ยักษ์ใหญ่เอกชนของซาอุดีฯ พร้อมขยายการลุงทุนในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561626

21 ต.ค. 2566

ยักษ์ใหญ่เอกชนของซาอุดีฯ พร้อมขยายการลุงทุนในไทย

PIF ARAMCO และ SABIC ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ของซาอุดีฯ พร้อมขยายการค้าและการลงทุนกับไทย ในด้านที่ซาอุดีฯ และไทยเชี่ยวชาญ

วันนี้ (21 ต.ค. 2566) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงริยาด ซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Ritz Carlton กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบปะกับภาคเอกชนซาอุดีอาระเบีย ได้แก่

1) นายยาเซอร์ บิน อุสมาน อัล-รูมัยยาน (Yasir bin Othman Al-Rumayyan) ประธานกรรมการกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (Governor of the Public Investment Fund: PIF) 
2) นายอามิน ฮัซซาน อาลี นัซเซอร์ (Amin Hassan Ali Nasser) ประธานกรรมการและ CEO รัฐวิสาหกิจ Saudi Arabian Oil Company (Saudi ARAMCO) ของซาอุดีอาระเบีย

3) นายอับดุลราห์มัน อัล-ฟากีห์ (Abdulrahman Al-Fageeh)

ประธานบริหารและสมาชิกคณะกรรมการบริหาร Saudi Arabia Basic Industries Corporation (SABIC)

โดยนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีและภาคเอกชนซาอุดีฯ ทั้ง 3 บริษัท เห็นพ้องถึงการให้ความสำคัญต่อการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของไทยและซาอุดีฯ โดยทั้งสองประเทศต่างมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และยินดีขยายส่งเสริมการค้าและการลงทุนซึ่งกันและกัน รวมถึงยินดีอำนวยความสะดวกความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพและสนใจร่วมกัน เช่น การบริการและการท่องเที่ยว พลังงานสะอาด อาหารและการเกษตร ปิโตรเลียม และปุ๋ย

สำหรับบริษัท SABIC ประสงค์เพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับไทย ในด้านปิโตรเคมี ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญ

ด้าน ARAMCO ยินดีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ของไทย กับบริษัท ARAMCO ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือด้านพลังงานเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมหวังว่าจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ภาคเอกชนซาอุดีฯ ยังพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในสาขาอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตเศรษฐกิจควบคู่กับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคเอกชนของซาอุดีฯ หวังว่า ไทยและซาอุดีฯ จะส่งเสริมและมีความร่วมมือด้านการลงทุนมากขึ้นในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการลงทุนพลังงาน พร้อมเน้นย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงในภูมิภาคให้กับซาอุดีฯ ได้ พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนซาอุดีฯ เยือนไทยเพื่อศึกษาและหารือ เกี่ยวกับศักยภาพและความเป็นไปได้ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น 

ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอโครงการ Landbridge ของไทย โดย PIF เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีศักยภาพ และแสดงความสนใจในโครงการฯ ด้วย

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะนับเป็นหนึ่งในกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลซาอุดีฯ เพื่อลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์กับเศรษฐกิจของประเทศ และปฏิบัติภารกิจตามนโยบายวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย ค.ศ. 2030 ที่มีวัตถุประสงค์ในการกระจายการลงทุน และทำให้กองทุนฯ สามารถลงทุนในบริษัทต่างประเทศได้

สำหรับ Saudi ARAMCO เป็นบริษัทพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่มีรัฐบาลซาอุดีฯ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเป็นแหล่งสำรองน้ำมันดิบที่ใหญ่ และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของในโลก โดยในปี 2566 มีมูลค่าตลาดมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา ปตท. และ Saudi ARAMCO ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือด้านพลังงานทั้งระบบ รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า

ด้าน SABIC เป็นบริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ของซาอุดีฯ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 เพื่อนำผลพลอยได้จากน้ำมันดิบมาผลิตสินค้าปิโตรเคมี โพลีเมอร์ ปุ๋ย ฯลฯ ปัจจุบัน SABIC เป็นหนึ่งในบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีบริษัท Aramco เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยทำธุรกิจในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

‘ กรมราชทัณฑ์’ แจง แพทย์ขอตัว ‘ ทักษิณ ชินวัตร’  อยู่ในการดูแลรพ.ตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561622

21 ต.ค. 2566

' กรมราชทัณฑ์' แจง แพทย์ขอตัว ' ทักษิณ ชินวัตร'  อยู่ในการดูแลรพ.ตำรวจ

กรมราชทัณฑ์ อ้างได้รับรายงาน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังครบ 60 วัน โดยแพทย์รพ.ตำรวจผู้ทำการรักษา “ทักษิณ ชินวัตร” ระบุ มีความจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยรักษาตัวภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยขั้นตอนขณะนี้ อธิบดีได้มีหนังสือพร้อมกับความเห็นแพทย์ รายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ

กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสาร ระบุว่า  ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่า ขณะนี้นายทักษิณ ชินวัตร รักษาตัวที่โรงพยาบาลภายนอกครบ 60 วัน ในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 ซึ่งความเห็นจากแพทย์โรงพยาบาลตำรวจผู้ทำการรักษา เห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนรายละเอียดของการเจ็บป่วยนั้น เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยและ ตามจรรยาบรรณของแพทย์ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณชนได้ ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย 

 ทั้งนี้ รายละเอียดตามกฎกระทรวง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 ระบุว่า  
 – การพักรักษาตัวเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง 
 – การพักรักษาตัวเกินกว่า 60 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ และ
 – การพักรักษาตัวเกินกว่า 120 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้รัฐมนตรีทราบ 

ดังนั้น ในกรณีนายทักษิณฯ  ที่ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลภายนอกเกินกว่า 60 วัน ขณะนี้อธิบดีได้มีหนังสือเห็นชอบ พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง รายงานให้ปลัดกระทรวงทราบตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยกรมราชทัณฑ์มีสถิติสะสมการส่งผู้ต้องขังป่วยออกรักษาพยาบาลนอกเรือนจำ   นานเกิน 30 วันขึ้นไป ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 – ปัจจุบัน รวม 149 ราย แบ่งเป็น เกินกว่า 30 วัน จำนวน 115 ราย เกินกว่า 60 วัน จำนวน 30 ราย และเกินกว่า 120 วัน จำนวน 4 ราย (ข้อมูลสถิติ  กองบริการทางการแพทย์)
 

' กรมราชทัณฑ์' แจง แพทย์ขอตัว ' ทักษิณ ชินวัตร'  อยู่ในการดูแลรพ.ตำรวจ

เอกสารชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ 

‘นพดล’ ขออย่าด้อยค่าสีถุงเท้า ‘นายกฯเศรษฐา’ – เพื่อไทย ระรื่น ‘แพทองธาร’ขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561612

21 ต.ค. 2566

'นพดล' ขออย่าด้อยค่าสีถุงเท้า 'นายกฯเศรษฐา' - เพื่อไทย ระรื่น 'แพทองธาร'ขึ้น

ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร วอนอย่าด้อยค่า โจมตีทุกเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งการวิจารณ์ว่าด้วย “ภาษากาย” จนมาถึงสี”ถุงเท้า” ระบุ สิ่งที่ควรมองคือผลงานความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นระหว่างเยือนต่างประเทศไทย ด้าน สส. เพื่อไทย ดีใจ แพทองธาร ชินวัตร นำพรรค

นายนพดล ปัทมะ สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร   เปิดเผยว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์    ต่อ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในแง่มุมต่างๆ    ทั้งใช้เฟกนิวส์  ทำลายความน่าเชื่อถือ  การอ้างอิงภาษากาย จนมาถึงสีถุงเท้านายกรัฐมนตรี   ถือเป็นความคิดที่ทำลายคุณค่า  แน่นอนว่านายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ ประชาชนมีสิทธิวิจารณ์ได้  แต่ตนอยากเรียกร้องว่าการด่าทอ ใส่ร้ายนั้นไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านหรือรัฐบาล    การใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังไม่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

ควรดูเนื้อหางานว่าในการไปเยือนต่างประเทศ  นายกรัฐมนตรี พบปะกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศใดบ้าง เจรจาหาทางดึงเม็ดเงินการลงทุนจากเอกชน หรือสามารถเปิดตลาดในต่างประเทศใดได้บ้าง   ตนเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่ได้กระชับความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศต่างๆ พบปะบริษัทชั้นนำระดับโลกและมุ่งเปิดตลาดให้สินค้าและผู้ส่งออกไทย เกือบทุกการเยือนประเทศต่างๆ  ส่วนการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ภาครัฐก็พยายามประสานช่วยคนไทยเต็มที่

“ในสังคมประชาธิปไตย การวิจารณ์เนื้องานหรือนโยบายเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นสาระของบ้านเมือง รัฐบาลคงรับฟังอยู่แล้ว ดีกว่าไปดิสเครดิตกันด้วยเฟกนิวส์หรือวิจารณ์ภาษากายหรือสีของถุงเท้า”   นายนพดล ระบุ

.

“เพื่อไทย” ตื่นเต้น แพทองธาร จ่อขึ้นผู้นำ

.


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ระบุ พร้อมรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค   ในการประชุมวิสามัญพรรค ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27  ต.ค.  ถือเป็นข่าวดีและเป็นสัญญาณบวก ที่น.ส.แพทองธาร ตอบรับชัดเจนว่าพร้อมแล้วที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค   เชื่อมั่นว่าจากนี้ไปกระแสตอบรับ น.ส.แพทองธารจะพุ่งทะยานขึ้นไปอีก ซึ่งจะส่งผลถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า  

น.ส.แพทองธาร   ถือเป็นศูนย์กลางของคนในพรรค เป็นการเข้ามาที่ ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ   น.ส.แพทองธาร เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจการเมือง ทันยุคทันสมัย สามารถกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางเพื่อนำพาพรรคเพื่อไทยก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นที่พึงที่หวังให้กับประชาชนได้ การเมืองวันนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสร้างความหวังสร้างโอกาสเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไปสู่ความมั่นคงยั่งยืน พาเศรษฐกิจไทยก้าวไกลสู่สากล

'นพดล' ขออย่าด้อยค่าสีถุงเท้า 'นายกฯเศรษฐา' - เพื่อไทย ระรื่น 'แพทองธาร'ขึ้น

แพทองธาร  ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

.

ภาพประกอบนายกรัฐมนตรี  โดย  thaigovt

’จตุพร-ทนายนกเขา‘ ร่วมม็อบปาเลสไตน์ ยันไม่ได้เลือกข้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561610

21 ต.ค. 2566

’จตุพร-ทนายนกเขา‘ ร่วมม็อบปาเลสไตน์ ยันไม่ได้เลือกข้าง

‘จตุพร-ทนายนกเขา’ โผล่ร่วมม็อบปาเลสไตน์ ยันไม่ได้เลือกข้างแต่มาฟังเสียงของผู้ถูกกดขี่ข่มเหง ยินดีหากสถานทูตอิสราเอลกล้าเชิญไปพูด

วันที่ 21 ต.ค. ในการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในประเทศไทย บริเวณหน้าสถานทูตอิสราเอลวันนี้ พบว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โผล่ร่วมปราศรัยด้วย โดยพูดถึงการถูกกดขี่ของชาวปาเลสไตน์

โดย ทนายนิติธร ให้สัมภาษณ์ระบุว่า เป้าหมายของการทำกิจกรรมวันนี้ ไม่ได้เป็นการเลือกข้างปาเลสไตน์ แต่เป็นการต่อต้านการกดขี่ โดยมองว่าการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำร้ายใคร ซึ่งหากเทียบกับการที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความประนามการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสก่อนหน้านี้ ถือว่าการชุมนุมวันนี้ยังเทียบไม่ได้ ดังนั้นประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะการชุมนุมวันนี้มีการประสานฝ่ายความมั่นคงรวมถึงเรื่องการช่วยเหลือคนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน และหากสถานทูตอิสราเอลเชิญตนเองไปพูดบ้าง ก็ยินดีจะไป และจะพูดแบบเดียวกัน ซึ่งก็จะต้องถามว่าเขาจะฟังความจริงแบบนี้หรือไม่ 

นายนิติธร กล่าวต่อว่า ส่วนที่มาในวันนี้เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องสันติภาพที่ทั่วโลกมีหลักธรรม มีความเชื่อ มีศาสนาทุกพื้นที่ แต่ไม่ควรมีการกดขี่กัน ดังนั้นการปลดปล่อยการกดขี่ จะเป็นเรื่องที่นำโลกนี้ไปสู่สันติภาพได้อย่างแท้จริง วันนี้ถ้าวันนี้พื้นปาเลสไตน์และอิสราเอลสงบได้ ก็เกิดสันติภาพได้ เพราะนี่เป็นความขัดแย้งใหญ่ ถ้าเกิดได้จริงทั่วโลกก็สงบได้

ส่วนกังวลหรือไม่ว่าการออกมาเคลื่อนไหวในวันนี้จะถูกจับตาจากฝ่ายความมั่นคงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือไม่นั้น นายนิติธร ระบุว่า หากไม่เคลื่อนไหวพี่น้องชาวมุสลิมในประเทศไทยกว่า 5 ล้านคนจะทำอย่างไร และวันนี้คนอิสราเอล อเมริกา คนยุโรปในประเทศไทย ก็ไม่มีใครไปทำร้าย ดังนั้นการแสดงออกจึงเป็นการแสดงออกอย่างสันติวิธีมาโดยตลอดเพราะนี่คือพื้นฐานคนไทย  เพราะคนไทยเป็นมิตรกับทุกคนไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร และรักความเป็นธรรม และเชื่อมั่นในเสรีภาพ และสันติภาพ ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็จะไม่มีปัญหาและจะกลายเป็นพลังร่วมกันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

ด้านนายจตุพร ระบุว่า ตนเองเป็นคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ในทุกมุม ดังนั้นจะเชื่อแค่ตอนใดตอนหนึ่งไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน และประเทศไทยก็มีพี่น้องมุสลิมจำนวนมาก หากคนมุสลิมไม่ต่อสู้การกดขี่จะกลายเป็นเรื่องแปลกในประเทศไทย คนไทยจำนวนมากฟังคำบอกเล่าทางเดียวจากแรงงานที่กลับมาจากอิสราเอล จนละเลยเชื่อชาวยิวง มากกว่าชาวมุสลิมที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า 

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ในฐานะที่เป็นนักต่อสู้เคลื่อนไหวเรื่องการกดขี่ในประเทศมาตลอด ก็ต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้การกดขี่ในต่างประเทศ เพราะถือเป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น

นอกจากนี้ นายจตุพร กล่าวว่า ผู้นำชาวมุสลิม ยังพยายามเต็มที่ในการช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยอยู่ ซึ่งเชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงจะเข้าใจเป็นอย่างไร คนไทยไม่ได้เชื่อด้านเดียว ไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่เป็นเพราะเราติดกระดุมเม็ดแรกผิดจากทวิตของนายกรัฐมนตรีหลังจากเกิดเหตุ พร้อมมองว่า การดำเนินการของรัฐบาลในปัจจุบันยังมีความล่าช้าในหลายเรื่อง 

นายจตุพร ยังกล่าวยืนยันเหมือนนายนิติธรว่า ถ้าสถานทูตอิสราเอลกล้าเชิญไปพูดก็จะไป โดยมองว่าแนวทางที่จะทำให้เกิดสันติภาพใน 2 ประเทศนี้ได้ คือต้องมองด้วยความเข้าใจ แม้ว่าเราจะเป็นคนนอก ทุกคนต้องการสันติภาพ ไม่ต้องการการเข่นฆ่า และหวังว่าสงครามนี้จะไม่ขยาย เพราะหากมีการขยาย ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงไทยหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งประชุมเรื่องความพร้อมแห่งชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกมิติ หากสงครามไม่เกิดก็เป็นเรื่องที่ดี นี่ไม่ใช่การสร้างความตระหนก แต่ต้องการสร้างความตื่นตัวเพื่อรองรับในทุกสถานการณ์

สัมมนา ‘ พลังประชารัฐ’ สุดขึงขัง -ชูปรับภาพลักษณ์ เป้ากวาด สส. เพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561605

21 ต.ค. 2566

สัมมนา ' พลังประชารัฐ'  สุดขึงขัง -ชูปรับภาพลักษณ์  เป้ากวาด สส. เพิ่ม

สัมมนา ‘ พลังประชารัฐ’ รวมพลัง สามัคคี ที่ภูเก็ต เวอร์ชั่น ไร้ “บิ๊กป้อม” เข้าร่วม มอบ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรค ทำหน้าที่แทน ได้แนวทางขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจ เดินหน้า ไปพร้อมๆ กัน ขณะที่ฝ่ายยุทธศาสตร์ มองถึงเวลาสร้างภาพจำใหม่ ก้าวสู่สถาบันการเมือง

ที่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท จ.ภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดสัมมนาพรรค  “รวมพลัง สามัคคี” โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค  เป็นประธานเปิดงานโดยมี  มีคณะกรรมการและสส.  “พลังประชารัฐ” เข้าร่วม เป็นการสัมมนาครั้งแรก หลังการเลือกตั้ง 


พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ในช่วงที่  “พลังประชารัฐ”  เป็นแกนนำรัฐบาล ได้ขับเคลื่อนนโยบายตอบสนองความต้องการประชาชน เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การบริหารการจัดการน้ำที่ดินทำกิน แก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม รวมถึงแก้ปัญหาค้ามนุษย์ และในการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคเสนอต่อยอดนโยบายที่เคยทำไว้ และริเริ่มนโยบายใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งพรรคตระหนักถึงความท้าทาย  จึงแต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่างๆ เพื่อ ขับเคลื่อนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนประเทศ จึงอยากให้ทุกคน  รวมพลังร่วมมือร่วมใจ เดินหน้า ไปพร้อมๆกัน ทำงานเพื่อประชาชนไปด้วยกัน

.
ถอดบทเรียนเลือกตั้ง 66  ปรับยุทธศาสตร์

.
พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ประธานยุทธศาสตร์  พรรคพลังประชารัฐ  กล่าวในการสัมมนา ว่า พรรคพลังประชารัฐได้ถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา  และพรรคพร้อมจะเป็นสถาบันการเมืองที่มีเสถียรภาพ มีฐานคะแนนเสียงจากทุกภาค   โดยแนวทางที่วางไว้
ต่อการขับเคลื่อนทางการเมือง  คือ การแสดงบทบาทท่าทีและจุดยืนทางการเมือง  บนพื้นฐานอุดมการทางการเมือง  สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ   การปฏิรูปการเมือง เพื่อสร้างประชาธิปไตย  ปราศจากความขัดแย้ง ก้าวข้ามความขัดแย้ง ฟื้นฟูบริบททางการเมืองให้เกิดความปรองดอง ของคนในชาติและต่างประเทศ  สู่ความเจริญก้าวหน้า

การขับเคลื่อนนโยบาย  คือ  การสร้างความทันสมัยและยังยื่น ผลักดันนโยบายเพื่อพลิกโฉมประเทศ  ในเรื่องนโยบายของประเทศ ที่พรรคพลังประชารัฐจะขับเคลื่อน เพื่อเผชิญกับความท้าทายระดับโลก ระดับประเทศ อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำของสังคม   รวยกระจุก  จนกระจาย   การเข้าสู่สังคมสูงวัย  การปฏิวัติทางเทคโนโลยีดิจิทัล  และการเปลี่ยนแปลงสังคมดิจิทัล ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องของความมั่นคงทางด้านอาหาร  ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับผลกระทบจากสงคราม  หรือเกิดจากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ  และความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจ ซึ่งเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิด 

” การปฏิรูปการบริหารภายในพรรค  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้มีความพยายาม ในการจัดระเบียบคณะกรรมการ การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ  เพื่อให้สอดรับกับการที่จะสร้างอัตลักษณ์หรือสร้างภาพจำใหม่  ในการที่จะลบความทรงจำบางอย่าง เพื่อก้าวไปสู่สถาบันการเมือง มีฐานคะแนน  ใช้กลยุทธ์ทางการเมืองให้มีการสื่อสารแบบสมัยใหม่  ”  พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ  ระบุ

สัมมนา ' พลังประชารัฐ'  สุดขึงขัง -ชูปรับภาพลักษณ์  เป้ากวาด สส. เพิ่ม

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรค 

.

.

ปลุกเร้าความมั่นใจ ” พลังประชารัฐ” ต้องแกร่ง

.


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในฐานะประธานกรรมการด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาว่า ภารกิจของพลังประชารัฐคือการทำงานร่วมกัน โดยความสำเร็จของการเลือกตั้งคือเป้าหมาย   ความนิยมของพรรคเป็นไปตามกระแสการเมืองซึ่งมีความสำคัญ และมีผลต่อการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ และตนหวังว่าในครั้งหน้า สส.ทั้ง 39 บวก 1   จะได้กลับมาอีก วันนี้ต้องปรับภาพลักษณ์ของพรรค ซึ่งไม่ใช่ว่ามีปัญหา แต่เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยนแปลง   ต้องปรับภาพลักษณ์ของพรรคให้สอดคล้องกับบริบทการเมืองสอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ของพรรคให้เป็นที่นิยม 

“จาก 3-4 เดือนที่มีการประเมินในหลายพื้นที่ ภาพลักษณ์ของพรรคเรากำลังพลิกกลับมา เนื่องจากการเมืองภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองจะพลิกกันไปพลิกกันมา พรรคนี้อาจจะมาแล้วแต่อาจจะแผ่ว บางพรรคอาจไปสะดุดขาตัวเองบางเรื่อง อีกสิ่งหนึ่งคือเราต้อง ตอบตัวเองให้ได้ว่าใครคือโหวตเตอร์ที่สนับสนุนพรรค ทุกท่านที่ผ่านการเลือกตั้ง เรารู้อยู่แล้วว่าเสียงของเราอยู่ที่ไหน ดังนั้นเราจะต้องปรับตัวเองให้สอดรับกับฐานเสียงของพรรคและตรงไหนที่ฐานเสียงเรายังไปไม่ถึง เราจะปรับตัวอย่างไร”


นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า  เป้าหมายของพลังประชารัฐ ต้องยืนหยัดเป็นสถาบันทางการเมือง  จะต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และจะต้องเป็นพรรคที่จะเข้าไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างสง่าภาคภูมิ   เลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องได้สส.มากกว่าเดิม  ทุกคนจะต้องช่วยกัน  ต้องขยายเขตเลือกตั้ง และเตรียมสรรหา ผู้สมัครที่มีความแข็งแกร่งรองรับเอาไว้ สส. แต่ละจังหวัดนอกจากจะมีหน้าที่รักษารักษาพื้นที่แล้ว ยังจะต้องมองพื้นที่ที่มีโอกาสที่มีบุคลากรมีผู้สมัครในอนาคตมาทำงานร่วมกัน เพื่อเตรียมการเลือกตั้งครั้งต่อไป    นายสนธิรัตน์กล่าว

.

“บิ๊กป้อม” ขาพลิก ชวดนำสัมมนา 

.


นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงกรณีที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถเดินทางมาร่วมสัมมนา พรรคพลังประชารัฐที่จังหวัดภูเก็ตได้ว่า การสัมมนาในวันนี้ กรรมการและสส. ของพรรคพลังประชารัฐเดินทางมาเข้าร่วมทุกคน   แสดงถึงความรักความสามัคคีของพรรค   การที่ พล.อ.  ประวิตรไม่เดินทางมาและมอบให้  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ  ทำหน้าที่เปิดงานแทน เพราะ  พล.อ.ประวิตร เดินสะดุดข้อเท้าพลิก ไม่สะดวกเดินทางมา

“ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเปิดทางให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ  เข้ามาคุมบังเหียนดำเนินกิจกรรมของพรรคพลังประชารัฐเต็มตัว   เรื่องนี้   พล.อ.ประวิตร  ยืนยันกับทุกคนในพรรค  ว่าจะดูแลและเป็นหัวหน้าของพรรคพลังประชารัฐ ตลอดไป ไม่ต้องเป็นห่วงท่านเป็นหัวหน้าพรรคของเราตลอดไป ทุกคนรวมถึงผม  จะทำงานสนับสนุนท่านตลอดไป รวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท ก็พูดกับผมเสมอว่า เราทุกคนมีหน้าที่ สนับสนุน ทำงานให้พรรค”   นายสันติ   ระบุ

สัมมนา ' พลังประชารัฐ'  สุดขึงขัง -ชูปรับภาพลักษณ์  เป้ากวาด สส. เพิ่ม

สส.พรรคพลังประชารัฐ ถ่ายภาพร่วมกัน  ระหว่างการเข้าร่วม   สัมมนาพรรค  “รวมพลัง สามัคคี” โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ มว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค  เป็นประธานเปิดงาน  ที่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท จ.ภูเก็ต

.

ข่าว-ภาพ :  เนชั่นทีวี

‘ไอติม’ เผยญัตติประชามติแก้ รธน.เข้าสภาฯ 25 ต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561598

21 ต.ค. 2566

‘ไอติม’ เผยญัตติประชามติแก้ รธน.เข้าสภาฯ 25 ต.ค.นี้

‘ไอติม’ เผย ญัตติประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าที่ประชุมสภาฯ 25 ต.ค. นี้ ขอ สส.ทุกพรรคสนับสนุน ให้ข้อเสนอประชามติมีกลไกคู่ขนาน สภาฯ-รัฐบาล

วันที่ 21 ต.ค. พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า จากหนังสือนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 25-26 ตุลาคม ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม) เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าญัตติที่เข้าคิวเป็นอันดับแรกสำหรับการพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป ในวันพุธที่ 25 ตุลาคม คือญัตติเสนอให้จัดประชามติเพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เสนอโดยตนและพรรคก้าวไกล 

พริษฐ์กล่าวว่า พรรคก้าวไกลเรายืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เป็นภารกิจสำคัญต่ออนาคตการเมืองไทย โดยหลายฝ่ายเคยได้ข้อสรุปร่วมกันว่าขั้นตอนแรกของกระบวนการดังกล่าว คือการจัดประชามติเพื่อถามประชาชนว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ในทางกฎหมาย การตัดสินใจจัดประชามตินั้น สามารถกระทำได้ผ่าน 3 ช่องทาง (1) ครม. ออกมติด้วยตนเอง (2) ประชาชนเข้าชื่อ 50,000 คน เพื่อเสนอให้ ครม. อนุมัติ และ (3) สมาชิกรัฐสภาเสนอให้สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภาเห็นชอบ

ในฐานะพรรคฝ่ายค้านซึ่งไม่ได้อยู่ใน ครม. เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตนและพรรคก้าวไกลจึงได้ยื่นญัตติเข้าสู่สภาฯ เพื่อใช้ช่องทาง (3) ในการเสนอให้มีการจัดประชามติด้วยคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ แทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน?”

แม้รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องแนวทางการจัดทำประชามติ แต่ตนเชื่อว่าการใช้กลไกและพื้นที่สภาฯ สำหรับการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของรัฐบาล

โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวอีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ตนหวังว่าสมาชิกจากทุกพรรคการเมืองจะร่วมกันสนับสนุนญัตติดังกล่าว เพื่อให้ข้อเสนอเรื่องการจัดประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าต่อไปได้อย่างคู่ขนานกันระหว่างกลไกของสภาฯ และกลไกของรัฐบาล 

โดยเหตุผลที่เราเสนอคำถามประชามติตามที่ปรากฎในญัตตินั้น เป็นเพราะ (1) เป็นคำถามประชามติ ที่ถามประชาชนถึงหลักการสำคัญว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง (2) เป็นคำถามประชามติ ที่ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่ชี้นำ (3) เป็นคำถามประชามติ ที่ทุกพรรคการเมืองหลักจากสภาฯ ชุดที่แล้ว เคยลงมติเห็นชอบมาแล้วอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 

พริษฐ์ระบุว่า สัปดาห์หน้า ตนขอเชิญชวนทุกคนติดตามวาระเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะถูกพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร นอกเหนือจากการพิจารณาญัตติเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญที่จะเป็นคิวแรกในการประชุมสภาฯ วันพุธ (25 ตุลาคม) ในการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองในวันพฤหัสบดี (26 ตุลาคม) จะมีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นเพื่อจัดทำข้อเสนอและทางเลือกเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งที่สามารถนำมาใช้ในการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตามมติของคณะกรรมาธิการที่เห็นชอบหลักการดังกล่าวไปแล้ว ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ตุลาคม)

‘ปิยบุตร‘ จี้ สส.ต้นเรื่องรับผิด อย่าปล่อยให้เพื่อนรับหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561592

21 ต.ค. 2566

‘ปิยบุตร‘ จี้ สส.ต้นเรื่องรับผิด อย่าปล่อยให้เพื่อนรับหน้า

‘ปิยบุตร’ จี้ สส.ต้นเรื่องยอมรับผิด ชี้แจง และเข้าสู่กระบวนการ อย่าปล่อยให้เพื่อนต้องรับหน้าที่แบกพรรคแบบนี้

วันที่ 21 ต.ค. นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ รีทวีตข้อความบน x หรือทวิตเตอร์ ของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ที่ชี้แจงเกี่ยวกับกระแสข่าว ส.ส.พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศ ระบุว่า เห็นใจพริษฐ์ และรองโฆษก และ ส.ส.หญิงอีกหลายคน ที่ต้องมารับหน้าที่ “แบกพรรค” แบบนี้

ผมขอให้กำลังใจ ส.ส.ก้าวไกล หลายๆ คนที่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้ และพยายามผลักดันให้พรรคสร้างระบบทั้งป้องกันและแก้ไขอย่างยั่งยืน

สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหา หากตระหนักว่า ตนเองทำผิดจริงอย่างที่ถูกกล่าวหา ควรออกมาขอโทษผู้เสียหาย ประชาชน เพื่อน ส.ส. และพรรคก้าวไกล มิใช่ปล่อยให้พรรคและคนอื่นๆ ต้องมาชี้แจงไม่รู้จักจบจักสิ้น แสดงความรับผิดชอบ ไม่ต้องหนี ยอมรับผิด ขอโทษ พร้อมเข้าสู่กระบวนการ

การกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องตนเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องพรรคก้าวไกล แต่นี่คือมาตรฐานความรับผิดชอบ กล้าเผชิญหน้า และพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข เพื่อสร้างมาตรฐานให้พรรคก้าวไกลและสังคมไทย เพื่อร่วมกันยุติความรุนแรงทางเพศและการคุกคามทางเพศ

‘ปิยบุตร‘ จี้ สส.ต้นเรื่องรับผิด อย่าปล่อยให้เพื่อนรับหน้า

‘ธัญธร’ ปฏิเสธข่าวลือเป็น สส.ก้าวไกลคุกคามทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561589

21 ต.ค. 2566

'ธัญธร’ ปฏิเสธข่าวลือเป็น สส.ก้าวไกลคุกคามทางเพศ

‘ธัญธร’ ทวิตปฏิเสธข่าวลือเป็น สส.ก้าวไกลคุกคามทางเพศ ชี้เป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ขอให้รอพรรคชี้แจงเมื่อได้ข้อสรุป

วันที่ 20 ต.ค. นายธัญธร ธนินวัฒนาธร ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์เดิม)กรณีมีกระแสข่าว ส.ส.กทม. ฝั่งธนบุรี พรรคก้าวไกล รายหนึ่ง คุกคามทางเพศลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว และขอมีเพศสัมพันธ์ โดยระบุว่า “ผมขอปฏิเสธเช่นกันครับ ขออภัยที่พลาดการติดต่อหลายๆสายในวันนี้ เนื่องจากติดภารกิจทั้งงานในสภาและงานในพื้นที่”

“กรณีตามข่าวเป็นกรณีเดิมที่พรรคได้แถลงไปในสัปดาห์ที่แล้ว ขอยืนยันในหลักการเดิม ปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศและความรุนแรงทางเพศเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ขอให้เป็นหน้าที่ของพรรคที่จะชี้แจงเมื่อได้ข้อสรุปในข้อเท็จจริงกรณีนี้ครับ”

'ธัญธร’ ปฏิเสธข่าวลือเป็น สส.ก้าวไกลคุกคามทางเพศ

ทีมเยาวชนไทย Thailand World Tourism 2023 เข้าพบผู้ว่าฯ ททท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764159

ทีมเยาวชนไทย Thailand World Tourism 2023 เข้าพบผู้ว่าฯ ททท.

ทีมเยาวชนไทย Thailand World Tourism 2023 เข้าพบผู้ว่าฯ ททท.

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สมชาย พหุลรัตน์ และ กิตติคุณ โรจนสมิทธ์ นำทีมเยาวชนไทย Thailand World Tourism 2023 เข้าพบ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าฯ ททท.

ทีมเยาวชนไทยจาก Thailand World Tourism 2023 เข้าพบ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เพื่อรับโอวาทและรับคำแนะนำในการเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย นำโดย ดร.สมชายพหุลรัตน์ และ นายกิตติคุณ โรจนสมิทธ์ผู้ถือลิขสิทธิ์ World Tourism Festival (Thailand) 2023 ทั้งนี้ น้องชาร์ล็อตต์-เด็กหญิงกุลภัทราประจักษ์ทิพย์ หนูน้อยวัย 8 ขวบจากโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียนเจ้าของตำแหน่ง Mini Miss ThailandTourism World 2023 จะเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดบนเวที World Tourism Festival 2023 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในวันที่ 26-29 ตุลาคม 2566

นายกิตติคุณ โรจนสมิทธ์ ผู้ถือลิขสิทธิ์ World Tourism Festival (Thailand) 2023 ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการคัดสรรตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย รวมทั้งเป็นผู้จัดการดูแลตัวแทนประเทศไทย Thailand TourismWorld 2023 ที่เข้าประกวด World Tourism Festival 2023 กล่าวว่าน้องชาร์ล็อตต์-เด็กหญิงกุลภัทราประจักษ์ทิพย์ หนูน้อยน่ารักสมวัย อายุ 8 ขวบ จากโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง Mini Miss Thailand Tourism World 2023 แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยผ่านการสัมภาษณ์ด้วยรูปร่างหน้าตาน่ารัก ทัศนคติเป็นเลิศ เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดบนเวที World Tourism Festival2023 กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในวันที่ 26-29 ตุลาคม 2566 นี้ โดย น้องชาร์ล็อตต์ ได้หยิบยกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) พร้อมด้วยเรื่องราวของเมืองแห่งขนมหวาน จากเมืองเพชรบุรี และอุทยานเขาใหญ่ เป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ (World Heritage Site) และอุทยานมรดกแห่งอาเซียน (ASEANHeritage Park) ที่ครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

น้องชาร์ล็อตต์-ด.ญ.กุลภัทรา ประจักษ์ทิพย์ ตัวแทนเยาวชนไทย

“น้องชาร์ล็อตต์ จะทำหน้าที่สานต่อกิจกรรมที่ส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทย และประชาสัมพันธ์ World Tourism Day ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยได้รับคำปรึกษาจาก ดร.สมชาย พหุลรัตน์ ประธานโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมและมิตรภาพนานาชาติ และที่ปรึกษาประจำสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับข้อมูลด้านการท่องเที่ยวไทย เพื่อร่วมกันผลักดันส่งเสริม กระตุ้น Soft Power ของไทยให้ไปไกลกว่าเดิม และยังได้นำคณะเยาวชนเข้าพบเพื่อขอพรและคำแนะนำจากท่านผู้ว่าฯ ททท. ก่อนที่จะออกเดินทางไปฟิลิปปินส์”

ทั้งนี้ เวทีเยาวชน World Tourism Festival มีขึ้นยาวนานมาถึงปีที่ 10 ซึ่งเป็นเวทีสองสัญชาติ ญี่ปุ่น-ฟิปลิปปินส์ ภายใต้การควบคุมของ IN-THE-FIELD Co.,Ltd. (ญี่ปุ่น) และ Glamore Productions Co.,Ltd. (พิลิปปินส์) ที่ให้ความสำคัญของ WORLD TOURISM DAY หรือวันที่27 กันยายน ของทุกๆ ปี และในแต่ละปีนั้นมีการจัดกิจกรรมการประกวดเยาวชน ในระหว่างเดือนสิงหาคม หรือตุลาคม อยู่เสมอมา เพื่อให้เด็กหญิงวัย 6 ขวบถึง 17 ปี จากทั่วทุกมุมโลกได้แสดงความสามารถ ศิลปวัฒนธรรมของตนเอง กล่าวสุนทรพจน์เชิดชูและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศนั้นๆ โดยแบ่งช่วงอายุเป็น 4 รุ่นได้แก่ Mini Miss Tourism World / Little Miss Tourism World / Miss Preteen Tourism World และ Miss Teen Tourism World

น้องตรี-ชนกนันท์ โรจนสมิทธ์ รุ่นพี่ที่เคยชนะเลิศบนเวทีนี้

อย่างไรก็ตาม ในหลายปีที่ผ่านมาเคยมีเด็กไทย น้องตรี-ชนกนันท์โรจนสมิทธ์ อายุ 12 ปี ในสมัยนั้น ได้ประสบความสำเร็จและคว้ารางวัลชนะเลิศสูงสุด (The Grand Winner) ในตำแหน่ง Miss Preteen Tourism World 2018 จากประเทศฟิลิปปินส์ จากผู้เข้าประกวดมากกว่า 50 คน กว่า 20 ประเทศ ซึ่งได้กล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ อย่าง “อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” จากการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวงด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นจากทีม“13 หมูป่า” ทำให้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก อีกทั้ง ได้ใส่ชุดไทย “ราชประทีปเยาวเรศ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจและผสมผสานวัฒนธรรมทั้ง 4 ภาค โคมตุงจากภาคเหนือ เครื่องนครจากภาคใต้ ผ้าไหมเงินจากภาคอีสาน นุ่งห่มแบบภาคกลาง และปักเลื่อมด้วยผ้าลูกไม้อย่างตะวันตก ทำให้เข้าใจได้ง่ายในสายตานานาชาติ

น้องชาร์ล็อตต์-เด็กหญิงกุลภัทรา กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของเยาวชนจากประเทศไทยเพื่อไปแข่งในเวทีนานาชาติ ในประเภท Mini Miss World Tourisum Festival2023 ตอนนี้ได้ถ่ายทำและเตรียมพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษของแหล่งท่องเที่ยวสองสถานที่ คือ เพชรบุรี และ เขาใหญ่ ตื่นเต้นนิดหน่อยแต่จะให้เต็มที่ หนูดีใจมากที่ได้เข้าพบขอพรจาก คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่านใจดีมาก ท่านมอบกระเป๋าท่องเที่ยวและหนังสือไกด์บุ๊คมิชลินไปเผยแพร่ด้วย”

ด้าน น้องตรี-ชนกนันท์ โรจนสมิทธ์ เยาวชนรุ่นพี่ ซึ่งเคยได้รับรางวัลจากเวทีนี้มาแล้วเมื่อปี 2018 กล่าวว่า “ยังจำเหตุการณ์ตอนที่ได้รับรางวัลได้ หลังจากได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวขุนน้ำนางนอน ก็ดีใจมากๆ ที่ได้มาพบท่านผู้ว่าฯททท. ท่านใจดีมากๆ เลย หนูตื่นเต้นมาก แต่พอได้คุยกับท่านแล้ว รู้เลยว่าท่านใจดี ตอนนี้หนูได้แนะนำประสบการณ์ที่เคยผ่านเวทีนี้ให้กับน้องชาร์ล็อตต์ด้วยค่ะ ขอให้น้องตั้งใจทำให้เต็มที่นะคะ”

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าฯ ททท. และสองเยาวชนคนเก่ง

โซไซตี้ : วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764168

โซไซตี้ : วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์  เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ร่วมงานแถลงข่าวเปิดงานท่องเที่ยว I Love Flower ซีซั่น 5

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกิจการที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยบริบทของกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งกับตัวผู้เดินทางไปท่องเที่ยวได้แก่ การได้เรียนรู้ด้านภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เรียนรู้โลกปัจจุบัน เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะทำและพบกับสิ่งใหม่ๆ ได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งได้รู้จักตัวเองมากขึ้นหรือได้คิดนอกกรอบ เป็นต้น รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์ในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปยังสถานที่หรือประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทย ใน 7 เดือนของปี 2566 (มกราคม-กรกฎาคม 2566) ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติรวมกัน 1,084,575 ล้านบาทในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 638,161 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 30 กรกฎาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 15,322,175 คน เพิ่มขึ้น 384% เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนของปี 2565 สำหรับ 5 อันดับแรกของประเทศต้นทางที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย 2,439,710 คนจีน 1,839,660 คน เกาหลีใต้ 907,463 คน อินเดีย 885,772 คน และรัสเซีย 854,946 คนจากข้อมูลดังกล่าว ในฐานะที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีวิสัยทัศน์มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชนผ่านระบบนิเวศนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่ม โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการ คือ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัย, เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น และเพื่อพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวอย่างมีอัตลักษณ์

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิตผู้ว่าการ วว.

โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม นำนวัตกรรม เทคโนโลยีและงานวิจัย มาใช้ในการขับเคลื่อน เช่น การใช้กล้าพันธุ์ปลอดโรค การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การฆ่าเชื้อก่อโรคในดินด้วยการอบไอน้ำ และการใช้ชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืช,ด้านสังคมมุ่งใช้ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนที่มีอยู่เดิมมาต่อยอด เช่น การพัฒนาของที่ระลึกจากดอกไม้ชุมชน การพัฒนาเครื่องดื่มจากดอกไม้ชุมชนโดยมีผู้สูงอายุในชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน, ด้านเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ฝวช.) มุ่งพัฒนาไม้ดอกเพื่อการท่องเที่ยวด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากประสบการณ์ความสำเร็จในการดำเนินงานด้านไม้ดอกในพื้นที่จากการนำเทคโนโลยีการผลิตต้นกล้าปลอดโรคด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน การผลิตไม้ดอกปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งการถ่ายทอดผลงานวิจัยเบญจมาศสายพันธุ์ใหม่ของ วว. และ วช. ให้แก่กลุ่มเกษตรของไทยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ยะลา อุบลราชธานี อุดรธานีและนครราชสีมา ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องในการนำต้นแบบจาก “I Love FlowerFarm” ซึ่งเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ที่มุ่งยกระดับไม้ตัดดอกภายในประเทศ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ผสมผสานการท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนเพื่อสร้างความยั่งยืนของคนในชุมชนและเป็นชุมชนอุดมสุข รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจและสำนึกรักในวิถีชีวิตชุมชน พัฒนาการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบและมีธรรมาภิบาล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดย วว. และ วช. นำมาเป็น (Soft Power) ในการพัฒนาการท่องเที่ยว สร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่เข้มแข็งและยั่งยืนในชุมชน สร้างเศรษฐกิจ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ และทีมวิจัย ณ I Love Flower Farm

วว. จะนำต้นแบบดังกล่าวขยายผลในพื้นที่เครือข่ายวิจัยในจังหวัดอุบลราชธานี ยะลา นครราชสีมา และพื้นที่อื่นๆ ของไทยเพื่อหนุนนโยบายของรัฐบาลและ ศุภมาส อิศรภักดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนำ Soft Power ผลักดันเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. กล่าวว่า การขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมในโครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ครอบคลุมการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอการ SMEs ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ การส่งเสริมการใช้เบญจมาศพันธุ์ใหม่/กล้าพันธุ์ปลอดโรค การส่งเสริมการผลิตไม้ดอกภายใต้ระบบเกษตรปลอดภัย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การหาจุลินทรีย์ในการควบคุมโรคการหาคุณค่าทางโภชนาการ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การส่งเสริมการผลิตเบญจมาศนอกฤดู การยืดอายุไม้ตัดดอกเพื่อการขนส่งระยะไกลเพื่อให้ได้คุณภาพ (วิทยาการก่อน-หลังการเก็บเกี่ยว) การส่งเสริมการผลิตไม้ดอกชนิดใหม่ๆ ในพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวและตัดดอก การพัฒนาของที่ระลึกจากอัตลักษณ์ชุมชน การส่งเสริมการผลิตผักน้ำแบบปลอดภัย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การตรวจลักษณะทางพันธุกรรมในพื้นที่ การพัฒนาระบบการให้ธาตุอาหาร การแก้ไขปัญหาความขุ่นของน้ำที่ส่งผลต่อการผลิต และการส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมโรค เป็นต้น

การดำเนินโครงการจะขับเคลื่อนด้วย “โมเดล 5 Love” ได้แก่ LOVE ECONOMIC EMPOWERMENT พัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีคุณภาพมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น สวนเกษตรที่พัก ร้านอาหาร องค์กรส่วนภาครัฐและเอกชน ในหน่วยงานที่จัดกิจกรรมเสริมส่งเสริม และพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่ กีฬา ดนตรี การแสดง ศิลปะ ฯลฯ, LOVE CULTURE เพื่อส่งเสริมภาคประชาคมในพื้นที่ ให้ก่อเกิดวิถีชุมชนและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยมีภาคการท่องเที่ยวสวนเกษตร ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้นแบบ, LOVE ACTIVITIES เพิ่มกิจกรรมในการดึงเวลานักท่องเที่ยงให้มีเวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น เพื่อเพิ่มเวลาในการใช้จ่ายในภาคส่วนอื่นๆ สร้างเสริมรายได้มากขึ้น ตามเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้ในพื้นที่ เช่น การเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพมือถืออย่างง่ายจากช่างภาพมืออาชีพ งานศิลปะดอกไม้ LOVE INSPIRATION เพื่อส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมภาคประชาคมและสามารถสร้างเป็นแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนสู่อาชีพที่ยั่งยืนต่อไป LOVE ENVIRONMENT เพื่ออนุรักษ์และสร้างเสริมวิถีชุมชนของประชาคมดั้งเดิมสืบเนื่องต่อไป ยั่งยืนไม่ให้สูญหาย ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชน (จิมส์ ทอมสัน โมเดล)

วว. และ วช. มุ่งมั่นให้ โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นโมเดลขับเคลื่อนการดำเนินงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กับพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ของไทย…เข้มแข็ง มีมาตรฐาน มีความมั่นคง มั่งคั่ง ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เบญจมาศ วังน้ำเขียว

เบญจมาศ วังน้ำเขียว

วว.ลงพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา

วว.ลงพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา