คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758566

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวในพิธีเปิดงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ครั้งที่ 20 และการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน ที่จัดขึ้นในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน โดยระบุว่างานมหกรรมนี้ หรือ “ช่องทางหนานหนิง” (Nanning Channel) ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ๆ แก่บริษัทส่งออกของไทย ทำให้ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับจีนในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนปีนี้ มีบริษัทส่งออกจากไทยเข้าร่วม 76 แห่ง โดยพาวิลเลียนของไทยมุ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์พิเศษ 4 ประเภทได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม และเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอจังหวัดจันทบุรี ในฐานะจังหวัดแห่งมนต์เสน่ห์ของไทย เพื่อแสดงภาพลักษณ์ของไทยให้โลกได้รับรู้ ณ งานมหกรรมนี้เป็นครั้งแรก

เมื่อเข้าชมพาวิลเลียนไทยจะพบพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการข้าวหอมมะลิของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ในกลางวันกลิ่นหอมของอาหารไทยเชื้อเชิญผู้เข้าชมงานให้มาลิ้มลอง หลังโซนจัดแสดงของพาวิลเลียนไทยได้แนะนำข้าวหอมมะลิคู่กับแกงสูตรพิเศษของไทย ด้านขวัญนภา ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ระบุว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้มาร่วมงาน และได้สัมผัสถึงความนิยมชมชอบข้าวหอมมะลิไทยที่เพิ่มขึ้นในหมู่ชาวจีน

ขวัญนภาระบุว่า การค้าข้าวระหว่างจีน-ไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ข้าวหอมมะลิไทย และส่งเสริมความนิยมของข้าวหอมมะลิไทยผ่านงานมหกรรมนี้ โดยระหว่างออกงาน มีบริษัทนำเข้าจากจีนจำนวนมากที่เข้ามาพูดคุยและหวังว่าจะได้ร่วมมือกัน ซึ่งการบริโภคของชาวจีนที่ยกระดับขึ้นนั้น จะทำให้สินค้าคุณภาพสูงของไทยมีตลาดกว้างขึ้นกว่าเดิม

การจัดมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนต่อเนื่องยาวนาน 20 ปีความร่วมมือในแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่พัฒนาต่อเนื่องและการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทำให้หลายปีมานี้ การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทย เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ คนจีนเริ่มสนใจอาหารไทยมากขึ้น ตั้งแต่เข้าร้านอาหารไทย ไปจนถึงซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงมาทำเองที่บ้าน อาหารไทยเริ่มกลายเป็นเมนูประจำที่พบได้บ่อยครั้งบนโต๊ะอาหารชาวจีน

บูธขายเครื่องปรุงรสไทยในงานนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน นันทวัฒน์ สมคม ผู้จำหน่ายเครื่องปรุงไทยระบุว่า เมื่อปี 2006 เขาได้เข้าร่วมงานมหกรรมฯ และนำเครื่องปรุงรสจากไทยมาจัดแสดงเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจและได้คู่ค้าชาวจีนจากมณฑลจี๋หลินที่ต้องการสินค้าไปเพิ่มรสชาติความเป็นไทยให้กับร้านอาหารทะเลของตน ในงานปีนี้นันทวัฒน์ได้เพิ่มความหลากหลายของเครื่องปรุงอาหารไทย และหวังว่าสินค้าของเขาจะมอบรสชาติใหม่ๆ ให้กับเมนูอาหารของชาวจีนจำนวนมากขึ้น

ด้าน จาง หย่งเทา ตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรุงรสโลโบของไทยในจีน ซึ่งมาร่วมงานนี้เกือบทุกปี กล่าวว่า เครื่องปรุงรสของไทยมีกระแสตอบรับดีมากโดยเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งจำหน่ายหมดตั้งแต่วันแรกที่จัดงาน และในเวลา 1 ปีเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งของโลโบผลิตขายในจีนไปแล้วกว่า 1,000 ตัน ซึ่งโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับไทย

ปิ่นนภา ช่อเขียว หนึ่งผู้จัดแสดงสินค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตังของไทย ระบุว่า จีนเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน งานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ และงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ทั้งผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ ตัวแทน หน่วยงานภาครัฐ และอื่นๆ

เธอกล่าวว่าข้าวตังของไทยมีความกรอบ แต่ไม่แข็ง มีกลิ่นหอมของข้าว อีกทั้งยังมีหลายรสชาติ อาทิ ต้มยำกุ้ง และบาร์บีคิว ทำให้หลายคนที่ได้ลิ้มลองก็ต่างติดใจและซื้อกลับไป ตัวแทนจำหน่ายรายอื่นๆ ก็มาติดต่ออยากร่วมมือด้วย ปิ่นนภาระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของขนมกรุบกรอบนั้นแข่งขันดุเดือด ผลิตภัณฑ์ที่ขายจึงต้องมีคุณภาพสูง และต้องมีวิธีส่งเสริมการขายที่ชาญฉลาด นอกจากขายตามหน้าร้านแล้ว ต้องมีการไลฟ์สดขายผ่านออนไลน์ ส่งให้คนดังในอินเตอร์เนตชิม และรวมถึงทำวีดีโอสั้นเพื่อโปรโมทด้วย

หวงอิง หนึ่งในผู้แสดงสินค้ากล่าวว่าผลไม้ เครื่องสำอาง อาหาร ยาและสินค้าอื่นๆ ของไทยมีคุณภาพดีและกลายเป็นของใช้ติดบ้านของชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ในห้องครัวมีข้าวหอมมะลิและเครื่องแกงต้มยำกุ้ง ในห้องนอนมีหมอนยางพารา และผลิตภัณฑ์เสริมความงามและครีมกันแดดจากไทย ซึ่งสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ตลาดจีนผ่านงานมหกรรมฯ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วจีน

ภรภัทร พันธุ์งอก ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยกล่าวว่างานมหกรรมนี้ทำให้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้นทำให้ผู้ส่งออกไทยเข้าใจอุปสงค์ของตลาดจีนมากขึ้น โดยหากนับตั้งแต่เริ่มจัดครั้งแรก มีบูธจัดแสดงสินค้าไทยเข้าร่วมงานมหกรรมนี้แล้ว 3,072 บูธ มีบริษัทเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 2,121 ราย และมีปริมาณธุรกรรมรวม 2.5 พันล้านบาท

