‘มข.’มอบนวัตกรรมผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758683

‘มข.’มอบนวัตกรรมผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์

‘มข.’มอบนวัตกรรมผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) พร้อมด้วย ศ.ดร.อลิศรา เรืองแสง นักวิจัยคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายสุริยันต์ บุญพิโย ผู้ช่วยนักวิจัย, ชลธิชา มามิมิน ผู้ช่วยวิจัย และคณะ เดินทางไปส่งมอบนวัตกรรม ภายใต้โครงการทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและวิสาหกิจ “ต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือน” ให้แก่เทศบาลตำบลบ้านผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยมี นายสุรชัย พลทะอินทร์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านผือ พร้อมด้วย นายทองไสย์ ไชยบุตรดี รองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านผือ และผู้นำชุมชน เป็นผู้แทนในการรับมอบนวัตกรรม

โดย ศ.ดร.ธิดารัตน์ กล่าวว่า วันนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มาส่งมอบต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือนอย่างเป็นทางการแก่เทศบาลตำบลบ้านผือ หลังจากได้ลงพื้นที่มาศึกษาดูงาน และติดตั้งเครื่องให้ชุมชนได้ทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้โครงการทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและวิสาหกิจ ซึ่งต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือนนี้ มหาวิทยาลัยได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงสังคม ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง และหวังว่าจะสามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์เป็นวงกว้างต่อไป

นายสุรชัย กล่าวว่า เทศบาลตำบลบ้านผือ รู้สึกขอบคุณมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอย่างยิ่งที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ เทศบาลตำบลบ้านผือ จะใช้ต้นแบบนวัตกรรมนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชน/ครัวเรือน สามารถพึ่งพาตนเองได้ทางด้านพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายค่าเชื้อเพลิงสำหรับการหุงต้มในครัวเรือน และการใช้ประโยชน์จากกากตะกอนที่เหลือจากการหมัก รวมทั้งจะได้นำไปพิจารณาต่อยอดการใช้ประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ศ.ดร.อลิศรา ระบุว่า ต้นแบบการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือน ประกอบด้วยตัวถังหมักสำหรับเติมมูลวัว มูลกระบือ ซึ่งภายในถังหมักจะมีใบกวนผสมมูลสัตว์อยู่ด้านในเพื่อให้มูลสัตว์ภายในถังหมักเกิดการผสมได้ดีและก่อให้เกิดแก๊สโดยตัวแกนหมุนใบผสมนี้ทางทีมวิจัยได้นำแผงโซลาร์เซลล์มาช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าไฟของชุมชนด้วย

สำหรับแก๊สชีวภาพที่ได้จากถังหมักจะผ่านตัวกรองชีวภาพ โดยมีผงเหล็กออกไซด์เป็นตัวดูดซับแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือ “แก๊สไข่เน่า” ทำให้แก๊สที่ผลิตไปให้ชุมชนใช้งานไม่มีกลิ่นเหม็นหลงเหลืออยู่ ก่อนเข้าถุงเก็บแก๊สที่มีการต่อท่อไปยังเตาในครัวเพื่อใช้ในการประกอบอาหารทดแทนแก๊สหุงต้ม เมื่อชุมชนต้องการใช้ก็เพียงแค่นำมูลวัวหรือมูลกระบือเทลงไปในถังหมักแล้วรอประมาณ 1 คืน เพื่อให้เกิดกระบวนการหมักและผลิตแก๊ส

เช้าวันถัดมาก็จะสามารถเปิดถุงแก๊สเพื่อให้แก๊สไหลไปกับท่อที่ฝังอยู่ใต้ดินเข้าไปในเตาไฟที่ครัวและใช้งานได้ทันทีเหมือนแก๊สหุงต้มทั่วไป ส่วนกากตะกอนที่ได้จากระบบผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์จากถังหมักก็สามารถถ่ายออกจากถังหมักแล้วนำไปเป็นปุ๋ยรดน้ำต้นไม้ หรือนำไปทำให้แห้งก่อนจะอัดเป็นถ่านอัดแท่งได้ ผลงานชิ้นนี้เป็นความภูมิใจของนักวิจัยที่ได้นำนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และให้ทุกคนได้เห็นประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือต่างๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนและพึ่งพาตนเองได้

ด้าน รุจิกาญจน์ พลตรีนิษฐากุล หรือป้าถนอม อายุ 50 ปี ชาวบ้านในชุมชนเทศบาลตำบลบ้านผือ กล่าว ปกติเลี้ยงกระบือ 9 ตัวทำให้ในแต่ละวันมีมูลมากแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ บางครั้งก็นำไปทิ้ง นำไปกองรวมกันไว้ หรือนำไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้บ้าง เมื่อมีเครื่องต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือนเข้ามา ได้ลองใช้งานมาประมาณ 7 เดือน พบว่าใช้งานง่ายทำกับข้าว นึ่งข้าวได้สบาย โดยมูลกระบือ 1 ถัง ใช้ทำกับข้าวได้ถึง 3 มื้อ ในบ้านอยู่กัน 2 คน ปกติซื้อแก๊สถัง LPG ที่ใช้หุงต้มทั่วไป 1 ถังถังละ 473 บาท ใช้ได้ 2 เดือน ตอนนี้ประหยัดไป 3 ถัง คิดเป็นเงินกว่า 1,000 บาท รู้สึกดีใจมากที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นนำนวัตกรรมนี้เข้ามาให้ได้ใช้แบบนี้

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758653

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.38 น.

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

24 ก.ย.2566 ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ทาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)ได้จัดกิจกรรมในระหว่างวันที่ 24-25 ก.ย.2566 เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีการสถาปนามหาวิทยาลัย ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2541 โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น รายงานประชาชน โดย ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) การเสวนานานาชาติ “เดินหน้าวาระด้านสุขภาพระดับโลก:การพลิกโฉมอุดมศึกษาเพื่อเป้าหมายความเป็นอยู่ที่ดีในภูมิภาค” โดยปีนี้ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย คณะทูตานุทูต ผู้บริหาร พนักงาน นักศึกษา ฯลฯ เข้าร่วม และทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)ประกาศจะดำเนินการตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี ในการ “ปลูกป่า สร้างคน” ต่อไป

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า นับตั้งแต่ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ศิริชนะ เป็นอธิการบดีผู้จัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เริ่มต้นด้วยการมีเพียง 4 สำนักวิชา และมีนักศึกษาเพียง 62 คน มีบัณฑิตรุ่นแรกเพียง 46 คน แต่ในปัจจุบันเมื่อครบ 25 ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้พัฒนาให้มีถึง 15 สำนักวิชา โดยมีนักศึกษาจำนวน 15,906 คน มีบุคลากร 2,330  คน และมีบัณฑิตที่จบไปแล้วกว่า 37,688 คน ทั้งนี้ มฟล.ยังคงมีพันธกิจ คือ พัฒนาคน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วิจัย ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม บริการวิชาการและบริการสุขภาพ โดยการพัฒนาคนนั้นมีทั้งระดับประกาศนียบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวม 70 หลักสูตร รวมทั้งมีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้ ด้านงานวิจัยมีผลงานในปี 2566 จำนวน 257 ผลงาน ภายใต้งบประมาณ 132.26 ล้านบาท และยังมีการสนับสนุนการวิจัยต่อไปอีกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยังมีโครงการบริการสุขภาพต่างๆ โดยมีศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มีทั้งโรงพยาบาล มฟล.(สถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน) โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มฟล.ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งมีโครงการบริการสุขภาพอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้มีการจัดหลักสูตระยะสั้นคือสาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มีการวิจัยและร่ว่มกับท้องถิ่นต่างๆ มากมาย ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีการสร้างสวนพฤกศาสตร์และห้องเรียนสีเขียว คัดแยกขยะ ทำปุ๋ยจากขยะอินทรีย์ ลดใช้พลาสติก ฯลฯ

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยังกำลังก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ อาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคติดต่อแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อาคารกิจกรรมนักศึกษา และอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ โดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มุ่งจะเป็นวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และมุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลา เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758652

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลา เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลา เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.12 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566 พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันปฏิบัติบูชาด้วยการทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล

วันนี้ (24 ก.ย.66) เวลา 07.00 น.ที่โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง โดยมีนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

และในเวลาเดียวกันนี้ ที่บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นำข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณินทรวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรศิริสวัสดิ์ ขัตติยวโรภโตสุชาติ คุณสังกาศเกียรติประกฤษฐ ลักษณวิจิตรพิสิฐบุรุศย์ ชนุตมรัตน์พัฒนศักดิ์ อรรควรราชกุมาร” และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ “กรมขุนสงขลานครินทร์” และเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการประกาศเฉลิมพระอัฐิสมเด็จพระราชบิดา ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก”  โดยพระองค์ได้ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชโอรส พระราชธิดา รวม 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นคุณูปการและประโยชน์อันไพศาลแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ด้วยทรงเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์และพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อการแพทย์ไทยอย่างมากมาย โดยทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช สนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างตึกคนไข้ พระราชทานทุนส่งนักเรียนแพทย์และนักเรียนพยาบาลไปศึกษาต่อในต่างประเทศ อันเป็นการวางรากฐานทางการแพทย์และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ

“ปวงชนชาวไทยได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย” และเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นวันครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข ต่อมาวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบ 120 ปี ได้ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย””

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เสด็จสวรรคต ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สิริพระชนมายุ 38 พรรษา ซึ่งจากพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ของพระองค์ จึงได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” ซึ่งในปี พ.ศ. 2493 คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และบรรดาศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้มีการร่วมใจกันสร้างพระราชาอนุสาวรีย์ขึ้น ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ของทุกปี จึงเป็น “วันมหิดล”

“กระทรวงมหาดไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยคข้อความในพระลิขิต ที่ได้ถูกนำไปใช้เป็นคำขวัญเตือนใจและแนวทางการทำงานของเหล่าบรรดาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนข้าราชการ และประชาชนคนไทยทุกคน ที่ว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์” ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ให้เป็นแสงสว่างแห่งการประกอบอาชีพในทุกอาชีพ ซึ่งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจก็ได้นำแนวทางพระราชทานนี้มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและตักเตือนใจตนเองในการทำหน้าที่ด้วยความทุ่มเทกำลังกาย กำลังสติปัญญา เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อันจะยังประโยชน์ให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติ สนองตามพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นแน่วแน่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐที่ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศล ประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 24 กันยายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

‘พิธา’ วาง ‘ก้าวไกล’ ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559355

24 ก.ย. 2566

'พิธา' วาง 'ก้าวไกล' ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ขึ้นเวที ‘ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ ประกาศเดินหน้า ‘ก้าวไกล’ เป็นฝ่ายค้านเชิงรุก วาง 3 ยุทธศาสตร์ แข่งเลือกตั้งทุกระดับ – ขยับการทำงาน-ขยายฐานสมาชิก เป้าหมายชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่งบนเวที “ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน” ว่า นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ ไม่ใช่ผู้นำขัดตาทัพ แต่เป็นผู้นำตัวจริง เป็นเสียงจริงของประชาธิปไตย

ทั้งนี้พรรคก้าวไกลไม่ใช่ตัวบุคคล แม้ไม่มีคนอยู่ โดนตัดสิทธิ หรือย้ายพรรค แต่แกนยังอยู่ คือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งตนขอให้ประชาชนรักนายชัยธวัช เหมือนกับที่รักตน 

'พิธา' วาง 'ก้าวไกล' ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคก้าวไกลจะชนะเลือกตั้ง เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์ เมื่อตอนเป็นอนาคตใหม่ได้50 ที่นั่ง ตอนที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ได้ สส. 150 คน หากเลือกตั้งครั้งหน้ามีคนบอกว่าทำให้ได้ถึง 300 เสียง

สำหรับบทบาทของพรรคก้าวไกล คือ จะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ คือ 

1.แข่ง คือ พร้อมแข่งทุกสนามเลือกตั้ง 4 ปี 4 สนามใหญ่ คือ อบจ.​ , เทศบาล , ผู้ว่ากทม. และเลือกตั้งใหญ่

2.ขยับ ผ่านกลไกและเครือข่ายในระดับพื้นที่ มูลนิธิ ที่จะขยับเป็นองคาพยพ

3.ขยาย โดยตนตั้งใจให้พรรคก้าวไกล ขยายฐานสมาชิก ที่ปัจจุบันมี 8หมื่นคน เพิ่มเดือนละหมื่นคน โดยปีใหม่นี้พรรคจะขยายฐานและมีสมาชิกพรรคจำนวนมากในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมถึงขยายฐานความคิดจากคนที่เห็นต่างจากพรรคก้าวไกล

“พรรคก้าวไกล จะเป็นฝ่ายค้านที่สะสมชัยชนะ และประสบการณ์ เพื่อเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดของคนไทย การชนะของพรรคก้าวไกลมาจากกติกาที่เขาเขียน และมีผู้ออกเสียงเลือกตั้งมากที่สุด” นายพิธา ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกลกล่าว

'พิธา' วาง 'ก้าวไกล' ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

พริษฐ์ ประกาศ ‘ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559354

24 ก.ย. 2566

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

‘พริษฐ วัชรสินธุ’ ประกาศ ’ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ ยกระดับงานสภา ทลายมายาคติเชิงลบต่อการเมือง จากนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นฝ่ายค้านก็เปลี่ยนประเทศได้ เพื่อฟื้นศรัทธาประชาชนต่อระบบรัฐสภา และเพิ่มความพร้อมในการเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

วันที่ 24 ก.ย. 2566 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยภายในงานพบปะสมาชิกของพรรคก้าวไกล “ก้าวต่อไป ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน” ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ดินแดง  กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวถึงแผนการทำงานและบทบาทของ สส.พรรคก้าวไกล ต่อจากนี้

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

พริษฐ์ กล่าวว่าพรรคก้าวไกลมีสมาชิกที่เป็นเจ้าของพรรคมากกว่า 7 หมื่นคน ด้วยความฝันและความเชื่อเดียวกันว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ประชาธิปไตยไทยเข้มแข็งกว่านี้ได้ เศรษฐกิจไทยไปไกลกว่านี้ได้ และสังคมไทยน่าอยู่กว่านี้ได้ และทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนมาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านยานพาหนะที่ชื่อว่าพรรคก้าวไกล

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

หากจะสรุปเรื่องราวของพรรคก้าวไกลตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใน 1 ประโยค มันคือเรื่องของการ “Beating the Odds” หรือการทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ ตอนพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ หลายคนไม่คิดว่าพรรคก้าวไกลจะลุกขึ้นมาได้เร็ว แต่วันนี้พรรคก้าวไกลมีสมาชิกพรรคมากกว่าสมัยอนาคตใหม่แล้ว

เมื่อพรรคก้าวไกลยืนยันทำการเมืองแบบใหม่ ไม่อิงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หลายคนวิเคราะห์ว่าเราไม่สามารถชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตได้ แต่วันนี้พรรคก้าวไกลมี สส. แบบแบ่งเขตจาก 28 จังหวัดในทุกภาคทั่วประเทศ ในคืนวันก่อนเลือกตั้ง หลายคนไม่เชื่อว่าเราจะมี สส. เกิน 100 คน แต่วันนี้พรรคก้าวไกลก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศได้

ผมเข้าใจว่าวันนี้หลายคนรู้สึกผิดหวัง ที่เราไม่สามารถเข้าไปขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในฐานะรัฐบาลได้ แต่ตนเชื่อว่า 4 ปีข้างหน้านี้ เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ว่าฝ่ายค้านก็เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

วันนี้จึงอยากมาเล่าให้ฟังว่าพรรคก้าวไกลตั้งใจจะใช้กลไกสภาอย่างไรในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านการพูดถึง 5 มายาคติทางการเมืองที่เราต้องการเข้าไปทลาย ประกอบด้วย

.

1. มายาคติ “ฝ่ายค้านจะเสนอกฎหมายไปทำไม เพราะอย่างไรก็ไม่มีวันผ่าน” หลายคนคงได้เห็นแล้วถึงความพยายามของพรรคก้าวไกลในการผลักดัน “ชุดกฎหมายเปลี่ยนประเทศ” ผ่านกลไกนิติบัญญัติ โดยตั้งแต่สภาชุดนี้เปิดมาเป็นเวลา 3 เดือน พรรคก้าวไกลได้เตรียมร่างกฎหมายไว้ 50 กว่าร่าง ได้ยื่นเข้ากระบวนการสภาไปแล้ว 27 ร่าง ซึ่งอยู่ในช่วงของกระบวนการรับฟังความเห็น 14 ร่าง

แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่าในเมื่อพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน มีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา แล้วจะเสนอกฎหมายเหล่านี้ไปทำไม แต่ตนยืนยันว่าเป้าหมายการเสนอกฎหมายของพรรคก้าวไกล คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงใน 2 สมรภูมิรบสำคัญ

สมรภูมิแรกคือสมรภูมิในสภา โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนกฎหมาย แม้พรรคก้าวไกลจะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา แต่คณิตศาสตร์พื้นฐานก็บอกเราว่า หาก สส. รัฐบาล 100 คนขึ้นไปเห็นชอบกับกฎหมายฉบับใดที่สอดคล้องกับนโยบายและจุดยืนของเขา กฎหมายฉบับนั้นก็ผ่านสภาได้ และหากย้อนไปในวันที่พรรคก้าวไกลมี สส.เพียง 50 กว่าคน หลายกฎหมายก็ยังเกือบผ่านสภาได้ เมื่อวันนี้เรามี สส. เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า แล้วทำไมเราจะไม่กล้าพยายามผลักดันกฎหมายให้ผ่านให้ได้

แต่สมรภูมิรบที่สองที่สำคัญเช่นกัน ก็คือ สมรภูมินอกสภา ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนความคิดผู้คน แม้จะแพ้โหวตในสภา แต่การได้ใช้สภาเป็นเวทีในการนำเสนอหลักการและเหตุผลของเรา จะเป็นวิธีที่ทรงพลังในการเพิ่มผู้คนที่หันมาเห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้น จนทำให้หลายวาระที่อาจดูเป็นไปได้ยาก กลายมาเป็นวาระที่ทุกฝ่ายทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น ไม่ว่าเราจะสำเร็จในการเปลี่ยนตัวบทกฎหมายหรือไม่ แต่การหว่านเมล็ดพันธ์ุทางความคิดให้กับสังคมก็มีความสำคัญเช่นกัน

2.มายาคติ “คณะกรรมาธิการในสภามีไว้เพื่อผลาญงบ” แม้กลไกของคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) 35 คณะ จะเป็นกลไกที่ประชาชนหลายส่วนตั้งข้อสงสัย แต่พรรคก้าวไกลเชื่อว่ากลไก กมธ. สามารถถูกใช้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะการพยายามวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบสำหรับ กมธ. ที่มีประธานจากพรรคก้าวไกล เช่น การทำให้กระบวนการในการจัดทำงบประมาณมีความโปร่งใสตั้งแต่ต้น โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล การทำงานเชิงรุกในการสร้างความตื่นตัวและระดมความเห็นจากประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือร่างกฎหมายที่ยกระดับประชาธิปไตย เป็นต้น

3.มายาคติ “สภาคือโรงละคร” แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรระดับประเทศองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าประชาชนหลายส่วนยังมีภาพจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับการทำงานในสภา ทั้งความยืดเยื้อ ไม่มีประสิทธิภาพ เสียดสีกันไปมา คำถามเรื่องความโปร่งใส การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

แม้ตนเชื่อว่าเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากนโยบายที่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ ได้เริ่มผลักดัน แต่พรรคก้าวไกลอยากเห็นสภาที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดโยงกับประชาชน ไม่ว่าประธานและรองประธานจะชื่ออะไร สังกัดพรรคไหนก็ตาม จึงได้ยื่นร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาเข้าไปแล้วเป็น “ข้อบังคับสภาก้าวหน้า” เพื่อยกระดับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะทำให้สภาเป็น “Open Parliament” หรือสภาที่โปร่งใส ให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ และเปิดเผยรายงานการประชุมและข้อมูลการลงมติในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อง่าย, ทำให้สภาเป็น “Strong Parliament” ที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มข้น ให้ประธานของ กมธ. สามัญที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เป็น สส. ฝ่ายค้าน 

ทำให้สภาเป็น “Active Parliament” โดยเพิ่มกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีที่เปิดให้มีการถามไว-ตอบไวระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้นำฝ่ายค้าน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ อ้างอิงมาจาก “Prime Minister’s Questions” ของสภาในสหราชอาณาจักร, ทำให้สภาเป็น “Global Parliamnet” หรือสภาที่เชื่อมโยงกับสากล โดยให้มีการแปลทุก พ.ร.บ. ที่สภาเห็นชอบเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นคลังข้อมูลในการสื่อสารกับประชาคมโลก และ การทำให้สภาเป็น “People’s Parliament” ที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเปิดให้ประชาชน 5,000 คน มีสิทธิร่วมเข้าชื่อเสนอญัตติ รวมถึงกำหนดให้ร่าง พ.ร.บ. ที่ถูกเสนอโดยประชาชน ต้องถูกนับเป็นเรื่องด่วนและต้องถูกพิจารณาก่อน

4.มายาคติ “ฝ่ายค้านจะต้องค้านทุกเรื่อง” แม้หลายคนจะคุ้นชินกับบรรยากาศของฝ่ายค้านที่จะต้องค้านทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ แต่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าเราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องที่เป็นประโยชน์ พร้อมทักท้วงรัฐบาลในเรื่องที่เห็นว่าไม่ตอบโจทย์ เป็นฝ่ายค้านที่นำหน้าปัญหา ไม่ใช่ “เงา” ที่คอยตามหลังและไล่บี้รัฐบาล แต่จะเป็น “แสง” ที่คอยนำทางและชี้แนะรัฐบาล

ดังนั้น ใน 4 ปีข้างหน้านี้ พรรคก้าวไกลจะพิสูจน์ให้เห็นว่าฝ่ายค้านสร้างสรรค์และฝ่ายค้านที่นำหน้าปัญหา เป็นจริงได้ในการเมืองไทย จะมีการทำ Policy Watch คอยติดตามนโยบายของทุกกระทรวงอย่างใกล้ชิด และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลรับไปพิจารณา การยื่นร่างกฎหมายประกบร่างกฎหมายจาก ครม. อย่างสม่ำเสมอ หาก ครม. เสนอกฎหมายที่ยังมีเนื้อหาที่ก้าวไกลมองว่าบกพร่องหรือไม่ครบถ้วนสู่สภา พร้อมทั้งจะวิพากษ์วิจารณ์แบบมีข้อเสนอและทางออกควบคู่ ตอบได้เสมอว่าหากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร

5.มายาคติ “สส. เขตทำงานพื้นที่ สส.บัญชีรายชื่อทำงานเชิงประเด็น” สำหรับพรรคก้าวไกล บทบาทของ สส. แบบแบ่งเขตจะไม่เป็นเพียงแค่ผู้แทนที่ดีของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่จะต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคในส่วนที่เขามีความสนใจหรือความเชี่ยวชาญด้วย ดังจะเห็นได้ว่าในการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 11-12 ก.ย. ที่ผ่านมา มี สส.พรรคก้าวไกล ถึง 10 จาก 31 คน ที่เป็น สส. แบบแบ่งเขต และใน 4 ปีข้างหน้านี้ พรรคก้าวไกลจะกระจาย สส. ทุกคน ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อไปตามกลุ่มเชิงประเด็น 15 กลุ่ม ให้ สส. แต่ละคน สามารถเป็นตัวแทนหลัก (champion) ของพรรคในการขับเคลื่อนประเด็นเหล่านั้นได้

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

บางคนอาจจะมองฝ่ายค้านด้วยความรู้สึกดูแคลน เป็นเสียงข้างน้อยในสภาที่โหวตอย่างไรก็ยากที่จะชนะ แต่สำหรับตนฝ่ายค้านเป็นบทบาทที่มีคุณค่าและขาดหายไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย เป็นจุดตัดสำคัญระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มีฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน กับระบอบเผด็จการที่ไม่อนุญาตให้มีฝ่ายค้านและผูกขาดอำนาจจนประชาชนไม่มีทางเลือก

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคก้าวไกลอยากเป็นฝ่ายค้านมากกว่าเป็นรัฐบาล หรือต้องการเป็นฝ่ายค้านไปตลอดชีวิต เพียงแต่ตนไม่อยากให้ทุกคนหมดหวัง แต่อยากให้ทุกคนภูมิใจกับบทบาทฝ่ายค้านที่แบกความหวังของประชาชนอย่างน้อย 14 ล้านคนทั่วประเทศ และตนเชื่อว่าหากพรรคก้าวไกลใช้ทุกวินาทีในสภาตลอด 4 ปีข้างหน้า ไปเพื่อการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า การขับเคลื่อนงานยากผ่านกลไกกรรมาธิการ และการเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ที่ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เราไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในการทลายมายาคติของการเมืองเดิมๆ และฟื้นฟูศรัทธาประชาชนต่อระบบรัฐสภาได้

“ใน 4 ปี หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าพรรคก้าวไกล จะประสบความสำเร็จ ในการทลายมายาคติเดิมๆ และฟื้นฟูประชาธิปไตยในสภาฯ และทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ผมเชื่อว่าในวันที่ประชาชนทั่วประเทศเดินเข้าคูหาในการเลือกตั้งครั้งถัดไป พวกเขาจะมีความคิดในใจว่า ขนาดเป็นฝ่ายค้านพวกเรายังเปลี่ยนประเทศได้ขนาดนี้ แล้วถ้าส่งให้พวกเราเป็นรัฐบาล ประเทศจะเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหน”โฆษกพรรคก้าวไกลกล่าวสรุป

พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวบนเวทีก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดินพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวบนเวทีก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน

ชัยธวัช ลั่น นำก้าวไกล เปลี่ยนแปลงการเมือง ว่าที่นายกฯคนเดิม พิธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559346

24 ก.ย. 2566

ชัยธวัช ลั่น นำก้าวไกล เปลี่ยนแปลงการเมือง ว่าที่นายกฯคนเดิม พิธา

ชัยธวัช ตุลาธน กล่าวปราศรัยครั้งแรกในนามหัวหน้าพรรคก้าวไกล ย้ำ ว่าที่นายกฯ ยังเป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องสร้างพรรคให้เข้มแข็ง มุ่งเป้าการเลือกตั้งท้องถิ่น วางฐากกระจายอำนาจ

ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคก้าวไกลจัดกิจกรรม ก้าวต่อไปไกลทั้งแผ่นดิน นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ขึ้นกล่าวบนเวที ถือเป็นการกล่าวปราศรัยครั้งแรกในฐานะหัวหน้าพรรค โดยนายชัยธวัช กล่าวกับสมาชิกจองพรรคที่มาร่วมรับฟังว่า ทิศทางที่สำคัญของพรรคก้าวไกลที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคให้มากที่สุด ทั้งนี้ นายใช้ธวัชกล่าวว่าแม้ตนจะขึ้นมารับตำแหน่งแทนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค แต่ว่าที่นายกรัฐมนตรีของก้าวไกลก็ยังเป็นคนเดิมนั่นก็คือนายพิธา

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

นายชัยธวัชได้กล่าวต่อไปว่า ปัญหาของการเมืองแบบไทยๆที่ผ่านมาเรามีปัญหาในเรื่องของอำนาจข้อที่ผ่านมากองทัพ ตุลาการภิวัฒน์ และอำนาจนอกระบบอ ยู่เหนืออำนาจของประชาชนอย่างมาก และในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ผ่านมา เรากลับเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เคารพเสียงที่ไม่เคารพอำนาจของประชาชนเราเห็นชัดสักตั้งรัฐบาลที่สยบยอมต่ออำนาจที่ต้องการอยู่ในอำนาจของประชาชนนี่คือสิ่งที่เราเห็นปัญหาการเมืองไทย คือเรื่องรัฐเรามีปัญหาในเรื่องของรรฐราาชการที่รวมศูนย์ภายใต้ระบบการบริหารศักยภาพของประเทศเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพต่อประชาชน เราเห็นนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะทำให้มีวิธีการที่เรียกว่าผู้ว่า CEO 

ปัญหาตค่อมาคือเรื่องของทุนใหญ่ทุนใหญ่ ทุนผูกขาด ที่อยู่เหนือระบบเศรษฐกิจภายใต้ระบบแบบนี้ เราจะไม่สามารถที่จะส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมได้ใครอยากจะโตต้องสร้าง connection สร้างเส้นสายไม่ใช่ innovation แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหลังการเลือกตั้งเราก็เห็นกลุ่มทุนใหญ่กลุ่มทุนผูกขาดกลายมาเป็นผู้จัดการรัฐบาลตัวจริงทั้งๆที่หลังที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารเราเห็นปัญหาของกลุ่มทุนผูกขาดมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาอีกประการของการเมืองไทยหรือประชาธิปไตยประเทศไทยก็คือเรื่องนิติรัฐแบบอภิสิทธิ์ชนเรามีปัญหาเรื่องนี้ยาวนาน ภายใต้วัฒนธรรมที่ส่งเสริมสังคมให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง กฎหมายของเราไม่เป็นกฎหมาย ความเสมอภาคทางกฎหมายไม่มีอยู่จริง มีไว้เพียงเพื่อรับใช้เพียงคนบางกลุ่ม หลังรัฐประหารประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีร้ายแรง

