นร.ยุวเกษตรกร รร.เกาะแต้วฯ ทำแปลงเกษตรเพื่อสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753465

นร.ยุวเกษตรกร รร.เกาะแต้วฯ  ทำแปลงเกษตรเพื่อสร้างรายได้

นร.ยุวเกษตรกร รร.เกาะแต้วฯ ทำแปลงเกษตรเพื่อสร้างรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักเรียนยุวเกษตรกรโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ กว่า 50 คน ช่วยกันดูแลแปลงเกษตรของตนเองที่กำลังเจริญเติบโต พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตสร้างรายได้ ณ แปลงเกษตรโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา โดยนักเรียนยุวเกษตรกรกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มนักเรียนระดับสายชั้นมัธยมศึกษาทุกสายชั้นตั้งแต่ม.1-ม.6 ของโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ทั้งชายและหญิง จำนวน 58 คน เป็นนักเรียนที่เรียนหลักสูตรเน้นความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งหลักสูตรนี้ เน้นให้ผู้เรียนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีความรู้ด้านการเกษตรแบบบูรณาการตั้งแต่ การผลิต การแปรรูป การตลาดและการเรียนรู้การทำการเกษตรที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ และเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงด้วยการลงมือทำ โดยใช้กระบวนการกลุ่มยุวเกษตรกรมาเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและเสริมสร้างทัศนคติที่ดีและความภาคภูมิใจในคุณค่าของการประกอบอาชีพการเกษตร รวมทั้งสร้างทักษะอาชีพในอนาคต โดยมีนายมโน หะยะมิน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ  สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา เข้าไปให้คำแนะนำทางด้านวิชาการแก่นักเรียนยุวเกษตรกรโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์อย่างต่อเนื่อง

ในทุกวัน หลังจากหมดคาบเรียนวิชาสามัญของแต่ละสายชั้น ตั้งแต่เวลา 15.00 น. (3 โมงเย็น) ถึงประมาณ 18.00 น. (6 โมงเย็น) เด็กนักเรียนยุวเกษตรกร ทุกคนจะต้องลงแปลงเกษตรเพื่อดูแลแปลงเกษตรที่ตนเองรับผิดชอบ ทั้งใส่ปุ๋ย รดน้ำพรวนดิน กำจัดวัชพืช และช่วยเหลือกันทำกิจกรรมการเกษตรของกลุ่ม โดยมีครูที่ปรึกษาร่วมให้คำแนะนำ ซึ่งในช่วงนี้จะมีกิจกรรมการปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกผักยกแคร่
การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การเลี้ยงไก่ไข่ และเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ ซึ่งในวันนี้เด็กๆ ที่เก็บผลผลิตพืชผัก และไข่ไก่
ก็จะนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายให้กับคุณครู ผู้ปกครองนักเรียน และประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ในโรงเรียน

สวยฟาด! ‘Miss Thailand International 2023’ อวดหุ่นสุดแซ่บ กับแฟชั่นเซ็ตชุดว่ายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753626

สวยฟาด! 'Miss Thailand International 2023' อวดหุ่นสุดแซ่บ กับแฟชั่นเซ็ตชุดว่ายน้ำ

สวยฟาด! ‘Miss Thailand International 2023’ อวดหุ่นสุดแซ่บ กับแฟชั่นเซ็ตชุดว่ายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.01 น.

ทำเอาองศากรุงเทพมหานครพรุ่งปรี๊ดตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อสาวงามผู้เข้าประกวด Miss Thailand International 2023 ออกมาอวดหุ่นสุดแซ่บให้ได้ยลกันในกิจกรรมถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดว่ายน้ำ ริมสระน้ำโรงแรม S31 สุขุมวิท โดยได้สวมชุดว่ายน้ำสีสันสดใส ดีไซน์เก๋ไก๋ เผยความแซ่บกับหุ่นสุดฟาด ที่สะท้อนถึงการดูแลตัวเองอย่างดีของผู้หญิงยุคใหม่ เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ดึงดูดแบบเต็มร้อยกันทุกคน

งานนี้กรรมการและกองเชียร์เริ่มลำบากใจ ใครจะได้มง MTI 2023 นี้ ต้องตามไปลุ้นในรอบไฟนอล The Coronation Night ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงวินาทีตัดสินแชมป์ Miss Thailand  International 2023 ในวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน นี้ ณ ชั้น 7 Icon Hall ไอคอนสยาม ตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป บัตรเข้าชมราคา 1,500 บาท 1,000 บาท 800 บาท และ 500 บาท ซื้อบัตรและสอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Inbox เฟซบุ๊กเพจ Miss Thailand International

-(016)

REJURAN จัดอบรมแพทย์ผิวหนังและความงาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์การ เพื่อการฟื้นฟูผิวหนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753620

REJURAN จัดอบรมแพทย์ผิวหนังและความงาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์การ เพื่อการฟื้นฟูผิวหนัง

REJURAN จัดอบรมแพทย์ผิวหนังและความงาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์การ เพื่อการฟื้นฟูผิวหนัง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.52 น.

บริษัท SW HEALTHCARE CO.,LTD ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง จากประเทศในยุโรปและเอเชีย เพื่อจำหน่ายให้โรงพยาบาล คลินิกและแพทย์ ด้วยประสบการณ์ทางธุรกิจที่ยาวนานกว่า 20 ปี ภายใต้ปณิธาน “Best Quality is our Commitment”

โดยบริษัทฯ เป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ REJURAN (รีจูรัน) ทุกชนิดเเต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ได้ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทยตามกฎหมาย  โดยได้จัดงานอบรมทางวิชาการให้แก่แพทย์ไทย ในหัวข้อ “Unveiling REJURAN DOT Polynucleotide Experiences” ณ ห้องประชุม ในโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก  มีแพทย์ผิวหนังและความงามของไทยเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้นประมาณ 300 กว่าท่าน เมื่อเร็วๆ นี้

โอกาสนี้ บริษัทฯ ได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนังและความงามจากต่างประเทศและในประเทศไทยมาร่วมให้ความรู้เสนอผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ Rejuran(รีจูรัน)  อย่างมากมายในแต่ละแง่มุมของประโยชน์อันเกิดจากการใช้ Rejuran(รีจูรัน)

ภายในงาน ได้มีทีมแพทย์จากต่างประเทศ เริ่มนำเสนอโดย Dr.Oksana Lopatkina แพทย์ผิวหนังและชะลอวัยจากประเทศยูเครน ได้ให้ความรู้ในเรื่องสาเหตุแห่งความชราของผิวพรรณและรอยแผลเป็นบนผิวหนังชนิดต่างๆ และการใช้ Rejuran(รีจูรัน) การแก้ปัญหา

Dr. Ayaka Nishikawa แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังจากประเทศญี่ปุ่น  ผู้อำนวยการศูนย์ความงามกลุ่มคลินิก Shonan Beauty Clinic (SBC) ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ได้นำเสนอผลงานการใช้  Rejuran ร่วมกับยา Botulinum Toxin Type A เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวรอบดวงตาให้แลดูอ่อนเยาว์ ด้วยประสบการณ์การใช้ Rejuran(รีจูรัน) รักษาคนไข้มากถึง 26,000 ราย ในระยะเวลา 5 ปี  ซึ่งได้ผลลัพท์ที่ดี และมีความปลอดภัยสูง ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงให้กังวลใจ

ปิดท้ายการบรรยายในรอบเช้าโดย  Dr.Michael J. Kim  แพทย์ชาวเกาหลี แห่งศูนย์การแพทย์และความงาม ประเทศสิงคโปร์ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์การใช้ Rejuran(รีจูรัน) มายาวนาน อีกทั้งยังเป็น Global Key Opinion Leader ของบริษัท PharmaResearch ประเทศเกาหลี ผู้ผลิต Rejuran(รีจูรัน)  ได้ให้ความรู้ในรายละเอียดของ Rejuran(รีจูรัน) ทั้งคุณสมบัติเฉพาะและกลไกการการฟื้นฟูสภาพผิว ที่เป็นหนึ่งเดียวภายใต้สิทธิบัตรกระบวนการผลิต DOT (DNA Optimizing Technology)

พร้อมกันนี้ ได้มีการนำเสนอผลงานการวิจัยของ Rejuran(รีจูรัน) ที่ได้ทำการศึกษาทดลองในคนไทย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง ซึ่งเป็นนักวิชาการทางการแพทย์ในมหาวิทยาลัยของไทย รวมถึงการแชร์ประสบการณ์การใช้ Rejuran(รีจูรัน) โดยแพทย์ผิวหนังในประเทศไทย  ในหลายๆคุณประโยชน์ของ Rejuran(รีจูรัน) สำหรับการฟื้นฟูสภาพผิวหนัง ทั้งผิวหน้า รอยแผลเป็น ผิวหลังมือ รวมถึงผิวหนังบริเวณอื่นในร่างกาย นอกจากนี้ยังได้มีช่วงสัมภาษณ์แนวทางการทำตลาดของคลินิกความงามในประเทศไทยเพื่อความสำเร็จภายใต้จรรยาบรรณแพทย์ที่ดีต่อผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลของผู้จำหน่ายสินค้า และการสนับสนุนแพทย์ไทยทางด้านต่างๆ เพื่อให้แพทย์ผิวหนังและความงามของไทยได้เพิ่มพูน ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์การใช้ Rejuran(รีจูรัน) ดังรายนามของแพทย์ไทยต่อไปนี้

ดร. แพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา CEO – Medisci Clinic และเป็นศัลยแพทย์ผิวหนังชำนาญการดีกรีจบการศึกษาที่ Boston University ด้านเลเซอร์ มะเร็งผิวหนัง และศาสตร์การแพทย์ผสมผสานกว่า 25 ปี คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ศาสตราจารย์ประจำสาขาตจศัลยศาสตร์ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.(พิเศษ) พญ.วิไล ธนสารอักษร (แพทย์ผิวหนัง) ชำนาญการด้านโรคผิวหนัง การใช้เลเซอร์รักษาโรคผิวหนัง ศัลยกรรมเพื่อความงาม และปรับรูปหน้าด้วยสารเติมเต็ม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลและ โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท

ผศ.พญ.ธัญญา เตชะพิเชฐวนิช อาจารย์ประจำสาขาตจศัลยศาสตร์ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ผศ. พญ. ปุณยพัศฐิช์ ศิริธนบดีกุล (แพทย์ผิวหนัง) ชำนาญการด้านโรคผิวหนัง เส้นผม หนังศีรษะ และดูแลสุขภาพผมแบบองค์รวม เลเซอร์ ศัลยกรรมเพื่อความงาม  แพทย์ประจำโรงพยาบาล. : สมิติเวชสุขุมวิท

พญ.อรุณี ทองอัครนิโรจน์ แพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้าแห่ง รมย์รวินท์ คลินิก หนึ่งในสามผู้คิดค้นเทคนิคการฉีดผิวให้สวยดูฉ่ำน้ำด้วยโปรแกรม Skin Radiance

นพ. เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ผู้บริหาร และ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ เดอะริทซ์คลินิก

นพ. วนนน ปราศมณฑิล แพทย์สมาชิกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย(TACS) ผู้ก่อตั้งด็อกเตอร์ นน คลินิก ระยอง

พญ. ธนวรรณ ศิริสุข สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านนรีเวชวิทยาความงามและสุขภาพเพศ ประจำศูนย์ไวทัลไลฟ์ รพ บำรุงราษฎร์

ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้แพทย์ผู้เข้าร่วมประชุมในงานได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ  จากทีมแพทย์ต่างประเทศและในประเทศ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับจากทีมแพทย์ผู้บรรยายไปใช้ในการฟื้นฟูผิวหนังและแก้ปัญหาให้กับคนไข้ต่อไป

สามารถติดตามข่าวสาร และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @rejuranth  Tel. 02-108-6285 , 081-315-2470 , 063-889-8363

-(016)

องค์กรสันติภาพ จัดพิธีมอบโล่ห์รางวัลสันติภาพ ‘World pecce Award 2023’ ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753615

องค์กรสันติภาพ จัดพิธีมอบโล่ห์รางวัลสันติภาพ ‘World pecce Award 2023’ ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน

องค์กรสันติภาพ จัดพิธีมอบโล่ห์รางวัลสันติภาพ ‘World pecce Award 2023’ ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.39 น.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566  พระวิเทศปุญญาภรณ์,ดร. (พระมหาบุญทิน เทาศิริ ) ประธานสงฆ์วัดพุทธาราม ประเทศสวีเดน  5 สาขา รองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป  ประธานจัดงานสันติภาพโลกที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เปิดเผยว่า งานสันติภาพโลกปีนี้ที่ประเทศสวีเดน จัดอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2566

27 สิงหาคม 2566 ได้มีพิธีเปิดประชุมที่สตอกโฮล์ม Consert Hall เริ่มด้วยพิธีเจริญชัยมงคลคาถาถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสครองราชย์50 ปี ของพระมหากษัตริย์สวีเดนและเนื่องในมหาวโรกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์ไทย  และในโอกาส50ปี  วันอายุวัฒนมงคล พระวิเทศปุญญาภรณ์ ประธานจัดงานและรองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ภายในงานได้มีผู้นำสันติภาพภาพจากประเทศต่างๆและแขกผู้มีเกียรติ นำสารมาแสดงในงาน จากทุกๆศาสนา  มีแขกผู้มาร่วมงานทุกทวีปท้่วโลก  เอกอัครราชทูต อรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส พร้อมด้วยที่ปรึกษาอถรรสิทธิ์ กตเวทวารักษ์ กงสุล เข้าร่วมงานมอบรางวัล Stockholm World Peace International Conference 2023 เป็นต้น

ภายในงานมีการมอบโล่ห์ รางวัลสันติภาพ World pecce Award 2023 จากการคัดเลือกจากทุกประเทศทั่วโลก 5จำนวนรางวัล และมอบรางวัล Peace ambassador จำนวน 10  รางวัล  โดยงานจัดขึ้นที่ Konserthuset  ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับจัดงานสำคัญของประเทศสวีเดน  ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่นงานมอบรางวัลสันติภาพและงานโนเบล เป็นต้น   โดยมีการแสดงด้านวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพทั้งไทยและต่างประเทศ เช่นรำไทยลูกครึ่งสวีเดน และอังกฤษ  การแสดงของเยาวชน จากจอเจีย และนักร้องแฝกจากบราซิลและจากไทยเป็นต้น

ปีนี้มีองค์กรสันติภาพต่างๆ และมหาวิทยาลัย รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ กว่า 100 องค์กรจากทั่วโลกร่วมประชุม  มีการสัมมนา 3 วัน   ที่โรงแรม Quality Hotel  และ Stockholm concert hall. นอกจากนี้ยังมีการนำคณะทัศนศึกษา ผู้นำองค์กรสันติภาพบนเรือ Silja line ชึ่งบรรจุผู้โดยสารได้ประมาณ 2,000 คน 

การทัศนะศึกษาบนเรือมีกำหนดการ 3 วัน 2 คืน เดินทางจากสตอกโฮล์มสวีเดน ไปยังเฮซิงกิ ประเทศฟินเเลนด์  โดยมีกิจกรรมการเดินทางเพื่อสันติภาพ ที่สตอกโฮล์ม City Hall  และลงเรือไปเดินที่ เฮซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้โลกได้เกิดสันติภาพ และมวลมนุษยชาติทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขยั่งยืนตลอดไป   หลังจาคคณะได้เดิน เพื่อสันติภาพแล้วไปไปเยี่ยมและนำคณะแผ่เมตตาที่โบสถ์หิน ของฟินเเลนด์และโบสถ์แดงรัชเซียเสดแล้วเดินทางกลับสู่สตอกโฮล์ม และมีการประชุมบนเรือ   ในหัวขึ้นที่ว่าจะสร้างส้นภาพร่วมกันได้อย่างไรโดยมีแารนำยุวชนสันติภาพจากประเทศต่าง ๆมาแสดงวิสัยทัศน์ เช่นสวีเดน จอเจีย บราซิล สหรัฐอเมริกา อัฟกานิสถานเยอรมันเนเธอร์แลนด์เบลเยียมฝรั่งเศสอินเดียเนปาลบังกลาเทศ สหราชอาณาจักร สิงคโปร์มาเลย์  ประเทศไทย เป็นต้น

ปีนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ ประมาณ 500 คน โดยในการจัดงานได้รับการสนับสนุน และการบริจาคสนับสนุนจากภาครัฐ บริษัท เอกชน และบุคคลทั่วไป  นอกจากนี้ในปีหน้าปี 2024 จะมีการจัดฉลองครบ 200 ปีแห่งสันติภาพที่กรุงสตอกโฮล์ม  ในเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม 2567/2024  สมัครเข้าร่วมงานและสมัครเข้าร่วมงานที่ไลน์ worldpeace2020 ติดตามงานสันติภาพโลกได้ที่ http://www.worldpeacesweden.com

-(016)

ถอดแนวคิดและสูตรสำเร็จ ‘รัศเมฆ ศรีเศรษฐี’ แห่ง DeeMoney กับบทบาทนักธุรกิจ และ Super Mom แห่งทศวรรษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753614

ถอดแนวคิดและสูตรสำเร็จ 'รัศเมฆ ศรีเศรษฐี' แห่ง DeeMoney กับบทบาทนักธุรกิจ และ Super Mom แห่งทศวรรษ

ถอดแนวคิดและสูตรสำเร็จ ‘รัศเมฆ ศรีเศรษฐี’ แห่ง DeeMoney กับบทบาทนักธุรกิจ และ Super Mom แห่งทศวรรษ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.37 น.

บริษัท สวัสดีช้อป จำกัด หรือ DeeMoneyฟินเทคสัญชาติไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการโอนเงินไปต่างประเทศภายใต้ชื่อแบรนด์ “DeeMoney”ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำของไทยในด้านแพลตฟอร์มการชำระเงินระหว่างต่างประเทศที่รองรับมากกว่า 26 สกุลเงิน ครอบคลุมมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “DeeMoney”ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ก็คือหัวเรือใหญ่ “คุณรัศเมฆ ศรีเศรษฐี” หรือ “คุณเมก้า”ผู้ร่วมก่อตั้งและ MD บริษัท DeeMoneyที่นอกจากจะรับบทบาทนักธุรกิจคนเก่งแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญในชีวิต คือการเป็นSuper Momลูกสาม ซึ่งในเดือนสิงหาคมนี้ ที่มีวันสำคัญ “วันแม่แห่งชาติ”จึงขอถอดแนวคิดรหัส(ไม่)ลับของ“คุณเมก้า”กับบทบาทหน้าที่ระหว่างนักธุรกิจและคุณแม่คนเก่งแห่งทศวรรษ

“คุณเมก้า” เผยวิสัยทัศน์และหลักการในการเลี้ยงดูลูกๆ ว่า “ในตอนแรกที่เมก้ารู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์นั้น สิ่งแรกเลยที่เมก้ามองหาคือโรงเรียนที่จะให้ความรู้และข้อมูลของเราในการเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อย่างมืออาชีพ เพราะตามโรงเรียนปกติไม่มีหลักสูตรในการสอนเรื่องนี้ไว้และเมก้าอยากจะเป็นคุณแม่มืออาชีพที่มีความเข้าใจและเลี้ยงดูลูกๆ ได้เป็นอย่างดี”

นอกจากนี้คุณเมก้ายังเล่าต่อว่า “การเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่เมก้าในยุคเมื่อปี 2523 นั้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้เหมือนๆ กันกับการเลี้ยงดูลูกๆ ที่เกิดในศตวรรษที่ 21 เมก้าจึงตัดสินใจเรียนในหลักสูตรการเลี้ยงดูลูกParent Coaching Certification สองปีกับ Seattle Pacific University ในปี 2548 โดยหลักสูตรนี้เปลี่ยนชีวิตเมก้าหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือทำให้เมก้า ได้ทบทวนและเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นการแนะนำลูกๆ ให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความรัก การให้เกียรติซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของความเข้าใจ เพราะการเลี้ยงดูลูกในแต่ละครอบครัว ย่อมมีความแตกต่างกันไป ซึ่ง “เมก้า” เลื่อกใช้วิธีการที่จะไม่กดดันลูก และทำตัวเป็นแบบอย่างโดยการเลือกเป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนเป็นแม่จะไม่ล้มเหลวหรือไม่มีช่วงเวลาที่เลวร้าย แต่ถือว่าเป็นวิธีการทบทวนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความยากลำบากและเราผ่านความท้าทายเหล่านั้นมาได้อย่างไร”

โดยเมื่อตอนที่ลูกๆของ “คุณเมก้า” ยังเด็ก เธอได้ตัดสินใจเลือกแนวปฏิบัติ 5 ประการที่สำคัญในฐานะแม่ที่ดีได้แก่ 1)ความรัก 2)ความเมตตา 3)การเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน4)ความเรียนรู้ และ 5)ถ้าอยากให้ใครปฏิบัติกับเราอย่างไรต้องปฏิบัติกับอีกฝ่ายให้ดีก่อนผ่านแนวคิด“Bouncing Back” ซึ่ง “คุณเมก้า” ได้สร้างกระดานแสดงวิสัยทัศน์ของแนวปฏิบัติเหล่านี้ เมื่อใดก็ตามที่คนในครอบครัวปฏิบัติตามแนวคิดดังกล่าวก็จะมีการจดไว้ในกระดาษโน้ตและติดไว้บนกระดาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกๆได้เข้าใจถึงแนวคิดแต่ละอย่างในชีวิตประจำวันว่าเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากลูกๆ“ไหว้” รปภ. ด้วยการให้ความเคารพและให้เกียรติกันและกัน พวกเขาก็จะได้รับสิ่งดีๆกลับคืนมา, หากลูกๆรู้สึกเศร้าหรือเสียใจกับบางสิ่ง เราก็จะช่วยกันแก้ไขปัญหา และเมื่อสภาพจิตใจดีขึ้นแล้ว เราก็จะเฉลิมฉลองและยินดีที่พวกเขาสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นมาได้

ในฐานะแม่“คุณเมก้า”มีความตั้งใจอย่างมากเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้ เพราะสำหรับเธอแล้ว ความเคารพและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน การแสดงความรักและความมีจิตใจที่ดีเป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อขายได้แต่มาจากองค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างกรอบความคิดเพื่อการเติบโต นอกจากนี้เธอยังให้ความสำคัญกับเรื่องของงานและเรื่องของครอบครัวแบบเต็มที่ 100% แม้บางครั้งอาจเหนื่อยและท้อ แต่เธอก็มีวิธีเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า โดยการทำสมาธิอย่างน้อย 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนเริ่มวันใหม่หรืออาจเป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่นการไปเดินเล่น เพราะ “คุณเมก้า”เชื่อว่าการดูแลตนเองอย่างดีย่อมส่งผลต่อการดูแลผู้อื่นได้ดีด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมา GenDeeซึ่งเป็นครอบครัวในที่ทำงาน ได้เติมพลังบวกและความคิดสร้างสรรค์ให้กับ “คุณเมก้า”ทำให้ได้ค้นพบไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ และ เกิดประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันกับทีม เปรียบเสมือนเป็นการพัฒนาศักยภาพEQ ของตนเองให้เติบโตขึ้น เพราะ“คุณเมก้า”เชื่อว่า การฝึกฝนและการเลี้ยงดูโดยใช้สมอง จะช่วยให้เธอและลูกมี EQ สูงขึ้นได้จริงๆ ส่งผลให้เด็กมีความสุข มีการเรียนรู้ เติบโตขึ้น และ สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ส่งผลให้โลกน่าอยู่มากขึ้น

บทบาท “นักธุรกิจ” และ “Super Mom” ของ “คุณเมก้า” ในบางครั้งอาจมองว่า เป็นสิ่งที่ยากและท้าทายกับการแบกรับ แต่สุดท้ายเธอก็สามารถทำทุกบทบาททุกหน้าที่ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมและประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นกันและนี่คือหญิงแกร่งตัวจริงอีกคนที่เรียกว่า … “แม่”

สดช.เชิญชวนร่วมกิจกรรมยกระดับสมรรถนะประชากร เตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753595

สดช.เชิญชวนร่วมกิจกรรมยกระดับสมรรถนะประชากร เตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล!

สดช.เชิญชวนร่วมกิจกรรมยกระดับสมรรถนะประชากร เตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล!

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.45 น.

สดช.เชิญนักเรียน นักศึกษา และปชช.เข้าร่วมกิจกรรมยกระดับสมรรถนะประชากร เพื่อให้พร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล!

31 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ขอเชิญ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมยกระดับสมรรถนะประชากรเพื่อให้พร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล ภายใต้โครงการสํารวจข้อมูลสถานภาพการรู้เท่าทันสื่อ และสารสนเทศของประเทศไทย ผ่านทางช่องทางออนไลน์ (Zoom และ YouTube Live)

ครั้งที่ 8 : สนามประลองโค้ดดิ้งสำหรับเด็กและเยาวชน (Code Arena for Kids)

วิทยากร : อาจารย์โอพาร วีระนนท์

วันที่ 1 กันยายน 2566 เวลา 08.30-16.30 น.

โดยผ่านช่องทาง ดังนี้ Youtube : CA infomedia , https://www.youtube.com/live/1owg35ge3Qc?si=q39URfKNVOEl7mP8

รูปแบบออนไลน์ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom

• Link: bit.ly/zoom-8000

• Meeting ID: 827 639 4741

• Passcode: 12345

ทางโครงการมีเกียรติบัตรมอบให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรม โดยต้องดำเนินการ ดังนี้

☑️ ทำแบบทดสอบความรู้ก่อน-หลังอบรม Pre-test-Post-test

☑️ทำแบบประเมินความพึงพอใจ

 โดยทางโครงการจะจัดส่งเกียรติบัตรให้ทางอีเมลค่ะ

ติดต่อสอบถาม ได้ทางอีเมล ondetraining@gmail.com

‘กรมอนามัย’ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายหนุนเด็กไทยสายตาดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753580

'กรมอนามัย'ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายหนุนเด็กไทยสายตาดี

‘กรมอนามัย’ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายหนุนเด็กไทยสายตาดี

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.59 น.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566 กองอนามัยวัยเรียนวัยรุ่น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการจัดการประชุมพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพสายตานักเรียนตามวิถีชีวิตใหม่รูปแบบเสมือนจริง  (Virtual Meeting) เพื่อติดตาม ประเมินผล และขับเคลื่อนโครงการเด็กไทยสายตาดี

ส่งเสริมการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 เพื่อลดภาวะเสี่ยงสายตาผิดปกติ ป้องกันการเกิดภาวะตาขี้เกียจ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการทางสายตาได้ พร้อมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยมีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมออนไลน์ในครั้งนี้ผ่านช่องทาง WebXและ Facebook Live ในเพจ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กว่า 12,000 คน

นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย ประธานในกาประชุมกล่าวถึงข้อมูลด้านสุขภาพสายตาของด็กไทยในปัจจุบัน และความสำคัญในการสังเกตุภาวะสายตาผิดปรกติในเด็ก

เนื่องจากเด็กเป็นกำลังสำคัญที่จะเติบโตขึ้นไปพัฒนาชาติ ทั้งนี้ การเรียนรู้มากกว่า ร้อยละ 80 เกิดจากการมองเห็น ดวงตาจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ช่วยเพิ่มทั้งโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก ช่วยให้เด็กเรียนเก่งเรียนดี เพิ่มสติปัญญาความฉลาด กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยมีนโยบายขับเคลื่อนโครงการเด็กไทยสายตาดี ภายใต้การมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนสานต่อโครงการเด็กไทยสายตาดี (MOU) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ประกอบด้วย 10 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ 1) กรมอนามัย 2) กรมการแพทย์ 3) คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาตา 4) ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย 5) ห้างแว่นท๊อปเจริญ 6) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 7) กระทรวงศึกษาธิการ  8) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 9) สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และ 10) สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ มีเป้าหมายตรวจคัดกรองสายตานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั่วประเทศ พร้อมมอบแว่นสายตาอันแรกแก่เด็กที่มีสายตาผิดปกติ

นายแพทย์เอกชัย กล่าวต่อไปว่า ผลการดำเนินงานในปีการศึกษา 2565 สรุปจำนวนเด็กนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี 1 มีจำนวน 886,806 คน ได้รับการคัดกรองสายตาจำนวน 342,684 คน (หรือร้อยละ 38.64)    โดยพบความเสี่ยง 37,683 คน (หรือร้อยละ 11) และได้รับแว่นตา จำนวน 18,243 คน (หรือร้อยละ 48.41)  ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมานั้นได้รับความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการศึกษา บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ในการคัดกรองสายตาให้นักเรียนได้รับแว่นตาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและทั่วถึง อีกทั้งมีการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเด็กไทยสายตาดี ในการช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดสายตาผิดปกติ ป้องกันการเกิดภาวะตาขี้เกียจที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการทางสายตาต่อไปได้

 “ทั้งนี้ การตรวจคัดกรองสายตานักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6  หรือเด็กที่มีอายุ 6 – 12 ปี นั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเทอม 1 ของทุกปีการศึกษา ซึ่งการตรวจคัดกรองสายตานักเรียนถือเป็นสิทธิประโยชน์ตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หากตรวจพบสายตาผิดปกติ จะมีการส่งต่อให้เด็กได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ และพิจารณาให้ใส่แว่นสายตา ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมือเสริมสร้างผนึกพลังขับเคลื่อนโครงการ เพื่อเด็กไทย สายตาดี มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป”  รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ศิริราชมูลนิธิ เผยความสำเร็จ 7 ปี โครงการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสฯ กว่า 6,445 ราย วงเงินสูงกว่า 1,133 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753537

ศิริราชมูลนิธิ เผยความสำเร็จ 7 ปี โครงการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสฯ กว่า 6,445 ราย วงเงินสูงกว่า 1,133 ล้าน

ศิริราชมูลนิธิ เผยความสำเร็จ 7 ปี โครงการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสฯ กว่า 6,445 ราย วงเงินสูงกว่า 1,133 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 10.06 น.

ศิริราชมูลนิธิ เผยความสำเร็จ 7 ปี “โครงการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง” (High Cost High Technology) ช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วกว่า 6,445 ราย วงเงินสูงกว่า 1,133 ล้านบาท พร้อมเร่งบอกต่อ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วยให้มากและกว้างที่สุด

ศิริราชมูลนิธิ  โรงพยาบาลศิริราช และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ประกาศความสำเร็จ “โครงการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง” (High Cost High Technology) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปี พ.ศ.2559 – 2566 โดย “ศิริราชมูลนิธิ” ขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้มีส่วนร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงครั้งนี้ และเชื่อว่า “ทุกชีวิตมีคุณค่า” ให้ทุกคนได้มีโอกาสในการใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง และผู้อื่น ทั้งวันนี้และวันข้างหน้า และไม่ได้ช่วยเพียง 1 ชีวิตให้หายป่วยเท่านั้น แต่ 1 ชีวิตที่ช่วย อาจหมายถึงคนข้างหลังอีกหลายชีวิต เขาอาจจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ อีกหลายคนในครอบครัวและสังคม “การช่วยที่มากกว่าช่วย การให้ที่มากกว่าให้” (Give For More)

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รองประธานกรรมการศิริราชมูลนิธิ คนที่ 1 เปิดเผยว่าทาง ศิริราชมูลนิธิ  โรงพยาบาลศิริราช และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ริเริ่ม “โครงการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง” (High Cost High Technology) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เพื่อการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาส ถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 และร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โครงการนี้ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสจำนวนมาก ในโรคที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงและจำเป็นต้องทำการรักษาพยาบาลด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยากและผู้ป่วยเหล่านี้ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสหลายรายเป็นโรคมากกว่า 1 ชนิดที่จำเป็นต้องรับการรักษาและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อาทิ โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง มะเร็ง เนื้องอกในไต ตับ ปอด และกระดูก โรคปอด โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินอาหาร มะเร็งในกระเพาะอาหาร นิ่วในท่อน้ำดี และโรคติดเชื้อร้ายแรงต่าง ๆ เป็นต้น

ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของศิริราชมูลนิธิและคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลดังที่ได้กล่าวมาและแรกเริ่มดำเนินโครงการ ฯ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 – มิถุนายน 2561 และหลังจากจบโครงการ ฯ ดังกล่าว มีการขยายระยะเวลาของโครงการ ฯ มาอย่างต่อเนื่อง จนสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 และร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รวมระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2559 จนถึงมิถุนายน ปี พ.ศ. 2566

โดยการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสที่ได้รับการอนุมัติในหลักการจะกระจายไปยัง 13 ภาควิชาและศูนย์ภาคีเครือข่ายย่อยต่าง ๆ อาทิ โครงการการรักษาผู้ป่วยโดยการใส่ลิ้นหัวใจ Pulmonary Valve ผ่านสายสวนหัวใจแทนการผ่าตัด ในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งต้องใช้งบประมาณเฉลี่ยสูงถึง 1,050,000 บาท/ราย, โครงการการรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองด้วยการใช้ท่อค้ำยันชนิดพิเศษ (Flow Diverter) ที่ใช้งบประมาณเฉลี่ย 405,000 บาท/ราย, โครงการการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของปอดและหัวใจผิดปกติรุนแรงเฉียบพลันด้วยเครื่องปอดและหัวใจเทียม ใช้งบเฉลี่ย 300,000 บาท/ราย และโครงการการส่องกล้องทางเดินน้ำดี เพื่อรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น การสลายนิ่วในท่อน้ำดีด้วยเลเซอร์ผ่านกล้อง Digital single operator cholangiopancreatoscopy ใช้งบเฉลี่ย 140,000 บาท/ราย เป็นต้น

โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ป่วยเข้าร่วมในโครงการ ฯ ต้องเป็นผู้ป่วยที่ผ่านการวินิจฉัยโรคตามเกณฑ์ของคณะกรรมการโครงการ ฯ ตัดสินการรักษาพยาบาลที่มีความจำเป็นของผู้ป่วยที่มี High Cost High Technology ที่โรงพยาบาลทั่วไปทำไม่ได้ และเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินทางด้านเศรษฐฐานะแล้วว่าเหมาะ สมจะเข้าร่วมโครงการ ฯ จากนักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศิริราช และต้องเป็นผู้ป่วยที่ยินดีที่จะเข้าพักในหอผู้ป่วยสามัญเท่านั้น

ขณะนี้ยังมีผู้ป่วยที่ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ High Cost High Technology อีกจำนวนมาก ศิริราชมูลนิธิ  โรงพยาบาลศิริราช และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงได้เปิดโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี 70 พรรษา เพื่อรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ปี 2566 – 2568” โดยเริ่มโครงการ ฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2568

“ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา ที่ได้มีส่วนร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงครั้งนี้ และเชื่อว่า “ทุกชีวิตมีคุณค่า“ ให้ทุกคนได้มีโอกาสในการใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง และผู้อื่น ทั้งวันนี้และวันข้างหน้า และไม่ได้ช่วยเพียง 1 ชีวิตให้หายป่วยเท่านั้น แต่ 1 ชีวิตที่ช่วย อาจหมายถึงคนข้างหลังอีกหลายชีวิต เขาอาจจะมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ อีกหลายคนในครอบครัวและสังคม “การช่วยที่มากกว่าช่วย การให้ที่มากกว่าให้” Give For More ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ โดยขอเชิญชวนทำดีร่วมกันด้วยการช่วยกันกระจายข่าวออกไปให้กว้างที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและมีชีวิตของผู้ป่วยให้มากที่สุด” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร กล่าวสรุปในตอนท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ศิริราชมูลนิธิ โทร. 02–4141414

แพทย์แนะอาหารต้องห้ามที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753419

แพทย์แนะอาหารต้องห้ามที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้

แพทย์แนะอาหารต้องห้ามที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การดูแลสุขภาพในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องใส่ใจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรก เนื่องจากอาหารที่คุณแม่เลือกจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของทารกในครรภ์ ดังนั้นมีอาหารบางอย่างที่ไม่แนะนำให้คุณแม่รับประทานเพื่อปกป้องสุขภาพของทารกและการตั้งครรภ์

พญ.สุพิภัทฏิพร สิทธิศร สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์สกลนคร ในเครือพริ้นซิเพิลเฮลท์แคร์(PRINCIPAL HEALTHCARE) กล่าวว่า หนึ่งในคำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะสอบถามกับแพทย์อยู่เสมอคือ “อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ห้ามทานมีอะไรบ้าง?” เพราะอาหารที่ชอบทานเป็นประจำอาจจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ในระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้เกิดอาการแพ้ท้องมักจะมีมากในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนหรืออยากรับประทานอาหารบางชนิด ซึ่งบางครั้งเผลอรับประทานอาหารที่อาจส่งผลร้ายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งอาหารที่ไม่แนะนำให้รับประทานมีดังนี้

พญ.สุพิภัทฏิพร สิทธิศร

อาหารที่ปรุงไม่สุกและไม่สดในอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกอาจมีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่อาจเกิดอันตรายรุนแรงกับคุณแม่และอาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดหรือเสียชีวิตได้จากการที่คุณแม่มีการติดเชิ้อ เช่น ไข่ดิบ ปลาดิบ (ซูชิ ซาซิมิ เป็นต้น) เนื้อ อาหารทะเลดิบ(กุ้งดอง หอยนางรม หมึกช็อต) เนื้อดิบ(คาร์ปาโชสเต็กเนื้อดิบๆ เป็นต้น) และผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ รวมถึงควรเลือกชีสที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว

อาหารรสจัดและอาหารหมักดองอาหารที่มีรสเค็มจัดส่งผลทำให้หัวใจและไตทำงานหนักขึ้นทำให้คุณแม่เกิดอาการบวมได้ ส่วนรสหวานจัดเพิ่มภาระให้กับตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลมากขึ้นเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และทำให้คุณแม่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด จะเพิ่มภาระให้กระเพาะต้องทำงานหนัก ทำให้ท้องอืด เกิดภาวะกรดไหลย้อนและอาหารเป็นพิษได้ สำหรับของหมักดองมักมีเกลือน้ำตาลหรือขัณฑสกรผสมอยู่จำนวนมากซึ่งเข้าข่ายอาหารรสจัด

อาหารที่ควรงด เช่น ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำหอยดอง กิมจิ แหนม ไข่เค็มดองเกลือ ผักกาดดอง เป็นต้นอาหารที่มีสารปรอทสูงๆ สารปรอท
ส่งผลเสียต่อระบบประสาทและสมองของคุณแม่และทารกในครรภ์ เช่น ปลาดาบเงิน ปลากระโทงแทง ปลาฉลาม และปลาทูน่า(ควรรับประทาน 2 ก้อนหรือ 2 กระป๋องต่อสัปดาห์)

กาเฟอีนที่มากเกินไป อาจทำให้เสี่ยงแท้งบุตรและทารกในครรภ์น้ำหนักตัวน้อยและมารดามีอาการท้องผูกและหากดื่มมากเกินไปก็อาจทำให้ใจสั่นและนอนหลับยาก ส่งผลให้เกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้เครื่องดื่มบางชนิดมีปริมาณน้ำตาลและไขมันสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เป็นต้น (รับประทานได้ในบริมาณ น้อยกว่า 200 มก./วัน)ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ช่วงที่ตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง หรือ ทารกเสียชีวิตในครรภ์ แม้ปริมาณเล็กน้อย อาจทำส่งผลต่อการสร้างสมอง พัฒนาการ และการสร้างอวัยวะของทารกในครรภ์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณหมอได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการเลือกรับประทานอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์แข็งแรงสมบูรณ์ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์นม ไข่ ธาตุเหล็ก เพื่อใช้สร้างเม็ดเลือดแดงโฟเลตในการป้องกันความพิการแต่กำเนิด แหล่งอาหารที่มีเหล็กและโฟเลต ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียวเข้ม

นอกจากนี้ยังต้องการแคลเซียมและฟอสฟอรัสในการสร้างกระดูกและฟันแหล่งอาหารได้จากนม  ปลาเล็กปลาน้อยเต้าหู้แข็ง ธัญพืช และผักเขียวเข้ม อาหารที่มีไอโอดีน เช่น อาหารทะเล หรือปรุงประกอบอาหารด้วยเครื่องปรุงที่มีการเสริมไอโอดีน อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันดี เช่น ปลาทูปลาจะละเม็ด นอกจากนี้ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 10 แก้ว “เลือกกินอาหารที่สด สะอาด ปรุงสุกใหม่ ได้รับสารอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอ” สำหรับเมนูที่แนะนำ เช่น ไข่ตุ๋นใส่ผักหมูสับ ต้มเลือดหมูใส่ผัก อกไก่ผัดขิง ปลานึ่งกับผักลวก แกงเลียง เป็นต้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ พญ.สุพิภัทฏิพรกล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลผ่านทาง https://www.princhealth.com/prinh-august-campaign/หรือที่โรงพยาบาลในเครือฯ ทุกแห่ง

‘ไทยเบฟ’ สนับสนุนพัฒนาคลองเปรมประชากรฯ ผลักดัน สร้างงาน สร้างอาชีพและกีฬาให้กับเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753390

‘ไทยเบฟ’ สนับสนุนพัฒนาคลองเปรมประชากรฯ  ผลักดัน สร้างงาน สร้างอาชีพและกีฬาให้กับเยาวชน

‘ไทยเบฟ’ สนับสนุนพัฒนาคลองเปรมประชากรฯ ผลักดัน สร้างงาน สร้างอาชีพและกีฬาให้กับเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขจิต ชัชวานิชย์ ปลัด กทม.ประธานมอบรางวัลชุมชนดีเด่น “โครงการคลองเปรมประชากร หน้าบ้าน ริมคลอง น่ามอง น่าอยู่” โดยมี สุรพล เศวตเศรนี ที่ปรึกษา กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมสนับสนุนลูกฟุตบอลและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมภายในงาน

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบรางวัลชุมชนต้นแบบ “โครงการคลองเปรมประชากรหน้าบ้าน ริมคลอง น่ามอง น่าอยู่”จัดโดย กรุงเทพมหานคร พร้อมเครือข่ายภาคีภาครัฐและเอกชน พร้อมเปิดตัวยุวชนสายตรวจคลองเปรมประชากรเตรียมเดินหน้าส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ เพื่อเป็นชุมชนต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมี ขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน พร้อมด้วยสุรพล เศวตเศรนี ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมภายในงาน ณ ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร

สุรพล เศวตเศรนี กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนบริษัทภาคเอกชนที่ได้เข้าร่วมโครงการ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนด้านสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนในโครงการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่จะมุ่งเน้นตามแผนแม่บทของโครงการและความต้องการของชุมชนเป็นหลัก ไทยเบฟ ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงเปิดโครงการคลองเปรมประชากร หน้าบ้าน ริมคลอง น่ามองน่าอยู่ ซึ่งเป็นแผนงานระยะสั้น ตั้งแต่การร่วมตัดสินคัดเลือกพื้นที่ การสนับสนุนของรางวัลสำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลบ้านตัวอย่าง และชุมชนตัวอย่าง โดยมีแผนการทำงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะกลางและระยะยาวด้วย

ไทยเบฟเล็งเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม สร้างความสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ระยะแรกจะเน้นเรื่องของกีฬาที่เป็นสื่อในการสร้างการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมร่วมกัน เสริมสร้างด้านสุขภาพให้กับคนในชุมชนด้วย วันนี้เราได้มีการมอบลูกฟุตบอลให้กับ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนประชาร่วมใจ 1 ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร และชุมชนวัดรังสิต จ.ปทุมธานี เพื่อให้เด็กๆ และเยาวชนฝึกฝนทักษะและต่อยอดด้านกีฬาฟุตบอลต่อไป นอกจากนี้ ไทยเบฟยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โครงการ “เก็บ กลับ recycle by TBR (ThaiBev Recycle)” ที่จะขับเคลื่อนการเรียนรู้ คัดแยก และการนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับคืน สู่กระบวนการรีไซเคิล ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย

การพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ชุมชนน่าอยู่ ระยะกลาง พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง และระยะยาว ขยายผลชุมชนน่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็งไปทุกชุมชนริมคลองเปรมประชากร ทั้งนี้ การดำเนินการในระยะสั้น เป็นการให้ความรู้แก่ชุมชนในการพัฒนาสภาพแวดล้อมของบ้านเรือนและชุมชน มีการนำร่อง 3 ชุมชน คือ ชุมชนประชาร่วมใจ 1 ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร และชุมชนวัดรังสิต จ.ปทุมธานี รวมบ้านเรือนจำนวน 693 หลังโดยจัดให้มีการประกวดชุมชนที่มีการพัฒนาดีเด่น ระดับ Cluster หรือกลุ่มบ้านย่อยๆ ในชุมชน จำนวน 30 Cluster มีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ ความสะอาดบริเวณหน้าบ้าน, มีพื้นที่จัดเก็บขยะ/รองเท้าเป็นระเบียบ, การจัดพื้นที่หน้าบ้านให้น่ามอง ไม่รก, มีการปลูกต้นไม้ ผักสวนครัวเป็นระเบียบ, ไม่มีการดัดแปลงหรือปรับสีพื้นฐานของอาคาร และจัดเก็บสิ่งปฏิกูลของสัตว์เลี้ยงเป็นระเบียบ

ผลการประกวด มีดังนี้ ชุมชนประชาร่วมใจ 1 คลัสเตอร์ที่ชนะ คือ คลัสเตอร์ 11 จำนวน 25 หลังคาเรือน, ชุมชนประชาร่วมใจ 2 คลัสเตอร์ที่ชนะ คือ คลัสเตอร์ 4 จำนวน 27 หลังคาเรือน และชุมชนวัดรังสิต คลัสเตอร์ที่ชนะ คือ คลัสเตอร์ 3 จำนวน 20 หลังคาเรือน นอกจากนี้ ปลัดกรุงเทพมหานครยังได้มอบป้ายรางวัลชุมชนดีเด่น 3 ประเภท ประกอบด้วยชุมชนประชาร่วมใจ 1 รับรางวัลการมีส่วนร่วมของชุมชน, ชุมชนประชาร่วมใจ 2 รับรางวัลการจัดการพื้นที่สีเขียวและชุมชนวัดรังสิต รับรางวัลชุมชนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และเปิดตัวยุวชนสายตรวจคลองเปรมประชากรซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยป้องกัน เฝ้าระวังและรณรงค์ดูแลรักษาความสะอาดในชุมชนของตนเอง เป็นต้นแบบในการดูแลรักษาที่อยู่อาศัยและอนุรักษ์ฟื้นฟูคลองเปรมประชากรอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การขยายผลไปยังชุมชนและกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ริมคลองเปรมประชากร