แซ่บไฟลุก! ‘กระแต อาร์สยาม’นุ่งบิกินีสาดความเซ็กซี่จากอเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/756105

แซ่บไฟลุก! 'กระแต อาร์สยาม'นุ่งบิกินีสาดความเซ็กซี่จากอเมริกา

แซ่บไฟลุก! ‘กระแต อาร์สยาม’นุ่งบิกินีสาดความเซ็กซี่จากอเมริกา

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.00 น.

12 ก.ย.66 สาดความแซ่บมาแบบไม่มีพักเลยทีเดียว สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาวสุดฮอต อย่าง “กระแต อาร์สยาม” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดร้อนผ่านการอวดหุ่นสวยสุดเซ็กซี่ โดยหลังจากที่ได้บินไปโชว์คอนเสิร์ตข้ามทวีปถึงประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับถือโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนต่อเพื่อชาร์ตพลังให้กับร่างกาย

ล่าสุด กระแต ก็ได้ปล่อยช็อตไฟลุกอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวโพสต์ภาพในชุดบิกินี่ตัวจิ๋วสุดแซ่บ เพิ่มดีกรีความร้อนแรงแบบทะลุปรอท ออกมากระแทกสายตา เผยให้เห็นเรือนร่างปังเป๊ะ หน้าท้องแบนราบ ซิกแพคแน่นๆ เรียกว่ามีคอนเทนต์แซ่บๆ ให้แฟนๆ ได้กดไลค์แบบรัวๆ เลยทีเดียว

‘ATLAS’บอยแบนด์สุดฮอต! ขอโชว์สกิล!!!ค้นหาเสียงเพราะมาฟีเจอริ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/756102

'ATLAS'บอยแบนด์สุดฮอต! ขอโชว์สกิล!!!ค้นหาเสียงเพราะมาฟีเจอริ่ง

‘ATLAS’บอยแบนด์สุดฮอต! ขอโชว์สกิล!!!ค้นหาเสียงเพราะมาฟีเจอริ่ง

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.39 น.

ทั้งสนุกและลุ้นกันต่อเนื่องไม่มีพักสำหรับรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ ซึ่งต้องบอกว่าสร้างความประทับใจในผู้ชมทุกสัปดาห์ มาถึงสัปดาห์นี้ สาวๆ เตรียมกรี๊ดให้สุดเสียงการมามาเยือนของ หนุ่ม ๆ สุดเท่ วง “ATLAS”วงบอยแบนด์น้องใหม่ที่น่าจับตา กับการรวมตัวของ 7 หนุ่มหล่อ จูเนียร์, เจ็ท, แทด, เออร์วิน, ภูมิ, ไนซ์และ มิวอ้อน ต่างคาแรกเตอร์ แต่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นศิลปินจากค่าย XOXO Entertainment ที่จะมาสร้างโลกใหม่ให้กับวงการเพลง T-POP ทั้งการโชว์ การร้อง การเต้น สะกดทุกสายตา ไม่ว่าจะปล่อยซิงเกิลใหม่สักกี่เพลง ก็ยอดวิวพุ่งละทุล้านตลอด

ซึ่งเป็นครั้งแรกของหนุ่ม ๆ ที่มารายการนี้ เลยต้องทำการบ้านเยอะกว่าคนอื่น และต้องใช้ความไว้ใจกันวิเคราะห์ว่าใครเป็น “นักร้องเสียงเพราะ” หรือ “นักร้องเสียงเพี้ยน” นอกจากนี้เรายังจะได้เห็นความน่ารักและความขี้เล่นของหนุ่ม ๆ แก๊งนี้ ไม่ได้มีดีแค่หล่อ เสียงดี ความตลกก็ไม่เป็นรองใคร! แถมได้ตัวช่วยแบบฮายกกำลังสอง จากเหล่าแก๊งนักสืบสุดแซ่บ!!! นำโดย ซาร่าโฮเลอร์ , ดีเจมะตูม , ตั้มวราวุธ, เป็กกี้ศรีธัญญาและ อ๊อฟปองศักดิ์และมีเหล่าแฟนคลับ “ALIS” มาให้กำลังใจแบบชิดๆ ขอบเวที ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ติดตามความสนุกและร่วม“จับโป๊ะ” ไปพร้อมกันในรายการ “I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ”ออกอากาศ วันพุธที่13กันยายนนี้ 2566 เวลา 20.05 น.ทางช่องเวิร์คพอยท์ และสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ทุกช่องทางออนไลน์  Facebook, Instagram และ Twitter พิมพ์คำว่า I Can See Your Voice พร้อมช่องทางใหม่ TIKTOK : icanseeyourvoiceofficialจะได้ไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหว

เตรียมพบกับ ‘BRING THAI TALENTS TO AUCKLAND’ คอนเสิร์ตการกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/756101

เตรียมพบกับ 'BRING THAI TALENTS TO AUCKLAND' คอนเสิร์ตการกุศล

เตรียมพบกับ ‘BRING THAI TALENTS TO AUCKLAND’ คอนเสิร์ตการกุศล

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.38 น.

คอนเสิร์ตการกุศลในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดหารายได้เพื่อเป็นทุนสนับสนุนเยาวชนไทยเพื่อไปแข่งขันร้องเพลงประสานเสียงระดับโลกในฐานะตัวแทนประเทศไทย โดยมีวงขับร้องประสานเสียง CHEESE BURGER HILLS เป็นตัวแทนในการแข่งขันในครั้งนี้ 

 CHEESE BURGER HILLS  หรือ CBH  เป็นการรวบรวมผู้ที่ผ่านการ Audition จากโครงการรัชปาร์ก็อตทาเล้นท์ นำมาฝึกซ้อมและจัดทำวงขับร้องประสานเสียง ซึ่งมีท่านทูตสรยุทธ ชาสมบัติ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นผู้ก่อตั้ง เมื่อปีพุทธศักราช 2561 

 มีการควบคุมวงขับร้องโดย ว่าที่ร้อยตรีปาริชาติ จันทร์ไทย ผู้อำนวยการสถาบันสอนดนตรีรัชปาร์มิวสิค 

 ควบคุมการแสดงโดย คุณรุ่งกานดา เบญจมาภรณ์ และคุณวิเวียน ระวี ครูผู้ฝึกสอนการแสดงและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำสถาบันสอนดนตรีรัชปาร์มิวสิค 

คอนเสิร์ตการกุศล “BRING THAI TALENTS TO AUCKLAND.” (สานใจไทย ไปออกแลนด์)” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2566 เวลา 13.00-17.00 น.  ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจและต้องการสนับสนุน มอบโอกาส เพื่อให้เยาวชนตัวแทนประเทศไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลก และนำชื่อเสียงกลับมาให้ประเทศไทยอีกครั้ง 

 ในวันงานท่านจะได้พบกับศิลปินมากความสามารถมากมาย ศิลปินคุณภาพ มีผลงานการร้องเพลงที่เป็นตำนาน อทิเช่น คุณป้อม ออโต้บาห์น, คุณแต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์, คุณตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร, คุณหรั่ง ร็อคเคสตร้า, คุณทอดด์ ทองดี, คุณเบิร์ดกะฮาร์ท เป็นต้น 

 นอกจากนั้นแล้ว ท่านจะได้รับชม การแสดงสุดพิเศษของวง CHEESE BURGER HILLS วงขับร้องประสานเสียงที่ได้ไปคว้ารางวัลเหรียญทอง และ รางวัล The winner ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน 7th Vietnam International Choir Competition. ที่ประเทศเวียดนามอีกด้วย

 สามารถสั่งจอง สั่งซื้อบัตรเพื่อเข้าร่วมชมการแสดงต่างๆ ผ่าน QR CODE บนโปสเตอร์นี้ได้เลยค่ะ หรือสนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 – 003 9414/ 062 – 817 1155 หรือ LINE ID : ratchapa19 หรือ FACEBOOK : สถาบันสอนดนตรี รัชปาร์มิวสิค ได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้เลยค่ะ เริ่มจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ !!!!

มาร่วมกันส่งแรงเชียร์ แรงใจ เป็นผู้สนับสนุน ให้ยุวฑูตตัวน้อยๆ ในนามตัวแทนประเทศไทยในการไปนำชื่อเสียงกลับมาให้กับประเทศกันค่ะ มาร่วมงานและสนับสนุนน้องๆกันนะคะ แล้วพบกันค่ะ

หัวหินคึกคัก 20 สาวงาม ‘มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2023’เก็บตัววันแรก! แต่งสวยย้อนยุคสร้างสีสัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/756083

หัวหินคึกคัก 20 สาวงาม 'มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2023'เก็บตัววันแรก! แต่งสวยย้อนยุคสร้างสีสัน

หัวหินคึกคัก 20 สาวงาม ‘มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2023’เก็บตัววันแรก! แต่งสวยย้อนยุคสร้างสีสัน

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.42 น.

20 สาวงาม มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2023 แต่งสวยจัดเต็มชุดวินเทจย้อนยุค เก็บตัวทำกิจกรรมพิเศษวันแรก! ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3 สาวงาม “เมลานี-ทารีน่า-ชบา”ลุ้นเข้ารอบ Fast Track  จากกิจกรรม “Worth It Attitude” จาก L’OREAL Paris

 เรียกว่าสร้างสีสันให้อำเภอหัวหินดูสดใสและคึกคักขึ้นมาทันที เมื่อเหล่า 20 สาวงาม มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2023 เดินทางมาเยือนหัวหินในชุดวินเทจย้อนยุค สวยอลังการสะดุดตา โดยบรรยากาศกิจกรรม   ในช่วงเช้า คณะสาวงามได้เข้ากราบสักการะ ขอพรหลวงปู่ทวด ณ วัดห้วยมงคลเป็นที่แรก ก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมชมสถานีรถไฟหัวหิน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสุดคลาสสิคที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติต้องมาถ่ายรูปเช็คอิน

จากนั้น สาวงามก็ได้เดินทางไปยังโรงแรม Avani+ Hua Hin Resort (อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท) ที่ให้ความอนุเคราะห์ทั้งที่พักและสถานที่เก็บตัวทำกิจกรรมของเหล่าสาวงามตลอดทั้ง 3 วัน โดยหลังจากสาวงามเดินทางมาถึง ก็ได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงแรมอย่างอบอุ่น พร้อมเตรียมกิจกรรม Breathing Exercise by Avani+ Hua Hin Resort ให้สาวงามได้ฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ก่อนที่ช่วงบ่าย สาวงามทั้ง 20 คน จะเริ่มทำกิจกรรม “One Makeup Challenge Presented by L’OREAL Paris”โดยมี “ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี” กูรูและผู้นำเทรนด์แต่งหน้าอันดับหนึ่งของไทย เมคอัพอาร์ติส ชื่อดังจากบ้าน L’OREAL Paris และช่างแต่งหน้าประจำตัวของ ชมพู่ อารยา ตัวแม่ของ L’OREAL Paris ให้เกียรติมาร่วมกิจกรรมและมอบความรู้ให้สาวงามมิสไทยแลนด์เวิลด์ทั้ง 20 คน นอกจากนี้ ทาง L’OREAL Paris ยังมีรางวัล “L’OREAL Paris Shining Stars” สำหรับสาวงามอีก 2 รางวัล และรางวัล “Worth It Attitude” อีก 1 รางวัล จากกิจกรรม Fast Track ที่ให้สาวงามได้ร่วมแสดงทัศนคติ ผ่านการ Blind Audition ซึ่งสาวงามที่ได้รับคะแนนสูงที่สุดจะได้เข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้ายอย่างอัตโนมัตทันที ทั้งนี้ สาวงามที่มีคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก ที่จะได้ลุ้นเข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้ายอย่างอัตโนมัต ได้แก่ MTW04 เมลานี เฟลย์, MTW09 ทารีน่า โบเทส และ MTW15 ชบา ชุมสาย ณ อยุธยาโดยทาง L’OREAL Paris จะประกาศผลผู้ชนะรางวัล “Worth It Attitude” ในวันประกวดรอบตัดสิน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2566

แฟนๆ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2023 สามารถติดตามเชียร์และเป็นกำลังใจให้สาวงามทั้ง 20 คน ได้ทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/Missthailandworldและสามารถติดตามกิจกรรม รายละเอียดข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของกองประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.missthailandworld.netทางอินสตาแกรม MISSTHAILANDWORLD_OFFICIAL ทาง TikTok@missthailandworld.of หรือทางไลน์ออฟฟิเชียล @missthailandworldและสามารถติดตามชมรายการพิเศษ “Road to Miss Thailand World 2023” ได้ทางช่อง 7HD กด35 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 065 4646416

‘บพท.’ ผนึกกำลังเครือข่าย ‘ราชภัฏ’ รวม ‘นวัตกรรมพร้อมใช้’ หนุนชุมชนแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756196

‘บพท.’ ผนึกกำลังเครือข่าย ‘ราชภัฏ’ รวม ‘นวัตกรรมพร้อมใช้’ หนุนชุมชนแก้ปัญหา

‘บพท.’ ผนึกกำลังเครือข่าย ‘ราชภัฏ’ รวม ‘นวัตกรรมพร้อมใช้’ หนุนชุมชนแก้ปัญหา

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการและเสวนาภาคีเครือข่ายราชภัฏ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏมีเครือข่ายทั่วประเทศรวม 38 แห่ง มีบุคลากรทางวิชาการกว่า 1 หมื่นคน

โดยมีภารกิจในปัจจุบันมุ่งเน้นการทำงานเชิงพื้นที่และการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การบูรณาการองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ จึงได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นต้นแบบที่ ชื่อว่า “App Tech Rajabhat” ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มต้นขึ้นโดยสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 24 แห่งทั่วประเทศมีการนำเข้าข้อมูลนวัตกรรมพร้อมใช้แล้วกว่า 500 นวัตกรรม

“แอปพลิเคชั่น App Tech Rajabhat จะเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนให้การทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น คล่องตัวมากขึ้น โดยรวบรวมเอาฐานข้อมูลนวัตกรรมพร้อมใช้ของเครือข่ายราชภัฏไว้ด้วยกัน เพื่อการเรียนรู้ ถ่ายทอดขยายผล และนำไปประยุกต์ใช้พื้นที่ต่างๆ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในเครือข่ายราชภัฏแล้ว ยังสามารถสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างสถาบันในการจัดการพัฒนาท้องถิ่นข้ามหน่วยงาน จังหวัด ภูมิภาค ได้อีกด้วย” ผศ.ดร.ลินดา กล่าว

ด้าน นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า หน้าที่ของ บพท.อย่างหนึ่งคือทำให้งานวิจัย และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมซึ่งมีการพัฒนาในพื้นที่ และในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ได้รับการขยายผลให้เป็นประโยชน์และช่วยให้เกิดการพัฒนาในระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นคานงัดและจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงในการพัฒนาประเทศที่มีความยั่งยืน

ซึ่งในขั้นต่อไปเมื่อมีการรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้เอาไว้ในฐานข้อมูลกลาง ที่ชุมชนสามารถเข้ามาใช้ค้นหาข้อมูลได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำวิจัยใหม่ทุกครั้ง แต่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้เลยนอกจากนั้นก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนกับชุมชนที่เจอปัญหาจากการทำงานสามารถที่สะท้อนปัญหามายังมหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้เลย ฝ่ายสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ก็จะเข้าไปให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้ในลักษณะการทำงานแบบเครือข่ายความร่วมมือ

หรือในบางครั้งอาจเป็นการให้การสนับสนุนในเรื่องของเงินทุน (seed money) การพัฒนาชุมชนก็จะรวดเร็วขึ้นสามารถขยายผลไปได้มากขึ้น ซึ่งระบบฐานข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่และช่วยลดความซ้ำซ้อนการสนับสนุนทุนวิจัยได้ อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการพัฒนาระบบฐานข้อมูลจำเป็นต้องมีการสนับสนุนทุนวิจัยในลักษณะ Research Utilization เพื่อให้เกิดการใช้ระบบฐานข้อมูล App Tech Rajabhat มาขยายผลและยกระดับผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรชุมชนทั่วประเทศ

“สกสว. มีกลไกกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) พร้อมให้การสนับสนุนการนำผลวิจัยไปต่อยอดขยายผลการใช้ประโยชน์อยู่แล้ว และทาง บพท. ก็พร้อมที่จะร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องและเป็นฐานข้อมูลสำหรับนวัตกรรมพร้อมใช้ที่จะช่วยสร้างนวัตกรชุมชนให้เพิ่มขึ้นต่อไป” ผอ.บพท. กล่าว

นายกิตติ กล่าวต่อไปว่า การขยายผลฐานข้อมูลเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้จะสามารถทำได้รวดเร็วมากขึ้นเนื่องจากลักษณะของฐานข้อมูลเป็น Open data โดยปัจจุบันในระบบฐานข้อมูล App Tech Rajabhat มีนวัตกรรมพร้อมใช้อยู่แล้วประมาณ 500 นวัตกรรม และจะเพิ่มจำนวนเป็น 3,200 นวัตกรรม ภายในปี 2568 และคาดว่าจะมีครบอย่างน้อย 4,000 นวัตกรรม ภายในปี 2570 ส่วนเป้าหมายในการเพิ่มนวัตกรชุมชนที่จะเป็นกลไกในการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศตั้งเป้าว่าในปี 2570 จะมี 35,000 คน

หรือเฉลี่ยแล้วจะมีนวัตกรชุมชนอยู่ในชุมชนไม่น้อยกว่าตำบลละ 5 คน ในระยะต่อไป เมื่อมีความพร้อมของระบบข้อมูล ชุดความรู้ บพท.มีแผนที่จะทำงานขับเคลื่อนสร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม เช่น สสส. พอช. เป็นต้น ในการตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยจับคู่ให้ระบบไปเจอกับผู้ใช้ในระดับภูมิภาคอย่างน้อย 4 ภูมิภาค มี App Tech เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการทำงานของนวัตกรชุมชน ที่มีความพร้อมในการรับปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้เทคโนโลยี หนุนเสริมให้เกิด Quick Win ในการพัฒนาพื้นที่

“ความคาดหวังคืออยากให้แกนนำชุมชน แกนนำชาวบ้านในพื้นที่ ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเองด้วยตัวเองแล้วเกิดการพัฒนาเป็นนวัตกรชาวบ้าน โดยมีโค้ชคือมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีวิศวกรสังคมเป็นกลไกในการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับชุมชนในพื้นที่ มีศูนย์การเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ คาดหวังว่าจะสามารถยกระดับการพัฒนาได้ทั่วประเทศก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง”นายกิตติ ระบุ

ระบบ App Tech Rajabhat มี 4 ฟีเจอร์หลัก ประกอบด้วย 1.นวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อให้ทางชุมชนได้เข้ามาพิจารณาเลือกนวัตกรรมที่ตนเองสนใจและตรงกับความต้องการหรือสภาพปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยชุมชนสามารถกดปุ่มแชทสื่อสารกับทางเจ้าของนวัตกรรมโดยตรงได้ทันที 2.โจทย์ปัญหา เป็นพื้นที่เปิดกว้างให้สำหรับชุมชน/ท้องถิ่น สามารถนำเสนอประเด็นโจทย์ปัญหาหรือระบุนวัตกรรมที่กำลังมองหา

โดยมีนักวิจัยพัฒนาจากฝั่งของมหาวิทยาลัย เป็นผู้เข้าไปค้นหาประเด็นโจทย์ปัญหาที่นวัตกรรมพร้อมใช้ของตนเองสามารถจัดการได้เพื่อนำผลงานขยายสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้างต่อไป 3.ช่องทางพูดคุย เป็นกลไกสำหรับจัดการการพูดคุย โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีผู้ได้รับมอบหมายคอย ควบคุมดูแล การสื่อสารระหว่างเจ้าของนวัตกรรมและชุมชนให้เป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบของการนำผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์

และ 4.รายงานระบบสารสนเทศ เป็นการสรุปข้อมูลแบบ Executive ในมุมมองต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่าย ครบถ้วน สะดวกและรวดเร็ว แบ่งเป็น 4.1 ระบบสารสนเทศสำหรับคนทั่วไป จะแสดงข้อมูลจำนวน/รายละเอียดทั่วไปของนวัตกรรมพร้อมใช้ และโจทย์ปัญหา จำแนกบนแผนที่แยกตามรายจังหวัด กับ 4.2 ระบบสารสนเทศสำหรับสถาบัน เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นพิเศษของ App Tech Rajabhat ที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในแต่ละมหาวิทยาลัยรวมถึงใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนสู่การตัดสินใจของผู้บริหารระดับนโยบาย

โดยจะแสดงข้อมูลเชิงลึกถึงระดับตำบล สามารถใช้วิเคราะห์การกระจายตัวของงบประมาณในพื้นที่ตลอดจนนวัตกรรมพร้อมใช้ รวมทั้งโจทย์ ที่จะนำไปสู่การวางแผนเพื่อพัฒนาโครงการและการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมต่อไป!!!

‘ยุวทัศน์ฯ-สสส.’ชวนคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อรณรงค์ใช้‘ถุงยางอนามัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756195

‘ยุวทัศน์ฯ-สสส.’ชวนคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อรณรงค์ใช้‘ถุงยางอนามัย’

‘ยุวทัศน์ฯ-สสส.’ชวนคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อรณรงค์ใช้‘ถุงยางอนามัย’

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) จัดประกวดสื่อโฆษณาเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัยในวิถีชีวิตปกติ ภายใต้หัวข้อ “Condom All Gen Enjoy กับถุงยาง” มีนักเรียน นักศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 206 ผลงานจากทั่วประเทศ สะท้อนการเปิดกว้างคุยเรื่องสุขภาวะทางเพศของคนในสังคม สถาบันการศึกษาและครอบครัวมากขึ้น

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2564 ไทยมีอัตราการคลอดบุตรของหญิงกลุ่มช่วงอายุระหว่าง 10-19 ปี จำนวน 49,018 คน หรือเฉลี่ยวันละ 134 คน โดยในจำนวนการคลอดดังกล่าว เป็นการคลอดซ้ำถึง 3,660 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.5 ซึ่งการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นส่งผลกระทบในหลายมิติ

ทั้งนี้ งานวิจัยการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์และวิธีการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในประเทศไทยโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่ากลุ่มตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีรายได้ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ตั้งครรภ์ (มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน) อยู่ 2,811 บาท/คน/เดือน กลุ่มที่ออกจากโรงเรียนถาวรจากการตั้งครรภ์ มีการลดลงของรายได้ 4,582 บาท/คน/เดือน สูงกว่ากลุ่มที่กลับเข้าเรียน ซึ่งลดลงที่ 3,936 บาท/คน/เดือน

ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่อง การให้คำปรึกษาที่ครอบคลุมสุขภาพกายและใจ และส่งเสริมให้ฝึกอาชีพ หรือจัดหางานให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์เพื่อประกอบอาชีพแล้วก็ตาม แต่การป้องกันการตั้งครรภ์ในช่วงวัยรุ่นนับเป็นหัวใจสำคัญ ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี

มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 99.6 ราย ต่อประชากรกลุ่มอายุ 15-24 ปี แสนคน ในปี 2560 เป็น 106.2 ราย ต่อประชากรกลุ่มอายุ 15-24 ปีแสนคน ในปี 2564 ซึ่งหากสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มการเกิดโรคที่สูงขึ้น ก็อาจส่งผลต่อสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีของประเทศที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สสส. ให้ความสำคัญต่อการสื่อสารในประเด็นเรื่องเพศ เพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคมว่าเป็นเรื่องที่คุยกันได้

“เมื่อต้นปี 2566 มีแคมเปญการสื่อสารรณรงค์ “คุยเรื่องเพศ ลดโอกาสพลาด” ที่ส่งเสริมการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัว โดยเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการคุยเรื่องนี้ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการเกิดกิจกรรมในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการใช้สื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัย เป็นการกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการคุยเรื่องเพศอย่างเปิดกว้าง และปรับทัศนคติการพกพาและการใช้ถุงยางอนามัยของวัยรุ่น” นายชาติวุฒิ กล่าว

ด้าน นายสุรเชษฐ์ โพธิ์แสง รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยท. และ สสส.ร่วมกันพัฒนาแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัยในวิถีชีวิตปกติในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารค่านิยมการพกพา หรือการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศกับบุคคลในครอบครัว เนื่องจากปัญหาของสังคมไทยที่ผ่านมา พบว่าการพกพาถุงยางอนามัยของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในสังคมจำนวนหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

“ทัศนคติดังกล่าวแม้จะลดน้อยลงไป แต่ยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัยของวัยรุ่นในพื้นที่ชุมชน เช่น ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเพราะไม่อยากพกไว้ในกระเป๋า เนื่องจากกลัวผู้ปกครองมาพบ หรือไม่กล้าไปขอรับถุงยางอนามัยจากจุดบริการในชุมชนเพราะผู้ปกครองอาจรู้จักกับผู้ให้บริการถุงยางอนามัย และแม้แต่การโดนว่ากล่าวตักเตือนเมื่อพบถุงยางในกระเป๋านักเรียน จึงพัฒนาแนวทางสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเด็กเยาวชนและผู้ปกครอง รวมถึงสถาบันการศึกษาทั่วประเทศไทย” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมประกวดสื่อโฆษณาเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัยในวิถีชีวิตปกติ ภายใต้หัวข้อ Condom All Gen Enjoy กับถุงยางมุ่งเน้นให้เกิดสื่อโฆษณาสะท้อนความเป็นปกติของถุงยางอนามัยกับการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งเสริมความภาคภูมิใจในการพกพาหรือการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งพบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มสถาบันการศึกษาทุกระดับจนมีผลงานส่งเข้าประกวด 206 ผลงาน

แบ่งเป็นผลงานระดับมหาวิทยาลัย 18 ผลงาน ระดับอาชีวศึกษา 25 ผลงาน และระดับมัธยมศึกษา 163 ผลงาน ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นผู้ชนะเลิศในระดับอุดมศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับอาชีวศึกษา และโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งทุกรางวัลจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และทุนการศึกษามูลค่ารวม 1 แสนบาท

โดยเป็นผลงานที่มีคุณภาพในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การเขียนบทโฆษณาและขั้นตอนการนำเสนอ สามารถนำไปใช้และต่อยอดเป็นสื่อโฆษณาที่ใช้ประโยชน์ได้จริงทุกช่องทาง!!!

‘ม.มหิดล’ต่อยอดรักษาตรงจุด ‘โรคทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756194

‘ม.มหิดล’ต่อยอดรักษาตรงจุด  ‘โรคทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด’

‘ม.มหิดล’ต่อยอดรักษาตรงจุด ‘โรคทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด’

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ฝุ่นเซลล์” หรือ “ถุงนอกเซลล์ (Extracellular Vesicles)” ถือกำเนิดมาจากเซลล์ทุกชนิดของร่างกาย พบได้ทั่วไปในเนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกาย มีขนาดตั้งแต่ 30 นาโนเมตร ถึง 4,000 นาโนเมตร ฝุ่นเซลล์มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารระหว่างเซลล์ที่อยู่ข้างเคียง หรือเซลล์ที่อยู่ห่างไกลออกไป โดยฝุ่นเซลล์จะนำพาสารชีวโมเลกุลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน กรดนิวคลิอิก ไขมันรวมทั้งแอนติเจนและอินทิกริน (Integrin) บนผิวฝุ่นเซลล์ที่แสดงถึงเซลล์ต้นทางของฝุ่นเซลล์

เมื่อฝุ่นเซลล์มีปฏิสัมพันธ์กับเซลล์ตัวรับ จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ของเซลล์ตัวรับ โดยขึ้นอยู่กับว่าเซลล์ตัวรับเป็นเซลล์ชนิดใดตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทชนิดต่างๆ ที่ควบคุมหลอดเลือด (Neurovascular Unit) เช่น เซลล์ประสาทไมโครเกลีย (Microglia) เซลล์เกลียหรือแอสโทรไซต์ (Astrocytes) และเซลล์บุผนังหลอดเลือดในสภาวะปกติ เซลล์ต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันได้ดี

แต่ในสภาวะที่ผิดปกติ เช่น ในโรคสมองขาดเลือด (Stroke) โรคสมองเสื่อม Alzheimer’s Disease) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) เซลล์ต่างๆ จะทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทำให้เกิดเป็นโรคทางสมองขึ้น นักวิจัยเชื่อว่าปัจจัยหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของฝุ่นเซลล์ จึงมีงานวิจัยมากมายที่เกี่ยวข้องการวิเคราะห์หาสารชีวโมเลกุลในฝุ่นเซลล์เพื่อเป็นดรรชนีชี้วัดทางชีววิทยา (Biomarkers) ของการเกิดโรคในกลุ่ม NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคทางระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูงในโลกรวมทั้งประเทศไทย

ด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมการปรับแต่งฝุ่นเซลล์ หรือ “เอ็กโซโซม (Exosome)” ผลงานโดยอาจารย์นักวิจัยทางการแพทย์ และทีมวิจัย พัฒนาวิธีการใช้สารชีวโมเลกุลภายในฝุ่นเซลล์ เช่น ไมโครอาร์เอ็นเอ เป็นดรรชนีชี้วัดการเกิดโรคและการนำส่งยา หรือสารชีวโมเลกุล เพื่อ “รักษาตรงจุด” ในโรคทางระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือดอันเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตเพื่อใช้รักษาจริงกับผู้ป่วยต่อไปในวงกว้างภายใต้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practices) ครั้งแรกในประเทศไทย

ศ.(เกียรติคุณ) ดร.โกวิท พัฒนาปัญญาสัตย์ หัวหน้าหน่วยเครื่องมือพิเศษเพื่อการวิจัย สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะอาจารย์นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ได้รับทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2565-2566 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นำทีมวิจัยทั้งจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อการรักษาตรงจุดในโรคทางระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือด โดยประยุกต์ใช้ “วิธีการเคลือบผิวฝุ่นเซลล์ด้วยสารโมเลกุลนำพา (Guiding Molecules)” หรือใส่สารชีวโมเลกุลชนิดดี ซึ่งเปรียบเสมือนตัวยารักษาโรคเข้าไปในส่วนผลิตภายในฝุ่นเซลล์ ต่อยอดจากที่นักวิจัยชั้นนำของโลกที่ได้มีผู้คิดค้นและพัฒนาวิธีการดังกล่าวเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อย่างตรงจุดเป็นผลสำเร็จมาแล้ว

เมื่อผู้ป่วย NCDs ได้รับการเจาะเลือด มักพบฝุ่นเซลล์ในเลือดในปริมาณที่สูงมากกว่าคนทั่วไป ด้วยคุณสมบัติของฝุ่นเซลล์ซึ่งสามารถสื่อสารไปยังเซลล์อื่นๆ ได้ จะนำพาเอาสิ่งต่างๆ จาก “เซลล์แม่ที่อุดม” ไปด้วยโปรตีน และสารชีวโมเลกุล ซึ่งสามารถให้ทั้งคุณและโทษ ซึ่ง “หากเป็นโปรตีนชนิดดีจะให้คุณ แต่หากเป็นเซลล์ที่ติดเชื้อจะให้โทษ” ก็จะก่อโรคในร่างกายได้

ฉะนั้นการวิจัยเพื่อหาสารชีวโมเลกุลบางชนิดที่สามารถใช้เป็นดรรชนีชี้วัดการเกิดโรค หรือทำวิศวกรรมปรับแต่งบรรจุสารชีวโมเลกุลบางชนิดที่ให้คุณ โดยหวังเป็นยาเพื่อการรักษาโรคต่อไป นอกจากนี้ ศ.(เกียรติคุณ) ดร.โกวิท ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีวิศวกรรมการปรับแต่งฝุ่นเซลล์ยังมีความก้าวล้ำกว่าเทคโนโลยีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ที่จะต้องมีความเข้ากันได้ระหว่างเซลล์ผู้ให้และเซลล์ผู้รับ อีกทั้งยังสามารถรักษาได้เพียงเฉพาะราย

ในขณะที่เทคโนโลยี วิศวกรรมการปรับแต่งฝุ่นเซลล์สามารถผลิตใช้ฝุ่นเซลล์ที่ปรับแต่งทางวิศวกรรมให้ได้จำนวนมากเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยได้จำนวนมากกว่า ซึ่งนับเป็นเป้าหมายสูงสุดของโครงการวิจัยฯ ที่จะได้ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับการผลิตสู่มาตรฐาน GMP ต่อไป นอกจากนี้ ยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยที่จะไม่ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียง เนื่องจาก “ฝุ่นเซลล์”เป็นสิ่งที่ผลิต และหลุดออกมาจาก “เซลล์แม่” โดยไม่มีสิ่งห่อหุ้มที่จะกลายเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ต่อเซลล์ชนิดอื่นๆ ต่อไปแต่อย่างใด

และด้วยความร่วมมือด้านวิชาการอันแข็งแกร่งในระดับนานาชาติ กับ Paris Research Center Cardiovascular (PARCC) ประเทศฝรั่งเศส และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้ได้มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้ในการทำวิศวกรรมชิ้นส่วนที่มีสำคัญซึ่งสามารถสร้างสารชีวโมเลกุลที่ต้องการได้สำเร็จแล้วในระดับสัตว์ทดลอง ก่อนจะขยายผลเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ และเตรียมพัฒนาสู่การรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ และโรคหลอดเลือดสมองต่อไป

ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา และตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ก่อนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ กรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สู่การผลิตระดับมาตรฐาน GMP ได้ภายในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า!!!

‘สกสว.’หนุนใช้กองทุนส่งเสริม’ววน.’ พัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นที่ฐานองค์ความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756129

'สกสว.'หนุนใช้กองทุนส่งเสริม'ววน.' พัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นที่ฐานองค์ความรู้

‘สกสว.’หนุนใช้กองทุนส่งเสริม’ววน.’ พัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นที่ฐานองค์ความรู้

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.01 น.

สกสว. ร่วมมือ สภาพัฒน์ฯ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่และตำบล” เชื่อมโยงทุกมิติรอบด้าน หนุนเสริมเชิงพื้นที่ มุ่งสู่เป้าหมาย 13 หมุดหมาย 7,255 ตำบลต้นแบบ ขยายผลการจัดทำพื้นที่นำร่อง พร้อมสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเข้มแข็ง

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566  รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่และตำบล” พร้อมเสวนาแลกเปลี่ยนในประเด็น “เครื่องมือและกลไกเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในระดับพื้นที่และตำบล” ที่จัดโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม จำนวนกว่า 350 คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึงบทบาทกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) กับการพัฒนาเชิงพื้นที่บนฐานขององค์ความรู้ ระบุว่า สกสว. มีบทบาทในการจัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ.2566-2570 ที่มุ่งพลิกโฉมประเทศให้เป็นประเทศพัฒนา และพร้อมสำหรับโลกอนาคต โดยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจมูลค่าและคุณค่า ด้วยการสานพลังของหน่วยงานในระบบ ววน. รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาสังคม ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่ 2 ที่กองทุนส่งเสริม ววน. มีการจัดสรรงบประมาณการวิจัยและนวัตกรรม ประมาณ 30% กระจายใน 50 จังหวัด มุ่งพัฒนาเชิงพื้นที่ในด้านต่าง ๆ อาทิ พัฒนาสังคมสูงวัย ยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพ ขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ สร้างสังคมไทยไร้ความรุนแรง แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้ทัน เป็นต้น 

นอกจากนี้ มีการจัดสรรงบประมาณด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization : RU) เพื่อสร้างผลกระทบสูง ที่จะมีช่วยบูรณาการผลงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ใช้ ววน.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภารกิจในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระดับท้องถิ่น เอกชน ประชาสังคม ให้เกิดการนำผลงาน ววน. ไปใช้ประโยชน์ การใช้ข้อมูลหรือความรู้ถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันและเป็นเครื่องมือในการบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน

“การใช้กลไกระบบ ววน.ในทุกระดับช่วยขับเคลื่อนตั้งแต่ในระดับชุมชนท้องถิ่น จังหวัด ภาค ไปสู่ประเทศ จะช่วยพัฒนาศักยภาพชุมชนพื้นที่ เพิ่มรายได้และการสะสมทุนในพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่ม สิ่งแวดล้อมดี คนมีความรู้ความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาตนเอง และชุมชนท้องถิ่นร่วมมือกันเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายประเทศไทยพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ผอ.สกสว. กล่าวสรุป

นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวทางและกลไกในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในระดับพื้นที่ ระบุว่า สภาพัฒน์ฯ มีหน้าที่ในการเชื่อมแผนทั้ง 3 ระดับพัฒนาไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะ “เชิงพื้นที่” ที่ต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไก ประกอบด้วย 1.กลไกเชิงยุทธศาสตร์ 2.กลไกเชิงภารกิจ และ 3.กลไกเชิงพื้นที่ โดยมีภาคีเครือข่ายร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนา คือ ภาคีชุมชน ภาคีภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคีท้องถิ่น ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สู่เป้าหมายการแปลง 13 หมุดหมายของแผนฯ 13 ไปสู่การปฏิบัติ ดังนี้

1. “ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรมูลค่าสูง” ด้วยการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 

2. “ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน” มุ่งลดการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ สร้างการท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยว

3. “ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก” ด้วยการสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

4. “ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง” ยกระดับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และอัตลักษณ์ไทย 

5. “ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค” พัฒนาความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ ปรับปรุงระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ให้เชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อ

6. “ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุตสาหกรรมดิจิทัลของอาเซียน” ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ ต่อยอดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

7. “ไทยมีวิสาหกิจขนาดและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงและสามารถแข่งขันได้” สนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม สร้างความร่วมมือและการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่าง SMEs กับรายใหญ่

8. “ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน” กระจายความเจริญไปสู่ระดับพื้นที่และสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

9. “ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอเหมาะสม” สนับสนุนครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นให้เข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างความคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสมและครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

10. “ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ” ปรับปรุงการจัดการขยะและของเสียให้สามารถนำมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก

11. “ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินและพัฒนาระบบป้องกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยทางธรรมชาติ เพิ่มความสามารถของทุกภาคส่วน ในการรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

12. “ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต” เพิ่มกำลังคนคุณภาพรองรับภาคการผลิตเป้าหมายและพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

13. “ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชน” เปลี่ยนรูปแบบการทำงานของภาครัฐให้เป็นดิจิทัล และปรับโครงสร้างของภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น

“สภาพัฒน์ยินดีรับบท “ช่างเชื่อม” เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในระดับพื้นที่ โดย 

1. เชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและออกแบบโมเดลการขับเคลื่อน 2. เชื่อมโยงภาคีการพัฒนา ที่หลากหลายให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ตำบล 3. เชื่อมโยงการทำงานในพื้นที่สู่นโยบายและยุทธศาสตร์ระดับประเทศ และ 4. เชื่อมโยงตำบลนำร่องต้นแบบ ผ่านการพัฒนาระบบแสดงผลการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ระดับพื้นที่และตำบล เพื่อมุ่งบูรณาการการทำงานในระดับพื้นที่ พร้อมทั้งขยายผลและเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายให้เข้มแข็ง พร้อมเป็นพลังสำคัญในการร่วมพัฒนาประเทศต่อไป” รองเลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

นายกฯ ยิ้มแย้มยกนิ้งโป้งก่อนเข้าประชุม ครม.นัดแรก เผยได้นอน 4 ชม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558427

13 ก.ย. 2566

นายกฯ ยิ้มแย้มยกนิ้งโป้งก่อนเข้าประชุม ครม.นัดแรก เผยได้นอน 4 ชม.

‘เศรษฐา’ สวมชุดผ้าไทยยิ้มแย้ม-ยกนิ้วโป้ง เผยง่วงนิดหน่อยเพราะได้นอน 4 ชม. เตรียมเคาะมาตรการลดค่าไฟ-แก้ รธน.-ตั้ง ขรก.การเมืองและโฆษกรัฐบาล

วันที่ 13 ก.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก โดยเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา 08.22 น. มีนายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ ว่าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมารอต้อนรับ 

นายเศรษฐา สวมชุดผ้าไทย สีน้ำเงินเข้ม สวมถุงเท้าแดง ซึ่งเป็นสีที่ชอบใส่เป็นประจำ ลงจากรถด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทักทายสื่อมวลชน พร้อมบอกว่าได้พักผ่อนไป 4 ชั่วโมง ก่อนยกมือชูนิ้วโป้ง ให้สื่อ เป็นสัญลักษณ์ว่าพร้อมเข้าประชุม ก่อนเดินเข้าตึกบัญชาการ 1 เพื่อเป็นประธานการประชุม

สำหรับวาระการประชุมที่น่าสนใจ เรื่องมาตรการด้านราคาพลังงาน เช่น มาตราการลดค่าไฟฟ้า รวมถึงการออกมาตรการ อนุญาตชั่วคราวให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยแบบไม่ต้องขอวีซ่า และไม่ต้องเสียค่าทำเนียมเข้าประเทศ

 นอกจากนี้ยังมีวาระการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง  อาทิ น.สพ.ชัย วัชรงค์ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ,นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ,นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ,นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกฯ 

ทั้งนี้ การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองสามารถทยอยนำเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งในการประชุมครั้งถัดไป  ในส่วนของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการพิจารณาในการประชุม ครม.ครั้งนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อบุคคลที่เหมาะสม

“ภูมิธรรม” ชง ครม.ถกแก้ รธน.วาระแรก ยึดหลักเลี่ยงขัดแย้งในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558425

13 ก.ย. 2566

"ภูมิธรรม" ชง ครม.ถกแก้ รธน.วาระแรก ยึดหลักเลี่ยงขัดแย้งในอนาคต

‘ภูมิธรรม’ ชง ครม.แก้รัฐธรรมนูญวาระแรก ย้ำต้องไม่ขัดกฎหมาย-หลีกเลี่ยงความขัดแย้งในอนาคต ไม่ใช้งบประมาณมากเกินไป

วันที่ 13 ก.ย. นายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรี ระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าเป็นวาระแรกในการประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ซึ่งมีความคิดที่แตกต่างกันหลายส่วน อยากให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ให้มีการติดขัดและแก้ไปด้วยดี โดยจะทำกระบวนการต่างๆให้เร็วที่สุดในเรื่องการทำประชามติ แต่การทำประชามติจะเกิดขึ้นตามกระบวนการที่เราจะขจัดความขัดแย้ง ทั้งนี้จะมีการคุยจะทำแบบไหนอย่างไร ซึ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะยังมีเรื่องของความขัดแย้ง และจะต้องทำแบบไหนแม้การเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ ก็ยังมีการเสนอที่แตกต่างกันในสมัยก่อน 

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม ย้ำว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่ขัดกฎหมายและทำโดย ไม่ใช้ค่าใช้จ่ายงบประมาณมากไป วันนี้จะคุยในเรื่องของรายละเอียด 

ส่วนจะตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ก็ต้องมีการหารือกันทำอย่างไรก็ได้ ทำให้มีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในอนาคตให้มากที่สุด