‘ธรรมนัส’ลุย3จว.ชายแดนใต้ แก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760669

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญกระทรวงเกษตรฯ ที่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยลงพื้นที่ติดตามรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่มัสยิดโบราณบาโงยลางา ต.ทรายขาว อ.อโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มีประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาที่ดินทําการเกษตรที่เป็นเอกสารสิทธิ ส.ค.1, 2.การส่งเสริมทุเรียนทรายขาวให้เป็นทุเรียนคุณภาพ สร้างอัตลักษณ์ให้กับอำเภอทรายขาว และเป็นจุดขาย 3.ปัญหาประมงพื้นบ้าน และ 4.การเพิ่มพื้นที่แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ปัญหาที่ดินทำการเกษตรที่เป็นเอกสารสิทธิ ส.ค.1 เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอันดับต้นๆ ใน จ.ปัตตานี โดยได้ขอให้เร่งแก้ไขพื้นที่ทำกินในเขต ต.ทรายขาว และตำบลใกล้เคียง เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่า 2,000 ครัวเรือน เพราะปัจจุบันมีการกำหนดให้เป็นเขตอุทยานฯ ก่อนและหลังที่ประชาชนเข้าไปทำประโยชน์ เพื่อปลูกยางพารา ปลูกทุเรียน และที่อยู่อาศัย โดยเรื่องนี้ ตนได้ประสานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย โดยจะหารือถึงแนวทางแก้ไข ซึ่งจะต้องเร่งรัดพิสูจน์สิทธิ์ว่าเป็นของประชาชนจริงหรือไม่ ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานฯ โดยจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริให้คนอยู่คู่กับป่าไม้ และเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับสิทธิการใช้ที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ได้ผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผลิตทุเรียนทรายขาวให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับ อ.ทรายขาว และเป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยส่งเสริมการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งตำบลทรายขาว มีทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก พื้นที่ปลูกทุเรียนในปี 2566 ทั้งหมด จำนวน 836.5 ไร่ เกษตรกร 497 ครัวเรือน ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 545 ตัน ทั้งนี้ ยังพบปัญหาการระบาดของศัตรูพืช หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนดังนั้น จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกรในการป้องกัน รวมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผลผลิต กระทบต่อคุณภาพของผลผลิตทุเรียน และสร้างความความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภค

สำหรับปัญหาชาวประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี พบว่ายังขาดเครื่องมืออุปกรณ์ องค์ความรู้สำหรับใช้ในการดำเนินงานในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย โดยเรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ ยินดีให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการทำประมงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้พร้อมๆไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อีกทั้งได้ผลักดันในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่แหล่งน้ำ เนื่องจากปัตตานีมีน้ำต้นทุนน้อย จึงมอบหมายให้กรมชลประทาน ศึกษาร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบให้ครอบคลุมทั้ง12 อำเภอใน จ.ปัตตานี

อ.ต.ก.นำสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760664

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) กล่าวถึง การนำทัพสินค้าเกษตรคุณภาพโชว์ในงานมหกรรมแสดงสินค้าอุปโภค-บริโภค Thai Trade Exhibition Saudi Arabia (Riyadh) 2023 กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรไทย และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเจรจาธุรกิจระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย ที่บริษัท เวก้า อินเตอร์เทรด แอนด์ เอ็กซิบิชั่น จำกัด ประเทศไทย และบริษัท MY IDEAS LLC. ประเทศซาอุดีอาระเบีย เปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ร่วมงานผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ค้าส่ง ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่ม OTOP จากประเทศไทย และผู้เข้าชมงานชาวเมืองซาอุฯ ว่าการเข้าร่วมงานครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการขยายการค้า การลงทุน ระหว่างไทยและซาอุฯ ให้เติบโตทางด้านเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ได้นำความหลากหลายของสินค้าเกษตรไทย ทั้งผักผลไม้สด และแปรรูป รวมถึงกล้วยไม้ไทย ออกสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย และตะวันออกกลาง ผ่านแนวคิด “สินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูง” มีเป้าหมายหลักคือ 1.สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย 2.ให้ชาวตะวันออกกลางรับรู้ถึงศักยภาพ ความหลากหลายของสินค้า ความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย และ 3.ศึกษาสถานการณ์การตลาด ความต้องการ รสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภค เพิ่งช่องทางตลาดสินค้าเกษตรก่อให้เกิด “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของเกษตรกรไทย”

Thai Trade Exhibition Saudi Arabia 2023 ได้รับความสนใจจากชาวเมืองซาอุฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2 หมื่นราย ซึ่งบูธประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทย ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และมีมาตรฐาน HALAL IFOAM หรือมาตรฐาน อ.ต.ก. OFS และให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

เกษตรฯช่วยกลุ่มชาติพันธุ์ หาสินค้าทดแทนสับปะรด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760665

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบปะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังจากประชุมหารือร่วมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไร้สัญชาติ ทั้งสิทธิในด้านการศึกษา สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิในที่ดินทำกิน และสิทธิในด้านอื่นๆ

ในการนี้ รมว.เกษตรฯ รับปากกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ว่าจะดูแลในเรื่องที่ดินทำกินของ จ.เชียงราย ให้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. นอกจากนี้ได้รับเรื่องการปรับเปลี่ยนการปลูกสับปะรด ให้เป็นสินค้าชนิดอื่นหรือหารายได้เสริม และการปรับปรุงถนนในการขนส่งสินค้าให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

กรมชลฯบริหารน้ำ คู่กับรับมือเอลนีโญ เก็บน้ำให้มากที่สุด ก่อนช่วงที่หมดฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760668

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 48,201 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,003 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯรวมกัน

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และด้านตะวันตกของประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคกลางตอนล่าง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก จึงสั่งการโครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด พร้อมกับบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่ ประจำจุดเสี่ยง สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

ด้านสถานการณ์เอลนีโญ ปัจจุบันมีกำลังปานกลาง แต่มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นช่วงปลายปี 2566 จึงได้สั่งการให้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

แอทยู เดนทัล จับมือ คิง เพาเวอร์ ดูแลสุขภาพช่องปากพนักงานด้วยบริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760798

แอทยู เดนทัล จับมือ คิง เพาเวอร์ ดูแลสุขภาพช่องปากพนักงานด้วยบริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่

แอทยู เดนทัล จับมือ คิง เพาเวอร์ ดูแลสุขภาพช่องปากพนักงานด้วยบริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.20 น.

บริษัท แอท ยู เดนทัล จำกัด (AT U DENTAL)ผู้นำด้านการให้บริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่ชื่อดังของประเทศไทยนำโดยนายธัชวีร์ สุวรรณปัญญา กรรมการผู้จัดการฯ และทพญ.นัททิกา วรรณศรีจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท แอท ยู เดนทัล จำกัดร่วมกับกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ในการดูแลสุขภาพช่องปากของพนักงานคิง เพาเวอร์ พื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และพัทยาด้วยการนำรถบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ไปจอดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบถึงหน้าสำนักงาน ในคอนเซ็ปท์ “ฟันสวยถึงที่ทำงาน…เป็นไปได้!”สอดคล้องกับแนวคิดของแอท ยู เดนทัล ที่ต้องการส่งเสริมสวัสดิการที่ดีของบริษัท พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการด้านทันตกรรมอย่างตรงจุด ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

นายธัชวีร์ สุวรรณปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอท ยู เดนทัล จำกัด กล่าวว่า “แอท ยู เดนทัล มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสุขภาพช่องปากของทุกคนให้แข็งแรงและยิ้มได้อย่างมีความสุขในทุกวันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานในองค์กร สถาบัน ตลอดจนบริษัทต่างๆ ทั่วประเทศไทยที่ต้องการเสริมสร้างแนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากให้กับพนักงานอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดให้บริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ครบครัน ซึ่งสามารถไปให้บริการถึงหน้าบริษัทของคุณโดยตรงแบบไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกและลดความยุ่งยากในการเข้ารับบริการ เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงบริการทางทันตกรรมได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งเราหวังว่าเมื่อพนักงานทุกคนมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ ของเมืองไทยเลือกใช้บริการของเราเป็นจำนวนมาก อาทิ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัดเพื่อเพิ่มแนวทางดูแลสุขภาพของพนักงานด้วยสวัสดิการที่ครอบคลุมความต้องการของพนักงาน พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร รวมถึงสร้างทัศนคติที่ดีของพนักงานต่อบริษัทได้อีกทางหนึ่ง”

สำหรับแอท ยู เดนทัล เปิดให้บริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่จำนวน 2 คัน รองรับการให้บริการได้สูงสุดถึง 100 คนต่อวัน ให้คำปรึกษาและดูแลโดยทีมทันตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมชั้นนำของประเทศไทย รวมถึงมีเครือข่ายคลินิกพันธมิตรกว่า 21 สาขาทั่วประเทศ พร้อมส่งมอบสมุดสุขภาพฟัน (Dental Passport) ให้แก่ลูกค้าได้ทันทีหลังทำหัตถการเสร็จสิ้น

ผู้สนใจสามารถติดต่อแอทยู เดนทัล เพื่อรับบริการรถทันตกรรมเคลื่อนที่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง http://www.atudental.co.th หรือ Facebook: รถทันตกรรมเคลื่อนที่ บริษัท แอท ยู เดนทัลหรือ Line: @atudentalหรือโทร. 02 096 4435, 099 149 2484

ทส. จัดงาน TCAC 2023 ระดมสมองรับมือโลกเดือด ‘เสริมภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760773

ทส. จัดงาน TCAC 2023 ระดมสมองรับมือโลกเดือด ‘เสริมภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’

ทส. จัดงาน TCAC 2023 ระดมสมองรับมือโลกเดือด ‘เสริมภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.05 น.

4 ตุลาคม 2566 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมรัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเตรียมระดมสมอง “สานพลัง เสริมภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในเวทีประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย : Thailand Climate Action Conference หรือ TCAC 2023 ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 6 – 7 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยร่วมเป็นรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเกียวโตและความตกลงปารีส และได้ประกาศความมุ่งมั่น ที่จะมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065  ซึ่งการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม ทั้งความร่วมมือ และสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายและแผนที่ได้วางไว้จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง  ทส. โดยหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) รวมทั้ง เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย หรือ Thailand Carbon Neutral Network (TCNN) ต่างเห็นถึงความสำคัญ

จึงร่วมกันจัดประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย (Thailand Climate Action Conference) หรือ TCAC 2023 ภายใต้แนวคิด “สานพลัง เสริมภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อเป็นเวทีแสดงพลังการขับเคลื่อนการดำเนินงานการต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ สำหรับทุกภาคส่วน ให้บรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่กำหนดขึ้น ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปรายงานในช่วงสมัยประชุมสมัชชารัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 28 (COP28) ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2566 ณ รัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีแนวโน้มผลักดันประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy transition) และการยกระดับเศรษฐกิจไปสู่การค้าการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate’s capital) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดทั้งระบบเศรษฐกิจ

สำหรับการประชุม TCAC 2023 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ตุลาคม 2566 ณ ห้อง SX Grand Plenary Hall ชั้น G และ Plenary Hall 1-3 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมทั้งเรียนเชิญคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง คณะทูตานุทูต ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารภาครัฐ ผู้บริหารภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และบุคคลผู้สนใจเข้าร่วม ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,500-2,000 คน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน อาทิ

การบรรยาย “TCAC 2023: เส้นทางสู่ปี ค.ศ. 2030 และเป้าหมายระดับโลก (Trails to 2030 and Beyond)” โดยผู้แทนกระทรวงต่างๆ การบรรยาย “เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Long Term Climate Resilience) โดยนักวิชาการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ , เสียงสะท้อน เพื่ออนาคตไทย (Climate Action We Want) โดย ผู้แทนเยาวชน และผู้แทนภาคประชาสังคม, พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization) และพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติสำหรับผู้นำในการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแสดงนิทรรศการนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปีนี้ได้บูรณาการจัดร่วมกับงาน SX Sustainability Expo 2023 มหกรรมการแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-8 ตุลาคม 2566 โดยความร่วมมือของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ Co-Founder รวม 5 องค์กรหลัก

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณภาคีเครือข่ายภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน ร่วมจัดงานการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2023) เพื่อเป็นเวทีแสดงพลังการขับเคลื่อนการดำเนินงานการต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกัน

และขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ลิ้งค์ลงทะเบียนจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างยั่งยืน

-(016)

เช็คลิสต์ ‘พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายดวงตา’ ในวันสายตาโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760585

เช็คลิสต์ ‘พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายดวงตา’ ในวันสายตาโลก

เช็คลิสต์ ‘พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายดวงตา’ ในวันสายตาโลก

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.52 น.

ทราบหรือไม่ว่า ภาวะสายตาผิดปกติและโรคตาที่หลายคนประสบปัญหาอยู่ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากกรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของดวงตา โรคประจำตัวรวมถึงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำหรือพบเจอในชีวิตประจำวันที่อาจแฝงไปด้วยภัยเงียบซึ่งค่อยๆ ทำร้ายดวงตาเรา เนื่องในเดือนแห่งวันสายตาโลกปีนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ตุลาคมนี้ นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์แห่งแว่นท็อปเจริญ ร่วมรณรงค์การดูแลถนอมดวงตาให้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง พร้อมแนะหมั่นสังเกตพฤติกรรมของตนเองและคนใกล้ชิด ให้ห่างไกลจากพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจส่งผลเสียต่อดวงตา

1.ใช้หน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลติดต่อกันเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่หยุดพักสายตาทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ปวดตา ตาล้า ตาแห้ง แสบตา ภาพโฟกัสเบลอ โดยส่วนมากจะเกิดกับเหล่ามนุษย์ออฟฟิศ ผู้ที่ติดซีรี่ส์ สายโซเชียลที่ใช้โทรศัพท์ทั้งวัน และเหล่าเกมเมอร์ที่ชอบเล่นเกมแบบนอนสต็อป ซึ่งการเพ่งจ้องจอมือถือในระยะใกล้เกินไปมีโอกาสเพิ่มการเกิดภาวะสายตาผิดปกติได้ ทางที่ดีควรเว้นระยะห่างจากหน้าจออย่างเหมาะสมทุกๆ 20 นาทีให้พักสายตา 20 วินาที และมองไกลๆ ไปยังสิ่งที่อยู่ไกลกว่า 20 ฟุต และเลือกสวมแว่นตาที่ประกอบเลนส์กรองแสงสีฟ้า (Blue Cut)

2.ชอบอ่านหนังสือหรือดูทีวีในที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอเป็นประจำ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้สายตาทำงานหนักขึ้น เพราะต้องเพ่งจ้องตัวหนังสือหรือปรับโฟกัสภาพให้คมชัดโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า จนเกิดอาการตาล้า ปวดตา หรือสายตาพร่ามัวชั่วขณะ เพื่อลดโอกาสการเกิดอาการเหล่านี้ ควรอ่านหนังสือให้มีระยะห่างจากดวงตาอย่างน้อย 30 ซม. จัดระยะการรับชมให้เหมาะสมกับขนาดของหน้าจอทีวี และทำกิจกรรมในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

3.สาย Outdoor ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง การเผชิญกับแสงแดดที่มีรังสียูวี ก่อให้เกิดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อลม และต้อเนื้อ อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการทางตา เช่น ตาล้าหรือสายตาพร่ามัว มักพบในผู้ที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้งชอบเดินทางท่องเที่ยว และมีอาชีพที่ต้องทำงานกลางแดดดังนั้น ควรปกป้องดวงตาโดยสวมแว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติในการกรองรังสียูวีจากแสงแดดและลดแสงสะท้อน เพื่อถนอมดวงตาให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ

4.ดึงดันใช้แว่นตาอันเดิมที่มองอะไรก็เบลอไปหมด การใช้แว่นตาอันเดิมแต่การมองเห็นแย่ลงเพราะค่าสายตามีการเปลี่ยนแปลง หรือสวมใส่แว่นตาที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานมานาน รวมถึงแว่นตาที่ชำรุดจากการเก็บรักษาผิดวิธีทำให้เลนส์มีรอยขีดข่วน เป็นพฤติกรรมที่ทำให้สายตาทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากต้องใช้สายตาเพ่งจ้องเพื่อโฟกัสภาพให้คมชัดขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดตา ปวดหัว ตาล้า หรือมองเห็นภาพซ้อนได้ ทางที่ดีควรตรวจวัดสายตาเป็นประจำทุกปี สวมใส่แว่นตาเฉพาะบุคคล ที่สำคัญควรดูแลรักษาและใช้งานอย่างถูกวิธีจะช่วยถนอมแว่นตาให้อยู่กับเราไปนานๆ

5.การมองเห็นเปลี่ยนไปหรือเห็นสิ่งแปลกปลอมแต่ปล่อยไว้ไม่รักษา เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกิดผลร้ายกับดวงตาในระยะยาว หากเริ่มมีอาการปวดตามองเห็นภาพซ้อน ภาพเบลอ ไม่คมชัด เห็นสีผิดเพี้ยน หรือมองเห็นสิ่งแปลกปลอมอย่างแสงฟ้าแลบ จุดดำ หยากไย่ลอยไปมา เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเกิดความผิดปกติกับดวงตา โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มเสี่ยงที่มีกรรมพันธุ์ต้อหิน ประสบภาวะสายตายาว มีอาการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หรือหากตรวจพบอาการผิดปกติจะช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วและป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอีกด้วย

ที่สำคัญ ตรวจเช็คสุขภาพดวงตาเป็นประจำ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ด้วยเครื่องมือตรวจวัดสายตาที่มีคุณภาพมาตรฐานครบครัน ร้านแว่นท็อปเจริญ
ทุกสาขา สามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่ ร้านแว่นท็อปเจริญทุกสาขา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th และไลน์ @topcharoen

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760578

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การนอนเป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติเราใช้เวลานอนเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1 ใน 3 ของการใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายพักผ่อน หลังจากการเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ยังมีบางคนที่ระหว่างการนอนหลับมีภาวะหายใจผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงสมองทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในอนาคต

ข้อมูลจาก นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบคนที่มีปัญหาการนอนกรนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการนอนกรนจะไม่เป็นอันตราย หากไม่มีภาวะการหายใจที่ผิดปกติหรือมีหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยโดยผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจแคบ ในเวลาหลับเมื่อหลับสนิทอาจจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีเสียงกรนติดขัดสะดุดไม่สม่ำเสมอ โดยบางช่วงจะมีช่วงกรนเสียงดังสลับกับเบาเป็นระยะๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไปชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตามมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่สมองจะตื่นตัวและทำให้ทางเดินหายใจเปิดและกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งวงจรนี้จะเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เป็นผลให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้มากขึ้น ในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคสมองได้

อาการการนอนผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ คือ นอนกรนผิดปกติ, รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ ทั้งที่นอนอย่างเพียงพอ, สะดุ้งตื่นกลางคืนเพราะรู้สึกสำลักน้ำลายหรือจมน้ำบ่อยๆ มีความรู้สึกเหมือนหายใจเหนื่อยกลางคืน สงสัยมีการหยุดหายใจขณะหลับ,มีคนสังเกตว่าพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น นอนขากระตุก กัดฟัน ละเมอ หรือฝันร้าย

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจ
ขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจดังนี้

l การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติ เช่น ลมชักขณะหลับ

l การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่

l การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ
และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่

l การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้า-ออก ทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

l ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

l การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ระยะเวลาที่นอนหลับ
ถ้าน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ผลที่ได้จะเชื่อถือได้น้อยผลการตรวจการนอนหลับที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลการวัดระดับความลึกของการนอนหลับอาจจะผิดพลาดได้ ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมองตรวจเช็คผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

ส่วนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ Sleep Test คือ อาบน้ำสระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับการตรวจ, ทำจิตใจให้สบาย ไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากไม่มีความเจ็บปวด, หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันในวันที่จะมาตรวจ, ไม่ควรรับประทานอาหารหรือออกกำลังกาย ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง, หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ 12 ชั่วโมง, งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการตรวจ 24 ชั่วโมง, ถ้ามียาที่ต้องทานประจำควรปรึกษาแพทย์, ผู้ชายโกนหนวดให้เรียบร้อยผู้หญิงงดแต่งหน้าและทาเล็บก่อนมาตรวจและเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำหรับล้างหน้าตอนเช้า ไม่ควรนำเครื่องประดับหรือของมีค่าติดตัวมาด้วย

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่า มีความผิดปกติของภาวะนอนกรนโดยไม่พบการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วร่วมด้วย แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ และมีการติดตามประเมินอาการกับแพทย์เป็นระยะ

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิน 15 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์จะรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของวิธีนี้คือผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สะดวกสบายเพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ในขณะนอนหลับ การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม การตรวจการนอนหลับหรือstandard PSG เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Gold standard หรือการตรวจที่ดีที่สุดที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคของการนอน โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือแก้ไข อาจมีผลกระทบต่อสมอง หัวใจ และร่างกายส่วนอื่นๆ ได้บางรายเป็นรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตขณะหลับได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

บริจาคโลหิต หนึ่งคนให้หลายคนรับ เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760595

บริจาคโลหิต หนึ่งคนให้หลายคนรับ  เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต

บริจาคโลหิต หนึ่งคนให้หลายคนรับ เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จัดขึ้นเป็นประจำทุกไตรมาส สำหรับกิจกรรม บริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา Plus 1 เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิตเพิ่มชีวิต โดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ครั้งที่ 11 ประจำปี 2566 ซึ่งเพิ่งออกหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่เมื่อเร็วๆ นี้ โดยศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์สนับสนุนพื้นที่บริเวณชั้น 6 โซน B โดยมี ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัทอินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้งจำกัด ให้การต้อนรับคณะแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่จากสภากาชาดไทย

สำหรับการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 มีลูกค้าภายในศูนย์ฯ พนักงานร้านค้า ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเอ็ม บี เค รวมทั้งบริษัทในเครือในนามของจิตอาสา MBK Spirit ให้ความสนใจร่วมกิจกรรมโดยมีผู้ลงทะเบียนบริจาค 107 ราย ได้รับโลหิตบริจาคทั้งสิ้น 87 ยูนิต นอกจากนี้ภายในพื้นที่จัดกิจกรรมยังมีการตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนเปิดรับอาสาสมัครกาชาด และการรับบริจาคอวัยวะ ร่างกาย และดวงตา ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนจำนวน 69 ราย ทั้งนี้ ทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้มอบผลิตภัณฑ์ข้าวบรรจุถุงมาบุญครองข้าวกล้องหอมใหม่ 100% ขนาด 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง และหน้ากากอนามัย 1 กล่อง ให้กับผู้บริจาคทุกท่านเพื่อเป็นของที่ระลึกแทนคำขอบคุณ กิจกรรมบริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา Plus 1 เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิตในครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 26 ธันวาคม 2566

MAKAVELIC แบรนด์กระเป๋าสัญชาติญี่ปุ่น เปิดป๊อปอัพสโตร์ครั้งแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760611

MAKAVELIC แบรนด์กระเป๋าสัญชาติญี่ปุ่น  เปิดป๊อปอัพสโตร์ครั้งแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่

MAKAVELIC แบรนด์กระเป๋าสัญชาติญี่ปุ่น เปิดป๊อปอัพสโตร์ครั้งแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

MAKAVELIC(มาคาเวลิค)แบรนด์กระเป๋าลักชัวซ์รี่แฟชั่นสตรีทสไตล์ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น เปิดร้านป๊อปอัพสโตร์สาขาแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น M ภายในงานเปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ครั้งแรกของแบรนด์มีศิลปินวัยรุ่นชื่อดังอย่าง สตางค์-กิตติภพ เสรีวิชยสวัสดิ์ และคู่รักสายสตรีทสุดฮอต ซีดี-กันต์ธีร์ ปิติธัญ ที่ควงคู่มากับแฟนสาวสุดน่ารัก นารา เทพนุภา มาร่วมอวดลุคสุดคูลคู่กับกระเป๋าของแบรนด์แบบจัดเต็ม

MAKAVELIC เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 ที่ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นยุคที่วัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นมีความโดดเด่นและมีสไตล์ที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก จึงเป็นแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานของ Fashion, Street Culture, Music และ Sport เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ถ่ายทอดออกมาเป็นแบรนด์กระเป๋าที่เล่าเรื่องราวความเป็นวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันและตอบโจทย์ทุก Activity ของชาวญี่ปุ่นเสมอมาซึ่งนอกจากปรัชญาของแบรนด์จะเป็นหัวใจหลักในการที่ทำให้ MAKAVELIC ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนสามารถดังไปไกลทั่วโลกแล้วนั้น แบรนด์ยังโดดเด่นในด้านการออกแบบที่ถูกคิดค้นและพัฒนาออกมาเป็นอย่างดี ซึ่งมีหลากหลายดีไซน์เหมาะสำหรับทุกการใช้งาน ทั้งยังสามารถแมทช์เข้าได้กับทุกลุคตั้งแต่สตรีทแฟชั่นไปจนถึงลุคทางการนอกจากนี้ยังเลือกใช้นวัตกรรมผ้า CORDURA® และ Nylon N/ROBIC เป็นวัสดุหลักในการผลิตกระเป๋าวัสดุที่มีความโดดเด่นด้านความคงทน แข็งแรง และน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยให้จัดสรรพื้นที่การใช้สอยของกระเป๋าได้อย่างเป็นระเบียบและหยิบใช้ได้อย่างสะดวก สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภายในป๊อปอัพสโตร์มีวางจำหน่ายกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่รวมไอเทมสุดไอคอนิกของ MAKAVELIC อย่างกระเป๋ารุ่น TRUCKS ที่มีความโดดเด่นด้วยการดีไซน์โทนคู่สีน้ำเงิน-แดงให้ความรู้สึกถึง เอเนอร์จี้ความเป็นวัยรุ่นและวัฒนธรรมสตรีทคัลเจอร์ ต่อกันที่รุ่น X-DESIGN กระเป๋าซีรี่ส์สุดพรีเมียมตามแบบฉบับของ MAKAVELIC มาด้วยดีไซน์ Luxury Street Fashion ด้วยวัสดุคุณภาพสูง และตัวล็อกกระเป๋าที่เป็นนวัตกรรมจากประเทศเยอรมนี พร้อมช่องใส่ USB ด้านนอกที่สามารถต่อเข้ากับ Power Bank ด้านในกระเป๋าซึ่งสามารถชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกเหมาะสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบันและกระเป๋ารุ่นที่ถูกวางคอนเซ็ปต์มาให้ใช้ในกิจกรรมกลางแจ้งอย่าง รุ่นCHASE ที่มีความอเนกประสงค์ด้วยช่องใส่ของมากถึง 10 จุดทั่วตัวกระเป๋า ตามมาด้วย รุ่น ZEPHYR  กระเป๋าเป้ดีไซน์มินิมอลที่มีน้ำหนักเบาและอีกรุ่นที่เหมาะกับสายสปอร์ตอย่างรุ่น LUDUS ที่สามารถจุของได้เยอะและแบ่งสัดส่วนการใช้งานได้อย่างลงตัว สุดท้ายกับกระเป๋าที่ได้แรงบันดาลใจอันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับชาวญี่ปุ่นอย่าง รุ่น SIERRA รุ่นที่ผลิตจากผ้าไนลอนที่มีความทนทานสูงผสมผสานของความเป็นแฟชั่นชั้นสูงแต่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ด้วยฟังก์ชั่น Load lifters ที่สามารถปรับตามสรีระร่างกายให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

พบกับไอเทมสตรีทแฟชั่นสุดเท่จาก MAKAVELIC แบรนด์กระเป๋าลักชัวรี่แฟชั่น สัญชาติญี่ปุ่น ด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ได้แล้ววันนี้ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่