DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

https://www.naewna.com/local/836179

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.36 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการถาวรของศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน (ASEAN Weather Modification Centre : AWMC) เป็นเจ้าภาพการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) ระหว่างวันที่ 18 –  22 ตุลาคม 2567

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานความร่วมมือ และผู้แทนหน่วยงานร่วมบูรณาการเข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พร้อมเปิดเผยว่า จากประเด็นเรื่องน้ำที่มีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากปัญหาภาวะโลกร้อน หรือปัจจุบันได้ยกระดับให้เป็นภาวะโลกเดือดแล้ว ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว อันนำมาสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง หรือน้ำท่วม สภาวะเหล่านี้ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยความจำเป็นที่ต้องรักษาแหล่งทรัพยากรน้ำและอาหารนี้ให้คงอยู่ การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว

การดัดแปรสภาพอากาศจึงเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มปริมาณฝนในพื้นที่แห้งแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและความท้าทายดังกล่าวในระยะยาว ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริโครงการฝนหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สนองและสืบสานพระราชประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ เพื่อความอยู่ดี กินดีและมีความสุข ตลอดจนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีฝนหลวง ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สำหรับนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งร่วมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคการเกษตร และรักษาระบบนิเวศของประเทศด้วย

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการอาเซียนด้านอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ (ASEAN SCMG) ครั้งที่ 41 ได้จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2562 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และเห็นชอบในการผลักดันการดำเนินความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน โดยจัดตั้งศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน (ASEAN Weather Modification Centre : AWMC) อันจะเป็นศูนย์การแลกเปลี่ยน และหารือ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำร่วมกันในภูมิภาคต่อไป ซึ่งประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานประสานงานหลักในการจัดทำหลักการและขอบเขตการทำงานของ AWMC ต่อมาที่ประชุม ASEAN SCMG ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ได้อนุมัติหลักการและขอบเขตการทำงานของ AWMC ดังกล่าว พร้อมทั้งได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (ASEAN Committee on Science, Technology and Innovation – COSTI)

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โรงแรมดีวารี พัทยา และการศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคตะวันออก มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 95 ราย ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่ นักวิชาการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน  65 ราย และผู้แทนหน่วยงานความร่วมมือ จำนวน 11 ราย ในส่วนของผู้แทนจากต่างประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ มองโกเลีย ศรีลังกา และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ อันเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการดัดแปรสภาพอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสมาชิกศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียนให้มีความรู้ และเกิดทักษะที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย จนสามารถร่วมดำเนินโครงการความร่วมมือให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถนำมาปรับใช้กับเทคนิคของแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือและกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการแบ่งปันและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเทคโนโลยีฝนหลวงของไทยให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่ดำเนินความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อันเป็นการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รวมถึงเพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยมีประเทศไทย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก และฝ่ายเลขานุการถาวรของ AWMC ให้แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในปี 2567 นี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การแก้ไขและรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยนวัตกรรม การพัฒนาวิธีการทำงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล และการจัดการความรู้แบบบูรณาการ” โดยผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติฯ จะมีโอกาสได้ชมการสาธิตการปฏิบัติการฝนหลวง และกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และนักบินจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการรับมือกับแนวโน้มความท้าทายในอนาคต แสวงหาความร่วมมือและการแบ่งปันความรู้ในด้านนี้ รวมถึงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ชุมชนของ “AWMC” จุดเด่นอีกหนึ่งประการคือการให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกและการอภิปรายเกี่ยวกับแผนการวิจัยและพัฒนาภายใต้กรอบ 4S: ได้แก่ ความมั่นคง (Security) ความปลอดภัย (Safety) ความราบรื่น (Seamlessness) และความยั่งยืน (Sustainability)

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มุ่งหวังให้การประชุมนี้ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ตลอดจนร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ “AWMC” โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือ และกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อันจะนำไปสู่การดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อตกลงที่กำหนดร่วมกันต่อไป

– 006

เกษตรกร’ตำบลหนองตะพาน’ ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

https://www.naewna.com/local/836157

เกษตรกร'ตำบลหนองตะพาน' ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

เกษตรกร’ตำบลหนองตะพาน’ ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.22 น.

เกษตรกรพื้นที่ ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

เกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ได้ดำเนินการในพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ของ นายลำยอง แสนเจริญ เป็นระบบเกษตรผสมผสานที่ปลูกข้าวพันธุ์ กข43 เป็นพืชหลัก ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวจะปลูกข้าวนาปีเป็นหลัก โดยบริเวณข้างคันนาจะมีการปลูกพืชผักต่างๆ เช่น ชะอม ข่า ตะไคร้ แตงกวาบวบและผักหนาม เป็นต้น มีการเลี้ยงปลา ได้แก่ ปลานิลและปลาจาระเม็ด รวมถึงเลี้ยงแหนแดงเพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแนวทางของเกษตรผสมผสานที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร บนพื้นฐานแห่งการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

– 006

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

https://www.naewna.com/local/836156

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.16 น.

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

การถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ในการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร รับประทานภายในครอบครัวและจำหน่ายภายในชุมชน สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

โดยเกษตรกรกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ได้ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์ กข43 จำนวน 35 ไร่ ได้ผลผลิตข้าวเปลือก จำนวน 17,500 กิโลกรัม โดยแบ่งไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูต่อไป จำนวน 5,000 กิโลกรัม และนำมาสีเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่าย ณ ปัจจุบัน ได้มีการสีเป็นข้าวสารไปแล้ว จำนวน 6,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 240,000 บาท

– 006

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/836074

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 12.33 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

การสนับสนุนและส่งเสริมการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีการส่งเสริมและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว กข43 ที่เป็นผลผลิตจากแปลงเรียนรู้ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง โดยให้เกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรรายอื่น ซึ่งคิดอัตราการคืน 1:1.25 กิโลกรัม ในปี 2567 มีเกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวไปทั้งสิ้น 400 กิโลกรัม

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

https://www.naewna.com/local/836130

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต  ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เกษตร และสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส บริษัท ไวค์เอเชีย จำกัด ผู้จัดการสหกรณ์นิคมบาเจาะ และสหกรณ์นิคมปิเหล็ง ประธานแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ต.โคกเคียน และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประชุมหารือการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และพื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ ที่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด หมู่ที่ 7 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และ 2.พื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ โดยที่ประชุมจะดำเนินการประชุมการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมต่อไป

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

https://www.naewna.com/local/836129

รองปลัดฯถกอนุฯ  พิจารณาแผนงาน  โครงการที่ใช้เงิน  กองทุนจัดรูปที่ดิน

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินครั้งที่ 5/2567 โดยมีอนุกรรมการ นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นายกิตติพร ฉวีสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สรุปผลการประชุมได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบ รายงานผลการตรวจสอบภายใน ประจำปี 2567 ซึ่งกลุ่มตรวจสอบภายใน กรมชลประทาน ได้เข้าตรวจสอบ และได้มีข้อเสนอแนะให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ทั้งนี้ สำนักงานจัดรูปที่ดินได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเสนอแนะแล้ว

2.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การดำเนินงานตามเกณฑ์ประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567 ได้แก่ การทบทวนแผนปฏิบัติการระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการ ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนปฏิบัติการดิจิทัลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการดิจิทัล ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปีบัญชี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังและกองทุนจัดรูปที่ดิน ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

https://www.naewna.com/local/836133

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร  เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูดินและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความผลกระทบ ดังนี้ ให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตและสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดประเมินสถานการณ์ จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ประสบอุทกภัยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลจัดการดิน พืชและน้ำ ภายหลังน้ำลดให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และชนิดพืช รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับหมอดินอาสา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย สำหรับพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุด ปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต

ในกรณีพื้นที่น้ำท่วมขังแปลงนาจนต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมืองมีน้ำนิ่งท่วมขัง อาจทำให้น้ำเน่าเสีย เกิดลูกน้ำและยุงรำคาญ ส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยประชาชน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสีย สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายขยะสด ช่วยบำบัดน้ำเน่าเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนสำหรับสวนไม้ผล ให้ทำทางระบายน้ำให้น้ำไหลออกห้ามนำเครื่องจักรหนักเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่ และห้ามเข้าเหยียบย่ำโคนต้นไม้ เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่ายทำให้ดินขาดอากาศต้นไม้เกิดการทรุดโทรม ถ้าต้นไม้จะล้มให้ทำไม้ค้ำยัน เมื่อดินแห้งแล้วให้พรวนดินเพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น หากพบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อราแนะให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 ที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในต้นพืชได้อย่างดี และให้พักดินพื้นที่ถูกน้ำท่วมสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน โดยอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ได้เร่งสำรวจพื้นที่ของเกษตรกร/หมอดินอาสาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อปรับพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเร็วที่สุด กำหนดแนวทางให้ความรู้ทางวิชาการการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ให้คำแนะนำการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เมล็ดปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพ ในการช่วยบำรุงฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำลดลง รวมทั้งแก้ปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรตามชนิดพืชที่ปลูก โดยกรณีที่นาข้าวได้รับความเสียหายทั้งแปลง ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราดเพื่อให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถเตรียมพื้นที่ในการทำนาในฤดูกาลต่อไปและส่งเสริมการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในดิน หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมสำหรับในพื้นที่ไม้ผล แนะนำให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ลดปัญหารากเน่าโคนเน่า ส่วนพื้นที่พืชไร่ที่ได้รับความเสียหายให้ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งนี้เมื่อน้ำลดลงไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลมีความจำเป็นต้องทำการปรับสภาพพื้นที่ และเร่งปรับปรุงฟื้นฟูดินให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์โดยเร็ว

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

https://www.naewna.com/local/836069

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 20.30 น.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศแจ้งเตือนอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2567 นี้

กรมชลประทาน ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือประจำจุดเสี่ยง หมั่นตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ตามนโนบายของรัฐบาล

– 006

คุยกัน7วันหน : คาบสมุทรเกาหลีระอุ สองเกาหลีทะเลาะกันไม่เลิก

https://www.naewna.com/lady/836339

คุยกัน7วันหน : คาบสมุทรเกาหลีระอุ สองเกาหลีทะเลาะกันไม่เลิก

คุยกัน7วันหน : คาบสมุทรเกาหลีระอุ สองเกาหลีทะเลาะกันไม่เลิก

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมาต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแต่ดูเหมือนความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนมานี้ เริ่มจากเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อเกาหลีเหนือส่งบอลลูนที่เต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูลข้ามฝั่งไปยังเกาหลีใต้ อีก 1 สัปดาห์ถัดมาเกาหลีใต้ตรวจพบบอลลูนขยะอีกมากกว่า 700 ลูกที่ข้ามฝั่งมายังแดนโสมขาว

เหตุการณ์ดังกล่าว คิม โย-จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ประกาศเตือนว่าหากเกาหลีใต้ยังคงดำเนินการแจกใบปลิวและกระจายเสียงผ่านลำโพง ซึ่งถือเป็นการยั่วยุข้ามพรมแดน อาจเผชิญการตอบโต้ครั้งใหม่จากเกาหลีเหนือ และยังบอกอีกว่าเกาหลีใต้จะต้องอับอายจากการไล่เก็บขยะทุกวันโดยไม่ได้หยุดพัก

และก็คงจะไม่ได้พักกันจริงๆ จนถึงตอนนี้ ก็ยังมีข่าวการโจมตีกันไปมา ทั้งโปรยใบปลิวโจมตี คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือผ่านโดรน ปล่อยบอลลูนบรรจุสิ่งปฏิกูลลอยข้ามแดน กระทั่งล่าสุด เกาหลีเหนือระเบิดทำลายถนนและรถไฟ เส้นทางเชื่อมระหว่างสองชาติที่เส้นขนานที่ 38 ส่งสัญญาณตัดขาดความสัมพันธ์แบบถาวร ?!?

ในมุมมองของคนทั้งโลกอาจเห็นว่า เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เป็นคู่ขัดแย้ง คู่สงครามกันอย่างที่ คิม จอง-อึนผู้นำสูงสุดแดนโสมแดงประกาศกร้าวไว้ไม่นานมานี้ แต่กลับกัน ในสิ่งที่ชาวเกาหลีทั้งเหนือและใต้รุ่นอาจุมม่าทั้งหลายถูกปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยแยกดินแดนออกเป็น 2 ฝั่งบนล่างตอนปี 1953 คือ พวกเขาล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน คือเป็นชาวเกาหลีด้วยกันมาแต่อ้อนแต่ออก ที่ต้องถูกทำให้พรากจากกันเพราะคนนอกเมื่อวานและวันนี้อาจทะเลาะกัน แต่วันหน้าอาจจะได้กลับมาคืนดีกัน

ต้องเข้าใจก่อนว่า ความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลี มีที่มาจากสงครามเกาหลี เป็นความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือ ที่สนับสนุนโดยสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา สงครามปะทุขึ้นในปี1950 เมื่อเกาหลีเหนือบุกเข้ารุกล้ำเกาหลีใต้ สงครามยืดเยื้อนาน 3 ปี จนกระทั่งลงนามในข้อตกลงหยุดยิงในปี 1953 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยมีเขตปลอดทหารกั้นกลาง หรือที่เรียกว่า “แนวขนานที่ 38”

ในการลงนามข้อตกลงหยุดยิงปี 1953 ทั้งสองเกาหลีไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ทำให้ทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะสงครามมาจนถึงปัจจุบันนี้หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ เขายังทำสงครามกันอยู่ ไม่มีใครแพ้หรือชนะในตอนนี้ แต่แค่ไม่ยิงใส่กัน ภาวะสงครามแบบนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง ไม่เฉพาะเกาหลีทั้งสอง แต่รวมถึงเหล่าประเทศมหาอำนาจที่ “ชักใย”อยู่เบื้องหลังของทั้งสองพี่น้อง

ขณะที่ประเทศมหาอำนาจใหญ่ๆ ต่างเลือกเข้าข้างเกาหลีตามระบอบการปกครอง รัสเซีย จีน อยู่ฝั่งเกาหลีเหนือ คอยสนับสนุนทั้งอาวุธ กำลังทหาร วันดีคืนดีก็จะเห็นข่าวผู้นำเกาหลีเหนือนั่งรถไฟขึ้นไปทางมอสโก ไซบีเรีย ไปเจอ วลาดีมีร์ ปูติน บ้าง ไปเจอ สี จิ้นผิง บ้าง ส่วนเกาหลีใต้ ก็มีสหรัฐฯ และเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่นจับมือแน่น ผ่านการซ้อมรบร่วมกันของทหารทั้ง 2 ชาติ

ว่ากันว่า ความขัดแย้งสองเกาหลีจะเกิดขึ้นเมื่อใด รุนแรงหรือไม่ ให้จับตาดูท่าที “รัฐบาล” ของเกาหลีใต้ ถือว่ามีผลต่อการส่งสัญญาณจากเกาหลีเหนือเป็นอย่างมาก ปกติแล้วเกาหลีใต้จะมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคคือพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งบริหารประเทศอยู่ในปัจจุบัน ประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอลมีแนวคิดเข้าหาสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย และไม่ค่อยตอบสนองกับจีนและรัสเซีย การฝึกซ้อมทางทหารของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้จัดขึ้นทุกปี แต่ถ้าเป็นยุคของพรรคอนุรักษ์นิยม เกาหลีใต้จะทำแบบยิ่งใหญ่เหมือนเอาใจสหรัฐฯ มาก ทำให้เกาหลีเหนือไม่ชอบ

หากเป็นยุคที่พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยก้าวหน้าขึ้นมาบริหารประเทศ เช่น ในยุคของ อดีตประธานาธิบดีมุน แจ-อิน เกาหลีใต้ก็ยังมีจุดยืนเดิม คืออยู่ฝ่ายสหรัฐฯ เพียงแต่จะไม่ทำอะไรออกนอกหน้าจนเกินงาม บ่อยครั้งที่นัดพูดคุยเพื่อหาทางประสานรอยร้าวของสองพี่น้องในอดีต ตัวของ มุน แจ-อิน เองก็เคยเป็นผู้ประสานให้ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตผู้นำสหรัฐฯ และ ผู้นำคิม ได้พบปะกันเพื่อหาข้อเจรจาเรื่องปลดอาวุธนิวเคลียร์ มาแล้วด้วย

แล้วเมื่อไหร่ คาบสมุทรเกาหลีจะสงบ?

ในแง่ของการเมือง มหาอำนาจของโลกทั้งทางฝั่งประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ อาจเห็นเป็นทางเดียวกันคือ ถ้าสองเกาหลีรวมชาติกัน แล้วเลือกระบอบการปกครองอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย อีกฝ่ายก็กลายเป็นสูญเสียเพื่อสมาชิกไปอีกหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนสมาชิกที่มีคุณภาพ ถ้ารวมชาติแล้วเลือกเป็นประชาธิปไตย จีน รัสเซีย คงไม่ยอมแต่ถ้ารวมชาติแล้วเลือกเป็นคอมมิวนิสต์สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ก็คงไม่ยอมเหมือนกัน

ในแง่เศรษฐกิจ ในช่วงที่เกาหลีทำสงครามกัน พื้นที่ทางเกาหลีใต้ถูกทำลายเสียส่วนใหญ่ ทรัพยากรต่างๆ แทบไม่เหลือ แต่เกาหลีใต้ใช้เวลาไม่กี่สิบปี พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนนำหน้าหลายประเทศใหญ่ๆ ในโลกไปได้ ติด Top 10 ประเทศเศรษฐกิจดีของโลก

ส่วนเกาหลีเหนือเอง ยังเต็มไปด้วยทรัพยากรใต้ดิน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่ญี่ปุ่นเคยสร้างไว้สมัยที่เคยเข้ามายึดครองเกาหลีอยู่ช่วงหนึ่งในอดีต ก็ไม่ได้ถูกทำลาย และเกาหลีเหนือยังมีประชากรกว่า 30 ล้านคนที่สามารถเป็นแรงงานพัฒนาประเทศได้ ซึ่งสามารถทดแทนกับภาวะการเกิดที่ต่ำลงเรื่อยๆ ของเกาหลีใต้เรียกว่า ถ้าทั้งสองเกาหลีรวมชาติกันสำเร็จ มีโอกาสที่จะแซงหน้าเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นได้แน่นอน อาจใช้เวลาไม่เกิน 20 ปี

ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์สองเกาหลีเป็นความสัมพันธ์แบบลมเพลมพัด บทจะทะเลาะก็ทะเลาะกันแรง ต่างฝ่ายต่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเกาหลีเหนือก็จะเดินหน้ายิงขีปนาวุธระเบิดทำลายเส้นทางเชื่อมต่อ ส่งบอลลูนเข้าไปป่วน หนักสุดถึงขั้นประกาศตัดสัมพันธ์และขู่ทำสงคราม ส่วนเกาหลีใต้ก็ประณามสิ่งต่างๆ ที่เกาหลีเหนือทำไป และเดินหน้าสานสัมพันธ์ซ้อมรบกับสหรัฐฯ ไปเรื่อยๆ

แต่หลายคนเชื่อว่า พวกเขาคงไม่กล้ารบกันจริงๆ เพราะยังไงเสียก็เป็นคนเกาหลีเหมือนกัน อีกทั้งบรรดาชาติมหาอำนาจที่คอยหนุนหลัง ก็คงไม่อยากให้สองเกาหลีรบกัน เพราะเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียทั้งอาวุธและทรัพยากรต่างๆในช่วงที่โลกของเราก็กำลังเกิดสงครามและความขัดแย้งมากเกินพอแล้ว

ถึงอย่างนั้นก็ตาม จะให้ตอบคำถามชัดๆ ว่า แล้วทั้งสองเกาหลีจะขัดแย้ง ต่างฝ่ายยั่วยุกันต่อไปอีกนานแค่ไหน…คำตอบก็คงจะอยู่ในสายลม (คือไม่รู้เหมือนกัน)

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

https://www.naewna.com/lady/836323

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดแถลงข่าวงาน Thailand Space Week 2024 “Converging Technologies, Connecting People” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยจับมือกับพันธมิตรแข็งแกร่งอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท SIEMENS, THAICOM, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ISPACE and Cabinet office of Japan และหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมายกว่า 30 บริษัท ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างให้เป็นเวทีแห่งการเชื่อมโยงเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงอัปเดตเทรนด์อวกาศที่น่าสนใจ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบัน ทั้งนี้ Thailand Space Week ถือเป็นเวทีด้านกิจการอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานในครั้งนี้

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การจัดงาน“Thailand Space Week 2024” ถือเป็นวาระสำคัญของประเทศภายใต้กรอบนโยบายเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีอวกาศ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ เพื่อให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ซึ่ง กระทรวง อว. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะให้งาน Thailand Space Week เป็นงานที่คนไทยและคนต่างชาติให้ความสำคัญและเฝ้ารอที่จะร่วมงานเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับงาน IAC หรืองาน World Space Week

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์หลากหลายกิจกรรม ประกอบด้วย การบรรยายโดยวิทยากรระดับแนวหน้า นิทรรศการด้านอวกาศจากภาครัฐ และเอกชน การจับคู่เชิงธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หน่วยงานอวกาศระดับนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ จากทั่วทุกมุมโลก แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยที่พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

“กระทรวง อว. ในฐานะกระทรวงหลักที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศจะใช้โอกาสจากการจัดงาน “Thailand Space Week 2024” เร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ สู่การเป็นประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอวกาศระดับโลกในอนาคต” นางสาวศุภมาส กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กล่าวว่า งาน “Thailand Space Week 2024” จะเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเชื่อมต่อเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ และผู้เล่นหลักในชุมชนอวกาศระดับโลก ที่จะมีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนกับผู้นำด้านอวกาศ ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจนักลงทุน เพื่อให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงพัฒนาธุรกิจและตลาดร่วมกัน โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการเชื่อมโยง อวกาศ-โอกาส จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศทั้งในและต่างประเทศ โดยโฮไลท์สำคัญอยู่ที่การได้รับเกียรติจาก Keynote Speakers ที่จะมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ การบรรยายพิเศษ ทั้งในมิติของนโยบาย ธุรกิจและเทคโนโลยี ทั้งทางด้านการสำรวจอวกาศ เทคโนโลยีดาวเทียม โครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศตลอดจนการประยุกต์ใช้งาน, การแสดงนิทรรศการด้านอวกาศที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการความก้าวหน้าและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการทำ Business Matching ร่วมกันเพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศนักธุรกิจระดับโลก กลุ่มสตาร์ทอัพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหา Partners ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ 

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวอีกว่า งาน Thailand Space Week 2024 จะเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้เข้าร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกและตั้งเป้าที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอวกาศในการแข่งขันระดับโลกงานนี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศ และประเทศไทยจะนำเสนอศักยภาพเพื่อเตรียมตัวรองรับกัับการเป็น Space Hub ในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

สำหรับงาน Thailand Space Week 2024 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพค เมืองทองธานี ใครที่ชื่นชอบเทคโนโลยีอวกาศต้องไม่พลาด เพราะงานนี้กระทรวง อว. โดย GISTDA และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศขนทัพมาโชว์เต็มพื้นที่ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ tsw.gistda.or.th หรือติดตามผ่านเฟซบุ๊กของ GISTDA