รบกันเดือด ยูเครนโวทำลายเครื่องยิงมิสไซล์รัสเซีย-มอสโกยึดอีก 2 หมู่บ้าน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792485

รบกันเดือด ยูเครนโวทำลายเครื่องยิงมิสไซล์รัสเซีย-มอสโกยึดอีก 2 หมู่บ้าน

12 มิ.ย. 2567 04:31 น.

รบกันเดือด ยูเครนโวทำลายเครื่องยิงมิสไซล์รัสเซีย-มอสโกยึดอีก 2 หมู่บ้าน

เจ้าหน้าที่ยูเครนเผย โจมตีโดนเครื่องยิงจรวดของรัสเซีย ทำให้การโจมตีเมืองคาร์คีฟสงบลงชั่วคราว ขณะที่ฝ่ายรัสเซียอ้างว่ายึดหมู่บ้านของยูเครนได้อีก 2 แห่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายไอฮอร์ เตเรคอฟ นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครน กล่าวที่งานประชุมในประเทศเยอรมนี ในวันอังคารที่ 11 มิ.ย. 2567 ว่า สถานการณ์ในเมืองของเขาสงบลงชั่วคราว หลังจากพวกทหารโจมตีสถานที่ตั้งเครื่องยิงจรวดของรัสเซียได้สำเร็จ

สถานการณ์สู้รบในยูเครนยังคงดุเดือด โดยในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงวันอังคาร รัสเซียโจมตีทางอากาศหลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 ศพ โดย 4 รายในจำนวนนี้อยู่ในแคว้นคาร์คีฟ

นายเตเรคอฟ กล่าวว่า เมืองคาร์คีฟถูกยิงถล่มหนักขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ก่อนจะค่อยๆ สงบลง โดยเขาเชื่อว่าเป็นเพราะการโจมตีเครื่องยิงจรวดของรัสเซีย ที่พวกเขาพยายามทำมาตลอดนั้นประสบควาสำเร็จแล้ว “หากเทียบกับเดือนพฤษภาคม เรามีสัปดาห์ที่ค่อนข้างสงบจนถึงเมื่อวันอาทิตย์ (9 มิ.ย.) แต่ผมไม่คิดว่ามันจะสงบอย่างสิ้นเชิง”

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ออกมาอ้างว่า ทหารของพวกเขาสามารถยึดหมู่บ้านติมคิฟกาในแคว้นคาร์คีฟ กับหมู่บ้านเมียโซชาริฟกา หรือชื่อที่ยูเครนเรียกคือ หมู่บ้านอาร์เตมอฟกา ทางเหนือของแคว้นลูฮานสก์ได้แล้ว หลังจากเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ในแคว้นคาร์คีฟตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ด้านประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งไปร่วมการประชุมที่เยอรมนีด้วย เพื่อกระตุ้นให้ชาติยุโรปสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนต่อไป ไม่แสดงความเห็นใดๆ กับข่าวการยึดหมู่บ้านดังกล่าว แต่ปฏิเสธคำพูดของ นายรามซาน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชนในรัสเซีย ที่ว่ากองกำลังเขาสามารถยึดหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นซูมีได้สำเร็จ

เซเลนสกี ได้โอกาสพูดในรัฐสภาเยอรมนีเป็นครั้งแรก โดยเขาอ้างถึงประวัติศาสตร์ความแตกแยกในเยอรมนีในช่วงสงครามเย็น และเรียกร้องให้ร่วมมือกันแก้ไขอนาคตที่จะได้รับความเสียหายจากฝีมือรัสเซีย

ผู้นำยูเครนยังเตือนถึงอันตรายจากการใช้ถ้อยคำชักจูงให้สนับสนุนรัสเซียในสหภาพยุโรปด้วย ไม่กี่วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปเสร็จสิ้น และผลปรากฏว่าพรรคฝ่ายขวาจัดในประเทศต่างๆ ซึ่งบางพรรคมีแนวคิดโปรรัสเซีย คว้าเก้าอี้ในสภา EU มากขึ้น

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ แห่งเยอรมนี ระบุว่า ประเทศของเขาจะส่งระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศให้แก่ยูเครนเพิ่มเติม รวมถึงระบบแพทริออท 3 เครื่อง และขีปนาวุธต่างๆ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก กลุ่มทหารเกาหลีเหนือเดินข้ามพรมแดน เกาหลีใต้ต้องยิงปืนเตือน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792477

ระทึก กลุ่มทหารเกาหลีเหนือเดินข้ามพรมแดน เกาหลีใต้ต้องยิงปืนเตือน

12 มิ.ย. 2567 00:22 น.

ระทึก กลุ่มทหารเกาหลีเหนือเดินข้ามพรมแดน เกาหลีใต้ต้องยิงปืนเตือน

ทหารเกาหลีเหนือกลุ่มหนึ่ง เดินข้ามเขตปลอดอาวุธเข้าสู่เกาหลีใต้ จนทหารของเกาหลีใต้ต้องยิงปืนเตือน ทำให้พวกเขาล่าถอยกลับไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยในวันอังคารที่ 11 มิ.ย. 2567 ว่า ทหารเกาหลีเหนือกลุ่มหนึ่งเดินข้ามเขตปลอดอาวุธ (DMZ) เข้ามาในดินแดนของเกาหลีเหนือเนื่องจากความผิดพลาดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนทหารของเกาหลีใต้ต้องยิงปืนเตือน ทำให้พวกเขาล่าถอยกลับไป

ตามการเปิดเผยของกองทัพเกาหลีใต้ ทหารของเกาหลีเหนือกลุ่มเล็กๆ ถือเครื่องมือภาคสนามหลายชนิด รวมถึง อีเต้อ ข้ามเข้าสู่เขตแดนของเกาหลีใต้ในเวลา 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยทหารกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในทหารเกาหลีเหนือ 20 นายที่อยู่บริเวณเขต DMZ ณ เวลานั้น และพวกเขาล่าถอยทันทีหลังทหารเกาหลีใต้ยิงปืนเตือน

“พืชพรรณภายในเขต DMZ โตเร็วมาก และหมุดเขตแดนก็ถูกบดบัง ถนนก็ไม่มี ทำให้ทหารเกาหลีเหนือต้องลุยผ่านหญ้าที่ขึ้นรกนั้น” กองทัพเกาหลีใต้อธิบายพร้อมระบุด้วยว่า หลังจากทหารล่าถอยไปแล้วก็ไม่มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาจากฝ่ายเกาหลีเหนืออีก

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายเหนือปล่อยบอลลูนขยะหลายพันลูกข้ามพรมแดนเข้าสู่ฝ่ายใต้ ขณะที่รัฐบาลกรุงโซลตอบโต้ด้วยการกลับมากระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อและเพลงเคป๊อปข้ามพรมแดนอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ คิม โย จอง น้องสาวของคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกมาขู่ว่าจะมีมาตรการตอบโต้แบบใหม่หากเกาหลีใต้ยังกระจายเสียงต่อไป และไม่ห้ามนักเคลื่อนไหวจากการปล่อยบอลลูนส่งใบปลิวเข้ามพรมแดน

อนึ่ง คิม จอง อึน ประกาศยกเลิกความพยายามรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสันติกับเกาหลีใต้ทั้งหมด โดยอ้างความเป็นปรปักษ์ที่รัฐบาลกรุงโซลมีต่อพวกเขา

นับจากนั้นเกาหลีเหนือก็ทำลายอนุสรณ์สถานสัญลักษณ์การรวมเป็นหนึ่งเดียวในกรุงเปียงยาง และยุติการติดต่อสื่อสารกับเกาหลีใต้ และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เกาหลีใต้ พบว่า ทหารเกาหลีเหนือแอบมาวางกับระเบิดตามแนวชายแดน และตัดการเชื่อมต่อทางรถไฟกับฝ่ายใต้ รวมถึงตั้งด่านตรวจภายในเขต DMZ ด้วย


เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน เกาหลีใต้ประกาศระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดส่วนที่เหลือทั้งหมดของข้อตกลงทางทหารกับเกาหลีเหนือฉบับปี 2561 ทำให้พวกเขาสามารถกลับมาซ้อมรบ และทำกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อบริเวณชายแดน เช่น การกระจายเสียงได้อีกครั้ง.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มาลาวีเศร้า พบซากเครื่องบินรอง ปธน.แล้ว ไร้คนรอด หลังสูญหายสุดระทึก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792417

มาลาวีเศร้า พบซากเครื่องบินรอง ปธน.แล้ว ไร้คนรอด หลังสูญหายสุดระทึก

11 มิ.ย. 2567 18:40 น.

มาลาวีเศร้า พบซากเครื่องบินรอง ปธน.แล้ว ไร้คนรอด หลังสูญหายสุดระทึก

ปธน.มาลาวี แถลง พบซากเครื่องบินของรอง ปธน.แล้ว แต่ไม่พบคนรอดชีวิต หลังเครื่องบินของกองทัพลำนี้ได้สูญหายไปจากจอเรดาร์ ขณะนักบินตัดสินใจบินกลับ หลังเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้าย

ประธานาธิบดีลาซารัส ชาเควรา แห่งมาลาวี แถลงข่าวร้ายเมื่อ 11 มิ.ย. 2567 ว่า พบซากเครื่องบินของรองประธานาธิบดีมาลาวีแล้ว แต่ไม่พบคนรอดชีวิต หลังเครื่องบินของกองทัพมาลาวีลำนี้ได้หายไปจากจอเรดาร์ ก่อนจะประสบเหตุตกจนสร้างความสะเทือนใจ เป็นเหตุให้ ดร.เซาลอส ชิลิมา รองประธานาธิบดีของมาลาวี นักบินและคนบนเครื่องบินอีก 9 คน เสียชีวิตทั้งหมด

ประธานาธิบดีชาเควรา แห่งมาลาวี ประเทศซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา แถลงว่าเขาได้รับรายงานจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ถึงปฏิบัติการค้นหาและช่วยผู้ประสบเหตุเครื่องบินกองทัพสูญหายว่า ได้ยุติลงแล้ว เมื่อทีมกู้ภัยพบซากเครื่องบินลำนี้ ที่หายไปจากจอเรดาร์ โดยประธานาธิบดีมาลาวี กล่าวว่า เขาเศร้าและเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ต้องแจ้งแก่ชาวมาลาวีถึงโศกนาฏกรรมสะเทือนใจครั้งนี้

ประธานาธิบดีชาเควรา กล่าวว่า ทีมกู้ภัยได้พบซากเครื่องบินที่ได้รับความเสียหายหมดทั้งลำ หลังจากได้นำรองประธานาธิบดีชิลิมา วัย 51 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลเดินทางไปร่วมพิธีฝังศพนายราล์ฟ คาซัมบารา อดีตรัฐมนตรีที่เมือง Mzuzu หลังจากได้เสียชีวิตเมื่อ 4 วันก่อน

ดร.ชิลิมา รองประธานาธิบดีมาลาวี พร้อมทั้งอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้เดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพลำนี้ ซึ่งทะยานออกจากสนาบินในกรุงลิลองเว เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 10 มิ.ย. เพื่อไปยังเมือง Mzuzu ทว่าต้องประสบกับสภาพอากาศเลวร้าย จึงทำให้นักบินตัดสินใจขอบินกลับ ก่อนจะถึงสนามบินปลายทาง แต่ระหว่างนั้นเครื่องบินได้สูญหายไปจากจอเรดาร์

ตามรายงานของเอเอฟพีระบุว่า รองประธาธิบดีชิลิมา ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของมาลาวีมาตั้งแต่ปี 2557 และได้รับความนิยมจากชาวมาลาวีอย่างมาก โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว

ที่มา : BBC

เตรียมพร้อมสงครามใหญ่ กองทัพรัสเซีย เบลารุส ซ้อมรบนิวเคลียร์ ขั้น 2

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792402

เตรียมพร้อมสงครามใหญ่  กองทัพรัสเซีย เบลารุส ซ้อมรบนิวเคลียร์ ขั้น 2

11 มิ.ย. 2567 17:46 น.

เตรียมพร้อมสงครามใหญ่ กองทัพรัสเซีย เบลารุส ซ้อมรบนิวเคลียร์ ขั้น 2

รมว.กลาโหมเบลารุสประกาศกองทัพรัสเซียและเบลารุสเริ่มซ้อมรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี ขั้นที่ 2 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย หลังจากการซ้อมรบนิวเคลียร์ในขั้นแรก มีขึ้นที่ภาคใต้ของรัสเซีย เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา  

พลโท วิกเตอร์ เครนิน รมว.กลาโหมเบลารุสกล่าวว่า การซ้อมรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีเป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อยกระดับความพร้อมของรัสเซียและยูเครน ในการใช้สิ่งที่เรียกว่าอาวุธในการตอบโต้ พร้อมกันนั้น รมว.กลาโหมเบลารุสยังกล่าวด้วยว่า ตอนนี้ พวกเรามุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิมในการตอบโต้ต่อภัยคุกคามทุกอย่างต่อประเทศของเราและสหพันธ์รัฐ รัสเซียและเบลารุส 

ระบบยิงขีปนาวุธสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ ถูกนำมาซ้อมรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี ขั้นที่สอง ระหว่างรัสเซียกับเบลารุส

อย่างไรก็ตาม พลโทเครนินกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการซ้อมรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีนี้ ไม่มีเป้าหมายที่จะสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค ขณะที่ รมว.กลาโหมเบลารุสไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การซ้อมรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีนั้นมีขึ้นที่ไหน หรือใช้อาวุธนิวเคลียร์ประเภทใดในการซ้อมรบ ในขณะที่เบลารุสมีพรมแดนติดกับประเทศโปแลนด์ ลิทัวเนีย และลัตเวีย ซึ่งเป็น 3 ชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) 

เครื่องบินขับไล่ MIG-31 ของรัสเซียติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ปฏิบัติการซ้อมรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี ขั้นที่ 2 กับเบลารุส เมื่อ 11 มิ.ย.2567

การซ้อมรบนิวเคลียร์ขั้นที่สองของกองทัพรัสเซีย และเบลารุส มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) หลังสหรัฐฯ ฝรั่งเศสและเยอรมนี เปิดไฟเขียว อนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีเป้าหมายทางทหารในดินแดนรัสเซียได้เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียทำสงครามยูเครนมานานกว่าสองปี และประธานาธิบดีปูตินและอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่า รัสเซียได้มีการเคลื่อนย้ายอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีไปยังเบลารุส ซึ่งเป็นหัวรบนิวเคลียร์ที่ถูกออกแบบให้ใช้ในสนามรบ 

ที่มา : reuters

โมเดอร์นาเตรียมเปิดตัว วัคซีนทูอินวันป้องกันโควิดและไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792301

โมเดอร์นาเตรียมเปิดตัว วัคซีนทูอินวันป้องกันโควิดและไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว

11 มิ.ย. 2567 13:36 น.

โมเดอร์นาเตรียมเปิดตัว วัคซีนทูอินวันป้องกันโควิดและไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว

บริษัทโมเดอร์นา บริษัทเวชภัณฑ์ยายักษ์ใหญ่ เตรียมเปิดตัววัคซีนแบบทูอินวัน ที่จะสามารถป้องกันโควิด รวมทั้งไข้หวัดใหญ่ได้ในเข็มเดียว โดยการทดลองเดินหน้าเข้าสู่เฟสที่ 3 แล้ว

บริษัทโมเดอร์นา เปิดเผยความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิดและไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียวกัน โดยล่าสุดการทดลองได้ผ่านไปถึงส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ซึ่งจากการทดลองทั้ง 3 เฟส แสดงให้เห็นว่าวัคซีนสามารถปกป้องร่างกายด้วยแอนติบอดี้ได้ โดยสามารถป้องกันทั้งเชื้อไข้หวัดใหญ่รวมทั้งโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโมเดอร์นาระบุว่า การที่ต้องฉีดวัคซีนน้อยลง และสามารถป้องกันโรคได้เพิ่มขึ้น จะทำให้ประชาชนสะดวกสบายมากขึ้น

ผู้อำนวยการบริหารของ บริษัทโมเดอร์นา สเตฟาน บองเซล ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า เขาหวังว่าวัคซีน mRNA ที่ป้องกันได้ 2 โรค น่าจะออกสู่ตลาดในปี 2026 หรืออาจจะเป็นภายในปี 2025 นี้ โดยทางโมเดอร์นารู้สึกพอใจมากกับผลการทดลองที่ออกมา เพราะนี่เป็นครั้งแรกของโลกที่ผลการทดลองในเฟส 3 ของวัคซีนลูกผสมนี้ได้ผลเป็นอย่างดี และจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังคงได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดต่อไป แต่ก็จะมีการขยายไปยังกลุ่มอายุอื่นๆ ในอนคตด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า บริษัทคู่แข่งอย่างไฟเซอร์ และไบโอเอนเทคก็กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบวัคซีน mRNA ป้องกันไข้หวัดใหญ่ และโควิดทูอินวันเช่นเดียวกัน

โดยนักวิทยาศาสตร์หวังว่า วัคซีน mRNA จะสามารถอัปเดตได้เร็วกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และจะสามารถรับมือกับสายพันธุ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ดีกว่า.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โควิด

เลือกตั้งรัฐสภายุโรป: การผงาดขึ้นของฝ่ายขวาจะส่งผลอย่างไรต่อสหภาพยุโรป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792022

เลือกตั้งรัฐสภายุโรป: การผงาดขึ้นของฝ่ายขวาจะส่งผลอย่างไรต่อสหภาพยุโรป

11 มิ.ย. 2567 13:31 น.

เลือกตั้งรัฐสภายุโรป: การผงาดขึ้นของฝ่ายขวาจะส่งผลอย่างไรต่อสหภาพยุโรป

ผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปที่เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พรรคการเมืองที่สนับสนุนยุโรปเสียที่นั่งให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนยุโรป แม้ว่ายังสามารถครองเสียงข้างมาก แต่ก็ส่งผลสะเทือนถึงการเมืองของประเทศที่เป็นสมาชิกใหญ่ของสหภาพยุโรปหรืออียู และทิศทางของรัฐสภายุโรปในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ภาพรวมเบื้องต้นพบว่า ขั้วการเมืองขวากลาง ยังครองเสียงข้างมากในสภายุโรปต่อไป โดยน่าจะได้ 189 ที่นั่ง จากทั้งหมด 720 ที่นั่งในสภายุโรป แต่กรณีแนวร่วมการเมืองฝ่ายขวาได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้น อาจทำให้นโยบายต่างๆ อาจเกิดความล่าช้าและชะงักงันมากขึ้นในอนาคต

นโยบายต่างประเทศ


คณะมนตรียุโรป ซึ่งประกอบด้วยผู้นำจาก 27 ประเทศสมาชิก มักมีอิทธิพลเหนือรัฐสภายุโรปในด้านนโยบายต่างประเทศ และเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ โดยขึ้นอยู่กับรัฐสมาชิกที่จะตัดสินใจร่วมกันในการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังยูเครน หรือตกลงที่จะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย เป็นต้น

เซบาสเตียน เมลลาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านยุโรป จากสำนักวิจัยชัทแธมเฮาส์ กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภายุโรปสามารถลงคะแนนเสียงในมติต่างๆ และกลุ่มการเมืองสามารถเรียกร้องเพื่อผลักดันบางประเด็นไปในทิศทางหนึ่งได้ แแต่ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่มีอำนาจในเรื่องนโยบายต่างประเทศมากนัก

นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐสภายุโรปไม่มีอำนาจในเรื่องนโยบายต่างประเทศ และในฐานะที่เป็นหน่วยงานหนึ่งของหน่วยงานด้านงบประมาณของสหภาพยุโรป รัฐสภายุโรปจึงมีอำนาจการตัดสินใจในการใช้จ่ายของสหภาพยุโรป

หากหลังการเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มที่รัฐสภายุโรปมีความโน้มเอียงที่จะไปทางฝ่ายขวา การเรียกร้องให้สหภาพยุโรปให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน หรือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ฉนวนกาซา อาจลดน้อยลง

กลุ่มการเมืองที่กำหนดวาระการประชุมในรัฐสภายุโรปครั้งต่อไป มีแนวโน้มที่จะคงจุดยืนต่อยูเครนเช่นในปัจจุบัน โดยนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ชาติตะวันตกได้สนับสนุนความช่วยเหลือทางทหาร การเงิน และเชิงกลยุทธ์แก่ยูเครน

แต่เนื่องจากสมาชิกสภายุโรปฝ่ายขวา มีแนวโน้มที่จะอยู่ในรัฐสภายุโรปมากขึ้นในปีนี้ จุดยืนที่สนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขันของยุโรปจึงอาจเริ่มลดลง เนื่องจากหลายคนที่อยู่ฝ่ายขวามีแนวโน้มที่จะเห็นใจรัสเซีย

กลุ่มระดับชาติหลายกลุ่มอาจลดการสนับสนุนยูเครนลง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุโรป หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกสมาชิกสภายุโรปที่สนับสนุนรัสเซียมากขึ้น ผู้นำยุโรปก็อาจจะลดความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจสนับสนุนยูเครน

นโยบายสิ่งแวดล้อม


ทิศทางของนโยบายภายในของสหภาพยุโรปส่วนใหญ่กำหนดโดยกลุ่มการเมืองที่ทรงอำนาจที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปจะแจ้งข้อเรียกร้องของตนทันทีหลังการเลือกตั้งในยุโรป ตัวอย่างเช่น ในปี 2562 มีการเปิดตัวแพ็กเกจนโยบาย “กรีน ดีล” (Green Deal) เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบรรลุความเป็นกลางคาร์บอนทั่วทั้งสหภาพยุโรปภายในปี 2593 แต่ผลสำรวจชี้ว่าจุดศูนย์ถ่วงใหม่ของสภายุโรป จะหันเหออกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ไปยังการเมืองฝ่ายขวามากขึ้น ทำให้นโยบายในประเด็นต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อมมีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรปตกลงที่จะยุติการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลภายในปี 2578 ผู้ขับขี่จะยังคงสามารถซื้อรถยนต์มือสองที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลได้ แต่ผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ 

เซบาสเตียน เมลลาร์ด กล่าวว่า เดิมทีสมาชิกสภายุโรปจะยืนยันการห้ามจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในการลงมติในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่หากพรรคกรีน ซึ่งเป็นพรรคด้านสิ่งแวดล้อมพ่ายแพ้ และกลุ่มอนุรักษนิยมและนักปฏิรูปแห่งยุโรป หรืออีซีอาร์ (ECR) ซึ่งเป็นกลุ่มพรรคการเมืองชาตินิยมที่ไม่สนับสนุนยุโรป และพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด เป็นฝ่ายชนะ กลุ่มอนุรักษ์นิยมอาจจะต้องชะลอหรือเลื่อนกำหนดดังกล่าวออกไป

เช่นเดียวกับการเปลี่ยนไปสู่การเกษตรอินทรีย์ หลังจากการประท้วงของเกษตรกรทั่วสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้ประเด็นด้านการเกษตรกลายเป็นวาระทางการเมือง สภาใหม่จะมีภารกิจที่สำคัญในการแสวงหาความสมดุลระหว่างการปฏิรูปนโยบายที่มีประโยชน์กับเกษตรกร และลดความเสียหายที่การทำการเกษตร อาจมีต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

การลงมติของสหภาพยุโรปหลายครั้งในการปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้รับชัยชนะเพียงเล็กน้อย โดยร่างกฎหมายฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (Nature Restoration Law) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิก บังคับใช้มาตรการฟื้นฟูพื้นที่ทางบกและทางทะเลในอียูอย่างน้อย 20% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี 2030 ได้รับความห็นชอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยสมาชิกสภาฯ 329 คนลงมติเห็นชอบ ส่วนอีก 275 คนลงมติคัดค้าน โดยจะมีผลใช้บังคับเมื่อรัฐต่างๆ ในสหภาพยุโรปนำมาตรการดังกล่าวมาใช้อย่างเป็นทางการ

นโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานและการลี้ภัย


เซบาสเตียน เมลลาร์ด คาดการณ์ว่าประเด็นอื่นๆ เช่น การเคารพหลักนิติธรรม การย้ายถิ่นฐาน และการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป มีแนวโน้มที่จะเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกัน หลังรัฐสภามีความโน้มเอียงไปทางฝ่ายขวา

หากเสียงข้างมากในสภา ซึ่งเป็นฝ่ายกลางซ้ายในปัจจุบัน ถูกยึดครองโดยแนวร่วมประชานิยม-ขวาชุดใหม่ นโยบายการย้ายถิ่นฐานและการลี้ภัยของสหภาพยุโรป มีแนวโน้มที่จะได้รับการยกเครื่องใหม่ ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปร่างกฎหมายการลี้ภัย ซึ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งวางกฎเกณฑ์สำหรับรัฐสมาชิก 27 ประเทศ เกี่ยวกับวิธีการจัดการกับผู้ที่เดินทางมาถึงประเทศใดประเทศหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

ร่างกฎหมายใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 และมีข้อจำกัดมากกว่ากฎหมายเดิม ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขมากว่าสองทศวรรษแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายคือการต่อสู้กับการย้ายถิ่นที่ผิดกฎหมาย และเร่งกระบวนการเนรเทศ โดยออกคำสั่งอัตโนมัติให้ออกจากอาณาเขตเมื่อคำร้องขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ

แต่เกือบจะทันทีที่มีการประกาศใช้ร่างกฎหมายนี้ กลุ่มประเทศสมาชิก 15 ประเทศที่นำโดยเดนมาร์ก ได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น รวมถึงการจ้างบุคคลภายนอกในการคัดกรองการโยกย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัย

การเลือกประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนใหม่

ผลของการเลือกตั้งในยุโรปจะส่งผลต่อผู้ที่จะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนต่อไป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปที่รับผิดชอบในการเสนอกฎหมายใหม่ และถือเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดในระดับสหภาพยุโรป

แม้ว่าสภายุโรปจะเสนอผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ แต่ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงผลการเลือกตั้งรัฐสภาด้วย และผู้สมัครจะต้องได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากรัฐสภายุโรป

นางอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งกำลังชิงตำแหน่งวาระที่ 2 มาจากกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภายุโรป นั่นคือกลุ่มประชาชนยุโรป หรือ EPP

เมลลาร์ดกล่าวว่า แม้กลุ่มขวาจัดทั้งสองกลุ่ม ทั้ง ECR และ Identity and Democracy จะทำคะแนนได้ดี และแม้ว่าพวกเขามีความพยายามที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ พวกเขาก็ยังคงมีที่นั่งไม่มากไปกว่า EPP

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เธอสามารถชิงตำแหน่งต่อในสมัยที่สาม เธอจะต้องขอเสียงสนับสนุนนอกเหนือจากที่เป็นอยู่ และนั่นก็ไม่อาจไม่สามารถรับประกันชัยชนะของเธอได้ นักการทูตยุโรปกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เธอได้เสียงสนับสนุนน้อยกว่าที่คาดไว้ประมาณ 50 เสียง ดังนั้นกลุ่มฝ่ายขวาที่ครองเสียงข้างมากยังคงสามารถเลือกผู้สมัครที่ไม่เชื่อเรื่องสหภาพยุโรป ต่อต้านการย้ายถิ่นฐาน หรือผู้สมัครที่สนับสนุนรัสเซีย ให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนต่อไป

นั่นคือเหตุผลที่นางฟ็อน แดร์ ไลเอิน ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำฝ่ายขวาของสหภาพยุโรป แม้ว่าเธอจะยกเลิกข้อตกลงกับกลุ่ม Identity and Democracy ที่มีแนวคิดขวาสุดโต่ง แต่เธอก็มีท่าทีที่คลุมเครือ เมื่อต้องทำงานร่วมกับ ECR เมื่อเดือนเมษายน เธอกล่าวว่าความร่วมมือกับ ECR ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของรัฐสภาชุดใหม่เป็นอย่างมาก “และใครอยู่ในกลุ่มใด”

นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนี กล่าวเตือนฟ็อน แดร์ ไลเอิน ว่าอย่าขอความช่วยเหลือจากฝ่ายขวาจัด ซึ่งเป็นคำเตือนที่สะท้อนมาจากนักสังคมนิยม กลุ่มกรีน และกลุ่มเสรีนิยมในรัฐสภายุโรป

ชอลซ์ กล่าวหลังการเจรจากับหลุยส์ มอนเตเนโกร รัฐมนตรีต่างประเทศโปรตุเกส ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ว่า “เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการยุโรปชุดต่อไป จะต้องไม่ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในรัฐสภาซึ่งต้องการการสนับสนุนจากกลุ่มฝ่ายขวาสุดโต่งด้วย”

ชอลซ์กล่าวว่า “ผมรู้สึกเสียใจอย่างมากต่อความคลุมเครือของแถลงการณ์ทางการเมืองบางส่วนที่เราได้ยินเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ผมมีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมันเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ในการสถาปนาตำแหน่งประธานของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งหวังพึ่งการสนับสนุนจากกลุ่มดั้งเดิม”

เขากล่าวเสริมว่า “สิ่งอื่นใดนอกจากนี้จะถือเป็นความผิดพลาดสำหรับอนาคตของยุโรป”

ที่มา France24

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

4 นักการศึกษาชาวอเมริกัน ถูกแทงในสวนสาธารณะจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792287

4 นักการศึกษาชาวอเมริกัน ถูกแทงในสวนสาธารณะจีน

11 มิ.ย. 2567 12:54 น.

4 นักการศึกษาชาวอเมริกัน ถูกแทงในสวนสาธารณะจีน

นักการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ 4 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังถูกคนร้ายแทงในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในจีน

สื่อมวลชนสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า นักการศึกษาชาวอเมริกัน 4 คน จากวิทยาลัยคอร์เนลล์ คอลเลจ สถาบันการศึกษาขนาดเล็กในรัฐไอโอวา ได้รับบาดเจ็บหลังจากถูกทำร้ายร่างกายด้วยมีด ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในมณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันจันทร์ (10 มิ.ย.)

แถลงการณ์ระบุว่า อาจารย์ผู้สอนของคอร์เนล คอลเลจ ได้รับบาดเจ็บจาก “เหตุการณ์ร้ายแรง” ในระหว่างการเยือนสวนสาธารณะในช่วงกลางวัน นายอดัม แซบเนอร์ สส.รัฐไอโอวา กล่าวว่า นายเดวิด น้องชายของเขา เป็นหนึ่งในอาจารย์ 4 คนที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นการถูกแทง

เขากล่าวว่า ทั้งสี่คนได้ไปเยี่ยมชมวัดในท้องถิ่นเมื่อวันจันทร์ ก่อนที่จะถูกโจมตีโดยชายคนหนึ่งด้วยมีด นายแซบเนอร์ กล่าวว่า น้องชายของเขาถูกแทงที่แขนที่สวนสาธารณะเป่ยซาน และกำลังพักฟื้นในโรงพยาบาล เขากล่าวกับ ซีบีเอส นิวส์ ว่า “เขายังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ แต่เขาสบายดี”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาทราบรายงานเหตุการณ์เหตุแทงกันในมณฑลจี๋หลิน แต่ไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้

วิทยาลัยคอร์เนล คอลเลจ กล่าวว่าอาจารย์ทั้ง 4 คนได้เดินทางไปสอนที่นั่น “โดยเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีน” ทั้งหมดเดินทางมาพร้อมกับสมาชิกของมหาวิทยาลัยเป่ยหัว ในขณะที่พวกเขาเยี่ยมชมสวนสาธารณะเมื่อวันจันทร์

ทางการจีนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภาพหลังเกิดเหตุการณ์ได้ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเป็นภาพที่เผยให้เห็นคนอย่างน้อย 3 คนมีเลือดออกและนอนอยู่บนพื้น อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกเซนเซอร์อย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ตของจีน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา การค้นหาคำว่า “ชาวต่างชาติจี๋หลิน” ไม่ปรากฏผลลัพธ์ใดๆ แม้ว่าคำค้นหาดังกล่าวจะได้รับความนิยมบนเว็บไซต์เว่ยป๋อก็ตาม ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหันไปใช้การสนทนาในหัวข้อที่ใกล้เคียงกันแทน ในขณะที่บางคนถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีรายงานเล็กน้อยเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวในสื่อของรัฐจีน

นายแซบเนอร์กล่าวว่า น้องชายของเขาซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ เคยไปเยือนประเทศจีนมาก่อน และกำลังเดินทางไปประเทศนี้เป็นครั้งที่สองกับวิทยาลัยคอร์เนลคอลเลจ

ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียด รัฐบาลจีนและสหรัฐฯ พยายามรื้อฟื้นการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในช่วงไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เปิดเผยแผนที่จะเชิญคนหนุ่มสาวชาวอเมริกัน 50,000 คน ไปเยือนประเทศจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่นักการทูตจีนกล่าวว่า คำแนะนำการเดินทางจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ทำให้ชาวอเมริกันไม่เดินทางไปจีน.

ที่ม่า BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สุดสยอง ผ่าท้องงูเจอร่าง หญิงอินโดนีเซียโดนงูเหลือมยักษ์ เขมือบทั้งเป็น (คลิป)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792285

สุดสยอง ผ่าท้องงูเจอร่าง หญิงอินโดนีเซียโดนงูเหลือมยักษ์ เขมือบทั้งเป็น (คลิป)

11 มิ.ย. 2567 12:44 น.

สุดสยอง ผ่าท้องงูเจอร่าง หญิงอินโดนีเซียโดนงูเหลือมยักษ์ เขมือบทั้งเป็น (คลิป)

หญิงอินโดฯ เดินผ่านป่าในหมู่บ้าน หวังเอาพริกไทยไปขายในตลาด โดนงูเหลือมยักษ์ พุ่งจู่โจม เขมือบทั้งเป็น ด้านสามีร้อนใจภรรยาไม่กลับมา ชวนญาติออกตามหา เจองูเหลือมยักษ์ ท้องใหญ่มาก นอนนิ่งอยู่กลางป่า ผ่าท้องงู เจอร่างสุดสลด

เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หญิงชาวอินโดนีเซีย วัย 50 ปี อาศัยอยูที่หมู่บ้านคาเลมปัง ในจังหวัดสุลาเวสีใต้ บนเกาะสุลาเวสี ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย ประสบเหตุร้าย โดนงูเหลือมยักษ์ ลำตัวยาวถึง 20 ฟุต หรือ 5 เมตร หลบซ่อนรอหาเหยื่ออยู่ในป่า พุ่งจู่โจม กัดเข้าที่ขา ก่อนใช้ลำตัวของมันพันรัด และเขมือบกินหญิงเคราะห์ร้ายรายนี้แบบทั้งเป็น จนเสียชีวิตสลด

เหตุการณ์สยอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 โดยหญิงเคราะห์ร้ายรายนี้ ชื่อ ฟาริดา ได้ออกจากบ้าน หลังได้บอกสามีว่าเธอจะเอาพริกไทยไปขาย แต่แล้ว ฟาริดาไม่กลับมาบ้าน ทำให้สามีที่กังวลใจอย่างมาก และญาติๆ ช่วยกันออกตามหา กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ได้ไปเจองูเหลือมยักษ์ตัวหนึ่ง ซึ่งท้องของมันใหญ่โตอย่างผิดสังเกต อยู่ใกล้กับข้าวของของฟาริดาที่ตกเกลื่อนบริเวณนั้น อยู่ในท้องงูตัวนี้

นายโนนี สามีกล่าวด้วยความเศร้าเสียใจอย่างมากว่า เขาจะไม่มีวันลืมความเสียในครั้งนี้ไปชั่วชีวิตที่ปล่อยให้ภรรยาเดินผ่านป่าไปลำพังคนเดียว เพราะถ้าหากเขาไปกับภรรยาด้วย งูคงไม่กล้าจะทำร้ายเธอ

ที่มา : Dailymail

รัฐโอริสสายังเดือด คลื่นความร้อนคร่า 8 ชีวิต ใน 72 ชั่วโมง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792280

รัฐโอริสสายังเดือด คลื่นความร้อนคร่า 8 ชีวิต ใน 72 ชั่วโมง

11 มิ.ย. 2567 12:37 น.

รัฐโอริสสายังเดือด คลื่นความร้อนคร่า 8 ชีวิต ใน 72 ชั่วโมง

คลื่นความร้อนรุนแรงยังปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศอินเดีย โดยเฉพาะที่รัฐโอริสสาทางตะวันออกของประเทศ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนอีก 8 ศพ ภายในเวลา 72 ชั่วโมง

รัฐบาลรัฐโอริสสารายงานพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ ในรอบ 3 วันที่ผ่านมา โดยต้องสงสัยว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อน โดยหน่วยงานพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า อุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นอีกในหลายพื้นที่ของรัฐในสัปดาห์นี้

โดยหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของอินเดียประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนหลังจากอุณหภูมิในพื้นที่เพิ่มขึ้นราว 4.5-6.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิปกติ โดยเมืองภุพเนศวรเมืองหลวงของรัฐโอริสสาทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่ 39 องศาเซลเซียสเมื่อวันจันทร์

ขณะที่ช่วงหน้าร้อนนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนในรัฐโอริสสาแล้วราว 159 ศพ โดยมีเคสที่ยืนยันว่าเสียชีวิตจากอากาศร้อนจัดแล้ว 41 ราย ส่วนอีก 73 ราย ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คลื่นความร้อน

สิงคโปร์แอร์ไลน์ เสนอชดเชยผู้โดยสาร เที่ยวบิน SQ321

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792270

สิงคโปร์แอร์ไลน์ เสนอชดเชยผู้โดยสาร เที่ยวบิน SQ321

11 มิ.ย. 2567 12:20 น.

สิงคโปร์แอร์ไลน์ เสนอชดเชยผู้โดยสาร เที่ยวบิน SQ321

สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ประกาศเสนอค่าชดเชยให้กับผู้โดยสารบนเที่ยวบิน SQ321 ซึ่งเผชิญเหตุตกหลุมอากาศรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน และมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

สิงคโปร์แอร์ไลน์ ระบุว่า ผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจะได้รับเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 367,700 บาท ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส สามารถหารือเกี่ยวกับข้อเสนอที่ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลได้ 

“ผู้โดยสารที่ได้รับการประเมินทางการแพทย์ว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลในระยะยาว และการร้องขอความช่วยเหลือทางการเงิน จะได้รับเงินล่วงหน้า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของพวกเขา” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ทำให้ผู้โดยสารชาวอังกฤษวัย 73 ปี เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย และบาดเจ็บหลายสิบคน หลังจากเที่ยวบิน SQ321 พร้อมผู้โดยสาร 211 คน รวมทั้งชาวออสเตรเลีย ชาวอังกฤษ และสิงคโปร์จำนวนมาก และลูกเรือ 18 คนบนเที่ยวบินที่เดินทางจากกรุงลอนดอนไปยังสิงคโปร์ เผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงขณะบินเหนือเมียนมา ก่อนที่เครื่องบินจะเปลี่ยนเส้นทางและลงจอดฉุกเฉินที่กรุงเทพฯ

ผู้โดยสารกล่าวว่า ลูกเรือและผู้ที่ไม่รัดเข็มขัด ชนกระแทกเข้ากับเพดานห้องโดยสาร จนทำให้เพดานแตก โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่ทำการรักษาระบุว่า ผู้โดยสารมีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง สมอง และกะโหลกศีรษะ และจากข้อมูลของสิงคโปร์แอร์ไลน์ จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน ผู้โดยสาร 20 รายยังคงได้รับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ 

สิงคโปร์แอร์ไลน์ยังกล่าวว่า จะคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้กับผู้โดยสารทุกคนบนเที่ยวบิน และพวกเขาจะได้รับค่าชดเชยความล่าช้าตามกฎระเบียบในสหภาพยุโรปหรือสหราชอาณาจักร และได้มอบเงิน 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 27,170 บาท ให้กับผู้โดยสารทุกคนเพื่อใช้จ่ายในทันทีเมื่อออกจากกรุงเทพฯ

รายงานเบื้องต้นของกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของแรงโน้มถ่วงและระดับความสูงที่ลดลง 54 เมตร มีแนวโน้มว่าจะทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือกระเด็นลอยไปในอากาศ โดยระบุว่า เครื่องบินลำนี้น่าจะบินอยู่เหนือพื้นที่ที่มี “การลอยตัวขึ้นของอากาศเนื่องจากความร้อน” ซึ่งเป็นคำที่หมายถึงการก่อตัวของสภาพอากาศเลวร้าย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความเข้มงวดเรื่องการรัดเข็มขัดนิรภัย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เนื่องจากสายการบินต่างๆ มักอนุญาตให้ผู้โดยสารปลดเข็มขัดนิรภัยในระหว่างการโดยสารตามปกติ แม้จะแนะนำให้รัดเข็มขัดตลอดเวลาก็ตาม.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign