“โดมความร้อน” คืออะไร สาเหตุทำสหรัฐฯ อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติในปีนี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794346

"โดมความร้อน" คืออะไร สาเหตุทำสหรัฐฯ อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติในปีนี้

19 มิ.ย. 2567 10:10 น.

“โดมความร้อน” คืออะไร สาเหตุทำสหรัฐฯ อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติในปีนี้

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ มีสภาพอากาศร้อนจัด คลื่นความร้อนมาบ่อยขึ้นนับตั้งแต่ปี 2479 และเดือนนี้ชาวอเมริกันกว่า 75 ล้านคน แถบมิดเวสต์และอีสต์โคสต์ต้องเข้าสู่เดือนมิถุนายนที่ร้อนผิดปกติ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2567 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า หลายพื้นที่แถบมิดเวสต์และอีสต์โคสต์ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดตลอดสัปดาห์นี้ ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ บรรดานักอุตุนิยมวิทยาออกมาพูดถึงคลื่นความร้อน (Heat Waves) และโดมความร้อน (Heat Domes) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ มีอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวผิดปกติ 

เคน คันเคล ศาสตราจารย์และนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สภาพอากาศ แห่งมหาวิทยาลัยรัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า โดมความร้อนคือปรากฏกรณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ แต่ส่งผลกระทบต่อผู้คนบนพื้นโลก เมื่อระบบแรงดันก่อตัวสูงขึ้นในชั้นบรรยากาศ จะทำให้อากาศด้านล่างจมและอัดตัว นั่นทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศชั้นล่างสูงขึ้น เนื่องจากอากาศร้อนขยายตัว จึงสร้างโดมที่นูนออกมา อย่างไรก็ตามขอบเขตของโดมความร้อนในสัปดาห์นี้ยังไม่ชัดเจน แต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ ระบุว่า คาดว่าจะมีความร้อนสูงสุดในหุบเขาโอไฮโอ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยโดมความร้อนที่เกิดขึ้นตามมาทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติในเดือนนี้ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน 645 ศพ ในเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า โดมความร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่กว้างใหญ่ที่กินอาณาบริเวณครึ่งซีกทางตะวันออกของประเทศ ตั้งแต่ที่ราบเกรตเพลนส์ไปจนถึงรัฐเมน หลายพื้นที่จะมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และผลการศึกษาใหม่พบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้คลื่นความร้อนเคลื่อนที่ช้าลง นั่นหมายความว่า ผู้คนจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดเป็นเวลานานขึ้น ขณะที่คาดว่า เมืองฟีนิกซ์ จะได้รับผลกระทบจากโดมความร้อนหนักที่สุด โดยอุณหภูมิอาจทะลุ 45.5-47 องศาเซลเซียส ระหว่างวันที่ 20-21 มิ.ย.นี้.

สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมแถบมิดเวสต์และอีสต์โคสต์ตลอดสัปดาห์นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794344

สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมแถบมิดเวสต์และอีสต์โคสต์ตลอดสัปดาห์นี้

19 มิ.ย. 2567 09:39 น.

สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมแถบมิดเวสต์และอีสต์โคสต์ตลอดสัปดาห์นี้

สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่แถบมิดเวสต์และอีสโคสต์ ทำให้สภาพอากาศร้อนจัดและอบอ้าว ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 75 ล้านคน

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่แถบมิดเวสต์และอีสต์โคสต์ในสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งขึ้นไปทะลุ 37.8 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 75 ล้านคน โดยขอให้ประชาชนหลบในที่ร่ม หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดโดยตรง และดื่มน้ำให้เพียงพอ

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้เกิดจากปัจจัยความชื้นสูง และการเกิดปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat domes) ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำให้สภาพอากาศร้อนอบอ้าวก่อนถึงฤดูร้อนอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้ โดยคลื่นความร้อนจะปกคลุมตั้งแต่รัฐไอโอวาไปจนถึงโอไฮโอ ขึ้นไปถึงมิชิแกน และรัฐเมน อย่างน้อยถึงวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย.นี้

ทางด้าน นายเอริค อดัมส์ ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แถลงเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมดูแลสุขภาพร่างกายในช่วงที่คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมทางฝั่งตะวันของประเทศ โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงที่ 37.2 องศาเซลเซียสในวันพฤหัสบดีนี้ โดยทางการจะเปิดให้บริการ “ศูนย์ความเย็น” ใน 5 เขต เพื่อเป็นสถานที่คลายร้อนสำหรับประชาชนและสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้จะจัดหาเจลเก็บความเย็นแจกจ่ายให้กับคนงานที่ต้องทำงานกลางแจ้งตลอดเวลา อย่างคนงานก่อสร้างและพนักงานส่งสินค้า 

ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ Local Matters องค์กรที่จัดหาผลิตผลให้กับพื้นที่ที่เข้าถึงอาหารสดได้อย่างจำกัดในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เปิดเผยว่า ได้เตรียมผ้าเช็ดตัวแช่แข็งสำหรับคนงานในกรณีที่เกิดความร้อนสูงเกินไป

ส่วนที่ เมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ ได้ประกาศยกเลิกกิจกรรมออกกำลังกายกลางแจ้งรายสัปดาห์ และชานเมืองใกล้เคียงได้ยกเลิกการจัดงานตามท้องถนน เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูง เช่นเดียวกับธนาคารอาหารแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศยกเลิกการจัดส่งในวันพุธ เพื่อให้พนักงานหลีกเลี่ยงการเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด.

ภูฏานตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยว ลบความเชื่อเที่ยวภูฏานยากและแพง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2793449

ภูฏานตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยว ลบความเชื่อเที่ยวภูฏานยากและแพง

19 มิ.ย. 2567 08:00 น.

ภูฏานตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยว ลบความเชื่อเที่ยวภูฏานยากและแพง

  • ภูฏาน ตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 300,000 คนต่อปี โดยหวังว่านักท่องเที่ยวจะลบความเชื่อที่ว่าการมาท่องเที่ยวภูฏานเป็นเรื่องยากและต้องใช้เงินจำนวนมาก
  • ล่าสุดรัฐบาลภูฏานกำลังเดินหน้าพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหวังกระจายนักท่องเที่ยวให้สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ของภูฏานได้สะดวกมากขึ้น
  • แม้ว่าภูฏานจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในภูฏานมากขึ้น แต่ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็นไปตามจำนวนที่ควบคุมยังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อปกป้องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเอาไว้ให้ดีดังเดิม

ประเทศภูฏาน เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต่างใส่ไว้ในรายชื่อที่อยากจะลองไปท่องเที่ยวครั้งหนึ่งในชีวิต แต่มักจะไม่ได้ไปเที่ยวตามที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากมีความเชื่อว่าการเดินทางเข้าภูฏานเป็นเรื่องยาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาแพง

ล่าสุดทางการท่องเที่ยวภูฏานได้เตรียมพร้อมที่จะขยายการท่องเที่ยวในภูฏานให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาท่องเที่ยวในภูฏานในจำนวนที่มากขึ้น แม้ว่าจะยังคงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิน 300,000 คนต่อปี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมของภูฏานก็ตาม

นายเชอริ่ง ต็อบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน ระบุว่า คนจำนวนมากมักจะมีความเชื่อผิดๆ ว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวที่ภูฏานเป็นเรื่องยากและยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงด้วย ซึ่งนั่นทำร้ายการท่องเที่ยวของภูฏานเป็นอย่างมาก “นักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพที่ต้องการจะมาเที่ยวที่ภูฏานมักจะตั้งเป้าว่าจะมาเที่ยวให้ได้สักครั้ง แต่ก็ไม่เคยเดินทางมาจริงๆ เพราะดูแนวโน้มว่าจะเดินทางไปยากลำบาก และใช้งบเยอะเกินไป” อย่างไรก็ตามในอีกแง่หนึ่งเขายอมรับว่าความเชื่อเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะเมื่อพวกเขาได้มายังภูฏานจริงๆ การที่ได้หายใจเอาอากาศของที่นี่เข้าไป ได้ลิ้มรสชาติของน้ำ ได้พบปะผู้คนชาวภูฏาน ทำความรู้จักภูฏานอย่างแท้จริง พวกเขามักจะรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

เร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน

ภูฏานกำลังเดินหน้าพัฒนาหลายด้านเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกำลังพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม และเพิ่มเส้นทางในการเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้สะดวกมากขึ้น เช่น การจัดหาเฮลิคอปเตอร์เพิ่มขึ้น การขยายถนน และจะมีการสร้างสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ที่เขตบริหารพิเศษเกเลพู ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูฏาน ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเวลา 2 ปีหลังจากนี้

นายดันโช รินซิน หัวหน้าเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของภูฏาน ระบุว่า ภูฏานกำลังมองหาช่องทางเข้าประเทศเพิ่มเติมอีก 1-2 แห่งจากทางตะวันออกของภูฏาน เพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางเข้าภูฏานได้เพียงช่องทางเดียวคือการบินมายังสนามบินนานาชาติพาโรทางตะวันตกของประเทศซึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขา และอยู่ห่างจากกรุงทิมพู เมืองหลวงของประเทศกว่า 1 ชั่วโมง เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงก็จะต้องขับรถต่อไปอีกไกล หรือไม่ก็ต้องขึ้นเครื่องบินในประเทศ หรือใช้บริการเฮลิคอปเตอร์เพื่อจะไปเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ของภูฏานได้

ดังนั้นหากต้องการที่จะกระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ทางตะวันออก ตอนกลาง หรือทางตอนใต้ของประเทศ ก็จำเป็นจะต้องนำเอารถไฟท้องถิ่นมาช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมทั้งต้องเพิ่มโฮมสเตย์ให้บริการนักท่องเที่ยว หรืออาจจะมีการให้บริการแพข้ามแม่น้ำ โดยทางการภูฏานมีการทำความเข้าใจกับประชาชนชาวภูฏานอยู่เสมอว่าพวกเขาเป็นหุ้นส่วนของประเทศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ตั้งเป้านักท่องเที่ยว 300,000 คนต่อปี

ภูฏานตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ได้สูงสุด 300,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่ทางการได้ตั้งเอาไว้ เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาจะไม่กระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายเชอริ่ง ต็อบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน ระบุว่า นโยบายหลักของภูฏานคือ “มูลค่าสูง แต่จำนวนต่ำ” เพราะประเมินแล้วว่าภูฏานไม่สามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้เกินกว่า 300,000 คนต่อปี เพราะถ้าหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกินจำนวน จะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพราะนักท่องเที่ยวต้องการจะทำลายมัน แต่เป็นเพราะจำนวนคนที่มากเกินไปที่จะกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากสิ่งแวดล้อมแล้ว วัฒนธรรมของภูฏานก็เสี่ยงที่จะถูกทำลาย ไม่ใช่เพราะนักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาทำลาย แต่เป็นเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป

โดยเมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในภูฏานเกือบ 100,000 คน ซึ่งนับเป็นจำนวนเพียง 1 ใน 3 จากยอดสูงสุดที่เคยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในปี 2019 ถึง 350,000 คน

ความหลากหลายและการพัฒนาอุตสาหกรรม

นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ ยกเว้นอินเดีย บังกลาเทศ และมัลดีฟส์ จำเป็นที่จะต้องมีการขอวีซ่าล่วงหน้าก่อนจะเดินทางมายังภูฏาน

โดยปัจจุบัน ภูฏานมีการเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวผู้ใหญ่สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนวันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือราว 3,700 บาท ซึ่งลดลงจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน ขณะที่เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี จะถูกเก็บค่าธรรมเนียม 50 ดอลลาร์ต่อคนต่อวันหรือราว 1,840 บาท มีผลตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2023 ที่ผ่านมา เพื่อหวังจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น และแม้ว่านักท่องเที่ยวจากอินเดียยังเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ใหญ่ที่สุดในตลาดการท่องเที่ยวของภูฏาน โดยคิดเป็นร้อยละ 73 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2019 แต่ทางการภูฏานก็หวังว่าจะจะเปิดตลาดการท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้น โดยอาจจะมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขึ้นอีกหากการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวและมีนักท่องเที่ยวเข้ามายังภูฏานเพิ่มขึ้นแล้ว

คาริสสา นิมาห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดของหน่วยงานการท่องเที่ยวภูฏาน ระบุว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังเนปาลมีแนวโน้มเปลี่ยนไป โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะอยู่เที่ยวนานขึ้น ถือว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถูกผลักดันให้มีการยกระดับมาตรฐานและบริการเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว อย่างเช่น การให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพอาหารที่ดีขึ้น และการให้บริการที่เพิ่มความประทับใจ

การจ้างมัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาตนำเที่ยวอย่างถูกกฎหมายก็เป็นข้อบังคับของการมาท่องเที่ยวในภูฏาน ดังนั้นบางคนอาจจะคิดว่าบริษัททัวร์จะมีอำนาจเต็มในการเลือกที่พัก หรือร้านอาหารได้ตามใจ แต่ในความเป็นจริงตอนนี้บริษัททัวร์ก็ต้องเลือกที่พักและอาหารตามใจลูกค้า เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นยิ่งทำให้บริษัทต้องแย่งชิงลูกค้าด้วยการเสนอความพึงพอใจอย่างสูงสุด อย่างไรก็ตามจากการประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ในการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวที่ภูฏาน ทั้งค่าธรรมเนียมต่อวัน ค่าไกด์ทัวร์ ค่าที่พัก (ในระดับ 3 ดาว) ค่าอาหาร ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยวิธีต่างๆ นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวควรจะต้องมีงบประมาณไม่ต่ำกว่า 70,000 บาทต่อคน หากจะมาเที่ยวในระยะเวลาราว 4-5 วัน

นายเชอริ่ง ต็อบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการผลักดันการท่องเที่ยวของประเทศ แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องกระจายเศรษฐกิจตั้งแต่การท่องเที่ยวไปจนถึงภาคการบริการทางการเงินและภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งภูฏานเป็นแนวหน้าที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นอันดับต้นๆ

นอกจากนี้ประเทศภูฏานยังต้องมองหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เพิ่มเติมจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพราะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน.


ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : channelnewsasia, CNBC

โลกร้อนเป็นเหตุ เกาะมรดกโลกของกรีซ จะจมทะเลอีเจียนใน 50 ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794310

โลกร้อนเป็นเหตุ เกาะมรดกโลกของกรีซ จะจมทะเลอีเจียนใน 50 ปี

19 มิ.ย. 2567 06:56 น.

โลกร้อนเป็นเหตุ เกาะมรดกโลกของกรีซ จะจมทะเลอีเจียนใน 50 ปี

ดีลอส เกาะที่ตั้งเมืองโบราณที่สำคัญที่สุดของกรีกและโรมันยุคก่อนประวัติศาสตร์ กำลังจะจมลงสู่ทะเลอีเจียนภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า เนื่องจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ประเทศกรีซ ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและเกาะอันสวยงาม เช่น เกาะมีโคนอส ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของบ้านเรือนซึ่งทาสีขาวสะอาดตา กับน้ำทะเลใสกระจ่าง แต่ห่างออกไปไม่ไกลจะเป็นที่ตั้งของเกาะดีลอส สถานที่ตั้งของซากโบราณที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์กรีกกับโรมัน ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

เกาะดีลอส ห้อมล้อมไปด้วยทะเล สิ่งปลูกสร้างอายุกว่า 2,000 ปีของมันเป็นแหล่งข้อมูลจุลภาคอย่างดี ที่บ่งบอกถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในสมัยเฮลเลนิสต์และโรมันโบราณ

แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า สิ่งปลูกสร้างโบราณเหล่านี้ซึ่งรวมถึงวิหารที่มีรูปปั้นสิงโตล้อมรอบ อาจจะหายไปตลอดกาล เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

“ดีลอส มีชะตาที่ต้องหายไปภายในเวลาประมาณ 50 ปี” ดร.เวโรนิก ช็องโกวสกี กล่าว โดยช็องโกวสกี เป็นหัวหน้าวิทยาลัยฝรั่งเศสแห่งเอเธนส์ (EFA) ซึ่งเป็น 1 ใน 17 สถาบันขุดค้นโบราณสถานที่ดำเนินการอยู่ในกรุงเอเธนส์ของกรีซ และสำรวจซากโบราณบนเกาะดีลอสมาตลอด 150 ปีที่ผ่านมา

ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นสร้างความเสียหายอย่างเห็นได้ชัดต่อพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของร้านค้ากับอาคารเก็บของในยุค 1-2 ศตวรรษก่อนคริสตกาล

“น้ำทะเลเข้าไปในร้านในช่วงฤดูหนาว กัดเซาะฐานของกำแพง” นาย ฌอง-ชาร์ลส์ โมเรตติ ผู้อำนวยการภารกิจขุดค้นบนเกาะดีลอส และนักวิจัยจากสถาบันเพื่อการวิจัยโบราณสถาน (IRAA) แห่งฝรั่งเศส กล่าว “ทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผมสังเกตเห็นว่ามีกำแพงใหม่ถล่มเพิ่ม”

ขณะที่ ดร.ช็องโกวสกี เสริมว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 20 ม. ในบางพื้นที่ของเกาะ

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอริสโตเตลิโอ ในเมืองเธสซาโลนิกิ ซึ่งเผยแพร่เมื่อปีก่อนพบว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิกอปรกับระดับความชื้นที่เพิ่มสูง สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุบางชนิดที่ถูกใช้ในการสร้างอนุสรณ์สถานมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ได้

“เช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ อนุสรณ์สถานเหล่านี้ถูกสร้างให้ทนต่ออุณหภูมิในระดับหนึ่ง” เอฟสตาเธีย ธิงกา นักวิจัยด้านอุตุนิยมวิทยาและสภาพอากาศวิทยา และเป็นหัวหน้าทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยอริสโตเตลิโอ กล่าว

นอกจากนั้นปัญหายังรุนแรงขึ้นอีกเนื่องจากนักท่องเที่ยวจากเกาะมีโคนอสฝ่าฝืนเข้าไปในเขตหวงห้าม โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งมีนักโบราณคดีเพียงไม่กี่คนที่คอยตรวจตราพื้นที่ขุดค้น

สำหรับกรีกโบราณ ดีลอส เป็นสถานที่เกิดของ ‘อพอลโล’ เทพเจ้าแห่งแสง, ศิลปะ และการรักษา กับ ‘อาร์ทีมิส’ เทพีแห่งการล่าสัตว์ น้องสาวของพระองค์ และทั้งสองก็เป็นหนึ่งในเทพระดับสูงสุดที่ชาวกรีกกับชาวโรมันโบราณยกย่องบูชา

ในช่วงยุคทองของยุคโรมัน ดีลอส ดึงดูดผู้แสวงบุญและพ่อค้าจากทั่วโลกสมัยโบราณมารวมตัวกัน และขยายกลายเป็นเมืองซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 30,000 คน แต่ความนิยมในเกาะแห่งนี้ก็นำมาซึ่งหายนะ เมืองถูกบุกปล้นถึง 2 ครั้ง ในช่วง 100 ปีก่อนคริสตกาล จนสุดท้ายชาวบ้านก็ทิ้งเมืองแห่งนี้ไป

