ปากีสถานปิด รร.ประถมในลาฮอร์ หลังค่ามลภาวะพุ่งสูงทุบสถิติ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823567

ปากีสถานปิด รร.ประถมในลาฮอร์ หลังค่ามลภาวะพุ่งสูงทุบสถิติ

4 พ.ย. 2567 03:15 น.

ปากีสถานปิด รร.ประถมในลาฮอร์ หลังค่ามลภาวะพุ่งสูงทุบสถิติ

ปากีสถานเตรียมปิดโรงเรียนประถมในเมืองลาฮอร์ หลังฝุ่นควันปกคลุมหนัก ดัชนีคุณภาพอากาศเลวร้ายทุบสถิติ หวั่นกระทบสุขภาพเด็กๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 พ.ย. 2567 ว่า ปากีสถานเตรียมปิดโรงเรียนประถมในเมืองลาฮอร์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อปกป้องเด็กๆ หลายล้านคน หลังจากระดับคุณภาพอากาศเลวร้ายจนทำลายสถิติใหม่ สูงกว่าระดับที่กำหนดว่าเป็นอันตรายหลายเท่าตัว

ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา เมืองลาฮอร์ซึ่งมีประชากร 14 ล้านคน ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควัน ผสมกับหมอกและมลภาวะที่เกิดจาก เชื้อเพลิงดีเซลคุณภาพต่ำ, ควันจากการเผ่าไร่ และความเย็นจากฤดูหนาว

ตามข้อมูลจาก IQAir ดัชนีคุณภาพอากาศของเมืองลาฮอร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดระดับมลภาวะในอากาศ พุ่งสูงเกิน 1,000 จุดไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สูงกว่าระดับที่ถูกกำหนดว่าเป็นอันตราย หรือ 300 จุด มากกว่า 3 เท่าตัว และดัชนีฯ ยังเกินกว่า 1,000 จุดต่อเนื่องมาจนถึงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ขณะที่ความหนาแน่นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ก็สูวกส่าระดับปลอดภัยตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกถึง 40 เท่า แม้ว่าในวันอาทิตย์ความหนาแน่นจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม

“พยากรณ์อากาศในช่วง 6 วันข้างหน้าแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการไหลเวียนของลมจะยังคงเหมือนเดิม ดังนั้น เราจึงดำเนินการปิดโรงเรียนประถามของรัฐบาลและของเอกชนทั้งหมดในเมืองลาฮอร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์” นายจาฮันกีร์ อันวาร์ เจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเมืองลาฮอร์ บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี

เจ้าหน้าที่บอกด้วยว่า พวกเขาจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันเสาร์หน้า เพื่อตัดสินใจว่า จะขยายการปิดโรงเรียนออกไปหรือไม่

“ฝุ่นควันเป็นอันตรายมากต่อเด็กๆ โรงเรียนควรมีคำสั่งบังคับใส่หน้ากาก เรากำลังจับตาดูสุขภาพของเด็กในชั้นที่โตกว่า” นายมาร์ริยุม ออรังเซบ รัฐมนตรีอาวุโสของจังหวัดปันจาบกล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสเปนเดือด ปาโคลนใส่คิงเฟลิเป โมโหรัฐช่วยเหลือช้า

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823566

ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสเปนเดือด ปาโคลนใส่คิงเฟลิเป โมโหรัฐช่วยเหลือช้า

4 พ.ย. 2567 01:14 น.

ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสเปนเดือด ปาโคลนใส่คิงเฟลิเป โมโหรัฐช่วยเหลือช้า

กษัตริย์เฟลิเป ที่ 6 แห่งสเปนกับพระราชินี เสด็จเยือนเมืองที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดในบาเลนเซีย แต่ต้องเผชิญหน้ากับฝูงชนที่โกรธแค้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พ.ย. 2567 สมเด็จพระราชาธิบดี เฟลิเป ที่ 6 เสด็จเยือนเมืองไปปอร์ตา ในแคว้นบาเลนเซีย หนึ่งในเมืองที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศมากที่สุด และต้องเผชิญหน้ากับผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนมาก ที่ไม่พอใจการให้ความช่วยเหลือที่ล่าช้าของรัฐบาล

กลุ่มผู้ประสบภัยจำนวนหลายสิบคนออกมาเผชิญหน้ากับ คิงเฟลิเป บางคนตะโกนต่อว่าพระองค์ว่าเป็นฆาตกร ขณะที่บางคนตะโกนว่า “มาช้าไป 4 วัน” บางคนถึงขั้นขวางปาสิ่งของและก้อนโคลนเข้าใส่ คิง เฟลิเป และควีนเลติเซีย โดยที่คนอีกจำนวนหนึ่งพยายามใช้ร่มป้องกันโคลนที่ถูกปาเข้ามา

อนึ่ง ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนักในสเปนตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 ต.ค. 2567 ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้สะพานหลายสายถูกตัดขาด เมืองต่างๆ ถูกปกคลุมด้วยโคลนที่พัดมากับกระแสน้ำ หลายชุมชนถูกตัดขาด ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีอาหาร, น้ำ และไฟฟ้า

จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วประเทศตอนนี้อยู่ที่ 217 ศพ โดย 213 ศพในจำนวนนี้อยู่ในแคว้นบาเลนเซีย 3 ศพอยู่ที่แคว้นกัสติยา-ลามันชา และอีก 1 ศพ อยู่ที่แคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซีย

ทางการท้องถิ่นของแคว้นบาเลนเซียกำลังถูกประชาชนโจมตีอย่างหนัก ว่าเตือนภัยล่าช้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รัฐบาลกลางที่กรุงมาดริดก็ถูกโจมตีเช่นกันที่ไม่ส่งทหารมาช่วยเร็วกว่านี้ และปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่จะส่งเจ้าหน้าที่ 200 นายเข้ามาช่วยในปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ตัดสินใจลงพื้นที่เมืองไปปอร์ตา ในวันอาทิตย์เช่นกัน แต่เขากับคณะต้องอพยพออกจากเมืองในช่วงบ้าย หลังถูกชาวบ้านที่ไม่พอใจบุกโจมตี และขว้างก้อนโคลนกับสิ่งของอื่นๆ เข้าใส่ ส่วนคิงเฟลิเปกับควีนเลติเซีย ตัดสินพระทัยยกเลิกแผนเดินทางเยือนเมืองชิวา อีกหนึ่งเมืองที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติของสเปน ประกาศเตือนภัยสภาพอากาศขั้นสีแดงอีกคครั้ง ในพื้นที่ทางใต้ของแคว้นบาเลนเซีย ครอบคลุมพื้นที่เมือง อัลซิรา, คัลเยรา และกันเดีย เนื่องจากจะมีพายุฝนฟ้าคะนองเคลื่อนตัวผ่าน
ทั้งนี้ การที่ผู้ประสบภัยไปเผชิญหน้ากับคิงเฟลิเปและนายกรัฐมนตรีซานเชซ นับเป็นการแสดงความโกรธเกรี้ยวแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสเปน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า ในขณะที่พวกเขาต้องช่วยเหลือกันและกันเพื่อเอาชีวิตรอด กลุ่มผู้นำกลับไม่ทำอะไรเลย บางคนก็รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งหลังจากสูญเสียทุกอย่าง

บ่อเกิดเหตุความไม่พอใจมาจากความล่าช้าในการลงมือช่วยเหลือของรัฐบาล ทางการท้องถิ่นของแคว้นบาเลนเซียประกาศเตือนภัยหลังจากน้ำท่วมไปแล้วหลายชั่วโมง รัฐบาลกลางที่กรุงมาดริดเพิ่งตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ 10,000 นาย ไปช่วยในพื้นที่น้ำท่วมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังก่อนหน้านั้นส่งมาแค่ 1,000 นายในตอนที่สถานการณ์คับขันที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อึ้ง แบดเจอร์ตัวป่วนทำถนนอังกฤษเสียหาย มูลค่า 4.38 ล้านบาท

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823563

อึ้ง แบดเจอร์ตัวป่วนทำถนนอังกฤษเสียหาย มูลค่า 4.38 ล้านบาท

3 พ.ย. 2567 22:55 น.

อึ้ง แบดเจอร์ตัวป่วนทำถนนอังกฤษเสียหาย มูลค่า 4.38 ล้านบาท

ตัวแบดเจอร์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สร้างความเสียหายให้ถนนสายหนึ่งในอังกฤษ คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.38 ล้านบาท หลังมันขุดอุโมงค์ใต้ถนนไปทั่ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แบดเจอร์กลุ่มหนึ่งขุดอุโมงค์ใต้ถนนซีโฮล์ม โร้ด สาย เอ52 (Seaholme Road A52) กลางเมืองมาเบิลทอร์บ (Mablethorpe) ในมณฑลลินคอล์นเชียร์ (Lincolnshire) ของอังกฤษ ทำให้ถนนได้รับความเสียหายอย่างหนัก และต้องซ่อมแซมฉุกเฉิน

สภาปกครองลินคอล์นเชียร์ ระบุว่า พวกเขาต้องการซ่อมถนนเพื่อหยุดการพังทลายของผิวถนน แต่พวกกเขาต้องใบอนุญาตจากสำนักงานอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งอังกฤษ (Natural England) เสียก่อน เนื่องจากแบดเจอร์เป็นสัตว์คุ้มครอง

แต่กว่าคำสั่งอนุมัติจะออกมา เจ้าหน้าที่ก็แทบไม่เหลือเวลาซ่อมแซมถนนแล้ว เนื่องจากการซ่อมต้องแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อไม่ให้กระทบกับฤดูผสมพันธุ์ของตัวแบดเจอร์

นายริชาร์ด เดวีส ประธานสภาปกครองลินคอล์นเชียร์ กล่าวว่า พวกเขาต้องใช้งบประมาณในการซ่อมแซมถนนทั้งหมด 100,000 ปอนด์ (ราว 4.38 ล้านบาท)

ทั้งนี้ การซ่อมถนนยังเกิดขึ้นในขณะที่ ถนนอีกเส้นในเมืองมาเบิลทอร์ป คือสาย A1104 ต้องถูกปิดเพื่อซ่อมแซมผิวถนน ทำให้เกิดปัญหาการจราจรภายในเมือง แต่การซ่อมถนน A1104 เข้าสู่ช่วงสำคัญแล้ว และไม่สามารถหยุดได้

“งานเราล้นมือเพราะตารางานที่ทับซ้อนกันนี้” นายเดวีสอธิบาย “เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเริ่มงานเสริมนี้ แล้วทำมันให้เสร็จรวดเดียว” “หากมีทางเลือกอื่น เราก็คงเลือกทางนั้นไปแล้ว”

ด้านเดวีสระบุด้วยว่า เขาไม่พอใจมากที่สำนักงานอนุรักษ์ธรรมชาติฯ ออกใบอนุญาตช้าเช่นนี้ นอกจากนั้นยังตั้งเงื่อนไขว่า ต้องปิดถนนเพื่อการทำงาน เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเหล่าแบดเจอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเริ่มซ่อมแซมระหว่างเวลา 9.00 น.ถึง 16.00 น. ของวันที่ 8 พ.ย. ไปจนถึงวันที่ 20 พ.ย. และจะเปิดถนนให้รถวิ่งนอกเวลาปฏิบัติงาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟ้าผ่าค่ายผู้ลี้ภัยยูกันดา เด็กๆ ดับสลด 13 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823558

ฟ้าผ่าค่ายผู้ลี้ภัยยูกันดา เด็กๆ ดับสลด 13 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

3 พ.ย. 2567 22:05 น.

ฟ้าผ่าค่ายผู้ลี้ภัยยูกันดา เด็กๆ ดับสลด 13 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดฟ้าผ่าที่ค่ายผู้ลี้ภัยในยูกันดา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 13 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดฟ้าผ่านที่ค่ายผู้ลี้ภัย “ปาลาเบค” (Palabek) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศยูกันดา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (2 พ.ย. 2567) ในขณะที่ชาวบ้านกำลังไปร่วมประกอบพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 13 ราย และบาดเจ็บอีก 34 คน

ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของยูกันดากำลังเผชิญพายุฟ้าคะนอง และฝนตกหนัก ซึ่งนายนายคีตูมา รูโซเก โฆษกตำรวจยูกันดา บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้เพิ่งมีอายุได้เพียง 21 ปีเท่านั้น แต่เขาไม่เปิดเผยอายุที่แน่ชัดของเด็กๆ ผู้เคราะห์ร้าย

ทั้งนี้ ค่ายผู้ลี้ภัย ปาลาเบค มีผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยอาศัยอยู่ร่วมกันมากกว่า 80,000 คน โดยจำนวนมากเป็นผู้ที่มาจากประเทศซูดานใต้

นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟ้าผ่าทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมากในยูกันดา โดยเมื่อ 4 ปีก่อน เคยเกิดฟ้าผ่าที่เมืองอารัว ทางตะวันตกของประเทศ ในขณะที่พวกเด็กๆ กำลังพักจากการแข่งขันฟุตบอล ทำให้มีเด็กเสียชีวิตถึง 10 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อัครา’เดินหน้าภารกิจ2กรม จัดทำโครงการในปีงบ’2569

https://www.naewna.com/local/839168

‘อัครา’เดินหน้าภารกิจ2กรม จัดทำโครงการในปีงบ’2569

‘อัครา’เดินหน้าภารกิจ2กรม จัดทำโครงการในปีงบ’2569

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ของหน่วยงานในกำกับ (กรมพัฒนาที่ดิน และกรมการข้าว) โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพลผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน คณะผู้บริหารกรมการข้าว ตลอดจนผู้อำนวยการกอง สำนัก กรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ที่กรมพัฒนาที่ดิน

ทั้งนี้ เพื่อหารือในรายละเอียดแนวทางการจัดทำโครงการสำคัญ (Flagship Projects) ประจำปีงบประมาณ 2569 เตรียมเสนอการจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 พร้อมกันนี้ ได้ร่วมกันให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ ซึ่งต้องมีความครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติและมุ่งเน้น 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมทั้งเชื่อมโยงแผนแม่บทด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย

ปศุสัตว์ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน

https://www.naewna.com/local/839169

ปศุสัตว์ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน

ปศุสัตว์ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง)กล่าวภายหลังแถลงผลจับกุมปราบปรามแหล่งผลิตสารเร่งเนื้อแดง และยาสัตว์เถื่อนรายใหญ่ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน โดยมี นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เขต 7 ปศุสัตว์ จ.นครปฐมกองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ พร้อมด้วยตำรวจ บก.ปคบ.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จ.นครปฐม เข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ว่าจากกรณีที่กรมปศุสัตว์ ได้รับเรื่องร้องเรียน ว่า บริษัท ปฐม อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งประกอบกิจการขายอาหารสัตว์ และผลิตอาหารสัตว์ใน จ.นครปฐม ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสัตว์ไม่มีเลขทะเบียน 233 รายการ และอาหารสัตว์ผสมสารเร่งเนื้อแดง 153 กระสอบ น้ำหนักรวม 2,954 กิโลกรัม ซึ่งเป็นยาสัตว์เถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคและเป็นอันตรายต่อสัตว์

ส่วนอาหารสัตว์ผสมสารเร่งเนื้อแดง 7 รายการ ซึ่งเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ลดปริมาณไขมันในเนื้อสัตว์ ตลอดจนเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ และทำให้เนื้อสัตว์สีแดงน่าบริโภค หากผู้บริโภคได้รับสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในเนื้อสัตว์ เมื่อสะสมมากขึ้นในร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระตุ้นการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนปวดศีรษะ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ตลอดจนหญิงมีครรภ์ จะมีความเสี่ยงสูงและเครื่องมือผลิตยาที่ไม่ได้มาตรฐาน 9 รายการ รวมมูลค่าของกลางประมาณทั้งสิ้น 100,434,840 บาท ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว พบว่าเป็นสถานที่ไม่ได้ขออนุญาตเป็นสถานที่ผลิตอาหารสัตว์กับกรมปศุสัตว์ พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมด และจับกุมผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ดำเนินคดีต่อไป

‘นฤมล’หารือลาว ดันนโยบายเกษตร เอื้อการส่งออกเพิ่ม มุ่งดึงดูดนักลงทุน

https://www.naewna.com/local/839172

‘นฤมล’หารือลาว  ดันนโยบายเกษตร  เอื้อการส่งออกเพิ่ม  มุ่งดึงดูดนักลงทุน

‘นฤมล’หารือลาว ดันนโยบายเกษตร เอื้อการส่งออกเพิ่ม มุ่งดึงดูดนักลงทุน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าพบปะหารือทวิภาคีกับ นายลินคำ ดวงสะหวันรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และคณะ ระหว่างการเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันอาหารโลก ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ ทั้งสองฝ่าย มีความเห็นตรงกันที่จะมุ่งดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เช่น การส่งออกจทุเรียนไทยโดยขนส่งผ่านเส้นทางจาก สปป.ลาว ไปยังจีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุน การดึงดูดผู้ประกอบการ และนักธุรกิจจากไทยหรือจีน ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินและดำเนินธุรกิจในพื้นที่ สปป.ลาว มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งผ่านกรอบเวทีทวิภาคีภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรระหว่างสองกระทรวงที่ดำเนินการประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง และกรอบระดับภูมิภาค อาทิ กรอบอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นต้น

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

https://www.naewna.com/local/839170

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย  เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนด่านศุลกากรหนองคาย โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู รอง ผวจ.หนองคาย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานศุลกากรหนองคาย ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย พร้อมตรวจเยี่ยมจุดตรวจปล่อยสินค้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1

นายอิทธิ ได้มอบนโยบายการปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเน้นย้ำ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมกำชับให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตามแนวชายแดน หรือช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าส่งออก และนำผ่านสัตว์-ซากสัตว์ ในพื้นที่รับผิดชอบ ตรวจสอบใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือผู้ประกอบกิจการห้องเย็นขึ้นทะเบียนสถานที่เก็บรักษาสินค้าทางการเกษตรถูกต้องตามกฎหมาย

“ขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนสานต่อ 9 นโยบายของ รมว.เกษตรฯ โดยเฉพาะการสานต่อการปราบปรามนำเข้าเนื้อเถื่อน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อกลไกตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ ได้กำชับให้ทุกด่านปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด ด้วยความระมัดระวัง ให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย” นายอิทธิ กล่าว

ทั้งนี้ จ.หนองคาย มีด่านตรวจของกระทรวงเกษตรฯ 3 ด่าน ได้แก่ ด่านกักกันสัตว์หนองคาย ด่านตรวจพืชหนองคาย และศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 2 หนองคาย มีสถิติการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน ดังนี้ 1.ด่านกักกันสัตว์หนองคาย จำนวนสัตว์/ซากสัตว์ ที่อนุญาตส่งออกราชอาณาจักร (ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2567) มีสัตว์ 3,381,660 ตัว มูลค่า 43.71 ล้านบาท อาทิ กระบือ ไก่ไข่รุ่น ลูกไก่เนื้อ ลูกไก่ไข่ เป็ดไข่ สุกรพันธุ์โคเนื้อ เป็นต้น และซากสัตว์ 4,154.42 ตัน มูลค่า 140.33 ล้านบาท ได้แก่ ซากสุกร ซากไก่ และไม่มีการนำเข้าซากสัตว์ 2.ด่านตรวจพืชหนองคายการส่งออกผลไม้ไทยไปประเทศจีน (ตั้งแต่มกราคม-สิงหาคม 2567) 3,854 ตู้ ปริมาณ 65,238.28 ตัน มูลค่า 8,623.62 ล้านบาท ดังนี้ ทุเรียน 3,129 ตู้ 51,648,125 กิโลกรัม มูลค่า 7,235 ล้านบาท มังคุด 622 ตู้ 11,956,475 กิโลกรัม มูลค่า 1,203 ล้านบาท ลำไยอบแห้ง 103 ตู้ 1,633,683 กิโลกรัม มูลค่า 184 ล้านบาท และ 3.ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมง เขต 2 (หนองคาย) มีการส่งออกสินค้าประมง (ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2567) ปริมาณ 35,485.06 ตัน มูลค่า 328.99 ล้านบาท ได้แก่ ลูกพันธุ์สัตว์น้ำส่งออกเพื่อบริโภค (มีชีวิต, แช่เย็นแช่แข็ง) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เป็นต้น ไม่มีสินค้านำเข้า

‘มะเร็งหัวใจ’ โรคร้าย หายาก รักษายาก ลุกลามเร็ว

https://www.naewna.com/lady/839122

‘มะเร็งหัวใจ’ โรคร้าย หายาก รักษายาก ลุกลามเร็ว

‘มะเร็งหัวใจ’ โรคร้าย หายาก รักษายาก ลุกลามเร็ว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.45 น.

พญ.อัณณาช์ เตรียมอนุรักษ์

เมื่อพูดถึงโรคร้ายอย่าง “มะเร็ง” หลายๆ คนมักนึกถึง มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ฯ เพราะเป็นโรคร้ายที่พบบ่อย กลายเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนต้องระวัง แต่คุณจะรู้หรือไม่ นอกจากโรคมะเร็งยอดฮิตทั่วไป ยังมีมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่อันตรายมากๆ อัตราการเกิดโรคน้อย การรักษายาก โอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยน้อยมาก นั่นก็คือ “โรคมะเร็งหัวใจ”

พญ.อัณณาช์ เตรียมอนุรักษ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ กล่าวว่า โรคมะเร็งหัวใจ (Cardiac cancer หรือ Heart cancer) เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก แต่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย พบผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 1,380 คนต่อจำนวนประชากร 100 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก ทำให้คนไม่รู้จักมะเร็งชนิดนี้ “โรคมะเร็งหัวใจ” เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติ โดยจะแบ่งได้เป็น 1.มะเร็งหัวใจที่เกิดจากเนื้อเยื่อหัวใจเอง สาเหตุนี้จะพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากพันธุกรรม 2.มะเร็งหัวใจที่เกิดจากมะเร็งอื่นๆ ในอวัยวะที่ใกล้เคียง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ที่แพร่กระจายเชื้อมะเร็งมาสู่หัวใจ ซึ่งสาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมากๆ

อาการของ “มะเร็งหัวใจ” กับ “โรคหัวใจ” มีอาการที่คล้ายกันมาก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด รวมถึงยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคที่แท้จริง โดยผู้ป่วย “มะเร็งหัวใจ” จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยโรคหัวใจ คือ เหนื่อยง่าย หอบ ไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ หน้าบวม คอบวม หลอดเลือดดำที่คอโป่ง ตับโต ท้องมานเพราะมีน้ำในช่องท้อง หรือ ขาบวมกดบุ๋มทั้งสองข้าง ซึ่งอาการโดยทั่วไปของโรคจะขึ้นอยู่กับว่า “ก้อนมะเร็ง” ไปเกาะและอุดตันส่วนไหนของหัวใจ บางครั้งตัวก้อนมะเร็งไปขวางการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจวาย

ขั้นตอนการรักษา “โรคมะเร็งหัวใจ” แพทย์จะทำการตรวจ Echocardiogram, CT Scan หรือ Cardiac MRI เพื่อตรวจความผิดปกติของ “หัวใจ” เพื่อนำมาวินิจฉัยประกอบการรักษาอย่างละเอียด โดยส่วนใหญ่หากทำการตรวจจะพบความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อหลายๆ ก้อนเกาะที่หัวใจ หรือผนังหลอดเลือดหัวใจ หากเป็นมะเร็งหัวใจก้อนเนื้อ มักจะอยู่ภายในหัวใจ โดยจะเกาะอยู่ที่หัวใจห้องต่างๆ กีดขวางการทำงานของผนังเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งลักษณะของก้อนเนื้อที่บ่งบอกว่าเป็น “มะเร็งหัวใจ” จะมีลักษณะไม่กลมเหมือนเนื้องอกทั่วไป ลักษณะจะเป็นก้อนยุ่ยๆ คล้ายฟองน้ำ

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งหัวใจ แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกจากหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดค่อนข้างยาก เพราะในหัวใจมีเส้นเลือดเยอะ การผ่าตัดต้องระมัดระวัง โดยการผ่าตัดมะเร็งหัวใจ แพทย์ต้องผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกให้เยอะที่สุด หลังจากการผ่าตัดเสร็จ แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัด หรือทำการฉายแสงเหมือนโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้มักจะไม่ค่อยได้ผลเหมือนการรักษาโรคมะเร็งทั่วไป เนื่องจากเนื้อเยื่อหัวใจเจริญเติบโตค่อนข้างช้า ทำให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง ไม่ค่อยได้ผลไม่เจริญเติบโต ทำให้การรักษาเป็นได้ยาก หลังจากผ่าตัดพบว่า ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ถึง 1 ปี มีเพียงแค่ 10% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม “โรคมะเร็งหัวใจ” เป็นโรคที่เกิดขึ้นมานาน แต่อัตราการเกิดโรคน้อยมาก โดยโรคสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนมากจะเจอคนไข้ในคนอายุน้อย โดยเฉลี่ย 30-40 ปี อีกกลุ่มคือเด็กเล็ก เมื่อเป็นโรคที่พบน้อย จึงส่งผลให้เทคโนโลยีในการรักษาจึงมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการผ่าตัด ยามุ่งเป้าสำหรับรักษามะเร็งหัวใจ รวมถึงเคมีบำบัดยังไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง โอกาสรอดชีวิตของคนไข้โรคนี้จึงน้อยมากๆ

ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนควรจะต้องระมัดระวังตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่ทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆ รวมไปถึงการระวังตัวในการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีสารเคมีปกคลุมเป็นจำนวนมาก หมั่นตรวจเช็คร่างกาย รวมถึงตรวจเช็คสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละครั้ง ก็จะทำให้ทุกคนสามารถรอดพ้นจาก โรคมะเร็งหัวใจ ได้อีกขั้น

สามารถสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูล “โรคมะเร็งหัวใจ” ได้ที่ โทร.1270 หรือ Line : https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook : Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital

ภาวะศพเดินได้ เมื่อจิตใจหลอกลวงร่างกายว่าตายแล้ว

https://www.naewna.com/lady/839121

ภาวะศพเดินได้ เมื่อจิตใจหลอกลวงร่างกายว่าตายแล้ว

ภาวะศพเดินได้ เมื่อจิตใจหลอกลวงร่างกายว่าตายแล้ว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.30 น.

เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนเราถึงคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว ทั้งที่ยังเดินได้ ทำงานได้ตามปกติ นี่อาจฟังดูเหมือนเรื่องราวในหนังสยองขวัญ แต่ความจริงแล้วมันคือโรคทางจิตเวชที่เรียกว่า ภาวะศพเดินได้ (Walking Corpse Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีความเชื่อผิดๆ ว่าตนเองตายแล้ว ร่างกายเน่าเปื่อย หรือไม่มีอยู่จริง

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า ภาวะศพเดินได้ (Walking Corpse Syndrome) เป็นภาวะทางจิตเวชที่พบได้ไม่บ่อย ซึ่งผู้ป่วยจะมีความเชื่อผิดๆ ว่าตนเองตายไปแล้ว ไม่มีตัวตน หรือร่างกายกำลังเน่าเปื่อย ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีโรคซึมเศร้ารุนแรง หรือโรคจิตบางประเภท และอาจพบร่วมกับภาวะทางระบบประสาทอื่นๆ

อาการของผู้ป่วยมีความใกล้เคียงกับอาการโรคซึมเศร้า เช่น มีความเครียดวิตกกังวล เข้าสังคมน้อยลง เก็บตัว เพราะคิดว่าตัวเองกำลังจะตายหรือตายไปแล้ว จึงสูญเสียความต้องการใช้ชีวิต ไม่กินอะไร ว่างเปล่า ไม่ทำอะไร บางคนอาจได้ยินเสียงแว่วหรือเสียงหลอน และมีความคิดทำร้ายตัวเอง

ปัจุจบันยังไม่ทราบสาเหตุภาวะศพเดินได้ที่แน่ชัด แต่อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะนี้ ได้แก่ ความผิดปกติของสมอง : โดยเฉพาะความผิดปกติในส่วนที่ควบคุมการรับรู้ตนเอง การตัดสินใจ และการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์

ภาวะซึมเศร้าหรือจิตเภท : ภาวะศพเดินได้มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง หรือมีโรคจิตเภท ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่ผู้ป่วยมีอาการหลงผิด

การบาดเจ็บทางสมอง :ในบางกรณี ผู้ป่วยที่เคยประสบอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะศพเดินได้

ภาวะศพเดินได้ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ เนื่องจากภาวะนี้มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อเข้าใจความคิดและการรับรู้ของผู้ป่วย นอกจากนี้ อาจมีการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การเจาะเลือด หรือ การตรวจสแกนสมองเพื่อประเมินสมองของผู้ป่วย เพื่อพยายามหาสาเหตุ

การรักษาภาวะศพเดินได้มักขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสภาพจิตใจของผู้ป่วย ดังนี้

การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านซึมเศร้า (antidepressants) ยาต้านอาการทางจิต (antipsychotics) และยาควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers)

การบำบัดด้วยไฟฟ้า (ECT) : จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยลดอาการหลอนและความเชื่อผิดปกติ ซึ่งถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยารักษาทางจิตเวช

การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) : จะเป็นการพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ที่จะสามารถช่วยผู้ป่วยจัดการกับความคิดที่ผิดปกติและพัฒนาแนวทางการรับรู้ตนเองให้เป็นจริงมากขึ้น

ถึงแม้ภาวะศพเดินได้ จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

นพ.ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์

จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH -Bangkok Mental Health Hospital