ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

https://www.naewna.com/local/848315

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ในการประชุมสัมมนาเปิดการใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (Teacher Rotation System : TRS) เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยึดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของครู อันจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงได้สั่งการให้นำระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) มาใช้กับการยื่นคำร้องขอย้ายทุกกรณีครอบคลุมการย้ายข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการลดภาระงานด้านเอกสารทั้งจากตัวผู้ขอย้ายเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแล้ว การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการประมวลผลยังจะช่วยปิดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ในการย้ายได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับเฉพาะการย้ายสับเปลี่ยน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำร่องเปิดใช้งานไปแล้ว 2 รอบ ในช่วงการย้ายประจำปี 2567และได้รับผลตอบรับในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการย้าย ลดภาระงานด้านเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูในการดำเนินการย้ายอีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

สำหรับระบบ TRS จะเชื่อมโยงข้อมูลของคุณครูจากระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (HRMS) ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) และระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (SCS) เพื่อให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยต่อไปคุณครูที่ต้องการขอย้าย ทั้งกรณีปกติ กรณีพิเศษ และกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะต้องดำเนินการผ่านระบบ TRS เท่านั้น

ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว และกระบวนการต่อจากนี้ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการชี้แจง เพื่อให้ทางสำนักงานเขต/ส่วนราชการ ได้เข้าใจในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะเปิดให้คุณครูได้ยื่นคำร้องขอย้ายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ผ่านเว็บไซต์ https://trs.otepc.go.th ถือเป็นของขวัญวันครูที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มอบให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี 2568 และมั่นใจว่าจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสร้างความโปร่งใส เป็นธรรมในกระบวนการย้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848314

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ.นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สอศ. รวมทั้ง นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ นายสรง เทา หัวหน้าฝ่ายสัญญาเชิงพาณิชย์ และนายบรูซ ฟาน รองประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมลงนามในครั้งนี้ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.มุ่งเน้นนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านแนวคิด 2 ประการ คือ การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับบริษัทหัวเว่ย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลในเชิงประจักร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยมีแผนพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรการศึกษา จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านดิจิทัล 3 หลักสูตร ได้แก่ Datacom, Cloud Service และ AI Certification Training เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะฯให้เผชิญความท้าทายในโลกดิจิทัล และพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มดำเนินการในกรุงเทพฯ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา พร้อมวางแผนขยายไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี

ขณะที่ นายวิลเลี่ยม จาง กล่าวเสริมว่า อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแรงงาน โดยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้คนรุ่นใหม่ หัวเว่ยเชื่อว่าการส่งเสริมทักษะดิจิทัลต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จึงมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลในระบบอาชีวศึกษา ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล และพัฒนาโครงการฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระชับช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

https://www.naewna.com/local/848403

'ศุภมาส'เยี่ยมชม'สอวช.'หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ'SMART Green Office'

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.17 น.

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’ ชื่นชมเป็นมันสมอง-หัวใจของ’อว.-รัฐบาล’ ด้าน’สุรชัย’ชี้ภาพอนาคต สอวช. เป็นหน่วยงานชี้ทิศทางด้าน อววน. ของประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินทางมายัง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเยี่ยมชม สอวช. หลังจากปรับปรุงสำนักงานใหม่ให้อยู่ในรูปแบบ “SMART Green Office” โดยนางสาวศุภมาส ได้กล่าวชื่นชม ว่าสามารถจัดสำนักงานได้อย่างร่มรื่น ทันสมัย ตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบัน  

น.ส.ศุภมาส ยังได้กล่าวขอบคุณ ผู้บริหาร บุคลากรของ สอวช. ตลอดจนหน่วยบริหารและจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในความตั้งใจ และการทุ่มเททำงานเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และดูแลพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น

