ยูเครนทำลายระบบป้องกันทางอากาศรัสเซียในไครเมีย ยิงเรือลาดตระเวนอีก 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725451

ยูเครนทำลายระบบป้องกันทางอากาศรัสเซียในไครเมีย ยิงเรือลาดตระเวนอีก 2

15 ก.ย. 2566 17:01 น.

ยูเครนทำลายระบบป้องกันทางอากาศรัสเซียในไครเมีย ยิงเรือลาดตระเวนอีก 2

ยูเครนทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธทางอากาศ “ตรีอุมฟ์” ของรัสเซียในแคว้นไครเมียได้สำเร็จ อีกทั้งยังได้โจมตีกองเรือลาดตระเวนของรัสเซียบนทะเลดำ เสียหายหนัก 2 ลำ

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ทางการยูเครน แถลงว่ากองทัพยูเครนได้ทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธทางอากาศที่ชื่อว่า ตรีอุมฟ์ (Triumf) ของรัสเซียในแคว้นไครเมีย อีกทั้งยังได้โจมตีเรือลาดตระเวนรัสเซียที่ปฏิบัติการบนทะเลดำอีก 2 ลำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

การโจมตีระบบป้องกันขีปนาวุธและเรือลาดตระเวนรัสเซีย เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากทางการยูเครนรายงานว่า ได้ยิงขีปนาวุธโจมตี เรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือรัสเซีย และเรือดำน้ำรัสเซีย ที่อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงในอู่ต่อเรือแห่งหนึ่ง บริเวณท่าเรือเซวัสโตโปล บนทะเลดำ จนได้รับความเสียอย่างหนัก

กองทัพยูเครนกล่าวว่า พวกเขาได้ทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธทางอากาศพิสัยไกลของรัสเซีย ที่ประจำการอยู่ที่เมืองเยฟปาโตริยา ทางฝั่งตะวันตกของแคว้นไครเมีย แคว้นที่ถูกรัสเซียประกาศควบรวมไปในปี 2557

และในวันเดียวกัน กองทัพยูเครนก็ได้โจมตีกองเรือลาดตระเวนของรัสเซียบนทะเลดำ จากภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดยทางการยูเครน เผยให้เห็นว่า ยูเครนได้ส่งโดรนทะเลจู่โจมเรือลาดตระเวนของรัสเซีย จนเรือทั้ง 2 ลำได้รับความเสียหาย

ชมวิดีโอ :  ที่นี่

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ออกมายืนยันการโจมตีดังกล่าว โดยกล่าวว่า ยูเครนส่งโดรนทะเล 5 ลำเข้าโจมตีเรือของรัสเซีย และโดรนทั้งหมดถูกขับไล่ออกไปแล้ว ทั้งนี้ ทางการรัสเซียไม่ได้กล่าวถึงความเสียหายจากเหตุการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวถึงการโจมตีทั้ง 2 เหตุการณ์ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญ ที่ยูเครนสามารถทำลายระบบป้องกันภัยของผู้ที่เข้ามายึดครองดินแดนไครเมียได้สำเร็จ

สถาบันวิจัยด้านสงครามของสหรัฐฯ กล่าวว่า การทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธของรัสเซียในแคว้นไครเมีย ชี้ให้เห็นว่ารัสเซียกำลังประสบปัญหาร้ายแรงในการป้องกันคาบสมุทรนี้ เพราะแสดงให้เห็นว่ากองทัพรัสเซียไม่พร้อมรับมือการโจมตีด้วยยุทธวิธีเช่นนี้จากยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC, Aljazeera 

คุณแหน : 16 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756911

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll เลขาธิการมูลนิธิอรุณ สรเทศน์ พินิต ผลพิรุฬห์ นัดประชุมกรรมการชุดใหม่ 27 ก.ย.11.00 น. ที่ รร.มณเฑียร และยินดีกับ อนันต์ วงศ์พานิช กับ รศ.ดร.พิชนี โพธารามิก กรรมการที่ได้รับการเชิดชูเกียรติสู่หอกิตติคุณวิศวจุฬาอาวุโสดีเด่น 2566…

ll ปลัดกระทรวง พม. อนุกูล ปีดแก้ว เป็นประธานมอบรางวัลประชาบดี เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น แก่องค์กร บุคคล สื่อสร้างสรรค์ และผู้ต่อสู้ชีวิตที่ยากไร้ และด้อยโอกาส ปี 2565 และ 2566 จำนวน 87 ราย 28 ก.ย.ที่กระทรวง พม. มี จตุพร โรจนพานิช อธิบดีพส.เป็นเจ้าภาพทราบว่าผู้ริเริ่มและผู้อยู่เบื้องหลังงานนี้คือ สายสมวงศาสุลักษณ์…

ll ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นทั้งภาครัฐและเอกชนดีงามมาโดยตลอด ประนอม เฉินบำรุง ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรม จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรี กับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมืองโอบิฮิโระญี่ปุ่น เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก คาวาตะ อาคิฮิโร ประธานสภาอุตสาหกรรมฯที่นั่น…

ll งานใหญ่ของชมรม The 60’s Singing Club ที่มี ดร.พิลาศพงษ์ ทรัพย์เสริมศรี เป็นประธานฯ จัดงานฯร่วมกับบริษัท เมืองไทยประกันภัย ของ มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ กำหนดจัด “โครงการ สร้างชุมชน รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” ปลายปีนี้…

ll สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม(กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม-เดิม) จัดกิจกรรม Knowledge Management ที่ รร.คาวาลิ คาซ่า อยุธยา มีพี่เก่าๆ มาร่วมงานด้วย อาทิ ประดิษฐ์ บุญตันตราภิวัฒน์, สาวิตรี ศรีสุข, ดร.ปรียาพร พรหมพิทักษ์, จิรพรรณ อินทรสมใจ ฯลฯ…

ll เอริยา ลิมปดนัย วัสสานนท์ ศรีสะใภ้ของ พล.ต.ท.วสันต์-รัชนี วัสสานนท์ ลงทุนกับเพื่อนๆ ผลิต ยาดมน้ำมันนวดสมุนไพรใช้ชื่อแบรนด์ “พริ้ม” เป็น Organic Nano CBD เพื่อสนับสนุนชุมชนบ้านแม่หาง เชียงราย ที่เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจในป่าต้นน้ำ ด้วยวิถีอินทรีย์ ปลอดสารเคมี ซึ่งช่วยดูแลและพัฒนาสภาพป่าต้นน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย…น่าสนับสนุน…

llตั้งแต่นี้ต่อไป บ้านของ วันชัย-จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ กลับมามีชีวิตชีวา เมื่อพี่พอ ปณัติบุตรชาย ดร.ปติ-ดร.นิรัญชา พุทธวิบูลย์ เข้าเรียนที่รร.นานาชาติฮาโรว์ ทำให้ พี่พชร-พชรพัชร์ บุตรของ วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ มีเพื่อนเล่นเมื่อกลับจากเรียน และสมาชิกในบ้านจะได้พบกันที่โต๊ะอาหารเย็นอย่างน้อยสัปดาห์ละ3 วัน…อบอุ่นๆ…

ll ธนกฤติ รัตนพันธ์ุ ข้าราชการกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จ.สตูล เล่าเรื่องงานที่รับผิดชอบว่า ก่อนย้ายกลับเข้ากทม. ได้ทำโครงการจัดหาที่อยู่อาศัย เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ให้แก่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ มานิ ถ้ำภูผาเพชร ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล จำนวน 7 ครอบครัว30 คน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…ทำดีก็ขอชื่นชม !!…

ll สวดพระอภิธรรม แดน วงศ์ประศาสตร์ วัดธาตุทอง ศาลาสิทธิสยามการ 14-18 ก.ย.เวลา 18.30 น. …. และจะฌาปนกิจ ณ วัดธาตุทองวรวิหาร วันอังคาร 19 ก.ย. เวลา 17.00 น. (เมรุหน้า)…ได้ลูกสะใภ้ พิมภัทร ยมนาค เป็นแม่งานน่ารักมาก…ll

บารอนเนส

สัตวแพทย์ทุกคนเคารพอาจารย์ใหญ่ และสำนึกในบุญคุณตลอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756931

สัตวแพทย์ทุกคนเคารพอาจารย์ใหญ่ และสำนึกในบุญคุณตลอด

สัตวแพทย์ทุกคนเคารพอาจารย์ใหญ่ และสำนึกในบุญคุณตลอด

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การได้เรียนรู้ด้านกายวิภาคจากซากสัตว์บริจาค ที่เราเรียกว่าอาจารย์ใหญ่ทำให้นิสิตสัตวแพทย์ทุกคนได้สัมผัสของจริง เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสัตว์ในอนาคต

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ไปสนทนากับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิงนิยดา ล้านทรัพย์สกุล หัวหน้าภาควิชาการวิภาคศาสตร์คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงความสำคัญของอาจารย์ใหญ่ที่มาจากสัตว์บริจาคซึ่งตายแล้ว

l งานสำคัญอย่างหนึ่งของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือการไหว้ครู และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ช่วยเล่าความเป็นมาเรื่องนี้ให้ทราบด้วยครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : สำหรับประเพณีไหว้ครูของคณะฯ เราจัดมายาวนานต่อเนื่องหลายสิบปีแล้วค่ะเพราะเป็นประเพณีที่ดีงามของคณะฯ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อครูอาจารย์ที่อบรบสั่งสอนนิสิต ส่วนเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่ตายแล้ว แล้วได้รับซากบริจาคเพื่อการศึกษาของนิสิต ก็เป็นงานที่ทำต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว การทำบุญอุทิศให้อาจารย์ใหญ่เกิดมาจากความคิดริเริ่มของอาจารย์ท่านหนึ่ง คืออาจารย์มาลีวัลย์ ท่านมาจากคณะแพทยศาสตร์ ปัจจุบันท่านเกษียณราชการไปนานมากแล้ว ท่านบอกว่าที่คณะแพทยศาสตร์มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่อุทิศร่างเพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ ดังนั้นในส่วนของนิสิตสัตวแพทย์ก็น่าจะแสดงความเคารพต่ออาจารย์ใหญ่ที่เป็นสัตว์เช่นกัน เพราะนิสิตได้รับความรู้ด้านการปฏิบัติงานในส่วนกายวิภาคจากซากสัตว์ที่เป็นอาจารย์ใหญ่ เมื่อเราทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ที่คณะสัตวแพทย์ฯ เกษตรฯ บางเขน โดยเราแจ้งให้ผู้นำซากสัตว์มาบริจาคไปร่วมงานทำบุญกับเรา เพราะเชื่อว่าเจ้าของสัตว์ที่นำซากมาบริจาคยังคงผูกพันและคิดถึงสัตว์เลี้ยงที่แม้จะจากไปแล้วก็ตาม เมื่อมาทำบุญด้วยกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความปลื้มปีติว่าสัตว์ที่ตายไปแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านสัตวแพทย์ในอนาคต เมื่อเสร็จพิธีทำบุญแล้วก็นำซากไปเผาด้วยกรรมวิธีที่ถูกหลักการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่วิทยาเขตกำแพงแสน

l หลายคนไม่รู้มาก่อนว่าคณะสัตวแพทย์ต้องการซากสัตว์ไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา อาจารย์ช่วยขยายความเรื่องการบริจาคซากสัตว์เพื่อการศึกษาด้วยครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : เรียนให้ทราบว่าคณะสัตวแพทย์ทุกแห่งต้องการได้ร่างหรือซากสัตว์ที่ตายแล้วไปใช้เพื่อศึกษา โดยเฉพาะซากของสุนัข เพราะนับเป็นสัตว์พื้นฐานที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด สำหรับในภาควิชากายวิภาคศาสตร์นั้น เราสอนนิสิตด้วยการผ่าซากสุนัขเพื่อการศึกษา แต่จริงๆ แล้วภาควิชาอื่นๆ เช่น พยาธิวิทยา และเวชศาสตร์คลินิกสัตว์เลี้ยงก็ใช้ซากสัตว์เพื่อการศึกษาเช่นกัน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาของแต่ละภาควิชา สำหรับกายวิภาคฯ นั้น นำซากสุนัขบริจาคไปให้นิสิตได้ผ่าดูโครงสร้างด้าน anatomy หรืออวัยวะ และกล้ามเนื้อของสัตว์ โดยนิสิตชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 จะได้เรียนกับซากของอาจารย์ใหญ่โดยตรง ถามว่าเราใช้ซากสัตว์อื่นๆ นอกจากสุนัขหรือไม่ ตอบว่าตามปกติใช้ซากสุนัขเป็นหลัก เพราะเป็นสัตว์ที่หาได้ง่ายที่สุด และมีผู้นำมาบริจาคมากพอสมควร แต่ก็ยังต้องการได้รับบริจาคอีกนะคะ การได้รับซากบริจาคให้นิสิตใช้เรียน นับว่าเป็นประโยชน์มากต่อการรักษาสัตว์ในอนาคต เมื่อนิสิตจบการศึกษาแล้ว และที่สำคัญคือ เราไม่อนุญาตให้นำสัตว์ที่ยังมีชีวิตมาผ่าเพื่อการศึกษาได้ เพราะผิดกฎหมาย และเป็นการทรมานสัตว์ การได้ศึกษาจากซากสัตว์ช่วยให้นิสิตได้รู้ถึงระบบกายวิภาคของสัตว์ได้เป็นอย่างดี และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนต่อไปในชั้นปีที่สูงขึ้น

l สัตว์ที่จะนำร่างมาบริจาคต้องมีลักษณะอย่างไรครับ แบบไหนที่รับได้ หรือรับไม่ได้ครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : อันดับแรกคือซากสัตว์ต้องปลอดโรคแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คือต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และได้รับวัคซีนรวม และต้องไม่ตายเพราะโรคติดต่อใดๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน หรือสัตว์สู่สัตว์ เช่น โรคฉี่หนู เป็นต้น เพราะการศึกษาของนิสิตสัตวแพทย์กับซากสัตว์ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงเป็นอันตรายต่อคนอย่างมาก และที่สำคัญคือขอให้นำสัตว์ที่เสียชีวิตภายใน 4 ชั่วโมง ไปมอบให้กับหน่วยรับซากสัตว์ แต่หากไม่สามารถนำไปให้ได้ภายในสี่ชั่วโมง ก็ต้องเก็บซากสัตว์ไว้ในห้องเย็น หรือกล่องโฟมที่มีน้ำแข็งบรรจุไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิสัตว์ หากปล่อยให้สัตว์อยู่นอกห้องเย็นเมื่อตายนานเกิน 24 ชั่วโมง อาจจะใช้ซากสัตว์เพื่อการศึกษาต่อไปไม่ได้ เพราะจะเกิดการเน่าของเนื้อเยื่อภายในซาก หากเป็นสัตว์ที่มีประวัติการรักษาในโรงพยาบาลสัตว์ ของเกษตรฯ ก็จะถือว่าดีที่สุด เพราะเราจะได้ทราบประวัติของโรค ประวัติการรักษา และประวัติการได้รับวัคซีนในแต่ละปี แต่หากเป็นสัตว์จากที่อื่นก็ต้องนำประวัติการรักษาแนบมาด้วยค่ะ เพื่อความปลอดภัยของนิสิตและอาจารย์ การนำซากสัตว์ไปบริจาค สามารถติดต่อได้ที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ หรือที่หน่วยงานของโรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทย์ ก็ได้ค่ะ สัตว์ที่มอบให้กายวิภาคฯ ศึกษาต้องเป็นสัตว์ที่ตายแล้วมีร่างยังสมบูรณ์ ไม่ใช่ตายเพราะประสบอุบัติเหตุ จนอวัยวะเสียหาย ฉีกขาด หรือขาหัก หรือกะโหลกหัวได้รับแรงกระแทกจนแตก เมื่อได้รับซากสัตว์มาแล้ว ก็ต้องผ่านการดูประวัติต่างๆ จนมั่นใจแล้วนำซากไปเก็บรักษาตามกระบวนการรักษาซาก ก่อนจะนำไปศึกษาต่อไป 

l อาจารย์เน้นเรื่องความปลอดเชื้อปลอดโรคของสัตว์บริจาคเป็นพิเศษ แสดงว่าต้องตรวจเช็คประวัติอย่างเข้มงวดก่อนนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ใช่ไหมครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : ใช่ค่ะ เพราะเราต้อง save นิสิตของเราให้มาก และต้องดูแลด้านความปลอดภัยจากเชื้อสัตว์สู่คนด้วย เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมาจะทำให้ทั้งนิสิตและอาจารย์ที่ควบคุมการเรียนการสอนมีปัญหาร้ายแรง ดังนั้น จึงเน้นเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์ให้ครบถ้วน และต้องปราศจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

l ทุกวันนี้ มีอาจารย์ใหญ่เพียงพอให้นิสิตได้ใช้เรียนไหมครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : ไม่ค่อยพอค่ะ ยังอยากได้รับการสนับสนุนจากผู้เป็นเจ้าของสัตว์ที่พร้อมจะนำซากของสัตว์เลี้ยงมามอบให้กับทางคณะฯ คะ เพราะเป็นประโยชน์กับการศึกษาด้านสัตวแพทย์อย่างแท้จริงค่ะ หากคุณที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงรายใดมีความประสงค์จะบริจาคซากของสัตว์เลี้ยงให้เพื่อการศึกษา ก็ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี่ด้วยคะ และขอบคุณรายการไลฟ์ วาไรตี ที่ช่วยกระจายข่าวเรื่องนี้ให้สาธารณชนได้รับทราบ 

l เมื่อนำซากสัตว์เลี้ยงมาบริจาคแล้ว ทางคณะสัตวแพทย์ฯ จะจดบันทึกชื่อเจ้าของ และชื่อสัตว์ไว้ แล้วจะแจ้งให้ทราบเมื่อถึงวันทำบุญให้สัตว์ใช่ไหมครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : ใช่ค่ะ ทางคณะฯ แจ้งให้เจ้าของสัตว์ทราบทุกครั้งเมื่อมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ที่เป็นอาจารย์ใหญ่ และขอเชิญเจ้าของสัตว์ไปร่วมงานด้วย 

l อาจารย์จะบอกเล่าอะไรกับเจ้าของสัตว์ที่นำสัตว์ที่ตายแล้วไปเผาหรือฝัง เพื่อให้เปลี่ยนใจนำสัตว์มามอบให้คณะสัตวแพทย์ฯ ครับ

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : ก็ต้องถือเป็นความสมัครใจนะคะ แต่หากจะกรุณาสนับสนุนด้านการศึกษาของเราก็ขอเชิญชวนให้นำซากหรือร่างของน้องสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิต ซึ่งมีลักษณะตามที่แจ้งไปแล้ว ไปมอบให้กับคณะสัตวแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมอบให้คณะสัตวแพทย์ เกษตรฯ นะคะ จะมอบให้คณะสัตวแพทย์ใดๆ ก็ได้ เพราะได้ใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาเหมือนกันค่ะ 

l อาจารย์จะบอกอย่างไรก็เจ้าของสัตว์บางรายที่ยังเชื่อว่าบริจาคซากสัตว์ให้เพื่อการศึกษาแล้ว เมื่อสัตว์ไปเกิดใหม่ ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ มีอวัยวะไม่ครบ เพราะถูกผ่า ถูกชำแหละเพื่อการเรียนการสอน

ผศ.สพ.ญ.นิยดา : ต้องเรียนตรงๆ เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องค่ะ เพราะการนำซากสัตว์ไปเผาหรือฝัง หรือนำไปมอบให้นิสิตใช้ศึกษา ก็ไม่ได้ทำให้สัตว์ที่เชื่อว่าจะไปเกิดใหม่มีร่างกายพิการ แต่สำหรับการมอบซากให้เพื่อการศึกษา น่าจะทำให้ได้ประโยชน์มากมาย เพราะเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นิสิตได้เรียนรู้ถึงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างของเขา และยังช่วยให้พัฒนาการศึกษาด้านสัตวแพทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยก็อยากเชิญชวนให้บริจาคซากของสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการศึกษานะคะ รับรองว่าได้ประโยชน์ในทางวิชาการโดยแท้จริง และยังถือเป็นการทำบุญให้สัตว์เลี้ยงที่เรารักด้วยค่ะ ย้ำว่าการได้เรียน ได้ศึกษา ได้ผ่าร่างจริงๆ ของอาจารย์ใหญ่ ช่วยให้นิสิตเข้าใจระบบกายวิภาคของสัตว์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งดีกว่าการดูจากวีดีโอ หรือการดูจาก model จำลองต่างๆ เพราะเมื่อนิสิตได้สัมผัสซากหรือร่างจริงๆ จะช่วยให้เข้าใจได้ดีมากขึ้น เพราะได้สัมผัสของจริง ซึ่งช่วยให้เมื่อจบการศึกษาแล้วไปเป็นสัตวแพทย์ก็จะได้มีความชำนาญในการรักษาสัตว์มากขึ้น ต้องบอกว่าซากของสัตว์เลี้ยงที่นำมาบริจาคเป็นประโยชน์ทางการศึกษาของสัตวแพทย์โดยแท้จริง

เช่น ผู้ที่ศึกษาด้านพยาธิวิทยาก็จะได้รู้ว่าสัตว์นั้นป่วยเป็นโรคอะไร จะได้นำไปสู่การรักษาสัตว์อื่นๆ ให้หายป่วยได้ดีขึ้น รักษาได้ตรงประเด็นขึ้น จะได้รู้ว่ามีประวัติการเจ็บป่วยอย่างไรมีอาการอย่างไร เมื่อนิสิตทราบก็สามารถช่วยในการคิดวิเคราะห์เพื่อการรักษาสัตว์ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น และจะมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น และยังช่วยในงานวิชาการ และงานวิจัยด้านโรคของสัตว์ได้อย่างมาก เพราะทำให้เห็นอวัยวะที่ผิดปกติได้ชัดเจน จึงนำไปสู่การรักษาได้ดีขึ้น ตรงกับอาการของโรคมากขึ้นเพื่อสวัสดิภาพของสัตว์โดยรวม โดยส่วนตัวเชื่อว่าสัตว์ได้บุญจากการเป็นอาจารย์ใหญ่นะคะ และจากการสังเกตด้วยตัวเองมาโดยตลอด ก็พบว่านิสิตก็จะแสดงความเคารพต่อซากของอาจารย์ใหญ่ และสำนึกในบุญคุณของอาจารย์ใหญ่อย่างมาก

เมื่อวันสุดท้ายก่อนจะทำบุญและทำพิธีเผาซากของอาจารย์ใหญ่ นิสิตก็จะนำดอกไม้ พวงมาลัยไปแสดงความเคารพต่อซากของอาจารย์ใหญ่ด้วย และนิสิตก็ยินดีไปร่วมงานทำบุญให้อาจารย์ใหญ่ด้วยความเต็มใจอย่างมาก เพราะนิสิตตระหนักในบุญคุณของอาจารย์ใหญ่ นิสิตมีความรู้สึกผูกพันกับอาจารย์ใหญ่มาก ขอบอกได้ว่าอาจารย์ใหญ่ได้บุญได้กุศลมาก เพราะช่วยให้นิสิตได้ความรู้โดยตรง ขออนุญาตเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังค่ะ คือเป็นเคสที่เรารับรักษาน้องหมาตัวหนึ่ง แล้วเมื่อเขาตายลง เจ้าของก็นำซากมามอบให้คณะฯ ในวันที่เราจะนำร่างของน้องไปให้นิสิตได้เรียนรู้ วันนั้นเจ้าของน้องหมาก็โทรศัพท์มาหา ถามว่านำซากน้องหมาไปเข้าสู่กระบวนการเรียนหรือยัง เขาบอกว่าเมื่อคืนก่อนเขาฝันว่าน้องหมาไปหาเขา แล้วก็มีอาการร่าเริงมาก เพราะดีใจกับอะไรบางสิ่งบางอย่าง เราก็บอกว่าวันนี้นำซากน้องหมาไปให้นิสิตได้เรียนแล้ว เขาก็บอกว่าน้องคงยินดีกับการได้เป็นประโยชน์ทางการศึกษา จึงไปเข้าฝันเจ้าของ ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าแปลก แต่ก็เข้าใจได้ว่าเพราะอาจมีจิตสัมผัสส่งถึงกันได้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ เจ้าของน้องหมาดีใจมากที่น้องหมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในฐานะอาจารย์ใหญ่ 

คุณจะรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น.ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืนสู่ความสำเร็จ ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’ กว่า 4 ทศวรรษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756913

ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืนสู่ความสำเร็จ  ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’ กว่า 4 ทศวรรษ

ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืนสู่ความสำเร็จ ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’ กว่า 4 ทศวรรษ

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เผยความสำเร็จ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” 3 แห่ง ตลอด 46 ปี สร้างความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร ลดความเสี่ยงตลาดผันผวน สร้างรายได้แน่นอน ปีละกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว มุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยต่อเนื่องทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมผลักดันสู่ “เกษตรยั่งยืน”

สมพร เจิมพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และซีพีเอฟมุ่งสนับสนุน อาชีพเกษตรกรรมแก่เกษตรกรรายย่อย ผ่านการส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” มาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการแก่เกษตรกร ด้วยการนำขีดความสามารถของบริษัทมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ผสานกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาสู่สังคมพึ่งพาตนเอง ตลอดระยะเวลา46 ปี ที่บริษัทร่วมกับเกษตรกรไทยพัฒนาอาชีพ ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนนับจากโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และต่อยอดสู่โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันทำให้เกษตรกรกว่า 140 รายและครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่แน่นอน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสู่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น มุ่งเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) เพื่อผลักดันสู่ “เกษตรยั่งยืน”

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อความสำเร็จสู่พี่น้องเกษตรกรในรูปแบบหมู่บ้านเกษตรกรรม ทั้ง 3 แห่งที่สามารถวัดความสำเร็จได้ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านรายได้เกษตรกรปีละกว่า 6 แสน ถึงมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว ตามประเภทสุกร ปริมาณการผลิตและอาชีพเสริมของแต่ละคน พร้อมส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และบริษัทยังร่วมกับเกษตรกรพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง นำไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามนโยบายฟาร์มสีเขียว (green farm) ด้วยการพัฒนาพื้นที่ว่างในฟาร์มสุกรเป็นป่านิเวศในชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุข สอดคล้องกับกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่” สมพร กล่าว

สำหรับ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2520 ถือเป็นต้นแบบเกษตรผสมผสานยั่งยืน ด้วยแนวคิด 4 ประสาน คือ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงินและเกษตรกร โดยการพลิกฟื้นผืนดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล จำนวน 1,253 ไร่ มาจัดรูปที่ดินใหม่
แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ พร้อมสร้างบ้านพัก 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงสุกร 1 หลัง ให้แก่เกษตรกร 50 ครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองโดยเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลักและมีอาชีพเสริมที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวิถีชุมชน อาทิ ทำสวนมะม่วง ปลูกยางพารา เลี้ยงไก่ไข่ออร์แกนิค เพาะเห็ดฟาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยระบบการบริหารจัดการที่อาศัยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการมีส่วนร่วมช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า คือ รายได้จากเริ่มต้นที่มีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณปีละ 960,000-1,800,000 บาทต่อครอบครัวและกลายเป็นชุมชนเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นต้นแบบด้านการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ทุกคนมีที่ดิน ทรัพย์สินมีความเป็นอยู่ที่ดีบุตรหลานมีโอกาสได้ศึกษาในระดับสูงเท่าที่ตนเองต้องการ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมุ่งจัดการสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการป่าเชิงนิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ และโครงการธนาคารน้ำใต้ดินที่พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน ส่วนหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการจัดสรรพื้นที่ดินกว่า 4,000 ไร่ สู่การเกษตรผสมผสานแบบ
ทันสมัย โดยนำแนวคิด 4 ประสานมาใช้ เพื่อให้เกษตรกร 64 ครอบครัว ได้ร่วมกันพัฒนาอาชีพ นำวิชาการทางการเกษตรสมัยใหม่ นวัตกรรมเครื่องจักรกล และระบบการจัดการครบวงจรมาใช้ในกระบวนการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 81 ราย มีรายได้จากการเลี้ยงสุกรพันธุ์และสุกรขุน ซึ่งเป็นอาชีพหลักประมาณ 600,000-1,800,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี และมีรายได้จากอาชีพเสริม ทั้งการเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักกระเฉดน้ำ การปลูกผักสวนครัว และจำหน่ายปุ๋ยมูลสุกรราว60,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือกับชุมชน สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ผ่านศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ บนพื้นที่ 30 ไร่ ปลูกต้นไม้กว่า 18,000 ต้น มีพันธุ์ไม้กว่า 220 ชนิด ช่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ท้องถิ่น สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน และเตรียมขยายเพิ่มอีก 27 ไร่ ในพื้นที่ข้างเคียง วันนี้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กลายเป็น หมู่บ้านสามัคคี เทคโนโลยีทันสมัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพตำรวจและคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ เครือซีพีและซีพีเอฟจึงได้ริเริ่มโครงการ ในปี 2549 ด้วยการจัดสรรที่ดินกว่า 230 ไร่ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสัตว์ แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว จำนวน 31 รายเพื่อให้มีรายได้เสริมและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยอาชีพหลักคือการเลี้ยงสุกรที่มีซีพีเอฟเข้าไปบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดี โดยมีอาชีพเสริมอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีการบริหารจัดการในรูปแบบ“บริษัท หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ จำกัด”ถือหุ้นโดยข้าราชการตำรวจทั้ง 31 ครอบครัว และเมื่อปี 2561 ทุกรายได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 16 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756897

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 16 กันยายน 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 16 กันยายน 2566

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Krispy Kreme ชวนชิม 3 สไตล์ของ “คริสปี้ ครีม x โลตัส บิสคอฟ โดนัท” ชิ้นละ 35 บาท ถึง 15 ต.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีม กว่า 50 สาขา

แมคโดนัลด์ ชวนชิม “อิงลิช มัฟฟิน” 4 ชุดให้เลือก ราคาเริ่มต้นชุดละ 99 บาท อิ่มคุ้ม อร่อยทุกเช้าถึง 30 ก.ย. ที่ ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขา, บริการ ไดร์ฟ ทรู และแมคดิลิเวอรี โทร.1711

ชวนชิมความอร่อย พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดและสิทธิพิเศษกับแคมเปญ “THE MALL LIFE-STORE FOODIE JOURNEY” ถึง 31 ต.ค. ที่ เดอะมอลล์ท่าพระ, งามวงศ์วาน และ เดอะมอลล์ โคราช

ชวนชิม

ชวนชิมอาหารไทยแท้ๆ พร้อมบรรยากาศความเป็นครัวไทยบ้านกับร้านอาหารไทยในเครือเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ที่ร้าน “เดอ ตำมั่ว” สาขา
เทอร์มินอล 21 พัทยา Line @ZENGroupTH

ชวนชิมขนม เบเกอร์รี่และเครื่องดื่ม จากร้านดังสายคาเฟ่ กว่า 40 ร้าน ในงาน“Happy Belly : Serotonin”ถึง 17 ก.ย. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

ชวนชิมอาหารและเครื่องดื่มกับแคมเปญ “Good Taste Best Deal” ใช้บริการครบทุก 500 บาท รับพวงกุญแจซีฟู้ด และทุก 2,000 บาท รับหมอนหมึกย่างปูเผา ถึง 30 ก.ย.ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตองภูเก็ต

ชวนช็อป

ชวนช็อปกับแคมเปญ “SHOP LIKE A PRO ช็อปเก่งเกินต้าน!” ถึง 30 ก.ย. ที่ FIRSTER BY KING POWER สาขาคิง เพาเวอร์ มหานคร และ สาขาสยามสแควร์ ซอย 7

AMERICAN EAGLE ชวนช็อปในแคมเปญ “FIT IN STAND OUT” ไปกับ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ Friends of American Eagle คนแรกของไทย ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

OCC GROUP ชวนช็อปผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม BSC GLOSSY HAIR TREATMENT WAX ทรีตเมนต์สูตรเข้มข้นสำหรับผมแห้งเสีย ขนาด 400 ml. ราคา 119 บาท สั่งสินค้าที่ Facebook : BSC HAIR CARE

ชวนใช้

สภากาชาดไทย ชวนร่วมบริจาคโลหิต, ลงทะเบียนบริจาคอวัยวะ+ดวงตา และอาสาสมัครกาชาด ในวันอังคารที่ 26 ก.ย. พร้อมรับของที่ระลึก ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ โทร.1285

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ชวนร่วมงาน “TIME TO CHANGE 13 ปี ETDA #ชีวิตดีเมื่อมีดิจิทัล” ศุกร์ที่ 22 ก.ย. ติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ ETDA Thailand

ชวนใช้กิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาทักษะและศักยภาพ ต่อยอดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมให้เยาวชน ในงาน “MBK Robotics Experience By Easykids Robotics” 16-17 ก.ย. ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ชวนชม

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน“หมอเมืองไทใหญ่”ในวันเสาร์ที่ 23 ก.ย. เวลา 16.15-16.30 น.และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “บางขุนเทียน ทะเลติดกรุง” ในวันอาทิตย์ที่24 ก.ย. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชมนิทรรศการความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด “Disney Collection by Satoru KOIZUMI” ถึง 24 ก.ย.ที่ Maison JE Bangkok อาร์ตสเปซถนนสุรวงศ์เขตบางรัก Facebook : Maison JE

ชวนชมการแสดงแสงสีเสียง กับเรื่องราวการสู้รบของกองทัพสมเด็จพระนเรศวรมหาราชข้ามแม่น้ำสะโตง และสัมผัสวิถีตลาดย้อนยุคในงาน “ศัสตราวุธกู้แผ่นดิน” ถึง 24 ก.ย. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

เปิดแคมเปญ ‘Hands For A Brighter World ปี 2’ สร้างสรรค์โลกให้สดใสขึ้นได้ด้วยมือเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756912

เปิดแคมเปญ ‘Hands For A Brighter World ปี 2’  สร้างสรรค์โลกให้สดใสขึ้นได้ด้วยมือเรา

เปิดแคมเปญ ‘Hands For A Brighter World ปี 2’ สร้างสรรค์โลกให้สดใสขึ้นได้ด้วยมือเรา

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านวัสดุโพลิเมอร์ระดับโลก ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และ Less Plastic Thailand จัดกิจกรรมเพื่อสังคมน่าอยู่ สานต่อแคมเปญ “Hands For A Brighter World X SWU – สร้างสรรค์โลกให้สดใสขึ้นได้ด้วยมือเรา ปี 2” เพื่อร่วมผลักดันการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และร่วมสร้างย่านอโศกสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดการขยะ

ปัจจุบัน ได้มีการตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกเป็นอย่างมาก โดยจากสถิติประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลสูงสุด 10 อันดับในปี 2564 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 5 โดยมีขยะประมาณ 22.8 ล้านกิโลกรัม ซึ่งอันดับที่ 1 คือ ประเทศอินเดีย 126.5 ล้านกิโลกรัม และอันดับที่ 2 คือประเทศจีน 70.7 ล้านกิโลกรัม โดยที่ประเทศไทยมีการกําหนดนโยบายส่งเสริมการดำเนินงานตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นเสมือนเข็มทิศให้ผู้ประกอบการและทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันประเทศไปสู่การมีระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาสร้างความยั่งยืนที่เป็นการตอบรับกับนโยบายของประเทศและแนวนโยบายขององค์กร บริษัท โคเวสโตร(ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และ Less Plastic Thailand สานต่อแคมเปญ “Hands For A Brighter World – สร้างสรรค์โลกสดใสได้ด้วยมือเรา” เป็นปีที่ 2 โดยมีเป้าหมายหลักของแคมเปญเพื่อส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้และปฏิบัติจริง พร้อมผลักดันการร่วมมือกันของเครือข่ายหลักของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมหลักในด้านต่างๆ ต่อไปนี้ คือ การสร้าง “กรีนทีม” นำร่อง 4 คณะ เพื่อให้เครือข่ายนิสิตมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนการจัดการขยะ การคัดแยกขยะต้นทาง รวมถึงให้องค์ความรู้เพื่อต่อยอดไปสู่การกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในมหาวิทยาลัยและย่านอโศก,การจัดหาอุปกรณ์การคัดแยกขยะให้แก่มหาวิทยาลัยฯ โดยในกิจกรรมครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบสถานีแยกขยะ (Waste sorting station) ให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อติดตั้งและใช้งานตามจุดต่างๆ จำนวน 4 สถานี, การเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยเฉพาะชุมชนย่านอโศกมีส่วนร่วม โดยจะมีการเปิดรับบริจาคขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในวันที่ 14 กันยายน 2566 นี้ ที่ มศว หน้าอาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรจ บัวศรี

ดร.ทีโม สลาวินสกี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยพันธกิจของโคเวสโตร คือ การส่งเสริม
นวัตกรรมและการเติบโตด้วยผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่สามารถทำกำไร และยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งมอบคุณค่าและความยั่งยืนเพื่อคนรุ่นหลังเราจึงทุ่มเทการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์องค์กรในการ “มุ่งสู่การหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ” (We will be fully circular) โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายการจัดทำโครงการ “Hands For A Brighter World”ของโคเวสโตรได้เป็นอย่างดี”

รศ.ดร.นิตต์อลิน พันธุ์อภัย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “มศว ดำเนินโครงการ
เพื่อการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมผ่านโครงการอโศกโมเดลซึ่งการจัดการขยะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสุขภาวะทางสังคมและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยตั้งเป้าการดำเนินงานอย่างจริงจังตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยคาดหวังที่จะให้ประสบความสำเร็จได้ และยินดีที่จะจับมือ
ร่วมกับภาคีทุกๆ ฝ่าย ซึ่งต้องขอบคุณการสนับสนุนจากโคเวสโตรในครั้งนี้ ทั้งการจัดกิจกรรมให้ความรู้และสร้างการรับรู้ให้กับนิสิตและบุคลากรรวมถึงการมอบวัสดุอุปกรณ์สำหรับการแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพให้กับ มศว อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจมีส่วนร่วมในการบริจาคขยะรีไซเคิลอีกด้วยเราหวังว่าความร่วมมือนี้จะช่วยให้ มศว ได้มีส่วนช่วยผลักดันย่านอโศกไปสู่พื้นที่ต้นแบบการจัดการขยะของกรุงเทพฯ ชั้นในได้”

“ปีนี้โคเวสโตรได้ดำเนินโครงการ Hands For A Brighter World เป็นปีที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของโคเวสโตร เพื่อช่วยลดปัญหาจากขยะพลาสติกและสนับสนุนการคืนคุณค่าให้กับพลาสติก รวมถึงการสร้างความยั่งยืนในสังคมระยะยาว โดยเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้เรื่องขยะพลาสติก จัดกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ผลักดันทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้เกิดขึ้นจริง มุ่งเน้นสนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันอย่างเช่น มศว และ Less plastic Thailand ซึ่งความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์โลกสดใสได้ด้วยมือเรา ตามแนวคิดของโครงการ” กวิสรา วรรธนะพิศิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปิดท้าย

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : เสิร์ฟสุขทุกคำ ฟินทุกเมนู อาหารเลิศหรู 12 โรงแรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756899

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : เสิร์ฟสุขทุกคำ ฟินทุกเมนู  อาหารเลิศหรู 12 โรงแรม

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : เสิร์ฟสุขทุกคำ ฟินทุกเมนู อาหารเลิศหรู 12 โรงแรม

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์“แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใครเพื่อให้ได้ลิ้มลองรสชาติเมนูเด็ดของบรรดาโรงแรมต่างๆพร้อมโปรโมชั่นพิเศษใน 12 โรงแรมชั้นนำ เริ่มต้นกันที่

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอ“อาหารจีนราคาลดพิเศษ 50%” ทุกวันจันทร์-วันอังคาร (สำหรับวันพุธ-วันอาทิตย์ ลด 20%) ตลอดเดือนก.ย. ที่ ห้องอาหารจีนดรากอน โทร.02-5755599

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอ “บุฟเฟต์อาหารนานาชาติพรีเมียม” ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ท่านละ690 บาทถ้วน ตลอดเดือน ก.ย. ที่ ห้องอาหารสรัสวดี โทร.02-1595888

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว นำเสนอ“อาหารทะเลเมนูพิเศษจากไซกุง” อาทิ ปลาเก๋าดำนึ่งสไตล์ฮ่องกง, กุ้งมังกรผัดเสฉวน, ฮ่ามสุยกว๋อไส้ (เกี๊ยวทอด) ฯลฯถึง 15 ต.ค. ที่ ห้องอาหารไดนาสตี้ โทร.02-5411234

โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์

โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ นำเสนอเมนูจาก “หอยไม้ไผ่”ซึ่งเป็นหอยทะเลกาบคู่ เนื้อแน่นหนึบหนับ หวานสดตามธรรมชาติที่ละ 999 บาทถ้วน ที่ ห้องอาหารจีนหยก โทร.02-2764567

โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย

โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย นำเสนอมื้อสายคอนเซ็ปต์ใหม่ “El Sabor de Kimpton Brunch” ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ท่านละ 2,500 บาท++ ที่ Stock.Room โทร.02-0569999

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอ “พิซซ่าและพาสต้าสไตล์อิตาเลียน-ไทย” รวมอาหารนานาชาติหลากหลาย และมุมซีฟู้ดออนไอซ์ มื้อค่ำทุกวันจันทร์ ท่านละ 1,155 บาท++ ที่ ห้องอาหารเวนติซี โทร.02-1006255

โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์

โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ นำเสนอบุฟเฟต์พรีเมียม “Skyline Feast & Flavour” กับ 9 บุฟเฟต์สเตชั่น และกว่า 40 เมนูพรีเมียมที่เชฟครีเอทขึ้นใหม่ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ Regular Package ท่านละ1,699 บาท++ ที่ ห้องอาหารสกายไลน์ โทร.02-4319100

โรงแรมเรเนซองส์ 

โรงแรมเรเนซองส์ นำเสนอบุฟเฟต์มื้อค่ำนานาชาติสุดหรูแบบเหนือระดับ กับโปรโมชั่น “Seafood on Fire” ทุกวันพฤหัสบดี ถึงวันอาทิตย์ ท่านละ1,799 บาท++ ที่ ห้องอาหารเฟลเวอร์ส โทร.02-1255000

โรงแรมแชงกรี-ลา

โรงแรมแชงกรี-ลา นำเสนอ “อาหารไทยต้นตำรับ”เมนูอะลาคาร์ทใหม่ล่าสุด อาทิ หมี่กรอบกุ้งแม่น้ำสูตรโบราณ,แกงเหลืองไข่ปลาริวกิว ฯลฯ ราคาเริ่มต้น 800 บาท++ในเรือนไม้สักทองอันวิจิตรริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ ห้องอาหารไทยศาลาทิพย์ โทร.02-2367777

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย นำเสนอ “ชุดน้ำชายามบ่ายตีม ไอคอนิก”ราคา 2,500 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน หรือชุดแบบนำกลับบ้านเพื่อมอบเป็นของขวัญราคาเซตละ 1,900 บาทถ้วน สำหรับ 1 ท่านถึง 30 พ.ย. ที่ ห้องอาหารพีค็อก อัลลีย์ โทร.02-8468888

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ 

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ นำเสนอชุดน้ำชายามบ่าย “Chocolatier’s Affair” ด้วยช็อกโกแลตที่ผลิตจากเมล็ดโกโก้ปลูกในประเทศไทย พร้อมอาหารคาว-หวาน รวม 14 ชนิด ราคา 1,390 บาท/เซต/ท่าน ถึง 23 พ.ย. ที่ 1897 เลาจน์ โทร.02-1629000

โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส 

โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส นำเสนอโปรโมชั่น “Stay and Sip” รับส่วนลดห้องพัก 30% จาก Best Available Rate และเพลิดเพลินกับ Afternoon Tea set พร้อมส่วนลดค่าอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งสิทธิพิเศษอื่นๆ ถึง 31 ต.ค. โทร.02-2163700

อาหารหลากหลายสไตล์นานาชาติในบรรยากาศ
แสนหรูเพื่อมื้อแห่งความสุขสำหรับทุกคน ประทับใจ
ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

‘รมว.อว.’นำคณะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เสริมสิริมงคลก่อนปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756939

‘รมว.อว.’นำคณะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เสริมสิริมงคลก่อนปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ

‘รมว.อว.’นำคณะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เสริมสิริมงคลก่อนปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.16 น.

15 กันยายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินทางเข้ามาปฏิบัติงานที่กระทรวง อว.เป็นวันแรก หลังปฏิบัติภารกิจในการรับองคมนตรีผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเมื่อมาถึงได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และสำนักงานปลัดกระทรวง อว. (อาคารโยธีและอาคารศรีอยุธยา) เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมผู้บริหารกระทรวง อว.ให้การต้อนรับ

จากนั้น น.ส.ศุภมาส ได้เป็นประธานในการมอบประกาศเกียรติบัตร “หน่วยงานดีเด่นในการใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อบริการประชาชน” ให้กับ 190 หน่วยงาน ทั้งในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั่วประเทศ โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บรรยายพิเศษในหัวข้อ“การขับเคลื่อนการใช้งาน Traffy Fondue  แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย กรุงเทพมหานคร” พร้อมมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ศ.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร) นายวสันต์ ภัทรอธิคม ผอ.หน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สวทช. ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ เข้าร่วม

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาทำงานที่กระทรวง อว. ได้ทำความรู้จักและทักทายกับผู้บริหารและข้าราชการของกระทรวง อว. พร้อมได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จของการนำเอาเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยหน่วยงานของ อว. มาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งได้มามอบประกาศเกียรติบัตร “หน่วยงานดีเด่นในการใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อบริการประชาชน” ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวง อว.โดย สวทช. ที่เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ตนได้พบปะกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก อว. รวมทั้งมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ได้ให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแล้ว โดยในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ตนจะประชุมมอบนโยบายให้กับผู้บริหารหน่วยงานในกระทรวง อว. รวมทั้งรับฟังแนวคิดของผู้บริหารของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งตนสนใจที่จะพัฒนาวิทยาการทุกด้าน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ควบคู่ไปกับการสร้างกำลังคนคุณภาพให้กับประเทศ โดยเฉพาะการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับทุกคนทุกวัย

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ ตนยังยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีต รมว.อว. ซึ่งตนเรียนเชิญท่านมาเพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางการบริหารกระทรวง อว. ซึ่งข้อแนะนำของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาผสมผสานกับวิธีบริหารงานในแบบที่ตนตั้งใจไว้ ถือเป็นการส่งมอบงานเพื่อการทำงานอย่างรื่นไหล ไม่มีสะดุด ซึ่งตนก็พร้อมจะต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อเป้าหมายของการพัฒนากระทรวง อว.ในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ขณะที่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก อดีต รมว.อว. กล่าวว่า ขอชื่นชมท่าน รมว.อว. คนใหม่ ซึ่งมีแนวคิดและนโยบายที่ทำให้ตนมั่นใจได้ว่า กระทรวง อว. จะเดินหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นกระทรวงที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศต่อไป

-(016)

3สมาคมแพทย์ เตือนคนไทยระวังเสี่ยงไตจากเบาหวาน แนะลดเสี่ยงคัดกรองโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756917

3สมาคมแพทย์ เตือนคนไทยระวังเสี่ยงไตจากเบาหวาน แนะลดเสี่ยงคัดกรองโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะ

3สมาคมแพทย์ เตือนคนไทยระวังเสี่ยงไตจากเบาหวาน แนะลดเสี่ยงคัดกรองโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะ

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.23 น.

15 กันยายน 2566 ที่รร.ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ ได้มีการจัดเสวนาหัวข้อ “New Frontiers in Chronic Kidney Disease and Type 2 Diabetes : โรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2” โดย​ศ.คลินิก นพ. ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ นายกสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคเบาหวาน คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการควบคุมน้ำตาลในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โรคเบาหวานสามารถส่งผลกระทบต่อหลายอวัยวะและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากโรค รวมถึงโรคไตเรื้อรัง  และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่นำไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดหรือปลูกถ่ายไต โรคเบาหวานในประเทศกำลังพัฒนา ความชุกของภาวะไตวายในผู้ป่วยโรคเบาหวานสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน 10 เท่า สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยจำนวน 6.1 ล้านคน ที่เป็นโรคเบาหวาน โดยที่ 42.9% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีภาวะไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะสูง และ 6% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิด 2 มีการลุกลามของโรค จนทำให้ต้องฟอกเลือด ทำให้อัตราการป่วยและอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่ง 25% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง จะเกิดภาวะไตวายในปีที่ 10 และ 49% มีแนวโน้มการเสียชีวิตในปีที่ 1

“ปัจจุบันในไทยผู้ป่วยเบาหวานมีแนวโน้มพบในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้นซึ่งอยากให้ที่คนครอบครัวมีประวัติ เป็นเบาหวาน และมีภาวะโรคอ้วนจนซอกคอและรักแร้เป็นสีดำ ควรรีบตรวจคัดกรอง ให้ผู้ป่วยให้ดีควรมีการตรวจคัดกรองปัสสาวะเพื่อหาค่าโปรตีนไข่ขาวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งผู้ป่วยทุกสิทธิ สามารถร้องขอตรวจคัดกรองตามสิทธิ์ได้ทุกโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ เนื่องจากในระยะแรกของโรคเบาหวานลงไต ผู้เป็นเบาหวานจะไม่มีอาการผิดปกติ การตรวจค้นหาภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวจึงมีความสำคัญและจะทำให้เริ่มการรักษาได้เร็ว ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นมากตามมา ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจจอรับภาพของตา ตรวจปัสสาวะดูระดับไข่ขาวและตรวจเลือดดูการทำงานของไตปีละหนึ่งครั้งในกรณีที่ยังไม่เคยตรวจพบความผิดปกติมาก่อน และควรตรวจให้บ่อยขึ้นถ้าตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแล้ว

ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ ประธานชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 2 ถึง 4 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน และมีความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายในอนาคตเท่ากับคนที่เคยมีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจตาย แต่ไม่เป็นเบาหวาน นอกจากนี้เป็นกลุ่มที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไตเรื้อรัง มักอยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ มีข้อมูลอุบัติการณ์สะสมใน 10 ปี พบว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือ โรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นทั้งสองโรคดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงกว่า 2 และ 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่เป็น โรคไตเรื้อรัง เพียงอย่างเดียวหรือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพียงอย่างเดียว  นอกจากนี้โรคไตเรื้อรังและหัวใจล้มเหลว ยังเกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายคลึงกันเช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้การดำเนินไปของโรคเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในสาเหตุของโรคไตที่พบได้บ่อยที่สุดมาจากเบาหวาน โดยพบว่า ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ถึง 843 ล้านคน เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตและการเกิดโรคร่วม โดยมีประมาณ 1 ล้านคน ที่เสียชีวิตจากโรคไตวายที่ไม่ได้รับการรักษา สำหรับในเอเชียมีผู้ป่วย 434 ล้านคน สัดส่วน 15% หรือราว 65.6 ล้านคน เป็นโรคไตเรื้อรังระยะลุกลาม โดยมีอุบัติการณ์ ความชุก และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

​ในส่วนของผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพทางกายลดลง และมีอาการซึมเศร้า คุณภาพชีวิตลดลง จากอาการปวดและเหนื่อยล้าแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายอีกด้วย ในประเทศไทยผู้ป่วยโรคไตระยะต่างๆ ประมาณ 9 ล้านคน คิดเป็น 17.5% ของประชากร เกิดภาระค่าใช้จ่ายในระบบบริการสุขภาพถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 ในจำนวนนี้เป็นบัตรทอง 1.2 หมื่นล้าน ซึ่งยังไม่รวมภาระที่ประชาชนต้องควักจ่ายเองกลายเป็นข่าวดีมาก

“สิ่งที่น่ากังวล คือ จำนวน 9 ใน 10 ของผู้ป่วยโรคไต ไม่รู้ภาวะอาการของตนเอง และพบว่าผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน 1 ใน 3 เป็นโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะถูกวินิจฉัยเมื่อโรคเกิดการลุกลามไปแล้ว จึงอยากให้ผู้ป่วยเบาหวานตระหนัก และสังเกตสัญญาณของโรค ระยะแรกจะไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะเป็นฟอง เป็นต้น หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้โรคลุกลามจากการเสื่อมของไต จนนำไปสู่ไตวาย จะมีอาการชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ซีด ข้อเท้าและเท้าบวม และคันผิวหนัง โรคหัวใจและหลอดเลือดระยะแรก และต้องการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง หรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต”

ส่วนแนวทางการรักษาเพื่อชะลอการลุกลามของภาวะไตวาย ​สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังด้วยนั้น ปัจจุบันมีแนวทางใหม่ในการรักษาด้วยยา เพื่อชะลอความเสื่อมของไต ซึ่งมียาหลายกลุ่ม ที่จะช่วยยับยั้งตัวรับมิเนอราโลคอร์ติคอยด์ (mineralocorticoid receptor) ที่ทำงานมากเกินไป เป็นวิธีการรักษาใหม่ สามารถชะลอการลุกลามของโรคไตเรื้อรัง ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะไตวายของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากโรคไตเรื้อรัง จากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยปัจจุบันได้มีการอนุมัติแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป อินเดีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และไทย   ซึ่ง​ปัจจุบัน ยากลุ่มล่าสุด คือ nonsteroidal mineralocorticoid receptor antagonist (MRA)

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในผู้ป่วย 13,000 คนทั่วโลก เพื่อประเมินความปลอดภัย และประสิทธิผลของยาต่อการทำงานของไต หัวใจ และหลอดเลือด ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเนื่องจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยผลการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อการรับการบำบัดทดแทนไตได้อย่างสม่ำเสมอ

​รศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ ประธานวิชาการชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย ระบุว่า สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีโรคไตเรื้อรังร่วม สิ่งสำคัญคือการช่วยชะลอความเสื่อมของไตและหัวใจของผู้ป่วย ถ้ามีการวินิจฉัยเร็ว คนไข้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้รับยาที่ช่วยชะลอไตเสื่อมได้เร็ว โอกาสที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและไตก็จะดียิ่งขึ้น มีข้อมูลชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะให้ผลดียิ่งกว่าการรักษาเมื่อโรคมีการดำเนินไประยะหลังแล้ว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแลควรตระหนักถึงความสำคัญของรายละเอียดในการตรวจสุขภาพ เพื่อการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังในคนไข้เบาหวานที่เร็วขึ้นและได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โดยการตรวจหาโปรตีนรั่วในปัสสาวะด้วยวิธีการตรวจปัสสาวะปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง และเมื่อโรคเบาหวาน

มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจของผู้ป่วย รวมถึงครอบครัว จึงอยากแนะนำการดูแลสุขภาพ 1.ตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ 2.ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารสุขภาพ และปริมาณที่เหมาะสม ลดการรับประทานน้ำตาล และไขมันอิ่มตัว 3.ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และ 4.งดสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์

​ด้าน พญ. ปานียา สูตะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ แผนกฟาร์มาซูติคอล บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผู้ป่วยหัวใจและหลอดเลือดแบบองค์รวม รวมถึงโรคไต จะร่วมรณรงค์เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด และส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานดูแลตัวเอง สังเกตอาการ และตรวจคัดกรองโรคไต ทั้งการตรวจเลือดและปัสสาวะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยตรวจจับสัญญาณการทำงานของไตล่วงหน้า ปฏิบัติตัวตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

-(016)

อาวดี้ เดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เปิดตัวโครงการ ‘The Bangkok Cleanup Project’ หนุนสตาร์ทอัพรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756895

อาวดี้ เดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เปิดตัวโครงการ ‘The Bangkok Cleanup Project’ หนุนสตาร์ทอัพรักษ์โลก

อาวดี้ เดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เปิดตัวโครงการ ‘The Bangkok Cleanup Project’ หนุนสตาร์ทอัพรักษ์โลก

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.07 น.

อาวดี้ ประเทศไทย ร่วมกับ Audi Environmental Foundation และ Ferry Porsche Foundation ผนึกเอเวอร์เวฟ (everwave) องค์กรสตาร์ทอัพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับโลก และ มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย (TerraCycle Thai Foundation) สานต่อภารกิจจัดการขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา และร่วมเปิดตัวโครงการ    “The Bangkok Cleanup Project” ความร่วมมือด้านการทำความสะอาดอย่างยั่งยืนให้กับแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมเรือเก็บขยะ “CollectiX Garbage Boat” สุดล้ำ ตอกย้ำจุดยืนความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรุงเทพมหานครฯ เป็นเมืองปลอดขยะอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด Greenovation ในวันที่ 15 กันยายน 2566  ก่อนวันทำความสะอาดโลก (World Cleanup Day) 1 วัน

นับเป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการเดินหน้าพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อมให้กับกรุงเทพมหานครฯ สู่ความยั่งยืน ผ่านโครงการ “The Bangkok Cleanup Project” ความร่วมมือด้านการทำความสะอาดอย่างยั่งยืนที่ “อาวดี้ ประเทศไทย” ได้ร่วมทำความสะอาดชุมชนด้วยนวัตกรรมระดับโลกจากเยอรมัน นำโดย คุณกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ Miss Deike Harriehausen ตัวแทนสถานทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทย (Embassy of the Federal Republic of Germany) พร้อมกับทีมงานอาวดี้ ประเทศไทย และพันธมิตรองค์กรชั้นนำมากมาย

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด Greenovation นี่คือความร่วมมือที่ Audi ดำเนินการร่วมกันทั่วโลก ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงในการช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและรักษาอนาคตที่น่าอยู่ และเนื่องในวันทำความสะอาดโลกในวันที่ 16 กันยายน 2566 อาวดี้ ประเทศไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศให้กับคนไทยเช่นเดียวกันกับโครงการ The Bangkok Cleanup Project ในประเทศไทย ด้วยการร่วมกิจกรรมกำจัดขยะ และนำขยะพลาสติกสู่การรีไซเคิลอย่างยั่งยืน”

โครงการ “The Bangkok Cleanup Project” ทำความสะอาดแม่น้ำในประเทศไทยด้วยการใช้เรือเก็บขยะ AI “CollectiX” นวัตกรรมสุดไฮเทคสัญชาติเยอรมันของ Everwave ในการกำจัดพลาสติกจากแม่น้ำและลำคลองในกรุงเทพมหานครฯ ซึ่งทุกๆ ปีจะมีขยะพลาสติก 385 ตัน ถูกพัดลงทะเล โดยได้รับการสนับสนุนในการเริ่มต้นโครงการและการก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะระดับสากลจากมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อมอาวดี้ (Audi Environmental Foundation) มูลนิธิเฟอร์รี่พอร์ช รวมถึงได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย และ องค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่น (NGO) ผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินงานเพื่อปิดวงจรขยะพลาสติกของพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ โดยใช้โซลูชั่นเชิงนิเวศน์

มูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อมอาวดี้ให้การสนับสนุนโครงการทำความสะอาดของ Everwave มีเป้าหมายระยะยาว คือการสร้างระบบการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) อย่างยั่งยืนในประเทศไทย โครงการเก็บขยะมีกำหนดดำเนินการเป็นเวลา 5 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา เรือเก็บขยะสุดไฮเทคสามารถเก็บขยะพลาสติกได้มากถึง 5 ตันต่อวัน จากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเรือไฮเทคลำนี้ใช้โดรน กล้องถ่ายรูป และ AI ในการตรวจจับ รวบรวมขยะกองใหญ่ ขนขึ้นฝั่งเพื่อคัดแยก และแปรรูปโดยพนักงานจากมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย ซึ่งช่วยให้พนักงานไทยเก็บขยะได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

วิสัยทัศน์ของอาวดี้ในการเป็นผู้นำยนตรกรรมแห่งโลกอนาคตระดับพรีเมียม ความมุ่งมั่นที่ชัดเจนต่อยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืนของอาวดี้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งกำลังขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2570 โดยวางแผนที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในทุกเซกเมนต์ นอกจากนี้ อาวดี้ยังได้ตั้งเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความยั่งยืนให้สมบูรณ์แบบในระบบ Ecosystem โดยมีความรับผิดชอบต่อพนักงาน สิ่งแวดล้อม และสังคม เกิดการจัดการที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนผ่านการตัดสินใจในแต่ละวันได้อย่างไร

 ทั้งนี้ มูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อมอาวดี้ (Audi Environmental Foundation) ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 โดย AUDI AG ในฐานะบริษัทในเครือและเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนตระหนักในสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้พวกเขามีแนวคิดที่เป็นรูปธรรม สร้างความรู้ ช่วยเหลือสังคมเพื่ออนาคตที่น่าอยู่ และความมุ่งมั่นเริ่มต้นจากระดับที่เล็กที่สุด อาทิ การริเริ่มกิจกรรม “Plogging” การเดินและวิ่งออกกำลังกายแบบรักษ์โลก วิ่งไปเก็บขยะไประหว่างทางก่อนที่จะนำขยะไปทิ้งอย่างเหมาะสม

 -(016)