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างสี เชื่อว่างานมหกรรมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนและอาเซียน และมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างจีนและไทยในสาขาต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758559

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษยโลกคือช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังต้องช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลก เพราะโลกนี้ไม่ใช่เป็นสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีสรรพสัตว์ทั้งหลายร่วมเป็นเจ้าของโลกด้วย

สังคมใดก็ตามที่เพื่อนร่วมสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อารีอารอบ เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือแบ่งทุกข์ เฉลี่ยสุขกันและกันสังคมนั้นจะมีความสุข สงบ ร่มเย็น ไร้ความขัดแย้ง แบ่งแยก แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย สังคมนั้นจะมีแต่เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แม้จะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในสังคม ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดไปโดยเร็ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกทุกคนในสังคม

เพราะฉะนั้น จึงถือได้ว่าพันธกิจหลักอย่างหนึ่งของเพื่อนมนุษย์คือช่วยเหลือกันและกันแบ่งปันให้กัน ใครที่มีมากกว่าก็แบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ที่ด้อยกว่าก็ไม่ควรจะอยู่ในสภาพผู้รอรับความช่วยเหลือไปตลอดกาล แต่ต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และต้องไม่คิดว่าการที่ตนเองดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยต้องรอความช่วยเหลือเท่านั้น ต้องพยายามดิ้นรนขวนขวายช่วยเหลือตนเองด้วย เมื่อดิ้นรนจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็ย่อมจะมีเพื่อนร่วมสังคมยื่นมือส่งความช่วยเหลือให้เมื่อถึงยามจำเป็น

ด้วยความที่พวกเราทุกคน (โดยเฉพาะผู้อ่านแนวหน้า ผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)มีความเชื่อตรงกันว่า หน้าที่ของมนุษย์คือช่วยเหลือกัน แบ่งปันกันและกัน เราทุกคนจึงรวมตัวกันเป็นระยะๆ แล้วไปแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมสังคมที่อยู่ในสภาพที่ขาดแคลน และต้องการความช่วยเหลือ (นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว พวกเรายังช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ ด้วย)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2566 คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชรา สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางเขน ซอยวิภาวดี 64 ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งตามปกติ คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชราที่นี่เป็นประจำทุกๆ3-4 เดือน

ก่อนการไปพบปะและเลี้ยงอาหารคนชราครั้งนี้ เราก็ถามความประสงค์ของบรรดาลุงๆ ว่าต้องการรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็ได้รับคำตอบว่า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

อ้าว! เอาละสิ เมื่อลุงๆ บอกมาแบบนี้พวกเราก็ต้องระดมสมองว่าจะทำอาหารอะไรเลี้ยง ก็ได้ข้อสรุปว่า อาหารมื้อเที่ยงคือผัดข้าวผัดทะเล และต้มยำน้ำใสกระดูกหมู พร้อมไข่ดาว โดยอาหารทั้งหมดนั้นปรุงใหม่ๆ สดๆ เพื่อป้องกันปัญหาอาหารบูดเน่าเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษกินเข้าไปแล้วกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา

ทุกครั้งเมื่อคณะของเราไปเลี้ยงอาหาร ไม่ว่าจะเลี้ยงคนชรา คนพิการ เด็กนักเรียน ก็จะไปปรุงอาหารสดๆ ใหม่ๆ ทุกครั้ง เพราะเรามีคณะแม่ครัวฝีมือดีเป็นสมาชิกของกลุ่ม โดยแม่ครัวก็จะประกอบไปด้วย คุณหมอ คุณพยาบาลผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้มีฝีมือปรุงอาหารเป็นเลิศ พิถีพิถันในเรื่องคุณภาพวัตถุดิบในการทำอาหาร (ดูจากภาพก็ได้คำตอบแล้วว่าแม่ครัวของเรามีความพร้อมมากเพียงใด)

นอกจากเลี้ยงอาหารกลางวันแล้ว เรายังมีขนมจีน แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ปีกไก่ทอด มอบไว้ให้คนชรา และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ พร้อมกับสลิ่ม มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ รสชาติอร่อย ทำใหม่สดๆ จากร้านคำหวาน ปานเอ่ย พร้อมแซนด์วิชหมูและไข่ดาว รวมถึงน้ำหวานน้ำผลไม้ ข้าวต้มมัด ขนมปังทาเนยแล้วย่าง และขนมอื่นๆ ที่สามารถเก็บไว้รับประทานในยามบ่ายได้

และที่สำคัญคือในงานนี้มีดนตรีสดบรรเลงด้วยพิณอีสาน โดยผู้บรรเลงคือลูกสาวของสมาชิกร่วมคณะ การมีเสียงเพลงในงานทำให้บรรยากาศคึกคัก และทำให้ผู้เฒ่าทั้งหลายได้ออกกำลังกายด้วยการรำวงกับสมาชิกผู้ร่วมบริจาค

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น คณะของเราได้มอบเงินขวัญถุงจำนวน 340 บาท ให้คนชราทั้งหมด 40 คน เพื่อให้มีเงินสดติดตัวไว้สำหรับใช้จ่ายในยามที่ต้องการสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาจจะเอาไว้ซื้อโอเลี้ยง กาแฟ กินในยามที่ไม่มีใครนำอาหารและขนมไปเลี้ยงเป็นพิเศษ และมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ลุงๆ ด้วย

ภาพบรรยากาศในวันเลี้ยงอาหารคนชราคงทำให้คุณๆ ยิ้มแย้มได้ เพราะได้เห็นรอยยิ้มจากคนชรา และเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ บวกกับรอยยิ้มของผู้ร่วมบริจาค ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่า มนุษย์เรามีพันธกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือเผื่อแผ่และแบ่งปันกัน

หากสนใจร่วมกิจกรรมเพื่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ โปรดติดตามรายการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือสอบถามได้ที่ 091-7233615

หนังสือเด่น : สร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน อยู่รอด และรุ่งในทุกช่วงชีวิตการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758561

หนังสือเด่น : สร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน อยู่รอด และรุ่งในทุกช่วงชีวิตการทำงาน

หนังสือเด่น : สร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน อยู่รอด และรุ่งในทุกช่วงชีวิตการทำงาน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สังคมการทำงานกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะทำงานในตำแหน่งใด องค์กร หรืออุตสาหกรรมใดก็ตาม ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลกระทบยังคงมีอยู่กับคนทำงาน ยังมีคนที่ไปไม่รอด ไม่ได้ไปต่อ ถูกเทกลางทางก็ยังมีอยู่ หรือคนที่อยู่ต่อไปได้แต่ต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบากก็มีอีกมากเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในองค์กรก็ยังคงมีอยู่เสมอ คนที่เอาตัวรอดปรับตัวได้ก็มีอยู่บ้าง แต่คนที่กำลังทุกข์และหาทางออก หรือต้องการกำลังใจ และต้องการคำแนะนำวิธีเตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงและการเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ก็ก็มีมากเช่นกัน

หนังสือ The New S-curve อยู่รอด ปลอดภัย และรุ่งได้กับทุกการเปลี่ยนแปลง จะมานำเสนอตัวอย่างและแนะวิธีการต่อสู้กับปัญหาและการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจากปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยภายในคือปัญหาจากวงจรการเติบโตของการทำงาน (Career Growth Life Cycle)ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง หรือไม่มีความมั่นใจว่าตนเองนั้นสามารถอยู่รอดต่อไปได้ มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในหน้าที่การงาน และถ้าอยากรุ่งในที่ทำงานต้องทำอย่างไรบ้าง

หนังสือเริ่มเกริ่นนำด้วยการแบ่งวงจรชีวิตการทำงานตามวงจรของการทำงาน (Career Growth Life Cycle)  ออกเป็น 4 ช่วงคือ ช่วงเริ่มต้น Introduction Stage,  ช่วงการเติบโต Growth Stage , ช่วงที่เติบโตเต็มที่ Maturity Stage และช่วงตกต่ำหรือขาลง Decline Stage ซึ่งวงจรดังกล่าวเป็น S Curve แบบเอียงๆ คือเริ่มลากจากจุดต่ำสุดในช่วงเริ่มทำงาน เส้นวงจรสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเริ่มเติบโต และเส้นก็จะค่อยหักหัวลงมา และตกลงท้ายสุด งานเริ่มมีปัญหา เริ่มตัน หมดหนทางโต หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยไม่ให้ทุกคนจบเกมตามวงจร และได้ไปต่อ เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถสร้างตัว S ใหม่ได้เสมอ

หนังสือได้แบ่งช่วงเวลาทำงานของพนักงานออฟฟิศออกเป็น 4ช่วง คือ ช่วงเอาตัวรอด (The Survivor) ในหนังสือจะแนะนำว่าเมื่อเราเริ่มทำงานหรือเริ่มงานใหม่ เราจำเป็นต้องเอาตัวรอดก่อน ความสามารถเอาตัวรอดเป็นเรื่องจำเป็น และต้องทำแบบถูกต้องด้วย ช่วงที่2 ช่วงพาตัวเองไปสู่จุดปลอดภัย (The Guardian) โดยการต้องพาตัวเองไปสู่จุดปลอดภัยในการทำงาน ทำตัวให้เป็นคนที่บริษัทจำเป็นต้องมีและเลือกเก็บไว้ให้ได้ ช่วงที่ 3 ช่วงรุ่งโรจน์(The Star ) ที่ต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เต็มๆ เป็นช่วงที่ชีวิตมีทางเลือก รับมือได้ทุกสถานการณ์ ช่วงนี้เหมือนศิลปินต้องโชว์ตัวบ่อย และ ช่วง 4 เป็นช่วงพร้อมถูกทำลาย (The disruptor) ก็อย่าหลงระเริง เพราะอาจจะทำให้เราล้มครั้งใหญ่ ช่วงนี้ต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะเราที่รุ่งอยู่ข้างหน้าจะเห็นกระแสและเทรนด์การเปลี่ยนแปลงมากกว่าคนอื่น และต้องหา S เส้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงตนเองได้อีกครั้งทันที

ทุกคนที่ทำงานในองค์กรต่างๆ สามารถใช้หนังสือเล่มนี้เป็นแนวทางในการให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกช่วงชีวิตการการทำงานได้จริง หนังสือกลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน และการคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีต่างๆที่สามารถประยุกต์ใช้จริง ท้ายบทมีเช็กลิสต์เพื่อให้เอาไว้ทบทวนตัวเอง เมื่ออ่านแล้วจะรู้สถานการณ์ตัวเองว่าอยู่แบบไหน และควรปรับปรุงตัวเองหรือศักยภาพแบบไหน ที่จะเอาตัวรอด หรือไปได้ไกลกว่า หรือแม้แต่ สามารถเอาชนะทุกการเปลี่ยนแปลงได้

ในทุก ๆ การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่คนที่ฉลาดหรือคนที่แข็งแรงที่สุดจะเป็นผู้ที่อยู่รอด คนที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีต่างหากที่จะรอด  หากไม่อยากอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ทุกคนสามารถมี S-curve ในแบบฉบับของตนเองได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของชีวิตและการทำงานแต่ละช่วงเวลาเราอยากเป็นอะไรและตอบโจทย์เส้นทางสุดท้ายเราหรือไม่ ดังนั้นเรามาสร้างเส้นทางตนเอง เพื่อให้สามารถอยู่รอดปลอดภัย และรุ่งทุกการเปลี่ยนแปลงดีกว่า

หนังสือ “The New S-curve อยู่รอด ปลอดภัย และรุ่งได้กับทุกการเปลี่ยนแปลง” ผู้เขียน ดร. รพีรัฐ ธัญวัฒน์พรกุล เจ้าของเพจ มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ ที่มีผู้ติดตามกว่า 845,000 คน เป็นหนังสือที่คนทำงานไม่ควรพลาด เพราะจะเป็นตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทุก  จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เชนจ์พลัส จัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ดยูเคชั่น รูปแบบปกอ่อนราคา 190 บาท มีจำหน่ายในรูปแบบ e-book และ audiobook

ทำความรู้จักธุรกิจแฟรนไชส์

โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

“ปั้นธุรกิจในฝันให้เป็นแฟรนไชส์ 100 ล้าน ง่ายนิดเดียว!” ผู้เขียน ธนบรรณ สัมมาชีพ ปัจจุบันที่เราได้รับผลกระทบกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคและผลพวงจากการทำสงคราม เมื่อโลกเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจก็เปลี่ยน การทำมาหากินทุกอย่างยากขึ้น  และธุรกิจแฟรนไชส์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนธรรมดาอย่างเราสามารถเลือกทำเพราะไม่ต้องลงทุนเองและส่วนใหญ่เขาวางระบบธุรกิจไว้ค่อนข้างชัดเจน  หรือแม้แต่ธุรกิจที่กำลังถึงทางตันหรืออยากหาวิธีใหม่ๆในการเพิ่มยอดขาย แฟรนไชส์ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการทำตลาดเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ได้ตกผลึกมาจากจากประสบการณ์ทำงานจริงของผู้เขียน ที่อยู่ในวงการนี้นาน ประกอบกับข้อมูลความรู้จากแหล่งความรู้มากมายทั่วโลก (ผสมทฤษฎีและประสบการณ์) ทำให้สามารถใช้เป็นใบเบิกทางสู่การธุรกิจแฟรนไชส์ของทุกคนได้ พบกับกลยุทธ์ที่จะทำให้สู่ความเป็นเบอร์หนึ่งใน “แฟรนไชส์” หรือทำให้ได้ร่วมงานกับผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ดี เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยคอนเซ็ปต์ “เก่งคิด เก่งทำ เราทำได้”  หนังสือราคาเล่มล่ะ 245 บาท

การสร้างแบรนด์สินค้าให้ประสบผลสำเร็จ

โดยนักสร้างแบรนด์ชื่อดังของไทย

 “Brand Storydoing Wins สร้างแบรนด์ด้วยเรื่องเล่า ไม่เท่าลงมือทำ” ผู้เขียน ดลชัย บุณยะรัตเวช, พัชรา โพธิ์กลาง     การที่ผู้บริโภค “พูด” แทนแบรนด์หรือ “บอกต่อ” ถือเป็นความปรารถนาสูงสุดของทุกแบรนด์ เพราะไม่มีการโฆษณาใด ดีเท่ากับการ “ชอบ”  “รัก”  “เป็นสาวก” แล้ว “บอกต่อ” รวมทั้งปกป้องแบรนด์เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด การบอกต่อของผู้บริโภคจะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อแบรนด์ Be Do แล้ว Say จนผู้บริโภค Feel ได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นคุณถึงจะเป็นแบรนด์ตัวจริง หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นผลงานเขียนที่ “คุณดลชัย บุณยะรัตเวช” นักสร้างแบรนด์ชื่อดังได้นำประสบการณ์ตลอดชีวิตมาตกผลึกเป็นงานเขียน ที่บอกได้เลยว่าสามารถจุดประกายความคิดให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี งานเขียนเล่มนี้มีแต่เนื้อ ๆ ไม่มีน้ำให้เสียเวลาอ่าน อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที มองเห็นภาพ และสามารถนำวิธีคิดหรือหลักการที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในเล่มไปประยุกต์ใช้กับแบรนด์ของเราได้อย่างดีเยี่ยม ราคา 225 บาท

แนะการจัดการชีวิตของพ่อแม่มือใหม่

ในแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์

“คู่มือเลี้ยงลูกฉบับนักเศรษฐศาสตร์” ผู้เขียน Emily Oster (เอมิลี ออสเตอร์) ผู้แปล รสลินน์ ทวีกิตติกุล  เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก ในฐานะพ่อแม่ก็นับว่าถือกำเนิดในโลกใบใหม่เช่นกัน ทุกสิ่งอย่างรอบตัวเหมือนจะอยู่นอกเหนือการควบคุมเสียทั้งหมด หากกำลังหัวหมุนกับการเป็นพ่อแม่มือใหม่ กังวลสติแตกกับเรื่องต่างๆร้อยแปด  ทุกย่างก้าวของพ่อแม่มีแต่เรื่องให้ตัดสินใจ แถมคำแนะนำก็หลากหลายจนไม่รู้จะเชื่อใคร   “เอมิลี ออสเตอร์” เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์และคุณแม่ลูกสอง จะพาพ่อแม่ เจาะลึกสารพันปัญหาประสาพ่อแม่ลูกอ่อน ในมุมมองเศรษฐศาสตร์เพื่อมองทะลุมายาคติฝังลึกเรื่องนมแม่ เรื่องเล่าปากต่อปากว่าด้วยการพาลูกเข้านอน ข้อถกเถียงไม่รู้จบเรื่องเวลาหน้าจอ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปเมื่อมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา นี่คือคู่มือเลี้ยงลูกที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดและช่วยให้รับมือเจ้าตัวน้อยได้อย่างผ่อนคลายขึ้น นับแต่วันแรกคลอดจากครรภ์มารดาจนถึงหน้าประตูโรงเรียน หนังสือราคาเล่มละ 450 บาท

วิธีใช้ชีวิตแบบมีความสุขแบบแมว

ที่ไม่คิดมากและไม่คิดทำร้ายตัวเอง

“ความสุข is here เรียกเหมียว ๆ เดี๋ยวก็มา” ผู้เขียน Akira Uenishi (อะคิระ อุเอะนิชิ) ผู้แปล โชว์เดียร์ มามุติพงศ์ หนังสือเล่มนี้ได้แนะนำ 48 วิธีที่จะทำให้คนเราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแบบแมว คือแมวไม่คิดมาก ไม่คิดลบ ไม่เคยคิดว่าทำไม่ได้ และไม่เคยคิดทำร้ายตัวเอง  เราจึงเห็นเหล่าแมวเหมียวกล้าที่จะดื้อ กล้าที่จะป่วน เพราะนั่นคือวิธีคิดที่จะทำให้มันมีความสุข ถ้าหากคนเราคิดเหมือนแมวได้ก็คงดี เพราะคนเราพยายามคิดอะไรซับซ้อนจนลืมมองตัวเอง ชอบคิดลบ จนกลายเป็นการทำลายความมั่นใจ ทำลายความฝัน ทำร้ายความความสุขของตัวเองในที่สุด   หนังสือเล่มนี้อุดมไปด้วยข้อความเชิงบวก อ่านง่าย รวมวิธีสร้างความสุขแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ พร้อมภาพแมวเหมียวน่ารัก มาเพิ่มกำลังใจและให้ความสุขให้นักอ่านทุกคน เพราะพลังแห่งการคิดบวกไม่เพียงจะทำให้ใจเราเบาสบายเท่านั้น แต่ยังการสร้างกำลังใจตัวเอง สร้างความมั่นใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และการสร้างความสุขให้กับเราในที่สุด หนังสือราคาเล่มละ 250บาท

