นายกฯเศรษฐา ออกอาการ สื่อถามตั้ง ทักษิณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559313

24 ก.ย. 2566

นายกฯเศรษฐา  ออกอาการ สื่อถามตั้ง ทักษิณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี ตัดจบแต่งตั้ง ทักษิณ ชินวัตร ขึ้น ” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ”   สรุปเพียงแค่สอบถามความเห็นในฐานะผู้รู้ ไม่มีการแต่งตั้ง ขอร้องสื่ออย่าไปตีความ  ด้านโครงการเเงินดิจิตัล 10,000 บาท “ดิจิทัลวอลเล็ต” ความเป็นไปได้ต่อการขยายรัศมเกิน 4 กิโลเมตร รอผลศึกษา

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการทรวงการคลัง ให้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่สหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับถึงประเทศไทย    ต่อประเด็นการแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็น  “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี”  โดยนายเศรษฐา  ระบุว่า  ไม่มีการแต่งตั้ง   แต่หากมีอะไรที่ตนจะปรึกษา ก็ไปขอคำปรึกษา  เหมือนกับที่ปรึกษาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านที่เกษียณไปแล้ว หรือ อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น นายอานันท์ ปันยารชุน และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกและเพิ่งเข้าสู่การการเมือง  ดังนั้นใครมีความรู้ ความสามารถที่ดี ตนก็พร้อมจะปรึกษา ซึ่งตนได้พูดเพียงเท่านี้ในการให้สัมภาษณ์ กับสื่อต่างประเทศ ขออย่านำไปตีความไปกว้างกว่านั้น จะเป็นการก่อให้เกิดประเด็นโดยไม่ใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่า กรณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี   เกิดการตีความในวงกว้าง ทำให้นายกรัฐมนตรีตอบอย่างมีอารมณ์ทันที โดยที่ผู้สื่อข่าวยังถามไม่จบ  “คุณตีความ คุณอย่าตีความสิครับฟังที่ผมพูดสิ ”  นายเศรษฐา  มีสีหน้า   และถามกลับมาว่ามีเรื่องอื่นถามอีกไหม และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที     ทั้งนี้นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว บลูมเบิรก์ [ Bloomberg ] ระหว่างที่ทำภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา   “ผมเชื่อว่าเขา (ทักษิณ) มีประโยชน์ทั้งต่อรัฐบาลและประชาชนไทย  เขาเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย และอาจจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ ….คงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนักถ้าผมจะไม่ขอความคิดเห็นจากเขา รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ด้วย ” 

.
ขยายพื้นที่ใช้ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต  รอพิจารณา

.

นายเศรษฐา   กล่าวถึง  โครงการดิจิทัลวอลเล็ต   หรือ การใช้เงินดิจิตอล  10,000 บาท    ต่อการขยายพื้นที่จากรัศมี 4 กิโลเมตร ไปเป็นอำเภอหรือจังหวัด    ประเด็นนี้มีข้อเป็นห่วงที่ประชาชนกังวล ก็ต้องนำพิจารณา  ส่วนจะปรับรัศมีตามที่ประชาชนร้องขอให้ขยายไปในอำเภอหรือจังหวัด นั้น  หากจะปรับเป็นจังหวัดจะกระจุกตัวอยู่เพียงในอำเภอเมือง อยากให้อำเภอที่กันดารได้รับอานิสงส์  ซึ่งคณะกรรมการกำลังพิจารณากันอยู่ ขออย่าเป็นห่วง

นายกฯเศรษฐา  ออกอาการ สื่อถามตั้ง ทักษิณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับถึงประเทศไทย  หลังเสร็จสิ้นภารกิจ  การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 78 (78th Session of the United Nations General Assembly: UNGA78)  ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา   ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาในการทำภารกิจ  18-24 ก.ย. 

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2727494

ซัสโก้ฉลองครบ 46 ปี ทำบุญสนับสนุนสมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า

24 ก.ย. 2566 05:01 น.

ซัสโก้ฉลองครบ 46 ปี ทำบุญสนับสนุนสมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า

46 ขวบ มงคล สิมะโรจน์ จัดพิธีทำบุญในโอกาสครบรอบ 46 ปี วันก่อตั้ง บริษัทซัสโก้ พร้อมมอบเงินสนับสนุนให้สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า โดยมี ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์, มาวีร์ สิมะโรจน์, อัมรินทร์ สิมะโรจน์ และ พงศธร ฉัตรนะรัชต์ มาร่วมในพิธีด้วย ที่บริษัทซัสโก้ สำนักงานใหญ่ วันก่อน.

คนที่ใช้อารมณ์นำหน้าสติมักเดินผิดทาง….หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2566

