เศรษฐีสหรัฐฯ อายุยืนและกำความมั่งคั่ง ปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ “รวยยาก” ขึ้น ทำได้แค่รอ “มรดก”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ/2794186

เศรษฐีสหรัฐฯ อายุยืนและกำความมั่งคั่ง ปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ “รวยยาก” ขึ้น ทำได้แค่รอ “มรดก”

Date Time: 18 มิ.ย. 2567 16:41 น.

ในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นเทรนด์ความกังวลเรื่องการเงินเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น กระทบการทำมาหากิน สร้างฐานะ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากผลกระทบโควิด-19 โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่พบว่า 56% ของคน Gen Z และ 51% ของคน Millennials กังวลเรื่องการเงินจนนอนไม่หลับมากกว่าคน Gen อื่น


ล่าสุดคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ อาจต้องเจอกับความท้าทายทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐีสหรัฐฯ มีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอายุเฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลล่าสุดจาก Survey of Consumer Finances data พบว่าในปี 2535 เศรษฐีสหรัฐฯ มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 57 ปี ภายในปี 2565 เศรษฐีมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 61 ปี นั่นหมายความว่า คนหนุ่มสาวไม่ได้รวยขึ้นเร็วพอที่จะรักษาอายุเฉลี่ยให้คงที่ นอกจากนี้ เศรษฐีที่มีมูลค่าความั่งคั่งสุทธิมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ยังมีอายุมากขึ้น

Garrett Watson (การ์เร็ตต์ วัตสัน) นักวิเคราะห์นโยบายอาวุโสของ Tax Foundation วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานระบบภาษี พบว่าในปี 2554 มีชาวอเมริกันที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 59,500 คน ที่มีรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ และภายในปี 2564 กลุ่มคนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า มาอยู่ที่ 218,500 คน 


สอดคล้องกับผลสำรวจการใช้จ่ายผู้บริโภคของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ที่พบว่าคนรุ่น Baby Boomers ถือครองความมั่งคั่งสุทธิรวมกัน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งทั้งหมดในสหรัฐฯ และมีการใช้จ่ายสัดส่วนมากถึง 22% ของการใช้จ่ายทั้งหมดในปี 2565 


ทั้งนี้ การที่เหล่าเศรษฐีมีอายุยืนมากขึ้น กลายเป็นฝันร้ายสำหรับคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ที่ต้องการสร้างตัว ตามแนวคิดแบบฉบับ American dream เนื่องจากกลุ่มเศรษฐีที่กําลังแก่ตัวลง ไม่ได้ส่งต่อความมั่งคั่งให้สมาชิกรุ่นต่อไป หรือส่งต่อช้าไปในตอนที่ผู้สืบทอดนั้นแก่ตัวลงแล้ว ส่งผลให้คนรุ่นใหม่รวยยากขึ้น ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งในระดับเดียวกับคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีฐานะ จะลำบากมากขึ้นหลายเท่า

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว Chuck Collins (ชัค คอลลินส์) จากสถาบันนโยบายศึกษา (Institute of Public Policy Studies) มองว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “King Charles effect” ที่อ้างอิงเหตุการณ์ที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ขึ้นครองราชย์สืบราชบัลลังก์ สหราชอาณาจักร ด้วยพระชนมพรรษา 73 พรรษา สะท้อนภาพคนปัจจุบัน ที่จะเข้าถึงความมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อมีอายุมากแล้ว


อย่างไรก็ตาม การที่ความมั่งคั่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของเหล่าเศรษฐีสูงวัยก็มีข้อดี โดยกำลังซื้อดังกล่าวจะช่วยหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค การจ้างงาน และที่อยู่อาศัย ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และคนอเมริกันที่ออมเงินลดลง เพราะขาดสภาพคล่องมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เมื่อเกษียณ มักจะใช้ชีวิตเพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดการใช้จ่าย สำหรับธุรกิจการบิน โรงแรม ร้านอาหาร และบริการด้านสุขภาพ ส่งผลบวกต่อเนื่องมาถึงการจ้างงานในธุรกิจเหล่านั้น ให้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

อ้างอิง

Businessinsider

รถไฟบรรทุกสินค้าอินเดีย ชนรถไฟโดยสารก่อนตกรางทั้งสองขบวน ดับอย่างน้อย 8 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794014

รถไฟบรรทุกสินค้าอินเดีย ชนรถไฟโดยสารก่อนตกรางทั้งสองขบวน ดับอย่างน้อย 8 ศพ

18 มิ.ย. 2567 14:36 น.

รถไฟบรรทุกสินค้าอินเดีย ชนรถไฟโดยสารก่อนตกรางทั้งสองขบวน ดับอย่างน้อย 8 ศพ

เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้า ชนกับรถไฟโดยสารที่อินเดีย ทำให้รถไฟทั้งสองขบวนตกราง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และมีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 50 ราย

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2567 เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้า ชนกับรถไฟโดยสาร “กัญจนชังฆา เอ็กซ์เพรส” ขณะแล่นอยู่ในเขตเมืองดาร์จีลิง ในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้รถไฟทั้งสองขบวนตกราง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และมีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 50 ราย

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งช่วยเหลือผู้โดยสารที่ติดอยู่ในขบวนรถไฟออกมา ขณะที่โฆษกบริษัทการรถไฟนอร์ธอีสต์ ฟรอนเทียร์ เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย มีอยู่ 3 รายเป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟ และอีก 1 รายเป็นคนขับรถไฟบรรทุกสินค้า ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยผลสืบสวนสาเหตุการชนพบว่า เกิดจากคนขับรถไฟบรรทุกสินค้าฝ่าฝืนสัญญาณการเดินรถไฟ ทำให้มาชนกับขบวนรถไฟโดยสาร

ทั้งรถไฟโดยสารกัญจนชังฆา เอ็กซ์เพรส เป็นรถไฟที่ให้บริการรายวันเส้นทาง 64,000 กิโลเมตรเชื่อมต่อรัฐเบงกอลตะวันตกกับเมืองอื่นๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย รองรับผู้โดยสารมากกว่า 12 ล้านคน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับปรุงความปลอดภัยของรางรถไฟ แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากข้อผิดพลาดของมนุษย์หรืออุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ล้าสมัย.

ผู้แสวงบุญฝ่าอากาศร้อนประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุฯ ในวันสุดท้าย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794013

ผู้แสวงบุญฝ่าอากาศร้อนประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุฯ ในวันสุดท้าย

18 มิ.ย. 2567 14:35 น.

ผู้แสวงบุญฝ่าอากาศร้อนประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุฯ ในวันสุดท้าย

ผู้แสวงบุญฝ่าอากาศร้อนจัด ประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบียในวันสุดท้าย โดยในปีนี้มีผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางไปร่วมพิธีมากถึง 1.8 ล้านคน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2567 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมใช้เวลาช่วงเช้าตรู่ ร่วมกันขว้างหินใส่เสาหิน 3 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนปิศาจ ที่เมืองมีนา ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นการประกอบพิธีวันที่สอง ก่อนที่จะมีการขว้างหินครั้งที่ 3 ในวันนี้ และเป็นการปิดท้ายพิธีฮัจญ์ในวันสุดท้าย ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ก่อนวันอำลาเฏาะวาฟ หรือการเดินวงกลมรอบหินกะอ์บะฮ์ รูปทรงลูกบาศก์ในนครเมกกะ

ศูนย์มาตรวิทยาแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ในปีนี้พิธีฮัจญ์จัดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าวของฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 49 องศาเซลเซียส ทั้งในบริเวณนครเมกกะ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในและรอบๆ เมือง ตามรายงานของศูนย์มาตรวิทยาแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย โดยมีเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความปลอดภัย และหน่วยแพทย์ ถูกส่งไปประจำการทั้งในและรอบๆ เมืองมีนา โดยเฉพาะบนถนนและพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อช่วยเหลือผู้แสวงบุญ

ทางด้าน กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ผู้แสวงบุญมากกว่า 2,760 ราย ล้มป่วยจากโรคลมแดด และความเครียดจากความร้อนในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการปาหินรอบแรก ขณะที่ทางการจอร์แดนเปิดเผยว่า ผู้แสวงบุญชาวจอร์แดนเสียชีวิต 14 ศพจากโรคลมแดดระหว่างพิธีฮัจญ์

ทั้งนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ชาวมุสลิมมากกว่า 1.83 ล้านคนเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในนี้ปี น้อยกว่าตัวเลข 1.84 ล้านคนในปีที่แล้วเล็กน้อย โดยการประกอบพิธีฮัจญ์ส่วนใหญ่เป็นการรำลึกถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์กุรอาน และการแสวงบุญฮัจญ์เป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องประกอบพิธีฮัจญ์ 5 วัน อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต หากพวกเขามีความพร้อมทั้งทางร่างกายและการเงิน.

การกลับมาของ “เจ้าหญิงเคท” สร้างความมั่นคงแก่ราชวงศ์ และสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2793777

การกลับมาของ "เจ้าหญิงเคท" สร้างความมั่นคงแก่ราชวงศ์ และสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน

18 มิ.ย. 2567 14:35 น.

การกลับมาของ “เจ้าหญิงเคท” สร้างความมั่นคงแก่ราชวงศ์ และสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน

  • “แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์” หรือเจ้าหญิงเคท พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายลูอีส์ โอรส-ธิดาทั้งสามพระองค์ เสด็จไปยังพระราชวังบักกิงแฮมในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เพื่อร่วมในงาน “Trooping the Colour” พิธีสวนสนามและการแสดงบินผาดแผลงของกองทัพสหราชอาณาจักร เพื่อฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3
  • สื่อแท็บลอยด์ในอังกฤษทุกฉบับพาดหัวข่าว เจ้าหญิงเคท “กลับมาแล้ว” ด้านบรรดานักวิเคราะห์มองว่า การกลับมาของเจ้าหญิงเคท ทำให้ราชวงศ์แข็งแกร่งขึ้น และสร้างความปลื้มปีติ เป็นขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าพสกนิกร หลังจากต้องเผชิญกระแสข่าวลือรุนแรงตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

เจ้าหญิงเคท พระชนมายุ 42 พรรษา ปรากฏพระองค์ในฉลองพระองค์สีขาวสวยหรู พระพักตร์แจ่มใส แม้ดูผอมซูบลงมาก ขณะเสด็จพระดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งเคียงคู่เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมาร เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายลูอีส์ เพื่อร่วมพิธีสวนสนาม “Trooping the Colour” ฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ในกรุงลอนดอน เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิ.ย. 2567 พร้อมกับสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นๆ นับเป็นการปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะครั้งแรกหลังเปิดเผยว่าทรงเริ่มรักษาโรคมะเร็งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

จากนั้นเหล่าเชื้อพระวงศ์นำโดย กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 กับสมเด็จพระราชินีคามิลลา ก็ปรากฏพระองค์ที่ระเบียงพระราชวังบักกิงแฮม พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าหญิงเคท และพระโอรสกับพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ และสมาชิกราชวงศ์องค์อื่นๆ โดยเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนที่มารวมตัวกันอย่างคับคั่ง

ก่อนหน้านี้เจ้าหญิงเคทไม่ได้ปรากฏพระองค์ต่อหน้าสื่อต่างๆ เลย นับตั้งแต่การแจ้งข่าวทรงเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และการเงียบหายไปของพระองค์ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ แพร่กระจายในโลกโซเชียล ท่ามกลางการส่งกำลังใจให้พระองค์หายดีในเร็ววัน  

สรุปไทม์ไลน์เจ้าหญิงเคทประชวร


เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 พระราชวังเคนซิงตันประกาศว่าเจ้าหญิงเคท เสด็จเข้าโรงพยาบาลเพื่อวางแผนการผ่าตัดช่องท้อง โดยระบุว่าเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงซาบซึ้งต่อความสนใจในแถลงการณ์นี้ และทรงหวังว่าสาธารณชนจะเข้าใจความปรารถนาของพระองค์ที่จะรักษาความเป็นปกติของพระโอรสและธิดาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และขอให้ข้อมูลส่วนตัวทางการแพทย์ของพระองค์ยังคงเป็นส่วนตัว พร้อมเสริมว่า ทรงไม่น่าจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อสาธารณะจนถึงเทศกาลอีสเตอร์ และต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม มีแถลงการณ์ออกมาอีก 1 ฉบับว่า เจ้าหญิงเคทเสด็จออกจากโรงพยาบาลแล้ว 

โดยการไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นเวลานาน และการขาดข้อมูลที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ ทำให้เกิดการแพร่กระจายทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ นานา และเมื่อเจ้าชายวิลเลียมยกเลิกการปรากฏพระองค์ตามแผนที่วางไว้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างถึง เรื่องส่วนตัว ข่าวลือก็ยิ่งแพร่สะพัด

บางคนตั้งทฤษฎีไว้ว่ามะเร็งส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพของเจ้าหญิงเคท หรือบางครั้งการแต่งงานของพระองค์กับเจ้าชายวิลเลียมอาจกำลังเจอมรสุมครั้งใหญ่ ทำให้พระองค์ต้องซ่อนพระองค์ และบางทีพระองค์อาจถูกลอบสังการแล้วแทนที่ด้วยร่างเงา 

ในขณะเดียวกัน คำตอบจากพระราชวังเคนซิงตันก็ล้มเหลวในการทำให้จิตใจของสาธารณชนสงบลง ในตอนแรก พระราชวังระบุเพียงว่าเจ้าหญิงเคท “สบายดี” และพระอาการของพระองค์นั้น “ไม่ได้เป็นมะเร็ง”

ไม่กี่เดือนผ่านไป และยังไม่มีการแถลงเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระองการของเจ้าหญิงเคท รูปภาพของพระองค์ก็ถือเป็นการสมรู้ร่วมคิด เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พระราชวังเคนซิงตันได้เผยแพร่พระรูปของเจ้าหญิงแห่งเวลส์แย้มพระสรวลกับพระโอรสและธิดา ซึ่งน่าจะเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งที่สองจากทั้งหมดสองครั้งของเคทนับตั้งแต่วันคริสต์มาส แต่ไม่นานหลังจากที่ภาพนี้ถูกเผยแพร่ ก็เต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาว หน่วยงานด้านภาพถ่ายรายใหญ่หลายแห่ง รวมถึง AP และ Reuters สรุปว่าภาพนี้ได้รับการ “ดัดแปลง” 

วันรุ่งขึ้น บัญชี X ของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์โพสต์ข้อความขอโทษว่า ทรงเคยทดลองแก้ไขภาพเป็นครั้งคราว ฉันอยากจะแสดงความขอโทษสำหรับความสับสนที่เกิดขึ้นกับรูปถ่ายครอบครัวที่ออกไปโดยหวังว่าทุกคนที่เฉลิมฉลองจะมีความสุขมากในวันแม่

จากนั้นวิดีโอแถลงการณ์ของเคทก็ออกมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ทรงอธิบายว่าตอนที่เข้ารับการผ่าตัด เชื่อกันว่าอาการของพระองค์ไม่ใช่มะเร็ง แต่แพทย์วินิจฉัยหลังจากนั้นไม่นาน เธอยังกล่าวอีกว่าความล่าช้าในการสื่อสารการวินิจฉัยของเธอต่อสาธารณะนั้นเกิดจากการต้องใช้เวลาในการพักฟื้นและเพื่อให้แน่ใจว่าเธอและลูกเล็กๆ สามคนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของพวกเขา

กระแสตอบรับการกลับมา

เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่เธอยังคงปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเพื่อเข้าร่วมงาน Trooping the Colour โดยคินซีย์ สกอร์ฟิลด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์ บอกว่า การปรากฏพระองค์ในพิธีมีขึ้นท่ามกลางความปีติยินดีของผู้คน และเป็นการกลับมาอย่างผู้ชนะ โดยทรงฉลองพระองค์ชุดเดรสสีขาวยาวถึงเข่าพร้อมรายละเอียดสีกรมท่า และหมวกที่เข้าชุดกับรองเท้าส้นสูงสีขาว เป็นลุคที่ดูคล้ายกับออเดรย์ เฮปเบิร์น นักแสดงสาวชื่อดังในตำนานจากเรื่อง “My Fair Lady” และได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่า เป็นลุคที่ดูสวยงามสง่า พสกนิกรที่ไปรอรับเสด็จ เล่าว่า ทรงพระสิริโฉมงดงาม สวยราวกับกระเบื้องเคลือบ 

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อากัปกิริยาทุกอย่างของเจ้าหญิงเคทสะท้อนการกลับมาอย่างเต็มภาคภูมิ หลายคนมองว่า “แคทเธอรีนเป็นผู้นำอย่างแท้จริง” แม้จะมีการคาดเดา และแชร์ข้อมูลที่ผิดๆ กระจายทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ชาวเน็ตแชร์คลิปวิดีโอของพระราชวังบักกิงแฮม ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหญิงเคททรงหลอกล้อเล่นกับพระโอรสและธิดา ขณะที่ทั้ง 4 พระองค์ รอขึ้นรถม้าติดกระจกโดยเจ้าชายวิลเลียมได้เสด็จพระราชดำเนินขี่ม้าเผชิญสภาพอากาศร้อนบนหลังม้าอย่างกล้าหาญ

พระเจ้าชาร์ลส์ซึ่งทรงฟื้นตัวจากการวินิจฉัยโรคมะเร็งเฉียบพลัน ไม่สามารถทรงขี่ม้าได้ตามปกติ โดยทรงเลือกนั่งรถม้าเบาๆ อีกครั้งกับพระราชินีคามิลลา พระมเหสีของพระองค์

เจ้าหญิงเคทเป็นกุญแจสำคัญต่อพระราชวงศ์

การหายตัวไปของเจ้าหญิงเคทดูเหมือนจะทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของพระองค์อย่างมาก เพราะที่ผ่านมาตราบใดที่ทรงอยู่ในสายตาของสาธารณชน ก็ทรงเป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ที่ให้ความรู้สึกว่าพึ่งพาได้ เป็นที่ไว้วางใจได้ และเธอจะอยู่ที่นั่นเสมอ ขณะเดียวกันก็ทรงดูไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะถูกทำลายโดยแรงกดดันแห่งชีวิตในราชวงศ์ จนสื่อมวลชนได้ชื่นชมคุณลักษณะนี้ของเจ้าหญิงเคทบ่อยครั้ง 

หลังจากที่เคทและวิลเลียมอภิเษกสมรสกันในปี 2554 ทั้งสองพระองค์มีช่วงเวลาฮันนีมูนแบบสั้นๆ ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ทางด้านนายไมเคิล โคล นักวิเคราะห์เรื่องราชวงศ์อังกฤษ กล่าวว่า การปรากฏพระองค์อีกครั้งของเจ้าหญิงเคท ถือเป็นการได้เปรียบหลายทาง  ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นใจให้กับพสกนิกรชาวอังกฤษเท่านั้น แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ราชวงศ์ให้ดูเข้มแข็งขึ้นด้วย ขณะที่พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องรีบกลับมารับบทบาทอย่างแข็งขันในงานต่างๆ ของราชวงศ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อปัญหาสุขภาพของเธอ

โดยการปรากฏพระองค์ที่งาน Trooping the Color ไม่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และพระองค์ยังไม่มีแผนที่จะเข้าร่วมงาน Garter Day หรือที่ Royal Ascot เนื่องจากยังทรงอยู่ระหว่างการรักษาพระวรกาย

เปิดใจหญิงวิ่งอัลตรามาราธอน 1,000 กม. 12 วัน 3 ประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2793867

เปิดใจหญิงวิ่งอัลตรามาราธอน 1,000 กม. 12 วัน 3 ประเทศ

18 มิ.ย. 2567 14:26 น.

เปิดใจหญิงวิ่งอัลตรามาราธอน 1,000 กม. 12 วัน 3 ประเทศ

  • นาตาลี เดา นักวิ่งหญิงชาวออสเตรเลีย แชมป์การแข่งขันวิ่งอัลตรามาราธอน 9 สมัย จัดโครงการวิ่งที่มีชื่อว่า “โปรเจกต์ 1000” (Project 1000) ซึ่งเป็นโปรเจกต์การวิ่งเดี่ยว ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร จากประเทศไทย ไปสู่มาเลเซีย และสิงคโปร์
  • นาตาลีเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอน หรือการวิ่งที่มีระยะทางเกินกว่า 42.2 กม. แต่ทั้งชีวิตของเธอ นาตาลีไม่ได้ฝึกฝนมาในแบบของนักกีฬา เธอเพิ่งจะมาเริ่มวิ่งในช่วงอายุ 30 ปลาย เพื่อฝึกให้ร่างกายมีความแข็งแรงขึ้น
  • นาตาลีบอกหลังจากเธอวิ่งเสร็จว่า การตื่นขึ้นมาในแต่ละวันเป็น “สิ่งที่น่ากลัวที่สุด” “ฉันตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้าด้วยความสงสัยว่า ถ้าเกิดวันนี้ฉันวิ่งไม่ได้ขึ้นมาล่ะ?” และขณะที่อยู่ในช่วงเข้าใกล้เส้นชัย นาตาลีอธิบายว่าร่างกายของเธอรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะ “แตกสลายขั้นสุด”

นาตาลี เดา นักวิ่งหญิงชาวออสเตรเลีย แชมป์การแข่งขันวิ่งอัลตรามาราธอน 9 สมัย จัดโครงการวิ่งที่มีชื่อว่า “โปรเจกต์ 1000” (Project 1000) ซึ่งเป็นโปรเจกต์การวิ่งเดี่ยว ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร จากประเทศไทย ไปสู่มาเลเซีย และสิงคโปร์

นาตาลีกล่าวในข้อความเสียงที่เธอบันทึกไว้ที่ไหนสักแห่งตามแนวชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซียว่า “ฉันแค่ต้องก้าวไปทีละก้าว ครั้งละหนึ่งกิโลเมตร การวิ่งอัลตรามาราธอนคือความสัมพันธ์แบบทั้งรักและเกลียด”

หลังจากนักวิ่งวัย 52 ปีรายนี้วิ่งไปแล้วมากกว่า 1 ใน 3 ของระยะทาง 1,000 กม. จากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์ เธอเริ่มรู้สึกได้ว่าการวิ่งครั้งนี้เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เธอบอกว่า “วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 วันที่ฉันตั้งคำถามว่าฉันจะทำมันให้สำเร็จได้จริงๆ หรือเปล่า ฉันชอบความท้าทายของกีฬา ชอบความดิบที่ผ่านการปรุงแต่งของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เกลียดจุดตกต่ำเหล่านี้ และมันมักจะเกิดขึ้น”

นาตาลีต้องวิ่งเป็นระยะทางอย่างน้อย 84 กม. ต่อวัน หรือเทียบเท่ากับการวิ่งมาราธอนสองครั้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการวิ่งให้สำเร็จภายใน 12 วัน

นาตาลีเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอน โดยต้องวิ่งเป็นระยะทางเกินกว่า 42.2 กม. ซึ่งเป็นระยะทางของการวิ่งมาราธอน แต่เธอไม่ได้ฝึกฝนเพื่อเป็นนักกีฬามามาตั้งแต่แรก เธอเริ่มหันมาวิ่งในขณะที่มีอายุ 30 ปีเศษ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

แม้ว่าการวิ่งจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นมักอยู่ในประเทศตะวันตก ตัวเลขของเอเชียนั้นหาได้ยาก แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียจะจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนยอดนิยม เช่น ไต้หวัน กัมพูชา และญี่ปุ่น แต่ความท้าทายคือ การแสวงหานักกีฬาที่ไม่ใช่มืออาชีพหน้าใหม่ ซึ่งเหมือนกับนาตาลีที่วิ่งเพราะเหตุผลหลายๆ อย่าง และมักจะบันทึกถึงความยากลำบากในการวิ่งของพวกเขาบนโซเชียลมีเดีย

เธอกล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะเข้ามาเป็นคนแรกหรือคนสุดท้าย มันไม่สำคัญ คุณได้ทำบางสิ่งที่เกือบจะเหนือมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชากรโลกเพียง 0.05% เท่านั้นที่จะทำได้”

แต่การทำทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย เธอถูกแดดเผาและเหนื่อยล้าจากการวิ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมงภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะโพกของเธอเริ่มมีอาการยึดตั้งแต่วันแรก และในวันที่สาม เธอติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ในที่สุดเธอก็ข้ามเส้นชัยในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พร้อมด้วยนักวิ่งหลายร้อยคนที่มาคอยสนับสนุนเธอในวันธรรมดา พวกเขาสวมชุดวิ่งสีสันสดใส พวกเขาวิ่งผ่านเขตนิคมอุตสาหกรรมในช่วงเช้าตรู่ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างรายวัน ที่สะพายเป้และถุงอาหารกลางวันพลาสติก กำลังเดินไปทำงาน

สิบสองวันที่ขึ้นๆ ลงๆ


นาตาลีกล่าวหลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในการวิ่งหนึ่งวันว่า “ระยะทางที่ฉันวิ่งได้ไกลที่สุดก่อนหน้านี้คือ 200 กม. ฉันกำลังมองหาวิธีที่แตกต่างออกไปเพื่อท้าทายตัวเอง”

เธอมีความคิดที่จะวิ่งจากชายแดนไทย ผ่านมาเลเซีย ไปยังสิงคโปร์ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และตลอดแปดเดือนต่อมา เพื่อนๆ หลายคนมาร่วมช่วยวางแผนการวิ่ง ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าโครงการ “โปรเจกต์ 1000”

“ตอนนั้นฉันไร้เดียงสานิดหน่อย และรู้เพียงเล็กน้อยว่าจะต้องวางแผนสำหรับการวิ่งครั้งนี้อย่างไร ทีมของฉันถามฉันในสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณต้องไปโรงพยาบาล เราจะวางแผนการข้ามพรมแดนได้อย่างไร เราจำเป็นต้องมีรถตู้ฉุกเฉินหรือไม่?”

ตลอดระยะเวลา 12 วันของการวิ่งอัลตรามาราธอน นาตาลีส่งข้อความเสียงไปยัง BBC ทุกคืน เพื่อสรุปสภาพการวิ่งในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่ห้า เธอกล่าวว่า “เรามีเวลาสักครู่เพื่อรับประทานอาหารเช้าจากแผงขายของริมถนน และเพลิดเพลินกับทิวทัศน์เป็นเวลาห้านาทีก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง วันนี้เป็นวันที่ดี แต่ฉันไม่ได้คาดหวังว่าทั้งวันจะดี เรายังต้องเดินทางอีกยาวไกล”

เธอและทีมของเธอจะนอนเพียงสองถึงสามชั่วโมงต่อคืน เพราะพวกเขาตัดสินใจในวันที่สามว่าเธอควรเริ่มวิ่งหลังเที่ยงคืนไม่นานเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนในเวลากลางวัน

เธอยังกล่าวในข้อความตอนหนึ่งว่า “การรับประทานอาหารเย็นให้เสร็จตอน 20.00 น. และตั้งนาฬิกาปลุกตอน 23.30 น. ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย” นาตาลีกล่าวหลังวิ่งว่า การตื่นนอนในแต่ละวันเป็นสิ่งที่ “น่ากลัวที่สุด” “ฉันจะตื่นขึ้นมาทุกเช้าโดยสงสัยว่า ‘ถ้าวันนี้ฉันไม่สามารถวิ่งได้ล่ะ'”

“เส้นชัยนั้นอยู่ไกลมากจนคุณนึกภาพไม่ออก ฉันมองไม่เห็นเส้นชัยในตอนท้ายของวันด้วยซ้ำ คุณต้องตั้งสติให้อยู่วิ่งไปตามเส้นทาง โดยไม่รู้ว่าเส้นชัยนั้นเป็นอย่างไร” เมื่อใกล้ถึงจุดสิ้นสุด เธอเล่าว่าร่างกายของเธอ “รู้สึกแตกสลายมาก” เธอติดพลาสเตอร์ที่นิ้วเท้าเพราะมัน “พุพองไปหมด”

เธอกล่าวในบันทึกของเธอในวันที่ 10 ว่า “ฉันอยากที่จะเดิน เหนื่อย และแค่อยากกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว ฉันจะพยายามที่จะรู้สึกสนุกกับวันพรุ่งนี้ แต่บอกตามตรงว่าฉันแทบจะรอไม่ไหวที่จะข้ามพรมแดนไปยังสิงคโปร์” 

“นักวิ่งอัลตราฯ อยากที่จะรู้สึกลำบาก”


นาตาลีกล่าวว่า นักวิ่งอัลตรามาราธอนถือเป็น “บุคลิกภาพประเภทหนึ่ง” “ในบางส่วนของโลก เราทุกคนใช้ชีวิตค่อนข้างสบาย ดังนั้นผู้คนพยายามที่จะทำให้รู้สึกลำบากมากขึ้นอีกเล็กน้อย และการวิ่งอัลตราฯ ก็เป็นวิธีในการทำเช่นนั้น”

นอกเหนือจากความรู้สึกถึงความสำเร็จส่วนตัวแล้ว นาตาลียังกล่าวว่าเธอหวังว่าโครงการ “โปรเจกต์ 1000” จะช่วยเสริมสร้างพลังให้กับผู้หญิง การวิ่งครั้งนี้ระดมทุนได้ประมาณ 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1,354,000 บาทให้กับ GRLS ซึ่งเป็นโครงการระดมทุนเพื่อการกุศล ที่ส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงและผู้หญิงหันมาเล่นกีฬามากขึ้น

“ไม่ว่าผู้คนจะบริจาคหรือไม่ก็ตาม มันเป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่สารนี้ออกไป” เธอกล่าวว่า “การทำเช่นนี้ในฐานะผู้หญิงที่มีอายุมาก ฉันอยากจะพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นว่าคุณสามารถท้าทายตัวเองต่อไปได้ เรามักถูกจำกัดด้วยความเชื่อของเราเอง”

อย่างไรก็ตาม การวิ่งอัลตรามาราธอนในระดับนี้ ยังคงถือเป็นสิทธิพิเศษ เนื่องจากต้องใช้เวลาและมักต้องการผู้สนับสนุนและเจ้าหน้าที่สนับสนุน ขณะที่คนอื่นๆ ที่เข้าร่วมในการวิ่งครั้งนี้กล่าวว่า กีฬาขั้นพื้นฐานยังคงเปิดกว้างสำหรับคนจำนวนมาก

จอห์น เอลลิส นักวิ่งอัลตรามาราธอนจากฮ่องกงกล่าวว่า “คุณไม่ต้องการอะไรนอกจากรองเท้าสักคู่” 

“เมื่อมองการวิ่งมาราธอนจากมุมมองด้านสังคมและการแข่งขันก็ถือว่าสนุก แต่โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยม และเป็นเรื่องดีที่ได้ออกไปทำมันไปพร้อมกับก้าวข้ามขีดจำกัดและค้นหาสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวคุณเอง”

แมรี ฮุย นักข่าวจากฮ่องกงที่วิ่งเทรลระยะไกล กล่าวว่าสังคมนักวิ่งอัลตราฯ เป็น “ชุมชนที่น่าอยู่” เช่นกัน เธอบอกว่า “การวิ่งเป็นกลุ่มใหญ่ การได้สื่อสารกันมากมายทั้งก่อนและหลัง การได้ร่วมฝึกซ้อมหลายชั่วโมง คุณจะสังเกตได้ว่าแม้แต่นักวิ่งที่เก่งที่สุดก็อาจมีวันที่แย่บนเส้นทางวิ่งได้ การวิ่งเป็นกลุ่มสามารถลดอุปสรรคลงได้”

เมื่อถามว่าประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นหลังการวิ่งเสร็จสิ้นนั้น คุ้มค่ากับความเจ็บปวดหรือไม่ นาตาลีตอบว่า “หากนับว่าเป็นการผจญภัยและประสบการณ์ ก็ถือว่าคุ้มค่า” และเมื่อถามว่าเธอจะวิ่งแบบนี้อีกครั้งหรือไม่? เธอก็ครุ่นคิดสักพักหนึ่ง และให้คำตอบด้วยเสียงหัวเราะแบบประหม่า.

ที่มา BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทำเนียบขาวประณามรีพับลิกันปล่อยคลิป บิดเบือน ใส่ร้ายไบเดนเดินหลงทิศ (คลิป)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794103

ทำเนียบขาวประณามรีพับลิกันปล่อยคลิป บิดเบือน ใส่ร้ายไบเดนเดินหลงทิศ (คลิป)

18 มิ.ย. 2567 13:55 น.

ทำเนียบขาวประณามรีพับลิกันปล่อยคลิป บิดเบือน ใส่ร้ายไบเดนเดินหลงทิศ (คลิป)

ทำเนียบขาวออกมาแถลงประณามกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน พยายามเผยแพร่คลิปที่มีการตัดต่อและบิดเบือน หวังให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า นายไบเดน มีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตเสื่อมถอย

คาริน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกหญิงทำเนียบขาว แถลงต่อผู้สื่อข่าวประณามสื่อบางกลุ่ม และกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่พยายามเผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีการตัดต่อแบบง่ายๆ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน โดยคลิปวิดีโอหลายคลิปพยายามทำให้คนเข้าใจผิดว่า นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีปัญหาทางร่างกายและจิตใจเสื่อมถอย จนทำท่าทางแปลกๆ หลายครั้งในระหว่างการปรากฏตัวตามงานต่างๆ พร้อมระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรครีพับลิกันกำลังสิ้นหวังที่จะกำชัยชนะจากการเลือกตั้ง

โดยก่อนหน้านี้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นิวยอร์ก โพสต์ และสื่อโซเชียลทางการของรีพับลิกันมีการแชร์คลิปสั้นที่ตัดมาเฉพาะบางช่วงบางตอนของ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน วัย 81 ปี โดยหนึ่งในคลิปที่มีการแชร์กันมากที่สุดก็คือคลิปขณะที่ นายไบเดน ยืนหันหลังไปคนละทางกับบรรดาผู้นำชาติต่างๆ ในขณะที่ทุกคนกำลังชมการสาธิตการกระโดดร่มในระหว่างการประชุม G7 และนายไบเดนยังเดินห่างออกไปจากกลุ่ม จนผู้นำอิตาลีต้องไปตามกลับมาเข้ากลุ่มด้วย

โดยคาริน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกหญิงทำเนียบขาว ชี้แจงเกี่ยวกับคลิปนี้ว่า คลิปดังกล่าวมีการจงใจตัดต่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะจริงๆ แล้ว นายไบเดน เพียงแต่หันไปหานักกระโดดร่มคนอื่นๆ ที่กำลังพับเก็บร่มอยู่ เพื่อจะยกนิ้วแสดงความชื่นชมเท่านั้น ไม่ได้มีอาการงุนงง หลังลืมแต่อย่างใด ซึ่งหากคลิปวิดีโอมีความยาวกว่านั้นทุกคนก็จะได้เห็นความจริง ซึ่งทางสำนักข่าว NBC ก็มีการนำคลิปภาพอีกมุมหนึ่งที่ทำให้เห็น นายไบเดน มีปฏิสัมพันธ์กับนักกระโดดร่มที่อยู่ไม่ไกลกันจริง

ส่วนอีกคลิปหนึ่งที่ถูกแชร์อย่างแพร่หลายก็คือคลิปภาพที่ถ่ายแบบโคลสอัป ซึ่งเห็น นายไบเดน ยืนนิ่งอยู่กับที่ ขณะที่ผู้นำโลกคนอื่นเต้นรำใกล้กับเขา ในระหว่างที่มีงานคอนเสิร์ตที่ทำเนียบขาว ซึ่งฝ่ายตรงข้ามของผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ไบเดน ตกอยู่ในภาวะสับสนนั้น โฆษกทำเนียบขาวได้ชี้แจงว่า ไบเดน ยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อฟังเพลงเฉยๆ ไม่ได้เต้นรำ โดยเธอระบุว่า การไม่เต้นรำไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีปัญหาด้านสุขภาพตรงไหน

ส่วนอีกคลิปหนึ่งที่มีการแชร์ออกมาในช่วงเวลานี้เช่นกันก็คือ คลิปเหตุการณ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนิวยอร์กโพสต์ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะที่ นายไบเดน ยืนนิ่งอยู่บนเวทีงานระดมทุนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่ อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะเป็นคนช่วยนำทางเขาลงไปจากเวที

โดยนายแอนดรูว์ เบตส์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ว่า นายไบเดน ยืนอยู่บนเวทีในขณะนั้นเพื่อขอบคุณเสียงปรบมือจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขา ขณะที่ นายอีริก ชูลซ์ ที่ปรึกษาอาวุโสของโอบามา โพสต์ข้อความทางเอ็กซ์ว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอไม่ได้เกิดขึ้นจริง

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ นายไบเดน มักจะนำเรื่องอายุของ นายไบเดน มาเป็นจุดอ่อนอยู่เสมอ โดยเสนอตัวว่าตนเองเป็นทางเลือกที่มีพลังมากกว่าทั้งๆ ที่ตัวทรัมป์ก็อายุอ่อนกว่าไบเดนเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น โดยไม่ว่าใครจะคว้าชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะถือว่าได้ทำสถิติใหม่ในเรื่องอายุทั้งคู่ โดยไบเดนครองสถิติเป็นประธานาธิบดีที่อายุมากที่สุดอยู่แล้ว ขณะที่ถ้าหากทรัมป์ชนะ เขาจะสร้างสถิติเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในขณะที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไบเดน

เกาหลีใต้ยิงเตือน ทหารเกาหลีเหนือล้ำแดนครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึง 2 สัปดาห์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794093

เกาหลีใต้ยิงเตือน ทหารเกาหลีเหนือล้ำแดนครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึง 2 สัปดาห์

18 มิ.ย. 2567 12:51 น.

เกาหลีใต้ยิงเตือน ทหารเกาหลีเหนือล้ำแดนครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึง 2 สัปดาห์

ทหารเกาหลีเหนือที่ทำงานในเขตปลอดทหาร ได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่เกาหลีใต้ในช่วงสั้นๆ ในวันนี้ ก่อนที่จะถอยกลับเข้าไปยังฝั่งเกาหลีเหนือ หลังจากเกาหลีใต้ยิงปืนเตือน

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ (เจซีเอส) รายงานว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ประจำการในเขตปลอดทหารซึ่งแยกสองเกาหลีออกจากกัน ได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่เกาหลีใต้ในช่วงสั้นๆ อีกครั้งในวันนี้ (18 มิ.ย.) ก่อนที่จะถอยกลับเข้าไปยังฝั่งเกาหลีเหนือ หลังจากที่เกาหลีใต้ยิงปืนเตือน 

เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นการรุกล้ำชายแดนครั้งที่ 2 ของเกาหลีเหนือในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เจซีเอส ระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือประมาณ 20 ถึง 30 นาย ที่ถือเครื่องมือการทำงาน ได้ข้ามเส้นแบ่งเขตทหารภายในเขตปลอดทหาร ทางตอนกลางของชายแดน เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

กองทัพเกาหลีใต้ดำเนินการออกอากาศคำเตือนและยิงปืนเตือน ทำให้ทหารเกาหลีเหนือถอยกลับไปยังฝั่งของตน พร้อมเสริมว่าไม่มีกิจกรรมที่ผิดปกติเกิดขึ้นหลังการยิงเตือน เจ้าหน้าที่เจซีเอส กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

การรุกล้ำชายแดนเกิดขึ้นในขณะที่เกาหลีเหนือส่งทหารหลายร้อยนายไปในพื้นที่แนวหน้าตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การฝังทุ่นระเบิด การสร้างกำแพง และการสร้างถนนสำหรับปฏิบัติการทางทหาร เจซีเอสระบุว่า กิจกรรมเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นมาตรการในการเสริมสร้างการควบคุมภายในของกองทัพเกาหลีเหนือและประชาชน และเพื่อป้องกันการข้ามพรมแดน

แถลงการณ์ยังระบุว่า กองทัพเกาหลีใต้กำลังติดตามกิจกรรมของกองทัพเกาหลีเหนือในพื้นที่แนวหน้าอย่างใกล้ชิด ตลอดจนทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการสหประชาชาติ

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เตรียมเยือนเกาหลีเหนือในวันที่ 18-19 มิ.ย. ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี.

ที่มา Yonhap

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกาหลีใต้ใช้ไม้แข็งอีก สั่งแพทย์กลับเข้าทำงาน มีผล 9 โมงเช้าวันนี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794087

เกาหลีใต้ใช้ไม้แข็งอีก สั่งแพทย์กลับเข้าทำงาน มีผล 9 โมงเช้าวันนี้

18 มิ.ย. 2567 12:37 น.

เกาหลีใต้ใช้ไม้แข็งอีก สั่งแพทย์กลับเข้าทำงาน มีผล 9 โมงเช้าวันนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้ ประกาศคำสั่งให้แพทย์กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ หลังมีแพทย์จำนวนมาก รวมถึงระดับอาจารย์หมอ เข้าร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

นายโจ กยู-ฮง รัฐมนตรีสาธารณสุขเกาหลีใต้ แถลงว่า รัฐบาลจำเป็นจะต้องออกคำสั่งให้แพทย์กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ของวันนี้ เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการทางการแพทย์ หลังจากที่มีคลินิกเอกชน 4 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมด 36,000 แห่ง ได้แจ้งรัฐบาลว่าจะปิดทำการในวันนี้ เพื่อเข้าร่วมการประท้วงรัฐบาลที่ยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน

โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เคยออกคำสั่งให้แพทย์ฝึกหัดที่นัดหยุดงานกลับไปทำงาน ก่อนยกเลิกคำสั่งเมื่อต้นเดือนนี้เพื่อหวังจะโน้มน้าวให้แพทย์หันหน้ามาเจรจาพูดคุยกัน โดยภายใต้กฎหมายนี้ แพทย์ที่ฝ่าฝืนคำสั่งอาจถูกระงับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ หรือถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

ด้านนายยุน ซอก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การประท้วงของแพทย์เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง การกระทำดังกล่าวทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องใช้มาตรการเด็ดขาดดำเนินการกับแพทย์ที่ละเลยผู้ป่วย พร้อมเสนอที่จะหันมาร่วมมือกันหากแพทย์ยอมกลับมาทำงาน โดยผลการสำรวจในท้องถิ่นที่เก็บข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พบว่า เกือบ 8 ใน 10 ของชาวเกาหลีใต้ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงของแพทย์

อาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลประกาศเมื่อวานนี้ว่า จะนัดหยุดงานโดยไม่มีกำหนด ขณะที่ สมาคมแพทย์เกาหลี ซึ่งเป็นแกนนำในการวิจารณ์นโยบายปฏิรูปของรัฐบาลประกาศว่า สมาชิกจะนัดหยุดงานและจะจัดการชุมนุมใหญ่ในวันนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเพิ่มจำนวนของนักศึกษาแพทย์อีกครั้ง เพราะมองว่าการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการรักษาพยาบาล และการศึกษาแพทย์ในเกาหลีใต้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

เรือผู้อพยพ 2 ลำ ล่มนอกฝั่งอิตาลี ดับ 11 สูญหายกว่า 60

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794078

เรือผู้อพยพ 2 ลำ ล่มนอกฝั่งอิตาลี ดับ 11 สูญหายกว่า 60

18 มิ.ย. 2567 11:59 น.

เรือผู้อพยพ 2 ลำ ล่มนอกฝั่งอิตาลี ดับ 11 สูญหายกว่า 60

มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และสูญหายกว่า 60 ราย รวมถึงเด็ก 26 รายภายหลังเหตุเรืออพยพ 2 ลำอับปางนอกชายฝั่งทางใต้ของอิตาลี

กลุ่มบรรเทาทุกข์ เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่ง และหน่วยงานของสหประชาชาติ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และสูญหายกว่า 60 ราย รวมถึงเด็ก 26 รายภายหลังเหตุเรืออพยพ 2 ลำอับปางนอกชายฝั่งทางใต้ของอิตาลี 

กลุ่มช่วยเหลือ “เรสคิวชิป” (RESQSHIP) ของเยอรมนี ซึ่งดูแลเรือกู้ภัยที่มีชื่อว่า “นาดีร์” ระบุว่า ได้ช่วยเหลือผู้คน 51 คนจากเรือไม้ที่กำลังอับปาง ในจำนวนนี้มี 2 คนที่หมดสติ และพบศพ 10 ศพติดอยู่ที่ชั้นล่างสุดของเรือ ผู้รอดชีวิตถูกส่งตัวไปยังหน่วยยามฝั่งของอิตาลี และถูกนำขึ้นฝั่งในเช้าวันจันทร์ ขณะที่เรือนาดีร์กำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะลัมเปดูซาของอิตาลี โดยลากเรือไม้ที่มีผู้เสียชีวิตอยู่ภายใน 

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์, องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า เรือลำดังกล่าวได้ออกเดินทางจากประเทศลิเบีย โดยบรรทุกผู้อพยพจากซีเรีย อียิปต์ ปากีสถาน และบังกลาเทศ

แถลงการณ์ยังระบุว่า ซากเรือลำที่ 2 ถูกพบนอกชายฝั่งทางตะวันออกของแคว้นคาลาเบรียของอิตาลีประมาณ 200 กิโลเมตร ขณะที่เรือซึ่งออกเดินทางจากตุรกีถูกไฟไหม้และพลิกคว่ำ ทั้งสามองค์กรกล่าวว่า มีผู้สูญหาย 64 คนในทะเล ขณะที่ 11 คน ได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งโดยหน่วยยามชายฝั่งของอิตาลี พร้อมด้วยศพผู้หญิงคนหนึ่ง

ชากิลลา โมฮัมมาดี เจ้าหน้าที่ขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) กล่าวว่า เธอได้รับแจ้งจากผู้รอดชีวิตว่า มีผู้สูญหาย 66 คน ในนั้นรวมถึงเด็กอย่างน้อย 26 คน บางรายมีอายุเพียงไม่กี่เดือน

โมฮัมมาดี กล่าวว่า “สันนิษฐานว่าทั้งครอบครัวจากอัฟกานิสถานเสียชีวิตแล้ว หลังเดินทางออกจากตุรกีเมื่อ 8 วันก่อน และจมน้ำมาเป็นเวลาสามหรือสี่วันแล้ว พวกเขาบอกเราว่าพวกเขาไม่มีเสื้อชูชีพ และเรือบางลำก็ไม่หยุดช่วยพวกเขา”

ด้านหน่วยงานของสหประชาชาติกล่าวว่า ผู้อพยพจากเรืออับปางลำที่สองมาจากอิหร่าน ซีเรีย และอิรัก

เหตุการณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ตอนกลางของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นหนึ่งในเส้นทางอพยพที่อันตรายที่สุดในโลก จากข้อมูลของสหประชาชาติ ผู้อพยพมากกว่า 23,500 ราย เสียชีวิตหรือสูญหายในน่านน้ำดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 2557

หน่วยงานของสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐบาลสหภาพยุโรปเพิ่มความพยายามในการค้นหาและช่วยเหลือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และขยายช่องทางการอพยพย้ายถิ่นที่ถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัย เพื่อให้ผู้อพยพไม่ถูกบังคับให้เสี่ยงชีวิตในทะเล

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาร่างผู้เสียชีวิต 11 ศพ ถูกเก็บกู้ขึ้นมาจากทะเลนอกชายฝั่งลิเบีย ในขณะที่ปีที่แล้วเรืออพยพอีกลำที่ออกเดินทางจากตุรกีชนเข้ากับโขดหินนอกเมืองคูโตร แคว้นกาลาเบรีย คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 94 ศพ.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

นายก​ฯ​ หายโควิด​ ประชุมสภาฯ​ มั่นใจ เลขา ครม. พยานหนึ่งเดียว แจงปมตั้ง พิชิต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577294

19 มิ.ย. 2567

09:19 น.

นายก​ฯ​ หายโควิด​ ประชุมสภาฯ​ มั่นใจ เลขา ครม. พยานหนึ่งเดียว แจงปมตั้ง พิชิต

นายก​ฯ​ หายป่วยโควิด​ เข้าประชุมสภาฯ​ ระบุมั่นใจ เลขา ครม. เป็นพยานหนึ่งเดียว ชี้แจงปมตั้ง “พิชิต” เป็นรัฐมนตรี

19 มิ.ย. 2567 นายเศรษฐา​ ทวี​สิน​ นายก​รัฐมนตรี​ เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในวาระแรก​ หลังจากหายป่วยโควิด โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม​ พร้อมกล่าวขอบคุณสื่อมวลชน และบอกว่าอาการดีขึ้น หายป่วยแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริง ตน มีอาการตั้งแต่ลงพื้นที่คลองโอ่งอ่าง​ เมื่อวันพฤหัสบ​ดี​ที่​ 13 มิถุนายน ส่วนวันนี้ ได้มีการตรวจหาเชื้อโควิดแล้ว​ ซึ่งแพทย์ระบุว่าปลอดภัย

โดยนายเศรษฐา กล่าวถึงกรณี ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพิจารณาคดีที่ 40 สว. ร้องปมแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี อีกครั้ง ในวันที่ 10 ก.ค.นี้ พร้อมให้ยื่นพยานเพิ่มเติม ว่า ตามที่ ตน เรียนไปว่า นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นคนเดียวที่ส่งไปเป็นพยาน ก็ให้ท่านมีอิสระ ว่าไปตามข้อเท็จจริง
 

เมื่อถามว่า มั่นใจในพยานปากนี้หรือไม่ ว่าการชี้แจงจะครอบคลุมทั้งหมด  นายกฯ บอกว่า ตามนั้น

ส่วนความคืบหน้าผลสอบ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย กรณีปรากฎเป็นข่าวต่อสาธารณะ เกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น 

นายกฯ บอกว่า​ นายฉัตรชัย​ พรหมเลิศ​ ประธานคณะกรรมการ ได้รายงานว่า ผลสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย​ ซึ่งนายฉัตรชัย​ เป็น​​องค์กรอิสระ ดังนั้นการชี้แจงข้อมูลจะให้ นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงเรื่องนี้ และดำเนินการต่อไป ส่วนจะแถลงได้วันไหนยังไม่ทราบขอเช็คดูก่อน​ แต่ในวันนี้นายฉัตรชัย จะมาพบกับตน​ ซึ่งการแถลงจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ ไม่บ่ายวันนี้ ก็วันพรุ่งนี้

เมื่อถามว่า ผลการสอบเป็นบวกกับทั้ง 2 คน หรือคนใดคนหนึ่ง นายกฯ ยิ้ม ก่อนที่จะกล่าวว่า ขอให้รอฟังคำชี้แจงดีกว่า