“สอวช. เป็นหน่วยงานที่เป็นเสมือนหัวใจและมันสมอง รวมจอมยุทธที่ทรงพลัง ความน่าเชื่อถือสูง มีบุคลากรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของ กระทรวง อว. และของรัฐบาล นอกจากนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติจากงานวิจัย ตั้งแต่วิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงงานวิจัยเรื่องยาก ๆ เกิดการต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ ขอให้ทุกท่านภูมิใจว่าภารกิจที่ได้ร่วมกันทำ เป็นภารกิจที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกภาคส่วน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ด้านนายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ สอวช. ต่อพนักงานว่า สอวช. เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทั้งในฐานะเจ้ากระทรวงฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กอวช.) และในฐานะผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร โดยมีหลักการทำงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. Lean office ให้ความสำคัญสูงสุดกับบุคลากร ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้เป็นเครือข่ายเดียวกัน 2. Clean office คือการมีธรรมาภิบาลในสำนักงาน และ 3. Green office ใช้เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล พนักงานของ สอวช. ต้องมี work-life balance มีสุขภาพดี มีความมั่นคงและหลักประกันในชีวิตที่ดี มีความสุขในการทำงานมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงาน สอวช. 

นายสุรชัย กล่าวถึงภาพอนาคตของ สอวช. ที่อยากเห็น คือ เป็นหน่วยงานนโยบายที่ชี้ทิศทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เป็น Strategic Intelligence Unit ที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นอิสระทางวิชาการ นอกจากนี้ สอวช. ยังเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นพันธมิตรร่วมดำเนินการกับหน่วยงานในระบบ อววน. และสิ่งที่ สอวช. ได้ดำเนินการมาตลอดคือ การทำให้ อววน. ไทย ก้าวไปสู่ระดับ World Class ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเชื่อมโยง กับบริบทประเทศ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับและดำเนินการเพื่อให้สามารถเลื่อนอันดับทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับ อววน. ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน สอวช. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมในสาขาที่เป็นจุดแข็งของประเทศด้วย

‘นฤมล’มอบนโยบายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งภาคสหกรณ์

https://www.naewna.com/local/849862

'นฤมล'มอบนโยบายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งภาคสหกรณ์

‘นฤมล’มอบนโยบายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งภาคสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.53 น.

‘นฤมล’มอบนโยบายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งภาคสหกรณ์ ย้ำประสิทธิภาพต้องได้มาตรฐานสากล ครอบคลุมความเสี่ยงทุกมิติของภาคการเกษตร 

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานอีกหนึ่งที่ที่มีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีภาคการเกษตร โดยการพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงินให้แก่สหกรณ์และสมาชิก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เตรียมดำเนินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อขยายขอบเขตการตรวจสอบ และการกำกับดูแลด้านความเสี่ยงของสหกรณ์ และสมาชิกให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกมิติภาคการเกษตร เช่น วิธีการดำเนินการ การลดต้นการผลิต การใช้เครื่องจักรเครื่องมือหรือเทคโนโลยี เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินการบัญชี ตลอดจนการลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์อีกด้วย
         
โดย นางนฤมล ได้มอบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 4 นโยบายหลัก ดังนี้ 
 
1. มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันเกษตรกร โดยการผลักดันการใช้เทคโนโลยีด้านการบัญชีสหกรณ์ เพื่อพัฒนาความสามารถการใช้ข้อมูลสำหรับการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ อีกทั้งยกระดับการกำกับสหกรณ์ด้วยระบบ Core Banking ในกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม และพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหาร อาทิ ศูนย์ข้อมูลด้านการเงิน และระบบเตือนภัยทางการเงิน แบบ Real Time 
 
2. รักษามาตรฐานวิชาชีพ โดยการสร้างมาตรฐานด้านบัญชีสหกรณ์ อาทิ การทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล อีกทั้งพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานโปรแกรมระบบบัญชี และรักษาคุณภาพการสอบบัญชี โดยการต่อยอดและพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐาน
 
3. แก้ไขปัญหาการทุรจิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการร่วมกับหน่อยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสหกรณ์ สำหรับการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยแบบ Real Time พร้อมทั้งร่วมตรวจสอบและประเมินระบบการควบคุมภายในด้านการเงินการบัญชี
 
และ 4. ส่งเสริมเกษตรกรเข้มแข็งด้วยบัญชี โดยการพัฒนา Application เพื่อการบันทึกข้อมูล ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกรนด้านการจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ต่อยอดสู่การเสริมสร้างวินัยทางการเงินอย่างมั่นคง ต่อไป

‘อัครา’ร่วมงานสัตว์น้ำไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้-กลยุทธ์

https://www.naewna.com/local/849770

‘อัครา’ร่วมงานสัตว์น้ำไทย  แลกเปลี่ยนองค์ความรู้-กลยุทธ์

‘อัครา’ร่วมงานสัตว์น้ำไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้-กลยุทธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมงาน “สัตว์น้ำไทย 2024” (Thai Aqua Expo 2024) ภายใต้แนวคิด “ปรับกลยุทธ์สัตว์น้ำไทย สร้างกำไรทุกภาคส่วน” ที่โรงแรมซันไรส์ ลากูน โฮเทลแอนด์กอล์ฟ จ.ฉะเชิงเทรา ว่ากรมประมง มีนโยบายสนับสนุนให้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มโอกาสพร้อมขยายตลาดได้ทั้งภายในและต่างประเทศ สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในหลายด้านทั้งการลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ทดแทนการใช้ยาและสารเคมีในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยงความเสียหายจากการเกิดโรค และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และส่งเสริมการส่งออกของผู้ประกอบการ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ภายในงานมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านโรคปลานิล ระหว่างกรมประมง กับสมาคมปลานิลไทย พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้วยแพลตฟอร์มระบบการรายงานโรคปลานิลในรูปแบบดิจิทัลครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือแบบบูรณาการภาครัฐ หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ได้แก่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ห้องปฏิบัติการสุขภาพสัตว์น้ำภาคเอกชน และห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์โรคสัตว์น้ำกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดโรคในปลานิลได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถพัฒนาเป็นระบบประกาศแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรและลดความเสียหายที่เกิดจากโรคปลานิลให้แก่เกษตรกรในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การเสวนา การสัมมนาให้ความรู้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจโดยผู้บริหารและนักวิชาการกรมประมง นิทรรศการเพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการประมง ภายใต้แนวคิด “เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ก้าวไกลด้วยนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม” และการจัดแสดงข้อมูลกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลากะพง ปลานิล และกุ้งทะเล ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงผสมผสานกับแนวคิด BCG Model สู่หลักปฏิบัติ ESG เพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชนตามหลักธรรมาภิบาลร่วมกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากร้าน Fisherman shop

เกษตรฯช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย รุดบริจาคสิ่งของ 7จังหวัดภาคใต้

https://www.naewna.com/local/849768

เกษตรฯช่วยเหลือ  ผู้ประสบอุทกภัย  รุดบริจาคสิ่งของ  7จังหวัดภาคใต้

เกษตรฯช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย รุดบริจาคสิ่งของ 7จังหวัดภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีรับบริจาคสิ่งของเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน เข้าร่วม ที่ศูนย์รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 2567 กระทรวงเกษตรฯ ว่าจากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล จึงเป็นตัวกลางในการเปิดรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค เพื่อส่งต่อแก่ผู้ประสบภัย โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้บริจาคเงินทั้งสิ้น 944,888.39 บาท จาก 33 หน่วยงาน (ภาครัฐ 20 หน่วยงาน และภาคเอกชน 13 หน่วยงาน)

“ในนามของกระทรวงเกษตรฯ ขอขอบคุณภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมด้วยช่วยกันบริจาคเครื่องอุปโภค-บริโภคและเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งนำสิ่งของและปัจจัยส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยทันที เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาเบื้องต้น และจะเร่งบูรณาการสำรวจความเสียหายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมให้เกษตรกรทุกคนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเร่งด่วน และขอร่วมส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ 7 จังหวัด ที่ประสบอุทกภัยให้ผ่านวิกฤตไปได้โดยเร็ว” รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘นฤมล’มุ่งพัฒนาอาชีพ การตลาด-เงินทุนให้เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/849769

‘นฤมล’มุ่งพัฒนาอาชีพ  การตลาด-เงินทุนให้เกษตรกร

‘นฤมล’มุ่งพัฒนาอาชีพ การตลาด-เงินทุนให้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ครั้งที่ 2/2567 ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ มีมติเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยจัดทำโครงการจัดหาแหล่งน้ำและสนับสนุนระบบกระจายน้ำเพื่อทำเกษตรกรรม เร่งปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและจัดหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี พร้อมพัฒนาทักษะ และเตรียมความพร้อมยกระดับผลผลิตในการเกษตร

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายนำร่อง การส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ประจำปีงบประมาณ 2568–2570 แบ่งเป็นปี 2568 จำนวน 46 พื้นที่ ใน 26 จังหวัด ปี 2569 จำนวน 50 พื้นที่ใน 28 จังหวัด และปี 2570 จำนวน 55 พื้นที่ ใน 30 จังหวัด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่พัฒนาองค์ความรู้ ไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพและการตลาด ประจำปี 2567 กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการดำเนินโครงการ อาทิ 1.โครงการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3,4 และ 5

2.โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองโพงโพด พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 3. การพัฒนาและส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ และ 4.ส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เป็นต้นซึ่งมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ รวม 25,135 ราย จาก 357 พื้นที่ โดยแบ่งตามกรอบกิจกรรม 7 ด้าน

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ขอนแก่น ปล่อยแถว กวาดล้างอาชญากรรม รับเทศกาล

https://www.naewna.com/local/849766

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ขอนแก่น ปล่อยแถว  กวาดล้างอาชญากรรม รับเทศกาล

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ขอนแก่น ปล่อยแถว กวาดล้างอาชญากรรม รับเทศกาล

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ.4) พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานปล่อยแถวป้องกันปราบปรามอาชญากรรมห้วงก่อนวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2568 เพื่อป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ รักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีพล.ต.ท.ฉัตรชัยสุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.4 พร้อมด้วยนายประจวบ รักแพทย์ รอง ผวจ.ขอนแก่น นำผู้แทนฝ่ายตำรวจ, ทหาร ,หัวหน้าส่วนราชการ, ป.ป.ส.ภาค 4 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัคร จำนวน 300 นาย เข้าร่วมในปฏิบัติการ

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การปล่อยแถวกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่กู้ภัย เป็นการร่วมบูรณาการความร่วมมือ เนื่องจากในห้วงเทศกาลดังกล่าวจะมีประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งคนร้ายมักฉวยโอกาสในการก่ออาชญากรรม ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตำรวจภูธรภาค 4 จึงได้ระดมสรรพกำลังร่วมกับภาคีเครือข่าย ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว
เพื่อป้องกันเหตุร้ายและอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนและนักท่องเที่ยว ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีความห่วงใยและให้ความสำคัญต่อการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงมอบหมายให้ทุกพื้นที่กำหนดมาตรการดูแลประชาชนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทให้สอดคล้องกับพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยการบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร

‘อิทธิ’หนุนปศุสัตว์ปลูกอาหารต้นทุนต่ำ

https://www.naewna.com/local/849767

‘อิทธิ’หนุนปศุสัตว์ปลูกอาหารต้นทุนต่ำ

‘อิทธิ’หนุนปศุสัตว์ปลูกอาหารต้นทุนต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน kick off โครงการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคเนื้อ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ว่ากรมปศุสัตว์มุ่งดำเนินโครงการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สนับสนุนการผลิตพืชอาหารสัตว์ (ข้าวโพด) คุณภาพสูง ผ่านการใช้นวัตกรรมการเพาะปลูกและแปรรูปด้วยวิธีการหมักบนพื้นที่ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ 11 แห่ง เนื้อที่ขนาด 5,500 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการผลิตและจำหน่ายให้แก่เกษตรกรรายย่อยในราคาย่อมเยา ซึ่งอาหารสัตว์ดังกล่าว จะช่วยให้ผลผลิตจากสัตว์มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเป็นการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์สู่ความมั่นคงด้านอาหารสัตว์และอาชีพปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย 1.การมอบเสบียงอาหารสัตว์ 2.การมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกร 50 ราย 3.การจัดนิทรรศการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 4.การจัดเตรียมพืชอาหารสัตว์แบบครบวงจร 5.การสาธิตการเก็บสำรองเสบียงสัตว์ด้วยเครื่องม้วนก้อนหญ้าด้วยพลาสติก 6.ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูงให้แก่เกษตรกร เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และ 7.การเปิดระบบน้ำอัจฉริยะเพื่อการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์สู่ความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ และการผลิต Corn Silage ด้วยเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก