โมร็อกโกกู้ภัยถึงพื้นที่ดินไหว ขุดเจอแต่ศพใต้ซากปรักหักพัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724714

โมร็อกโกกู้ภัยถึงพื้นที่ดินไหว ขุดเจอแต่ศพใต้ซากปรักหักพัง

13 ก.ย. 2566 09:11 น.

โมร็อกโกกู้ภัยถึงพื้นที่ดินไหว ขุดเจอแต่ศพใต้ซากปรักหักพัง

ชาวโมร็อกโกในหลายพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ยังคงรอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยและทีมอาสาสมัครจากต่างชาติ หลังเผชิญโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหว 6.8 แมกนิจูด ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 63 ปีของโมร็อกโก ท่ามกลางความกังวลเรื่องกรอบเวลาการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ ใต้ซากปรักหักพัง เนื่องด้วยเวลาล่วงเลยมากว่า 5 วัน หลังธรณีพิโรธอุบัติขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ทางการโมร็อกโกเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยบางส่วนเริ่มเข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติรอบๆจุดศูนย์กลางแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และเร่งมือค้นหาผู้รอดชีวิต แต่หลายหมู่บ้านมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะเลวร้าย อย่างหมู่บ้านทาโนอิสเตที่อาคารบ้านเรือนพังทุกหลัง หรือหมู่บ้านอิจูกักที่เจ้าหน้าที่พบแต่ผู้เสียชีวิต ทั้งยังมีกลิ่นเน่าเปื่อยตลบอบอวลมาจากใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานต่อมาว่าทางการปรับตัวเลขผู้เสียชีวิตเป็น 2,862 ศพ บาดเจ็บ 2,562 คน พร้อมประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยปฏิบัติการค้นหายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนองค์การยูนิเซฟ หรือกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ เผยว่ามีเด็กได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่า 100,000 คน แต่ตัวเลขเด็กที่เสียชีวิตและบาดเจ็บยังไม่แน่ชัด.

พิพิธภัณฑ์ดัตช์ได้คืนภาพวาดแวนโก๊ะ ที่ถูกขโมยไปตั้งแต่ช่วงโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724713

พิพิธภัณฑ์ดัตช์ได้คืนภาพวาดแวนโก๊ะ ที่ถูกขโมยไปตั้งแต่ช่วงโควิด

13 ก.ย. 2566 09:03 น.

พิพิธภัณฑ์ดัตช์ได้คืนภาพวาดแวนโก๊ะ ที่ถูกขโมยไปตั้งแต่ช่วงโควิด

พิพิธภัณฑ์ศิลปะในเนเธอร์แลนด์สุดแสนดีใจ ได้คืนภาพวาดสีน้ำมัน ผลงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ ที่เคยถูกจารกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์ เมื่อ 3 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า นายแอนเดรียส์ บลูห์ม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์โกรนิงเกอร์ ในเมืองโกรนิงเกน ของเนเธอร์แลนด์ แถลงว่า ทางพิพิธภัณฑ์ได้คืนภาพวาดสีน้ำมัน “The Parsonage Garden at Nuenen in Spring” ผลงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ จิตรกรเอกชาวดัตช์ผู้เลื่องชื่อ ซึ่งภาพนี้ถูกจารกรรมไปเมื่อ 3 ปีก่อน ก่อนที่นักสืบจะช่วยตามหาเอาภาพกลับมาคืนได้ในสภาพเสียหายเล็กน้อย

นายบลูห์ม กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับภาพวาดชิ้นนี้กลับคืนมา โดยภาพนี้วาดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1884 หรือเมื่อ 139 ปีก่อน และถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ “เดอะ ซิงเงอร์ ลาเรน” ทางตะวันออกของกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ขอเช่าจากพิพิธภัณฑ์โกรนิงเกอร์ไปจัดแสดง เมื่อเดือนมีนาคม 2563

ทางผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ยังกล่าวยกย่องนายอาร์เธอร์ แบรนด์ นักสืบด้านแวดวงศิลปะ ผู้ไขปริศนาการหายไปของภาพวาดชิ้นนี้ได้สำเร็จ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดของการค้นพบภาพวาด โดยภาพวาดจะถูกเก็บรักษาไว้ชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ก่อนที่ทางผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์จะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการตรวจสอบซ่อมแซมภาพนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และจะมีการนำภาพนี้ออกแสดงในอนาคต.

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดการไต่สวนอิมพีชเมนต์ ปธน.ไบเดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724708

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดการไต่สวนอิมพีชเมนต์ ปธน.ไบเดน

13 ก.ย. 2566 09:03 น.

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดการไต่สวนอิมพีชเมนต์ ปธน.ไบเดน

ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมาธิการของสภาฯ ได้เริ่มต้นกระบวนการไต่สวนเพื่อขอถอดถอนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกจากตำแหน่ง

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 นายเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมาธิการของสภาฯ ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ได้เริ่มต้นกระบวนการไต่สวนเพื่อขอถอดถอนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกจากตำแหน่ง ภายใต้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และการทุจริตฉ้อโกง

นับเป็นความพยายามของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในการถอดถอนประธานาธิบดีไบเดน จากพรรคเดโมแครต โดยที่ผ่านมา สส.ฝ่ายรีพับลิกัน ได้กล่าวหาว่านายไบเดนว่าได้รับผลประโยชน์จากการดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างปี 2552-2560 จากการที่นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของเขาดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ แต่ไม่เคยมีการยืนยันด้วยข้อมูลหลักฐานใดๆ

ทั้งนี้ สภาล่างที่เดโมแครตเคยครองเสียงข้างมาก ได้เคยเดินหน้ากระบวนการขอถอดถอนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึง 2 ครั้ง เมื่อปี 2562 และ 2564 แต่วุฒิสภามีมติว่าอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีความผิดทั้ง 2 ครั้ง ทำให้ในครั้งนี้บรรดา สส.รีพับลิกันบางส่วนได้พยายามกดดันให้นายแมคคาร์ธี เดินหน้ากระบวนการขอถอดถอนประธานาธิบดีไบเดนอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงก่อนเริ่มการพิจารณาร่างงบประมาณ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกระบวนการไต่สวนเพื่อขอถอดถอนประธานาธิบดีบ่อยครั้งในอดีต แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีถูกถอดถอนจากตำแหน่งจากกระบวนการอิมพีชเมนต์เลย.

ตีแผ่วงการแพทย์อังกฤษ ศัลยแพทย์หญิง 2 ใน 3 ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724513

ตีแผ่วงการแพทย์อังกฤษ ศัลยแพทย์หญิง 2 ใน 3 ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

13 ก.ย. 2566 08:00 น.

ตีแผ่วงการแพทย์อังกฤษ ศัลยแพทย์หญิง 2 ใน 3 ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

  • ผลการศึกษาเผยข้อมูลที่น่าตกใจในวงการแพทย์อังกฤษ โดยพบว่าศัลยแพทย์สาวถึง 2 ใน 3 ตกเป็นเป้าหมายของการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งผู้ก่อเหตุก็คือเพื่อนร่วมงานของพวกเธอ
  • เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศส่วนใหญ่มักจะเป็นแพทย์หญิงฝึกหัด ซึ่งถูกศัลยแพทย์รุ่นพี่ล่วงละเมิด โดยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ถูกกระทำมักไม่กล้ารายงาน เนื่องจากกลัวกระทบต่อหน้าที่การงานของตัวเอง
  • การล่วงละเมิดทางเพศที่พบเกิดขึ้นในหลายรูปแบบนับตั้งแต่การถูกเนื้อต้องตัว ตามแขน การจับหน้าอก ไปจนถึงการเสนอโอกาสการทำงานแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ และเลวร้ายที่สุดคือถูกข่มขืน 

นับเป็นเรื่องราวที่ตีแผ่ความอื้อฉาวในแวดวงการแพทย์ของอังกฤษครั้งใหญ่ เมื่อสื่ออังกฤษเปิดเผยผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เอ็กเซเตอร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัย เซอร์เรย์ และกลุ่มคณะทำงานเพื่อรณรงค์ยุติการล่วงละเมิดในแวดวงผ่าตัด ที่พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีศัลยแพทย์สาวจำนวนมาก ตกเป็นเป้าหมายของการล่วงละเมิดทางเพศ หนำซ้ำรูปแบบการกระทำแบบนี้ก็ยังคงเกิดจนถึงทุกวันนี้ภายในโรงพยาบาลในเครือของหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHS ซึ่งผลการค้นพบครั้งนี้ทำให้ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ของอังกฤษระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง

จากการสอบถามเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ต่างให้ข้อมูลว่า การล่วงละเมิดทางเพศที่พบเกิดขึ้นในหลายรูปแบบนับตั้งแต่การถูกเนื้อต้องตัว ลูบไล้ตามแขน สัมผัสโดนหน้าอก ไปจนถึงการเสนอโอกาสการทำงานแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ และเลวร้ายที่สุดคือถูกข่มขืน โดย 2 ใน 3 ของศัลยแพทย์หญิงที่ให้ข้อมูลกับนักวิจัยระบุว่า พวกเธอตกเป็นเป้าของการล่วงละเมิดทางเพศ และ 1 ใน 3 ระบุว่าพวกเธอถูกเพื่อนร่วมงานล่วงละเมิดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่พวกเธอไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับใครเพราะกลัวว่าจะกระทบต่อหน้าที่การงานของพวกเธอ และไม่แน่ใจว่าหน่วยงานต้นสังกัดหรือ NHS จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

หนึ่งในเหยื่อที่เปิดเผยชื่อว่า จูดิธ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาศัลยแพทย์ เล่าว่า เธอเคยเจอกับประสบการณ์เลวร้ายในห้องผ่าตัดในตอนที่เธอเพิ่งเริ่มงานใหม่ๆ และยังไม่มีอำนาจใดๆ โดยในเวลานั้นศัลยแพทย์ชายที่อาวุโสกว่ากำลังผ่าตัดและเหงื่อออก จากนั้นเขาก็หันมาหาเธอและซุกหน้าไปที่หน้าอกของเธอเพื่อเช็ดเหงื่อ เท่านั้นยังไม่พอเขายังทำอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเธอรู้สึกขยะแขยงและตกใจ แต่ก็ทำได้เพียงเสนอจะไปเอาผ้าเช็ดหน้ามาให้แทน แต่เขากลับตอบว่า ไม่เอา แบบนี้สนุกกว่า  แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือเพื่อนร่วมงานของเธอทุกคนไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

แอนน์ (นามสมมติ) เป็นเหยื่ออีกคนที่เปิดใจกับสำนักข่าวบีบีซี เพราะเธอเชื่อว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีคนกล้าพูดออกมาเท่านั้น โดยกรณีของเธอถึงขั้นถูกขืนใจ โดยเกิดขึ้นในงานอีเวนต์การประชุมทางการแพทย์ โดยในตอนนั้นเธอเป็นเพียงแพทย์ฝึกหัด และผู้ก่อเหตุเป็นที่ปรึกษาของเธอ โดยเธอระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะเธอเชื่อใจเขา เพียงเพราะเธอยอมให้เขาไปส่งเธอที่ที่พัก แต่เขากลับใช้โอกาสนั้นขืนใจเธอ โดยที่เธอไม่คาดคิด

สั่นคลอนความเชื่อมั่นในตัวศัลยแพทย์

นับเป็นวัฒนธรรมภายในที่ยอมรับกันมานานที่จะยอมปิดปากเงียบกับพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านี้ เพราะศัลยแพทย์ฝึกหัดมักจะต้องเรียนรู้จากรุ่นพี่ และเพื่อนร่วมงานในการศึกษาการผ่าตัด โดยเฉพาะผู้หญิงจะถูกหล่อหลอมมาว่า ไม่ควรจะป่าวประกาศเรื่องนี้ ยิ่งถ้าหากคู่กรณีเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า หรือมีอิทธิพลต่ออาชีพการงานของพวกเธอ

แต่การตีพิมพ์รายงานเรื่องนี้ทางวารสาร บริติช เจอร์นัล ออฟ เซอเจอรี นับเป็นครั้งแรกในความพยายามที่จะเปิดโปงและแก้ไขให้เรื่องที่บิดเบี้ยวอยู่นี้ให้กลับมาอยู่ในครรลองที่ควร โดยเปิดโอาสให้ศัลยแพทย์ทั้งชายและหญิง สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลได้ตามความสมัครใจโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน โดยมีคนเข้าไปร่วมให้ข้อมูล 1,434 คน ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง โดยจากข้อมูลพบว่า

63 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงตกเป็นเป้าของการล่วงละเมิดทางเพศจากเพื่อนร่วมงาน

30 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยเพื่อนร่วมงาน

11 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงรายงานว่า เคยถูกบีบบังคับในการสัมผัสทางกาย เพื่อแลกกับโอกาสในหน้าที่การงาน และมีอย่างน้อย 11 เหตุการณ์ที่ถึงขั้นถูกข่มขืน

90 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิง และ 81 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชาย เคยพบเห็นการพยายามล่วงเกิน หรือล่วงละเมิด ในขณะที่ในรายงานยังแสดงให้เห็นว่าผู้ชายเองก็ตกเป็นเหยื่อได้ด้วยเช่นกัน โดยมี 24 เปอร์เซ็นต์ เคยถูกล่วงละเมิด ซึ่งการค้นพบครั้งนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อวิชาชีพนี้ไม่น้อย และย่อมเกิดคำถามว่า ผู้หญิงที่จะเข้ามาทำอาชีพศัลยแพทย์ยังมีความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งการเปิดเผยข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นเพียงบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่จะต้องไม่ทนกับการถูกล่วงละเมิดในที่ทำงาน โดยเฉพาะจากผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานอีกต่อไป รวมทั้งต้องมีกลไกบางอย่างของต้นสังกัดที่จะช่วยเหลือ ดูแลผู้ที่ตกเป็นเหยื่อให้กล้าที่จะออกมาแสดงตัว และนำไปสู่บทลงโทษของผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวที่จะเป็นฝ่ายสูญเสียหน้าที่การงาน แทนที่จะต้องให้เหยื่อผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นผู้หวาดกลัวทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้กระทำผิดอะไรเลย.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : บีบีซี, เดอะการ์เดียน

ติดตามรายงานพิเศษที่น่าสนใจได้ที่  special content

ลิเบียอ่วม น้ำท่วมใหญ่เขื่อนแตก 2 จุด คาดดับ 5,000 ศพ หายอีกนับหมื่น (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724686

ลิเบียอ่วม น้ำท่วมใหญ่เขื่อนแตก 2 จุด คาดดับ 5,000 ศพ หายอีกนับหมื่น (คลิป)

13 ก.ย. 2566 06:00 น.

ลิเบียอ่วม น้ำท่วมใหญ่เขื่อนแตก 2 จุด คาดดับ 5,000 ศพ หายอีกนับหมื่น (คลิป)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของลิเบียเผชิญน้ำท่วมหนักจนเขื่อนแตกไป 2 จุด คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจถึง 5,000 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้สูญหายอีกนับหมื่นคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเทเมอร์ รามาดาน ผู้แทนลิเบียประจำสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) บอกกับผู้สื่อข่าวในนครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ 12 ก.ย. 2566 ว่า จำนวนผู้สูญหายในเหตุน้ำท่วมที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของลิเบียมีมากกว่า 10,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ด้านกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลภาคตะวันออกของลิเบียระบุในวันเดียวกันว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 5,300 ศพแล้ว โดยในหมู่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวอียิปต์อย่างน้อย 145 ราย

เมืองเดอร์นาทางตะวันออกซึ่งมีประชากรราว 100,000 คน ได้รับความเสียหายมากที่สุด หลังจากเขื่อนแตก 2 จุดทำให้น้ำพัดเข้าสู่เมือง สร้างความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,300 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกมากถึง 6,000 ราย ตามการเปิดเผยของนายโอธแมน อับดุลจาลิล รัฐมนตรีสาธารณสุขของรัฐบาลตะวันออก

ขณะที่นาย โอซามา อาลี โฆษกสำนักงานบริการฉุกเฉินและรถพยาบาล บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า สถานการณ์ในเมืองเดอร์นาเข้าขั้นหายนะ อาคารสูงริมแม่น้ำถูกซัดพังถล่ม บ้านเรือนและรถยนต์ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำพร้อมกับผู้คน โรงพยาบาลในเมืองไม่สามารถปฏิบัติการได้และโรงเก็บศพก็เต็มแล้ว ส่งผลให้ศพผู้เสียชีวิตถูกทิ้งไว้หน้าอาคารเก็บศพ

สัญญาณโทรศัพท์ในเมืองเดอร์นาก็ถูกตัดขาด ทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือซับซ้อนขึ้น เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่สามารถเข้าสู่เมืองได้ เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เหตุน้ำท่วมเกิดขึ้นเพราะฝนตกหนักจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงมาก อันเป็นส่วนที่ยังหลงเหลือของพายุแดเนียล ที่พัดถล่มประเทศกรีซเมื่อสัปดาห์ก่อนจากนั้นจึงเคลื่อนตัวลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแผ่อิทธิพลเล่นงานลิเบียตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ (10 ก.ย.)

ดร.คาร์สเติน ฮอยชไตน์ นักอุตุนิยมวิทยาจากมหาวิทยาลัยไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี ระบุว่า พายุดังกล่าวมาในช่วงที่อุณหภูมิของมหาสมุทรทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน ขณะที่อุณหภูมิของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็สูงกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้พายุแดเนียลสร้างฝนมากขึ้นและรุนแรงขึ้น

สถานการณ์ในลิเบียยิ่งทำให้พวกเขาอ่อนแอต่อสภาพอากาศสุดขั้ว เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมานานนับทศวรรษ ทำให้การปกครองในประเทศแบ่งเป็น 2 ฝ่ายได้แก่ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (GNU) ที่กรุงตริโปลี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ นำโดยนาย อับดุลฮามิด เดเบห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

ขณะที่ในภาคตะวันออกถูกควบคุมโดนผู้บัญชาการ คาลิฟา ฮัฟตาร์ และกองทัพแห่งชาติลิเบีย (LNA) ของเขา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาตะวันออก ที่นำโดยนาย โอซามา ฮาหมัด โดยเมืองเดอร์นาอยู่ห่างจากเมืองเบงกาซีทางตะวันออกเพียง 300 กม. ทำให้มันอยู่ในการควบคุมของผู้การฮัฟตาร์

นายอาห์เหม็ด มิสมารี โฆษกของ LNA ระบุว่าน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อหลายเมือง รวมถึงเมือง อัล-เบย์ดา, โตบรุค, ตาเคนิส, อัล-บายาดา และบัตตาห์ รวมถึงเมืองชายฝั่งทางตะวันออกยาวไปจนถึงเมืองเบงกาซี มีอาคารที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 37 หลังถูกพัดลงสู่ทะเล

นายมิสมารียอมรับว่า พวกเขาไม่ได้เตรียมการเพื่อรับมือหายนะครั้งใหญ่ขนาดนี้ และตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องการที่ค้นหาที่เชี่ยวชาญใน 3 ได้ รวมถึงการเก็บกู้ศพจากพื้นที่ภูเขา, ที่เก็บกู้ศพใต้ซากปรักหักพัง และทีมเก็บกู้ศพที่ถูกซัดลงทะเล โดยกองทัพส่งทหารไปหลายหมื่นนายแล้ว และหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปูตินลั่น โซเวียตรุกรานฮังการี-เชโกสโลวาเกีย เป็นความผิดพลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724682

ปูตินลั่น โซเวียตรุกรานฮังการี-เชโกสโลวาเกีย เป็นความผิดพลาด

13 ก.ย. 2566 04:35 น.

ปูตินลั่น โซเวียตรุกรานฮังการี-เชโกสโลวาเกีย เป็นความผิดพลาด

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียระบุว่า การที่โซเวียตบุกรุกฮังการีกับเชโกสโลวาเกียในอดีตนั้น เป็นความผิดพลาด และตอนนี้ชาติตะวันตกก็กำลังทำพลาดแบบเดียวกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียจัดงานประชุมเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Forum) ที่เมืองวลาดิวอสตอก ทางตะวันออกไกลของประเทศเมื่อวันอังคารที่ 12 ก.ย. 2566 โดยในงาน วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ถูกพิธีกรถามว่า จะตอบอย่างไรหากมีคนพูดว่า สหภาพโซเวียตทำตัวเป็นผู้ล่าอาณานิคม ตอนที่พวกเขายกทัพรุกรานฮังการีกับเชโกสโลวาเกียในปี 2499 กับ 2511 ตามลำดับ

ปูตินตอบว่า “เรายอมรับมานานแล้วว่านโยบายของโซเวียตในส่วนนั้นเป็นความผิดพลาด และทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครสามารถมีนโยบายต่างประเทศ ที่ทำร้ายผลประโยชน์ของผู้อื่นได้”

ผู้นำรัสเซียกล่าวต่อว่า ตอนนี้หลายประเทศในโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ กำลังทำเรื่องผิดพลาดแบบที่โซเวียตเคยทำ “พวกเขาสร้างแรงกดดันต่อชาติพันธมิตร ที่เรียกว่าหุ้นส่วน พวกเขาไม่มีเพื่อน พวกเขามีเพียงผลประโยชน์ นั่นคือการสานต่อสูตรการปกครองของจักรวรรดิบริติชซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี”

ทั้งนี้ สหภาพโซเวียตยกทัพรุกรานฮังการีกับเชโกสโลวาเกีย หลังจากเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ เรียกร้องอิสรภาพมากขึ้น ขณะที่คำพูดของปูตินเกิดขึ้นในขณะที่กองทัพรัสเซียยังคงต่อสู้อยู่ในประเทศยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด แรดจู่โจม จนท.สวนสัตว์ออสเตรียดับคาที่ อีกรายโดนทำร้ายเจ็บหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724680

สลด แรดจู่โจม จนท.สวนสัตว์ออสเตรียดับคาที่ อีกรายโดนทำร้ายเจ็บหนัก

13 ก.ย. 2566 03:59 น.

สลด แรดจู่โจม จนท.สวนสัตว์ออสเตรียดับคาที่ อีกรายโดนทำร้ายเจ็บหนัก

แรดในสวนสัตว์ของประเทศออสเตรีย ทำร้ายเจ้าหน้าที่หญิงจนเสียชีวิต และทำร้ายเจ้าหน้าที่อีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้มันก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แรดตัวหนึ่งก่อเหตุจู่โจมเจ้าหน้าที่สวนสัตว์หญิงวัย 33 ปีรายหนึ่ง ระหว่างที่เธอเข้าไปดูแลมันในคอก ที่สวนสัตว์ ‘ซัลบวร์ก เฮลล์บรุนน์’ (Salzburg Hellbrunn) ในประเทศออสเตรีย เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 12 ก.ย. 2566 ทำให้เธอเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ตำรวจเมืองซัลบวร์กเปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ชายวัย 34 ปีอีกคนก็ถูกแรดตัวเดียวกันทำร้าย ขณะพยายามขู่ให้มันกลัวแล้วไปจากเจ้าหน้าที่คนแรก ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซัลบวร์ก และต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน

น.ส.อุลริค อุลมันน์ โฆษกหญิงของสวนสัตว์ซัลบวร์กระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าขณะเจ้าหน้าที่กำลังทายาไล่แมลงให้กับกลุ่มแรด ซึ่งกระทำเป็นกิจวัตร และมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน “พวกเราช็อกมาก และยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

ทั้งนี้ ข้อมูลบนเว็บไซต์ของสวนสัตว์ซัลบวร์กระบุว่า พวกเขามีสัตว์กว่า 1,500 ตัว จำนวน 150 สายพันธุ์ รวมถึงแรดขาว 4 ตัว แบ่งเป็นเพศเมีย 2 ตัว ได้แก่ เยติ กับทามิกะ และตัวผู้อีก 2 ตัวคือ ทามู กับอาธอส

อนึ่งแรดขาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก สามารถมีน้ำหนักตัวได้ตั้งแต่ 3,080-7,920 ปอนด์ โดยในปัจจุบันเหลือแรดขาวในธรรมชาติไม่ถึง 16,000 ตัวแล้ว ทำให้มันถูกจัดเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

ที่มา : cnn

อินเดียพบผู้เสียชีวิตจากไวรัส ‘นิปาห์’ 2 ศพ ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 2 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724678

อินเดียพบผู้เสียชีวิตจากไวรัส ‘นิปาห์’ 2 ศพ ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 2 ราย

13 ก.ย. 2566 02:33 น.

อินเดียพบผู้เสียชีวิตจากไวรัส ‘นิปาห์’ 2 ศพ ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 2 ราย

อินเดียพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสนิปาห์ 2 ศพ ในรัฐเกรละ และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 2 ราย เตรียมใช้มาตรการกักกันและตรวจโรควงกว้างป้องกันเชื้อระบาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่จากสถาบันไวรัสวิทยาแห่งชาติของประเทศอินเดีย เปิดเผยในวันอังคารที่ 12 ก.ย. 2566 ว่า พวกเขาพบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส ‘นิปาห์’ จำนวน 2 ศพ ในรัฐเกรละ โดยรายหนึ่งเสียชีวิตในเดือนนี้ ส่วนอีกรายเสียชีวิตเมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่พบด้วยว่าสมาชิกจากครอบครัวเดียวกันอีก 2 คน ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ โดยตัวอย่างของพวกเขาถูกส่งไปทดสอบแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจโรคครั้งใหญ่ในพื้นที่ที่พบผู้เสียชีวิต และใช้มาตรการกักกันเพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจาย

ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์ เป็นเชื้อก่อโรคสมองอักเสบที่มีอันตรายถึงชีวิต ติดต่อเข้าสู่มนุษย์ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับ ค้างคาว, หมู หรือมนุษย์ที่ติดเชื้อคนอื่นๆ โดยไวรัสชนิดนี้ถูกพบเป็นครั้งแรกในปี 2542 ระหว่างการระบาดหมู่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และผู้สัมผัสใกล้ชิดกับหมู่ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

เมื่อปี 2561 ไวรัสนิปาห์ระบาดในรัฐเกรละของอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 ศพ หลังจากนั้นไวรัสปะทุกลับมาเป็นครั้งคราวในรัฐเดียวกัน รวมถึงในปี 2564 โดยในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือวิธีรักษาเฉพาะสำหรับไวรัสชนิดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หมู่บ้านโมร็อกโกหาเหยื่อแผ่นดินไหวรายสุดท้าย-ยอดตายพุ่ง 2,900 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724672

หมู่บ้านโมร็อกโกหาเหยื่อแผ่นดินไหวรายสุดท้าย-ยอดตายพุ่ง 2,900 ศพ

13 ก.ย. 2566 00:42 น.

หมู่บ้านโมร็อกโกหาเหยื่อแผ่นดินไหวรายสุดท้าย-ยอดตายพุ่ง 2,900 ศพ

ผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในประเทศโมร็อกโก เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 2,900 ศพแล้ว ขณะที่ความหวังพบผู้รอดชีวิตลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.8 แมกนิจูด เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,901 ศพแล้ว ในวันอังคารที่ 12 ก.ย. 2566 ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวที่ 5,530 ราย หลังเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาดได้มากขึ้น

ผู้รอดชีวิตหลายคนต้องพักอาศัยในที่พักชั่วคราวต่อเนื่องมานาน 4 คืนแล้ว ขณะที่ชาวบ้านแถบภูเขาหลายคน ซึ่งถูกแรงสั่นสะเทือนทำลายอาคารบ้านเรือนจนแทบหมดสิ้น เริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจว่าพวกเขายังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเลย

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยของโมร็อกโกยังคงทำงานแข่งกับเวลา เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตแม้ว่าความหวังจะลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ถูกตัดขาดด้วยดินถล่มกีดขวางถนน มีการยกระดับปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ด้วยการตั้งเต็นท์และแจกน้ำกับอาหาร

แต่ดูเหมือนการแจกจ่ายไม่ทั่วถึง นายเมห์ดี เอต บูยาลี อายุ 24 ปี ซึ่งนอนในแคมป์บนถนน ตีซี เอ็น’เตสต์ (Tizi n’Test) ซึ่งเชื่อมเขตภูเขาห่างไกลกับเมืองมาร์ราเกช ร่วมกับผู้รอดชีวิตอีกหลายคนที่หมู่บ้านถูกทำลาย กล่าวว่า พวกเขาได้รับอาหารและผ้าห่มจากผู้ที่สัญจรผ่านมา แต่ยังไม่ได้อะไรจากภาครัฐเลย

ที่หมู่บ้านอามิซมิซ ชุมชนขนาดใหญ่บริเวณเชิงเขาแอตลาส ถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ ผู้ที่ไร้บ้านเพราะแผ่นดินไหวจำนวนหนึ่งได้รับเต็นท์สีเหลืองจากทางการเป็นที่พักชั่วคราว แต่อีกหลายคนยังต้องอาศัยเพียงผ้าห่มเท่านั้น

ทั้งนี้ หมู่บ้าน เคตโท (Kettou) เป็นหนึ่งในจุดที่เสียหายอย่างหนักเพราะแผ่นดินไหว แต่ชาวบ้านเคราะห์ดีรอดชีวิตทุกคน เนื่องจากตอนเกิดเหตุพวกเขากำลังเฉลิมฉลองพิธีแต่งงาน ทำให้ผู้คนออกมาร้องรำทำเพลงกันนอกบ้าน

แต่หลายหมู่บ้านไม่โชคดีแบบนั้น เช่นที่หมู่บ้าน อูร์กาเน (Ouirgane) บนเทือกเขาแอตลาส มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องหลับนอนในเต็นท์หรือซากบ้านที่ยังหลงเหลือ และตอนนี้พวกเขาค้นหาเหยื่อแผ่นดินไหวรายสุดท้ายของหมู่บ้าน เป็นหญิงวัย 40 ปี ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร 2 ชั้น หลังพบศพลูกสาววัย 17 ปี ของเธอเมื่อบ่ายวันอังคาร

ที่มา : reuters , bbc

นาทีสะพรึง ลิเบียเขื่อนแตก มวลน้ำมหาศาลทะลัก หนีไม่ทัน คาดตายหลายพัน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724607

นาทีสะพรึง ลิเบียเขื่อนแตก มวลน้ำมหาศาลทะลัก หนีไม่ทัน คาดตายหลายพัน (คลิป)

12 ก.ย. 2566 19:38 น.

นาทีสะพรึง ลิเบียเขื่อนแตก มวลน้ำมหาศาลทะลัก หนีไม่ทัน คาดตายหลายพัน (คลิป)

เปิดนาทีสุดสะพรึง เขื่อนสองแห่งในลิเบียแตก มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าท่วมน่ากลัวหลายเมืองทางภาคตะวันออก หลังฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุแดเนียล หวั่นยอดตายหลายพันศพ

เมื่อ 12 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศและสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่คลิปนาทีสุดสะพรึง เขื่อนสองแห่งในลิเบียแตก ทำให้มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักรุนแรง ท่วมหลายเมืองทางภาคตะวันออกของลิเบีย โดยเฉพาะ เมืองเดอร์นา ต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลังเกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุแดเนียล ซึ่งก่อนหน้าได้ถล่มประเทศกรีซ ขณะที่ตอนนี้มีความหวั่นวิตกว่ามหาอุทกภัยในลิเบียครั้งนี้อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงหลายพันศพ 

จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีลิเบียคนหนึ่ง เผยว่า พื้นที่ 1 ใน 4 ของเมืองเดอร์นาถูกน้ำท่วมสูง และทีมกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตในเมืองเดอร์นากว่า 1,000 ศพแล้ว  

ชมคลิป : ที่นี่

สภาพความเสียหายในเมืองเดอร์นา ทางภาคตะวันออกของลิเบีย หลังเผชิญมหันตภัยเขื่อนแตก มวลน้ำมหาศาลบ่าทะลักท่วม เนื่องจากฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุแดเนียล

นายอาห์เหม็ด อัล-มอสมารี โฆษกกองทัพลิเบีย ประจำภาคตะวันออกกล่าวว่า ขณะนี้จำนวนผู้เสียชีวิตในเมืองเดอร์นาได้เลย 2,000 ศพแล้ว และขณะนี้ประชาชนประมาณ 5,000-6,000 คนยังสูญหาย หลังจากเขื่อนสองแห่งใกล้เมืองเดอร์นาแตก ทำให้น้ำทะลักท่วมฉับพลันจนประชาชนหนีไม่ทัน

ขณะที่ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอนาทีระทึก มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าทะลักลงมาอย่างน่ากลัว จนทำให้รถยนต์จำนวนมากถูกน้ำซัด และคนในรถพยายามหาทางเอาชีวิตรอด มีทั้งปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคารถ และหาทางออกจากรถ.

ที่มา : Aljazeera