งานวิจัยต่างชาติชี้ มูลค่าความสุขของคนไทยอยู่ที่ 1.3 ล้านบาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725254

งานวิจัยต่างชาติชี้ มูลค่าความสุขของคนไทยอยู่ที่ 1.3 ล้านบาทต่อปี

14 ก.ย. 2566 18:43 น.

งานวิจัยต่างชาติชี้ มูลค่าความสุขของคนไทยอยู่ที่ 1.3 ล้านบาทต่อปี

งานวิจัยต่างชาติชี้ คนไทยต้องการเงินประมาณ 1.3 ล้านบาท เพื่อซื้อความสุขให้ตัวเองใน 1 ปี 

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน S Money ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ได้เผยแพร่งานวิจัย ว่าด้วยคนในแต่ละประเทศต้องมีเงินเท่าไหร่ เพื่อให้ตัวเองมีความสุขใน 1 ปี โดยคนไทยต้องใช้เงินเฉลี่ย 36,745 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.32 ล้านบาท เพื่อทำให้ตัวเองมีความสุขใน 1 ปี

งานวิจัยนี้ได้สำรวจทั้งหมด 173 ประเทศ เพื่อหาว่าประชากร 1 คน ควรจะต้องมีรายได้ หรือมีเงินเท่าไรในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขใน 1 ปี

โดยประเทศที่ใช้เงินซื้อความสุขสูงที่สุด คือ อิหร่าน ที่ 239,700 ดอลลาร์ (8.58 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากการที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ทำให้ค่าครองชีพในอิหร่านปรับตัวขึ้นถึง 70% ตามมาด้วย เยเมน 172,140 (6.16 ล้านบาท) ออสเตรเลีย 121,191 ดอลลาร์ (4.33 ล้านบาท) และนอร์เวย์ 117,724 ดอลลาร์ (4.21 ล้านบาท)

ขณะที่ประเทศที่สามารถเข้าถึงความสุขได้ถูกที่สุด คือ เซียร์ราลีโอน ที่มูลค่าความสุขอยู่ที่ 8,658 ดอลลาร์ (310,000 บาท) ต่อปี ตามมาด้วยประเทศซูรินาม 10,255 ดอลลาร์ (367,000 บาท) และมาดากัสการ์ 11,355 ดอลลาร์ (407,000 บาท) ทั้งนี้ ประเทศ 10 อันดับแรกที่ใช้เงินสร้างความสุขน้อยที่สุด กระจุกตัวในทวีปแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ข้อมูลจาก WorldData ระบุ ค่าครองชีพในกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตก ต่ำกว่าค่าครองชีพในสหรัฐถึง 72%

ในส่วนของเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่ใช้เงินซื้อความสุขมากที่สุดในภูมิภาค ที่ 75,320 (2.7 ล้านบาท) ดอลลาร์ต่อปี ตามมาด้วยบรูไน 51,508 ดอลลาร์ (1.8 ล้านบาท) และมาเลเซีย 38,749 ดอลลาร์ (1.39 ล้านบาท) ส่วนประเทศที่จำนวนเงินสำหรับสร้างความสุขให้ตัวเองน้อยสุด คือ ลาว 22,296 ดอลลาร์ (800,000 บาท) และเมียนมา 26,038 ดอลลาร์ (930,000 บาท).

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Dailymail 

แผ่นดินไหวโมร็อกโก : ทำไมต้องจำกัดความช่วยเหลือจากต่างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725133

แผ่นดินไหวโมร็อกโก : ทำไมต้องจำกัดความช่วยเหลือจากต่างชาติ

14 ก.ย. 2566 17:35 น.

แผ่นดินไหวโมร็อกโก : ทำไมต้องจำกัดความช่วยเหลือจากต่างชาติ

  • รัฐบาลโมร็อกโกเผชิญเสียงวิจารณ์มากมาย เพราะเหตุใดต้องจำกัดความช่วยเหลือจากนานาชาติ จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 60 ปี
  • การปฏิเสธความช่วยเหลือทำให้การค้นหาผู้ประสบภัยล่าช้า โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,900 ราย 
  • นักวิชาการชี้ ข้อพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลโมร็อกโกที่ปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างชาติ

ยามที่ประเทศใดเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่มักตามมา คือ การเสนอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ในนามของ “การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” (Humanitarian Aid) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความช่วยเหลือหลายครั้งมักมาพร้อมกับวาระแฝง หรือ Hidden Agenda โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายทางการเมือง

ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอีกครั้งหลังเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 60 ปีในประเทศโมร็อกโก ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,900 ราย และทำให้คนอีกนับแสนรายต้องไร้ที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี หนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลโมร็อกโกถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือ การจำกัดความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทำให้ปฏิบัติการกู้ภัยล่าช้า และเกิดความกังวลว่ายอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งขึ้นต่อ เนื่องจากผู้คนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันที

ปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างชาติส่วนใหญ่

เบื้องต้นมีรายงานว่า อย่างน้อย 60 ประเทศได้เสนอส่งความช่วยเหลือมายังโมร็อกโก เช่น สหรัฐฯ อิสราเอล สหประชาชาติ เยอรมนี แอลจีเรีย และฝรั่งเศส แต่รัฐบาลโมร็อกโกเลือกขอรับความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการจากแค่ 4 ชาติ คือ สเปน อังกฤษ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี

ทางการโมร็อกโกแถลงถึงเหตุผลที่จำกัดความช่วยเหลือจากนานาชาติว่า การที่มีหลายองค์กร และหลายประเทศเข้ามา อาจทำให้เกิดความวุ่นวาย และขาดการประสานงาน จะส่งผลเสียต่อปฏิบัติการกู้ภัย อีกทั้งประเทศโมร็อกโกก็ยังมีปัญหาด้านโลจิสติกส์ 

การแถลงดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากคนในและนอกประเทศ นายมาติ มูนจิบ นักเคลื่อนไหวชาวโมร็อกโก มองว่าการตัดสินใจของรัฐบาลไม่ถูกต้องนัก เพราะประเทศต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะมัวแต่คำนึงถึงความภาคภูมิใจของชาติ และอำนาจอธิปไตย  

จึงไม่น่าแปลกใจนักที่นักวิชาการหลายคนเลือกอธิบายการตัดสินใจของโมร็อกโกว่า เป็นผลพวงจากประเด็นด้านการเมืองระหว่างประเทศ และ ข้อพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก ที่โมร็อกโกประกาศควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตั้งแต่ปี 2522 

ในปัจจุบัน ชาติที่ให้การรับรองว่าดินแดนซาฮาราตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของโมร็อกโก ได้แก่ สเปน สหรัฐฯ และอิสราเอล โดยอังกฤษเป็นชาติล่าสุดที่ส่งสัญญาณว่าเห็นด้วยกับจุดยืนของโมร็อกโก

ขณะที่ฝรั่งเศสปฏิเสธการรับรอง อาจพออธิบายได้ว่าเหตุใดโมร็อกโกจึงเลือกรับความช่วยเหลือจากอังกฤษและสเปน และปฏิเสธความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมเก่าที่เคยปกครองดินแดนตอนเหนือของทวีปแอฟริกานานกว่า 40 ปี

ข้อพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก

ซาฮาราตะวันตกเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ติดกับประเทศโมร็อกโก มอริเตเนีย และแอลจีเรีย โดยข้อพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) เกิดขึ้นนับตั้งแต่เจ้าอาณานิคมเก่าอย่างสเปน ถอนตัวออกจากดินแดนนี้ไปในปี 2518

หลังจากที่สเปนออกไปจากดินแดนนี้ไป 1 ปี โมร็อกโกก็ประกาศผนวกซาฮาราตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของตน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถูกต่อต้านจากกลุ่มสาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาฮารา (SADR) และแนวร่วมโปลิสซารีโอ (The Polisario Fornt) หรือการรวมตัวกันของชนพื้นเมืองซาห์ราวี ต่อสู้เพื่อเอกราชเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มายาวนาน

ทั้งสองฝ่ายต่อสู้ยาวนาน จนกระทั่งปี 2534 UN เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงหยุดยิง พร้อมเรียกร้องให้มีการทำประชามติถามความต้องการของประชาชนที่อาศัยอยู่เหนือดินแดนซาฮาราตะวันตกว่าต้องการเอกราช หรือเป็นส่วนหนึ่งของโมร็อกโก แต่จนถึงปัจจุบัน ประชามติดังกล่าวก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น

ความตึงเครียดเหนือซาฮาราตะวันตกปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2563 หลังโมร็อกโกส่งทหารเข้าไปปราบปรามการประท้วงของชาวซาห์ราวี ทำให้ SADR ประกาศให้ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโมฆะ 

ต่อมาในปี 2023 อิสราเอลรับรองว่าซาฮาราตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้โมร็อกโกเรียกร้องให้ฝรั่งเศสรับรองเช่นกัน เพราะมองว่าท่าทีของฝรั่งเศสจะมีผลต่อสหภาพยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ต้องการผสานความสัมพันธ์กับแอลจีเรีย คู่ขัดแย้งหลักของโมร็อกโก 

เพียง 4 ชาติที่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการให้ส่งทีมกู้ภัยเข้าช่วยเหลือ

จนถึงตอนนี้ (14 ก.ย.) ก็ยังมีเพียง 4 ชาติเท่านั้น (สเปน อังกฤษ กาตาร์ และยูเออี) ที่โมร็อกโกยอมการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการให้ส่งทีมกู้ภัยและทีมค้นหาเข้ามาในประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว และปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองทัพและเจ้าหน้าที่ของโมร็อกโก

ในขณะเดียวกัน ทางการโมร็อกโกก็ยังไม่ได้อนุมัติให้ทีมช่วยเหลือจากอิตาลี เบลเยี่ยม เยอรมนี และฝรั่งเศส เข้ามาร่วมภารกิจ 

ด้าน UN และสหรัฐฯ ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินเข้ามาช่วยประเมินความเสียหาย 

ภารกิจช่วยเหลือและค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย เนื่องจากทีมกู้ภัยประสบปัญหาในการเดินทางไปยังหมู่ที่ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือกลางหุบเขา เพราะตอนนี้ถนนหลายสายถูกตัดขาด ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวโมร็อกโกครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี

หนึ่งในทีมค้นหาของสเปน กล่าวว่า ความยากลำบากของภารกิจนี้ คือ บ้านเรือนของโมร็อกโกในบริเวณพื้นที่แผ่นดินไหว สร้างจากหิน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจึงพังลงมาทั้งหมด ต่างจากบ้านที่สร้างจากเหล็ก จะมีความแข็งแรงกว่า และยิ่งความช่วยเหลือล่าช้า โอกาสพบผู้รอดชีวิตก็จะน้อยลงตามไปด้วย

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงมหาดไทยโมร็อกโก ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ทางภาคตะวันตกของประเทศ อยู่ที่อย่างน้อย 2,900 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 5,500 ราย 

เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.11 น. ของวันที่ 8 ก.ย. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณเทือกเขาไฮแอตลาส ไม่ไกลจากเมืองมาร์ราเกช เมืองมรดกโลกของยูเนสโก

แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นการเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ของประเทศโมร็อกโก

ผู้เขียน : สุวินี โชติวินิจกุล

ที่มา : Atalayar , BBC 1 2 , The Christian Science Monitor , DW

หวิดบานปลาย เผยนักบินรัสเซีย ยิงมิสไซล์โจมตีเครื่องบินลาดตระเวนอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725214

หวิดบานปลาย เผยนักบินรัสเซีย ยิงมิสไซล์โจมตีเครื่องบินลาดตระเวนอังกฤษ

14 ก.ย. 2566 17:01 น.

หวิดบานปลาย เผยนักบินรัสเซีย ยิงมิสไซล์โจมตีเครื่องบินลาดตระเวนอังกฤษ

(ภาพประกอบ)

สงครามยูเครนเกือบยิ่งบานปลาย แหล่งข่าวอ้างนักบินรัสเซียพยายามยิงมิสไซล์ 2 ลูกโจมตีเครื่องบินลาดตระเวนอังกฤษ ขณะบินเหนือทะเลดำ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าได้รับคำสั่งให้ยิง แต่โชคดีที่พลาดเป้า

เมื่อ 14 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศรายงานเกิดเหตุการณ์ที่หวุดหวิดจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียที่ทำสงครามในยูเครน กับอังกฤษและชาติตะวันตก ทวีความรุนแรงขั้นแตกหัก เมื่อมีการเปิดเผยว่า นักบินรัสเซียพยายามยิงเครื่องบินลาดตระเวนลำหนึ่งของกองทัพอากาศอังกฤษ ขณะบินอยู่เหนือทะเลดำ เมื่อกันยายน ปีก่อน เนื่องจากนักบินรัสเซียคนดังกล่าวเข้าใจผิดว่าเขาได้รับอนุญาตให้ยิงได้

ตามรายงานระบุว่า นักบินประจำเครื่องบินขับไล่ SU-27 ของรัสเซียได้ยิงจรวด 2 ลูกเข้าใส่เครื่องบินลาดตระเวน RC-135 ของกองทัพอากาศอังกฤษเมื่อ 29 กันยายน 2566 โดยจรวดลูกแรกพลาดเป้า มากกว่าเกิดจาก ‘ความผิดพลาดทางเทคนิค’ ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้าง

ขณะนั้น เบน วอลเลซ รมว.กลาโหมอังกฤษรับทราบว่า เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้แจ้งต่อรัฐสภาว่า มีเครื่องบินขับไล่รัสเซีย 2 ลำกระทำการโดยประมาท บินเข้ามาใกล้เครื่องบินลาดตระเวนลำหนึ่งของกองทัพอากาศอังกฤษ ในระยะห่างเพียงแค่ 15 ฟุตเท่านั้น และมีเครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งของรัสเซียได้ยิงมิสไซล์หนึ่งลูกเข้าใส่เครื่องบินอังกฤษ

ด้านเซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหมรัสเซียตำหนิเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดความผิดพลาดทางเทคนิด และวอลเลซ รมว.กลาโหมอังกฤษก็ได้ยอมรับคำชี้แจงดังกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมรัสเซีย 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ แหล่งข่าวอาวุโสด้านกลาโหมชาติตะวันตก 3 คน เผยกับบีบีซีว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากทางการรัสเซียได้แจ้งให้เครื่องบินขับไล่รัสเซียเข้าสกัดเครื่องบินลาดตระเวนของอังกฤษที่บินอยู่เหนือทะเลดำ และนักบินรัสเซียนายหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเขาได้รับอนุญาตให้ยิงเครื่องบินลาดตระเวนลำหนึ่งของอังกฤษ 

ที่มา : Dailymail,BBC

แอปเปิลโต้ ฝรั่งเศส สั่งหยุดขาย ‘ไอโฟน 12’ ปล่อยรังสีสูงเกินกำหนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725161

แอปเปิลโต้ ฝรั่งเศส สั่งหยุดขาย ‘ไอโฟน 12’ ปล่อยรังสีสูงเกินกำหนด

14 ก.ย. 2566 15:10 น.

แอปเปิลโต้ ฝรั่งเศส สั่งหยุดขาย ‘ไอโฟน 12’ ปล่อยรังสีสูงเกินกำหนด

บริษัทแอปเปิลโต้ไอโฟน 12 ผ่านการรับรองจากหน่วยงานหลายประเทศ หลังฝรั่งเศสสั่งหยุดขายไอโฟน 12 พบว่าปล่อยรังสี หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสูงเกินกฎหมายกำหนด

เมื่อ 14 ก.ย. 2566 รอยเตอร์รายงานว่า บริษัทแอปเปิล บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลก ออกแถลงการณ์ตอบโต้ กรณีหน่วยงานกำกับดูแลคลื่นวิทยุไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของฝรั่งเศส (ANFR) ได้มีคำสั่งให้บริษัทแอปเปิลหยุดจำหน่ายโทรศัพท์สมาร์ทโฟน รุ่น ‘ไอโฟน 12’ (iPhone 12) ในประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากมีการปล่อยรังสีในระดับสูงเกินกว่ามาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้นั้น โดยบริษัทแอปเปิลชี้แจงว่า ไอโฟน 12 ซึ่งมีการเปิดตัวในปี ค.ศ. 2020 ได้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานจากหลายประเทศ เกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยรังสีของมือถือ ‘ไอโฟน 12’ 

ก่อนหน้านี้ หน่วยงาน ANFR ในฝรั่งเศสได้พบว่า ไอโฟน 12 ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระดับสูงเกินกำหนดตามกฎหมายในฝรั่งเศส หลังจากได้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ จำนวน 141 เครื่อง รวมทั้งไอโฟน 12 เกี่ยวกับการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และพบว่า ไอโฟน 12 ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อยู่ที่ระดับ 5.74 วัตต์ต่อกิโลกรัม หากถือไว้ในมือหรือใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินมาตรฐานของสหภาพยุโรปที่กำหนดไว้ 4 วัตต์ต่อกิโลกรัม แต่หากเก็บมือถือรุ่นนี้ไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเกตหรือในกระเป๋า ระดับการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายจะยังอยู่ในระดับมาตรฐาน

ความเคลื่อนไหวของทางการฝรั่งเศส ที่ออกคำสั่งให้บริษัทแอปเปิลหยุดจำหน่ายสมาร์ทโฟน ‘ไอโฟน 12’ ในฝรั่งเศส ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยในหลายประเทศของยุโรป หันมาตรวจสอบในเรื่องนี้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลคลื่นวิทยุไฟฟ้า BNetzA ในเยอรมนี อาจมีคำสั่งคล้ายกับฝรั่งเศสที่ให้ยุติการจำหน่ายไอโฟน 12 ในขณะที่ กลุ่มความปลอดภัยบริษัท OCU ในสเปน ได้เรียกร้องให้ทางการสเปนสั่งหยุดขายไอโฟน 12 ในประเทศเช่นกัน

ฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียน เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725158

ฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียน เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักอีก

14 ก.ย. 2566 14:43 น.

ฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียน เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักอีก

ทางการฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียนทุกแห่งในวันพฤหัสบดี หลังจากหน่วยงานสภาพอากาศออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักสูงสุดเป็นอันดับ 2 และยังประกาศเตือนน้ำท่วมเพิ่มเติมด้วย

ฮ่องกงต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วมอีกครั้ง หลังจากเพิ่งเผชิญฝนตกหนักที่สุดในรอบ 140 ปี จากอิทธิพลของไต้ฝุ่นไห่ขุย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีคำสั่งให้ปิดโรงเรียนทุกแห่ง และยกระดับเตือนภัยฝนตกหนักในระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยคาดว่าน่าจะมีปริมาณฝนเกิน 50 มิลลิเมตรใน 1 ชั่วโมง และอาจจะตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ตลาดหุ้นฮ่องกงยังคงเปิดทำการตามปกติ จนกว่าจะมีการยกระดับเตือนภัยขึ้นเป็นสีดำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

ฝนตกหนักในครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่หลายพื้นที่ของฮ่องกงยังคงฟื้นฟูความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นไห่ขุยที่พัดเข้าถล่มเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยเมืองบนเขาหลายแห่งยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มจากดินที่อุ้มน้ำฝนปริมาณมาก และยังมีบ้านหรูบนยอดเขาที่เห็นวิวทะเลที่ต้องอพยพออกมา เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการถล่มลงมาด้วย

โดยเหตุน้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้น้ำสูงระดับเอวทะลักเข้าท่วมถนนหนทาง ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟใต้ดิน รวมทั้งอุโมงค์เสียหายจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 144 คน.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “ฮ่องกง“

สเปนไม่พอใจ ชาย “ล่วงละเมิดทางเพศ” นักข่าวสาวระหว่างไลฟ์สด (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725116

สเปนไม่พอใจ ชาย "ล่วงละเมิดทางเพศ" นักข่าวสาวระหว่างไลฟ์สด (ชมคลิป)

14 ก.ย. 2566 13:44 น.

สเปนไม่พอใจ ชาย “ล่วงละเมิดทางเพศ” นักข่าวสาวระหว่างไลฟ์สด (ชมคลิป)

ตำรวจสเปนจับกุมชายคนหนึ่งต้องสงสัยว่าล่วงละเมิดทางเพศนักข่าวหญิง ในขณะที่เธอกำลังรายงานข่าวที่ถ่ายทอดสดทางทีวี

อิซา บาลาโด นักข่าวหญิงของสถานีโทรทัศน์กวาโตร (Cuatro) กำลังรายงานถึงรายละเอียดของข่าวการโจรกรรมในกรุงมาดริดเมื่อวันอังคารที่ (12 ก.ย.) ต่อมาได้มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ ภาพจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่าเขายื่นมือข้างหนึ่งออกไปแตะด้านหลังเธอ ก่อนที่จะขัดจังหวะการรายงานข่าวของเธอ เพื่อถามว่าเธอทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์แห่งใด

ในขณะที่ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ ผู้คนทั่วสเปนต่างพากันจับตามองในทันที หลายคนอ้างถึงแฮชแท็ก #SeAcabó (จบแล้ว) ที่เกิดขึ้นในขณะที่สเปนยังคงต่อสู้กับผลพวงของการจูบอันไม่พึงประสงค์ของ หลุยส์ รูเบียเลส ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ในพิธีมอบเหรียญรางวัลการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิงเมื่อเดือนที่แล้ว 

ไอรีน มอนเตโร รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงความเท่าเทียมของประเทศ ระบุบนสื่อโซเชียลมีเดียว่า “สิ่งที่เป็น ‘ปกติ’ จนถึงตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป การสัมผัสโดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นความรุนแรงทางเพศ และมันเพียงพอที่จะรับโทษได้”

โยลันดา ดิแอซ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและรองนายกรัฐมนตรีคนที่สอง เรียกร้องให้มีการลงโทษต่อการกระทำดังกล่าว “ความเป็นลูกผู้ชาย คือสิ่งที่ทำให้นักข่าวต้องทนทุกข์ทรมานกับการล่วงละเมิดทางเพศเช่นนี้ และทำให้ผู้รุกรานไม่สำนึกผิดต่อหน้ากล้อง”

ตำรวจกล่าวเมื่อวันอังคารว่า พวกเขาได้จับกุมชายคนหนึ่งซึ่งมีรายงานว่าอายุ 25 ปี ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศนักข่าวหญิง

ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ บาลาโด พยายามรายงานเรื่องการโจรกรรมต่อไป โดยบอกชายคนนั้นว่าเธออยู่ในกล้อง วินาทีต่อมา นาโช อาบัด พิธีกรรายการข่าวกล่าวขอโทษในขณะที่เขาขัดจังหวะเธอ โดยถามว่า “เขาเพิ่งแตะด้านหลังคุณเหรอ?” 

เมื่อเธอตอบว่าใช่ อาบัด ขอให้เธอนำชายคนนั้นมาอยู่หน้ากล้อง “เอาเจ้าโง่มาอยู่หน้ากล้องสิ” เขากล่าว

วิดีโอแสดงให้เห็นว่า บาลาโด ถอนหายใจก่อนที่จะยอมรับและเผชิญหน้ากับชายคนนั้น “ถึงจะอยากถามว่าเรามาจากช่องไหน คุณจำเป็นต้องมาแตะด้านหลังของฉันจริงๆ เหรอ?” เธอกล่าวต่อว่า “ฉันกำลังถ่ายทอดสด และฉันกำลังทำงาน”

ขณะที่ชายคนนั้นปฏิเสธว่าเขาไม่ได้แตะต้องเธอ บาลาโด ก็พยายามยุติการปฏิสัมพันธ์ “ฉันอยากขอให้คุณให้ฉันได้ทำงาน” ชายคนนั้นยังคงยืนกรานว่าเขาไม่ได้แตะต้องเธอ แม้ว่าเขาจะเอื้อมมือออกไปอีกครั้ง คราวนี้แตะผมของเธอในขณะที่เขาจากไป

ขณะที่พิธีกรรายการแสดงความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น บาลาโด ได้กล่าวขอโทษ แต่พิธีกรกล่าวว่า “ไม่ คุณไม่มีอะไรต้องเสียใจ มันทำให้ผมโกรธมาก”

ไม่นานหลังจากที่ บาลาโด อธิบายว่าชายคนนั้นกำลังเดินอ้อยอิ่งอยู่บนถนน เธอกล่าวว่า “ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคนที่เขาเจอ” ขณะที่เธอพูดกับกล้องว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอกังวล ชายคนนั้นก็เข้ามาหาอีกครั้ง โดยบอกให้เธอบอกความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

บริษัทมีเดียเซต เอสปันญา ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ กล่าวว่า ได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ และพวกเขาก็มาถึงที่เกิดเหตุภายในไม่กี่นาที “เราสนับสนุน อิซา บาลาโด นักข่าวของรายการ “เอน โบคา เด โตโดส” อย่างเต็มที่ หลังจากสถานการณ์ที่เธอต้องทนทุกข์ทรมานในวันนี้” 

ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียได้กล่าวยกย่องความเป็นมืออาชีพของ บาลาโด หลายคนพยายามที่จะสร้างบริบทของเหตุการณ์โดยคำนึงถึงการกีดกันทางเพศในชีวิตประจำวันที่ครอบงำประเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ริต้า เมสเตร นักการเมืองจากพรรคมาส มาดริด กล่าวว่า “เมื่อไม่นานมานี้ หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น มันอาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ทุกวันนี้สามัญสำนึกบอกเราว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นเรียกว่าสตรีนิยม”.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

‘สุรเดช’ผลักดันมังคุดคุณภาพภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756707

‘สุรเดช’ผลักดันมังคุดคุณภาพภาคใต้

‘สุรเดช’ผลักดันมังคุดคุณภาพภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร โดยตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่มังคุด หมู่ 6 ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ร่วมแลกเปลี่ยนรับฟังปัญหา โดยมีนายอุดมเกียรติ เกิดสม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสุรเดช กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการผลิตมังคุดที่มีคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ต้องให้ความรู้ด้านการผลิตมังคุดคุณภาพ / มังคุดนอกฤดูกาล การจัดการผลผลิต การจัดการศัตรูพืช และการเชื่อมโยงตลาด พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมแก่เกษตรกร ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ

ทั้งนี้ ได้บูรณาการทำงานในพื้นที่เพื่อควบคุมคุณภาพของมังคุด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประชุมวางแผนรวบรวมผลผลิตมังคุดและกระจายผลผลิตมังคุด ปี 2566 เพื่อติดตามสถานการณ์ ทั้ง 11 อำเภอ และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้เกิดการรวมกลุ่ม และการคัดเกรดคุณภาพผลผลิตแล้ว ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพ มีความพร้อมในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเพื่อจำหน่าย 15 กลุ่มอีกทั้งได้สนับสนุนการรับรองมาตรฐาน GAP มังคุดส่งออกของ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันมี 9,603 แปลง พื้นที่ 36,319 ไร่ มีเกษตรแปลงใหญ่มังคุด 36 แปลง

เกษตรฯไฟเขียว แผนงานดิจิทัล พัฒนาศักยภาพ ทันสถานการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756703

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลและกำกับดูแลข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2566 โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการดิจิทัลของกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ.2566-2570 โดยมีวิสัยทัศน์ปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล คือยุคที่การผลิต การบริโภคสินค้า และผลิตภัณฑ์เกษตรของประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และทรัพยากรอื่นใด

ทั้งนี้ มีเป้าหมาย ดังนี้ 1.กระทรวงเกษตรฯ สามารถเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและมีกระบวนการทำงานที่เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation) 2.ข้อมูลด้านการเกษตรมีความพร้อมใช้งาน น่าเชื่อถือ หน่วยงานในสังกัดสามารถเชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำหรับการบริหารและบริการประชาชน/เกษตรกร/ผู้ประกอบการ) (Data and Data Analytics) 3.ผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและได้รับบริการแบบดิจิทัลที่ตอบสนองต่อความต้องการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและอำนวยความสะดวก(e-Services) และ 4.บุคลากรและเกษตรกรมีทักษะดิจิทัล และเท่าทันสถานการณ์ยุคดิจิทัล (Digital Cultural and Skill) ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ

‘อภัย’ประชุมคกก.วัคซีนฯ พิจารณาใน7ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756705

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ผ่านระบบ Zoom Meetingโดยมีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ 2.ความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทย 3.การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

4.แนวทางการดำเนินงานจัดซื้อจัดหาวัคซีนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5.การให้บริการวัคซีนโปลิโอ สูตร 2 IPV + 3 OPV ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 6.ความก้าวหน้าการให้บริการวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) และ 7.การดำเนินงานเครือข่ายความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนแห่งอาเซียน ระหว่างปี 2565-2566

สศก.ตรวจอ่างนฤบดินทรฯ แหล่งน้ำทำเกษตร-ระบบนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756706

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (เขื่อนห้วยโสมง)อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553 ขณะนี้เสร็จสิ้นกว่า 91% คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2567 ลักษณะเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซนมีความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี และลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่ อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีใช้เป็นแหล่งน้ำด้านการอุปโภค-บริโภค และการประปา รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสีย อีกทั้งใช้อ่างเก็บน้ำเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ ลดโอกาสการเกิดไฟไหม้ป่า สศก.โดยศูนย์ประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 พบว่า ในปีเพาะปลูก 2565/2566 (พฤษภาคม 2565 -เมษายน 2566) สามารถจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ถึง 209 ล้านลบ.ม. ส่วนในช่วงฤดูฝนจัดสรรน้ำได้ 5 ล้านลบ.ม. เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ผลไม้ นาข้าว และบ่อปลา 1,775 ไร่ นอกจากนี้ยังใช้น้ำเพื่อชะลอความเค็มในลุ่มน้ำบางปะกงในช่วงฤดูแล้ง 205 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ โครงการฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ เช่น ผลกระทบจากการขุดและถมพื้นที่เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การสูญเสียพื้นที่ดินและทรัพยากรดินบางส่วนเพื่อใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเดิมของดินในกิจกรรมก่อสร้างโดยเกษตรกรภายใต้แผนดังกล่าว จะได้รับการอบรมถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการผลิตแบบเกษตรผสมผสาน รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเมื่อติดตามผลแต่ละด้าน พบว่าด้านเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตร พร้อมสนับสนุนพันธุ์ไม้ ปุ๋ยคอก และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชทางเลือกใหม่

ขณะที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการป้องกันการเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่ชลประทาน โดยส่งเสริมการปรับปรุงดิน และการพัฒนาเกษตรกรด้านการพัฒนาที่ดิน พร้อมสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ กรมประมง ดำเนินการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และการส่งเสริมการเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในช่วงฤดูปลามีไข่ พร้อมสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหาร ส่งผลให้เกษตรกรร้อยละ 23 มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น