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เสาไม้เพื่อช่วยค้ำยันโครงสร้างของกำแพงบางจุด แต่การจะใช้มาตรการที่แข็งแรงกว่านี้นั้นมีความซับซ้อน และต้องได้รับการตอบสนองด้านกฎระเบียบจากหลายภาคส่วน

“เมืองชายฝั่งทุกแห่งจะเสียพื้นที่ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับน้ำทะเลไปจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ” อาเธนา คริสเตียนา โลโป นักโบราณคดีชาวกรีก กล่าว “เราเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติกแล้ว แต่เราแพ้สงครามในการปกป้องสิ่งแวดล้อมไปแล้ว”.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : thehindu

ฮือฮา เสาโลหะปริศนาโผล่อีก กลางทะเลทรายในรัฐเนวาดา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794305

ฮือฮา เสาโลหะปริศนาโผล่อีก กลางทะเลทรายในรัฐเนวาดา

19 มิ.ย. 2567 05:06 น.

ฮือฮา เสาโลหะปริศนาโผล่อีก กลางทะเลทรายในรัฐเนวาดา

เสาโลหะปริศนา ที่เคยสร้างความงุนงงไปทั่วโลกเมื่อหลายปีก่อน กลับมาปรากฏอีกครั้งแล้ว โดยคราวนี้อยู่ที่กลางทะเลทรายในรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 มิ.ย. 2567 ว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจลาสเวกัส กำลังออกปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในพื้นที่ทางตอนเหนือของหุบเขาลาสเวกัส วัลเลย์ ก่อนที่พวกเขาจะพบเห็นเสาโลหะปริศนาตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย

ตามการเปิดเผยของตำรวจลาสเวกัส เสาโลหะสะท้อนแสงรูปทรงสี่เหลี่ยม ถูกพบใกล้กับยอดเขา ‘แกส พีก’ (Gass Peak) ซึ่งเป็นจุดเดินเขายอดนิยมในทะเลทรายเนวาดา ห่างจากลาสเวกัสไปทางเหนือราว 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ตำรวจได้แชร์ภาพสิ่งที่พวกเขาพบเห็นลงบนโลกออนไลน์ พร้อมกับข้อความว่า “เราเห็นของแปลกๆ มามาก… แต่ลองดูนี่!” “มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

ทั้งนี้ เสาปริศนาดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเสาสีดำที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ‘2001: A Space Odyssey’ ซึ่งกำกับโดย สแตนลีย์ คูบริค และออกฉายในปี 2511 โดยเสาในภาพยนตร์เป็นสิ่งที่สร้างโดยเอเลี่ยน

เสาโลหะปริศนะลักษณะคล้ายกันนี้เคยปรากฏตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกมาแล้วเมื่อราว 4 ปีก่อน รวมถึงในทะเลทรายที่รัฐยูทาห์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสับสนอย่างมากว่ามันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร

เสาอีกต้นถูกพบที่ประเทศโรมาเนีย ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เช่นเดียวกับที่รัฐแคลิฟอร์เนีย และบนเกาะไอล์ ออฟ ไวท์ (Isle of Wight) ในช่องแคบอังกฤษ

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เสาปริศนาลักษณะเดียวกันนี้ก็ถูกพบบนเนินเขาในเวลส์ แต่ผู้สังเกตการณ์ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ ที่อาจบอกได้ว่าใครเป็นผู้นำมันมาวางไว้

การค้นพบเสาปริศนานี้ทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา บนโลกออนไลน์ ว่าใครเป็นผู้นำมันมาวางไว้ บ้างสงสัยว่ามันอาจเป็นผลงานศิลปะจัดแสดงบางอย่าง หรืออาจเป็นฝีมือของเอเลี่ยนแบบในภาพยนตร์ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครออกมาอ้างตัว หรือยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งเสาโลหะปริศนานี้เลย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไร้ปาเลสไตน์ในแผนที่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794030

ไร้ปาเลสไตน์ในแผนที่

19 มิ.ย. 2567 05:03 น.

ไร้ปาเลสไตน์ในแผนที่

การแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสงครามระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่คนในสังคมและประชากรทั่วโลกยังคงเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์สงครามจะดำเนินอย่างเนิ่นนานมากว่า 8 เดือน

ทั้งแฮชแท็ก #EyesOnRafah หรือ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ราฟาห์ บนโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) หรืออินสตาแกรม ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่มีการทำอินโฟกราฟิกเป็นภาษาไทยถึงประเด็นนี้ ยังมีการเรียกร้องอิสรภาพให้แก่ปาเลสไตน์ในขบวนเรียกร้องความหลากหลายทางเพศ (ขบวนไพรด์) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการส่งต่อข้อมูลในประเด็นเกี่ยวกับ “อาณาเขตของดินแดนอิสราเอลและดินแดนปาเลสไตน์” ผ่านอินสตาแกรม โดยผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรมรายหนึ่งระบุว่า “Add To Your Stories Google has removed Palestine from Maps and renamed the state as Israel” แปลได้ความว่า “กูเกิลได้ลบปาเลสไตน์ออกจากแผนที่ (กูเกิลแม็ป) และตั้งชื่อใหม่ว่า อิสราเอล” ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้มีการแชร์เนื้อหาดังกล่าวมากกว่า 621,000 ครั้ง บนอินสตาแกรม ยังมีการเผยแพร่ชุดข้อมูลนี้บนแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น เฟซบุ๊กและเอ็กซ์ พร้อมด้วยเสียงก่นด่าการลบปาเลสไตน์ออกจากแผนที่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบข้อมูลจะพบว่าประเด็นดังกล่าวมักถูกพูดถึงอยู่เป็นประจำบนโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งที่ผ่านมามี การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) จากสำนักข่าว ต่างประเทศทั่วโลก เช่น เอเอฟพีของฝรั่งเศส การ์เดียนของอังกฤษ และยูเอสเอทูเดย์ของสหรัฐ อเมริกา ที่ชี้ว่า กูเกิลไม่ได้ลบปาเลสไตน์ออกจากแผนที่ เพียงแต่ไม่เคยปรากฏชื่อของปาเลสไตน์ไว้ในแผนที่ของกูเกิลมาตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม กูเกิลได้ระบุพื้นที่พิพาทไว้เป็นเส้นประในบริเวณฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์เอาไว้แทน นอกจากนี้ สื่อยูเอสเอทูเดย์ยังรายงานอ้างแถลงการณ์ของกูเกิลในปี 2564 ว่า สาเหตุที่กูเกิลไม่ระบุปาเลสไตน์เอาไว้ในกูเกิลแม็ป เนื่องจากไม่มีความเห็นพ้องต้องกันในระดับนานาชาติ (International Consensus) ว่าอาณาเขตของดินแดนปาเลสไตน์ตั้งอยู่ที่ใด

แม้ที่ผ่านมาองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และอีกหลายร้อยประเทศได้ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ยังมีบางประเทศที่ไม่ให้การรับรองคือ อิสราเอล สหรัฐฯ และชาติตะวันตกบางประเทศ.

ญาทิตา เอราวรรณ

คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม

ปูตินถึงเกาหลีเหนือแล้ว คิม จอง อึน รอต้อนรับ ก่อนเจรจาความร่วมมือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794304

ปูตินถึงเกาหลีเหนือแล้ว คิม จอง อึน รอต้อนรับ ก่อนเจรจาความร่วมมือ

19 มิ.ย. 2567 04:07 น.

ปูตินถึงเกาหลีเหนือแล้ว คิม จอง อึน รอต้อนรับ ก่อนเจรจาความร่วมมือ

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางถึงเกาหลีเหนือแล้ว โดยเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 24 ปี ซึ่งคาดกันว่าจะมีการลงนามข้อตกลงหลายฉบับ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงประเทศเกาหลีเหนือแล้วในคืนวันอังคารที่ 18 มิ.ย. 2567 โดย คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดมารอต้อนรับเขาที่สนามบินด้วยตัวเอง โดยมีการปูพรมแดงและมีทหารกองเกียรติยศตั้งแถวขนาบข้าง

นี่นับเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 24 ปีของนายปูติน โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากรัสเซียยกทัพบุกโจมตียูเครน จนถึงชาติตะวันตกตัดความสัมพันธ์ และคว่ำบาตรอย่างหนัก

สื่อรัสเซียคาดว่า หลังจากปูตินกับคิม จอง อึน จะหารือกันในหลายเรื่อง และคาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงหลายฉบับ รวมถึงสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการอัปเดตข้อตกลงยุคโซเวียตในปี 1961 และข้อตกลงที่ปูตินเคยลงนามไว้ในปี 2000 ก่อนจะมีแถลงการร่วมกันในภายหลัง

นอกจากนั้นคาดกันว่าปูตินจะพักที่วังสุริยะ ‘คึมซูซัน’ ในกรุงเปียงยาง ที่เดียวกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในช่วงที่เขามาเยือนในปี 2562 โดยปูตินจะได้ร่วมชมขบวนสวนสนามที่จัตุรัส คิม อิล-ซุง รวมถึงชมคอนเสิร์ต และเยี่ยมเยียนโบสถ์ ‘Life-Giving Trinity’ ในกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นโบสถ์ออร์โธดอกซ์เพียงแห่งเดียวในเกาหลีเหนือด้วย

ก่อนเดินทางถึงเกาหลีเหนือ นายปูตินชื่นชมนายคิมที่ให้การสนับสนุนการมีปฏิบัติการทหารในยูเครนของรัสเซียอย่างมั่นคง

จดหมายของปูตินที่เผยแพร่โดยสื่อเกาหลีเหนือ ระบุว่า ปูติน สัญญาว่าจะสร้างระบบทางการค้าและความมั่นคงที่ไม่ถูกควบคุมโดยชาติตะวันตกร่วมเปียงยาง นอกจากนั้น ผู้นำรัสเซียยังให้คำมั่นว่า จะสนับสนุนความพยายามของเปียงยางในการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง จากการกดดัน, การแบล็กเมล์ และการข่มขู่ทางทหารจากสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของปูตินได้รับการจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะจากชาติตะวันตกที่กังวลเรื่องความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ

คิม จอง อึน กับ ปูติน พบกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ที่ท่าอวกาศยาน ‘วอสตอชนี’ (Vostochny cosmodrome) ในรัสเซีย โดยตอนนั้นปูตินกล่าวว่า มองเห็นความเป็นไปได้ในการร่วมมือทางทหารกับเกาหลีเหนือ ขณะที่ นายคิม อวยพรให้ผู้นำรัสเซียได้รับชัยชนะในยูเครน

คิม จอง อึน กับปูติน อาจลงนามข้อตกลงในหลายเรื่อง โดยเกาหลีเหนือกำลังต้องการความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างหนัก หลังความพยายามส่งดาวเทียมสอดแนมดวงที่ 2 ขึ้นสู่วงโคจรโลกล้มเหลวเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนั้นยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร, เชื้อเพลิง และสกุลเงินต่างประเทศด้วย

ส่วนรัสเซียก็กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธที่จะนำไปใช้ในการทำสงครามในยูเครน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักร้องดัง จัสติน ทิมเบอร์เลก โดนจับข้อหาเมาแล้วขับในนิวยอร์ก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794301

นักร้องดัง จัสติน ทิมเบอร์เลก โดนจับข้อหาเมาแล้วขับในนิวยอร์ก

19 มิ.ย. 2567 02:59 น.

นักร้องดัง จัสติน ทิมเบอร์เลก โดนจับข้อหาเมาแล้วขับในนิวยอร์ก

จัสติน ทิมเบอร์เลก นักร้องเพลงป๊อปชื่อดัง โดนจับในนิวยอร์ก ข้อหาเมาแล้วขับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีกำหนดขึ้นศาลในเดือนหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จัสติน ทิมเบอร์เลก นักร้องเพลงป๊อปชื่อดังชาวอเมริกัน วัย 43 ปี ถูกจับกุมในรัฐนิวยอร์กเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 18 มิ.ย. 2567 และถูกตั้งข้อหาเมาแล้วขับอย่างเป็นทางการ จากนั้นจึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีการประกันตัว

เกิดการดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ทิมเบอร์เลกอยู่ที่หมู่บ้าน แซก ฮาร์เบอร์ ในเมืองแฮมป์ตันส์ บนเกาะลอง ไอส์แลนด์ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่เหล่าดาราคนดังมักไปกันในช่วงฤดูร้อน

ตามข้อมูลจากเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา ทิมเบอร์เลกถูกจับกุมในเวลา 00.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังตำรวจเรียกให้รถยนต์ยี้ห้อ บีเอ็มดับเบิลยู สีเทาของเขาจอดข้างทาง หลังรถคันนี้วิ่งฝ่าสัญญาณให้หยุดรถ และไม่อยู่ในเลนขวาของถนน

เอกสารระบุอีกว่า หลังถูกเรียกให้จอด เจ้าหน้าที่พบว่าทิมเบอร์เลกอยู่ในสภาพแววตานิ่งเฉยและแดงก่ำ ขณะที่ลมหายใจมีกลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รุนแรงมาก พูดจาเชื่องช้าและไม่ผ่านการทดสอบการมีสติของตำรวจ นอกจากนั้น เขายังปฏิเสธไม่ยอมเป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ด้วย

สำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ในสหรัฐฯ รายงานอ้างว่า ทิมเบอร์เลกบอกตำรวจหลังถูกเรียกให้หยุดรถว่า “ผมมีมาร์ตินี 1 ขวด และผมกำลังตามเพื่อนๆ กลับบ้าน”

ทิมเบอร์เลกมีกำหนดขึ้นศาลผ่านวิดีโอคอลในวันยที่ 26 ก.ค.นี้ โดยบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดข้อหาเมาแล้วขับคือ จำคุกสูงสุด 1 ปี ปรับเงิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ และระงับใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

ทั้งนี้ ทิมเบอร์เลกกำลังเตรียมออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก โดยเขาขึ้นแสดง 2 งานที่เมืองชิคาโกในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ตามด้วยการแสดงคอนเสิร์ตที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนิวยอร์ก ในวันอังคารหน้า (25 มิ.ย.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ไทยผ่าน ก.ม.สมรสเท่าเทียม ชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794300

สื่อนอกตีข่าว ไทยผ่าน ก.ม.สมรสเท่าเทียม ชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

19 มิ.ย. 2567 01:40 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทยผ่าน ก.ม.สมรสเท่าเทียม ชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สื่อต่างประเทศตีข่าว ไทยผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว จ่อเป็นดินแดนที่ 3 ในเอเชียที่ให้การยอมรับทางกฎหมายแก่การแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาของประเทศไทย ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมแล้ว ในวันอังคารที่ 18 มิ.ย. 2567 ปูทางให้ไทยกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยอมรับการสมรสของบุคคลเพศเดียวกัน

สว.ลงมติเห็นชอบ 130 เสียงต่อไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 18 เสียง โดยหลังจากนี้ วุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยจะมีผลใช้บังคับหลังกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 120 วัน

เมื่อกฎหมายฉบับนี้เริ่มบังคับใช้ ไทยจะกลายเป็นสถานที่ที่ 3 ในทวีปเอเชียเท่านั้นที่บุคคลเพศเดียวกันจะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายเหมือนกับการสมรสของคนเพศตรงข้ามกัน ต่อจากไต้หวันและเนปาล โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวในประเทศไทยซึ่งผลักดันเรื่องนี้มากว่า 20 ปีแล้วคาดว่า การสมรสครั้งแรกจะเกิดขึ้นได้อย่างเร็วที่สุดในเดือนตุลาคม

คุณปัญญาพล พิพัฒน์คุณอานนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) บอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็นว่า การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมคือก้าวย่างสำคัญสำหรับสิทธิ์ของกลุ่ม LGBTQ+ ในประเทศไทย และผลที่ตามมาจากกฎหมายฉบับนี้นั้นใหญ่โตมาก เนื่องจากไม่เพียงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคู่รักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ยังเพิ่มความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคมแก่ทุกคนด้วย

คุณปัญญาพลบอกอีกว่า การผ่านกฎหมายฉบับนี้ยังเป็นการส่งข้อความที่ทรงพลังเรื่องการยอมรับและการอยู่ร่วมกัน มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวกล้าออกมาใช้ชีวิตโดยได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่หัวก้าวหน้าและเปิดกว้าง ดึงดูดนักท่องเที่ยวและธุรกิจต่างๆ และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ ชาว LGBTQ+ จะรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและการสนับสนุนด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่นี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง ว่าล้มเหลวในการยอมรับคนข้ามเพศและกลุ่ม non-binary ผู้ปฏิเสธการแบ่งอัตลักษณ์หรือสำนึกทางเพศ ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนเพศของตนเองในเอกสารอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , cna

รอยเตอร์เผย ‘ไทยรัฐ’ ติดอันดับ สื่อออนไลน์ ยอดเข้าถึงมากสุดในไทย ปี 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794223

รอยเตอร์เผย ‘ไทยรัฐ’ ติดอันดับ สื่อออนไลน์ ยอดเข้าถึงมากสุดในไทย ปี 2024

18 มิ.ย. 2567 19:02 น.

รอยเตอร์เผย ‘ไทยรัฐ’ ติดอันดับ สื่อออนไลน์ ยอดเข้าถึงมากสุดในไทย ปี 2024

รอยเตอร์เผย ‘ไทยรัฐ’ ติดอันดับ สื่อออนไลน์ ยอดคนเข้าถึงมากสุดในไทย ปี 2024 ในขณะที่ สื่อไทยรัฐ ติดอันดับสื่อที่มีความน่าเชื่อถือของไทย

Reutersinstitue หรือสถาบันรอยเตอร์ จัดทำรายงาน Reuters Institute Digital News Report 2024 ประเมินสถานการณ์สื่อใน 47 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยสอบถามความเห็นของประชาชน 95,000 คน พบว่า ‘ไทยรัฐ’ ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ ออนไลน์ และทีวี ติดอันดับสื่อไทยที่น่าเชื่อถือประจำปี 2024 โดยได้รับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ 70% 

ขณะที่ เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (Thairath online) เป็นเว็บไซต์สื่อออนไลน์ ที่มียอดคนเข้าถึงในรอบสัปดาห์(weekly reach)มากที่สุด อยู่ที่ 46% นอกจากนั้น เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ยังครองอันดับหนึ่งของสื่อออนไลน์ที่มียอดคนเข้าถึงในช่วงอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์มากที่สุด อยู่ที่ 37%

สถาบันรอยเตอร์ ยังพบว่า ภาพรวมของสื่อในประเทศไทยในปี 2024 ได้รับความน่าเชื่อถือ เพิ่มขึ้นมาเป็น 54% จากที่ปี 2021 ได้รับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ 50%

ส่วนโซเชียลมีเดียที่มีคนใช้งานมากที่สุดในประเทศไทยในปี 2024 นั้น อันดับหนึ่ง คือ Facebook อยู่ที่ 64% ลดลงจากปีที่แล้ว 1% อันดับสองคือ Youtube 56% เพิ่มขึ้นจากปี 2023 มา 2% อันดับสาม ได้แก่ Line 42% ลดลงจากปีที่แล้ว 6% และ อันดับสี่ คือ TikTok 39% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว มากที่สุด ถึง 9%

ที่มา : reutersinstitute