน’ เปิดตัว ‘โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน’ ระดมทุนสนับสนุนธนาคารผิวหนังสภากาชาดไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765870

‘วาสลีน’ เปิดตัว ‘โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน’ ระดมทุนสนับสนุนธนาคารผิวหนังสภากาชาดไทย

‘วาสลีน’ เปิดตัว ‘โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน’ ระดมทุนสนับสนุนธนาคารผิวหนังสภากาชาดไทย

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง

วาสลีน ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญ ในการดูแลสุขภาพผิวดีทุกวัน เดินหน้าสานต่อภารกิจการทำสิ่งดีๆ ของ “ยูนิลีเวอร์”จับมือ “สภากาชาดไทย” และ “เซเว่น-อีเลฟเว่น” เปิดตัว “โครงการสกินส์ฟอร์ สกิน” เชิญชวนผู้บริโภคร่วมเป็นฮีโร่ในชีวิตจริง ที่มีส่วนช่วยในการมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบนผิวหนังอย่างรุนแรงอีกหลายร้อยชีวิต พร้อมสร้างการรับรู้ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการบริจาคผิวหนัง เพื่อนำมาต่อลมหายใจให้กับผู้ที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บเสียหายอย่างรุนแรง ท่ามกลางสภาวะขาดแคลนผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทย พร้อมเปิดตัว“วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ดอิดิชัน” โดยทุกๆ 1 กระปุกที่จำหน่ายได้ วาสลีนจะบริจาคเงิน 1 บาท สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของสภากาชาดไทย

นางสาวสถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง ผู้นำฝ่ายพัฒนาตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกาย บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า วาสลีน แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์การดูแลสุขภาพผิวมายาวนานกว่า 150 ปี สำหรับประเทศไทยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังได้รับความเสียหายรุนแรงจากเหตุไม่คาดฝันเป็นจำนวนมาก วาสลีนซึ่งเชื่อว่าการมีสุขภาพผิวดีจะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด จึงต้องการเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการบริจาคผิวหนัง เพื่อให้ธนาคารผิวหนังมีผิวหนังสำรองเพียงพอต่อการนำไปช่วยชีวิตคน โดยเราได้ร่วมกับสภากาชาดไทยและเซเว่น-อีเลฟเว่น ริเริ่มและดำเนินโครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน เพื่อผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการบริจาคผิวหนังเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และเสริมสร้างโลกใบใหม่ที่ซึ่งผิวของคนทั่วโลกได้รับการดูแลรักษาและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังผนึกพลังอินฟลูเอนเซอร์ทั้งสายบันเทิง ความงาม ผิวหนัง รวมทั้งสายเกมมิ่ง เพื่อให้สามารถสื่อสารไปยังคนทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม พร้อมทั้งขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ผิวของทุกคนได้รับการดูแลรักษาให้มีสุขภาพดี โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับโครงการผ่านการซื้อผลิตภัณฑ์ “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน” โดยวาสลีนจะบริจาคเงินสมทบแก่สภากาชาดไทย 1 บาท สำหรับทุกๆ 1 กระปุกที่จำหน่ายได้ ซึ่งจะช่วยให้สภากาชาดไทยในฐานะองค์กรการกุศลระดับชาติสามารถดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์และเป็นที่พึ่งของสังคมไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป

“โครงการสกินส์ ฟอร์ สกินมุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้คนไทยเห็นความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการบริจาคผิวหนัง เพื่อช่วยเพิ่มและคงปริมาณผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทยให้เพียงพอสำหรับนำไปรักษาอาการบาดเจ็บรุนแรงบนผิวหนัง พร้อมทั้งขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ผิวของทุกคนได้รับการดูแลรักษาให้มีสุขภาพดีซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับคนไทยในท้ายที่สุด โดยวาสลีนได้รับความร่วมมือจากเกมเมอร์แถวหน้าของไทยที่ต่างรู้กันดีว่า “สกิน” ของคาแร็กเตอร์ในเกมเป็นสิ่งมีค่าที่ต้องใช้เวลาและความเพียรพยายามกว่าจะได้มา ทั้งยังเป็นสิ่งที่สะท้อนศักยภาพและสำคัญต่อการแสดงออกถึงตัวตนของผู้เล่นแต่ละคน จึงพร้อมใจกันสละ “สกิน” พิเศษในเกมที่ตนเองชื่นชอบ แทนการกระทำเชิงสัญลักษณ์ในการบริจาคผิวหนัง นอกจากนี้ โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน ยังได้แพทย์ผิวหนังและอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายสายมาร่วมเป็นกระบอกเสียงอีกด้วย”

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยมีภารกิจในการให้บริการรักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ประชาชน โดยได้จัดตั้งธนาคารผิวหนัง (Skin bank) ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2558 เพื่อจัดเก็บผิวหนังจากผู้บริจาคอวัยวะและเนื้อเยื่อที่เสียชีวิตสำหรับให้บริการแก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ต้องการนำไปใช้รักษาแผลผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวกหรือประสบอุบัติเหตุขั้นรุนแรง เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและลดโอกาสพิการหรือเสียชีวิต พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติให้แก่ผู้ป่วย แต่ผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนจนไม่สามารถส่งมอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ นำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ในทันที การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริจาคผิวหนังจึงเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องได้รับการส่งเสริมจากทุกภาคส่วนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

“สภากาชาดไทยขอขอบคุณวาสลีนที่ได้ริเริ่มโครงการสกินส์ ฟอร์ สกินและขอบคุณเซเว่น อีเลฟเว่น ที่อำนวยความสะดวกเป็นช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ลิมิเต็ด อิดิชัน” เพื่อระดมเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ร่วมถ่ายทอดภารกิจของสภากาชาดไทยผ่านโครงการ สกินส์ ฟอร์ สกิน ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลผิวเพื่อสร้างความสำคัญและเกิดคุณค่าเมื่อได้ร่วมบริจาคผิวหนังเพื่อผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป”

รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ผิวหนัง คือปราการด่านแรกของร่างกาย เมื่อได้รับความเสียหายย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ หากผู้ที่ผิวหนังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงไม่ได้รับผิวหนังมาปะรักษาบาดแผล จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงเนื่องจากการติดเชื้อและการสูญเสียโปรตีน แร่ธาตุ และน้ำเหลือง การปลูกถ่ายผิวหนังจะสามารถช่วยลดระยะเวลาการรักษาให้เร็วขึ้น ลดความเจ็บปวดจากการล้างและปิดแผลด้วยผ้าก๊อซทุกวัน ช่วยให้แผลไม่หดรั้งตามข้อพับและข้อต่อจึงลดโอกาสพิการและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต เราเชื่อว่าโครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน จะมีส่วนช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับการบริจาคผิวหนัง ทำให้คนในสังคมรับรู้ว่ามีวิธีกระบวนการรักษาลักษณะนี้ในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนัง ซึ่งจะทำให้สภากาชาดไทยมีความพร้อมอยู่เสมอที่จะส่งมอบผิวหนังไปทำการรักษาเยียวยาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ธนาคารผิวหนังดำเนินงานในรูปแบบการขอรับบริจาค เช่นเดียวกับการขอรับบริจาคอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการยินยอมจากญาติของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้ว โดยผู้ที่สนใจและต้องการบริจาคผิวหนังสามารถแจ้งความประสงค์ไปยังธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทยได้โดยตรง หรือดาวน์โหลดเอกสารแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่เว็บไซต์ของสภากาชาดไทย กรอกข้อมูลส่วนบุคคลให้ครบถ้วนพร้อมทำเครื่องหมายในช่องสี่เหลี่ยมที่ระบุรายละเอียดการบริจาคว่า “อวัยวะทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นประโยชน์ได้” แล้วส่งไปรษณีย์มาที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาเพื่อให้ยืนยันความประสงค์อีกครั้ง

วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน เจลลี่บริสุทธิ์และเข้มข้น 100% ซึ่งสามารถใช้ได้แม้กับผิวแพ้ง่ายหรือผิวเด็ก วางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ โดยบนบรรจุภัณฑ์มีข้อความเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นฮีโร่ในชีวิตจริงผ่าน “โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน”เพียงสแกน QR Code ไปยังไมโครไซต์ของโครงการหรือเข้าไปที่ www.vaseline-skinsforskin.com จะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเรื่องราวเกี่ยวกับการบริจาคผิวหนังอย่างครบถ้วนพร้อมทั้งมีลิงก์ให้ผู้ที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปลงทะเบียนแสดงความจำนงเป็นผู้บริจาคผิวหนังได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

วางจำหน่ายแล้วที่เซเว่น-อีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศไทยแล้ว โดยทุกการซื้อหนึ่งกระปุก วาสลีนร่วมบริจาค 1 บาทสมทบทุนให้สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด และสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/VaselineThailand หรือ https://www.vaseline-skinsforskin.com/

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย

รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์

รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์

วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน

วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน

‘ผ้าขาวม้าวิถีไทย ทอใจอย่างยั่งยืน’ก้าวสู่ปีที่ 7 ตอกยํ้าแนวคิด Nature’s Diversity เกาะติดเทรนด์แฟชั่น ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765874

‘ผ้าขาวม้าวิถีไทย ทอใจอย่างยั่งยืน’ก้าวสู่ปีที่ 7 ตอกยํ้าแนวคิด Nature’s Diversity เกาะติดเทรนด์แฟชั่น ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย

‘ผ้าขาวม้าวิถีไทย ทอใจอย่างยั่งยืน’ก้าวสู่ปีที่ 7 ตอกยํ้าแนวคิด Nature’s Diversity เกาะติดเทรนด์แฟชั่น ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ประธานคณะกรรมการโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทยเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการผ้าขาวม้าวิถีไทย ทอใจอย่างยั่งยืน ปีที่ 7 โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์, จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์, ปภัชญา สิริวัฒนภักดี, โกวิท ผกามาศ,อภิชาติ โตดิลกเวชช์, ประวิช สุขุม, นพ.พลเดช ปิ่นประทีป และ ศ.เกียรติคุณ ญาณวิทย์ กุญแจทอง ร่วมงาน

บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ผสานความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เครือข่ายบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมทั่วประเทศ ภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ดำเนินโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากจุดเริ่มต้นของโครงการในปี 2559 ภายใต้การทำงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการร่วมกันพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของชุมชนในชนบท โดยมี บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ผสานความร่วมมือกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เครือข่ายบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม ทั่วประเทศ ภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษา ผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าขาวม้าทอมือ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทั่วประเทศ ที่ริเริ่มโครงการโดย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะกรรมการโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ที่เป็นผู้ริเริ่มและหัวเรือหลักในการดำเนินงานมาตั้งแต่ต้นและเป็นผู้สนับสนุนหลักในโครงการเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนสร้างรายได้ให้แก่ตนเองสร้างความภาคภูมิใจในการสืบสานและต่อยอด หัตถกรรมพื้นบ้านให้เกิดความยั่งยืน

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กล่าวว่า งาน “ผ้าขาวม้าวิถีไทย ทอใจอย่างยั่งยืน” ครั้งนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อนๆ กิจกรรมของเราได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน Sustainability Expo 2023 (SX 2023) ซึ่งเป็นมหกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของผ้าขาวม้าในเชิงศิลปวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม เฟ้นหาอัตลักษณ์ของผ้าขาวม้าจากชุมชนต่างๆ และเสริมสร้างผ้าขาวม้าทอมือให้มีความโดดเด่นพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าขาวม้าให้มีความหลากหลายและตรงต่อความต้องการของตลาดเพื่อสร้างอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม(Cultural Heritage) ที่มีคุณค่าจากฝีมือของมนุษย์ ทั้งนี้ชุมชนจะได้รับผลิตภัณฑ์ต้นแบบนำไปต่อยอดด้านการตลาด รวมไปถึงสโมสรฟุตบอลหลายแห่งที่ได้ร่วมสนับสนุนนำผ้าขาวม้าทอมือมาประกอบเป็นสินค้าที่ระลึกของสโมสร ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจในชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าผ้าขาวม้าทอมือ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมาอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือจากจุดเริ่มต้นเพียง 2 ชุมชน 2 มหาวิทยาลัย ในปี 2562 ไปสู่ 18 ชุมชน 16 สถาบันการศึกษา เครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจร่วมงานกันมาในโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา จะยังคงร่วมกันถักทอแรงบันดาลใจในการพัฒนาผ้าขาวม้าไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งจะไม่เป็นเพียงการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น แต่จะยังช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุด คือ คนในชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทุกแห่งมีความรักสามัคคีและภูมิใจในคุณค่าภูมิปัญญาของตนเองต่อไปอย่างยั่งยืน”

การจัดงาน “ผ้าขาวม้าวิถีไทย ทอใจอย่างยั่งยืน” ในปี 2566 ภายใต้แนวคิด Nature›s Diversity สื่อให้เห็นว่า ผ้าขาวม้าสามารถใส่ได้ทุกเพศและทุกวัย นำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าขาวม้าทอมือของชุมชนให้ได้มีพื้นที่จัดแสดงโชว์ผลงาน แลกเปลี่ยนแนวความคิด และสร้างเครือข่ายการดำเนินงานร่วมกันของชุมชน, การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าขาวม้าจากโครงการ Creative Young designers Season 3, นิทรรศการโซน cultural heritage, โซนจัดแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าของ 16 มหาวิทยาลัย 18 ชุมชน, กิจกรรม Talk หัวข้อ ผ้าขาวม้า มรดกภูมิปัญญาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน, โซน Market Place ของ 12 ชุมชน และโซนกิจกรรม online บอกต่อความประทับใจถ่ายภาพและแชร์ นอกจากนี้โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สถาบันการศึกษาในเครือข่าย eisa และภาคีทุกภาคส่วนที่ได้ให้ความสนับสนุนโครงการนี้มาตลอดระยะเวลา 7 ปี ส่งผลให้โครงการฯ สามารถดำเนินงานมาได้อย่างต่อเนื่องและจะยังคงทำงานร่วมกับชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทอมือต่อไป เพื่อให้สามารถบรรลุถึงเป้าประสงค์หลัก คือ การพัฒนาผ้าขาวม้าทอมือของไทยเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนผู้ผลิตทั่วประเทศ

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานคณะ กก.โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานคณะ กก.โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย

‘ก้อย อรัชพร’สวมบิกินีแจกความสดใส อวดหุ่นปังในทริปภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/765986

'ก้อย อรัชพร'สวมบิกินีแจกความสดใส อวดหุ่นปังในทริปภูเก็ต

‘ก้อย อรัชพร’สวมบิกินีแจกความสดใส อวดหุ่นปังในทริปภูเก็ต

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.34 น.

ทำเอาโซเชียลร้อนฉ่ากันเลยทีเดียว สำหรับนักแสดงสาว “ก้อย อรัชพร โภคินภากร” ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์รูปเช็กอินไปเที่ยวที่ภูเก็ต พร้อมกับแคปชั่นว่า “fam trip start!” ซึ่งเจ้าตัวสวมชุดว่ายน้ำสีแดงสดใสอวดแซ่บท่อนล่างผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว งานนี้บอกเลยไฟลุก ทำเอาแฟนๆ ว้าวุ่นหัวใจกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว

‘แจ็ค แฟนฉัน’เซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแฟนสาวแต่งงานในวันเกิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/765974

'แจ็ค แฟนฉัน'เซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแฟนสาวแต่งงานในวันเกิด

‘แจ็ค แฟนฉัน’เซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแฟนสาวแต่งงานในวันเกิด

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 09.12 น.

เพิ่งจะออกมาเปิดตัวว่ากำลังคบหาดูใจกันเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา สำหรับนักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี “แจ็ค เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์” หรือ แจ็ค แฟนฉัน กับแฟนสาวสุดสวย “ใบหม่อน กิตติยา จิตรภักดี” จนมีภาพหวานๆ ออกมาเสิร์ฟให้แสดงถึงความคลั่งรักอยู่เสมอ

ล่าสุด แจ็ค แฟนฉัน ก็ได้จัดเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ ขณะกำลังไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น โดยการคุกเข่าเซอร์ไพรส์ขอใบหม่อนแต่งงานท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ร่วมเป็นสักขีพยานรักในวันคล้ายวันเกิดของแฟนสาว (29 ต.ค.)

ซึ่ง แจ็ค แฟนฉัน ได้เผยรูปภาพสวมแหวนตีตราจอง พร้อมแคปชั่นไว้ว่า “ใบหม่อน วันเกิดหนูวันนี้ พี่ขอจองหนูนะครับ #ขอให้น่ารักแบบนี้ตลอดไป #อยู่ด้วยกันไปนานๆนะครับ 29/10/66 #ขอบคุณนิคกี้เพื่อนรักขอบคุณพี่เบียร์ใบหยกขอบคุณพี่ยศขอบคุณพี่จตุรงค์ขอบคุณพี่โน๊ตจูเนียร์ขอบคุณพี่โยขอบคุณพี่เฟย ขอบคุณพี่เป้ ขอบคุณแม่กุ้ง ขอบคุณโอมและผจกโอม และทีมงานทุกคน”

“จริงๆ มาถ่ายหนัง 20 วันที่ญี่ปุ่น โคตรเหนื่อยเลยแต่วันนี้หายเหนื่อย #รอดูแมนยูต่อครับ 5555555555”

จากนั้น ใบหม่อน ก็ได้เผยความในใจไว้ว่า “I said, Yaaaassss! 29/10/2023 วันเกิดปีนี้มีความสุขมาก ขอบพระคุณทุกๆคนที่ร่วมsurpriseครั้งนี้ ทุกคนน่ารักมากๆ ค่ะ ขอบคุณพี่แจ็คคนดีของหนู ตั้งแต่เจอพี่ หนูมีความสุขทุกวัน รักนะคะ”

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765884

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

อีกไม่กี่วันก็จะกลับเข้าสู่ช่วง “เปิดเทอม” กันแล้ว ในภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2566 ซึ่ง “การเดินทาง” ก็จะเป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยหากเป็นในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) คงหนีไม่พ้นการจราจรติดขัด หรือไม่ก็ภาระค่าครองชีพด้านค่าเดินทางรวมถึง “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ทั้งด้วยเด็กและเยาวชนขับขี่ยานพาหนะเองหรือพ่อแม่ผู้ปกครองพาไปส่ง และที่เกี่ยวข้องกับ “รถรับ-ส่งนักเรียน” ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นสักครั้งหนึ่งจะสร้างอันตรายให้กับเด็กจำนวนมาก ยิ่งในปัจจุบันที่เป็น “ยุคเด็กเกิดน้อย” เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) จัดประชุม (ออนไลน์) หัวข้อ “สร้างอย่างไร..? ความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน” ซึ่ง ธชวุฒิ จาดบันดิสถ์ นักวิชาการประจำศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ศวปถ. เก็บข้อมูลอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียนมาแล้ว 6 ปี ซึ่งพบว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียน 30 ครั้ง แยกเป็นอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน 27 ครั้ง ภัยธรรมชาติ 2 ครั้ง และการลืมเด็กไว้ในรถ 1 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 274 รายเสียชีวิต 2 ราย

ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2566 ยังไม่ทันครบปีก็เกิดอุบัติเหตุไปแล้ว 27 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ339 คน เสียชีวิต 2 ราย “ทั้งนี้ สถิติอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียนลดลงอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เมื่อการใช้ชีวิตกลับสู่ภาวะปกติก็กลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง” ด้วยความเสี่ยง เช่นเปิดเทอมวันแรก สภาพรถไม่พร้อม ไม่ได้ขับนานหรือไม่ชินเส้นทาง เช่น สภาพการจราจรหรือเส้นทางที่เปลี่ยนไป คนขับหลับในเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ อายุและโรคประจำตัวของคนขับ ไปจนถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ

“รถนักเรียนส่วนใหญ่เราค้นพบว่าจะทำงาน 2 กะ เช้าขับรถส่งนักเรียน กลางวันทำงาน แล้วเย็นก็มารับอีกรอบหนึ่ง หรือบางจังหวัดเราค้นพบว่ารถนักเรียนทำงานกลางคืนด้วย เช่น เป็นชาวสวน ไปกรีดยางตอนกลางคืนอย่างนี้เป็นต้น ก็จะมีอาการนอนไม่พอ อีกส่วนที่พบคืออายุเยอะมีโรคประจำตัว คนขับรถนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นวัยเกษียณ เป็นผู้เฒ่าผู้แก่มาขับรถนักเรียน อยู่บ้านก็ขับรถส่งลูก-หลานแล้วก็มาขับรถนักเรียนพ่วงไปด้วย” ธชวุฒิ กล่าว

ธชวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องดื่มแล้วขับ ตนเองเจอเพียง 1 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่คนขับรถรับ-ส่งนักเรียนเท่าที่เคยทำงานด้วยจะไม่มีพฤติกรรมนี้เมื่อรู้ว่าต้องขับรถก็จะไม่ดื่ม แต่เมื่อพบแล้วก็ถือว่าสถานการณ์ซับซ้อนขึ้น แต่โดยสรุปแล้ว “9 เดือนแรกของปี 2566 อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียน เกิดจากคนมากถึง 19 ครั้ง” รองลงมาคือเกิดจากถนน 5 ครั้ง และจากรถ 3 ครั้ง และเมื่อดูย้อนหลังเกือบ 6 ปี (ช่วงปี 2560-2565 และ 9 เดือนแรกของปี 2566) อุบัติเหตุมาจากคนขับรถถึงร้อยละ 63 รองลงมาร้อยละ 21 ถูกพาหนะอื่นเฉี่ยวชน และร้อยละ 15 สิ่งแวดล้อมรอบข้าง

“ทำไมการแก้ปัญหาอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียนถึงทำได้ยาก?” พบมีหลายสาเหตุ 1.ความหลากหลายของผู้กำกับดูแล มีทั้งกรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกัน และหน่วยงานเหล่านี้ก็ไม่ได้บูรณาการร่วมกัน ทำให้การทำงานระดับพื้นที่เกิดความสับสน 2.การกำกับดูแลที่ไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะการขาดเจ้าภาพหลัก เช่น ขนส่งฯ จะดูแลเฉพาะการตรวจสภาพรถ ไม่ได้ดูแลตอนวิ่งอยู่บนถนน ส่วนผู้ปกครองก็จะบอกว่าเป็นหน้าที่โรงเรียน แต่โรงเรียนก็บอกว่าดูแลเฉพาะตอนรถจอดอยู่ในโรงเรียน

3.สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น ถนนบางเส้นเลาะเลียบไปตามแนวคลอง แต่บริเวณริมคลองไม่มีขอบรั้วกั้น อาจทำให้รถเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในคลองได้ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 ก็ทำให้รถโรงเรียนหายไปจากระบบเป็นจำนวนไม่น้อย และ 4.คนขับรถ พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย อนึ่ง “นอกจากอุบัติเหตุแล้ว ยังพบว่าในทุกๆ ปี จะต้องมีเหตุลืมเด็กไว้ในรถเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งเสมอ” แต่การแก้ปัญหาก็เป็นไปอย่างสับสน เพราะตำรวจออกประกาศรถรับ-ส่งนักเรียนต้องไม่ติดฟิล์มกรองแสง แต่ขนส่งฯกลับบอกว่าสามารถติดได้ เป็นต้น

ขณะที่ สุขสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ทำงานเรื่องเมาไม่ขับ มาตั้งแต่ปี 2539 จนปัจจุบันคือ 27 ปีแล้ว ยืนยันอีกเสียงว่าพบคนขับรถรับ-ส่งนักเรียนที่มีพฤติกรรมดื่มแล้วขับน้อยมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะคนขับรถรับรู้ว่าการดื่มแล้วขับคือการทำลายอนาคตการประกอบอาชีพของตนเอง อีกทั้งส่วนใหญ่คนขับรถก็เป็นคนในชุมชนเดียวกันกับนักเรียนที่ไปรับ-ส่ง อาทิ เป็นคนวัยเกษียณที่มีรถยนต์แล้วมาทำหน้าที่ ส่วนคนขับรถที่โรงเรียนจ้างนั้นมีน้อย

“ใครจะรับผิดชอบ? ผมคิดว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผู้บริหารสถานศึกษาจะบอกว่ารถนักเรียนเมื่อออกนอกรั้วโรงเรียนแล้วไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน ไม่ใช่! ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ขนส่งฯ ตำรวจ ผมคิดว่า 3-4 หน่วยนี้ต้องทำงานร่วมกัน ในการที่จะควบคุมผู้ขับรถนักเรียน ผมไม่แน่ใจว่าสถานศึกษามีการจัดอบรมผู้ขับขี่รถนักเรียนไหม? แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์ บางจังหวัดถ้าเขาเอาจริงเอาจังจะมีการอบรมทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ขอความร่วมมือสถานศึกษาส่งคนขับรถไปเข้าคอร์สอบรม ผมก็เคยไปอบรมที่ จ.สมุทรปราการ เขาเชิญผมไป” สุขสิทธิ์ กล่าว

ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีนักเรียน 7.3 ล้านคน แต่ใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียนไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นผู้รับ-ส่งบุตรหลานเองไม่ว่าจะด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ตาม คำถามคือบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งข้อกำหนดของขนส่งฯ กำหนดประเภทของรถกับจำนวนผู้โดยสาร กำหนดให้คนขับต้องมีใบขับขี่มาไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถ ฯลฯ แต่ก็เข้าใจบริบทจริงในสังคมไทยโดยเฉพาะในชนบท อาจมีการนำรถที่มีสภาพไม่เหมาะสมมาใช้ และใช้กันจนชินไม่มีการทักท้วง

ส่วนกรณีดื่มแล้วขับ แม้จะพบได้น้อยแต่เมื่อพบก็ต้องถือเป็นกรณีศึกษา ซึ่งบางครั้งคนขับรถตัวจริงอาจไม่พร้อมด้วยสาเหตุต่างๆ จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นมาขับแทน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจคนขับก่อนปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรมีมาตรการสุ่มตรวจ เพื่อสร้างความตระหนักว่า “งานที่ทำอยู่คือการดูแลอนาคตของชาติ” ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องหาเวลาประชุมคนขับรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งจำนวนมากก็เป็นผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว “ในเมื่อหากินกับโรงเรียนแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย” จะขับขี่อย่างไม่ปลอดภัยไม่ได้

“หน่วยงานที่น่าจะมีส่วนช่วยได้คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผมเห็นที่ จ.นครศรีธรรมราช อปท. เขามีส่วนร่วมในการจัดหารถนักเรียนแล้วไปรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดระเบียบ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ก็ไม่ได้ตรวจสอบ ทำได้! อปท. ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือดูแลลูกหลานในท้องถิ่นของตัวเอง” ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ให้ความเห็น

ด้าน ธนัชพร เกิดผล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า รถรับ-ส่งนักเรียนมี 2 ประเภท คือ 1.รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งทางบก จะมีลักษณะเฉพาะ เช่น ต้องทาสีเหลืองคาดดำ กับ 2.รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.รถยนต์ ซึ่งเป็นการนำรถหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้รถสองแถว มาเป็นพาหนะรับ-ส่งนักเรียน แต่จำนวนที่นั่งจะต้องไม่เกิน 12 ที่นั่ง ต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น รถตู้ต้องมีค้อนทุบกระจกและเครื่องดับเพลิง นอกจากนั้นยังมีข้อกำหนดของคนขับรถ รวมถึงผู้ควบคุมนักเรียนระหว่างรับ-ส่ง

ทั้งนี้ “การอนุญาตให้ใช้รถเพื่อรับ-ส่งนักเรียน จะออกใบอนุญาตเป็นรายภาคการศึกษา” โดยรถจะต้องผ่านการตรวจสภาพความพร้อม “ส่วนเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงในตอนแรกไม่อยากให้ติดแต่มีเสียงคัดค้านเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน” จึงประนีประนอมด้วยการออกข้อกำหนดว่า “ติดได้แต่ต้องสามารถมองจากข้างนอกเห็นข้างในได้ชัดเจน” เพราะรถทุกชนิดที่วิ่งกันบนถนนในเมืองไทยล้วนติดฟิล์มทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าจะติดหนาทึบเท่าใด

“การขออนุญาตไม่ใช่แค่การเอารถมาตรวจ ต้องมีเอกสารสำเนาทะเบียนรถ ใบขับขี่ผู้ขับรถ แล้วก็หลักฐานของผู้ควบคุมนักเรียน รายชื่อนักเรียนที่โรงเรียนรับรองมาว่ารับ-ส่งโรงเรียนไหน ซึ่งเราจะมีประวัติอยู่ ของนนทบุรี หลังโควิดเป็นต้นมา ตั้งแต่ปี 2564-2565พอมาดูมีมาขออนุญาตทั้งปี 10 กว่าคัน ปี 2564ประมาณ 19 คัน ปี 2565 16 คัน พอเห็นข้อมูลแบบนั้น ในปี 2565 ก็เลยพยายามให้ผู้ตรวจการของสำนักงานขนส่ง ลงพื้นที่ไปตามโรงเรียนต่างๆ ไปทำข่าว ไปแจกข้อมูลหลักเกณฑ์ ไปทำความเข้าใจกับอาจารย์หรือผู้บริหารโรงเรียน” ธนัชพร ระบุ

หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี ยังกล่าวอีกว่า ส่วนในปี 2566 ประมาณ 8-9 เดือนล่าสุด มีการนำรถมาขออนุญาตเป็นรถรับ-ส่งนักเรียนจำนวน 89 คัน ซึ่งเป็นผลจากการทำงานขับเคลื่อนเพื่อให้นำรถเข้าสู่ระบบ ที่นอกจากจะตรวจสภาพรถแล้วยังได้ใช้โอกาสนี้อบรมคนขับรถด้วย อนึ่ง โรงเรียนยังมีบทบาทสร้างความตระหนักกับผู้ปกครองนักเรียนได้ด้วย ว่าควรให้บุตรหลานเดินทางด้วยรถประเภทใด

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ในความเป็นจริงรถส่วนใหญ่ที่นำมาใช้รับ-ส่งนักเรียน ไม่ใช่รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แตเป็นรถประเภทอื่นหรือหมวดอื่น ดังนั้นจึงสัมพันธ์กับการตรวจสภาพ ขณะที่การมีอุปกรณ์ที่จำเป็น หากเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งเจ้าของรถใช้งานในชีวิตประจำวัน หลายคันก็ไม่ได้ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เหล่านั้น นอกจากนั้น “ทัศนคติของคนขับ” ก็สำคัญ ดังกรณีดื่มแล้วขับ คนขับเชื่อว่าตนเองดื่มเพียงเล็กน้อยไม่น่าเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็ไปเกิดอุบัติเหตุ

“จริงๆ ถ้าเราทำให้คนขับรถนักเรียนเขาถูกยกระดับว่าเขากำลังรับผิดชอบชีวิตเด็กพ่อแม่ฝากความหวัง ฝากความไว้วางใจไว้ หลายโรงเรียนหรือหลายพื้นที่ทำให้คนขับเพิ่มความตระหนักขึ้นมาทันทีเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ บางโรงเรียนผมเคยฟังในพื้นที่ ในภาคใต้อย่าง อ.ท่าศาลา (จ.นครศรีธรรมราช) เขายกระดับเรื่องรถนักเรียน บางโรงเรียนถึงขั้นวันไหว้ครู มีคนขับรถนักเรียนมาอยู่ในแถวที่ 2เลยนะ เพื่อให้คนขับรถนักเรียนรับรู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของเด็ก ที่จะพาเด็กไป-กลับปลอดภัย” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765885

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ปัญหาการขาดแคลนแม่พันธุ์ปูที่มีไข่นอกกระดองเพื่อใช้ในการเพาะพันธุ์และอนุบาล เป็นเงื่อนไขอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้การเพาะและขยายพันธุ์ปูทะเลในประเทศไทย เนื่องจากโดยปกติปูทะเลจะอาศัยบริเวณชายฝั่งป่าชายเลน แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องปล่อยไข่ให้ออกไปอยู่นอกกระดอง ปูจะว่ายน้ำในช่วงที่ไข่ยังอยู่ในตัวเพื่อไปหาแหล่งที่เหมาะสมที่ระดับความลึกราว 30-50 เมตร บริเวณนอกชายฝั่ง

แต่เมื่อคณะนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดปัตตานีสามารถพัฒนาเทคโนโลยีระบบการกระตุ้นแม่พันธุ์ปูทะเลให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดอง ภายในศูนย์เพาะฟักลูกปู ทำให้เราสามารถก้าวข้ามเงื่อนไขอุปสรรคไปได้”

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวถึงความก้าวหน้าของ “การพัฒนาการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงปูทะเล” กระทั่งยกระดับขึ้นมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีบทบาทอย่างสูงในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม่นยำ แก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งโครงการดังกล่าว ที่ รศ.ดร.ซุกรีนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์เทพสุทิน ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ซึ่งลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นดอกผลจาก “งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงปูทะเลให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศสู่เมืองปูทะเลโลก” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งกำหนดโจทย์วิจัยที่มุ่งให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้ในการเพาะฟักลูกปู จากแม่พันธุ์ปูที่มีไข่นอกกระดอง เพื่อขยายพันธุ์ปูทะเล และเพิ่มปริมาณปูทะเลให้เพียงพอที่จะส่งเสริมเป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า “ระบบการกระตุ้นแม่พันธุ์ปูทะเลให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดอง” สามารถกระตุ้นให้แม่ปูที่มีไข่ในกระดองให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดองและฟักออกมาเป็นลูกปู เพื่อนำไปอนุบาลได้ถึงร้อยละ 75-85

“ปัจจุบันแม่ปูทะเลที่มีไข่นอกกระดองหรือลูกปูที่ผลิตได้จากโครงการวิจัย ได้ถูกส่งมอบให้แก่หน่วยงานที่สนใจ นำเอาลูกปูไปอนุบาลต่อไปเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและการเพิ่มปริมาณปูทะเลในแหล่งน้ำธรรมชาติ บนหลักการที่เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ จ.ปัตตานี เป็นเมืองปูทะเลโลก” รศ.ดร.ซุกรี ระบุ

รศ.ดร.ซุกรี ยังได้มีข้อเสนอแนะต่อรองนายกฯ ว่า อยากให้ภาครัฐส่งเสริมและบูรณาการการทำงานต่อเนื่องเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเล โดยสนับสนุนการพัฒนาการผลิตแม่ปูและพัฒนาพันธุ์ปูของ ม.อ.ปัตตานี ตลอดจนการดำเนินงานของโรงเพาะฟักสัตว์น้ำให้สมบูรณ์เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคนิคและผลิตลูกปูได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีส่วนร่วมในการผลิตลูกปูและส่งเสริมการเลี้ยงปูให้แก่เกษตรกร

พร้อมทั้งสนับสนุนให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มการนำพื้นที่ป่าชายเลนมาใช้ประโยชน์นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนและต่อยอดการดำเนินงานธนาคารปูม้าชุมชนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านราคาปลากะพงขาว สร้างระบบนิเวศทางเลือกอาชีพใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนชายฝั่งที่โยงกับฐานทรัพยากร เช่น การท่องเที่ยวรอบอ่าวปัตตานี เพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชายฝั่งทะเล

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765920

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.44 น.

รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประธาน พิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2566 พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เป็นประธาน พิธีบวงสรวงกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ ร่วมพิธีสรงน้ำใบมะตูม เจิมหน้าผาก กรรมการครูผู้เชี่ยวชาญ นักร้องนักดนตรี นักแสดง ฉาก อุปกรณ์การแสดงโขน และผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2566 ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี

พิธีบวงสรวงจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”จะเริ่มแสดงบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคณะกรรมการ ครูผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน นักแสดง และผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแสดงโขนทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินงาน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดต่อไป โดยมีกำหนดจัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยในการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยจะเลือนหายไป จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน โดยให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯร่วมฟื้นฟูโดยจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขนและเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงามปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป การจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แต่ละครั้งต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมหลายด้าน

สิ่งที่คณะกรรมการและผู้ทำงานทุกฝ่ายยึดถือเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงานคือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน ” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อนาฏศิลป์โขน ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ให้คงอยู่สืบไป

สำหรับปี 2566 นี้นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา71 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 91 พรรษา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯจึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขนตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยยึดแนวบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จับตอนตั้งแต่ หลังจากที่กุมภกรรณทำศึกโมกขศักดิ์กับพระลักษมณ์แต่ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสังหารพระลักษมณ์ได้ จึงคิดหาวิธีทำกลศึกนิมิตกายลงไปใต้น้ำทำพิธีทดน้ำนอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อชัดขวางกองทัพพระราม ผลการต่อสู้และจุดจบของเรื่องราวกุมภกรรณทดน้ำจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน กุมภกรรณทดน้ำ

นอกจากการแสดงที่วิจิตรงดงามที่แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จนมีฝีมือการร่ายรำอันงดงามถูกต้องตามจารีตแล้ว ผู้ชมจะได้รับฟังการบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงไทยอันไพเราะ รับชมความวิจิตรของเครื่องแต่งกายอันประณีต พบกับความพิเศษของการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของกุมภกรรณทดน้ำเพื่อไม่ให้ไหลไปสู่พลับพลา ฉากหนุมานแปลงกายเป็นเหยี่ยวใหญ่ ฉากหนุมานดำลงสู่ใต้น้ำและอีกมากมาย ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่บนเวที ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน – วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรราคา 2,000บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาท และ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 180 บาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456