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

หลายคนติดคุกเพียงเพราะการออกแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่เมื่อได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เรากลับเห็นอีกว่าถ้าอยากได้เห็นความยุติธรรม ต้องไม่เรียกร้องแบบสากล แต่ต้องยินยอมเพื่อให้ได้มันมา ด้วยความกรุณาปราณี ปัญหาเหล่านี้ของการเมืองไทยเราแก้ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาการเมืองของไทยเป็นการเมืองของชนชั้นนำ ที่อนุญาตให้มีการรัฐประหารได้ตลอดเวลา นายทุนจะลากรถถังมาฉีดรัฐธรรมนูญยึดอำนาจไม่ถือเป็นการล้มล้างการปกครองแต่ถ้าท่านโพสต์โซเชียลท่านอาจจะติดเป็น 10 ปีหรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ถ้าไม่เป็นที่ถูกใจชนชั้นนำ 

หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ กล่าวต่อไปว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติเราก็สามารถที่จะอยู่ในลักษณะแบบนี้ได้ถ้าเป็นสัก 40 ปีถึง 30 ปีก่อนเราอยู่ในลักษณะแบบนี้ก็พอจะไปกันได้เพราะโลกาภิวัฒน์เม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย หลายคนร่ำรวยจากตลาดหุ้นหลายคนร่ำรวยจากการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ แต่ในปัจจุบันตนเองว่าเราไม่สามารถที่จะอยู่ได้รับลักษณะอาศัยอานิสงค์จากต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงโจทย์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่จะไม่สามารถหลีกอีกต่อไปแล้ว

ชัยธวัช ลั่น นำก้าวไกล เปลี่ยนแปลงการเมือง ว่าที่นายกฯคนเดิม พิธา

“การเมืองแบบชนชั้นนำของไทยให้เรามีสิทธิ์ออกไปเลือกตั้งได้เป็นพักๆแต่จะไม่ยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนการเมืองแบบนี้ตนขอเรียกว่าการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ  การเมืองการเมืองแบบชนชั้นนำของไทยอนุญาตให้พรรคการเมืองแข่งขันกันได้ในระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้ไปแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ แต่จะไม่อนุญาตให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเมืองแบบไทยนั้นทำให้ประชาชนไม่กล้าฝันใหญ่” นายชัยธวัช ระบุ  

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกับสมาชิกพรรคต่อไปอีกว่า ดังนั้นตนเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย แต่เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากการเมืองชนชั้นนำที่ต่อสู้กันระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองระหว่างจารีกับชนชั้นนำการเมืองใหม่ขึ้นมา จากการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านระหว่างการต่อสู้ของการเมืองของคนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน และนี่คือรากฐานทั้งการเมืองของรัฐบาลในปัจจุบัน และนี่จัดเป็นจุดเริ่มต้นการเมืองไทย นับจากนี้ต่อไปเป้าหมายสำคัญของพรรคก้าวไกลของการเมืองก้าวไกลคือเราจะต้องผลักดัน เราต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป

นายชัยธวัช ประกาศแนวทางต่อไปว่า ภายใต้เป้าหมายนี้พรรคก้าวไกลจะชูนโยบายสำคัญ 4 ด้าน รวมทั้ง 2 ภารกิจสำคัญภารกิจแรกคือสร้างพรรคก้าวไกล ให้เข้มแข็งเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนอย่างมั่นคง การจัดงานในวันนี้ก็เป็นหนึ่งในก้าวแรกของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ และขอให้ช่วยกันขยายสมาชิกพรรคขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ช่วยกันเปลี่ยนแปลงวันละเล็ก วันละน้อย ช่วยกันปรับปรุงทางความคิดของก้าวไกล เมื่อช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงยุทธศาสตร์ที่ 2 คือยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านในสภาตามปกติ ในการตรวจสอบสมดุลฝ่ายรัฐบาลในฐานะหัวหน้าพรรคคนใหม่ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะตรวจสอบถ่วงดุลอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใคร เหมือนอย่างที่เคยได้ทำมาแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา ร่วมทั้งดำเนินการผลักดันกฎหมายและวาระเพื่อพี่น้องประชาชนในฐานะฝ่ายที่บัญญัติร่วมไปด้วย 
ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านเชิงรุก  และยุทธศาสตร์ที่4 คือการตรึงพื้นที่เก่า สร้างพื้นที่ใหม่ พื้นที่ไหนที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกทั้งก้าวไกลเป็นส.ส.แล้ว ต้องเร่งทำงานพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อท่านเลือกทั้งก้าวไกลมาแล้ว เราทำงานไม่เหมือนใคร เราต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องช่วยกันทำส่วนพื้นที่ไหนที่ยังไม่ชนะการเลือกตั้ง ก็ขอเชิญชวนสมาชิกพรรคทุกท่านช่วยกันทำพักให้เข้มแข็งขึ้นและช่วยกันไปหาคนที่ดีที่สุดที่จะเป็นผู้แทนราษฎรของพวกเรา

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังได้กล่าวถึงแผนงานการดำเนินการนับจากนี้อีกว่า พรรคก้าวไกลจะลงการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับ หลังจากนี้ต่อไปถ้าก้าวไกลจะสร้างกลไกเพื่อให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการสรรหาผู้ลงสมัครเป้าหมายไม่ใช่เพื่อเป็นการสร้างหัวคะแนน แต่เป้าหมายคือการผลักดันนโยบายกระจายอำนาจแก้ไขระบบรัฐรวมศูนย์สุดท้ายคือการร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนดังนั้นนับจากนี้ต่อไปขอให้สมาชิกพรรคช่วยกันรณรงค์เรียกร้องให้มีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร.ต้องมาจาการเลือกตั้งทั้งหมด

“ผมทราบดีว่าพวกเราเสียใจพวกเราเสียน้ำตาเพราะก้าวไกลชนะการเลือกตั้งแต่เราไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สิ่งที่เราอยากจบออกคือนับจากนี้ต่อไปขอให้เราเอาน้ำตาไว้ข้างหลังไม่มีอะไรที่จะต้องเสียใจอีกต่อไป เอาลองนึกถึงสังคมไทยก่อนที่จะมีพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลวันนี้เราช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายขนาดไหนไม่มีอะไรที่จะต้องเสียใจ เราจะต้องเดินหน้าร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน” นายชัยธวัช ทิ้งท้าย

‘ราเมศ’ ย้ำ จุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559340

24 ก.ย. 2566

‘ราเมศ’ ย้ำ จุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย

‘ราเมศ รัตนะเชวง’ ย้ำ จุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ย้ำ ไม่แตะ หมวด 1 และหมวด 2 ขอรัฐบาล อย่าตั้งท่านานจนเกินไป

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนเรื่องนี้ชัดว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น พรรคพร้อมให้การสนับสนุน แต่จะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 

นายราเมศ รัตนะเชวงนายราเมศ รัตนะเชวง

ที่สำคัญการนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาประกอบในการดำเนินการในขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกันเพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ประสบผลสำเร็จได้

โดยการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติของรัฐบาล โดยหลักถือว่าเป็นจุดตั้งต้นที่ดี แต่ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงโดยจะต้องไม่มีการพิจารณาที่ล่าช้าเกินสมควร ไม่ควรตั้งท่านานจนเกินไป และการเตรียมการเพื่อจะนำไปสู่การจัดทำประชามติมีความจำเป็นที่จะต้องให้มีความละเอียดรอบคอบ รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในสภาชุดที่ผ่านมาได้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย

ร่างฉบับที่ 1 เป็นการเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เรื่องเพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค สิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บรรจุเรื่องสิทธิของประชาชนลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก

ร่างฉบับที่ 2 ตัดอำนาจ สว.ในการแก้รัฐธรรมนูญ

ร่างฉบับที่ 3 เพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการตรวจสอบการทุจริต

ร่างฉบับที่ 4 แก้ไขที่มาของนายกรัฐมนตรี และยกเลิกอำนาจ สว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ร่างฉบับที่ 5 เรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองแรกที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพื่อทำให้ท้องถิ่นดีขึ้น

ร่างฉบับที่ 6 แก้ไขระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นร่างเดียวที่ผ่านความเห็นชอบการพิจารณาจากรัฐสภา

“พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้ความร่วมมือ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป

จุรินทร์ เตือน ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ อย่าใช้ ‘รธน.ปี2540’ เป็นตัวตั้ง หวั่นกินรวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559329

24 ก.ย. 2566

จุรินทร์ เตือน 'รัฐบาลเพื่อไทย' อย่าใช้ 'รธน.ปี2540' เป็นตัวตั้ง หวั่นกินรวบ

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตือน รัฐบาลเพื่อไทย อย่าใช้ ‘รธน.ปี2540’ เป็นตัวตั้ง ในการกำหนดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นบ่อเกิด นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบไม่ได้ จนได้รัฐบาลกินรวบ มาแล้วในอดีด 

คืบหน้าหลังรัฐบาลเพื่อไทย มีแนวคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือเป็นสารตั้งต้นนั้น “รธน.ปี2540”  เป็นสารตั้งต้นนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมฝ่านค้าน ได้กล่าว ถึงการตั้งคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติและกำหนดแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ(รธน.)ของรัฐบาลว่า หลักการในเรื่องของการไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เป็นเรื่องที่ทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้การสนับสนุน

“และล่าสุด ผมก็ได้แสดงจุดยืน ในการประชุมรัฐสภาตอนแถลงนโยบายของรัฐบาลอีกครั้งชัดเจนแล้ว แต่ที่ต้องทักท้วงไว้เสียแต่ต้นคือ หลักคิดในเรื่องของการที่รัฐบาลจะใช้รัฐธรรมนูญปี2540 เป็นต้นแบบนั้น ผมขอให้คิดให้รอบคอบ”

เพราะ“รธน.ปี2540”  เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป จนบางยุคทำให้การตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีทำได้ยากมาก จนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้เลย ถ้านายกรัฐมนตรีตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกว่า 3 ใน 5 คือเกินกว่า 300 เสียงขึ้นไป

อีกทั้ง “รธน.ปี2540” ระบุว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ฝ่ายค้านต้องมีเสียงเกินกว่า 200 เสียงหรือ 2ใน 5 ขึ้นไปเท่านั้น ทำให้บางยุคไม่สามารถตรวจสอบนายกรัฐมนตรีได้เลยตลอดอายุรัฐบาล นำไปสู่การมีรัฐบาลกินรวบ ดังที่เคยประสบในบางยุค  

เพราะนายกรัฐมนตรีอาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญตั้งรัฐบาลเกิน 300 เสียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบตั้งแต่ต้น  อีกทั้ง “รธน.ปี2540” ก็ยังให้อำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปมีบทบาทในการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ จนนำไปสู่การใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของฝ่ายบริหารเกิดรัฐบาลกินรวบ จนต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี2550 ในที่สุด 

ถ้าใช้ รัฐธรรมนูญปี2540 มาสวมในสถานการณ์ปัจจุบันการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเพราะรัฐบาลมีเสียงเกิน 3 ใน 5 นั่นคือมีถึง 314 เสียง ฝ่ายค้านมีไม่ถึง 200 เสียง ก็จะไม่สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ถ้านายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ล้มเหลวและเกิดการทุจริตคอรัปชั่นขึ้นมาในอนาคต จะเท่ากับพาประเทศย้อนยุคกลับไปสู่ปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตได้อีก  จึงควรคิดกันให้รอบคอบ 


“ที่พูดนี้ไม่ได้แปลว่าจะตั้งธงอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมขอพูดเสียก่อนเลยว่าไม่เกี่ยวกันและยังไม่ใช่เวลา เพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มต้น ผมเพียงแต่ต้องการทักท้วงไว้เพราะ รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสำคัญของประเทศ และหากแก้แล้ว ต้องใช้ต่อไปในอนาคต จะได้ไม่พาประเทศย้อนยุคกลับไปสู่ปัญหาที่เคยเกิดในอดีตที่เราไม่อยากเห็นอีก” รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป

‘อดิศร’ ติง กมธ.สว. เชิญ ยธ.-ราชทัณฑ์ สอบการรักษา ‘ทักษิณ’ อย่าโยงการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559327

24 ก.ย. 2566

'อดิศร' ติง กมธ.สว. เชิญ ยธ.-ราชทัณฑ์ สอบการรักษา 'ทักษิณ' อย่าโยงการเมือง

อดิศร เพียงเกษ ปธ.วิปรัฐบาล ติง กมธ.สิทธิฯ สว. เชิญ ยธ.-ราชทัณฑ์ สอบมาตรการรักษา ‘ทักษิณ’ ขออย่าเชื่อมโยงการเมือง

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธาน ได้ตั้งเรื่องตรวจสอบฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงติดตามดูแลนักโทษในระบบของกรมราชทัณฑ์ว่า เป็นสิทธิของกรรมาธิการที่จะตรวจสอบ แต่หวังว่า สมาชิกรัฐสภาที่เป็นผู้ใหญ่ จะคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่ควรมีประเด็นการเมืองพ่วงไปด้วย 

“และผมมั่นใจว่า การรักษาตัวนอกเรือนจำของนักโทษนั้น กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์จะดูแลให้เป็นไปตามความจำเป็นในแต่ละรายหรือแต่ละกรณี”
 

อดิศร เพียงเกษ ประธานวิปรัฐบาลอดิศร เพียงเกษ ประธานวิปรัฐบาล

นายอดิศร ยังเห็นว่า ขณะนี้ โลกพัฒนาไปสู่การอยู่ร่วมกันต่อไป และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำถึงการดึงศักยภาพเพื่อพัฒนาประเทศ ควรเลยจุดที่จะเอาความหลังเก่า หรือความคิดตกค้างเรื่องที่อยู่ในใจมาพูด เพราะโอกาสเดินหน้าต่อไปจะลำบาก

พร้อมย้ำว่า ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่เป็นผู้ใหญ่ด้วยกัน ควรเป็นหลักชัยให้กับบ้านเมืองจะดีกว่า 

สรุป ‘ประชุม UNGA78’ กลับคนสำคัญทั่วโลก ประเทศไทยได้อะไรกลับมาบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559323

24 ก.ย. 2566

สรุป 'ประชุม UNGA78' กลับคนสำคัญทั่วโลก ประเทศไทยได้อะไรกลับมาบ้าง

สรุป ‘ประชุมUNGA78’ เศรษฐา ทวีสิน ร่วมประชุมโชว์วิสัยทัศน์ประเทศไทย พบบุคคลสำคัญ นักธุรกิจสำคัญ ผลักดันการลงทุนสู่ประเทศไทย

นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางถึงประเทศไทย หลังจากเข้าร่วมการ “ประชุม UNGA78” ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดย นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญจากการแถลงผลการ เข้าร่วมการประชุมฯ ของนายกรัฐมนตรี

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นการเดินทาง 4 วันที่มีภารกิจมาก ขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ Boi และเจ้าหน้าที่ที่ช่วยทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

โดยในการประชุม “ประชุม UNGA78” ครั้งนี้ ได้พบปะกับผู้นำต่างประเทศหลายประเทศเข้าร่วมการประชุมและได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมทั้งสิ้น 5 ครั้ง

  • พบผู้นำองค์กรระหว่างประเทศสำคัญสององค์กร และได้พบ ผู้บริหาร บริษัทยักษ์ใหญ่ระหว่างประเทศหลายบริษัท อาทิ Tesla Google Microsoft Citibank JP Morgan Estee lauder โดยบริษัทเหล่านี้สนใจการลงทุนในประเทศไทยซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การสนับสนุนการลงทุนในไทยมากขึ้น โดยหลักๆแบ่งเป็นสองภาคส่วนคือบริษัทเทคโนโลยี และบริษัทการเงิน
  • หารือกับผู้นำตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่มีศักยภาพมากและพยายามจะผลักดันให้ภายในปีนี้มีอย่างน้อยหนึ่งบริษัทของไทยที่ได้ไปลงทุน

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

  • หารือกับผู้บริหาร FIFA และพูดคุยถึงการจะให้ไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดฟุตบอลโลกภายในปี 2032 หรือในอีก 9 ปีข้างหน้า และขอให้สนับสนุน ฟุตบอลรากหญ้าของไทยโดยจากเดิมที่สนับสนุนปีละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่อนข้างเป็นเงินจำนวนที่เยอะพอสมควร
  • ร่วมกันแก้ปัญหาความแตกแยกช่วยกันผลักดันตัวชี้วัด SDG 17 ข้อ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ไขปัญหาด้วยประเทศเดียวทั่วทั้งโลกต้องให้ความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในส่วนของภาวะโลกร้อนซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ระบุไปแล้วว่าไม่ใช่เพียงแค่โลกร้อนแต่เป็นโลกเดือด ปัญหาสิทธิมนุษยชนรวมถึงได้ร่วมประกาศจุดยืนของประเทศไทย ในฐานะประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข รวมถึงส่งเสริมการเกษตรพอเพียงผ่านอารยะเกษตร การให้ประชาชนรับบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น

ในการเดินทางครั้งต่อไปของนายกทำมนตรีจะเป็นการเข้าร่วมการประชุมเอเปก ซานฟรานซิสโก ซึ่งจะมีหลายบริษัทที่เข้าร่วมด้วยโดยจะจัดเป็นเวทีร่วมกันเพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