  • “ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน…เช้าวันที่ 24 ก.ย.นี้ เวลาประมาณ 08.45 น. เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะ ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจเข้าร่วมการประชุม สมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 78 (UNGA 78) ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีกำหนดการเดินทางกลับถึงประเทศไทย ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจในการไปร่วมประชุมบนเวทีนานาชาติครั้งแรก หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การกุศล พล.อ.สุนัย สัมปัตตะวนิช และ ธนาธร สุวิชา จัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศลครบรอบ 32 ปี มูลนิธิเพื่อสังคมไทย โดยมี ดร.กฤษฎาภรณ์ รุจิธำรงกุล, พล.อ.อ.วุฒิชัย คชา ชีวะ และ อรพินธุ์ คนึงสุขเกษม มาร่วมแข่งด้วย ที่เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย วันก่อน.
  • แน่นอน ต้องยอมรับว่าในช่วง 3-4 วัน ที่ไปร่วมประชุมในเวทีสมัชชาสหประชาชาติ นายกฯเศรษฐา อาจไม่ได้โดดเด่นมากมายนักบนเวทีประชุมโลก เพราะการประชุมครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรดาผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพลมากมายหลายประเทศ ขณะที่ นายกฯเศรษฐา เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของไทย ได้เพียงแค่ 2 สัปดาห์ การประสานเตรียมงานจึงกะทันหันอาจขลุกขลักไปบ้าง จึงไม่มีคิวเข้าพบหารือ ทวิภาคีกับ ผู้นำประเทศมหาอำนาจ อย่าง โจ ไบเดน ประธานา ธิบดีสหรัฐอเมริกา…แต่อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งนี้ นายกฯเศรษฐา ก็ถือว่าทำหน้าที่ ผู้นำประเทศไทย ได้อย่างโดดเด่นในการนำเสนอถ้อยแถลงทั้งในวงประชุมเวทีย่อยและเวทีใหญ่ โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจตามเป้าหมายที่จะหาความร่วมมือจาก ประเทศต่างๆ องค์กรด้านการค้าการลงทุน ทั้ง สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา และ หอการค้าสหรัฐฯ ภาคเอกชน บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัท ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย
อย่าพลาด ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ และ ปาลิดา กลิ่นมาลี เปิด “Beauty Full Fest 2023” งานของคนรักความสวยและศัลยกรรม พร้อมโปรโมชันมากมาย จัดถึง 24 ก.ย. โดยมี ธีราพร จิตนาวา, ปรมะ องค์กิตติ และ ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว วันก่อน.
  • ทั้งนี้ ในการเข้าพบกับหารือกับ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ สหประชาชาติ ก็ได้แสดงความยินดีกับ นายกฯเศรษฐา ที่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังชื่นชม นายกฯเศรษฐา ที่กล่าวถ้อยแถลงนำเสนอประเด็นต่างๆ ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติอย่างสร้างสรรค์ ขอบคุณความร่วมมือของไทยที่มีต่อสหประชาชาติ พร้อมทั้งยืนยันว่า สหประชาชาติ ให้ความสำคัญกับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นที่ตั้งของสำนักงาน สหประชาชาติในภูมิภาค
ใจสบายได้ นพ.พณะ จันทรกมล และ พญ.พิมพ์ชนก บุษกรเรืองรัตน์ เปิด “MIND WELLNESS CENTER” ศูนย์สุขภาพใจตรัยญา ช่วยดูแลสภาพจิตใจให้คลายความเครียด โดยมี นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ และ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มาร่วมงานด้วย ที่โรงพยาบาลปิยะเวท วันก่อน.
  • นอกจากการปฏิบัติภารกิจในเวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติแล้ว นายกฯเศรษฐา ยังได้มีการหารือและมอบนโยบายให้ หน่วยงานราชการไทย ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา หรือ ทีมไทยแลนด์ โดยเน้นย้ำว่าต้องการทำงานร่วมกับ ทีมไทยแลนด์ อย่างใกล้ชิด เพื่อ เปิดตลาดการค้า ให้กับประเทศไทย ส่งเสริมให้สินค้าไทยส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง การเสนอ ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทยต่อนานาชาติ…ยืนยัน รัฐบาล นี้มาจากประชาชน และจะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มความสามารถ จะแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ ให้ได้ เพราะ ประเทศไทย มี จีดีพี ที่ต่ำกว่า ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาก ทั้งคู่แข่ง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย น่าเป็นห่วงมาก การส่งออกไทยก็ลดลง ทั้งนี้ การจะยกระดับ จีดีพี ให้สูงขึ้นต้องมี เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ มาช่วย การพยุง จีดีพี ในขณะนี้ทำได้เพียงระยะสั้น คือการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องเพิ่มให้ได้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากอีกเรื่องคือ ปัญหาความแตกแยกในสังคม แก้ยากกว่า ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ รัฐบาล จะพยายาม สร้างสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย…จากนี้ก็คงต้องรอพิสูจน์กันว่า ผลลัพธ์ที่จะออกมา โดยเฉพาะเรื่องการดึง นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และการสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ ภายในประเทศ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สำเร็จบรรลุเป้าแค่ไหน เพราะตรงนี้จะเป็นตัวชี้วัดผลงานของนายกฯเศรษฐา
46 ขวบ มงคล สิมะโรจน์ จัดพิธีทำบุญในโอกาสครบรอบ 46 ปี วันก่อตั้ง บริษัทซัสโก้ พร้อมมอบเงินสนับสนุนให้สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า โดยมี ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์, มาวีร์ สิมะโรจน์, อัมรินทร์ สิมะโรจน์ และ พงศธร ฉัตรนะรัชต์ มาร่วมในพิธีด้วย ที่บริษัทซัสโก้ สำนักงานใหญ่ วันก่อน.
  • อืม…จากการที่มีกระแสข่าวว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม มีแนวคิดที่จะไม่เดินหน้า โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย–อันดามัน (ชุมพร–ระนอง) ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์กันไปต่างๆนานา ล่าสุด รมต.สุริยะ ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า กระแสข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง เพราะได้ให้นโยบายกับ ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อย่างชัดเจนว่า โครงการนี้จะเดินหน้าอย่างแน่นอน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโครงการของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เมื่อศึกษาแล้วเสร็จจะเดินหน้าตามกระบวนการต่อไป ขณะที่โครงการนี้ในรัฐบาลชุดที่แล้วมีการให้นโยบายว่าจะเป็นการดำเนินการ โดย ภาคเอกชน 100% และโครงการนี้มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมามีเอกชนจาก จีน และ ฝรั่งเศส ให้ความสนใจในการลงทุนโครงการนี้ แต่ในขณะนี้กลับ เงียบไป…หลังจากนี้จะไปยืนยันกับทาง เอกชน ทั้งจาก จีน และ ฝรั่งเศส ว่าทาง รัฐบาล จะเดินหน้าโครงการนี้แน่นอน โดยเอกชนลงทุน 100% ส่วน รัฐบาล จะสนับสนุนเรื่องของ การเวนคืน นอกจากนี้จะไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อดึงความสนใจจาก นักลงทุนเอกชน ต้องเตรียมโครงการให้ดีว่าหากมาลงทุนในโครงการนี้จะได้ผลตอบแทนอะไรบ้าง ทำให้เอกชนสนใจที่จะมาลงทุน…ประกาศชัดถ้อยชัดคำขนาดนี้ แสดงว่าเดินหน้าชัวร์
แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ถาวร ลีนุตพงษ์ จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้สวีตฮาร์ท ภรณี ลีนุตพงษ์ โดยมี โชติพงษ์–เด็บบี้ ลีนุตพงษ์, ชาฎิณี อินทุลักษณ์ พร้อมด้วยหลานรัก ณคุณ ลีนุตพงษ์ มาร่วมฉลองด้วย ท่ามกลางความสดใส ที่ห้องลอร์ดจิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล วันก่อน.
  • เฮ้อ…จากกรณี ศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่า พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ มีความผิดฐาน ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง กรณีโพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กพาดพิงสถาบันฯ ตัดสิน สั่งเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และ ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นอุทาหรณ์ สำหรับ บรรดา สส. นักการเมือง ที่เป็นเซียนคีย์บอร์ดทั้งหลาย จะโพสต์อะไรทางสื่อออนไลน์อย่าใช้แต่อารมณ์ความรู้สึก ต้องมีสติยั้งคิด เพราะถ้าผิดกฎหมายก็ต้องรับชะตากรรม จบข่าว
ปลายทางชีวิต พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ทิพย์วรรณ จิรชนานนท์ มารดาของ พ.ต.อ.โกวิทย์ จิรชนานนท์ โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล, ชิม ชินวิริยกุล และ ดร.นาที รัชกิจประการ มาร่วมในพิธีด้วย ที่วัดเทพศิรินทราวาส วันก่อน.
  • สังคมทั่วไป…สตรีวิทยา รุ่น 70 จบปี 2516 จัดงานพบปะสังสรรค์ ที่ห้องบุหงา โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป พระราม 9 วันที่ 24 ก.ย. 10.30-16.00 น.
เจาะคริปโท สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ เชิญ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา, สุกิจ อุดมศิริกุล และ สัญชัย ปอปลี มาร่วมสัมมนาหัวข้อ “เทรนด์คริปโทฯ Bull Run สัญญาณลงทุน Digital Asset” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 43 วารสารการเงินธนาคาร ที่ SCBX NEXTTECH สยามพารากอน วันก่อน.
  • ศพ สุรินทร์ การุณยธร บิดา ขวัญใจ สุนทรสุข พ่อตา พล.ต.ท.ธเนษฐ สุนทรสุข ตั้งสวดศาลา 13 วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน 18.00 น. ถึง 25 ก.ย. และบรรจุศพ

“ธนูเทพ”

ถนนมอเตอร์เวย์สวีเดนพังเสียหายหนักหลังเหตุดินถล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727629

ถนนมอเตอร์เวย์สวีเดนพังเสียหายหนักหลังเหตุดินถล่ม

24 ก.ย. 2566 08:58 น.

ถนนมอเตอร์เวย์สวีเดนพังเสียหายหนักหลังเหตุดินถล่ม

เหตุดินถล่มในสวีเดน ส่งผลให้ถนนมอเตอร์เวย์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวีเดน พังทลายลงช่วงหนึ่ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และรถยนต์เสียหายหลายคัน

ตำรวจและหน่วยฉุกเฉินสวีเดนเปิดเผยว่า เกิดเหตุดินถล่มทำลายถนนมอเตอร์เวย์สายหลักในสวีเดนเมื่อวันเสาร์ (23 ก.ย.) ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย โดยแผ่นดินถล่มทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งต่อเส้นทางขาขึ้นและขาล่องบนมอเตอร์เวย์สาย อี6 ใกล้กับเมืองสเตนังซุนด์ ที่อยู่ระหว่างเมืองโกเธนเบิร์ก และกรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์

เหตุถนนถล่มยังสร้างความเสียหายต่อสถานที่จอดรถของสถานีบริการน้ำมัน ส่งผลให้รถบรรทุกพลิกคว่ำ และสร้างความเสียหายต่อหลังคาของร้านอาหารแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่เตือนภัยและบริหารจัดการหน่วยบริการฉุกเฉินโกเธนเบิร์ก กล่าวว่า ขณะนี้ถนนช่วงดังกล่าวปิดการสัญจรทั้งสองฝั่งแล้ว

ตำรวจกำลังสืบสวนว่าการระเบิดเนินเขาในโครงการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่ในบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เกิดดินถล่มหรือไม่ แม้ยังไม่ชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างงานก่อสร้างกับแผ่นดินถล่มหรือไม่

ตำรวจได้เปิดการสอบสวนกรณีการสร้างความเสียหายต่อพื้นที่สาธารณะ และจะสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่ไซต์ก่อสร้าง แต่กล่าวว่า ไม่มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการระเบิด การก่อสร้างในพื้นที่ และการพังทลายของถนน

ภาพถ่ายโดรนจากจุดเกิดเหตุแสดงให้เห็นว่าถนนได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวางในหลายจุดทั้งสองทิศทาง แต่ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดดูเหมือนจะเกิดขึ้นที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรอยแตกขนาดใหญ่พาดผ่านจากด้านหนึ่งของถนนไปยังอีกด้านหนึ่ง รถบรรทุกหลายคันในพื้นที่ได้รับความเสียหายและพลิกคว่ำ

โฆษกตำรวจ กล่าวว่า พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 500 เมตร ด้านหน่วยบริการฉุกเฉินประจำภูมิภาค กล่าวว่า เหตุดินถล่มดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อรถยนต์ราว 10 คัน พื้นที่ป่าและพื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงปั๊มน้ำมันและร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยจุดที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เมตร x 150 เมตร แต่ดินถล่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรวมประมาณ 700 เมตร x 200 เมตร และผู้ประสบหลายคนได้รับการช่วยเหลือออกจากยานพาหนะในบริเวณที่เกิดดินถล่มด้วยความช่วยเหลือของหน่วยดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์

หน่วยฉุกเฉินยังระบุว่า อาจเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มเพิ่มเติมได้ จึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ตำรวจปิดเส้นทางมอเตอร์เวย์ส่วนใหญ่แล้ว เนื่องจากเสี่ยงต่อการพังทลาย เจ้าหน้าที่วางแผนที่จะปิดเส้นทางบางส่วนของมอเตอร์เวย์ สาย อี6 เป็นเวลาหลายสัปดาห์ และคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการจราจรไปอีกระยะหนึ่ง.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไฟไหม้โกดังเก็บน้ำมันผิดกฎหมายในเบนิน คร่าชีวิต 35 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727627

ไฟไหม้โกดังเก็บน้ำมันผิดกฎหมายในเบนิน คร่าชีวิต 35 ศพ

24 ก.ย. 2566 08:40 น.

ไฟไหม้โกดังเก็บน้ำมันผิดกฎหมายในเบนิน คร่าชีวิต 35 ศพ

รัฐบาลเบนินเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ศพ ในเมืองใกล้ชายแดนติดกับไนจีเรียเมื่อวันเสาร์ หลังโกดังเก็บน้ำมันผิดกฎหมายเกิดระเบิด

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเบนินและประชาชน เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ศพในประเทศเบนิน ใกล้ชายแดนติดกับไนจีเรียเมื่อวันเสาร์ (23 ก.ย.) หลังโกดังเก็บน้ำมันผิดกฎหมายเกิดระเบิดลุกเป็นไฟ ส่งผลให้เกิดควันดำทะมึนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า และพบศพไหม้เกรียมหลายสิบศพในสถานที่เกิดเหตุ 

ตามการระบุของชาวบ้านในท้องถิ่น เหตุเพลิงไหม้ปะทุขึ้นที่โกดังเก็บน้ำมันผิดกฎหมายในเมืองเซเม พอดจี ทางตอนใต้ของเบนิน ซึ่งมักมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และแท็กซี่สามล้อเข้ามาตุนน้ำมัน

ไนจีเรียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และการลักลอบขนเชื้อเพลิงเป็นเรื่องปกติภายในประเทศและตามแนวชายแดน โดยโรงกลั่นที่ผิดกฎหมาย การทิ้งเชื้อเพลิง และท่อส่งน้ำมัน มักทำให้เกิดเพลิงไหม้

ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันยังคงตกใจ เราได้ยินคนกรีดร้องขอความช่วยเหลือ แต่ความรุนแรงของเปลวไฟนั้นมากเกินกว่าที่ผู้คนจะสามารถเข้าใกล้ได้” เขากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ไปเติมน้ำมันสำหรับรถมอเตอร์ไซค์เพื่อไปซื้อของ แต่เมื่อขับรถห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตรก็ได้ยินเสียงระเบิด พอหันไปมองก็มีแต่ควันดำ”

อลาสซาเน เซโด รัฐมนตรีมหาดไทยของเบนิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เกิดเพลิงไหม้ร้ายแรง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดแน่ชัดว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นได้อย่างไร เขากล่าวว่า “มีผู้เสียชีวิต 35 ศพ รวมทั้งเด็กทารก 2 คน ศพของพวกเขาไหม้เกรียมเพราะสาเหตุของเพลิงไหม้คือการลักลอบจำหน่ายเชื้อเพลิง” รัฐมนตรีมหาดไทยยังกล่าวว่า มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีก 20 ราย ในจำนวนนี้มีบางรายอาการสาหัส

ชาวบ้านที่อาศัยใกล้จุดเกิดเหตุกล่าวว่า “ผมบอกสาเหตุของเพลิงไหม้ไม่ได้ แต่มีโกดังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่อยู่ที่นี่ และมีรถยนต์ รถสามล้อ และรถจักรยานยนต์เข้ามาตั้งแต่เช้าถึงเย็น”

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่น้ำมันเบนซินราคาประหยัดของไนจีเรียถูกลักลอบขนส่งอย่างผิดกฎหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเบนิน ซึ่งขายต่อในตลาดมืดโดยผู้ขายที่ไม่ได้การรับรองอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีโบลา อาห์เหม็ด ทินูบู ของไนจีเรีย ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ยกเลิการอุดหนุนราคาน้ำมันที่มีมายาวนาน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาราคาน้ำมันให้ต่ำกว่าความเป็นจริงสำหรับชาวไนจีเรีย เงินอุดหนุนดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี และถือเป็นการปฏิรูปครั้งแรกของเขาที่มุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงเศรษฐกิจของไนจีเรียและดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าในไนจีเรีย และยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดมืดที่ลักลอบข้ามชายแดนเข้าสู่เบนินและประเทศอื่นๆ ด้วย

การตัดสินใจเรื่องเงินอุดหนุนราคาน้ำมันของไนจีเรีย แสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งของเบนินกับไนจีเรีย ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีประชากร 215 ล้านคน ที่ถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของทวีปและสถานะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของแอฟริกา.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ย้อนเหตุการณ์ ปมขัดแย้งอินเดีย-แคนาดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727456

ย้อนเหตุการณ์ ปมขัดแย้งอินเดีย-แคนาดา

23 ก.ย. 2566 19:30 น.

ย้อนเหตุการณ์ ปมขัดแย้งอินเดีย-แคนาดา

  • รัฐบาลแคนาดาประกาศสอบสวนกรณีการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้อง 
  • ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดาปะทุขึ้นทันที ทำให้อินเดียตอบโต้กลับด้วยการขับไล่นักการทูตแคนาดา และระงับการออกวีซ่าให้กับพลเมืองแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด
  • แม้ความตึงเครียดจะเริ่มลุกลาม จนบางส่วนมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติอยู่ในจุดต่ำสุด แต่นักวิชาการเชื่อว่า จะสามารถกู้คืนมาได้ และชาติตะวันตกจะไม่หันหลังจากอินเดีย

แคนาดาและอินเดียถือเป็นสองประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์อันดีจะกลับกลายเป็นความตึงเครียด ซึ่งนักวิชาการมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติได้เข้าสู่จุดที่ต่ำที่สุด

เกิดอะไรขึ้นระหว่างอินเดียและแคนาดา และชนวนใดที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างแคนาดาและอินเดีย บทความนี้จะพาไปย้อนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ย้อนเหตุการณ์ในรอบ 1 สัปดาห์

ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดา เริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. 2566 นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เปิดเผยต่อรัฐสภาว่า หน่วยความมั่นคงของแคนาดากำลังสอบสวนกรณีการสังหารนายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ ผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์เชื้อสายแคนาดา

ซึ่งนายทรูโด กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือว่ามีเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนี้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียให้ความร่วมมือในการสอบสวน

นายทรูโดได้แจ้งถึงความกังวลนี้โดยตรงกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างการพบกันในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

นายกฯ แคนาดาประกาศว่า “การมีส่วนร่วมใดๆ ของรัฐบาลต่างประเทศในการสังหารพลเมืองแคนาดา บนแผ่นดินแคนาดา ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างไม่อาจยอมรับได้”

นอกจากเปิดการสอบสวนกรณีการสังหารนายนีจาร์แล้ว รัฐบาลแคนาดายังได้ขับไล่นักการทูตอินเดียคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองภายนอกประเทศของอินเดีย ประจำแคนาดา จากข้อกล่าวหานี้

ในขณะที่ทางการอินเดียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และกล่าวถึงข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ไร้สาระ และมีจูงใจ” ด้วยเหตุนี้ อินเดียจึงตอบโต้ด้วยการประกาศขับไล่ข้าหลวงใหญ่แคนาดา ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ออกจากประเทศภายใน 5 วัน ซึ่งการขับไล่เกิดขึ้นในวันที่ 19 ก.ย. 2566

ต่อมา ความตึงเครียดระหว่างสองชาติลุกลามถึงขั้นที่กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกคำเตือนให้ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ หรือจะเดินทางไปประเทศแคนาดา “ต้องระมัดระวังตัวอย่างสูงสุด” จากเหตุอาชญากรรมที่มาจากความเกลียดชังทางการเมือง และขบวนการต่อต้านอินเดียในประเทศแคนาดากำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังพบการคุกคามที่พุ่งเป้ามาที่นักการทูตอินเดีย และชาวอินเดีย

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 อินเดียก็ได้สั่งระงับออกวีซ่าให้แก่พลเมืองชาวแคนาดาโดยไม่มีกำหนด และกระทรวงการต่างประเทศอินเดียให้เหตุผลถึงการระงับออกวีซ่าว่าเกี่ยวข้องกับ “ภัยคุกคามด้านความปลอดภัย”

นอกจากนี้ การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสองประเทศก็ถูกระงับด้วย โดยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย ให้เหตุผลว่าเกิดจากปัญหา “ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง”

และล่าสุด อินเดียก็ได้เรียกแคนาดาว่าเป็น “ที่หลบภัยของผู้ก่อการร้าย”

โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินเดีย แถลงเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่า ประเทศแคนาดากำลังมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นในฐานะประเทศที่ให้ที่หลบซ่อนแก่ผู้ก่อการร้าย กลุ่มหัวรุนแรง และอาชญากร

กรณีสังหารนายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์

นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2566 บริเวณด้านนอกวัดซิกข์ ในเมืองเซอร์เรย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย การเสียชีวิตของนายนีจาร์ นำมาซึ่งความโกรธในหมู่ชาวซิกข์ พร้อมกับแรงกดดันที่ถูกส่งไปยังรัฐบาลแคนาดา

ก่อนหน้านี้ นายนีจาร์ถูกทางการอินเดียขึ้นบัญชีผู้ก่อการร้ายในปี 2563 จากการที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลัง Khalistan Tiger Force (KTF) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธ เรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน และตั้งรัฐชาวซิกข์ ซึ่งถูกสั่งแบนในประเทศอินเดีย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ อาทิ การวางระเบิดในโรงภาพยนตร์ ในรัฐปัญจาบ เมื่อปี 2550 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 6 ราย

นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าได้สร้างค่ายผู้ก่อการร้ายในรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อโจมตีประเทศอินเดีย

นายนีจาร์เป็นชาวซิกข์ที่เกิดในรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ก่อนที่จะย้ายมาแคนาดาในปี 2540 เขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย และได้รับสัญชาติแคนาดาในปี 2550

ตั้งแต่ย้ายมาแคนาดา เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนการก่อตั้งรัฐคาลิสถาน รัฐเอกราชของชาวซิกข์ที่แยกตัวออกจากอินเดีย ซึ่งชาวซิกข์ถือเป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในอินเดีย หรือคิดเป็น 2% ของประชากรอินเดีย

ก่อนที่นายนีจาร์จะถูกสังหาร เขาได้วางแผนที่จะจัดทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการเพื่อสอบถามชาวซิกข์ในรัฐบริติชโคลัมเบียเกี่ยวกับการตั้งรัฐเอกราชของชาวซิกข์ในอินเดีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ระดับโลกโดยกลุ่ม Sikhs for Justice ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐฯ และแน่นอนว่าองค์กรนี้ถูกห้ามในอินเดีย

ทั้งนี้ แคนาดาถือเป็นประเทศที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่มากที่สุดในโลกรองจากอินเดีย ด้วยจำนวนประชากรราว 780,000 คน หรือมากกว่า 2% ของประชากรทั้งหมดในแคนาดา

การที่แคนาดามีชาวซิกข์อาศัยอยู่จำนวนมากเป็นผลพวงจากการที่แนวคิดและการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องตั้งรัฐเอกราชของชาวซิกข์ขยายตัวมากขึ้นในอินเดีย จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดรัฐปัญจาบในช่วงทศวรรษ 2520 ทำให้รัฐบาลอินเดียปราบปรามอย่างหนัก และมีชาวชิกข์เสียชีวิตจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ชาวซิกข์จำนวนมากจึงได้อพยพออกนอกประเทศ โดยมีจุดหมายปลายทางหลัก 3 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งการเคลื่อนไหวในปัจจุบันก็มาจากชาวซิกข์พลัดถิ่นเป็นหลัก

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อินเดียได้ยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อทางการแคนาดา เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของทูตของพวกเขา จากความกังวลเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวของชาวซิกข์พลัดถิ่น

ท่าทีจากนานาชาติ

ข้อกล่าวหาของแคนาดาเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำโลก G20 ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ย. 2566 ที่กรุงนิวเดลี ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็มีผู้นำจากชาติมหาอำนาจ อาทิ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย

ซึ่งแต่ละประเทศที่กล่าวไปข้างต้นล้วนเป็นประเทศที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่จำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการมีความสัมพันธ์อันดีกับอินเดีย เพื่อสกัดกั้นอำนาจของจีนที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม พันธมิตรทั้งสามชาติของแคนาดา อันประกอบด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย ต่างก็ออกแถลงการณ์สนับสนุนนายทรูโด ในการเปิดเผยความกังวลเกี่ยวกับกรณีการสังหารนายนีจาร์ต่อสาธารณะ

ทำเนียบขาวกล่าวว่า พวกเขามีความกังวลอย่างมากต่อข้อกล่าวหานี้ และเสริมว่า เป็นเรื่องสำคัญที่การสอบสวนของทางการแคนาดาจะต้องดำเนินต่อไป และผู้กระทำผิดจะต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า ระหว่างการประชุม G20 ผู้นำหลายชาติ รวมทั้งนายไบเดน ได้แสดงความกังวลต่อข้อกล่าวหาโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย

ขณะที่โฆษกของรัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ก็กล่าวว่าออสเตรเลีย “มีความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของรัฐบาลอังกฤษ โฆษกของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “เป็นเรื่องถูกต้อง” ที่ทางการกำลังสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ทั้งนี้อังกฤษจะไม่ขอก้าวล่วงไปในกิจกรรมนี้

อนึ่ง แคนาดาเป็นหนึ่งในพันธมิตรไฟฟ์อายส์ (Five Eyes) ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศประชาธิปไตยที่พูดภาษาอังกฤษ 5 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองลับ ประกอบด้วย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา 

มุมมองของนักวิชาการต่อความตึงเครียดระหว่างอินเดีย-แคนาดา

นายไมเคิล คูเกลมัน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้ที่ Wilson Center กล่าวว่า ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอินเดียและแคนาดา ณ ตอนนี้ ดูเหมือนจะอยู่ “จุดต่ำสุด” แต่ความสัมพันธ์ “สามารถกู้คืนมาได้” เนื่องจากประเทศแคนาดามีการลงทุนในอินเดียจำนวนมาก อีกทั้งยังมีชาวอินเดียพลัดถิ่นจำนวนมากอาศัยอยู่ในแคนาดา และในภาพรวม ความสัมพันธ์ระดับประชาชนยังมีความเข้มแข็ง

แต่ในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและแคนาดาก็ไม่ได้ดูดีขนาดนั้นมาหลายปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลจากประเด็นการเรียกร้องเอกราชของชาวซิกข์พลัดถิ่น แต่ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติก็ยังถือว่าอยู่ในระดับดี จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่นายฮาร์ช ปันต์ จาก Observer Research Foundation ประจำกรุงนิวเดลี กล่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างแคนาดาและอินเดียในครั้งนี้ “ค่อนข้างเกินปกติ” เนื่องจากเขามองว่าประเทศที่เป็นมิตรกันจะไม่ทำเช่นนี้ และเขาไม่เห็นประโยชน์ใดจากการที่แคนาดากล่าวหาอินเดีย

นายคูเกลมันกล่าวเพิ่มเติมว่า ความตึงเครียดระหว่างแดนาคาและอินเดีย แสดงให้เห็นว่า อินเดียเป็นประเทศที่ไม่ฝักฝ่ายใด แต่ก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ และชาติตะวันตก ซึ่งการที่อินเดียวางตัวเช่นนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ประเทศจะเกิดวิกฤติด้านความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ นักวิชาการบางส่วนยังมองว่า แม้ชาติตะวันตกจะมองว่าอินเดียมีความสำคัญต่อการถ่วงดุลอำนาจกับจีน แต่ก็เริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางการเมืองของนายโมดี โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และการโจมตีชนกลุ่มน้อยในอินเดีย นับตั้งแต่รัฐบาลของนายโมดีขึ้นสู่อำนาจ

แต่ทั้งนี้ นักวิชาการเชื่อว่า ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดาจะไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและชาติตะวันตกต้องหยุดลง และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและชาติตะวันตก หรือทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันหลังออกจากอินเดีย

ผู้เขียน : สุวินี โชติวินิจกุล

ที่มา : BBC 1 2, CNN, Aljazeera

การแต่งงานในจีนลดฮวบต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่เลือกเป็นโสด-ไม่อยากมีลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727570

การแต่งงานในจีนลดฮวบต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่เลือกเป็นโสด-ไม่อยากมีลูก

23 ก.ย. 2566 18:40 น.

การแต่งงานในจีนลดฮวบต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่เลือกเป็นโสด-ไม่อยากมีลูก

สื่อต่างประเทศชี้ ปัญหาการแต่งงานในจีนมีแนวโน้มน่ากังวลมากขึ้น หลังคนรุ่นใหม่เลือกใช้ชีวิตโสด หรือเลือกอยู่ในสถานะแฟนมากกว่าคู่สามี-ภรรยา และปฏิเสธการมีลูกมากขึ้น

วันที่ 23 ก.ย. 2566 สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงาน ปัญหาการแต่งงานในจีนมีแนวโน้มน่ากังวลมากขึ้น หลังเทศกาลชีซี (Qixi Festival) หรือเทศกาลวาเลนไทน์ของชาวจีน ซึ่งตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นช่วงเวลาที่คู่รักชาวจีนมักจะนิยมจูงมือเข้าพิธีวิวาห์ และในปีนี้ ตรงกับวันที่ 22 เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา กลับมีคู่รักจัดงานแต่งงานน้อย สะท้อนจากการถ่ายทอดสดพิธีจดทะเบียนสมรสที่ถูกจัดขึ้นที่สำนักจดทะเบียนสมรส ในเมืองเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน ซึ่งปรากฏว่ามีคู่รักมาจดทะเบียนน้อยมาก จนต้องตัดการถ่ายทอดสดไป

ปัญหานี้ชี้ให้เห็นว่าชาวจีนวัยหนุ่มสาวเลือกที่จะเป็นโสด หรือเลือกคบกันโดยไม่แต่งงานมากขึ้น อีกทั้งส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการมีลูก เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

ทางการจีนรายงานว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีคู่รักชาวจีนเข้าสู่พิธีวิวาห์ประมาณ 6.8 ล้านคู่ ลดลงจาก 13.5 ล้านคู่ในปี 2556 บ่งชี้ว่าชาวจีนแต่งงานช้าลง ในขณะเดียวกัน อัตราการหย่าร้าง และจำนวนผู้ที่เลือกจะเป็นโสดก็เพิ่มขึ้น โดยวัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าการแต่งงานไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ตัวเลขการแต่งงานในจีนลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามส่งเสริมการแต่งงานก็ตาม

หยู จาง ชาวจีนวัย 26 ปี กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า “การแต่งงานเหมือนกำลังจะตายในสังคมจีน” ซึ่งตัวนายจางก็ได้คบหากับแฟนสาวมาประมาณ 2 ปี และถึงแม้จะมีการพูดคุยกันถึงเรื่องแต่งงาน แต่ท้ายที่สุด นายจางและแฟนต่างมีความเห็นตรงกันว่า “การแต่งงานจะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์มากกว่ามีความสุข” นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงดูบุตรที่แพงขึ้น

รัฐบาลจีนเริ่มโครงการส่งเสริมการแต่งงานอย่างจริงจังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีประมาณ 20 เมืองเข้าร่วม ตัวอย่างเช่น เมืองแห่งหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียง ประกาศแจกเงินคู่แต่งงานใหม่ 1 พันหยวน หากเจ้าสาวอายุต่ำกว่า 25 ปี เพื่อส่งเสริมให้คนจีนแต่งงานในวัยที่เหมาะสมสำหรับการมีลูก

ขณะที่ หยวน ซู วัย 25 ปี กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันแย่มากสำหรับคนหนุ่มสาวชาวจีน อีกทั้งสังคมจีนก็มีความคาดหวังต่อคนหนุ่มสาวมากเกินไป โดยเฉพาะความคาดหวังในการแต่งงาน สร้างครอบครัวและมีลูก ซึ่งซูมองว่า ความคาดหวังต่างๆ ได้กลายเป็นแรงกดดัน และผลักให้คนหนุ่มสาวหันหลังให้กับการแต่งงาน

โดยจุดมุ่งหมายหลักของรัฐบาลจีนในการส่งเสริมการแต่งงาน ก็เป็นผลมาจากการที่ประเทศประสบปัญหาอัตราการเกิดหดตัวต่ำสุดในรอบ 6 ทศวรรษ ขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ มีสถิติบ่งชี้ว่า อัตราการเกิดที่ลดลงนั้นสอดคล้องไปกับอัตราการแต่งงานที่ลดลง ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เกิดวิกฤติประชาชนในจีนในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera

รัสเซียช็อก บิ๊กทหาร พลเรือนตายอื้อ ยูเครนยิงถล่มศูนย์บัญชาการในไครเมีย (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727582

รัสเซียช็อก บิ๊กทหาร พลเรือนตายอื้อ ยูเครนยิงถล่มศูนย์บัญชาการในไครเมีย (คลิป)

23 ก.ย. 2566 19:42 น.

รัสเซียช็อก บิ๊กทหาร พลเรือนตายอื้อ ยูเครนยิงถล่มศูนย์บัญชาการในไครเมีย (คลิป)

หัวหน้าหน่วยข่าวกรองกองทัพยูเครน เผยผู้บัญชาการทหารอาวุโสของรัสเซียสิ้นชีพหลายนาย พลเรือนตายอย่างน้อย 9 ศพ หลังถูกยูเครนยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำของรัสเซียที่ไครเมีย

เมื่อ 23 ก.ย. 2566 เดลี่เมลรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ ศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำของรัสเซีย ที่เมืองเซวาสโตโปลในแคว้นไครเมียถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา และสื่ออังกฤษเผยว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยไกล Storm Shadow ที่มีพิสัยบินไกลถึง 250 กิโลเมตร ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสส่งไปให้ยูเครนนั้น

ตามรายงานของ Kyrylo Budanov หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองทัพยูเครน ระบุว่า มีผู้บัญชาการทหารอาวุโสของรัสเซียสิ้นชีพหลายนายจากการโจมตีศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำของรัสเซีย ที่เมืองเซวาสโตโปล และยังทำให้มีพลเมืองเสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ และบาดเจ็บ 16 ราย

ชมคลิป :ที่นี่

ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็นศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำของกองทัพเรือรัสเซีย ที่เมืองเซวาสโตโปล ในแคว้นไครเมีย ถูกยูเครนยิงขีปนาวุธพิสัยไกลมาโจมตี เมื่อ 22 ก.ย. 2566

ในขณะที่ทางด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียพยายามไม่เปิดเผยรายละเอียดความเสียหายจากการถูกยูเครนยิงขีปนาวุธมาโจมตีในครั้งนี้  โดยเบื้องต้น เอพีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียเพียงแต่แจ้งว่ามีทหารเรือนายหนึ่งเสียชีวิต ก่อนต่อมาจะเปลี่ยนเป็นว่ามีทหารสูญหายเพียงหนึ่งรายเท่านั้น และไม่มีพลเรือนด้านนอกศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำของรัสเซีย ที่เมืองเซวาสโตปอล ได้รับบาดเจ็บ

สหรัฐฯ คาดหวังอินเดียร่วมมือแคนาดา สอบปมสังหารแกนนำชาวซิกข์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727525

สหรัฐฯ คาดหวังอินเดียร่วมมือแคนาดา สอบปมสังหารแกนนำชาวซิกข์

23 ก.ย. 2566 16:50 น.

สหรัฐฯ คาดหวังอินเดียร่วมมือแคนาดา สอบปมสังหารแกนนำชาวซิกข์

รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความกังวล กรณีการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ในแคนาดา ขณะที่แอนโทนี บลิงเคน กล่าวคาดหวังให้อินเดียร่วมมือในการสอบสวน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความกังวลถึงกรณีการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ในแคนาดาซึ่งรัฐบาลอินเดียถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเรียกร้องให้อินเดียให้ความร่วมมือกับแคนาดาในการสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯได้หยิบยกประเด็นการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์มาพูดคุยกับนายนเรนทรา โมดี นายกฯ อินเดีย ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พร้อมแสดงความกังวลถึงข้อกล่าวหานี้

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าว 3 แหล่ง ระบุว่า ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 วันที่ 9-10 ก.ย. 2566 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และผู้นำหลายชาติ อาทิ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ต่างแสดงความกังวลกรณีนายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ แกนนำกลุ่มเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์เชื้อสายแคนาดาถูกสังหาร มาพูดคุยกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย

จากการที่แคนาดา สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือที่ชื่อว่า ‘พันธมิตรไฟว์อายส์’ (Five Eyes Alliance) ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศประชาธิปไตยที่พูดภาษาอังกฤษ 5 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองลับ

มีรายงานว่า ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองบางส่วนที่ทางการแคนาดาได้รับมาจากชาติในกลุ่มพันธมิตรไฟว์อายส์เกี่ยวกับการสังหารนายนีจาร์ และกลายเป็น “ข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือ” ว่ามีกลุ่มหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสังหารครั้งนี้  แต่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าข้อมูลนี้มาจากชาติพันธมิตรใด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ แต่โฆษกของทำเนียบขาวยังคงเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ตอบโต้ข้อกล่าวหาจากรัฐบาลแคนาดาว่า “ไร้สาระ” พร้อมทั้งกล่าวว่า แคนาดาไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเฉพาะใดๆ ที่เกี่ยวกับการสังหารนายนีจาร์ ในรัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

และในวันเดียวกันนั้นเองก็มีรายงานว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า ทำเนียบขาวกังวลอย่างยิ่งต่อข้อกล่าวหาที่นายกฯ ทรูโด ของแคนาดาหยิบยกขึ้นมา ดังนั้น “จึงเป็นสิ่งสำคัญที่อินเดียจะทำงานร่วมกับแคนาดาในการสอบสวนครั้งนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ”

อย่างไรก็ดี ถึงแม้สหรัฐฯ และแคนาดาจะเป็นชาติมหามิตร แต่ประเด็นความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดาในครั้งนี้ สหรัฐฯ กลับมีท่าทีที่ค่อนข้างระมัดระวัง ซึ่งนักวิชาการมองว่า สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่นๆ ยังต้องการคงความสัมพันธ์กับอินเดีย ในฐานะตัวคานอำนาจและอิทธิพลจากจีน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 สำนักข่าวซีบีซี (Canadian Broadcasting Corporation: CBC) ของแคนาดา รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดภายในหน่วยงานรัฐแคนาดา ระบุว่า ระหว่างการสอบสวนแบบปิด ไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางการอินเดียคนใดปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามีหลักฐานบ่งชี้รัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายนีจาร์

นายนีจาร์เป็นชาวซิกข์ เกิดที่รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ย้ายมาอยู่แคนาดาในปี 2540 และได้รับสัญชาติแคนาดาในปี 2550 เขาเป็นที่รู้จักในนามแกนนำการเรียกร้องเอกราชให้กับชาวซิกข์ในอินเดีย และการตั้งรัฐคาลิสถาน รัฐเอกราชของชาวซิกข์ โดยนายนีจาร์ถูกทางการอินเดียขึ้นทะเบียนเป็นผู้ก่อการร้ายในปี 2563

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera, Reuters

รัสเซียเดือดแน่ เผยไบเดนจ่อส่งขีปนาวุธพิสัยไกลสุดล้ำ ‘ATACMS’ ให้ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727510

รัสเซียเดือดแน่ เผยไบเดนจ่อส่งขีปนาวุธพิสัยไกลสุดล้ำ 'ATACMS' ให้ยูเครน

23 ก.ย. 2566 14:11 น.

รัสเซียเดือดแน่ เผยไบเดนจ่อส่งขีปนาวุธพิสัยไกลสุดล้ำ ‘ATACMS’ ให้ยูเครน

สื่อสหรัฐฯ เผยรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมส่งขีปนาวุธพิสัยไกลขั้นสูง ‘ATACMS’ ยิงไกล 300 กม. ไปให้ยูเครนในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังเซเลนสกีพยายามขอมานาน

เมื่อ 22 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศรายงาน สำนักข่าว NBC NEWS และเดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สื่อในสหรัฐฯ อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ รับปากจะส่งระบบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลขั้นสูง ‘ATACMS’ (Army Tactical Missile System) ไปให้ยูเครน ในขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ที่ทำเนียบขาว

วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานด้วยว่า ระบบยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลขั้นสูง ‘ATACMS’ ที่มีพิสัยบินไกลถึง 190 ไมล์ หรือ 300 กม.จะถูกส่งไปยังยูเครนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า 

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมื่อ 21 กันยายน 2566

ก่อนหน้านี้ ยูเครนได้พยายามขอให้รัฐบาลไบเดนส่งระบบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ‘ATACMS’ มาช่วยสนับสนุนยูเครน ในการโจมตีฐานทัพอากาศและระบบเครือข่ายการเดินรถไฟที่อยู่ลึกเข้าไปจากแนวรบที่รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนอยู่

ขีปนาวุธพิสัยไกลสุดล้ำ ‘ATACMS’ ของสหรัฐฯ

แต่ทางทำเนียบขาวก็ไม่ได้ประกาศการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะส่งขีปนาวุธพิสัยไกล ‘ATACMS’ มาให้ยูเครนตามคำขอ อีกทั้ง ขีปนาวุธพิสัยไกลชนิดนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ทางการสหรัฐฯ นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีมาทำเนียบขาว เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อหารือกับประธานาธิบดีไบเดน ในการขอการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มเติม และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือรอบใหม่แก่ยูเครนอีก 325 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หลังจากสื่อสหรัฐฯ ทั้งสองแห่งเปิดเผยข่าวนี้ ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังคงปฏิเสธที่จะยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สัญญาจะส่งขีปนาวุธไปให้แก่ยูเครน ในระหว่างที่ประธานาธิบดีไบเดนพบหารือกับนายเซเลนสกี ผู้นำยูเครนที่ทำเนียบขาว

ที่มา : Aljazeera

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ภูมิหลังสู่มรดกโลกแห่งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758541

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ภูมิหลังสู่มรดกโลกแห่งใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ภูมิหลังสู่มรดกโลกแห่งใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.15 น.

เมืองโบราณศรีเทพ

เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. ในไทยที่ผ่านมา คณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๔๕ ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียได้ประกาศขึ้นทะเบียน “เมืองโบราณศรีเทพ” เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย ซึ่งนับเป็นแห่งที่ ๔ของแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ต่อจากเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร, นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งนับเป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่ ๗ของประเทศไทย แม้จะทำให้ชาวไทยพากันยินดีและตื่นรู้ถึงความสำคัญของโบราณสถานแห่งนี้กันมากขึ้นและมีการสืบค้นหาความรู้กันอย่างกว้างขวาง ดังนั้น ภูมิหลังของการทำงานในการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลกนั้นจึงหาได้ใส่ใจถึงการทำงานของผู้เกี่ยวข้องโดยตรงมากนัก แม้ว่ากรมศิลปากรจะมีการค้นพบขุดแต่งบูรณะโบราณสถานเมืองโบราณศรีเทพมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๒๗ สืบต่อจากการค้นพบของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ และหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร ให้ขึ้นทะเบียนเมื่อพ.ศ.๒๔๗๘ แล้วก็ตาม การเป็นรูปร่างของเมืองให้ปรากฏพร้อมกับพบโบราณวัตถุและรู้ถึงสิ่งที่สูญหายไปนั้น จึงมีการทำงานอยู่เงียบๆ มาเนิ่นนานปี จนเมื่อได้มีการเริ่มต้นขึ้นจริงจังเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๒ เห็นชอบต่อเอกสารที่นำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ เพื่อบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น(Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก โดยให้ประธานกรรมการแห่งชาติ ว่าอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ลงนามในหนังสือถึงศูนย์มรดกโลก และในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๔๓ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ให้การรับรองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของไทย เมืองโบราณศรีเทพ ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ในการทำงานนั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สนับสนุนการจ้างที่ปรึกษาจัดทำเอกสารการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก ต่อมาเมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการนำเสนอเเหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก   

ประติมากรรมสุริยะเทพ

ต่อมาในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา และลงมติเห็นชอบเอกสารนำเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก เมืองโบราณศรีเทพ และเห็นชอบให้ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ลงนามในเอกสารนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก ต่อศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕ประธานกรรมการแห่งชาติฯได้ลงนามในหนังสือถึงศูนย์มรดกโลกจัดส่งเอกสารการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ ฉบับสมบูรณ์ เข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก ภายหลังจากการที่ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ๒ ครั้ง

ต่อมาวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕ Ms.Jigna Desai ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียจากองค์กรที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม (ICOMOS) ได้เดินทางมาตรวจประเมินพื้นที่เมืองโบราณศรีเทพ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อมาวันที่๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ICOMOS ได้จัดการประชุมหารือ ICOMOS World Heritage Panelเพื่อประเมินการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลก ผ่านการประชุมทางไกลโดยมีผู้แทนกรมศิลปากร และ สผ. เข้าร่วม และมีข้อเสนอแนะให้เปลี่ยนชื่อแหล่งจาก TheAncient Town of Si Thep เป็นชื่ออื่นที่สามารถสื่อถึงแหล่งที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันในการนำเสนอ

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) มีหนังสือถึงเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ในฐานะผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก จัดส่งรายงานความก้าวหน้าการประเมินการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลก พร้อมขอรับข้อมูลในประเด็นต่างๆ และ สผ.ได้จัดส่งข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกตามที่ ICOMOS ร้องขอ ซึ่งการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๕ นั้นได้ขยายเวลาออกมา โดยมีการพิจารณาการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก ในวาระการประชุมที่ 45COM 8B.41 (ร่าง) ข้อมติเสนอให้ขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก(Inscribe) พร้อมขอให้ไทยดำเนินการในเรื่องต่างๆ รวม ๑๑ ข้อ จนกระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งใหม่ด้วยการทำงานของคนที่อยู่เบื้องหลังทุกฝ่ายที่ชาวไทยทั้งประเทศต้องขอบคุณและนึกถึงบุคลากรผู้ทำงานให้ประสบความสำเร็จทุกคน

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทยแสดงความยินดี

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทยแสดงความยินดี

การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก

การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก

ประธานที่ประชุมคณะกรรมการ

ประธานที่ประชุมคณะกรรมการ

ผู้แทนไทยในที่ประชุม

ผู้แทนไทยในที่ประชุม

การแถลงข่าวหลังจากประกาศผล

การแถลงข่าวหลังจากประกาศผล

คณะผู้เกี่ยวข้องในไทยแสดงความยินดี

คณะผู้เกี่ยวข้องในไทยแสดงความยินดี

ความสำเร็จของคนทำงาน

ความสำเร็จของคนทำงาน

การขุดแต่งโบราณสถาน

การขุดแต่งโบราณสถาน

หนังสือข้อมูลเบื้องต้น

หนังสือข้อมูลเบื้องต้น

ภาพสลักในถ้ำเขาถมอรัตน์

ภาพสลักในถ้ำเขาถมอรัตน์

แผ่นดุนทองคำ

แผ่นดุนทองคำ

จารึกศรีเทพ

จารึกศรีเทพ

เขาคลังนอก

เขาคลังนอก

ผังเมืองโบราณศรีเทพ

ผังเมืองโบราณศรีเทพ