พนง.ต้อนรับเครื่องบินอีซีเจ็ต ช็อก เจอ ผดส.แอบมีเซ็กซ์ในห้องน้ำขณะเดินทาง (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724425

พนง.ต้อนรับเครื่องบินอีซีเจ็ต ช็อก เจอ ผดส.แอบมีเซ็กซ์ในห้องน้ำขณะเดินทาง (คลิป)

12 ก.ย. 2566 11:58 น.

พนง.ต้อนรับเครื่องบินอีซีเจ็ต ช็อก เจอ ผดส.แอบมีเซ็กซ์ในห้องน้ำขณะเดินทาง (คลิป)

ผู้โดยสาร 2 คนถูกตำรวจเชิญตัวลงจากเครื่องบินโดยสาร อีซีเจ็ต ทันทีที่เดินทางถึงเกาะอิบิซาของสเปน เนื่องจากทั้งสองแอบมีเซ็กซ์ในห้องน้ำบนเครื่องบินแบบไม่เกรงใจสายตาใคร

กลายเป็นคลิปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างในโลกโซเชียล เมื่อมีผู้โดยสารหนุ่มสาว 1 คู่แอบมีเพศสัมพันธ์กันในห้องน้ำบนเครื่องบินโดยสารอีซีเจ็ต ขณะกำลังเดินทางจากเมืองลูตันของอังกฤษ มุ่งหน้าไปยังสเปน โดยสจ๊วตบนเครื่องได้รับแจ้งว่ามีความผิดปกติในห้องน้ำ ทำให้ไปเปิดประตูตรวจสอบดูตามเสียงเชียร์ของผู้โดยสารคนอื่นๆ และต้องพบกับภาพที่ไม่คาดคิด โดยทันทีที่ชายหนุ่มที่อยู่ในห้องน้ำรู้ตัว เขาก็รีบปิดประตูห้องน้ำด้วยความอาย ขณะที่สจ๊วตก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น โดยคลิปเหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ได้โดยผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่อง

ดูคลิป ที่นี่

ขณะที่ชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยต่างแซวเล่นว่า “ทางสายการบินควรชาร์จค่าเดินทางเพิ่ม” และบางคนคอมเมนต์ว่า “หวังว่าหนุ่มคนนั้นจะไม่ใช่นักบินนะ”

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เครื่องบินลงจอดบนเกาะอิบิซาของสเปน ตำรวจภาคพื้นดินก็ได้ควบคุมตัวผู้กระทำอนาจารทั้ง 2 คนลงจากเครื่อง แต่ไม่มีรายละเอียดว่าทั้งสองคนถูกจับกุมหรือดำเนินคดีหรือไม่อย่างไร โดยตามมาตรา 71 ของพระราชบัญญัติความผิดทางเพศปี 2004 ระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ในห้องน้ำที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย.

ที่มา : เดลีเมล์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “อีซีเจ็ต“

ส่องขบวนรถไฟส่วนตัว “คิม จองอึน” หรูหราช้าแต่ชัวร์ ถึงที่หมายอย่างมีสไตล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724379

ส่องขบวนรถไฟส่วนตัว "คิม จองอึน" หรูหราช้าแต่ชัวร์ ถึงที่หมายอย่างมีสไตล์

12 ก.ย. 2566 10:55 น.

ส่องขบวนรถไฟส่วนตัว “คิม จองอึน” หรูหราช้าแต่ชัวร์ ถึงที่หมายอย่างมีสไตล์

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกเดินทางด้วยรถไฟส่วนตัวมุ่งหน้าไปรัสเซีย นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกในรอบ 4 ปี และเป็นการกลับมาใช้รถไฟอีกครั้ง ที่เป็นสัญลักษณ์ความหรูหราและเก่าแก่ยาวนานของตระกูลคิม

วันที่ 12 ก.ย. 2566 สื่อเกาหลีใต้รายงานอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า รถไฟหุ้มเกราะสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นยานพาหนะส่วนตัวของผู้นำคิม จองอึน แห่งเกาหลีเหนือ ได้เคลื่อนขบวนออกจากกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางอันยาวนานไปยังรัสเซีย ตามคำเชิญของ “สหายปูติน” ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และคาดว่าจะมีการพบกันของสองผู้นำในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยสถานที่อาจจะเป็นเมืองท่าวลาดิวอสต็อกของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนเกาหลีเหนือราว 482 กิโลเมตร 

ที่ผ่านมา ผู้นำเกาหลีเหนือแทบไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศเลย นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศสืบต่อจากนายคิม จองอิล บิดาผู้ล่วงลับ ในปี 2554 ขณะเดียวกันในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกาหลีเหนือก็ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง 

เป็นที่ร่ำลือกันว่าสมัยก่อน คิม จองอิล บิดาของเขา และย้อนไปถึง คิม อิลซุง ปู่ของเขาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ ต่างกลัวการเดินทางด้วยเครื่องบิน ทำให้ส่วนใหญ่ตระกูลคิม ต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยรถไฟที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ ในขณะที่คิม จองอึน ซึ่งไม่ได้กลัวการขึ้นเครื่องบิน ได้เคยขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ดำเนินการโดยแอร์ ไชน่า ไปร่วมการประชุมสุดยอดทางการทูตกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2561 และเขายังใช้เครื่องบินของเกาหลีเหนือ เพื่อเดินทางระยะสั้นไปยังเมืองต้าเหลียนของจีนในปีเดียวกัน เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ครั้งที่สอง แต่ก็จะเห็นได้ว่า คิม จองอึน เคยเดินทางด้วยรถไฟหลายครั้ง และมักจะชอบเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งเป็นวิธีการเดินทางที่ไม่ธรรมดาสำหรับผู้นำโลกในศตวรรษที่ 21

ตกแต่งภายในหรูหรา เสิร์ฟแต่อาหารชั้นเลิศ

ภาพถ่ายจากสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ แสดงให้เห็นขบวนรถไฟสีเขียวและตัดด้วยสีเหลืองโดดเด่นที่ด้านนอก ส่วนภายในขบวนรถไฟที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ด้วยผนังสีขาวมันวาว มีโคมไฟประดับผนัง และโซฟาหนังสีแดง พร้อมด้วยโต๊ะยาวสำหรับการบรรยายสรุปและจอภาพขนาดใหญ่

คอนสแตนติน พูลิคอฟสกี เจ้าหน้าที่ทางการรัสเซีย เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางข้ามเขตตะวันออกไกลของรัสเซียกับคิม จองอิล ในหนังสือชื่อว่า “Orient Express” โดยมีการบรรยายถึงเมนูอาหารกูร์เมต์ ที่มีเมนูหลากหลายให้เลือกสั่ง ตั้งแต่อาหารรัสเซีย อาหารจีน อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น และอาหารฝรั่งเศส พร้อมเสริมว่า บนรถไฟยังมีไวน์บอร์กโดซ์และเบอร์กันดี และยังมีล็อบสเตอร์เป็นๆ อยู่ด้วย

ในหนังสือเล่มนี้ยังเล่าว่า ตลอดการเดินทางบนรถไฟขบวนนี้ จะได้รับความบันเทิงจากนักร้องหญิงสาว ซึ่งได้รับการแนะนำว่าเป็น “วาทยกรหญิง” 

บทความจากหนังสือพิมพ์โชซอน อิลโบ ของเกาหลีใต้ เมื่อปี 2552 อ้างรายงานข่าวกรอง ระบุว่า รถไฟขบวนพิเศษของคิม จองอึน มีตู้รถไฟทั้งหมด 90 ตู้ บางตู้เป็นแบบภายในเปิดโล่ง สามารถบรรทุกยานพานะได้ ขณะที่นายกอร์กี โตโลรายา นักการทูตชาวรัสเซียอีกคนหนึ่งที่เดินทางร่วมกับคิม จองอิล ในปี 2544 ระบุว่า มีรถเมอร์เซเดส หุ้มเกราะ 2 คัน ถูกบรรทุกไปกับขบวนรถไฟ 

เน้นความปลอดภัย ไม่เน้นถึงไว

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว รถไฟ “แอมแทร็ค อะเซลา” (Amtrak Acela) แบบมาตรฐานมีเพียง 9 ตู้โดยสาร ในขณะที่รถไฟเกาหลีเหนือมี 90 ตู้ ขณะเดียวกันรถไฟของสหรัฐฯ เดินทางได้เร็วกว่ามาก ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไฟของเกาหลีเหนือมีความเร็วสูงสุดตามรายงานที่ 88.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความช้าอาจเกิดจากน้ำหนักของขบวนรถไฟ ซึ่งเป็นผลมาจากชุดเกราะกันกระสุนแบบพิเศษที่ติดตั้งไว้บนรถไฟ

นักการทูตรัสเซียกล่าวว่า ระหว่างการตรวจสอบรถไฟส่วนตัวของอดีตผู้นำคิม จองอิล โดยช่างเทคนิคชาวรัสเซียในปี 2544 พวกเขาพบว่ามีแผ่นหุ้มเกราะอยู่ใต้รถรางหลัก 2 ตู้โดยสาร ที่ผู้นำเกาหลีเหนือใช้เพื่อพักผ่อนและทำงานในขบวนรถไฟ 

ช่างเทคนิคยังพบว่า รถไฟขบวนนี้มีต้นกำเนิดจากโซเวียต แต่ได้รับการดัดแปลงในภายหลังให้เป็นขบวนรถไฟส่วนตัวของผู้นำ และบางครั้งระหว่างการเดินทางรถไฟจะหยุดชะงัก มักเกิดจากปัญหาด้านความปลอดภัย

หนังสือพิมพ์โชซอน อิลโบ รายงานเมื่อปี 2552 ว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 100 นาย จะถูกส่งไปยังสถานีต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อตรวจหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นก่อนรถไฟจะไปถึง ขณะเดียวกันก็ปิดไฟฟ้าที่สถานี เพื่อป้องกันไม่ให้รถไฟขบวนอื่นเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ นอกจากนี้รถไฟยังเชื่อมต่อกับผู้สนับสนุนด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินขนส่งทางอากาศ Il-76 ที่ผลิตในโซเวียต และเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 

ขณะเดียวกัน ระหว่างการเดินทาง รถไฟขบวนล่วงหน้าได้ไปเตรียมการรักษาความปลอดภัยและดูแลรางรถไฟให้ปลอดภัย ส่วนรถไฟขบวนที่ 3 ซึ่งเป็นขบวนปิดท้ายในกลุ่ม ได้บรรทุกเจ้าหน้าที่สนับสนุนและเหล่าบอดี้การ์ดตามไป 

แม้จะดูเหมือนเป็นการเดินทางที่ย่ิงใหญ่และมีรายละเอียดมาก แต่รถไฟก็เป็นวิธีการเดินทางไปเงียบๆ และยากจะตรวจจับได้ เมื่อเทียบกับเครื่องบิน ซึ่งสามารถตรวจพบได้ด้วยข้อมูลการติดตามเที่ยวบินหรือเรดาร์ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา การเดินทางของผู้นำคิม มักได้รับการประกาศหลังจากการเดินทางเสร็จสิ้นแล้ว

รถไฟอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ระยะเวลาเดินทางจากเกาหลีเหนือไปยังเมืองท่าวลาดิวอสต็อก ใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง ซึ่งนานกว่าเที่ยวบินอื่นๆ มาก โดยเมื่อครั้งผู้นำคิม จองอึน เดินทางไปเวียดนาม เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 กับโดนัลด์ ทรัมป์ การเดินทางใช้เวลายาวนานถึง 65 ชั่วโมง

ย้อนไปในสมัยการปกครองของคิม อิลซุง ปู่ของเขา เคยใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟนานหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ยังเคยนั่งรถไฟไปเยือนยุโรปตะวันออก ใช้เส้นทางผ่านกรุงมอสโกในปี 2527

นอกจากนี้ ความช้าของการเดินทางด้วยรถไฟ ยังเกิดขึ้นจากเครือข่ายรถไฟของรัสเซีย ที่ใช้มาตรวัดขนาดที่แตกต่างจากที่ใช้ในคาบสมุทรเกาหลี ทำให้เมื่อจะเข้าเขตรัสเซียแล้ว อาจต้องรอที่ชายแดนเป็นเวลานาน 

อย่างไรก็ตาม การรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด น่าจะเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ตระกูลคิมชื่นชอบการเดินทางด้วยรถไฟ อดีตบอดี้การ์ดคนหนึ่งของอดีตผู้นำคิม จองอิล กล่าวว่า ผู้นำเกาหลีเหนือเคยพูดอย่างหนักแน่นว่า จะไม่เดินทางทางอากาศ เนื่องจากกังวลว่าจะถูกยิงตกลงมาจากท้องฟ้า

ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือไม่ใช่ผู้นำโลกเพียงประเทศเดียว ที่นิยมชมชอบการเดินทางด้วยรถไฟมากกว่าการเดินทางทางอากาศ เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากภัยคุกคามด้านการบินในช่วงสงคราม ผู้ไปเยือนกรุงเคียฟของยูเครนเกือบทั้งหมด จึงต้องเดินทางมาโดยบริการรถไฟของยูเครน รวมถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเอง พร้อมด้วยผู้นำคนอื่นๆ ที่เดินทางด้วยรถไฟวีไอพี ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ 

นอกจากนี้ มีการเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ก็มีขบวนรถไฟหุ้มเกราะส่วนตัวแบบสุดหรูของเขาเองเช่นกัน สื่อท้องถิ่นของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีปูติน เดินทางโดยรถไฟเป็นประจำมากขึ้นตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขาเอง.

กู้ภัยช่วยเหลือนักสำรวจชาวอเมริกันสำเร็จ หลังติดถ้ำที่ลึกสุดในโลก 9 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724417

กู้ภัยช่วยเหลือนักสำรวจชาวอเมริกันสำเร็จ หลังติดถ้ำที่ลึกสุดในโลก 9 วัน

12 ก.ย. 2566 12:27 น.

กู้ภัยช่วยเหลือนักสำรวจชาวอเมริกันสำเร็จ หลังติดถ้ำที่ลึกสุดในโลก 9 วัน

ทีมกู้ภัยนำตัวนักสำรวจถ้ำชาวอเมริกัน มาร์ค ดิคกีย์ ออกจากถ้ำมอร์กาในตุรกีได้สำเร็จ หลังเกิดอาการป่วยและติดอยู่ในถ้ำนานประมาณ 9 วัน

วันที่ 12 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยตุรกี แถลงสามารถช่วยเหลือและนำตัวนายมาร์ค ดิคกีย์ ออกมาจากถ้ำมอร์กา ในตุรกี ได้อย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากติดอยู่ในถ้ำนานกว่าหนึ่งสัปดาห์

มาร์ค ดิคกีย์ นักสำรวจถ้ำชาวอเมริกันมากประสบการณ์ วัย 40 ปี เกิดล้มป่วยระหว่างการสำรวจถ้ำมอร์กา (Morca) หนึ่งในถ้ำที่ลึกที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาทอรัส ตอนใต้ของประเทศตุรกี โดยนายดิคกีย์ล้มป่วยขณะตั้งแคมป์พักในถ้ำที่ระดับความลึกราว 1,040 เมตร ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2566 

ปฏิบัติการช่วยเหลือนายดิคกีย์เริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากที่นายดิคกีย์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และเลือดออกในกระเพาะอาหาร 

รายงานระบุ มีเจ้าหน้าที่กู้ภัย นักสำรวจถ้ำ ทีมแพทย์ และผู้เกี่ยวกันรวมกันมากกว่า 150 คน จาก 8 ประเทศ เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ 

กระทั่งในที่สุด เมื่อเวลา 00.37 น. ของวันที่ 12 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ทีมกู้ภัยสามารถนำตัวนายดิคกีย์ออกจากถ้ำมอร์กาได้อย่างปลอดภัย โดยทีมช่วยเหลือกล่าวว่า นี่คือหนึ่งในปฏิบัติการช่วยเหลือที่ยากและซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ชมคลิป : ที่นี่

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC

ฤทธิ์พายุ แดเนียล ลิเบียน้ำท่วมหนัก หวั่นเสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724364

ฤทธิ์พายุ แดเนียล ลิเบียน้ำท่วมหนัก หวั่นเสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ

12 ก.ย. 2566 06:00 น.

ฤทธิ์พายุ แดเนียล ลิเบียน้ำท่วมหนัก หวั่นเสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ

พายุแดเนียลเคลื่อนตัวผ่านภาคตะวันออกของประเทศลิเบีย ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง จนทางการท้องถิ่นระบุว่า อาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโอซามา ฮาหมัด ประธานรัฐสภาตะวันออกของประเทศลิเบีย เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 11 ก.ย. 2566 ว่า เหตุน้ำท่วมรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศจากอิทธิพลของพายุ แดเนียล อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพแล้ว หลังกระแสน้ำซัดย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งลงทะเลไปพร้อมกับชาวบ้านหลายพันคน

นายฮาหมัดไม่ได้ระบุว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายดังกล่าวมาจากไหน แต่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นรถยนต์จำนวนมากถูกน้ำท่วม อาคารหลายหลังถูกกระแสน้ำซัดจนพังถล่ม และกระแสน้ำท่วมไหลเชี่ยวบนท้องถนน

นายฮาหมัดยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่การแพทย์เดินทางไปยังเมืองเดอร์นา ทางตะวันออกของประเทศซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพื่อให้ความช่วยเหลือในทันที โดยสภากาชาดลิเบียประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตในเมืองเดอร์นาไว้ที่ราว 150-250 ศพ ขณะที่สัญญาณโทรศัพท์ในเมืองถูกตัดขาด ทำให้การสื่อสารทำได้ยากลำบาก

ส่วนที่เมืองเบย์ดา ทางตะวันออกเช่นกัน โรงพยาบาลหลายแห่งต้องอพยพคนไข้ เนื่องจากฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมรุนแรง

ทั้งนี้ น้ำท่วมในประเทศลิเบียเป็นผลมาจากส่วนที่หลงเหลือของพายุแดเนียล ที่ตอนนี้กลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง โดยพายุลูกนี้พัดถล่มกรีซเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักไม่ต่างกัน ก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และพัฒนากลายเป็นพายุลักษณ์คล้ายกับไซโคลนเขตร้อน เรียกว่า เมดิเคน (medicane)

ส่วนที่หลงเหลือของพายุดังกล่าวกำลังเล่นงานภาคเหนือของลิเบีย และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่ทางเหนือของประเทศอียิปต์ พยากรณ์อากาศเตือนว่า

ที่มา : cnn

หนุ่มนิวซีแลนด์รอดปาฏิหาริย์ ตกเขาสูง 600 ม. บาดเจ็บแค่เล็กน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724363

หนุ่มนิวซีแลนด์รอดปาฏิหาริย์ ตกเขาสูง 600 ม. บาดเจ็บแค่เล็กน้อย

12 ก.ย. 2566 04:52 น.

หนุ่มนิวซีแลนด์รอดปาฏิหาริย์ ตกเขาสูง 600 ม. บาดเจ็บแค่เล็กน้อย

นักปีนเขาในประเทศนิวซีแลนด์รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากตกเขาเป็นระยะทางกว่า 600 ม. หรือเทียบเท่าหนึ่งในตึกสูงที่สุดในโลก โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในประเทศนิวซีแลนด์เผย นักปีนเขาชายคนหนึ่งผู้ไม่มีการเปิดเผยชื่อ ตกลงมาจากยอดเขา ‘ทารานากี’ (Taranaki) บนเกาะนอร์ท เมื่อช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากไต่เขาร่วมกับกลุ่มของเขา โดยตกลงมาเป็นระยะทางกว่า 600 เมตร

ระยะทางดังกล่าวเทียบเท่ากับความสูงของหอนาฬิกาหลวงมักกะฮ์ (Makkah Clock Royal Tower) ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารสูงที่สุดในโลก และสูงเกือบเท่าตัวของตึกใบหยก ซึ่งสูง 304 ม. ไม่รวมเสาสัญญาณ

อย่างไรก็ตาม ตำรวจบอกว่าเคราะห์ดีที่ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิทำให้แผ่นน้ำแข็งบนภูเขาอ่อนตัวลง หมายความว่าเขาตกลงมาบนพื้นหิมะ รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

โชคของชายคนนี้ยังไม่หมดแค่นั้น เนื่องจากในเวลาเกิดเหตุ สมาชิกทีมกู้ภัย ทารานากี อัลไพน์ ก็เป็นหนึ่งในคนที่ขึ้นไปปีนเขาวันนั้นด้วย และร่วมมือกับกลุ่มไต่เขาหาตำแหน่งของเขาจนเจอ

ทั้งนี้ ภูเขาทารานากีขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะนอร์ท โดยตามสถิติของสภาความปลอดภัยการปีนเขาของนิวซีแลนด์ ในปี 2564 มีนักปีนเขา 2 คนตกลงจากยอดเขาจุดเดียวกับชายคนนี้ แต่โชคร้ายเสียชีวิตทั้งคู่

ที่มา : bbc

อีลอน มัสก์ ยืนยันมีลูกคนที่ 3 กับอดีตแฟนสาว ตั้งชื่อแหวกแนวเหมือนเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724362

อีลอน มัสก์ ยืนยันมีลูกคนที่ 3 กับอดีตแฟนสาว ตั้งชื่อแหวกแนวเหมือนเดิม

12 ก.ย. 2566 03:55 น.

อีลอน มัสก์ ยืนยันมีลูกคนที่ 3 กับอดีตแฟนสาว ตั้งชื่อแหวกแนวเหมือนเดิม

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีชื่อดังยืนยันว่า เขากับไกรมส์ อดีตแฟนสาว มีลูกคนที่ 3 ด้วยกัน และตั้งชื่อสุดแปลกแหวกแนวเหมือนกับลูกอีก 2 คนก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อีลอน มัสก์ ยอมรับผ่าน X หรือชื่อเดิมคือ ทวิตเตอร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 ก.ย.) ว่า เขากับ ไกรมส์ (Grimes) นักร้องสาวอดีตแฟนมีลูกคนที่ 3 ด้วยกัน และตั้งชื่อให้เด็กคนนี้ว่า “เทา เทคโน เมคานิคัส” (Tau Techno Mechanicus) แต่ไม่เปิดเผยเพศของเด็กคนนี้

อีลอน มัสก์ เปิดเผยชื่อลูกคนที่ 3 ของเขาในการตอบโพสต์ของนาย ป๊อป เบส (Pop Base) ผู้สื่อข่าวบันเทิงในสหรัฐฯ โดยชื่อลูก 2 คนก่อนหน้านี้ของเขากับไกรมส์ได้แก่ “เอ็กซ์ แอช เอ-ทเวลฟ์” (X Æ A-Xii) และ เอ็กซา ดาร์ก ไซดีเรียล (Exa Dark Sideræl)

นายมัสก์กับไกรมส์ มีลูกคนแรกด้วยกันในเดือน พ.ค. 2563 ก่อนจะเลิกรากันในเดือนกันยายน 2564 แต่นักร้องสาวชาวแคนาดาระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงราบรื่น

ในเดือนมีนาคม 2565 ว่า เธอจะเปิดเผยเรื่องลูกคนที่ 2 ระหว่างเธอกับมัสก์โดยบังเอิญ หลังพิธีกรได้ยิงเสียงเด็กร้องไห้ระหว่างการสัมภาษณ์ทางไกล ไกรมส์จึงยอมรับว่า เอ็กซา ดาร์ก ไซดีเรียล ลูกคนที่ 2 ของเธอกับมัสก์เกิดในเดือนธันวาคม 2564 ด้วยวิธีการอุ้มบุญ

ทั้งนี้ นายมัสก์วัย 48 ปี ยังมีลูกคนอื่นอีก 5 คนในการแต่งงานครั้งก่อน ได้แก่ ฝาแฝด กริฟฟินกับวิเวียน และแฝด 3 เดเมียน, แซกซอน กับไค นอกจากนั้นเพิ่งมีการเปิดเผยเมื่อ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า มัสก์มีลูกแฝดวัย 16 เดือนชื่อว่า สไตรเดอร์และอาซัวร์ กับ น.ส. ชีวอน ไซลิส ผู้บริหารของบริษัท นิวรัลลิงก์ (Neuralink) ของเขาเองด้วย

ที่มา : cnn

ญี่ปุ่นปล่อยน้ำเสียจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะรอบแรก 7,800 ตันเสร็จแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724361

ญี่ปุ่นปล่อยน้ำเสียจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะรอบแรก 7,800 ตันเสร็จแล้ว

12 ก.ย. 2566 02:37 น.

ญี่ปุ่นปล่อยน้ำเสียจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะรอบแรก 7,800 ตันเสร็จแล้ว

ญี่ปุ่นเสร็จสิ้นการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะรอบแรกแล้ว โดยปล่อยไปทั้งหมด 7,800 ตัน และจะเริ่มปล่อยน้ำรอบต่อไปภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ คอมพานี โฮลดิ้ง หรือ เทปโก (TEPCO) ผู้ดำเนินกิจการโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ เปิดเผยในวันที่ 11 ก.ย. 2566 ว่า พวกเขาปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วลงสู่ทะเลรอบแรกเสร็จแล้ว

 เทปโกเริ่มปล่อยน้ำปนเปื้อนรังจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังประสบปัญหาในการจัดเก็บ เนื่องจากน้ำดังกล่าวสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่โรงงานไฟฟ้าแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2554 จนเกิดหายนะนิวเคลียร์ครั้งใหญ่

เทปโกระบุว่า การปล่อยน้ำรอบแรกระยะเวลา 17 วัน พวกเขาปล่อยน้ำไปได้ 7,800 ตัน จากแทงก์เก็บ 10 แทงก์ โดยพวกเขาจะดำเนินการตรวจสอบและทำความสะอาดอุปกรร์ ก่อนจะเริ่มปล่อยน้ำรอบที่ 2 อีก 7,800 ตันภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระบวยการปล่อยน้ำปนเปื้อนจะใช้เวลายาวนานหลายสิบปี เนื่องจากเทปโกยังเหลือน้ำปนเปื้อนที่ต้องปล่อยถึง 1.34 ล้านตันซึ่งเก็บอยู่ในแทงก์น้ำนับพันแทงก์ที่โรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากชาวประมงและประเทศเพื่อนบ้าน

จีนประกาศห้ามน้ำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นทันทีที่มีการปล่อยน้ำปนเปื้อน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออก และทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้มาตรการช่วยเหลือฉุกเฉิน

ด้านนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ แห่งญี่ปุ่น กล่าวที่การประชุมผู้นำชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการประชุม G20 เมื่อสัปดาห์ก่อน เน้นย้ำว่า กระบวนการปล่อยน้ำปนเปื้อนมีความปลอดภัยและความโปร่งใสจนได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ และเรียกร้องให้จีนยกเลิกการแบนอาหารทะเลในทันที

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นอ้างด้วยว่า ตัวอย่างทั้งหมดที่เก็บจากน้ำทะเลและปลานับตั้งแต่เริ่มการปล่อยน้ำปนเปื้อน พบว่ามีระดับการปนเปื้อนต่ำกว่าขีดจำกัดด้านความปลอดภัยมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เศร้า แผ่นดินไหวโมร็อกโกดับเฉียด 2,700 ศพ นานาชาติเสนอช่วยเหลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724341

เศร้า แผ่นดินไหวโมร็อกโกดับเฉียด 2,700 ศพ นานาชาติเสนอช่วยเหลือ

12 ก.ย. 2566 00:37 น.

เศร้า แผ่นดินไหวโมร็อกโกดับเฉียด 2,700 ศพ นานาชาติเสนอช่วยเหลือ

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในประเทศโมร็อกโกทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,700 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องแข่งกับเวลาออกค้นหา

สำนักข่าว 2M สื่อของรัฐบาลประเทศโมร็อกโก รายงานในวันจันทร์ที่ 11 ก.ย. 2566 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,681 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2,501 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงออกค้นหาผู้รอดชีวิตและพยายามเข้าถึงพื้นที่ชุมชนที่ถูกตัดขาด หลังเกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.8 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ใกล้เมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญอย่าง มาร์ราเกช จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และมีประชาชนอีกนับไม่ถ้วนที่ยังคงสูญหาย

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอยู่ในจังหวัด อัล ฮาอูซ (Al Haouz) ทางตอนใต้ของโมร็อกโก บริเวณตีนเทือกเขาแอตลาส พบผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 1,500 ศพ โดยหมู่บ้านแถบภูเขาแอตลาสได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางแห่งถูกทำลายอย่างราบคาบ รวมถึงหมู่บ้านอัสนี ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่เป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 30 เตียง ไว้รองรับผู้บาดเจ็บ

วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กองทัพของโมร็อกโกเข้าถึงหมู่บ้านอิกิล (Ighil) ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้สำเร็จแล้ว โดยไปถึงพร้อมกับรถบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือและเจ้าหน้าที่ทหารอุปกรณ์ครบมือ หลังจากทำได้เพียงใช้เฮลิคอปเตอร์คอยหย่อนเสบียงอาหารให้แก่ชาวบ้านมาตลอดตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว

ขณะที่หลายประเทศส่งและเสนอมอบความช่วยเหลือแก่โมร็อกโก เช่น สเปน ส่งทหาร 56 นายกับสุนัขดมกลิ่น มาถึงเมืองมาร์ราเกชแล้ว เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรที่ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาและกู้ภัยมา 60 นาย พร้อมกับสุนัขอีก 4 ตัวกับอุปกรณ์กู้ภัยและทีมแพทย์

ฝรั่งเศสจัดเตรียมงบช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ประสบภัย และจะมอบเงิน 5 ล้านยูโรแก่องค์กรเอ็นจีโอที่ปฏิบัติหน้าที่ในโมร็อกโกด้วย ส่วนตุรกีซึ่งเผชิญแผ่นดินไหวใหญ่เช่นเดียวกันในปีนี้ เตรียมเจ้าหน้าที่ 265 นายกับเต๊นท์อีก 1,000 พร้อมส่งให้โมร็อกโกทันทีที่ได้รับการร้องขอ

ด้านแอลจีเรียซึ่งตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับโมร็อกโกในปี 2564 และปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินทุกลำที่ลงทะเบียนในโมร็อกโกบินผ่าน เตรียมเปิดน่านฟ้าเพื่อให้เที่ยวบินช่วยเหลือและเที่ยวบินทางการแพทย์บินผ่านได้

ส่วนสภากาชาดแห่งประเทศจีนประกาศจะส่งเงินช่วยเหลือจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่สภากาชาดโมร็อกโก เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ ขณะที่สหประชาชาติ, สหรัฐฯ และธนาคารโลก ก็ประกาศว่าพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เกาหลีเหนือยืนยัน คิม จองอึน เยือนรัสเซีย เตรียมพบปูตินเร็วๆนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724314

เกาหลีเหนือยืนยัน คิม จองอึน เยือนรัสเซีย เตรียมพบปูตินเร็วๆนี้

11 ก.ย. 2566 21:30 น.

เกาหลีเหนือยืนยัน คิม จองอึน เยือนรัสเซีย เตรียมพบปูตินเร็วๆนี้

ทางการเกาหลีเหนือและรัสเซีย ยืนยัน คิม จองอึน ผู้นำโสมแดงเตรียมเดินทางเยือนรัสเซียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่สหรัฐฯ คาดไปเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงด้านอาวุธ 

วันที่ 11 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เตรียมเดินทางเยือนรัสเซีย ตามคำเชิญของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยสื่อท้องถิ่นของเกาหลีเหนือ KCNA ระบุ การเดินทางไปเยือนรัสเซียมีจุดประสงค์เพื่อ “พบปะและพูดคุยกัน” 

ขณะที่ สื่อเกาหลีใต้ รายงานเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า นายคิม จองอึน  ได้ออกเดินทางด้วยรถไฟหุ้มเกราะ เพื่อมุ่งสู่ประเทศรัสเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับว่าเป็นการออกเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีของนายคิม และการพบปะระหว่าง คิม จองอึน และปูติน อาจเกิดขึ้นในวันอังคารที่ 12 ก.ย. อย่างไรก็ดี ทางการรัสเซียและเกาหลีเหนือยังไม่ได้ยืนยันกำหนดการ หรือวันที่ทั้งสองผู้นำจะพบกัน

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเข้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ปูติน ก็ได้เดินทางไปยังเมืองวลาดีวอสต็อก ทางฝั่งตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Forum) ทั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่า คิม จองอึน จะเข้ารับประชุมด้วยหรือไม่ 

หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ผู้นำเกาหลีเหนือมีกำหนดการเดินทางเยือนรัสเซียภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือระหว่างสองชาติ รวมถึงข้อตกลงในการส่งอาวุธให้แก่รัสเซีย เพื่อใช้ในการทำสงครามในยูเครน ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera, Reuters

ซับน้ำตา ‘โมร็อกโก’ เผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในรอบ 60 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2724285

ซับน้ำตา 'โมร็อกโก' เผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในรอบ 60 ปี

11 ก.ย. 2566 20:57 น.

ซับน้ำตา ‘โมร็อกโก’ เผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในรอบ 60 ปี

  • สุดสะเทือนใจ แผ่นดินไหวโมร็อกโก ขนาด 6.8 คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อยเกือบ 2,700 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,400 คน จนถือเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในโมร็อกโก ในรอบ 60 ปี
  • นักธรณีวิทยาชี้ ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเช่นนี้ในโมร็อกโกมาก่อน เพราะแรงสั่นสะเทือนไปไกลถึง 300 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว
  • ทีมกู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังของบ้านเรือน มีหลายหมู่บ้านพังราบเป็นหน้ากลอง จากเหตุแผ่นดินไหว ขณะที่เมืองมาร์ราเกซ หรือรู้จักในชื่อเมืองเมดินา เมืองมรดกโลก UNESCO และเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโมร็อกโกได้รับความเสียหายหนักที่สุดในรอบ 120 ปี

ชาวโมร็อกโกเสียขวัญ หวาดกลัวกันทั้งประเทศ เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว ขนาด 6.8 จนทำให้อาคารบ้านเรือนพังพินาศจำนวนมาก และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยเกือบ 2,700 ศพแล้ว และบาดเจ็บกว่า 2,400 ราย

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี

เหตุแผ่นดินไหวโมร็อกโกครั้งนี้ มีขนาด 6.8 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.11 น. ของวันที่ 8 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) หรือตรงกับเวลา 05.11 น. ของวันที่ 9 ก.ย. ของไทย โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในพื้นที่ตอนกลางของเทือกเขาไฮแอตลาส (High Atlas)ใกล้กับเมืองอิกฮิล จังหวัดอัล ฮาอูซ ซึ่งอยู่บริเวณตีนเขา  จนนับเป็นการเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ของโมร็อกโก

ขณะที่ สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) รายงานว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวในโมร็อกโกครั้งนี้ อยู่ห่างจากเมืองมาร์ราเกช ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 71 กิโลเมตร และมีความลึกอยู่ที่ 18.5 กิโลเมตร จึงทำให้เมืองมาร์ราเกซ ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO) เท่านั้น แต่ยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก


เผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

‘โมร็อกโก’ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรโมร็อกโก ตั้งอยู่ชายฝั่งทางเหนือของทวีปแอฟริกา ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีช่องแคบยิบรอบตาร์ ขวางกั้นระหว่างโมร็อกโก กับประเทศสเปน

ตามรายงานของ USGS ระบุว่า การเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8. ที่โมร็อกโกครั้งนี้ นับเป็นเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นมาก่อนในภูมิภาคนี้ โดยที่ผ่านมา ไม่มีการบันทึกไว้ว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สามารถวัดแรงสั่นสะเทือนได้ไกลถึง 300 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

ในช่วง 48 ชั่วโมง ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อก หรือแผ่นดินไหวต่อเนื่องตามมาถึงอย่างน้อย 20 ครั้งแล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยอาฟเตอร์ช็อกครั้งรุนแรงที่สุด มีขนาด 4.9

คริส เอลเดอร์ส นักธรณีวิทยาโครงสร้าง จากมหาวิทยาลัย Curtin ในออสเตรเลีย กล่าวด้วยความกังวลว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวมากนักในโมร็อกโก และพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหว ส่วนมากเป็นทางเหนือของโมร็อกโก บริเวณชายฝั่งติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ใกล้กับแผ่นเปลือกโลก

ก่อนหน้านี้ เคยเกิดเหตุแผ่นดินไหวในโมร็อกโก ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1960 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ในเมืองอากาดีร์ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และมีการระบุว่าประชากรในเมืองนี้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 12,000-15,000 ศพ ไร้ที่อยู่อาศัยนับ 35,000 คน

ซับน้ำตาโมร็อกโก หลายหมู่บ้านพังพินาศ

ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากบ้านเรือนที่พังถล่มหลังเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่มีชาวบ้านพยายามใช้สองมือเปล่ารื้อซากปรักหักพังของบ้านเรือนเพื่อพยายามช่วยผู้รอดชีวิต อีกทั้งยังมีชาวโมร็อกโกพากันไปบริจาคเลือด เพื่อหวังช่วยชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว

ด้านทางการโมร็อกโกกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย โดยหลายหมู่บ้านได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีบ้านเรือนพังราบจำนวนมาก อีกทั้งประชาชนยังขาดอาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัย ในขณะที่การส่งความช่วยเหลือไปให้ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในบางพื้นที่ยังประสบปัญหาถนนถูกตัดขาด ไม่สามารถเข้าถึงได้ ในขณะที่มีรัฐบาล 4 ประเทศ อย่างเช่น สเปน ได้เสนอมอบความช่วยเหลือมาให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในโมร็อกโก

เมืองมรดกโลก ‘มาร์ราเกซ’ เสียหายหนักสุดในรอบ 120 ปี

แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ เมืองมาร์ราเกซ (Marrakech)หรือรู้จักในชื่อเมือง ‘เมดินา’ (Medina) เมืองมรดกโลกของ UNESCO ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ขนาด 6.8 จนนับเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อเมืองมาร์ราเกซครั้งรุนแรงที่สุดในรอบอย่างน้อย 120 ปี

เมืองมาร์ราเกซ นอกจากเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO) แล้ว ยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศโมร็อกโกอีกด้วย โดยสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากในเมืองมาร์ราเกซ ได้รับความเสียหายและมีบางแห่งพังลงมาทั้งหมด 

ส่วนบริเวณนอกเมืองมาร์ราเกซ น่าเสียดาย ที่มัสยิดโบราณ Tinmal ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 12 บนเทือกเขา High Atlas ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่ทำให้ชาวโมร็อกโกโล่งอก เมื่อมัสยิดคูตูเบีย (Kutubiyya)ซึ่งถือเป็นมัสยิดเก่าแก่ ล้ำค่าที่สุดของเมืองมาร์ราเกซ จนถูกยกให้เป็น ‘เพชรประดับยอดมงกุฎ’ ของเมืองมาร์ราเกซนั้น สามารถยืนยงคงอยู่ได้ เพียงแต่เกิดการสั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เท่านั้น

ผู้เขียน: อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : Aljazeera, BBC ,CNN