พายุถล่มลิเบีย ทำน้ำท่วม-เขื่อนแตก ตาย 2,000 สูญหายอีกนับหมื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724604

พายุถล่มลิเบีย ทำน้ำท่วม-เขื่อนแตก ตาย 2,000 สูญหายอีกนับหมื่น

12 ก.ย. 2566 18:57 น.

พายุถล่มลิเบีย ทำน้ำท่วม-เขื่อนแตก ตาย 2,000 สูญหายอีกนับหมื่น

ลิเบียยืนยัน พายุแดเนียลถล่มทางภาคตะวันออกของประเทศ ทำน้ำท่วม และเขื่อนแตก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ สูญหายอีกราว 10,000 คน และต้องพลัดถิ่นกว่า 20,000 คน

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์ภัยพิบัติพายุแดเนียลเข้าถล่มประเทศลิเบีย โดยได้รับการยืนยันจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงในลิเบียว่ามีผู้เสียชีวิต 2,084 ศพ และสูญหายอีก 10,000 คน ขณะที่หน่วยงานบริหารภาคตะวันออกของลิเบีย คาดการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจสูงขึ้น 3,000 ศพ

ลิเบียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติภัยธรรมชาติ หลังอิทธิพลจากพายุแดเนียลพัดเข้าถล่มภาคตะวันออกของประเทศ โดยเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ เมืองเดอร์นา ที่อยู่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากพายุได้ทำลายเขื่อน 2 แห่งเมืองจนแตก จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วเมือง 

ทางการลิเบีย ระบุ ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นผลพวงมาจากพายุแดเนียล ที่ตอนนี้ลดกำลังกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง โดยพายุลูกนี้เข้าถล่มกรีซเมื่อสัปดาห์ก่อน และเคลื่อนตัวผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาขึ้นฝั่งที่ลิเบียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ลิเบียถือเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมือง นับตั้งแต่พันเอกโมฮัมมา กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจในประเทศนานกว่า 40 ปี ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2554 นำไปสู่สงครามกลางเมือง และแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ซึ่งนานาชาติให้การรับรองรัฐบาลที่ตั้งอยู่ในกรุงตริโปลี อย่างไรก็ดี รัฐบาลนี้ไม่มีอำนาจและไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทางตะวันออกได้ 

อย่างไรก็ดี รัฐบาลที่กรุงตริโปลีก็ได้ส่งความช่วยเหลือเข้าไปยังเมืองเดอร์นาเรียบร้อยแล้ว 

ชมวิดีโอ : ที่นี่

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera, BBC, Reuters 

ทำคนตะลึงนึกว่า UFO มา สายฟ้าปริศนาในก้อนเมฆดำทะมึน ที่อังกฤษ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724547

ทำคนตะลึงนึกว่า UFO มา สายฟ้าปริศนาในก้อนเมฆดำทะมึน ที่อังกฤษ (คลิป)

12 ก.ย. 2566 18:09 น.

ทำคนตะลึงนึกว่า UFO มา สายฟ้าปริศนาในก้อนเมฆดำทะมึน ที่อังกฤษ (คลิป)

ทำคนตื่นตะลึง ก้อนเมฆดำทะมึน มีสายฟ้าแลบเป็นเวลานาน ชนิดไม่เคยเห็นมาก่อนที่อังกฤษ แถมยังมีคลิปแสดงให้เห็น มีวัตถุลึกลับคล้ายจานบิน UFO บินออกมาจากก้อนเมฆด้วย ก่อนต่อมานักอุตุฯ จะช่วยไขปริศนา

เมื่อ 12 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศรายงานและเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ เมื่อปรากฏก้อนเมฆดำทะมึน ขนาดใหญ่เป็นแนวยาว เหนือท้องฟ้าทางตอนเหนือของเทศมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ที่สร้างความระทึกยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ในก้อนเมฆเป็นเวลานานชนิดผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งยังมีคลิปหนึ่ง แสดงให้เห็นว่ามีวัตถุปริศนารูปทรงเหมือนกับจานบิน หรือ UFO บินออกมาจากก้อนเมฆดำทะมึนก้อนนั้น ราวกับในหนังไซไฟ บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว

ในสื่อโซเชียลมีเดียได้มีผู้คนแชร์รูปและคลิปวิดีโอมายัง Gloucestershire Live ก้อนเมฆสายฟ้าเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นเหตุการณ์บนท้องฟ้าที่คนจำนวนมากไม่เคยเห็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ไม่นานต่อมา ความตื่นเต้นสงสัยของผู้คนในกลอสเตอร์เชอร์ว่ามีจานบิน UFO อยู่ในก้อนเมฆปริศนานี้ ได้แผ่วลงไป เมื่อนักอุตุนิยมวิทยาได้อธิบายว่าเมฆก้อนใหญ่ที่เห็นนั้น เป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus cloud) ซึ่งเป็นเมฆที่มีลักษณะเป็นก้อนใหญ่คล้ายภูเขา ทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมแรง และเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ชมคลิป : ที่นี่

Cr ภาพ:gloucestershirelive

ที่มา: mirror, gloucestershirelive

ยูเครนยึดสถานีขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลดำคืนจากรัสเซียได้สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724544

ยูเครนยึดสถานีขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลดำคืนจากรัสเซียได้สำเร็จ

12 ก.ย. 2566 17:56 น.

ยูเครนยึดสถานีขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลดำคืนจากรัสเซียได้สำเร็จ

ยูเครนยึดคืน 4 แท่นขุดเจาะน้ำมัน “บอยโก ทาวเวอร์” กลางทะเลดำ ใกล้คาบสมุทรไครเมีย จากรัสเซียได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพยูเครนได้ยึดคืน แท่นขุดเจาะน้ำมัน 4 แท่น ที่เรียกรวมกันว่า บอยโก ทาวเวอร์ (Boyko Towers) กลางทะเลดำ ใกล้คาบสมุทรไครเมีย จากรัสเซีย ที่เข้ายึดครองเมื่อปี 2558 หรือ 1 ปีหลังจากผนวกแคว้นไครเมียมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย 

หน่วยข่าวกรองยูเครน ระบุว่า กองกำลังยูเครนได้ “ปฏิบัติการพิเศษ” ยึดคืนสถานีขุดเจาะน้ำมันบอยโก ทาวเวอร์ ได้สำเร็จเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งการยึดคืนครั้งนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ และการทหาร เพราะทำให้รัสเซียสูญเสียความสามารถในการควบคุมทะเลดำ และส่งผลให้ยูเครนเข้าใกล้ที่จะยึดคืนแคว้นไครเมียกลับมา

ทั้งนี้ ระหว่าง “ปฏิบัติการพิเศษ” กองกำลังรบพิเศษของยูเครนได้ยิงปะทะกับเครื่องบินรบของรัสเซีย และกองทัพรัสเซียก็ได้รับความเสียหายจนต้องล่าถอยไป นอกจากสามารถยึดคืนแท่นขุดเจาะน้ำมันแล้ว หน่วยข่าวกรองยูเครน ยังกล่าวว่า พวกเขายังได้อาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับเฮลิคอปเตอร์ และระบบเรดาร์ที่สามารถติดตามการเคลื่อนที่ของเรือที่แล่นเหนือน่านน้ำทะเลดำได้ 

อย่างไรก็ดี ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซีย กล่าวว่า เครื่องบินรบของรัสเซียได้ทำลายเรือเร็วของยูเครนหลายลำในทะเลดำเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

รัสเซียเข้ายึดครองสถานีขุดเจาะน้ำมันบอยโก ทาวเวอร์ ตั้งแต่ปี 2558 หรือ 1 ปี หลังจากผนวกรวมแคว้นไครเมียเมื่อปี 2557 และถูกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเฝ้าระวัง ควบคุม และติดตามปฏิบัติการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทะเลดำ

อย่างไรก็ดี มีกระแสจากกองทัพรัสเซียอ้างว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันดังกล่าวไม่มีทหารรัสเซียประจำการ หรือคนอาศัยมากกว่า 1 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera, BBC 

พายุฝนถล่มจีนตอนใต้ต่อเนื่อง ดับ 7 ศพ จระเข้หลุด 75 ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724460

พายุฝนถล่มจีนตอนใต้ต่อเนื่อง ดับ 7 ศพ จระเข้หลุด 75 ตัว

12 ก.ย. 2566 15:45 น.

พายุฝนถล่มจีนตอนใต้ต่อเนื่อง ดับ 7 ศพ จระเข้หลุด 75 ตัว

พายุฝนถล่มภาคใต้ของประเทศจีนต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม และดินถล่มในหลายพื้นที่ คร่าชีวิตชาวจีนกว่า 7 ราย อีกทั้งมีรายงานจระเข้หลุดจากฟาร์มอีก 75 ตัว 

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน พายุฝนที่เข้าถล่มทางภาคใต้ของประเทศจีน ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 7 ราย พร้อมทั้งมีรายงานจระเข้มากกว่า 70 ตัว หลุดออกจากฟาร์ม

หลายเมืองทางตอนใต้ของจีน และฮ่องกง กำลังเผชิญภัยน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักที่สุดในรอบกว่า 140 ปี และตกติดต่อกันกว่า 7 วัน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจีน คาดการณ์ว่าฝนจะตกหนักต่อเนื่องจนถึงวันศุกร์และวันเสาร์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุ พายุฝนครั้งนี้เป็นผลพวงจากพายุไต้ฝุ่นไห่ขุย ที่เคลื่อนตัวผ่านมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ไปยังเขตปกครองตนเองกว่างซี ทำให้เกิดฝนตกหนัก และน้ำท่วมฉับพลัน

สื่อซินหัวของจีน กล่าวว่า เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ 7 ราย และสูญหายอีก 3 ราย หลังเกิดเหตุดินถล่มในเมืองยวี่หลิน มณฑลกว่างซี ซึ่งเป็นผลมาจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา 

แม้ทางการจีนจะได้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ภัยพิบัติ และส่งทีมกู้ภัยเข้าช่วยเหลือแล้ว อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า ยังมีประชาชนอีกราว 1,300 คน ยังติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม 

ขณะเดียวกันก็มีการแจ้งเตือนจระเข้หลุดออกจากฟาร์ม 75 ตัวในเมืองเหมาหมิง เมืองใกล้ชายฝั่งทางตะวันตกของมณฑลกวางตุ้ง โดยหน่วยงานท้องถิ่นแนะนำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงอยู่แต่ในบ้าน เนื่องจากสภาพอากาศทำให้การตามจับจระเข้ทำได้ยาก และทะเลสาบที่จระเข้หลุดเข้าไปก็มีความลึก.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AP, Reuters 

“คิม จองอึน” เดินทางด้วยรถไฟถึงรัสเซียแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724474

"คิม จองอึน" เดินทางด้วยรถไฟถึงรัสเซียแล้ว

12 ก.ย. 2566 15:17 น.

“คิม จองอึน” เดินทางด้วยรถไฟถึงรัสเซียแล้ว

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางด้วยรถไฟไปถึงประเทศรัสเซียแล้ว คาดเตรียมหารือเรื่องอาวุธกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

สำนักข่าวเรีย โนวอสติ ของทางการรัสเซีย รายงานวันนี้ว่า รถไฟขบวนที่ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางไปด้วยนั้น เดินทางถึงเมืองอัสซูริสค์ ทางเหนือของเมืองวลาดิวอสต็อกแล้ว โดยรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า จะเป็นการหารืออย่างครอบคลุมกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ด้านสหรัฐฯ เตือนว่าทั้งสองไม่ควรทำข้อตกลงในเรื่องอาวุธ

สื่อทางการของเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม เดินทางออกจากกรุงเปียงยางไปรัสเซียเมื่อวันอาทิตย์ ด้วยรถไฟส่วนตัวของเขา พร้อมด้วยบริษัทผู้ผลิตอาวุธชั้นนำ เจ้าหน้าที่ทหาร และรัฐมนตรีต่างประเทศ

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการของรัสเซียที่ไม่เปิดเผยนามว่า รถไฟที่บรรทุกนายคิมมาถึงสถานีคาซัน ซึ่งเป็นประตูหลักสู่ภาคตะวันออกไกลของรัสเซียจากเกาหลีเหนือ ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ กล่าวว่า เชื่อว่านายคิมเดินทางเข้าสู่รัสเซียเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (12 ก.ย.)

ทั้งนี้ นายคิม ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งนัก เขาเดินทางออกนอกประเทศเพียง 7 ครั้ง และก้าวข้ามพรมแดนระหว่างเกาหลีเพียง 2 ครั้ง ในช่วง 12 ปีที่เขาดำรงตำแหน่ง โดยการเดินทาง 4 ครั้งนั้นเป็นการเดินทางไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองหลักของเกาหลีเหนือ

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า “มันจะเป็นการเยือนอย่างเต็มรูปแบบ จะมีการเจรจาระหว่างคณะผู้แทนทั้งสอง และหลังจากนั้นหากจำเป็น ผู้นำก็จะหารือต่อไปในรูปแบบตัวต่อตัว” ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของเมืองคาซานปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานการมาถึงของนายคิม

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นคนแรกที่กล่าวว่าการเยือนครั้งนี้อาจจะเกิดขึ้น กล่าวว่า การเจรจาด้านอาวุธระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือกำลังดำเนินไปอย่างแข็งขัน ทั้งนายคิมและปูตินมีแนวโน้มที่จะหารือเกี่ยวกับการจัดหาอาวุธให้กับรัสเซียสำหรับการทำสงครามในยูเครน

สำนักข่าวทาสส์ของรัสเซีย กล่าวว่า ปูติน เดินทางถึงเมืองวลาดิวอสต็อกเมื่อวันจันทร์ เขามีกำหนดเข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออก ซึ่งจะจัดขึ้นจนถึงวันพุธนี้ นายเปสคอฟ กล่าวว่า การพบปะของผู้นำรัสเซียกับนายคิมจะเกิดขึ้นหลังการประชุม และจะไม่มีการวางแผนการแถลงข่าวของผู้นำทั้งสอง นายเปสคอฟ กล่าวว่า ผลประโยชน์ของชาติจะเป็นตัวกำหนดนโยบายของประเทศ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันสถานที่จัดการประชุม หรือว่านายคิมจะเข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจหรือไม่ 

เกาหลีเหนือและรัสเซียปฏิเสธข่าวที่ว่าเกาหลีเหนือจะจัดหาอาวุธให้รัสเซีย ซึ่งใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลในช่วงสงครามยูเครนที่กินเวลากว่า 18 เดือน

สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรต่างแสดงความกังวลต่อสัญญาณล่าสุดของความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ที่เป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่สองของนายคิมกับนายปูติน หลังจากที่พวกเขาพบกันในปี 2562

นักวิเคราะห์กล่าวว่า คณะผู้แทนเกาหลีเหนือประกอบด้วยสมาชิกคนสำคัญของพรรคที่ดูแลด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ และกิจการทหาร รวมถึง โจ ชุน รยอง ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ ซึ่งชี้ว่าการเยือนครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในอุตสาหกรรมกลาโหม

ชาง โฮ-จิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ อดีตเอกอัครราชทูตประจำรัสเซีย กล่าวว่า “การเยือนครั้งนี้จะถือเป็นการแสดงจุดยืนในประชาคมโลกของรัสเซีย หลังความขัดแย้งในยูเครน และจำไว้ว่ารัสเซียได้ช่วยสร้างระบอบการปกครองที่ไม่แพร่ขยายอาวุธในปัจจุบัน ความร่วมมือทางทหารจะถือเป็นการละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคง ไม่ว่ารัสเซียจะทำอะไรกับเกาหลีเหนือก็ตาม”

ด้านสหรัฐฯ กล่าวเตือนเกาหลีเหนือเรื่องการขายอาวุธให้รัสเซียที่อาจใช้ในสงครามยูเครน พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่จะไม่จัดหา หรือขายอาวุธให้กับรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า การโอนอาวุธใดๆ จากเกาหลีเหนือไปยังรัสเซียจะถือเป็นการละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งห้ามการทำธุรกรรมด้านอาวุธกับเกาหลีเหนือ

แมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “เราได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังต่อหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซีย และจะไม่ลังเลที่จะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่อย่างเหมาะสม”

เกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สนับสนุนรัสเซียอย่างเปิดเผย นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนเมื่อปีที่แล้ว และนายปูตินให้คำมั่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะขยายความสัมพันธ์ทวิภาคีในแนวทางที่วางแผนไว้ทุกประการ.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756483

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo  ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จัดพิธีปิดโครงการการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-out to Tech Startup) ภายใต้กิจกรรมสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ (Chiang Mai Startup Driven Economy) เมื่อวันที่ 12 กันยาน 2566 ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

โดยรับเกียรติจาก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน และกล่าวต้อนรับตามลำดับ นอกจากนี้ในวันเดียวกันยังจัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจ “Pitch Demo” รอบรองชนะเลิศ (Final Pitching)นำผู้ประกอบการ 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านคัดเลือกในรอบ Private Pitching ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา แข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อเฟ้นหา 3 ทีมสุดท้าย ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

สำหรับกิจกรรมย่อยที่ 2 การส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business)เพื่อผลักดัน Startup รูปแบบใหม่ เน้นเร่งการเติบโตศักยภาพของธุรกิจแบบก้าวกระโดด โดยนำผู้ประกอบการจำนวน 30 ราย เข้ารับการบ่มเพาะเสริมองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการธุรกิจและเสริมสร้างความสามารถให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 210 วัน ในการเข้าร่วมโครงการ นำมาซึ่งแผนธุรกิจใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยสมบูรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานฯ เผยว่า อุทยานฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและผลักดันศักยภาพของผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย ของอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยบ่มเพาะแนวหน้าในการสร้างธุรกิจ ผสานกลไกการเชื่อมโยงการดำเนินงาน พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้ประกอบการ Startup ในพื้นที่ภาคเหนือมีธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ด้านนางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินโครงการดังกล่าวได้เร่งการเติบโตและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านแนวทางการบ่มเพาะองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดพร้อมเพิ่มโอกาสในการลงทุนกับนักลงทุนขนาดใหญ่ (Venture Capital) ซึ่งโครงการการส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business) ได้คาดการณ์ยอดขายในระยะเวลา 5 ปี จะมีแนวโน้มเติบโตถึง 50 ล้านบาท จากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นผู้มอบโล่รางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ (Final Pitching) พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย และฝากข้อคิดให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ให้นำองค์ความรู้ที่ได้ร่วมบูรณาการกับผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้นำไปปรับใช้ต่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และในนามจังหวัดเชียงใหม่ขอขอบคุณอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ร่วมบูรณาการองค์ความรู้พัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงจากทุกภาคส่วน

และปิดท้ายด้วยการสรุปการแข่งขันการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ในรอบชิงชนะเลิศ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผู้ประกอบจาก บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท ทรี นัมเบอร์ไนน์จำกัดและรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บริษัท ดราก้อน ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด พร้อมกันนี้ได้มอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย

กรมพัฒนาฯรุดจัดงาน ประชุมวิชาการโชว์นวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756478

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และพืชในพื้นที่ที่มีปัญหา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและและผลผลิตทางการเกษตร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติในการเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจัดประชุมวิชาการประจำปี 2566ภายใต้หัวข้อ “ฟื้นฟูปฐพี สร้างสรรค์ดินดีด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”ที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการและนักวิจัยได้เผยแพร่ผลงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิดเห็น และ ประสบการณ์ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานในการแก้ปัญหาและจัดการทรัพยากรดินและที่ดินในพื้นที่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านการพัฒนาที่ดินที่สอดคล้องตามแผนปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมกรมพัฒนาที่ดิน ให้สามารถแก้ไขและจัดการดินที่มีปัญหาด้านต่างๆ ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามสาขาวิชาการ 7 สาขา ได้แก่ 1.สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำ 2.สาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน 3.สาขาจัดการดินปัญหา 4.สาขาปรับปรุงบำรุงดิน 5.สาขาจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดิน/ที่ดินและการประยุกต์ใช้ 6.สาขาวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และ 7.สาขานโยบาย เศรษฐสังคม และการบริหารจัดการภาครัฐ นอกจากนี้ จะมีการเสวนาวิชาการและบรรยายพิเศษจากผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้ทรงคุณวุฒิและหมอดินอาสา

ชลประทานฯรุดจัดการน้ำที่พิจิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756479

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร กรมชลประทานกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม จ.พิจิตร ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ต่ำกว่าตลิ่งราว 8-9 เมตร แม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกในพื้นที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยในฝั่งแม่น้ำน่าน มีการรับน้ำที่ระบายมาจากเขื่อนสิริกิติ์ ในอัตราวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)มีอาคารชลประทาน ตลอดลำน้ำ รวม 14 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 2.04 ล้านลบ.ม. ส่วนฝั่งแม่น้ำยม บริหารจัดการด้วยการกักน้ำในลำน้ำแบบขั้นบันไดด้วยฝายไฮโดรลิกพับได้ 1 แห่ง และฝายยาง 2 แห่ง

สำหรับผลการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน 2566 ตั้งแต่ต้นฤดูถึงปัจจุบัน ในส่วนที่โครงการชลประทานพิจิตร รับผิดชอบฝั่งแม่น้ำน่าน จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรไปแล้ว 157.45 ล้านลบ.ม.น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 450,00ลบ.ม.รวมปริมาณน้ำ 157.9 ล้านลบ.ม.โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี รวม 147,842 ไร่ ส่วนฝั่งที่ใช้น้ำจากลุ่มน้ำยม ได้จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร 276.3 ล้านลบ.ม.น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 1 ล้านลบ.ม.รวม 277.3 ล้านลบ.ม.โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี รวม 259,433 ไร่ และในส่วนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเศรษฐี รับผิดชอบ ได้จัดสรรน้ำน้ำเพื่อการเกษตร รวม 611.34 ล้านลบ.ม.
ผลการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานรวม 615,370 ไร่

“ขณะนี้พื้นที่ปลูกข้าวนาปีเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น ไม่มีพื้นที่นาได้รับความเสียหาย พื้นที่ปลูกส้มโอพันธุ์ท่าข่อย และขาวแตงกวา 8,000 ไร่ ได้รับน้ำเพียงพอจากคลองส่งน้ำ C.1 เติบโตตามปกติ ประกอบกับการจัดรอบเวรแบ่งน้ำ อีกทั้งได้ร่วมกับทางจังหวัด พัฒนาบึงสีไฟ ซึ่งปัจจุบันมีน้ำ 11 ล้านลบ.ม. ประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยรอบบึงได้ใช้ประโยชน์เต็มที่”นายเอกฉัตร กล่าว

สศก.ทำแผนปฏิบัติการฯ รับมือผลกระทบด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756481

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2566–2570 ว่า ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร จัดทำแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ขึ้น โดย สศก.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมกันยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2566–2570 โดยการสนับสนุนของโครงการ Support Programme on Scaling up Climate Ambition on Land Use and Agriculture through NDCs and NAPs ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ มีวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรไทยมีสมรรถนะและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บนพื้นฐานของสารสนเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย” ประกอบด้วยประเด็นการพัฒนา 5 แนวทาง

ด้าน น.ส.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมถึงแนวทางการพัฒนา ทั้ง 5 ด้าน ว่าได้กำหนดกิจกรรมให้ครอบคลุม อาทิ แนวทางที่ 1 ยกระดับการปรับตัวด้วยเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ แนวทางที่ 2 สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับ NDC และ Long-term Strategies (LTS) สนับสนุนด้านการตลาดสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ แนวทางที่ 3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรและความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มองค์ความรู้และงานวิจัย พัฒนาฐานข้อมูลและถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางที่ 4 สร้างความตระหนักรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การ Upskill และ Reskill เกษตรกรให้มีความรู้และได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริงเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและจัดหานักวิจัยรุ่นใหม่ และ แนวทางที่ 5 ยกระดับการบูรณาการกับหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบ กฎหมาย แรงจูงใจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับพฤติกรรม

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ สศก.จะนำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ภายในปีงบประมาณ 2566 ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ รับทราบ จากนั้นจะประกาศใช้ภายในปี 2566 โดยแผนปฏิบัติการฯ ฉบับนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุน
เป้าหมาย NDCs ของประเทศ ตามที่ไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26)

‘สกลนคร’แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม‘แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง’ สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756437

'สกลนคร'แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม‘แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง’ สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

‘สกลนคร’แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม‘แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง’ สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.51 น.

“สกลนคร”แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม”แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง” สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

นางสาวอุษา โทณผลิน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตมันฝรั่งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชเสริมรายได้จากการทำนาเป็นหลัก จากข้อมูล สศก. ณ เดือนพฤษภาคม 2566 จังหวัดสกลนคร มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่ง 1,783 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 1,431 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.59) เนื่องจากภาครัฐมีโครงการสนับสนุนการปลูกมันฝรั่งหลังฤดูทำนาปี ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาราคาดี เกษตรกรจึงขยายพื้นที่ปลูก พื้นที่ปลูกครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง พังโคน และโคกศรีสุพรรณ ผลผลิตรวม 5,438 ตัน ลดลง จากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 5,930 ตัน (ลดลงร้อยละ 9.11) เนื่องจากมีฝนตกในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงมันฝรั่งลงหัวส่งผลให้หัวมันเน่า

จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 พบว่า กลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง บ้านโคกก่อง ตําบลโคกก่อง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแปลงใหญ่มันฝรั่งหนึ่งเดียวในจังหวัดสกลนคร เกษตรกรในพื้นที่รวมตัวกันผลิตมันฝรั่งจนประสบผลสำเร็จ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2545 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 97 ราย พื้นที่ปลูกรวม 574 ไร่ โดยมีนายธาตุ คำสงค์ เป็นประธานแปลงใหญ่ ด้านสถานการณ์การผลิตของกลุ่ม เกษตรกรจะปลูกมันฝรั่งเป็นพืชหลังฤดูการทำนาปี ปีละ 1 รอบ ซึ่งในการปลูกมันฝรั่งเกษตรกรจะใช้หัวพันธุ์ในการเพาะปลูกประมาณ 250 – 325 กิโลกรัม/ไร่ ราคาหัวพันธุ์อยู่ที่ 26 – 35 บาท/กิโลกรัม หัวพันธุ์ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ มีระยะเวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน นิยมปลูกช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม สำหรับในปี 2566 กลุ่มแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 23,590 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 3,090 กิโลกรัม/ไร่/ปี รวมผลผลิตทั้งกลุ่ม 1,774 ตัน/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 41,200 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,610 บาท/ไร่/ปี หากคิดเป็นกำไรของทั้งกลุ่มในการผลิตมันฝรั่งอยู่ที่ 10 ล้านบาท/ปี

สถานการณ์การตลาด กลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพาะปลูกมันฝรั่งอย่างยั่งยืนภายใต้สัญญาข้อตกลงซื้อขายผลผลิตมันฝรั่ง โดยทำเกษตรพันธสัญญา (contract farming) กับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งบริษัทมารับผลผลิตทั้งหมดที่ไร่ของเกษตรกร โดยในปี 2566 ราคาประกัน ณ ไร่นา ที่เกษตรกรขายได้ คือ เกษตรกรที่ทำสัญญาและเพาะปลูกช่วงเดือนตุลาคม 2565 ราคาขายจะอยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม และเกษตรกรที่ทำสัญญา และเพาะปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน ราคาขายจะอยู่ที่ 12.70 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตที่ออกในช่วงแรกมีปริมาณน้อย ทำให้ราคาสูงเป็นไปตามกลไกตลาด โดยหลังจากที่บริษัทรับซื้อผลผลิตแล้ว ผลผลิตจะถูกส่งไปยังห้องเย็นและโรงงานแปรรูป ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และพระนครศรีอยุธยา เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว

ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อความยั่งยืน จากการที่แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่องเข้าร่วมโครงการกับบริษัท ทำให้เกษตรกรได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา หัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูง เป็นต้น รวมถึงการกำหนดราคารับซื้อที่แน่นอน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตามหลักตลาดนำการผลิต โดยมีโครงการสนับสนุน ได้แก่ การศึกษาการลดต้นทุนปุ๋ยเคมี การศึกษาวิจัยพันธุ์มันฝรั่ง การขยายพื้นที่ปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ และยกร่างการเกษตรพันธสัญญาที่ครอบคลุมและราคาที่เป็นธรรม อีกทั้ง สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนครได้ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตรกร ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่ฯ เข้าร่วมโครงการ เห็นได้ว่าทั้งภาครัฐและเอกชนมีการส่งเสริมและสนับสนุนตั้งแต่การปลูกจนถึงการตลาด ทำให้เกษตรกร ผู้ปลูกมันฝรั่งเกิดความยั่งยืน

“ในปี 2567 กลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง ตั้งเป้าหมายว่าจะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 600 ไร่ ตามนโยบายบริษัทและความต้องการตลาด อย่างไรก็ตาม ควรมีการเพิ่มองค์ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงเกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ดูแลรักษาคุณภาพของผลผลิตให้มีคุณภาพ และควรเฝ้าระวังโรคของมันฝรั่งที่อาจทำลายผลผลิตให้เสียหาย ได้แก่ โรคใบไหม้ โรคเหี่ยวเขียว โรคเน่า โรคไวรัส และไส้เดือนฝอยรากปมมันฝรั่ง ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจศึกษาดูงานกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่ง โคกก่อง หมู่ 2 บ้านโคกก่อง ตําบลโคกก่อง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ นายธาตุ คำสงค์ ประธานแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง โทร 08 6234 3575 หรือ ติดต่อข้อมูลที่สํานักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร โทร 0 4273 3482″ ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้าย

– 006