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758538

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เกาะติดผู้นำโลกประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

ในสัปดาห์นี้ บรรดาผู้นำโลกกว่า 150 ประเทศและดินแดน เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ หรือ UNGA สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์และความท้าทายต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญ พร้อมเสนอปัญหาและทางออก ไปดูแอ๊กชั่นของผู้นำโลกหลายคนที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์กัน

Science Update : พบหลุมดำในกาแลกซีไกลโพ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758562

Science Update : พบหลุมดำในกาแลกซีไกลโพ้น

Science Update : พบหลุมดำในกาแลกซีไกลโพ้น

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยาน Neil Gehrel Swift Observatoty ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ค้นพบหลุมดำในกาแลกซีอันไกลโพ้น ที่กำลังกลืนกินดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ ถือเป็นการประกาศยุคใหม่ของ Swift ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกซเรย์ เทเลสโคป ( XRT) เปิดทางให้นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ เรียกการศึกษาเกี่ยวกับดาวเคราะห์และหลุมดำที่หิวกระหายว่า Swift J023017.0+283603 หรือ Swift J0230

เมื่อมีดาวพลัดหลงเข้าไปใกล้ชิดหลุมดำสัตว์ประหลาด แรงดึงดูดมหาศาลสร้างคลื่นที่รุนแรงมากทำลายดวงดาว จากนั้นดูดกลืนดาวเคราะห์ร้ายเข้าไปในหลุมดำ
เป็นกระบวนการที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจ เพราะทุกครั้งที่มีดาวโคจรเคลื่อนตัวผ่านใกล้หลุมดำ ดาวจะโป่งพองอย่างมองเห็นได้ชัด แต่ดาวเหล่านี้ จะรอดพ้นเงื้อมมือของหลุมดำ ยกเว้นดาวที่สูญเสียก๊าซเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดดาวจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2022 เอกซเรย์ เทเลสโคป (XRT) พบ Swift J0230 เป็นครั้งแรก ในกาแลกซีที่ห่างจากโลกราว 500 ล้านปีแสงในกลุ่มดาวสามเหลี่ยม เดิมที Swift ถูกออกแบบมาให้ศึกษาการระเบิดของรังสีแกมมา และติดตามแสงระยิบระยับในรังสีเอกซ์และแสงยูวีที่มองเห็นได้ ก่อนที่จะค้นพบ Swift J0230

คุณแหน : 24 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758543

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll เพื่อน้อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 1 ตุลาคม พ.ศ.2566สตช. จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ให้แก่ข้าราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการบำนาญ ครอบครัวข้าราชการตำรวจ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 17 ก.ย. ถึง 5 ต.ค. โดย พระธรรม
วชิรญาณ(จิรพล อธิจิตฺโต)เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นองค์ประธานสงฆ์และเป็นพระอุปัชฌาจารย์ พล.ต.ท.นิธิธรจินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร..

ll แฟนๆ ถามถึงพ็อกเกตบุ๊ก“จากเสมียนสู่ปลัดกระทรวง เรื่องของ ศรีภูมิ ศุขเนตร”อดีต รมช.คมนาคม เป็นหนังสือควรอ่านมีคำแนะนำจากประสบการณ์ตรงของท่านผู้เขียน สำหรับทุกคนที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพการงานอย่างปลอดภัย เล่มละ 200 บาท รายได้ส่วนหนึ่งเพื่อกองทุนพนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า โทร.02-9735000..

ll ขอแสดงความเสียใจกับ อภิรดี โพธิ์พร้อมอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ที่สูญเสียคุณแม่มณี พงษ์ดนตรี จัดงานส่งกลับสู่สวรรค์เรียบร้อยแล้ว..

ll รัตนาภรณ์ เกษมอมรลักษณ์รับออเดอร์“น้อยหน่านมสด”หวานเย็นจากแฟนคลับมือเป็นระวิง ลูกค้าชอบเพราะอร่อยถูกใจสั่งแล้วสั่งอีกลอตใหญ่ ด้วยทำปีละครั้งในช่วงฤดูน้อยหน่า ก่อนที่จะหมดใน พ.ย. สนใจโทร.081-8562224..

ll ขออนุโมทนาบุญกับ ภัทรา ศิลาอ่อน มอบเงินบริจาคจำนวน 1,850,000 บาท ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 81 ปี โดยครอบครัวและกัลยาณมิตร เนื่องในวันมหิดลประจำปี 2566 เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและโครงการ High Cost HighTechnology ของศิริราชมูลนิธิ เป็นประจำต่อเนื่องหลายสิบปีแล้ว..

ll เพจแม่ม้ามาแล้วใน Facebook Live ของ อรนภา กฤษฎีทุกวันศุกร์-เสาร์ มีเครื่องประดับสวยๆ เสื้อผ้าแบรนด์เนม ฯลฯ ของเหล่าเศรษฐีขี้เบื่อที่ส่งผ่านมาให้จับจองในราคาจับต้องได้..

ll ชื่นชมและชื่นชอบกับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดร.เศรษฐพุฒิสุทธิวาทนฤพุฒิ กล่าวถึงการเข้าหารือกับเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเมื่อ 14 ก.ย. เรื่องนโยบายเงินดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่นบาท ว่า“ต้องรอดูความชัดเจนของรูปแบบในการทำนโยบายดังกล่าวก่อน ซึ่งถ้าออกมาเป็น Digital Asset ทางแบงก์ชาติ ยืนยันมาตลอดว่าไม่สนับสนุน เพราะจะกลายเป็นตัวกลางชำระเงิน ไม่เอื้อต่อเสถียรภาพ แต่หากเป็น e-money ก็เป็นรูปแบบที่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ต้องดูว่าไปเกิดอุปสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจและผลกระทบการคลังอย่างไร รวมทั้งการดำเนินนโยบายต่างๆ ควรเป็นรูปแบบเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่าเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องการเงิน 1 หมื่นบาท”..ll

น้อง

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758540

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Trumph of Amphritrite 1861

The Truimph of Amphritrite 1861 detail

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากมีงานแนว Post Impressionism แล้ว ยังมีงานแนวRomanticism ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของงานแนว Impressionism ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของผู้นำของแนวทางศิลปะนี้ นั่นคือ EugeneDelacroix แนวทางศิลปะแบบ Romanticism นี้เป็นแนวทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดในยุโรปปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระหว่างปี 1800-50 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยุคสมัยแห่งความรู้โดยเน้นการแสดงออกทางอารมณ์ของศิลปินแต่ละบุคคลร่วมไปกับการยกย่องธรรมชาติและอดีต แนวทางศิลปะนี้มีการแสดงออกได้อย่างหลากหลายทั้งทางด้านทัศนศิลป์ ดนตรี และวรรณกรรมจึงส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อวงการวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การศึกษา รวมทั้งสังคมศาสตร์ แนวทางศิลปะนี้ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ ความหวาดกลัว ความประหลาดใจ อีกทั้งยังนำความเชื่อและประเพณีของยุคกลางกลับมาใหม่ด้วย แม้แนวทางศิลปะแบบ Romanticismจะถือกำเนิดจากนักคิดชาวเยอรมัน แต่กลับรุ่งเรืองมากในฝรั่งเศสจนกลายเป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งนี้ เพราะแนวทางศิลปะนี้ให้ความสำคัญกับความคิดใหม่ๆ มากกว่าการเดินตามทางเส้นทางสายหลักของทุกศาสตร์

Appolo Slays Python 1853

ผู้นำของศิลปะแนวทาง Romanticism ก็คือ Eugene Delacroix เขาเกิดวันที่ 26 เมษายน 1798 ใกล้ปารีสกับ Victoire Oeben ลูกสาวของเจ้าของร้านผลิตตู้โดยที่ไม่มีใครทราบว่า แท้ที่จริงแล้วใครเป็นบิดาของเขากันแน่ เขาเข้าเรียนที่ Lycee Louis le Grandในเมือง Rouen จนได้รับรางวัลทางด้านแบบร่างก่อนเข้าฝึกงานกับ Pierre Nacisse Guerinผลงานในช่วงแรกของเขาได้รับอิทธิพลทั้งจาก Raphael และ Jacques Louis David การได้ฝึกงานกับ Guerin ทำให้เขาได้รับการกระตุ้นให้สร้างงานที่เริ่มมีอัตลักษณ์ของตัวเองจนได้รับการยอมรับจาก Paris Salon ในปี 1822 จนถูกซื้อโดยรัฐบาลเพื่อไว้ประดับใน Luxembourg Galleries การที่เขาเน้นสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง และเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่สะท้อนเหตุการณ์ปัจจุบันในช่วงเวลานั้น ประกอบกับฝีไม้ลายมือที่มีความแตกต่างจากศิลปินทั่วไปทำให้เขาเป็นที่รับรู้ในหมู่ข้าราชการว่าเป็นศิลปินชั้นนำของยุคโรแมนติกส่งผลให้งานของเขาได้รับการซื้อไปติดตั้งในสถานที่ราชการเป็นจำนวนมาก

Appolo Slays Python 1853 detail

สำหรับแวดวงศิลปินด้วยกันนั้น การที่ผลงานของเขาเน้นให้เห็นถึงแต่ความเสียหายจากสงครามทำให้ผลงานของเขาได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรรมของศิลปะ ผลงานชิ้นโบแดงของDelacroix ที่ชื่อ Liberty Leading the People เกิดขึ้นในปี 1830 ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาสามารถแยกแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic ออกจาก Romanticism ได้อย่างเด็ดขาดและส่งให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อ Romanticism หรือบิดาของศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้นผลงานชิ้นนี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพต่อทุกการต่อสู้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากผลงานของเขาจะได้เข้าไปในสถานที่ราชการหลายแห่งแล้ว เขายังได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งโบสถ์อีกหลายแห่งด้วย อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างสรรค์งานจิตรกรรมบนหลังคาของมิวเซียม Lourveอีกต่างหากด้วย การที่เขามีชื่อเสียงมากทำให้เขาทำงานหนักตลอดจนฤดูหนาวปี 1862 เขาติดหวัดระหว่างเดินทาง หลังไปพบแพทย์และได้ยามารักษาในเดือนมิถุนายน 1863 เขาเดินทางกลับไปบ้านนอกก่อนที่จะป่วยหนักอีกในวันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกัน แต่การไปพบแพทย์ครั้งสุดท้ายนี้ แพทย์ไม่สามารถเยียวยาอะไรเขาได้อีกแล้ว เขาจึงกลับบ้านเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งให้คนดูแลและผองเพื่อนเขาเสียชีวิตในวันที่ 13 สิงหาคม 1863

เป็นที่น่าเสียดายว่า ผลงานที่จัดแสดงใน Kunsthaus Zurich ของ Delacroix ทั้งหมดเป็นช่วงหลังของชีวิตที่เขาพัฒนาฝีมือมาจนถึงขีดสุดแล้ว นักท่องเที่ยวจึงไม่มีโอกาสที่จะศึกษาพัฒนาการของศิลปินจากการชมผลงานในมิวเซียมแห่งนี้ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาที่ได้ชื่นชมนั้น ก็มีความเป็นอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะความยุ่งเหยิงขององค์ประกอบในหลายๆ ภาพ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างไม่ต้องสงสัยสมกับเป็นบิดาแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

The Sultan of Morrocco and His Entourage1862

The Sultan of Morrocco and His Entourage1862

The Triumph of the Buccus 1861

The Triumph of the Buccus 1861

Daniel in the Lions’ Den 1853

Daniel in the Lions’ Den 1853

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ประกาศความสำเร็จ ‘BLStalk 2023’ กระแสตอบรับดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758548

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ประกาศความสำเร็จ  ‘BLStalk 2023’ กระแสตอบรับดี

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ประกาศความสำเร็จ ‘BLStalk 2023’ กระแสตอบรับดี

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและการลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับนักลงทุน ถือเป็นหนึ่งพันธกิจสำคัญที่ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญมาตลอด ล่าสุดสัมมนาการลงทุนอารมณ์ดีที่ออกแบบหลักสูตรมาเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะ ภายใต้ชื่อ “BLStalk 2023 ตอน ก่อนจะซิ่ง พี่นิ่งมาก่อน” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วประเทศ โดยในปีนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญของหลักทรัพย์บัวหลวง ได้เดินสายไปให้ความรู้ด้านการลงทุนในจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ, ระยอง, ขอนแก่น, เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งสอนกันตั้งแต่การเริ่มสร้างแนวคิดการลงทุน, วางแผนกลยุทธ์ลงทุน, วิธีคัดเลือกหุ้นในตลาดวิกฤต และการใช้เครื่องมือช่วยลงทุน เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นนักลงทุนมืออาชีพที่มีคุณภาพ

บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนานวัตกรรมการบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการลงทุนผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เราก็ไม่หยุดส่งมอบความรู้โดยได้ปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมมาเป็นในรูปแบบออนไลน์เพื่อให้นักลงทุนได้เตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสและความท้าทายภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายบริษัทจึงมีแนวคิดที่จะเดินทางไปพบปะ พูดคุย พร้อมอัปเดตข้อมูลด้านการลงทุน และแนะนำนวัตกรรมการลงทุนใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้กับนักลงทุน

สำหรับรูปแบบของ BLStalk 2023 ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากประสบการณ์นำทีมโดย ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ ได้เดินทางไปให้ความรู้ด้านการลงทุนครอบคลุมทุกภูมิภาค เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลกับนักลงทุนในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามต่อด้วยจังหวัดระยอง ขอนแก่น เชียงใหม่ ปิดท้ายที่ภูเก็ต โดยหัวข้อการเรียนรู้จะแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลัก คือ หัวข้อ “ซิ่งมาแล้วทุกแนว ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤต ตีแผ่ที่มาวิธีคิดและลงทุนกว่า 15 ปี ในรายการคิดแบบภาววิทย์ LIVE ก่อนจะซิ่ง พี่นิ่งมาก่อน” โดยนักลงทุนจะได้รับฟังประสบการณ์การลงทุนในสนามจริงของทั้งแพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม และ ปิ๊ก-เสริมศักดิ์วงศ์สิทธิโชค ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของหลักทรัพย์บัวหลวง โดยทุกข้อมูลคัดสรรมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนั้นยังมีหัวข้อ “ซิ่งไม่มีแผ่วด้วยเครื่องมือออนไลน์ เค้นหาหุ้นวิ่งแบบง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพ” โดย เน็ท สินธนันทน์ บุญยอด ที่มาแนะนำเครื่องมือการลงทุนและคำสั่งซื้อขายประเภทที่มีอายุข้ามวัน (Overnight order) ทั้ง Good till Cancel (GTC) และ Good till Date (GTD) ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เปลี่ยนระบบซื้อขายเก่าเป็นระบบซื้อขายใหม่ในปี 2566 ปิดท้ายด้วยหัวข้อ “ซิ่งสะบัดคัดกลยุทธ์ลงทุน เลือกหุ้นพร้อมแซงแรงในตลาดวิกฤต” โดยนิด ชัยพร ที่มาแนะนำกลยุทธ์และวิธีการวางแผนลงทุนให้ทันกับสถานการณ์ต่าง ๆ พร้อมแนะนำการเลือกหุ้นที่มาแรงพร้อมแซงทุกสถานการณ์ เจาะกันแบบไม่ให้พลาด

“บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก และความสนุกสนาน โดยผู้เข้าร่วมโครงการต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า งานนี้คุ้มเกินคาด เพราะนอกจากจะได้รับความรู้และเสียงหัวเราะกลับไปแล้ว เรายังมีกิจกรรมสุดพิเศษมากมายเตรียมไว้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเล่นเกมภายในงานลุ้นรับกล่องสุ่มและของแจกมากมาย, รับหน่วยลงทุนกองทุนรวม เพียง Check-in หน้างานด้วยแอป Wealth Connex และมีบัญชีซื้อขายกองทุนรวม บน Streaming Fund+, ลูกค้าใหม่รับกองทุนเพิ่มพิเศษ สนับสนุนโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์คู่กองทุนใหม่ตามเกณฑ์ที่กำหนด, รับโผหุ้นและกองทุนเด่นสุดซิ่งครึ่งหลังปี’66 และกิจกรรม Workshop ต่างๆ เช่น การทดลองใช้โปรแกรม Stock Simulator บนแอป Wealth Connex เพื่อคำนวณราคาหุ้นซิ่งถือเป็นกิจกรรมที่เข้ามาเพิ่มเติมทักษะและสามารถนำมาปรับใช้กับการลงทุนในสนามจริงได้เป็นอย่างดี” บรรณรงค์ กล่าว

โครงการ BLStalk 2023 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมให้ความรู้ด้านการลงทุนของบริษัทที่ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับในการเข้าร่วมจากนักลงทุนทั่วประเทศ โดยมีผู้สนใจสมัครเข้ารับฟังข้อมูลด้านการลงทุนได้ตามเป้าหมาย สะท้อนได้ว่าปัจจุบันมีผู้ที่สนใจและให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนเป็นจำนวนมาก เราจึงเตรียมความพร้อมที่จะจัดโครงการ The Stock Master ปีที่ 12 หลักสูตรการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถวางแผนลงทุนได้เหมาะสมตามความเสี่ยงได้อย่างครบทุกมิติ ดังนิยาม “รู้จริงกับสนามจริง” เป็นโครงการต่อไป สำหรับผู้สนใจและไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ รอติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.bualuang.co.th/thestockmaster สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม BLS Customer Service โทร.02-6181111

Health News : ศัลยแพทย์หญิงผ่าตัดเก่งกว่าหมอชาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758563

Health News : ศัลยแพทย์หญิงผ่าตัดเก่งกว่าหมอชาย

Health News : ศัลยแพทย์หญิงผ่าตัดเก่งกว่าหมอชาย

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาโรคจากศัลยแพทย์หญิง มีแนวโน้มจะเผชิญกับผลข้างเคียงหลังการผ่าตัดน้อยกว่า ทั้งยังฟื้นตัวได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องติดตามดูแลอย่างประคบประหงมหรือให้การพยาบาลเป็นพิเศษหลังการผ่าตัดด้วย เมื่อเทียบกับบรรดาคนไข้ที่ผ่านการลงมีดของศัลยแพทย์ชาย เป็นผลสำรวจที่ได้จากงานวิจัยสองชิ้น
ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Surgery ที่วิเคราะห์ข้อมูลของคนไข้กว่า1 ล้านคน ในประเทศแคนาดาและสวีเดน ชี้ถึงผลการผ่าตัดที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญของศัลยแพทย์หญิง ซึ่งฝีมือที่ล้ำเลิศของพวกเธอ ทำให้คนไข้มีปัญหาสุขภาพที่ติดตามมาหลังการผ่าตัดน้อยมาก โดยเฉพาะการเกิดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้ศัลยแพทย์หญิงรักษาคนไข้ได้ดีกว่าแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า หมอผ่าตัดที่เป็นสตรีจะใช้เวลาทำงานในแต่ละครั้งนานกว่าศัลยแพทย์ชาย โดยการที่พวกเธอไม่เร่งรีบทำการผ่าตัดจนเกินไป ส่งผลให้มีความสุขุมรอบคอบในการทำงานสูงกว่า

อดีตหนุ่มวิศวะ สู่นักธุรกิจแฟรนไชส์ ชู ‘ห้าดาว’ เส้นทางสร้างอาชีพมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758545

อดีตหนุ่มวิศวะ สู่นักธุรกิจแฟรนไชส์  ชู ‘ห้าดาว’ เส้นทางสร้างอาชีพมั่นคง

อดีตหนุ่มวิศวะ สู่นักธุรกิจแฟรนไชส์ ชู ‘ห้าดาว’ เส้นทางสร้างอาชีพมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากเรียนจบคณะวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร (ICE) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เมื่อปี 2552 “อาร์ม-ธนะวิทย์ พุฒิเชาว์วัฒน์” ก็เริ่มต้นทำงานในสายอาชีพที่ได้เรียนมาด้วยการรับวางระบบไอที ควบคู่ไปกับการทำร้านเกมส์ ด้วยพื้นฐานที่ชอบทำธุรกิจจึงริเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ร่วมกับฝาแฝด “โอม-ธนะโรจน์ พุฒิเชาว์วัฒน์” ด้วยการเปิดแฟรนไชส์ร้านสเต๊กและอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น และเปิดร้านอาหารไทยเพิ่มอีก จนสุดท้ายเปิดแฟรนไชส์น้ำอิตาเลียนโซดา เน้นเปิดร้านในย่านโรงเรียนและสถานศึกษา แต่เมื่อต้องพบกับวิกฤตโควิด-19 จึงส่งผลกระทบต่อยอดขายทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจหยุดทำแฟรนไชส์นี้ เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ผู้คนเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอย ทั้งอาร์มและโอมจึงมองหาแฟรนไชส์ที่ไม่ต้องทำเองหรือเสียเวลากับเรื่องการตลาดที่เป็นเรื่องท้าทายมากในภาวะเช่นนี้ ตอนนั้นพวกเขาพิจารณาหลายธุรกิจ และตกผลึกกันว่า “ธุรกิจห้าดาว” ตอบโจทย์ความต้องการที่สุด ทั้งเรื่องการส่งของ การสั่งสินค้าจากบริษัทโดยตรง ทำให้ไม่ต้องซื้อของและไม่ต้องปรุงเอง เรื่องนี้ถือว่าได้ใจทั้งสองคนที่เป็นผู้ประกอบการที่เคยลองผิดลองถูกกับธุรกิจแฟรนไชส์มาตลอด โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการทำร้านอาหารที่จะเป็นต้องมีสต๊อกวัตถุดิบ ต้องมีคนดูแลจัดซื้อ การคำนวณและควบคุมสต๊อกค่อนข้างยุ่งยาก

อาร์มร่วมกับทีมห้าดาวในการพิจารณาทำเลร้านที่อยู่หน้าตลาด ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจเปิดร้าน Five Star สาขาหนองกระทุ่ม จ.นครราชสีมา ในรูปแบบกลาสเฮาส์เป็นสาขาแรก เมื่อช่วงปลายปี 2565 เสียงตอบรับดีมากจากสาขา 1 ขยายสู่สาขา 2 Five Star ปตท.สวนสัตว์ ใช้เวลาเพียง 1 เดือน สาขาแรกคืนทุนภายใน 3 เดือน สาขาที่สองคืนทุนในเวลาเพียง 2 เดือน ต่อมาจึงขยายร้านสาขา 3 Five Starถนนสืบสิริ และสาขา 4 Five Star โรงพยาบาลลพบุรี และวางแผนว่าภายในปีนี้จะเปิดให้ได้ 10 ร้านอาร์มบอกว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากระบบที่แข็งแรงของธุรกิจห้าดาว มีระบบสต๊อก มีโค้ดขายที่รัดกุมและง่ายต่อการตรวจสอบ ที่สำคัญคือการสนับสนุนที่ดีของบริษัทที่ส่งทีมงานมาตรวจสอบมาตรฐานแบบสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอ สินค้าก็มีทีมซัพพอร์ตตลอดเวลา มีการขนส่งที่เข้มงวด

“ห้าดาวตอบโจทย์ เรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ เพราะใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ผลตอบแทนกลับมาถือว่าน่าพอใจ เป็นแฟรนไชส์ที่ไม่แพง เมื่อขายไปสักพักเราจะรู้หลักการบริหารจัดการที่ดี บริษัทมีทีมงานซัพพอร์ต มีการพัฒนาสินค้า ตอบรับกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว การขายต้องตามเทรนด์ มีการฝึกอบรมทั้งเถ้าแก่และทีมงานก่อน เพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน วันนี้ผมและฝาแฝดที่ได้เริ่มต้นธุรกิจห้าดาวไปพร้อมๆ กัน ต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะรายได้ที่มั่นคงจากการขายห้าดาวทีมงานของเราก็มีอาชีพที่มั่นคงได้แบ่งปันรายได้ไปถึงครอบครัวของพวกเขาเช่นกัน” อาร์ม กล่าว