‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754685

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย  พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ห้องประชุม Townhall อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ออฟฟิศเคส (At Work) เมื่อเร็วๆ นี้ นายชิตพล วิวัฒนาเกษม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จับมือวิทยาลัย 31 แห่งทั่วประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการสนับสนุนนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการ ประจำปี 2566 ร่วมสร้างเครือข่ายพัฒนาความรู้และประสบการณ์ ด้วยทักษะการเรียนรู้ ทั้งรูปแบบClassroom Training และ e-Learning Platform, พัฒนาทักษะวิชาชีพ

ผ่านหลักสูตรเฉพาะทางของทุกแบรนด์ร้านอาหารในเครือ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์รวมถึงมีระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) ที่คอยดูแลให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลา 1-3 ปี ของการเข้าฝึกประสบการณ์ (ขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละสถาบัน) ทั้งนี้ ทาง เซ็น กรุ๊ป เชื่อในศักยภาพของคนรุ่นใหม่จึงอยากร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้นักศึกษาได้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำทั้งความรู้ ประสบการณ์ และทักษะวิชาชีพ ไปต่อยอดสู่การทำงานแบบมืออาชีพได้ในอนาคต

ครูอาสา‘After School Program’ เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754688

ครูอาสา‘After School Program’  เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

ครูอาสา‘After School Program’ เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“นอกจากการได้แบ่งปันความรู้ให้เด็กๆ รู้สึกรักวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นแล้ว อีกจุดมุ่งหมายที่โครงการAfter School Program เน้นคือการปลูกฝัง Growth mindset ให้เด็กๆ รู้สึกว่าถ้าทุกคนทำได้ เราก็ทำได้ ผมว่าสิ่งนี้แหละคือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคน”

ปริญญา ผลบุตร (คุณหนุ่ม) ผู้มีอาชีพหลักเป็นนักธรณีวิทยา (Petrophysicist) ประจำที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บอกเล่าประสบการณ์การสอนในเวลา “หลังเลิกเรียน” เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานบริษัทสู่คุณครูอาสาของโครงการ “After School Program” สอนวิชาคณิตศาสตร์ทุกสัปดาห์ให้กับโรงเรียนวัดประชาศรัทธาธรรม โดยเมื่อทางบริษัทได้เข้าร่วมสนับสนุนและประกาศรับอาสาสมัครในโครงการดังกล่าว จากการที่มีประสบการณ์และรักในการสอน คุณหนุ่มจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมทันที

สำหรับโครงการ After School Program ดำเนินงานโดยมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ หรือ Saturday School Foundation ร่วมกับ กรุงเทพมหานครโดยเป้าหมายของโครงการฯ ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกคนในสังคมสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาได้” ซึ่งก่อนที่หลักสูตรหลังเลิกเรียนจะเริ่มต้นขึ้น ทางมูลนิธิได้เปิดให้อาสาสมัครทั้งนักศึกษา พนักงานองค์กรเอกชน และผู้ที่มีใจรักการสอนสมัครเข้าร่วมเพื่อขยายกรอบทางการศึกษาให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

พร้อมขนวิชานอกห้องเรียนมาสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ให้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร สัปดาห์ละ 1 วัน ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งหลักสูตรหลังเลิกเรียนไม่เพียงแต่เน้นการพัฒนาวิชาพื้นฐานของเด็กๆ ให้แน่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งเสริมสร้าง Soft Skills ผ่านการปลูกฝัง Growth Mindset ให้เด็กๆ กล้าที่จะเดินตามความฝัน และเชื่อในศักยภาพของตนเอง จุดมุ่งหมายดังกล่าว ได้สอดคล้องกับแนวคิดของเชฟรอนประเทศไทยฯ ในฐานะบริษัทพลังงานระดับโลกที่เชื่อมั่นใน “พลังคน”

โดยนอกจากพันธกิจในการจัดหาพลังงานให้ประเทศอย่างยั่งยืนแล้ว บริษัทยังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนแนวคิดนี้สู่พนักงานและส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่เสมอ โดยคุณหนุ่ม กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าดีใจที่บริษัทฯ ได้แนะนำให้รู้จักกับโครงการ After School Program ซึ่งการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ได้เปิดโลกการเรียนรู้มากมายในฐานะครูผู้สอน ไปพร้อมกับเด็กๆ อีกด้วย

“ในฐานะครูอาสาที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทไปด้วย ผมอยากแบ่งปันความรู้จากนอกห้องเรียน หรือประสบการณ์รอบตัวจากงานที่ได้ทำมาประยุกต์ใช้ให้เด็กๆ สนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น โดยมองว่าการจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นั้นเด็กต้องรู้สึกสนุกและเปิดใจก่อน จึงได้นำเอาการสอนคณิตศาสตร์แนวทางสิงคโปร์ (Singapore Maths) มาใช้ ซึ่งเน้นให้น้องๆ เข้าใจเลขคณิตผ่านภาพหรือโมเดลแทนการท่องจำจากตัวเลข

เช่น เรียนรู้ด้านการหารผ่านกิจกรรมที่ให้เด็กๆ สัมผัสได้จริงอย่างการแบ่งสิ่งของหรือขนมเป็นจำนวนเท่าๆ กัน ในตอนแรกน้องๆ ยังรู้สึกไม่มั่นใจ แต่พอผ่านมาถึงประมาณสัปดาห์ที่ 6 สัมผัสได้ว่าพื้นฐานเบื้องต้นทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นและชอบวิชานี้มากขึ้น ซึ่งตรงกับความตั้งใจที่อยากให้เด็กๆ รู้สึกว่าตนเองทำได้ ขอแค่เปิดใจเรียนรู้และฝึกฝน” ปริญญา กล่าว

สำหรับ ภาณุ บุญวัฒโนภาส (คุณบอย) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด อีกหนึ่งอาสาสมัครครูอาสา เล่าว่า สอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดพระยายังโดยจุดเริ่มต้นคืออยากจะมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และมีความฝันอยากเป็นอาจารย์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งภาษาอังกฤษที่สอนจะเน้นไปในรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันถือเป็นภาษาที่สองของเด็กๆ เลยทีเดียว

“สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือการที่ได้ให้โอกาสลูกๆ ทั้งสองคนเข้ามามีส่วนร่วมในการสอนครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำกิจกรรมในห้องเรียน หรือช่วยการสอน ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยสังคมปัจจุบัน ถ้าเราไม่ให้โอกาสเขาได้เห็นโลกที่กว้างมากขึ้น และปลูกฝังแนวคิดเรื่องการแบ่งปัน เขาก็จะไม่รู้ว่าจะทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร ต้องขอบคุณ Saturday School Foundation
ที่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา

และขอบคุณบริษัทที่ทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง รวมถึงจริงจังกับการพัฒนารากฐานของประเทศผ่านการศึกษามาโดยตลอดโดยผมมองว่าการได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวถือเป็นประตูแห่งโอกาสทั้งสำหรับผมและครอบครัว และได้เห็นการศึกษาที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดอย่างแท้จริง” รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว

ด้าน วุฒิพงษ์ วงษ์ชัยวัฒนกุล (คุณแบงค์) ผู้จัดการโครงการ After School Program ภายใต้ Saturday School Foundation กล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการ ว่า ความตั้งใจของมูลนิธิคืออยากให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อขยายโอกาสในระบบการศึกษาไปด้วยกัน โดยนอกจากวิชาพื้นฐานอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แล้ว เรายังเปิดสอนวิชาอื่นๆอย่าง ภาษาญี่ปุ่น การเขียนโปรแกรม ดนตรี และสะเต็มศึกษา (STEM) อีกด้วย

โดยหลังจากผ่านการคัดเลือก อาสาสมัครทุกคนต้องเข้าอบรมก่อน ซึ่งเราเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมในห้องเรียน เช่น การเรียนผ่านเกมการ์ด ผ่านการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น ระหว่างอบรมครูอาสา เราเน้นเสมอว่าอยากให้ห้องเรียนเป็น Sandbox คือเป็นกระบะทรายให้เด็กๆ ลองผิดลองถูกได้และไม่มีเด็กคนไหนที่ทำสิ่งใดไม่ได้เช่นกัน

“ในระยะยาว เราอยากเดินทางไปถึงความสำเร็จในการปลดล็อกโมเดลดังกล่าวให้โรงเรียนหรือชุมชนสามารถตั้งกลุ่มดำเนินการรับสมัครครูอาสาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง เพื่อให้ต่อไปใครที่อยากเข้าร่วมก็สามารถเชิญชวนกันเข้าไปได้ ซึ่งถือเป็นการขยายโอกาสของพื้นที่การศึกษาตามความตั้งใจแรกเริ่มของเรา” ผู้จัดการโครงการ After School Program กล่าว

การสร้างพื้นที่ของโครงการ After School Program เพื่อขยายกรอบโอกาสทางการศึกษาของ
ทุกคนให้กว้างกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ส่งต่อโอกาสให้เด็กๆ ในห้องเรียนเท่านั้น แต่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งพนักงานบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างเชฟรอนยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเพื่อสร้างโอกาสในระบบการศึกษาไปพร้อมกัน โดยการที่เชฟรอนมุ่งผลักดันให้บุคลากรในทุกระดับมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นได้เปิดมุมมองใหม่ๆ อย่างคาดไม่ถึงให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์
นอกเหนือจากงานประจำที่ได้ทำ

ซึ่งการเชื่อมั่นใน “พลังคน” ของเชฟรอน ได้ถ่ายทอดสู่พนักงานจนได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ผ่านหลักสูตร “หลังเลิกเรียน” ที่ได้จุดประกายการศึกษาไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน!!!

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’ สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754691

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’  สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’ สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ประกาศรายชื่อผลคัดเลือก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ภายใต้โครงการการส่งเสริม และพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย “รสชาติ..ที่หายไป” ประจำปีงบประมาณ 2566 และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และข้อสงสัยของรายชื่ออาหารบางจังหวัดที่คนท้องถิ่นไม่รู้จัก

ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่า สวธ.ได้ดำเนินโครงการนี้เพื่ออนุรักษ์อาหารพื้นบ้านอยู่คู่กับอาหารไทยและอยู่คู่บ้านคู่เมืองของคนไทย โดยประสานงานกับสภาวัฒนธรรมจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายทางวัฒนธรรม รวบรวมเมนูอาหารถิ่นที่กำลังจะเลือนหาย ที่หารับประทานได้ยาก เพื่อยกระดับ พัฒนาสร้างสรรค์ เป็นอาหารประจำจังหวัด และจัดทำเป็นสำรับอาหารประจำภาค ทั้ง 4 ภาค ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหารถิ่น ทั้งคาวและหวาน

ซึ่งมีสรรพคุณหลากหลาย ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ สมุนไพร ด้านวิธีการปรุง เคล็ดลับและประวัติความเป็นมา อีกทั้งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของอาหารต่อยอดวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรจากชุมชน ให้สามารถนำเสนอในมิติความแตกต่างแปลกใหม่และเป็นสากลเทียบเท่ากับอาหารจากชนชาติอื่นๆ ได้ ตลอดจนจะเป็นโอกาสในการปลูกฝังค่านิยมการรับประทานอาหารที่ปรุงจากอาหารพื้นบ้านแก่เยาวชนรุ่นใหม่ด้วย

“การประกาศรายชื่อเมนูอาหาร ทั้ง 77 รายการนี้ ย่อมเข้าใจได้ว่า อาหารบางชนิด ประชาชนในท้องถิ่นเองอาจจะไม่รู้จัก หรือไม่เคยพบเห็นหรือสัมผัสมาก่อน นั่นคือ สิ่งที่การตอบวัตถุประสงค์ของโครงการคือการค้นหาเมนู “รสชาติ..ที่หายไป” ซึ่งเราอยากฟื้นกลับมา และเมื่อได้คัดเลือกมาแล้ว ถือเป็นการปลุกกระแสทำให้คนในท้องถิ่นได้หันมาสนใจ และส่งผลดีต่อการสร้างความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของจังหวัดนั้นๆ และยังจะสามารถพัฒนาสู่การพิจารณายกย่องเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านอาหารในอนาคตด้วย” นายโกวิท กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สวธ. มีแผนการดำเนินงาน ในการจัดทำคู่มือเมนูอาหารถิ่น 77 รายการ เผยแพร่องค์ความรู้ ประวัติ ความเป็นมาของอาหาร รวมทั้งองค์ประกอบในเมนูต่างๆ นอกจากนี้จะส่งเสริมและยกระดับอาหารไทยโบราณพื้นถิ่น ที่เป็นรากเหง้าของชุมชน สู่อาหารจานเด็ด ที่ต้องชิม รวมถึงรวบรวม สูตรอาหารกับข้าวไทยๆ วิธีทำอาหารดั้งเดิม

พร้อมด้วยเคล็ดลับการทำอาหารอย่างประณีตเผยแพร่ในระดับชาติ และในวันที่ 21 ก.ย. 2566 สวธ. จะมีการจัดกิจกรรมประกาศยกย่องเมนูอาหารถิ่น ทั้ง 77 รายการอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารถิ่นทุกจังหวัดมาให้ความรู้และสาธิตกระบวนการทำอาหารทุกเมนู จากนั้นจะมีการยกระดับการเผยแพร่เมนูอาหารถิ่นสู่ระดับสากลต่อไป

‘สส.ก้าวไกล’เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754776

'สส.ก้าวไกล'เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

‘สส.ก้าวไกล’เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 22.34 น.

สส.ก้าวไกลเตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่ “ปารมี”เผยเดินหน้าแก้ปัญหาเด็กตัว G ขณะที่เด็ก 126 คนที่ถูกส่งกลับพม่ายังเผชิญวิบากกรรมต่อ-โรงเรียนฝั่งไทยไม่กล้ารับหวั่นถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับ ผอ.รร.ไทยรัฐวิทยา 6

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะทำงานนโยบายการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนเด็กนักเรียนกลุ่ม G และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน ว่าในวันแรกได้เดินทางไปที่วัดสวนดอกเพื่อเก็บข้อมูลเรื่องสามเณรที่กำลังจะหลุดจากการศึกษา เพราะระดับ ป.1-6 ไม่สามารถเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ โดยจะนำประเด็นนี้ไปตั้งเป็นกระทู้ถามเพราะไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วสามเณรสามารถเข้าเรียนใน รร.ของสพฐ.ได้หรือไม่ เพราะเท่าที่เข้าใจไม่มีระเบียบห้ามโดยตรง เพียงแต่มีคำสั่งบางฉบับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่จึงต้องตั้งกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา

ปารมี กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อไปดูเรื่องเด็กรหัส G ทำให้ได้ความคิดหลายอย่าง เพราะจริงๆแล้วระเบียบและกฎหมายต่างๆก็มีหมดแล้วเพียงแต่ขาดการประสานงาน ซึ่งตอนนี้ครูในหลายโรงเรียนยังรู้สึกกลัวๆกล้าๆที่จะรับเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรเข้าเรียน ดังนั้นควรมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางในจังหวัดที่มีเด็กตัว G จำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ สพฐ.ได้ทำโครงการนำร่องเด็กตัว G ใน 3 จังหวัดคือเชียงใหม่ เชียงรายและตาก โดยเลือกในบางอำเภอของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีเด็กที่ขอตัว G ประมาณ 1.8 หมื่นคน โดยจะครบกำหนดโครงการใน 1 ปีเดือนกันยายนนี้ ซึ่งตนจะตามเรื่องว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วได้ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้าง

“โครงการนำร่องนี้เขาจะขจัดอุปสรรคต่างๆและเร่งให้รหัส G เขาอยากรู้ว่าท่อมันไปตันตรงไหน หากผลการดำเนินงานดี จะได้เอามาเป็นต้นแบบดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวดิฉันเองคิดว่าจำเป็นต้องมีศูนย์ประสานงาน อย่างน้อย 4 ภาคโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ทั้งที่ระนอง ตราด รวมทั้ง กทม.มีเด็กนักเรียนข้ามชาติจำนวนมาก ที่สำคัญแต่ละศูนย์ควรมีทั้งกระทรวงศึกษาและมหาดไทย และต้องมีงบประมาณให้ด้วย”ปารมี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการผลักดันเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กลับพม่า ทำให้ครูเกิดความไม่มั่นใจในการรับเด็กหรือไม่ ส.ส.พรรคก้าวไกลกล่าวว่า ตอนนี้ครูในแถบชายแดนกลัวว่าขาข้างหนึ่งจะก้าวเข้าไปอยู่ในคุก หากรับเด็กที่ไม่มีเอกสารเหล่านี้ เรากำลังรออยู่ว่าสภาผู้แทนฯจะตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งก็สามารถเอาไปดำเนินการในคณะกรรมาธิการสามัญได้ ไม่ว่าจะเป็นกมธ.ศึกษาหรือ กมธ.ปกครอง เพราะขอยืนยันว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องดำเนินการต่อแน่นอน ขอให้รอนิดหนึ่ง พรรคก้าวไกลจะทำงานในเชิงรุก

“เรื่องเด็ก 126 คน เราสามารถติดต่อพ่อแม่เด็กได้หลายคน แต่ไม่แน่ใจว่าเด็กๆได้เรียนหนังสือหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ควรมองเรื่องสิทธิการศึกษาเด็กด้วย”ปารมี กล่าว

ส่วนความคืบหน้ากรณีที่มีการผลักดันเด็ก 126 กลับพม่าทำให้เด็กๆต้องออกจากระบบการศึกษากลางคันจนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุดมีรายงานว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้เอาชื่อเด็กทั้ง 126 คนออกจากระบบโรงเรียนแล้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า หากเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนในโรงเรียนอื่นจะมีปัญหาหรือไม่ จะส่งผลกระทบกับเด็กที่จะเข้าระบบหรือไม่ โดยเด็ก 126 คนเป็นเด็กที่มีรหัส G แล้วจำนวน 54 คน ขณะเดียวกันมีความพยายามที่จะให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนฝั่งไทย แต่ได้รับการปฏิเสธจากโรงเรียนต่างๆตามชายแดน เพราะเกรงว่าหากรับเด็กเข้าไปอาจถูกดำเนินคดีเหมือนกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6

‘OKMD’จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ’ดวงใจวิจารณ์’จัดงานมอบรางวัล’ดวงใจวิจารณ์’ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754708

'OKMD'จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ'ดวงใจวิจารณ์'จัดงานมอบรางวัล'ดวงใจวิจารณ์'ปี 2566

‘OKMD’จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ’ดวงใจวิจารณ์’จัดงานมอบรางวัล’ดวงใจวิจารณ์’ปี 2566

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.31 น.

OKMD  จับมือ ม.เกษตรฯ และเพจ “ดวงใจวิจารณ์” พร้อมเครือข่าย จัดงานมอบรางวัล “ดวงใจวิจารณ์” ปี 2566

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ร่วมกับ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  กองทุนศรีบูรพา และ เพจ “ดวงใจวิจารณ์” จัดพิธีปิดกิจกรรม“การพัฒนาประชาชนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์” ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะเยาวชนและประชาชนด้านการคิดเชิงออกแบบสร้างสรรค์ และพิธีมอบรางวัล การประกวดบทวิจารณ์วรรณกรรมและสื่อร่วมสมัยดีเด่น “ดวงใจวิจารณ์” ปี 2566 โดยมี นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายโตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้  รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ อดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม  รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัล สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน ณ ลานสานฝัน สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ภายในงานมีการเสวนาประเด็น “หลากคิด หลายรส บทวิจารณ์บานสะพรั่ง” จากคณะกรรมการตัดสินซึ่งประกอบด้วย นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ อดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ

ภายหลังการเสวนา ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายโตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ร่วมกันมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัล ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับมัธยมศึกษา (ชนะเลิศ) นางสาวอัฐกาญจน์ จันทวิบูลย์ ชื่อผลงาน เพราะไร้อ้อมกอด จึงหนาวเหน็บใน “จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้” (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวนิชานาถ แถมเงิน ชื่อผลงาน ความหวังแห่งประชาธิปไตยในรุ่งสาง และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายกณิศ เรืองขำ ชื่อผลงาน บทวิจารณ์ สัตว์ขนเหลือง : แด่…เหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอุปาทาน 4

บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับอุดมศึกษา (ชนะเลิศ) นายวริศ ดาราฉาย ชื่อผลงาน ด้วยพระนามของพระเจ้า เรากำลัง “กัดกิน” สิ่งใดในนามของพระองค์ ว่าด้วย “ศาสนา” และ “ผู้คน” ในรวมบทกวีนิพนธ์ “กัดกินฉันอีกสักคำสิ” ของสันติพล ยวงใย  (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวปทิตตา อินทร์แก้ว ชื่อผลงาน ฝังกลบประเทศไทยในสุสานสยาม และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายอัศวุธ อุปติ ชื่อผลงาน บทบาท เมีย-แม่-เทพเจ้า ของ “ตุ๊กตายางเจ้าแม่” ในศาลตะเคียนใต้ร่มโพธิ์ 

บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับประชาชน (ชนะเลิศ) นางสาวอรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร ชื่อผลงาน PULSE FICTION: ผัสสะ ความเป็นมนุษย์ และภาวะแปลกปลอมในสิ่งที่คุ้นชิน (รองชนะเลิศอันดับ 1) นายสุไฮมี สะมะแอ ชื่อผลงาน เดฟั่น กับ ประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ถูกเล่าผ่านสัญญะ และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายมิ่งมนัสชน จังหาร ชื่อผลงาน ขออภัยในความไม่สะดวก: วาทกรรมความล้มเหลว คำเตือนหรือคำขอโทษในความผิดพลาด 

บทวิจารย์สื่อร่วมสมัย (ไม่จำกัดอายุ) (ชนะเลิศ) นายพชร เพียงพล ชื่อผลงาน The White Tiger : เทพนิยาย “นาย” กับ “บ่าว” (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวอินจันทน์ สินธนพรตะวัน ชื่อผลงาน พ้นท้องทะเล ทุ่มเทฝันใฝ่ อยู่ในโลกงาม The Little Mermaid (2023) และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายกิตติศักดิ์ คงคา ชื่อผลงาน แค่เพื่อนครับเพื่อน ข้อเสนอทางออกของทางแยกสังคมไทยในละครลูกกวาด

จากนั้น นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินได้มอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้าย ทั้ง 4 ประเภท ประเภทละ 10 ผลงาน รวม 40 ผลงาน

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถรับชมบรรยากาศกิจกรรมย้อนหลังได้ที่เพจ “ดวงใจวิจารณ์” https://www.facebook.com/duangjaivijarn/videos/3621448514806940

‘องคมนตรี’รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จากกระทรวงมหาดไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754624

'องคมนตรี'รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จากกระทรวงมหาดไทย

‘องคมนตรี’รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จากกระทรวงมหาดไทย

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.40 น.

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 85.6 ล้านบาท จากกระทรวงมหาดไทย โดยการบูรณาการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และเมืองพัทยา

วันนี้ (5 ก.ย.66) เวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบองคมนตรี เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมด้วยนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี และพลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมรับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 85,650,180.48 บาท จากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมในพิธี

“การมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และเมืองพัทยา ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ดำเนินกิจกรรมระดมเงินปัจจัยเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 85,650,180.48 บาท” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในปี 2565 ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนภาคีเครือข่ายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ณ วัดที่แต่ละจังหวัดกำหนด โดยส่วนกลาง กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้รับเงินปัจจัยถวายสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 106 ล้านบาท เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้พระราชทานกำเนิดโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

“โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมพระราชทานทุนปฐมฤกษ์ส่วนพระองค์เป็นทุนแรกเริ่ม เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรมให้ลึกซึ้งแตกฉาน มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ และนำไปเผยแผ่เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจและความคิดในการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยผู้รับทุนจะต้องเป็นพระภิกษุ หรือสามเณรที่มีสัญชาติไทยมีศีลาจารวัตรที่งดงามตามพระธรรมวินัย มีความประพฤติเรียบร้อย มีวิริยะอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จหลักสูตร และมีจิตอาสา โดยต้องผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ของโครงการฯ และของสถานศึกษาที่ศึกษาอยู่ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. ทุนศึกษาบาลีชั้นสูง (แบบต่อเนื่อง) เปรียญธรรม 6 – 9 ประโยค 2. ทุนระดับอุดมศึกษา (แบบต่อเนื่อง) ด้านพุทธศาสตร์ ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก 3. ทุนหลักสูตรอบรมพระนักเทศน์ 4. ทุนหลักสูตรอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และ 5. ทุนหลักสูตรอบรมพระธรรมจาริก” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปี โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จะจัดสรรเงินที่ได้รับสมทบจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเป็นทุนศึกษาบาลีชั้นสูง เปรียญธรรม 6 – 9 ประโยค และทุนระดับอุดมศึกษา ด้านพุทธศาสตร์ ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก (แบบต่อเนื่อง) รวม 210 ทุน และทุนหลักสูตรอบรมพระนักเทศน์ ทุนหลักสูตรอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และทุนหลักสูตรอบรมพระธรรมจาริก ประเภททุนละประมาณ 2,000,000 บาท ต่อปี รวม 6,000,000 บาท ต่อปี เพื่อส่งเสริมและทำนุบำรุงการพระศาสนาให้ดำรงคงอยู่เป็นหลักชัยแก่พุทธศาสนิกชนและประเทศไทย อันเป็นพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพวกเราชาวไทยทุกคนสามารถร่วมสมทบในการดำเนินกิจกรรมอันเป็นกุศลนี้ได้ในทุกปี

“สำหรับพี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและมีความประสงค์ที่จะร่วมสมทบทุนบริจาคเงินในโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย สามารถร่วมสมทบผ่านธนาณัติ ตั๋วแลกเงินธนาคาร เช็คขีดคร่อม ตามที่อยู่ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ทำเนียบองคมนตรี ถนนสราญรมย์ เขตพระนคร กทม. 10200 หรือ โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน สาขาพระบรมมหาราชวัง หมายเลขบัญชี 061-2-06592-5 โดยสามารถส่งหลักฐานการโอนเงิน ทางโทรสารหมายเลข 0-2220-7403 หรือทาง Facebook Fanpage โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย E-mail: kstm.official@gmail.com และทางไลน์ไอดี kstm565 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2220-7400 ต่อ 4121, 4217, 4345 และ 4358” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

เส้นทาง ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ หลังเจอหมายจับ คดีออกใบอนุญาตสร้าง คอนโดหรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557873

06 ก.ย. 2566

เส้นทาง 'อิทธิพล คุณปลื้ม' หลังเจอหมายจับ คดีออกใบอนุญาตสร้าง คอนโดหรู

เปิดประวัติ ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ อดีตรัฐมนตรีชื่อดัง ลูกชาย กำนันเป๊าะ หลังศาลออกหมายจับ คดีออกใบอนุญาตสร้าง คอนโด วอเตอร์ฟร้อนท์ โดยมิชอบ ก่อนคดีหมดอายุความ 5 วัน

หลังจากเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นาย “อิทธิพล คุณปลื้ม” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และพวก กรณีพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (แบบ อ. 1) เลขที่ 700/2551 ลงวันที่ 10 ก.ย. 2551 ให้แก่บริษัท บาลี ฮาย จำกัด เพื่อก่อสร้างคอนโดหรู วอเตอร์ฟร้อนท์ฯ บริเวณเชิงเขาพระตำหนัก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 

อิทธิพล คุณปลื้มอิทธิพล คุณปลื้ม

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 1 เสียง เห็นว่า นายอิทธิพล คุณปลื้ม มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ได้มีคำสั่งออกหมายจับ นายอิทธิพล ตามคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ยื่นเรื่องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 เพื่อขอออกหมายจับ

สำหรับ นายอิทธิพล คุณปลื้ม หรือ ติ๊ก เกิด 15 ธ.ค. 2516 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นชาวชลบุรีโดยกำเนิด เป็นบุตรคนที่ 4 จากพี่น้องทั้ง 5 คน ของนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ กับนางสติล คุณปลื้ม จบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ส่วนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิตจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท นิติศาสตร์มหาบัณฑิต (LI.M INTERNATIONAL) จากมหาวิทยาลัยโกลเดนเกต (Golden Gate University) สหรัฐอเมริกา

อิทธิพล คุณปลื้มอิทธิพล คุณปลื้ม

อิทธิพล คุณปลื้ม เริ่มเข้าสู่การเมือง ด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ชลบุรี 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2551 เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต่อมาจึงได้หันมาทำงานการเมืองท้องถิ่น โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเมืองพัทยา และได้รับเลือกตั้งถึง 2 สมัย

ในปี 2561 เขาเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ,เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี จากนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ จ.ชลบุรี ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปปี 2562 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง โดยได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค

ต่อมาในปี 2562 จึงได้รับโปรดเกล้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดต่อ​ไวรัสโคโรนา​ 2019 อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี อยู่ในบังคับบัญชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อิทธิพล คุณปลื้มอิทธิพล คุณปลื้ม

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 เขาได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

และในคดีออกใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดหรู โครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ ซึ่ง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายอิทธิพล สั่งให้พ้นตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และ นายอิทธิพล ไม่ได้เดินทางมาพบพนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ตามนัดหมาย เชื่อว่า มีพฤติการณ์หลบหนี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ได้มีคำสั่งออกหมายจับ นายอิทธิพล ตามคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีรายงานว่า นอกจาก นายอิทธิพล คุณปลื้ม ที่ถูกออกหมายจับแล้ว ยังมีผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนที่ถูกออกหมายจับด้วย 

ก้าวไกลจับผิด คำ ‘แถลงนโยบาย’ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ผิดสัญญาหลายเรื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557871

06 ก.ย. 2566

ก้าวไกลจับผิด คำ 'แถลงนโยบาย' 'รัฐบาลเศรษฐา' ผิดสัญญาหลายเรื่อง

เอกสาร ‘คำแถลงนโยบาย’ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ว่อนเน็ต ก้าวไกล ชี้ ไม่มีเรื่องที่สัญญาไว้กับประชาชนหลายเรื่อง เตรียมซํก 11 ก.ย. นี้

พรรคก้าวไกล เปิดเอกสาร ที่อ้างว่าเป็นร่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 11กันยายนนี้ จำนวน  52  หน้า กลางดึกวานนี้ พร้อมข้อความ ขอให้ช่วยกันตรวจคำสัญญาหาเสียงจากเอกสารที่ถูกคาดการณ์ว่าเป็นคำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา 1

เอกสารที่ถูกระบุว่าเป็นร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐาเอกสารที่ถูกระบุว่าเป็นร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา

ข้อความในทวิตเตอร์ จั้งข้อสังเกตว่าคำแถลงนโยบาย ไม่มีเรื่องให้เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีร่างใหม่ทั้งฉบับ ?
ไม่มีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ?  ไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ?

คำสัญญาหาเสียงหายไปเยอะขนาดนี้ หวังว่าเอกสารนี้จะยังไม่ใช่ฉบับจริง มารอลุ้นเอกสารทางการอีกครั้ง พร้อมจับตาในการแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐาและติดตามการอภิปรายของพรรคก้าวไกล เร็วๆ นี้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ม. บูรพา ฝากพรรคก้าวไกล อภิปรายคำแถลงนโนบาย เรื่องการกระจายอำนาจผ่านผู้ว่า CEO ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวว่า ไม่ได้สร้างกระบวนการการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

เอกสารที่ถูกอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐาเอกสารที่ถูกอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา

แต่จะทำให้ระบบราชการส่วนภูมิภาคมีอำนาจมากขึ้นในการครอบงำการกระจายอำนาจของประชาชน และสร้างระบบอำนาจนิยมแบบรวมศูนย์ในจังหวัดผ่านผู้ว่า CEO ซึ่งจะทำให้การกระจายอำนาจเกิดข้อจำกัดอีกมากมาย

วันเกิด ‘พิธา’  แฟนคลับ ‘ก้าวไกล’ อวยพร  ‘นายกฯคนที่ 31’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557863

05 ก.ย. 2566

วันเกิด 'พิธา'  แฟนคลับ 'ก้าวไกล' อวยพร  'นายกฯคนที่ 31'

ครบรอบวันคล้ายวันเกิด อายุ ครบ 43 ปี หัวหน้าพรรคก้าวไกล ” พิธา” ไม่มีเหงา เมื่อผู้สนับสนุนพรรค เดินทางมายังที่ทำการพรรค เพื่อร่วมแสดงความยินดีในโอกาสพิเศษ อวยพรขอให้เป็น ” นายกฯคนที่ 31″ เจ้าตัวสุดซึ้งใจที่เห็นแฟนคลับมารวมตัวกัน เพื่อแสดงออก

บรรยากาศที่พรรคก้าวไกล แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร  ได้มีผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล เดินทางมารวมตัวเพื่ออวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล   ซึ่งมีอายุครบ 43ปี    ทั้งนี้นายพิธา ได้ออกมาพบปะ กับผู้สนับสนุนที่บริเวณลานจอดรถ  มีการตะโกนเรียก “นายกพิธา”  ,  “นายกของประชาชน” และมีการกล่าวคำอวยพรให้ได้เป็น นายกฯคนที่ 31

นายพิธา กล่าวว่า ดีใจที่เห็นผู้สนับสนุน  วันนี้ไม่ได้เป็นการเฉลิมฉลอง เพราะยังอยู่ในช่วงของการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต3 จ.ระยอง จึงต้องกั้นบริเวณให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย   และเมื่อนายพิธา ได้ทำความเข้าใจ  ก็ได้ถ่ายภาพกับผู้สนับสนุนร่วมกัน  หลังจากถ่ายรูปจบนายพิธา   จึงกลับขึ้นไปประชุมต่อ    สำหรับผู้สนับสนุนที่เดินทางมาในวันนี้ บางส่วนก็นำเค้ก ผลไม้ ดอกไม้ มามอบให้กับนายพิธา   มีการทำรูปวาด เป็นไวนิล และให้แฟนคลับได้ร่วมเขียนคำอวยพรหลังไวนิล เพื่อมอบให้กับนายพิธา เป็นที่ระลึก

รมว.ดิจิทัลฯ เครื่องร้อนประกาศเอาจริงกวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557861

05 ก.ย. 2566

รมว.ดิจิทัลฯ เครื่องร้อนประกาศเอาจริงกวาดล้าง  "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” จากพรรคเพื่อไทย เครื่องร้อนสตาร์ทติดง่าย ประกาศแผนงานที่ต้องทำทันที ไล่เรียงไปที่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่สร้างปัญหาไม่รู้จบได้เวลาถูกเช็กบิล ตามด้วย ” เฟคนิวส์” และ ” พนันออนไลน์” งานนี้มีหนาว

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เปิดเผยว่า  หลังเข้ารับตำแหน่ง  พร้อมที่จะหารือกับฝ่ายบริหารของกระทรวงฯ  ต่อการจัดการกับปัญหา “แก๊งคอลเซ็นเตอร์”  ถือเป็นวาระเร่งด่วน ที่ต้องเร่งแก้ไขและปราบปราม   ถือว่าเป็นเรื่องแรก ๆ ที่จะต้องเข้าไปแก้ไขป้องกัน    ลำดับถัดมาก็คือ ข่าวที่เป็นการหลอกลวง “เฟคนิวส์”  หรือการเผยแพร่ข่าวเท็จ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องป้องกันและปราบปราม รวมทั้งเรื่องการพนันออนไลน์ที่จะต้องเข้ามาแก้ไข เพราะสิ่งเหล่านี้คือการมอมเมาประชาชน 


“เรื่องของการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก   จากขบวนการมิจฉาชีพ   มองว่าทางกระทรวงฯ ได้ทำเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ผมจะเข้าไปดูเพิ่มเติม ทั้งการยืนยันตัวบุคคล การตรวจสอบอัตลักษณ์ ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะวันนี้ที่มีการหลอกลวงประชาชน ส่วนหนึ่งมาจากการยืนยันตัวบุคคล อาจมีข้อต้องแก้ไข  เพื่อให้เกิดความรัดกุมยิ่งขึ้น” 

สำหรับนโยบายกระเป๋าเงิน “ดิจิทัลวอลเล็ต” ของพรรคเพื่อไทย    เรื่องนี้ยังไม่มาถึง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบนโยบายมาให้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้องน่าจะมีกระทวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   และกระทรวงพาณิชย์  ต้องรอดูว่านายกรัฐมนตรีจะมีบัญชาอย่างไร และใครต้องทำอะไรบ้าง  เขา กล่าว