ลิเบียยืนยัน ยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมเมืองเดอร์นา ทะลุ 10,000 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725383

ลิเบียยืนยัน ยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมเมืองเดอร์นา ทะลุ 10,000 ศพ

15 ก.ย. 2566 12:34 น.

ลิเบียยืนยัน ยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมเมืองเดอร์นา ทะลุ 10,000 ศพ

ลิเบียยืนยัน ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมในเมืองเดอร์นา ทะลุ 10,000 ศพ และอีกหลายพันคนยังคงสูญหาย  

วันที่ 15 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สภาเสี้ยววงเดือนแดงในลิเบีย ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติน้ำท่วมในประเทศลิเบีย ล่าสุดอยู่ที่ 11,300 ศพ โดยคาดการณ์ว่ามีประมาณ 2,000 ศพ ที่ยังไม่สามารถกู้ขึ้นมาจากน้ำได้ และอีกหลายพันคนยังคงสูญหาย

ขณะที่นายอับดุลเมนาม อัล-ไกธี นายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา เมืองที่ประสบภัย กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าผู้เสียชีวิตในเมืองอาจสูงถึง 18,000-20,000 ราย ซึ่งขึ้นอยู่กับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม อีกทั้งยังกังวลว่าอาจเกิดโรคระบาดขึ้นในเมืองเดอร์นา เนื่องจากยังมีศพจำนวนมากที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และในน้ำ

ภัยพิบัติน้ำท่วมในลิเบียครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เมืองเดอร์นา เมืองที่มีประชากรราว 90,000 คน ทางภาคตะวันออกของประเทศ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลพวงจากพายุแดเนียลที่เข้าถล่ม จนทำให้เขื่อนกักเก็บน้ำ 2 แห่งในเมืองแตก ส่งผลให้น้ำจากเขื่อนไหลทะลักเข้าสู่เมืองเดอร์นา 

อย่างไรก็ดี องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก กล่าวว่า จริงๆ แล้ว การสูญเสียครั้งใหญ่จากเหตุภัยพิบัติสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากลิเบียมีหน่วยงานที่ดูแลด้านสภาพอากาศปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง และสามารถอพยพคนออกจากพื้นที่ได้ทัน

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อปี 2565 ระบุว่า เขื่อนกักเก็บน้ำทั้ง 2 แห่งในเมืองเดอร์นา จำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาโดยด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะพังทลายลงมา และทำให้เกิดน้ำท่วมในเมืองเดอร์นา แต่ด้วยวิกฤติการเมือง ทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกละเลย

ทั้งนี้ เขื่อนทั้ง 2 แห่ง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2513 โดยนายอาห์เหม็ด มัดราวด์ รองนายกเทศมนตรีของเมือง กล่าวว่า ไม่เคยมีการบำรุงรักษาเขื่อนมาตั้งแต่ปี 2545 

ลิเบียเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองมาเป็นเวลานาน และถูกเรียกว่าเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) มานานกว่า 1 ทศวรรษ นับตั้งแต่การโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการมูอัมมาร์ กัดดาฟี เมื่อปี 2554 นำไปสู่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลใหม่ 2 ฝ่าย และแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน 

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ลิเบียไม่ได้จัดสรรงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็ลดลง อีกทั้งยังไม่มีเงินสำหรับการลงทุนในระยะยาว เพราะทั้ง 2 รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเพียงพอจะที่จัดวางนโยบายประเทศได้

ประเด็นเรื่องการเมืองจึงถูกหยิบยกขึ้นตั้งคำถามว่ามีส่วนหรือไม่ที่ทำให้ภัยพิบัติครั้งนี้รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters , Aljazeera , ABC News  

สเวตเตอร์แกะดำของเจ้าหญิงไดอานาถูกประมูล ในราคาสูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725401

สเวตเตอร์แกะดำของเจ้าหญิงไดอานาถูกประมูล ในราคาสูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

15 ก.ย. 2566 13:41 น.

สเวตเตอร์แกะดำของเจ้าหญิงไดอานาถูกประมูล ในราคาสูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เสื้อสเวตเตอร์สีแดงลายแกะดำ ของเจ้าหญิงไดอานาถูกประมูลไปในมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่ามีมูลค่าสูงที่สุดในบรรดาเสื้อผ้าของเจ้าหญิงไดอานาที่เคยนำออกมาประมูล

สำนักประมูลซอเธอบีส์ เปิดเผยถึงผลการประมูลเสื้อสเวตเตอร์สีแดงลายแกะสีขาว และมีแกะสีดำเพียงตัวเดียวอยู่บนเสื้อ ซึ่งเจ้าหญิงไดอานาทรงเคยใส่ขณะที่มีพระชนมายุ 19 พรรษา หลังจากที่พระองค์ทรงหมั้นหมายกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้ไม่นานเมื่อปี 1981 ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 39 ล้านบาท

โดยเสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกบางอย่างสำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งเจ้าหญิงของราชวงศ์อังกฤษ เหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า เส้นทางในการก้าวเข้าสู่ราชวงศ์อังกฤษของไดอานาไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

นับว่ามูลค่าในการประมูลเสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงกว่า 10 เท่า จากที่สำนักประมูลซอเธอบีส์คาดการณ์ว่าน่าจะถูกประมูลไปในราคาราว 50,000-80,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น โดยราคาประมูลพุ่งสูงทะลุเพดานจากการประมูลทางอินเทอร์เน็ตในช่วง 15 นาทีสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ทางสำนักประมูลไม่ได้มีการเปิดเผยชื่อของผู้ที่ชนะการประมูลครั้งนี้แต่อย่างใด

นับว่าเสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้ เป็นเสื้อผ้าของเจ้าหญิงไดอานาที่ถูกประมูลในราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา รองจากชุดราตรีสีม่วงเข้มที่ถูกประมูลไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยราคาประมูล 604,000 ดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นสเวตเตอร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการประมูลเสื้อสเวตเตอร์ทั้งหมดมาด้วย

เสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้เป็นผลงานการออกแบบของแซลลี มัวร์ และโจแอนนา ออสบอร์น ดีไซเนอร์ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง ที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท วอร์ แอนด์ วันเดอร์ฟูลขึ้นมา โดยบริษัทกลับกลายเป็นที่รู้จักและเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากที่เจ้าหญิงไดอานาทรงสวมเสื้อสเวตเตอร์ของพวกเขาออกงานแข่งขันโปโลร่วมกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์

โดยหลังจากการออกงานดังกล่าว เจ้าหญิงไดอานาทรงส่งจดหมายขอให้ทางบริษัทช่วยซ่อมเสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้ให้เธอ หรือให้ส่งตัวใหม่ให้ เนื่องจากเสื้อเสียหาย ซึ่งดีไซเนอร์ทั้งสองก็ส่งเสื้อตัวใหม่ไปให้ทันที และเข้าใจว่าเสื้อที่เสียหายน่าจะถูกซ่อมแซมและนำออกจำหน่ายไปแล้ว แต่กลับเพิ่งพบเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า เสื้อตัวนี้ยังคงถูกเก็บไว้ในกล่องในห้องใต้หลังคาของพวกเขาอย่างดี จนนำไปสู่การประมูลเสื้อดังกล่าว พร้อมกับจดหมายลายพระหัตถ์ของไดอานาที่ขอส่งเสื้อมาซ่อม และยังมีโน้ตข้อความขอบคุณจากโอลิเวอร์ เอเวอร์เร็ต เลขาฯ ส่วนพระองค์ของไดอานาที่ส่งมาให้ทางบริษัทด้วย.

ที่มา : อัลจาซีรา

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “ไดอานา“

เด็กน้อยเปรูรอดตายหวุดหวิด หลังกลืนเข็มเข้าไป 8 เล่มจนติดคากระเพาะ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725389

เด็กน้อยเปรูรอดตายหวุดหวิด หลังกลืนเข็มเข้าไป 8 เล่มจนติดคากระเพาะ (คลิป)

15 ก.ย. 2566 11:46 น.

เด็กน้อยเปรูรอดตายหวุดหวิด หลังกลืนเข็มเข้าไป 8 เล่มจนติดคากระเพาะ (คลิป)

เด็กน้อยวัย 2 ขวบรอดตายปาฏิหาริย์ หลังเล่นซนกลืนเข็มสำหรับใช้ฉีดปศุสัตว์ในฟาร์มเข้าไปถึง 8 เล่ม เคราะห์ดีที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ทัน

เกือบเกิดเหตุสลดกับเด็กชายชาวเปรูวัย 2 ขวบ เมื่อแม่ของเด็กที่เป็นคนงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่เมืองพาราโปโตของเปรู ปล่อยให้หนูน้อยเล่นซนอยู่ลำพังภายในฟาร์ม ทำให้เด็กแอบกลืนเข็มที่ใช้สำหรับฉีดยาให้ปศุสัตว์เข้าไปถึง 8 เล่ม จนแม่ของเด็กมาเห็นเข้าจึงรีบนำตัวหนูน้อยส่งโรงพยาบาล ซึ่งนับว่าเคราะห์ดีที่แพทย์ได้ให้การช่วยเหลือได้ทันเวลา

ทั้งนี้ จากฟิล์มเอกซเรย์ จะเห็นเข็มขนาดใหญ่ทั้ง 8 เล่ม อยู่ในระบบย่อยอาหารของเด็ก โดยมี 2 เล่มที่อยู่ในจุดอันตรายอยู่ในเยื่อบุช่องท้องใกล้กับลำไส้ตรงและกระเพาะปัสสาวะ ขณะที่อีก 1 เล่มได้ทำให้เกิดบาดแผลที่ลำไส้เล็กไปแล้ว ซึ่งแพทย์ต้องใช้เวลาผ่าตัดราว 2 ชั่วโมง เพื่อนำเข็มทั้งหมดออกมา

โดยแพทย์ระบุว่า การกลืนของมีคมเข้าไปในร่างกายถือว่าอันตรายมาก เพราะมันสามารถเข้าไปสร้างความเสียหายให้แก่อวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดเลือดออกภายใน และอาจทำให้น้ำย่อยรั่วออกมาด้วย ซึ่งนับว่าในกรณีนี้เด็กชายยังโชคดีมาก เพราะอวัยวะภายในไม่ได้รับอันตรายรุนแรง เพียงแต่ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้รับอาหารเหลวจนกว่าแผลที่ลำไส้เล็กจะหายดี ถึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้.

ที่มา : เดลีเมล์

คลิกอ่านข่าวต่างประเทศ https://www.thairath.co.th/news/foreign

คิมพบปูตินสำคัญอย่างไร ทำไมสหรัฐฯ-ชาติตะวันตกต้องกังวล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725361

คิมพบปูตินสำคัญอย่างไร ทำไมสหรัฐฯ-ชาติตะวันตกต้องกังวล

15 ก.ย. 2566 09:50 น.

คิมพบปูตินสำคัญอย่างไร ทำไมสหรัฐฯ-ชาติตะวันตกต้องกังวล

  • คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางเยือนรัสเซียพบปะประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และหารือกันเรื่องความร่วมมือทางทหาร สร้างความกังวลอย่างมาแก่ชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ
  • สหรัฐฯ กังวลว่า รัสเซียจะได้เครื่องกระสุนที่กำลังร่อยหรอไปใช้ในสงครามยูเครนต่อ และอาจทำให้สถานการณ์การต่อสู้พลิกผันได้
  • ขณะที่คิม จอง อึน ก็หวังได้เทคโนโลยีด้านอาวุธและดาวเทียมเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งสหรัฐฯ และพันธมิตรกลัวว่า จะทำให้โครงการนิวเคลียร์ และอาวุธสำคัญอย่างดาวเทียมสอดแนมของเปียงยาง ประสบความสำเร็จ

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (13 ก.ย. 2566) และมันสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตะวันตกของพวกเขา เนื่องจากทั้งคู่หารือกันเรื่องความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันทางทหาร และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี

ในเบื้องหน้า ข้อตกลงซื้อขายอาวุธระหว่างทั้งเกาหลีเหนือและรัสเซียเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะมอสโกกำลังต้องการอาวุธ โดยเฉพาะเครื่องกระสุนและลูกปืนใหญ่ ไปใช้ในสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน และเปียงยางมีทั้ง 2 อย่างอยู่มากมาย

ส่วนฝั่งเกาหลีเหนือก็กำลังต้องการเงินทุนและอาหารปริมาณมากเพื่อแก้ปัญหาความอดอยาก หลังจากปิดประเทศมานานกว่า 3 ปี เพราะการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้แดนโสมแดงโดดเดี่ยวจากประเทศอื่นๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่การเจรจาของทั้งสองจะกลายเป็นการเปิดโอกาศให้เกาหลีเหนือและรัสเซีย เริ่มสานความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และด้วยสถานการณ์เร่งด่วนของรัสเซีย คิมอาจสามารถเรียกร้องจากรัสเซียได้มากขึ้น และอาจสามารถร้องขออาวุธจากมอสโกในอนาคต ซึ่งจะทำให้ความพยายามที่ผ่านมาของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวเปียงยางต้องสูญเปล่า

เกาหลีเหนือมิตรในยามยาก

สงครามของรัสเซียในยูเครนลากยาวยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปีครึ่งแล้ว มอสโกกำลังขาดแคลนกระสุนอย่างหนัก และผู้นำโลกที่สนับสนุนการทำสงครามของเขานั้นก็มีไม่มาก แต่ คิม จอง อึน มีให้ทั้ง 2 อย่าง

เป็นที่เชื่อกันมานานแล้วว่า เกาหลีเหนือมีกระสุนปืนใหญ่และจรวดยุคโซเวียตอยู่ในสต๊อกจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจใช้กับระบบอาวุธของรัสเซียได้ พวกเขายังมีกำลังผลิตที่อาจสามารถป้อนกระสุนให้รัสเซียได้ทันกับการใช้งาน ทำให้เปียงยางกลายเป็นฝ่ายมีข้อต่อรอง พลิกกลับบทบาทจากการเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาโซเวียต โดยเฉพาะในช่วงสงครามเกาหลี

ในการพบกันเมื่อวันพุธ คิมประกาศกร้าวว่าจะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของปูตินกับรัฐบาลของเขา ในการต่อสู้กับฝ่ายจักรวรรดินิยม ซึ่งสื่อถึงสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

“หากคิมหมายตารางวัลที่ใหญ่กว่า ก็มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองประเทศจะกลายเป็นมาหอกข้างแคร่ของสหรัฐฯ” นาย ซู คิม อดีตนักวิเคราะห์ของ ซีไอเอ กล่าว “เรามองว่านี่เป็นสัญญาณการร้อนรนของคิมและปูติน และใช่ มันอาจเป็นความจริง แต่วิกฤติก็อาจถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสสำหรับทั้งคู่ได้”

ขณะที่นาย วี ซอง-ลัค อดีตเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำรัสเซียระบุว่า รัสเซียพร้อมใช้ประโยชน์จากใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ และคิม จอง อึน อาจกลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ของปูติน

คิมกับปูตินยังส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมที่จะลอยตัวอยู่เหนือมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติเพื่อผลประโยชน์ นายวีกล่าว เห็นได้จากเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ 2 คนที่เดินทางมาเยือนรัสเซียครั้งนี้ ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติบแบนห้ามเดินทาง

สานฝันเทคโนโลยีอวกาศ

ระหว่างการเยือนรัสเซีย คิม จอง อึน ได้ทัวร์ศูนย์อวกาศ ‘วอสตอชนี คอสโมโดรม’ พร้อมกับผู้นำด้านการผลิตอาวุธ, ยุทธศาสตร์กองทัพ และเทคโนโลนีอวกาศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า คิมสนใจที่คว้าผลประโยชน์ระยะยาวจากการทำข้อตกลงกับปูติน

นายเรียว ฮินาตะ-ยามากุจิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเมินว่า การติดต่อระหว่างมอสโกกับเปียงยางตอนนี้มีความไม่สมส่วนกันอยู่ รัสเซียจะได้ประโยชน์มากกว่าในระยะสั้นจากการซื้อเครื่องกระสุน ขณะที่เกาหลีเหนือจะได้ประโยชน์มากกว่าในระยะยาว หากพวกเขาได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีสำหรับวิจัยด้านอวกาศและพัฒนาอาวุธ

สิ่งที่สหรัฐฯ เป็นกังวลที่สุดในตอนนี้คือการที่รัสเซีย มอบเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงหรือความรู้หรือแก่เกาหลีเหนือ และช่วยให้เปียงยางฝ่าทางตันในโครงการอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากในปัจจุบันพวกเขายังไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่าง ดาวเทียมสอดแนม และเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์

นอกจากจะทัวร์ศูนย์อวกาศกับปูตินแล้ว คิมยังมีแผนเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบินรบและยุทโธปกรณ์ของรัสเซียด้วย บ่งชี้ว่า ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศอาจขยายไปจนถึงพื้นที่เหล่านี้ด้วย

ปูตินยังออกมาทิ้งระเบิด โดยบอกว่ารัสเซียจะช่วยเกาหลีเหนือในการพัฒนาดาวเทียม ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะช่วยเหลือถึงขั้นไหน แต่สหรัฐฯ ออกมาเตือนเรื่องการละเมิดมติสหประชาชาติทันที ขณะที่นายปูตินเองก็ดูจะระวังในเรื่องนี้โดยกล่าวว่า มีข้อจำกัดบางอย่างในการร่วมมือทางทหารกับเกาหลีเหนือ

มอสโกพร้อมแหกมติสหประชาชาติ?

ปูตินไม่เคยปิดบังเรื่องความต้องการของเขาที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ให้เป็นแบบหลายขั้วอำนาจ แทนที่จะถูกครอบงำโดยชาติตะวันตกเพียงกลุ่มเดียว และความร่วมมือทางทหารกับเกาหลีเหนือก็อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของเรื่องนั้น

การทำข้อตกลงซื้อขายอาวุธระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากที่ผ่านมา รัสเซียสนับสนุนมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเรื่องโครงการนิวเคลียร์มาตลอด และมติดังกล่าวยังห้ามประเทศใด ซื้อขายอาวุธกับรัฐบาลเปียงยางด้วย

“มอสโกได้ลงนามในมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติไปแล้ว” มอสคอฟสกี คอมโซโมเลตส์ หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของรัสเซีย ระบุในบทความที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน คล้ายกับจะย้ำเตือนผู้นำของประเทศ ก่อนจะเสริมว่า “ช่างมันเถอะ ลายเซ็นน่ะเพิกถอนได้อยู่แล้ว”

แท็บลอยด์เจ้านี้ยังอ้างคำพูดของนายฟีโอดอร์ ลูเคียนอฟ ประธานสภานโยบายกลาโหมและต่างประเทศของรัสเซีย ว่า “ผ่านมานานแล้วและตอนนี้เริ่มมีคำถามว่า ทำไมเราต้องยึดถือการคว่ำบาตรเหล่านั้น? ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งหมด กำลังอยู่ในสภาพสับสนอลหม่านอย่างสิ้นเชิง”

“จริงอยู่ว่า การคว่ำบาตรของสหประชาชาติมีข้อผูกมัดตามกฎหมาย มันยากที่จะปฏิเสธเรื่องนั้น เราลงคะแนนเสียงให้มติเหล่านี้ แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ทำไมจึงไม่เพิกถอนการโหวตของเรา?”

ก้าวต่อไปคือ?

ล่าสุดประธานาธิบดีปูตินตอบรับคำเชิญไปเยือนเกาหลีเหนือของคิม จอง อึน แล้ว และทั้ง 2 ประเทศน่าจะสานสัมพันธ์ระดับทวิภาคีนี้ไปต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่ารัสเซียจะส่งมอบเทคโนโลยีกองทัพขั้นสูงให้เกาหลีเหนือจริงหรือไม่ และต่อให้ส่งจริง มันก็อาจเกิดขึ้นอย่างลับๆ เพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

“หากรัสเซียไม่เพลี่ยงพล้ำในสงครามยูเครน ปูตินก็คงไม่ร้อนรนเข้าหาคิม จอง อึนแบบนี้” นายพัค วอน-กอน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยสตรี อีฮวา (Ewha) กล่าว “เกาหลีเหนือก็เข้าใจดีว่านี่คือความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน และคิมกำลังหาทางคว้าประโยชน์อย่างรวดเร็วจากรัสเซียรวมถึงเรื่อง อาหาร, พลังงาน และปุ๋ย”

นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า พวกเขากำลังจับตาปฏิกิริยาของประเทศจีน เรื่องการกระชับสัมพันธ์ระหว่างเปียงยางกับมอสโก และดูว่าทั้ง 3 ประเทศจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นได้หรือไม่

จีนเปรียบเหมือนเส้นชีวิตทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ และมีความกังวลร่วมกันเรื่องการขนาดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ทว่า การสนับสนุนการซื้อขายอาวุธระหว่างเปียงยางกับมอสโกอย่างเปิดเผย อาจทำลายความพยายามเป็นกลางของจีนในสงครามยูเครน

อย่างไรก็ตาม นายอันเดร โคซีเรฟ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเชื่อว่า มอสโกไม่ได้จนตรอกขนาดนั้น พวกเขาอาจจำเป็นต้องเติมเครื่องกระสุนอย่างรวดเร็ว และเกาหลีเหนือก็เป็นหนึ่งในหนทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น แต่ไม่ใช่ว่า ถ้าปราศจากความช่วยเหลือของเปียงยาง เครื่องจักรสงครามของรัสเซียจะหยุดทำงานในทันที

“ปูตินสามารถยื้อไปได้อีกนาน และเขาสามารถปรับตัวได้ เขาเรียนรู้ทุกวันว่าจะหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรอย่างไร ร่วมมือกับจีนและเกาหลีเหนือ รวมถึงรัฐบาลบางประเทศในแอฟริกาอย่างไร นั่นไม่ใช่ทางเลือกทดแทนในอนาคต แต่ตัวเลือกในปัจจุบันและอาจจะอีกหลายปีข้างหน้า”


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : washingtonpost , bbc

รัฐบาลออสเตรีย ประกาศเพิ่มเงินบำนาญปีหน้า เพื่อช่วยประชาชนรับมือภาวะเงินเฟ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725360

รัฐบาลออสเตรีย ประกาศเพิ่มเงินบำนาญปีหน้า เพื่อช่วยประชาชนรับมือภาวะเงินเฟ้อ

15 ก.ย. 2566 09:26 น.

รัฐบาลออสเตรีย ประกาศเพิ่มเงินบำนาญปีหน้า เพื่อช่วยประชาชนรับมือภาวะเงินเฟ้อ

รัฐบาลออสเตรียประกาศแผนการเพิ่มเงินบำนาญ ประมาณร้อยละ 9.7 ภายในปีหน้า เนื่องด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงภายในประเทศ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 รัฐบาลออสเตรีย ประกาศแผนการเพิ่มเงินบำนาญให้แก่ประชาชน ราวร้อยละ 9.7 ภายในปี 2567 เนื่องด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงภายในประเทศ

นายโยฮันเนส เราช์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสังคมของออสเตรีย ระบุว่าแผนการนี้ที่มีมูลค่า 5,300 ล้านยูโร หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมผู้รับเงินบำนาญประมาณ 2.2 ล้านคนทั่วประเทศ

สื่อท้องถิ่นออสเตรีย รายงานว่า การปรับเพิ่มเงินบำนาญอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยรายเดือนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2566

ทั้งนี้ ออสเตรียเผชิญอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสำนักงานสถิติแห่งออสเตรียระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศลดลงจากร้อยละ 10 ในช่วงปลายปีที่แล้ว อยู่ที่ร้อยละ 7.5 ในเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่ยังคงสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโซนยุโรป.

คิม จอง อึน เยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบินรบของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725354

คิม จอง อึน เยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบินรบของรัสเซีย

15 ก.ย. 2566 09:17 น.

คิม จอง อึน เยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบินรบของรัสเซีย

นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือที่อยู่ระหว่างการเยือนประเทศรัสเซีย ได้เดินทางไปถึงเมืองกอมโซโมลสก์ กง อาเมอร์ ทางตะวันออกไกล ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องบินรบ ที่ผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินทางไปเยี่ยมชม

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2566 นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่อยู่ระหว่างการเยือนประเทศรัสเซีย ได้เดินทางไปถึงเมืองกอมโซโมลสก์ กง อาเมอร์ทางตะวันออกไกล ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องบินรบ ที่ผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินทางไปเยี่ยมชม ซึ่งคาดว่าผู้นำเกาหลีเหนือจะได้รับชมการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพรัสเซีย รวมถึงเยี่ยมชมโรงงานอีกหลายแห่ง และแวะที่เมืองวลาดิวอสตอก ก่อนเดินทางกลับกรุงเปียงยาง

การเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบินรบของรัสเซีย มีขึ้นในขณะที่เกาหลีใต้เคยแสดงความวิตกกังวลว่าการเยือนของคิม จอง อึน มุ่งเน้นไปที่การขยายความร่วมมือทางทหารในข้อตกลงด้านอาวุธกับรัสเซีย

ทั้งนี้ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเข้าพบหารือกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งทางด้านสื่อของรัสเซียเผยแพร่ภาพผู้นำทั้งสองยิ้มให้แก่กันระหว่างการพบหารือในครั้งนี้  

ก่อนหน้านี้ โฆษกรัฐบาลเครมลินเปิดเผยว่าผู้นำรัสเซียตอบรับคำเชิญจากผู้นำเกาหลีเหนือ ให้เขาเดินทางเยือนเกาหลีเหนือด้วยความยินดี ขณะที่หลังพบปะกัน นายปูตินก็เดินทางกลับกรุงมอสโก ส่วนนายคิมขยายเวลาจะอยู่ในรัสเซียต่ออีกหลายวัน.

ธาร์มาน ชานมูการัตนัม สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ของสิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725335

ธาร์มาน ชานมูการัตนัม สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ของสิงคโปร์

15 ก.ย. 2566 05:15 น.

ธาร์มาน ชานมูการัตนัม สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ของสิงคโปร์

ธาร์มาน ชานมูการัตนัม เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ของประเทศสิงคโปร์แล้ว หลังชนะการเลือกตั้งขาดลอยเมื่อช่วงต้นเดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายธาร์มาน ชานมูการัตนัม เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ของประเทศสิงคโปร์แล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ก.ย. 2566 ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ‘อิสตานา’ (The Istana) 2 สัปดาห์หลังจากเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

นายธาร์มานเข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าแขกเหรื่อมากมาย รวมถึงนาย ฮาลิมาห์ ยาคอบ และนายโทนี ตัน อดีตประธานาธิบดี และสมาชิกคณะรัฐมนตรีอีกหลายคน

ทั้งนี้ นายธาร์มาน ผู้เป็นอดีตรัฐมนตรีอาวุโสและรองนายกรัฐมนตรี ชนะการเลือกตั้งเมือง 1 ก.ย. ด้วยคะแนนเสียงมากถึง 70.41% ขณะที่นาย อึ้ง ก๊ก ซง อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของบริษัท GIC ซึ่งตามมาเป็นที่ 2 ได้คะแนนไปเพียง 15.42% ตามด้วยนาย ตัน คิน เลียน อดีตซีอีโอของบริษัทประกัน NTUC Income ที่ 13.87%

ประธานาธิบดีจะมีบทบาทส่วนใหญ่ไปในเชิงพิธีการ แต่ก็มีอำนาจสำคัญในการดูแลการใช้เงินสำรองทางการคลังของประเทศ และมีอำนาจในการยับยั้งมาตรการบางอย่าง รวมถึงอนุมัติการสอบสวนต่อต้านการรับสินบน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี

ในแถลงการณ์ในพิธีสาบานตน ประธานาธิบดี ธาร์มาน สัญญาว่าจะจัดตัดสินใจเรื่องงบประมาณสำรองของประเทศอย่างรอบคอบและเป็นอิสระ และให้คำมั่นว่า จะทำงานร่วมกับรัฐบาล, กลุ่มชุมชน, องค์กรอาสาสมัคร และทั้งประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความหลากหลายทางเชื้อชาติของสิงคโปร์ และบำรุงรักษาสังคมอย่างครอบคลุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิม จอง อึน ขยายเวลาเยือนรัสเซีย-ปูตินรับคำเชิญไปเกาหลีเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725334

คิม จอง อึน ขยายเวลาเยือนรัสเซีย-ปูตินรับคำเชิญไปเกาหลีเหนือ

15 ก.ย. 2566 04:32 น.

คิม จอง อึน ขยายเวลาเยือนรัสเซีย-ปูตินรับคำเชิญไปเกาหลีเหนือ

คิง จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือขยายเวลาการเดินทางเยือนรัสเซียออกไปอีกหลายวันหลังพบวลาดิเมียร์ ปูติน ขณะที่ผู้นำรัสเซียรับคำเชิญจากนายคิมให้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (13 ก.ย. 2566) โดยเข้าพบประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าทั้งคู่หารือเรื่องความเป็นไปในการทำข้อตกลงร่วมมือทางทหาร ท่ามกลางคำเตือนจากสหรัฐฯ ว่าการซื้อขายอาวุธใดๆ เพื่อใช้ในยูเครนอาจละเมิดมติสหประชาชาติ

นายคิมได้รับการต้อนรับอย่างพบอุ่นจากประธานาธิบดีปูตินที่ศูนย์อวกาศ วอสตอชนี ทางตะวันออกไกลของรัสเซียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางด้วยรถไฟกันกระสุนสุดหรูของเขาเป็นเวลา 2 วันเพื่อมาพบปะกันครั้งนี้ โดยสื่อของรัสเซียเผยแพร่ภาพผู้นำทั้งสองยิ้มให้แก่กัน ก่อนที่ปูตินจะพานายคิมเข้าศูนย์อวกาศ

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินเปิดเผยในวันพฤหัสบดี (14 ก.ย.) ว่าผู้นำทั้งสองยังแลกเปลี่ยนของขวัญกัน โดยนายปูตินมอบถุงมือจากชุดอวกาศที่เคยออกไปนอกอวกาศมาแล้วหลายครั้ง กับปืนไรเฟิลรัสเซีย 1 กระบอกให้แก่นายคิม ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือมอบปืนเกาหลีเหนือประดิษฐ์และของขวัญอื่นๆ ให้แก้ประธานาธิบดีรัสเซีย

โฆษกรัฐบาลรัสเซียบอกอีกว่า นายปูตินตอบรับคำเชิญจากนายคิม ให้เขาเดินทางเยือนเกาหลีเหนือด้วยความยินดีด้วย

หลังพบปะกัน นายปูตินก็เดินทางกลับกรุงมอสโก ส่วนนายคิมจะอยู่ในรัสเซียต่ออีกหลายวัน นายเปสคอฟกล่าว โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าผู้นำเกาหลีเหนือจะได้รับชมการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพรัสเซียรัสเซีย รวมถึงเยี่ยมชมโรงงานหลายแห่ง และแวะเมื่อวลาดิวอสตอก ก่อนเดินทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ การพบปะกันระหว่างนายคิมกับนายปูตินเมื่อวันพุธ เกิดขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกับชาติตะวันตกตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยทั้งคู่หารือกันในเรื่องการทหาร และสงครามในยูเครน โดยนายคิมมีท่าทีสนับสนุนในเรื่องนี้โดยกล่าวว่า

“รัสเซียลุกขึ้นมาทำการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของตัวเอง จากกองกำลังมหาอำนาจจากตะวันตก” นายคิมกล่าว และว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของนายปูตินเสมอ

ฝ่ายผู้นำรัสเซียก็กล่าวว่า เขาจะช่วยเปียงยางเรื่องการพัฒนาดาวเทียม ทำให้สหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวลว่า การที่รัสเซียเข้ามาช่วยเปียงยางเรื่องเทคโนโลยีดาวเทียม อาจพัฒนาโครงการจรวดมิสไซล์ของเกาหลีเหนือให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก  และว่าการทำเช่นนี้อาจละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหลายข้อ

ดูเหมือนนายปูตินจะยอมรับในเรื่องนี้โดยกล่าวว่า มีข้อจำกัดบางอย่างในการร่วมมือทางทหาร

สหรัฐฯ เตือนด้วยว่า พวกเขาจะไม่ลังเลที่จะใช้มาตรการตอบโต้ หากเกาหลีเหนือส่งจัดหาอาวุธให้รัสเซีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเครมลินโต้กลับว่า สิ่งที่สำคัญต่อพวกเขาคือผลประโยชน์ของรัสเซียกับเกาหลีเหนือ ไม่ใช่คำเตือนจากวอชิงตัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัยการพิเศษยื่นฟ้องร้อง ฮันเตอร์ ไบเดน คดีอาวุธปืน 3 กระทง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725333

อัยการพิเศษยื่นฟ้องร้อง ฮันเตอร์ ไบเดน คดีอาวุธปืน 3 กระทง

15 ก.ย. 2566 02:53 น.

อัยการพิเศษยื่นฟ้องร้อง ฮันเตอร์ ไบเดน คดีอาวุธปืน 3 กระทง

ฮันเตอร์ ไบเดน ถูกอัยการพิเศษยื่นฟ้องร้องข้อหาเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนอย่างผิดกฎหมายจำนวน 3 กระทง หลังข้อตกลงยุติคดีถูกปฏิเสธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ก.ย. 2566 เดวิด ไวส์ อัยการพิเศษ ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงรัฐเดลาแวร์ เพื่อฟ้องร้องเอาผิดนาย ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออาวุธปืนของเขาในปี 2561 จำนวน 3 กระทงรวมถึงแจ้งข้อมูลเท็จ และครอบครองปืนในฐานะบุคคลต้องห้าม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก ข้อตกลงเบี่ยงเบนก่อนการไต่สวน (pre-trial diversion agreement) เพื่อยุติคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนในชั้นสอบสวนระหว่างนาย ฮันเตอร์ ไบเดน กับนายไวส์ ถูกผู้พิพากษาปฏิเสธเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

เอกสารคำฟ้องระบุด้วยว่า มีการออกหมายเรียกในวันพฤหัสบดี (14 ก.ย.) ให้นายฮันเตอร์ ไบเดน ขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่ไม่แน่ชัดว่าเขาต้องไปขึ้นศาลที่ไหนและเมื่อไร โดยแหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ตอนนี้นายไบเดนผู้ลูกอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

ทั้งนี้ ฮันเตอร์ ไบเดน ถูกฟ้องร้องในข้อหาเกี่ยวกับซื้ออาวุธปืนของเขาในเดือนตุลาคม 2561 โดยเขาซื้อปืนลูกโม่กระบอกหนึ่งที่ร้านในรัฐเดลาแวร์ และให้ข้อมูลเท็จในเอกสารขอซื้อปืน หรือแบบฟอร์ม 4473 ว่าเขาไม่ได้ใช้และไม่ได้เสพติดยาผิดกฎหมายใดๆ ทั้งที่ความจริงแล้วในตอนนั้น เขากำลังประสบปัญหาติดโคเคน

การให้ข้อมูลเท็จในแบบฟอร์ม 4473 หรือการครอบครองปืนขณะเป็นผู้ใช้ยาเสพติด ถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรง โดยฮันเตอร์ ไบเดน ครอบครองปืนดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 11 วันในปี 2561

การถูกฟ้องร้องของฮันเตอร์ ไบเดน ยังเกิดขึ้นในขณะที่ โจ ไบเดน พ่อของเขากำลังหาเสียงเพื่อรักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งปี 2567 โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามยกขึ้นมาโจมตีนายไบเดน ขณะที่ล่าสุดสมาชิกสภาฝ่ายรีพับลิกันก็เปิดการสืบสวนอิมพีชเมนต์นายไบเดน ในกรณีเกี่ยวข้องกับธุรกิจของนายฮันเตอร์แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาซาแถลงปม UFO ไม่ฟันธงเอเลี่ยนมีจริง แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725324

นาซาแถลงปม UFO ไม่ฟันธงเอเลี่ยนมีจริง แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้

15 ก.ย. 2566 01:27 น.

นาซาแถลงปม UFO ไม่ฟันธงเอเลี่ยนมีจริง แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้

นาซาเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการพบเห็น UFO ที่เฝ้ารอกันมานาน โดยไม่สรุปว่าเอเลี่ยนมีจริงหรือไม่ แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้ พร้อมแต่งตั้ง ผอ.ฝ่ายวิจัยปรากฏการณ์ UAP คนใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา จัดงานแถลงผลการศึกษาเกี่ยวกับ ‘ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่อาจระบุได้’ (Unidentified Anomalous Phenomena : UAP) พร้อมกับเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการสังเกตการณ์ทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์ ความยาว 36 หน้าออกมาด้วย

ในงานแถลงข่าว นาซาประกาศแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษา UAP โดยพวกเขาจะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ดียิ่งขึ้นและใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วยเหลือ ซึ่งนายบิล เนลสัน ผู้บริหารของนาซากล่าวว่า นาซาจะไม่เพียงเป็นผู้นำการวิจัยเกี่ยวกับ UAP แต่จะแบ่งปันข้อมูลที่มีความโปร่งใสมากขึ้นด้วย

ขณะที่รายงานของนาซาระบุว่า พวกเขาดำเนินการตรวจสอบกับพบเห็น UFO หรือวัตถุบินที่ไม่อาจระบุได้ หลายร้อยกรณี แต่ไม่พบหลักฐานว่าเอเลี่ยนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้เหล่านี้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นเรื่องจริง ซึ่งสาระสำคัญโดยสรุปมีดังนี้

ไม่มีหลักฐานว่าเอเลี่ยนมีจริง แต่อาจมีอยู่ก็เป็นได้

หน้าท้ายๆ ของรายงานของนาซาระบุว่า ยังไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า สิ่งมีชีวิตนอกโลกเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพบเห็นปรากฏการณ์ UAP หลายร้อยกรณีที่นาซาดำเนินการสืบสวน “อย่างไรก็ตาม … วัตถุเหล่านั้นต้องเดินทางผ่านระบบสุริยะของเราเพื่อมาถึงที่นี่” รายงานระบุ

และถึงแม้ว่ารายงานจะไม่ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่นาซาก็ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมี เทคโนโลยีเอเลี่ยนที่ไม่รู้จักกำลังปฏิบัติการอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก

น.ส.นิโคลา ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยผู้บริหารของกองอำนวยการภารกิจอวกาศของนาซา

ข้อมูลเกี่ยวกับ UAP มีจำกัด

น.ส.นิโคลา ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยผู้บริหารของกองอำนวยการภารกิจอวกาศ (Science Mission Directorate) ของนาซา ระบุว่า “UAP เป็นหนึ่งในเรื่องลึกลับที่สุดของโลกของเรา” ด้วยเหตุผลหลักคือ การขาดข้อมูลคุณภาพสูง แม้จะมีรายงานการพบเห็นมากมาย แต่ข้อมูลมักไม่มากพอใช้เพื่อหาข้อสรุปที่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติและต้นกำเนิดของ UAP

น.ส.ฟ็อกซ์ประกาศด้วยว่า นาซาแต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัย UAP คนใหม่แล้ว เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่เข้มแข็ง สำหรับการประเมินข้อมูลในอนาคต โดยผู้อำนวยการรายนี้จะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กับแมชชีนเลิร์นนิง (machine learning) ในการรวบรวมข้อมูลและกระบวนการวิเคราะห์

ความเห็นเกี่ยวกับภาพเอเลี่ยนที่เม็กซิโก

แซม คาบราล นักข่าวของ บีบีซี ถามคณะกรรมการของนาซาในงานแถลงข่าว เกี่ยวกับภาพถ่ายของสิ่งที่ถูกอ้างว่าเป็นฟอสซิลสิ่งมีชีวิตนอกโลก ซึ่งถูกนำเสนอในที่ประชุมรัฐสภาของประเทศเม็กซิโกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายไฮเม มาอุสซาน ผู้อ้างตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน UFO นำสิ่งที่เขาอ้างว่าเป็นซากฟอสซิลโบราณของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ จำนวน 2 ร่าง มานำเสนอกลางที่ประชุมรัฐสภาเม็กซิโก เขาอ้างอีกว่าศพทั้งสองถูกพบที่เมืองกุสโก ของเปรู ในปี 2560 และผลการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี พบว่าพวกมันมีอายุกว่า 1,800 ปี

การเผยแพร่ศพเอเลี่ยนดังกล่าวทำให้เกิดข้อกังขามากมายในแวดวงวิทยาศาสตร์ และตัวนายมาอุสซานเองก็เคยมีประวัติอ้างเรื่องสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ที่ถูกพิสูจน์ว่าโกหกมากแล้ว

ด้าน ดร.เดวิด สเปอร์เกล นักวิทยาศาสตร์ของนาซา บอกกับนักข่าว บีบีซี เกี่ยวกับเอเลี่ยนทั้งสองว่า “ให้ประชาคมนักวิทยาศาสตร์โลกเข้าถึงตัวเองได้สิ แล้วเราจะได้รู้กันว่ามันคืออะไรกันแน่”

ดร.เดวิด สเปอร์เกล นักวิทยาศาสตร์ของนาซา

ไม่เปิดเผยตัว ผอ.UAP คนใหม่ หวั่นอันตราย

นาซาตัดสินใจไม่เปิดเผยตัวตนของผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย UAP คนใหม่ รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทรวมถึงรายได้ ที่งานแถลงข่าวในวันพฤหัสบดี แม้นาซาจะให้คำมั่นเรื่องความโปร่งใสที่มากขึ้นเกี่ยวกับการวิจัย UAP

หนึ่งในเหตุผลที่ต้องปกปิดตัวตนก็เพื่อปกป้อง ผอ.คนใหม่จากการคุกคามจากสังคม โดย ดร.แดเนียล อีแวนส์ รองผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการวิจัย ระบุว่า สมาชิกคณะกรรมการวิจัย UAP เคยได้รับคำขู่อย่างจริงจังมาแล้ว

ดร.อีแวนส์ บอกอีกว่า นาซาถือเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของทีมนี้เป็นเรื่องจริงจังอย่างยิ่ง และการคุกคามนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่เปิดเผยชื่อของผู้อำนวยการคนใหม่

นาซาหนุนใช้อุปกรณ์ AI

รายงานของนาซาระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง เป็นอุปกรณ์สำคัญในการระบุตัวตนของ UAP ขณะที่สาธารณชนก็ถือว่ามีความสำคัญยิ่งในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ UAP

นาซา ซึ่งระบุว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดในการทำความเข้าใจและระบุตัวตนของ UAP คือการขาดข้อมูล ตั้งใจจะอุดช่องว่างดังกล่าวด้วยวิธี crowdsourcing หรือ การกระจายปัญหาไปยังกลุ่มคนเพื่อค้นหาคำตอบและวิธีการในการแก้ปัญหานั้น

วิธีดังกล่าวรวมถึงการออกแอปพลิเคชันแบบ โอเพนซอร์ซ (open-source) บนสมาร์ทโฟน และเก็บข้อมูลเมตาดาตา (metadata) จากผู้สังเกตการณ์พลเรือนทั่วโลกผ่านสมาร์ทโฟน

รายงานของนาซาระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีระบบมาตรฐานสำหรับการรวบรวมและจัดระเบียบรายงานเกี่ยวกับการพบเห็น UAP จากประชาชน ส่งผลให้ข้อมูลที่ได้รับมาขาดแคลนและไม่สมบูรณ์

ดร.แดเนียล อีแวนส์ รองผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการวิจัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc