ส่งกำลังใจ เติ้ล ตะวัน ป่วยไข้เลือดออก น้องมียา ช่วยเฝ้าไข้พ่อไม่ห่าง

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2823463

ส่งกำลังใจ เติ้ล ตะวัน ป่วยไข้เลือดออก น้องมียา ช่วยเฝ้าไข้พ่อไม่ห่าง

3 พ.ย. 2567 11:34 น.

ส่งกำลังใจ เติ้ล ตะวัน ป่วยไข้เลือดออก น้องมียา ช่วยเฝ้าไข้พ่อไม่ห่าง

ออกมาโพสต์ภาพขณะนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย สำหรับ เติ้ล ตะวัน นักแสดงและผู้จัดละครคนดัง โดยเจ้าตัวได้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก และตอนนี้ถึงมือหมอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เติ้ล ได้โพสต์ภาพพร้อมเขียนแคปชั่นว่า “ไข้เลือดออกครับ เปลี่ยนที่ดูละครยาวๆ ไป” โดยมีลูกสาว น้องมียา มาช่วยเฝ้าไข้คุณพ่อด้วย หลายคนที่ติดตามก็ได้ส่งข้อความมาให้กำลังใจ พร้อมกับอวยพรขอให้เติ้ลหายป่วยในเร็ววันกันจำนวนมาก

บุคคลในข่าว 4 พฤศจิกายน 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2823512

บุคคลในข่าว 4 พฤศจิกายน 2567

4 พ.ย. 2567 05:16 น.

บุคคลในข่าว 4 พฤศจิกายน 2567

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ….ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ศิรินทร ซอโสตถิกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิธารน้ำใจ นำคณะกรรมการมูลนิธิ และผู้บริหารสถานศึกษาได้รับรางวัลเกียรติคุณ สัญญา ธรรมศักดิ์ เฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล เมื่อวันก่อน.

เปิดม่านการเมือง ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้….สุกๆ ดิบๆ….ล่าสุด รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ถูกโยงไปถึงผลประโยชน์ทับซ้อน กับกัมพูชา…ระบุทำให้ ประเทศไทย อาจเสีย ดินแดนเกาะกูด ที่เป็นของไทยให้กับ กัมพูชา เพราะ การลากเส้นเขตแดนตามข้อตกลง หรือ MOU 2544 กับรัฐบาลกัมพูชา….นอกจาก สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จะออกมาขย่ม รัฐบาลเพื่อไทย กำลังจะทำให้ไทยเสียดินแดนแล้ว…ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต อดีตแกนนำเสื้อเหลือง ออกมาโพสต์ข้อความ หัวข้ออย่าลืมมติ ครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์ เห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้ว

วิวาห์ชื่นมื่น สราวุธ วัชรพล เป็นประธานในงานวิวาห์ ระหว่าง บุรัสกร บุตรี กมล–บุษบา ศรีวัฒนา กับ ธีรพงษ์ บุตร อานุภาพ–สิรินดา ฉัตรนำเจริญ ท่ามกลางความปลื้มปีติ ของบรรดาผู้มาร่วมอวยพรกันอย่างคึกคัก ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเอเชีย คํ่าวันก่อน.

การประกาศเส้นเขตไหล่ทวีป และทะเลอาณาเขตของกัมพูชาในปี พ.ศ.2515….ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายทะเลสากล ได้มีการละเมิดสิทธิและอธิปไตยทางทะเลของราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน….และส่งผลทำให้ราชอาณาจักรไทย ปฏิเสธ การประกาศขีดเส้นที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายสากลของกัมพูชาไปแล้ว….ตามด้วยการมีพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปประเทศไทยด้านอ่าวไทย เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2516….ในเวลาเดียวกับที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมาธิการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ ระบุ ท้าทายให้ นายกฯ, รมว.กลาโหม, รมว.ต่างประเทศ…..ออกมาโต้แย้ง ประเด็นที่พรรคพลังประชารัฐเปิดเผยเรื่อง MOU 2544….ตั้งข้อสังเกตมีแต่ พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตโฆษกกองทัพเรือ ออกมาให้ข้อมูล…ที่อ้างว่า MOU 2544 อาจทำให้ไทยเสียเขตแดนทางทะเลให้กับกัมพูชาในอนาคต…ซึ่งรวมถึงเกาะกูด ด้วย เพราะเส้นแบ่งเขตแดนที่กัมพูชาลากข้ามเกาะกูด….นั้นเห็นว่า ไม่ควรยกเลิก MOU 2544 เพราะไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดน …แต่ถ้ามีการยกเลิกจะทำให้เสียประโยชน์มากกว่า……หรือมี แกนนำพรรคเพื่อไทยบางคน ออกมาแก้ต่างว่า…..ไม่ใช่เป็นการลากเส้นเขตแดน แต่เป็นการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเล……ทำให้เกิดความสับสน วกวนไปใหญ่….. “อินทรีเหล็ก” มองว่าเพื่อเป็นการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม……รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ ควรออกมาอธิบายความจริง เรื่องนี้ให้ชัดเจน ทุกซอกทุกมุม….เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

โดดเด่น สาระ ลํ่าซำ ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิต รับรางวัล “Health Equity and Inclusion Award-Thailand” ด้วยความโดดเด่นคิดริเริ่มรับประกันการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม โดยมี ดร.สุธี โมกขะเวส มาร่วมงานด้วย ที่เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ วันก่อน.

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มี แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ทันจะครบไตรมาส…กลับเจอปัญหาที่เป็นมรสุมกับเสถียรภาพรัฐบาล ทุกมิติ…….ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ออกมาทวงสัญญากับ นายกฯแพทองธาร และ พรรคเพื่อไทย ที่จะสนับสนุนในการแก้รัฐธรรมนูญ….หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม ที่ยังคาราคาซัง เพราะ พรรคร่วมรัฐบาล ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการนิรโทษกรรมที่ เกี่ยวโยงกับคดี ม.112 ในทุกกรณี ไม่มีข้อยกเว้น…..แม้ล่าสุด นพดล ปัทมะ สส.เพื่อไทย จะให้สัมภาษณ์ …ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม…อยู่ในระหว่างการหารือของแกนนำพรรคและสส.พรรค…ที่ในที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยก็คงต้องเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเช่นกัน….ย้ำจุดยืน ไม่รวมความผิดอาญา ม.110 และ ม.112….ที่ไม่ตรงกับ ร่างของพรรคประชาชน แน่นอน

ที่นครปฐม ไทสุเกะ เมกุโระ และ สุเมธ จันทอินยงค์ เปิดร้าน “ยูนิโคล่” สาขาใหม่ล่าสุด พร้อมสนับสนุนเยาวชนออกแบบกระเป๋าผ้าลายแผนที่นครปฐมเป็นของที่ระลึก โดยมี อะริฮิโตะ มัตสึ โมโต้, คิโยฟูสะ ฟูจิอิ และ นงลักษณ์ จิตต์เจนการ มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล นครปฐม วันก่อน.

ส่วนกฎหมายประชามติ ที่มีการตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาไปแล้ว…..สส. และ สว.สายสีน้ำเงิน เปิดเกมชัดเจน….โหวตให้ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.สายสีน้ำเงิน อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ เป็นประธาน……ในขณะที่ เกมร้องยุบพรรคเพื่อไทย กำลังเข้มข้น….นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว เข้าให้ปากคำ กกต. กรณีกล่าวหา พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ยอมให้ ทักษิณ ชินวัตร ครอบงำ ยืนยันมีหลักฐานชัดเจน ……วิบากกรรมการเมืองเพิ่งจะเริ่มต้น …………nสำหรับปมดิ ไอคอน….ที่ พลังประชารัฐ โยนเผือกร้อนให้ พรรคเพื่อไทย…จากที่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ออกมาแถลงชื่อย่อ สส.เพื่อไทย ไปมีส่วนเกี่ยวข้องคดีนี้ด้วย….โดยเฉพาะ แกนนำเพื่อไทย กลุ่มสามมิตร บางคน…..ถึง รมว.สาธารณสุข สมศักดิ์ เทพสุทิน จะออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง…..แต่ถูกปักหมุดจากงานนี้ไปเรียบร้อยแล้ว…. พับผ่า

ยั่งยืน มนตรี คงเครือพันธุ์, ประกอบ เพียรเจริญ, วัลลภ ว่องจิตต์วุฒิไกร และ ศรัณยา อัสส มงคล ลงนามความร่วมมือการสนับสนุน Green Loan สินเชื่อสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมี วีรยุทธ พานิชกุล มาร่วมงานด้วย ที่อาคารเอไอเอส 1 วันก่อน.

ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด กรรมาธิการการ คุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนฯ ที่มี บุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรีพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน….ถึงยังไม่ขยับ….ได้รับคำตอบว่ามีการเชิญคนที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงแล้ว…เช่น สคบ. ดีเอสไอ บก.ปคบ. กองบัญชาการสอบสวนกลาง และ ปปง. ….สรุปผลการหารือว่า เทวดาใน สคบ.ยังสาวไปไม่ถึง เพราะ ดีเอสไอ นิ่งเฉยไม่ดำเนินการแก้ปัญหาที่ตัวเองถูกพาดพิง…..โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตจาก ไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร…การที่ดีเอสไอบุกจับนาฬิกาปลอมของบอสพอล ใครเป็นคนให้ข้อมูล…..งานนี้รับประกันยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อ

ให้ของขวัญ พิชัย จิราธิวัฒน์, บุษบา จิราธิวัฒน์ และ พล.ต.กิตติวัฒน์ แจ่มจิรารักษ์ เปิด โครงการ “มิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์” ปีที่ 15 ชวนมอบของขวัญและทุนการศึกษาให้เยาวชนในชายแดนภาคใต้ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ โดยมี ผลิพร ธัญญอนันต์ผล มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.

กำลังเป็นกระแส กรณีที่ 4 อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ….ปรีดิยาธร เทวกุล, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, วิรไท สันติประภพ และ ธาริษา วัฒนเกส จับมือกับ 227 นักวิชาการคัดค้านการเมืองส่งคนมาแทรกแซงการตั้งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ…เป็นอีกปรากฏการณ์ที่ฝ่ายการเมืองต้องรู้จักประมาณตัวเอง……เพราะฉะนั้น 3 แคนดิเดตประธานบอร์ดแบงก์ชาติ…..กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.พาณิชย์สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร…กุลิศ สมบัติศิริ อดีตอธิบดีกรมศุลกากร ที่ได้ข้ามห้วยมาเป็นปลัดพลังงานสมัยรัฐบาลลุงตู่ และ สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการกฤษฎีกา ประธานบริหารโรงเรียนกำเนิดวิทย์….ใครบ้างที่ไม่ได้เป็นตัวแทนการเมืองยกมือขึ้น

เราชอบยีนส์ อนันต์ ตันติปัญญาคุณ และ อรวรรณ ทิพย์สุวรรณพร จัดงาน “ROBINSON SUPER JEANS WEEK” ชวนคนรักยีนส์มาเลือกครีเอตสไตล์ที่ชอบ พร้อมโปรโมชันสุดคุ้ม โดยมี ธัญญภรณ์ ธรรมธาดา และ อนิศรา ลาเพ็ชร์ มาร่วมงานด้วย ที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต วันก่อน.
กินไก่ KFC โสภณ ราชรักษา และ อรณัฐ ผกาภรณ์รัตน์ เปิดร้าน “KFC Flagship Store”สาขาที่ 500 ของบริษัทเดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย โดยมี ซูเฮล ลิมบาดะ, กชกร อรรถรังสรรค์, กิรณา ฤกษ์บางพลัด และ เกรียงยศ เจริญธีรวงศ์ มาร่วมงานด้วย ที่ One Bangkok วันก่อน.

“อินทรีเหล็ก”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

เตือนภัยคึกคะนองเล่นเซิร์ฟบนรถไฟใต้ดินสหรัฐฯ ปีนี้ดับแล้ว 6 ราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823636

เตือนภัยคึกคะนองเล่นเซิร์ฟบนรถไฟใต้ดินสหรัฐฯ ปีนี้ดับแล้ว 6 ราย

4 พ.ย. 2567 12:35 น.

เตือนภัยคึกคะนองเล่นเซิร์ฟบนรถไฟใต้ดินสหรัฐฯ ปีนี้ดับแล้ว 6 ราย

เตือนสติวัยรุ่นชอบตามเทรนด์ ล่าสุดพบเยาวชนดับแล้ว 6 ศพในนิวยอร์ก หลังพยายามตามเทรนด์”เซิร์ฟบนรถไฟใต้ดิน” จนพลัดตกลงมาดับ

เด็กหญิงวัย 13 ปีเป็นเหยื่อรายล่าสุดในนครนิวยอร์กที่เสียชีวิตจากการ “เซิร์ฟบนรถไฟใต้ดิน” ซึ่งเป็นชาเลนจ์เสี่ยงตายที่ดึงดูดวัยรุ่นในโซเชียลมีเดียให้ทำตาม เพื่อหวังเรียกยอดวิวและยอดไลก์ โดยการ “เซิร์ฟบนรถไฟใต้ดิน” หมายถึงการขึ้นไปนั่งหรือเดินบนหลังคาของขบวนรถไฟในขณะที่รถไฟเคลื่อนที่ โดยการกระทำดังกล่าวนอกจากจะมีความเสี่ยงสูงแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในปีนี้ แม้ว่าจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงก็ตาม

ตำรวจนิวยอร์กระบุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าในปีนี้ นับจนถึงวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการเสียชีวิตจากการเซิร์ฟบนรถไฟใต้ดินแล้ว 6 ศพ และมีผู้ถูกจับกุม 181 ราย ซึ่งทั้งสองสถิติสูงกว่าปีที่แล้ว ที่มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ และถูกจับกุม 118 ราย จากข้อหากระทำการที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นโดยประมาทเลินเล่อ

จากกรณีล่าสุด ที่มีผู้เสียชีวิต พบว่าเด็กหญิงวัย 13 ปีและเด็กหญิงวัย 12 ปี ได้ขึ้นไปวิ่งบนหลังคาของขบวนรถไฟในควีนส์ นิวยอร์ก แต่ทั้งคู่เสียการทรงตัว ทำให้เด็กหญิงวัย 13 ปีตกลงมาระหว่างขบวนรถที่เคลื่อนที่จนเสียชีวิต ส่วนเด็กหญิงวัย 12 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ มีเลือดออกในสมอง

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ก็มีเด็กชายที่เพิ่งอายุครบ 13 ปี เสียชีวิตในขณะที่กำลังเซิร์ฟบนรถไฟในควีนส์ ขณะที่อีกคนหนึ่งรอดชีวิตอย่างหวุดหวิดหลังจากศีรษะกระแทกขณะเซิร์ฟบนรถไฟในบร็องซ์ โดยตำรวจระบุว่าเด็กชายวัย 13 ปีรายนี้ ได้เข้าร่วมในกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย แม้ว่าแม่ของเขาจะเตือนแล้วว่าอย่าขึ้นไปบนหลังคารถไฟ

ทั้งนี้ ตำรวจนิวยอร์กโพสต์ในเอ็กซ์ด้วยสโลแกนที่ใช้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่า “การเซิร์ฟบนรถไฟใต้ดินถึงตาย นั่งในรถและอยู่รอดปลอดภัย” โดยทางการขนส่งมวลชนมหานครนิวยอร์ก ได้ประสานงานไปยังแพลตฟออร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งยูทูป ติ๊กตอก และอินสตาแกรม เพื่อให้นำคลิปที่มีภาพการเซิร์ฟบนรถไฟใต้ดินออกไป จะได้ไม่เป็นการกระตุ้นหรือยั่วยุให้วัยรุ่นทำตาม ซึ่งจนถึงขณะนี้มีการนำคลิปออกจากระบบแล้วกว่า 1 หมื่นคลิป.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เซิร์ฟบนรถไฟใต้ดิน

นักบินอวกาศจีนภารกิจเสินโจว-18 กลับสู่โลกอย่างปลอดภัย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823600

นักบินอวกาศจีนภารกิจเสินโจว-18 กลับสู่โลกอย่างปลอดภัย

4 พ.ย. 2567 10:58 น.

นักบินอวกาศจีนภารกิจเสินโจว-18 กลับสู่โลกอย่างปลอดภัย

นักบินอวกาศของยานเสินโจว-18 ของจีน เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจระยะเวลา 6 เดือน บนสถานีอวกาศเทียนกงของจีน

นักบินอวกาศ เย่ กวงฟู่ หลี่ ชง และหลี่ กวางซู เดินทางกลับสู่โลกแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเป็นเวลา 6 เดือนบนสถานีอวกาศเทียนกงของจีน

โดยแคปซูลเดินทางกลับได้ลงจอดที่จุดลงจอดตงเฟิง ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน เมื่อเวลา 01:24 น. ตามเวลาท้องถิ่นจีน จากนั้นนักบินอวกาศทั้ง 3 คนออกจากยานเมื่อเวลา 02:15 น. และระบุว่าพวกเขามีสุขภาพดี

เย่ กวงฟู่ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการภารกิจดังกล่าว ยังเป็นสมาชิกของภารกิจยานเสินโจว-13 ของจีนด้วย ทำให้เขากลายเป็นนักบินอวกาศจีนคนแรกที่มีระยะเวลาการบินอวกาศรวมมากกว่า 1 ปี สร้างสถิติใหม่ในฐานะนักบินอวกาศจีนที่ใช้เวลาโคจรในวงโคจรนานที่สุด

ทั้งนี้ นักบินอวกาศยานเสินโจว-18 ทั้งสามคน ได้เดินทางถึงกรุงปักกิ่งโดยเครื่องบินอย่างปลอดภัย จากนั้นทั้งสามจะเข้ากระบวนการกักตัวและพักฟื้น และเข้ารับการตรวจสุขภาพ ประเมินสุขภาพและพักผ่อน ก่อนจะพบปะกับสื่อมวลชนในกรุงปักกิ่งต่อไป.

ที่มา : CGTN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักบินอวกาศ

ญี่ปุ่นจับได้ทันที 5 คน เซ่น ก.ม.ใหม่ จำคุกคนใช้มือถือ-เมาขณะขี่จักรยาน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823572

ญี่ปุ่นจับได้ทันที 5 คน เซ่น ก.ม.ใหม่ จำคุกคนใช้มือถือ-เมาขณะขี่จักรยาน

4 พ.ย. 2567 06:31 น.

ญี่ปุ่นจับได้ทันที 5 คน เซ่น ก.ม.ใหม่ จำคุกคนใช้มือถือ-เมาขณะขี่จักรยาน

ญี่ปุ่นจับผู้กระทำผิดได้ทันที 5 ราย หลังเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ เพิ่มโทษจำคุกแก่ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือมึนเมาขณะขี่จักรยาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ญี่ปุ่นบังคับใช้กฎหมายใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่จักรยาน ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือปรับเงิน 100,000 เยน (ราว 22,200 บาท) หลังสถิติอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้จักรยานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2564 ที่คนหันมาขี่จักรยานมากขึ้นเพราะการระบาดของโควิด-19

กฎหมายใหม่ยังมีโทษสำหรับผู้ที่ขี่จักรยานขณะอยู่ภายใต้อิทธิพลของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย โดยผู้กระทำผิดจะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับเงิน 500,000 เยน (ราว 111,000 บาท)

โดยไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ ตำรวจก็จับกุมผู้กระทำผิดได้ทันที 5 ราย ที่โอซากา รวมถึงชาว 2 คนที่ถูกจับได้ว่าขี่จักรยานขณะดื่มสุรา โดยหนึ่งในนั้นขี่จักรยานไปชนกับผู้ขี่จักรยานอีกคัน แต่เคราะห์ดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ภายใต้กฎหมายใหม่ ผู้ขับขี่จักรยานที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ จะมีโทษปรับเงินสูงสุด 300,000 เยน (ราว 66,700 บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจำนวนอุบัติเหตุจราจรโดยรวมของญี่ปุ่นจะกำลังลดลอง แต่อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับจักรยานกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2566 มีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับจักรยานเกิดขึ้นในญี่ปุ่นมากกว่า 72,000 ครั้ง คิดเป็น 20% ของอุบัติเหตุจราจรทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีเดียวกัน

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขี่จักรยานจนมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 17 ราย นับเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ตำรวจญี่ปุ่นเริ่มเก็บสถิติในปี 2540

ข้อมูลจากตำรวจระบุอีกว่า ในช่วงปี 2563-2566 เกิดอุบัติเหตุจากการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขี่จักรยาน 454 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากช่วง 5 ปีก่อนหน้านั้นถึง 50%

อนึ่ง ญี่ปุ่นกำลังพยายามออกกฎข้อบังคับใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการจราจร โดยเมื่อปีก่อน รัฐบาลออกกฎให้ผู้ขี่จักรยานต้องสวมหมวกกันน็อค ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม รัฐสภาก็เพิ่งผ่านร่างกฎหมาย อนุญาตให้ตำรวจปรับเงินผู้ขี่จักรยานที่ละเมิดกฎจราจรได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์หาเสียงเดือด ลั่นไม่รังเกียจหากมือปืนยิงทะลุนักข่าวมาโดนเขา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823568

ทรัมป์หาเสียงเดือด ลั่นไม่รังเกียจหากมือปืนยิงทะลุนักข่าวมาโดนเขา

4 พ.ย. 2567 05:59 น.

ทรัมป์หาเสียงเดือด ลั่นไม่รังเกียจหากมือปืนยิงทะลุนักข่าวมาโดนเขา

ทรัมป์หาเสียงที่เพนซิลเวเนีย ลั่นไม่น่าออกจากทำเนียวขาวในปี 2563 และว่า เขาไม่รังเกียจเลยหากมือปืนจะยิงทะลุนักข่าวมาโดนเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าหาเสียงในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมาถึงในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยในวันอาทิตย์ที่ 3 พ.ย. เขาเดินทางไปยังเมืองลิทิตซ์ รัฐเพนซิลเวเนีย และกล่าวปราศรัยต่อหน้ากลุ่มผู้สนับสนุนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในการหาเสียงในเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐสวิงสเตท นายทรัมป์บอกกับกลุ่มผู้สนับสนุนว่า เขาไม่ควรออกจากทำเนียบขาวหลังจากแพ้การเลือกตั้งในปี 2563 และเรียกฝ่ายเดโมแครตด้วยการเล่นคำว่าพวกเดโมนิก (demonic) หรือ “พวกปิศาจ” และบ่นว่า ผลโพลใหม่ชี้ว่าเขาไม่ได้คะแนนนำที่รัฐไอโอวาแล้ว ทั้งที่เขาเป็นผู้ชนะทั้งในปี 2016 และ 2020

นายทรัมป์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการหาเสียงของเขาไปกับการร่ายข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแทรกแซงเลือกตั้ง ที่เขาอ้างว่ากำลังเกิดขึ้น และพูดถึงความรู้สึกเสียใจภายหลังที่ออกจากทำเนียบฯ เมื่อ 4 ปีก่อน “สหรัฐฯ มีชายแดนที่ปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศในวันที่ผมออกไป” นายทรัมป์อ้าง

“ผมไม่ควรออกไป ผมหมายถึง ไม่ควรออกไปจริงๆ” ก่อนจะอ้างโดยใม่มีหลักฐานว่า มีการโกงการโหวตครั้งนี้เพื่อเอาชนะเขา “นี่มันดีกว่าคำปราศรัยของผมไม่ใช่หรือ?” นายทรัมป์กล่าว ยอมรับว่าตนเองพูดนอกบทที่เตรียมมา “เพราะพูดตามตรง ใครบางคนต้องพูดถึงเรื่องนี้”

การหาเสียงล่าสุดของนายทรัมป์ยังคงเป็นกลยุทธ์ การใช้วาทกรรมอาฆาตมาดร้าย สัญญาจะเอาคืนคู่แข่งทางการเมือง, แสดงความโกรธเกรี้ยว, ข่มขู่สื่อ อ้างโดยไม่มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งในปี 2020 และแสดงความต้องการครองอำนาจเบ็จเสร็จ หากได้กลับไปเป็นประธานาธิบดี

ณ จุดหนึ่ง ในทรัมป์ ซึ่งเผชิญกับความพยายามลอบสังหารมาแล้ว 2 ครั้ง กล่าวว่า ไม่รังเกียจเลยหากมือปืนที่เล็งมาทางเขายิงทะลุพวกสื่อปลอม

“ผมมีแผ่นกระจกอยู่ตรงนี้ และที่เรามีอยู่ตรงนั้นเป็นสื่อปลอมหมดเลยใช่ไหม? หากอยากจะจัดการผม ใครบางคนคงต้องยิงผ่านพวกสื่อปลอมเข้ามา” (“shoot through the fake news”) นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า “ผมก็ไม่ได้รังเกียจขนาดนั้น ไม่รังเกียจเลย”

ก่อนที่ในเวลาต่อมา โฆษกทีมหาเสียงของนายทรัมป์ จะออกมาชี้แจงว่า นายทรัมป์พยายามบรรยายว่า เหล่านักข่าวพยายามปกป้องเขาอย่างไร

“ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สื่อกำลังอยู่ในอันตราย เพราะพวกเขาพยายามปกป้องเขา จนทำให้ตัวเองตกอย่างในอันตรายใหญ่หลวง และควรมีโล่กระจกป้องกันบ้าง การพูดว่า เขากำลังเป็นห่วงสวัสดิภาพของนักข่าวมากกว่าตัวเอง ไม่สามารถถูกตีความเป็นอย่างอื่นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : cnn

2 ขั้วรัฐสวิงสเตท (1)

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823500

2 ขั้วรัฐสวิงสเตท (1)

4 พ.ย. 2567 05:40 น.

2 ขั้วรัฐสวิงสเตท (1)

เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2024 จำเป็นต้องครอบครองคะแนนเสียงในรัฐ “สวิงสเตท” ให้ได้ จึงจะได้รับชัยชนะ

โดยรัฐตัวแปรที่ความนิยมในพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตยังไม่ชัดเจนนัก มีทั้งหมด 7 รัฐในปีนี้ ประกอบด้วยเพนซิลเวเนีย มิชิแกน วิสคอนซิน นอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย อริโซนา และเนวาดา ทั้งหมดมีคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง 93 เสียง ซึ่งในการเลือกตั้งสหรัฐฯ พรรคที่จะคว้าชัยจำเป็นต้องได้ 270 เสียงจากทั้งหมด 538 เสียง

อย่างไรก็ตาม จากประวัติการเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายครั้ง รัฐสวิงสเตท 7 รัฐชุดนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มรัฐที่เรียกว่า “แถบสนิม” (Rust Belt) ซึ่งหมายถึงรัฐที่เคยเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ประกอบด้วยเพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน และกลุ่มรัฐที่เรียกว่า “แถบพระอาทิตย์” (Sun Belt) จากการที่มีสภาพอากาศอบอุ่น ประกอบด้วย นอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย อริโซนา และเนวาดา

ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละพรรคจะใช้กลยุทธ์เช่นไรเพื่อให้ได้คะแนนนิยม แต่แนวโน้มที่ผ่านมาๆ รัฐทั้งสองกลุ่มนี้มักจะเทคะแนนไปพร้อมกัน ไม่ค่อยแตกแถวเท่าไรนัก อย่างกลุ่มรัฐอุตสาหกรรมรัสต์เบลต์ เดิมทีจะเป็นกลุ่มของสหภาพแรงงานที่นิยมชมชอบเดโมแครต แต่ในการเลือกตั้งปี 2559 ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับกลายเป็นว่ากวาดคะแนนเสียงจากกลุ่มรัสต์เบลต์ไปทั้งหมด

ภายใต้สูตรอันแยบยล รุกสร้างคะแนน นิยมของพื้นที่นอกเมืองและชนบทของรัฐดังกล่าว จนกลายเป็นว่าแม้คนเมืองในรัฐเพนซิลเวเนีย มิชิแกน วิสคอนซิน จะเลือกเดโมแครต แต่สุดท้ายคะแนนดิบรวมจากคนนอกเมืองกลับมากกว่า และทำให้ทรัมป์ประสบชัยชนะตามกฎ “ชนะกินรวบ” วินเนอร์ เทค ออล พรรคใดได้คะแนนดิบมากกว่าจะครอบครองเสียงคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ไม่ต้องมาแบ่งตามสัดส่วน

มาคราวนี้ หากคามาลา แฮร์ริส จาก พรรคเดโมแครตต้องการคว้ากลุ่มรัสต์เบลต์ ก็จำเป็นต้องกระตุ้นคนเมืองในรัฐดังกล่าว ให้ออกมาเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวดำ ผิวสี และคนมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย.

ตุ๊ ปากเกร็ด

คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม

ทรัมป์-แฮร์ริส สูสีชิงผู้นำสหรัฐ โลกลุ้นระทึกรู้ผล 6 พ.ย.จับตา “7รัฐ” ตัวแปรชี้ขาด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823582

ทรัมป์-แฮร์ริส สูสีชิงผู้นำสหรัฐ โลกลุ้นระทึกรู้ผล 6 พ.ย.จับตา “7รัฐ” ตัวแปรชี้ขาด

4 พ.ย. 2567 05:30 น.

ทรัมป์-แฮร์ริส สูสีชิงผู้นำสหรัฐ โลกลุ้นระทึกรู้ผล 6 พ.ย.จับตา “7รัฐ” ตัวแปรชี้ขาด

“โดนัลด์ ทรัมป์-คามาลา แฮร์ริส” สองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสู้กันยิบตา หลังคะแนนนิยมของทั้งสองออกมาสูสีจนไม่อาจชี้ขาดชัดเจนโดยก่อนเปิดหีบหย่อนบัตรจริงในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ต้องจับตา 7 รัฐตัวแปร “สวิง สเตท” ทำให้ต้องเร่งเครื่องหาเสียงทิ้งท้าย ซึ่ง “ทรัมป์” ลุยหาเสียงที่รัฐมิชิแกน ส่วน “แฮร์ริส” เดินสายหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย ขณะที่จะรู้ใครเป็น “ตัวเต็ง” ในคืนวันเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2024 ศึกชิงชัยระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 78 ปี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน กับนางคามาลา แฮร์ริส วัย 60 ปี รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ถูกจับตาจากคนทั่วโลกว่าจะมีผลลัพธ์เช่นไร หลังคะแนนนิยมของผู้สมัครทั้ง 2 คน ออกมาสูสีคู่คี่ จนไม่สามารถชี้ขาดได้ว่า ใครจะได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศในทำเนียบขาว ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสหรัฐฯครั้งนี้ มีความชัดเจนแล้วว่า ผู้สมัครที่กวาดชัยชนะในรัฐ “สวิง สเตท” หรือรัฐที่ในปีนั้นๆ มีทิศทางไม่ชัดเจนว่าจะเลือกรีพับลิกันหรือเดโมแครต จะเป็นผู้กำชัยในท้ายที่สุด เนื่องด้วยระบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ไม่ได้วัดจากคะแนนดิบทั่วประเทศ แต่วัดจากคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง 538 เสียงใน 50 รัฐ ตามระบบการสร้างสมดุลรัฐใหญ่รัฐเล็ก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยหลังจากผู้มีสิทธิออกเสียงกาบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จสิ้น คะแนนเสียงเหล่านี้จะถูกรวมกันภายในรัฐ ซึ่งหากผู้สมัครชิงตำแหน่งคนใดได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด จะได้รับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งในรัฐนั้นไปทั้งหมดตามระบบ “ผู้ชนะกินรวบ” (Winner-take-all) ยกตัวอย่างเช่น รัฐนิวยอร์ก ที่มีคณะผู้เลือกตั้ง 28 เสียง (คำนวณจากจำนวนประชากร) หรือรัฐฟลอริดา ที่มีคณะผู้เลือกตั้ง 30 เสียง หากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันชนะคะแนนดิบ จะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ไม่ต้องแบ่งตามสัดส่วนของคะแนนดิบ และมีเพียง 2 รัฐของสหรัฐฯ เท่านั้นที่ใช้ระบบการแบ่งสัดส่วนคณะผู้เลือกตั้งตามคะแนนดิบ นั่นคือ รัฐเมน และรัฐเนบราสกา

กฎเกณฑ์ของการเลือกตั้งสหรัฐฯ คือ ผู้สมัครจะต้องได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 270 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง จึงจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งหากวัดจากทิศทางคะแนนนิยมในรัฐ “ฐานที่มั่น” หรือรัฐที่มักจะเลือกรีพับลิกันหรือเดโมแครตอยู่ตลอดเวลาไม่เอนเอียง เท่ากับว่าในขณะนี้พรรคเดโมแครตจะได้รับคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งไปแล้ว 226 เสียง ขาดอีก 44 เสียงจะชนะ ขณะที่ รีพับลิกันครอง 219 เสียง ขาดอีก 51 เสียงจะชนะ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รัฐตัวแปร “สวิง สเตท” ในปีนี้ ที่ประกอบด้วย 7 รัฐ คือเพนซิลเวเนีย มิชิแกน วิสคอนซิน นอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย อริโซนา เนวาดา กลายเป็นรัฐที่จะตัดสินชี้ขาด มีคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งรวมกันทั้งหมด 93 เสียง แบ่งเป็นเพนซิลเวเนีย 19 เสียง มิชิแกน 15 เสียง วิสคอนซิน 10 เสียง นอร์ทแคโรไลนา 16 เสียง จอร์เจีย 16 เสียง อริโซนา 11 เสียง และเนวาดา 6 เสียง ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักประเมินทิศทางผลสำรวจคะแนนนิยมพบว่า นายทรัมป์กำลังมีคะแนนนำอยู่ใน 4 รัฐ คือนอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย อริโซนา เนวาดา ขณะที่นางแฮร์ริสมีคะแนนนำในรัฐวิสคอนซิน ส่วนรัฐเพนซิลเวเนียและมิชิแกน มีคะแนนนิยมสูสี

สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯ ยังประเมินด้วยว่าหากยึดตามทิศทางของคะแนนนิยม สามารถตีความได้ว่า ฝ่ายรีพับลิกัน (ทรัมป์) ครองคะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปแล้ว 268 เสียง ขาดอีก 2 เสียงถึงจะชนะ ฝ่ายเดโมแครต (แฮร์ริส) ครองคะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปแล้ว 236 เสียง ขาดอีก 34 เสียงถึงจะชนะ ซึ่งความเป็นไปได้หลังจากนี้คือ พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้รับชัยชนะในรัฐเพนซิลเวเนียและมิชิแกน จึงจะมีเสียงคณะผู้เลือกตั้งถึงเกณฑ์ กรณีนี้ทำให้นายทรัมป์เดินสายหาเสียงทิ้งท้ายในวันที่ 4 พ.ย.ที่รัฐมิชิแกน และนางแฮร์ริสเดินสายหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย

ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ยังระบุด้วยว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีการประกาศ “ตัวเต็ง” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในคืนวันเลือกตั้ง (ตรงกับช่วงเช้าวันที่ 6 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย) จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการที่แต่ละรัฐจะต้องประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ ซึ่งสำนักข่าวเดอะไทม์สรายงานว่า รัฐสวิง สเตทมีกำหนดประกาศผลนับคะแนนที่ต่างกัน รัฐจอร์เจียต้องประกาศผลไม่เกินวันที่ 23 พ.ย. มิชิแกน วันที่ 25 พ.ย. นอร์ทแคโรไลนาและเนวาดา ไม่เกินวันที่ 26 พ.ย. รัฐวิสคอนซิน ไม่เกินวันที่ 1 ธ.ค. รัฐอริโซนา ไม่เกินวันที่ 2 ธ.ค. ส่วนรัฐเพนซิลเวเนียยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน เพื่อให้คณะผู้เลือกตั้งจัดการประชุมในรัฐของตัวเอง เพื่อลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีในวันที่ 17 ธ.ค. และนำส่งผลการโหวตของคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ภายในวันที่ 25 ธ.ค. เพื่อเตรียมทำพิธีนับผลโหวตคณะผู้เลือกตั้งในวันที่ 6 ม.ค.2568

นอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานด้วยว่า การเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 รอบนี้ ยังถือว่ามีความแตกแยกทางสังคมมากกว่าครั้งใดๆ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมของสื่อสาธารณะโดยเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มักจะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน อย่างเมตา (เฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม) ที่เน้นการเผยแพร่คอนเทนต์ของขั้วเดโมแครตและเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ของขั้วรีพับลิกัน ทั้งยังเกิดประเด็นในวงการสื่อกระแสหลัก หลังจากหนังสือพิมพ์แอลเอ ไทม์ส และเดอะวอชิงตัน โพสต์ แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใด และทำให้กลุ่มบรรณาธิการประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องด้วยความไม่พอใจในตัวผู้บริหารสื่อ ไม่ยอมให้เผยแพร่บทแถลงการณ์สนับสนุนนางแฮร์ริส ตัวแทนพรรคเดโมแครต

ขณะที่บรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ยังเกิดกรณีที่อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมของตัวผู้สมัครด้วยเช่นกัน หลังทีมหาเสียงของนายทรัมป์กล่าวติดตลกว่า เกาะเปอร์โตริโกเป็นเกาะขยะ ทำให้ทางพรรคเดโมแครตโหนกระแสโจมตีว่า รีพับลิกันไม่เห็นคุณค่าของฐานเสียงชาวอเมริกันเชื้อสายละตินอเมริกา ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญในรัฐสวิงสเตท แต่ในเวลามาต่อ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ผู้สนับสนุนนายทรัมป์ล้วนเป็นพลเมืองขยะ ก่อนจะแถลงแก้ตัวภายหลังว่า ไม่ได้หมายถึงประชาชนที่สนับสนุนทรัมป์ แต่ขยะในที่นี้หมายถึงทีมงานของทรัมป์ ซึ่งมีนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า เป็นการตั้งใจเตะตัดขานางแฮร์ริสหรือไม่ เนื่องจากในช่วงเดือน ส.ค.กลางปีที่ผ่านมาทางพรรคเดโมแครตได้เปลี่ยนตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกลางคัน โดยปลดนายไบเดนออกและชูนางแฮร์ริสขึ้นมาแทน ด้วยความกังวลว่านายไบเดนมีปัญหาทางสุขภาพ ซึ่งสื่อท้องถิ่นสหรัฐฯ ต่างรายงานว่า คนที่เดินเกมเปลี่ยนตัวครั้งนี้คือนายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โค้งสุดท้าย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823591

โค้งสุดท้าย

4 พ.ย. 2567 05:30 น.

โค้งสุดท้าย

นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตัวแทน จากพรรครีพับลิกัน กับ นางคามาลา แฮร์ริส รอง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัวแทนจากพรรคเดโม แครต เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายเพื่อช่วงชิงคะแนน ในรัฐที่เป็นตัวแปรของศึกเลือกตั้งประธานา ธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้

คลินตันเปลี่ยนไป

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823502

คลินตันเปลี่ยนไป

4 พ.ย. 2567 05:19 น.

คลินตันเปลี่ยนไป

การปราศรัยของบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วยนางกมลา แฮร์ริส ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2024 ที่รัฐมิชิแกนเมื่อวันก่อน ทำให้เราหมดความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 42 อย่างคลินตัน ไม่นึกเลยครับว่าอดีตคนหนุ่มที่ได้รับเลือกจากคนอเมริกันให้เป็นผู้นำตั้งแต่อายุเพียง 45 ปี จะมีทัศนคติคับแคบและกล้าพูดข้อมูลที่มีอคติต่อชาวอาหรับและมุสลิมต่อหน้าสาธารณชน

คลินตันพูดว่าอิสราเอลถูกบีบให้ต้องฆ่าประชาชนคนมุสลิมในกาซา “พวกเขา (ฮามาส) บีบให้คุณ (อิสราเอล) ฆ่าพลเรือน หากคุณ (อิสราเอล) ต้องการปกป้องตัวเอง” ผู้อ่านท่านที่เคารพ นายคลินตันไม่ทราบข้อเท็จจริงอย่างที่คนทั้งโลกทราบกันเลยดอกหรือ ว่าชั่วเวลาเพียงปีกว่า อิสราเอลฆ่ามุสลิมปาเลสไตน์ไปแล้วมากกว่า 4.3 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

 โลกอยากจะโต้ตอบความโหดร้ายของอิสราเอล แต่สหรัฐฯ อังกฤษ และพันธมิตรซึ่งถือหางอิสราเอลใช้เท้าเหยียบอกคนที่ต้องการจะลุกขึ้นยืนมาทวงความยุติธรรมให้ชาวปาเลสไตน์ คณะกรรมการที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติต่างสรุปด้วยข้อความสั้นๆ ว่ากองทัพอิสราเอล ‘ก่ออาชญากรรมกับมนุษยชาติ’

อิสราเอลทำลายการให้น้ำและอาหารของนานาชาติ ทำให้คนปาเลสไตน์ต้องหิวกระหายและอดอยากล้มตาย การโจมตีในแต่ละครั้งของพวกอิสราเอลก็มุ่งเป้าไปที่พลเรือน เมื่อคนทั้งโลกตะโกนก้องร้องขอให้หยุดฆ่าเด็ก สตรี และคนชรา อิสราเอลก็จะใช้ตรรกะเลวๆ โต้ตอบกลับมาว่าพวกปาเลสไตน์ก่ออาชญากรรมสงครามกับพวกเราชาวอิสราเอลก่อน

การปราศรัยของคลินตันที่ทำให้นักประวัติศาสตร์ยอมรับไม่ได้ก็คือประโยคที่บอกว่า “ชาวอิสราเอลอยู่ที่นั่น (แผ่นดินปาเลสไตน์) มาก่อน” นี่เป็นคำปราศรัยที่บิดเบือน เพราะข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์คือ ค.ศ.1948 ชาวปาเลสไตน์หลายแสนคนถูกล้างชาติพันธุ์ออกจากถิ่นกำเนิดบ้านเกิดของตนเอง

 ก่อนหน้าการปราศรัยล่าสุดของอดีตประธานาธิบดีคลินตัน จากการสำรวจก็ยังพบว่า คนอเมริกันเชื้อสายอาหรับจะโหวตให้นางแฮร์ริส ตัวแทนจากเด็มโมแครต แต่หลังจากเนื้อหาคำปราศรัย ของคลินตันที่มีอคติต่อชาวปาเลสไตน์และเข้าข้างอิสราเอลแพร่ขยายกระจายไป ผลการสำรวจออกมาว่าชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับกลับหันมาสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์

 คลินตันเกิดเมื่อ ค.ศ.1946 ถึงวันนี้ก็อายุ 78 ปี มีข่าวคราวเกี่ยวกับสุขภาพที่เสื่อมโทรมของแกหลุดออกมาเป็นประจำ โดยแท้ที่จริงคนอายุ 78 ปีนี่ก็ยังไม่แก่มากนัก ถ้าพูดถึงอายุ คลินตันกับทรัมป์ซึ่งเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯอายุเท่ากัน เกิด ค.ศ.1946 เช่นเดียวกัน จากคำปราศรัยของทรัมป์ก็มีหลุดบ้าง แต่ไม่ได้ผิดความคาดหวังเพราะบุคลิกของทรัมป์เป็นคนพูดจาโผงผาง มีลักษณะ ‘เหยียด’ คนอื่นเป็นประจำอยู่แล้ว

คลินตันเคยได้รับทุนเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เคยฝึกงานกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสมาชิกที่มี เจ.วิลเลียม

ฟุลไบรท์ เป็นประธาน เคยทำงานเกี่ยวดองหนองยุ่งกับการเมืองและสนับสนุนการประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้แก่ชาวผิวดำมาก่อน

ค.ศ.1991 คลินตันเสนอตัวให้พรรคเด็มโมแครตเลือก เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นโยบายสำคัญที่คลินตันใช้รณรงค์ หาเสียงในตอนนั้นก็คือ คลินตันเสนอให้ใช้กำลังเพื่อยุติการทำลายล้างชาวมุสลิมในบอสเนียของพวกเซิร์บ

ตอนนั้นมุสลิมอเมริกันต่างเฮชูจั๊กกะแร้เชียร์นโยบายของคลินตันกันอย่างถล่มทลาย ทำให้คลินตันชนะประธานาธิบดีจอร์จ บุช จากพรรครีพับลิกัน และเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อ 20 มกราคม 1993

ใครที่เคยอ่านหนังสือ My Life ของคลินตันซึ่งเป็นหนังสือ ขายดีที่สุดใน ค.ศ.2004 ถ้าได้ฟังคำปราศรัยที่รัฐมิชิแกนในอีก 20 ปีต่อมา หรือใน ค.ศ.2024 ก็คงต้องเผาหนังสือ My Life ทิ้ง ใครจะนึกว่าคลินตันที่เคยพูดถึงเรื่องการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศต่างๆ จะกลับมาสนับสนุนกองกำลังอิสราเอลที่ ฆ่าคนไปแล้วมากกว่า 4.3 หมื่นคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

ไม่รู้ไปโดนตัวไหนมา คลินตันถึงได้ดีดและเปลี่ยนไปได้มากถึงขนาดนี้.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม