ดีเซลราคาพุ่ง 56% หลังรัฐบาลมาเลเซียปรับลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792262

ดีเซลราคาพุ่ง 56% หลังรัฐบาลมาเลเซียปรับลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

11 มิ.ย. 2567 11:46 น.

ดีเซลราคาพุ่ง 56% หลังรัฐบาลมาเลเซียปรับลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

ชาวมาเลเซียสุดช้ำ ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 56% หลังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบรอฮิม ตัดสินใจปรับเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพื่อรัดเข็มขัดรายจ่ายของรัฐ

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2567 ราคาน้ำมันดีเซลในมาเลเซียปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 56% ตามนโยบายกระชับการใช้จ่ายของรัฐบาล หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ประกาศปรับปรุงโครงสร้างตัวเลขเงินอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมานานหลายทศวรรษ โดยคาดว่าจะสามารถประหยัดงบประมาณได้หลายพันล้านริงกิตต่อปี

โดยการปรับตัวเลขอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้มีผลต่อราคาน้ำมันในวันจันทร์ที่ผ่านมา อันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจตามคำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ ซึ่งประกาศไว้เมื่อเดือนที่แล้ว เขากล่าวว่า เพื่อให้เวลาแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น และอุดรูรั่วความสูญเสียจากการลักลอบขนน้ำมันราคาถูกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า แผนการนี้มีความกล้าหาญแต่มีความเสี่ยงสำหรับนายอันวาร์ ซึ่งขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในปี 2565 เนื่องจากนโยบายนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชนชั้นแรงงานไม่พอใจที่ต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ขณะที่เสียงสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่บอกว่า หากพวกเขาเป็นนายกรัฐมนตรี การขึ้นราคาน้ำมันนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะทำ เพราะทันส่งผลกระทบต่อคนทั่วไปมากที่สุด ขณะที่พวกเขาหวังว่า สิ่งของอุปโภคบริโภคจำเป็นต่างๆ อาทิ เชื้อเพลิง น้ำมันปรุงอาหาร และข้าว ที่ได้รับการอุดหนุนอย่างหนักในมาเลเซีย ซึ่งทำให้การเงินของประเทศตึงเครียดมานานหลายปี จะขึ้นราคาด้วยหรือไม่.

ฮือฮา ตัวอะไรคล้ายเสือดาวเดินผ่านพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง ครม.โมดี (คลิป)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792232

ฮือฮา ตัวอะไรคล้ายเสือดาวเดินผ่านพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง ครม.โมดี (คลิป)

11 มิ.ย. 2567 11:26 น.

ฮือฮา ตัวอะไรคล้ายเสือดาวเดินผ่านพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง ครม.โมดี (คลิป)

ชาวเน็ตตาดี เห็นตัวอะไรคล้ายเสือดาว เดินดุ่มๆ ผ่านด้านหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่งคณะรัฐมนตรี ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างแน่นหนา

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2567 เว็บไซต์ข่าว Times of India รายงานว่า ภาพข่าวพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีอินเดีย ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ถูกแชร์เป็นคลิปไวรัล หลังจากมีคนสังเกตเห็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายเสือดาว เดินผ่านด้านหลังพิธี ในช่วงที่ นายธุรกา ดาษอุรคีย์ กำลังเดินไปทักทาย ประธานาธิบดีเทราปตี มูรมู หลังเสร็จขั้นตอนการสาบานตนรับตำแหน่ง 

พิธีนี้จัดขึ้นที่ทำเนียบประธานาธิบดีราษฏรปติภวัน ในกรุงนิวเดลี ซึ่งมีทหารกองเกียรติยศขนาบข้าง โดยมีบุคคลระดับสูงและผู้มีชื่อเสียงนับพันคน รวมถึงผู้นำ 7 ประเทศในภูมิภาค ตลอดจนดาราบอลลีวูด และนักธุรกิจใหญ่ไปเข้าร่วมด้วย

โดยมีคนเห็นสัตว์คล้ายเสือดาวกำลังเดินอยู่ด้านของบันไดที่ปูด้วยพรมแดง ซึ่งอยู่เหนือที่นั่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ของอินเดียจำนวนมาก รวมทั้งนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ ระบุว่า เขาได้ดูคลิปนี้แล้ว และคิดว่าอาจจะเป็นสุนัข หรือแมวตัวใหญ่ มากกว่าเสือดาว โดยเปิดเผยว่า ทำเนียบประธานาธิบดีตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 830 ไร่ ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ป่าไม้ปกคลุม มีสวนสาธารณะ พื้นที่รกร้างว่างเปล่า มีต้นไม้ที่ให้ผล และแหล่งน้ำมากมาย 

นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าและพืชเพาะปลูกประมาณ 136 สายพันธุ์ และสัตว์ 84 สายพันธุ์ ประกอบด้วย สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง 4 ชนิด และสัตว์มีกระดูกสันหลังในจำนวนเท่ากัน เช่น กบ กิ้งก่าในสวน งู ฯลฯ ที่ถูกพบเห็นตลอดเส้นทาง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่เคยพบเห็นเสือดาวที่ทำเนียบประธานาธิบดีมาก่อน.

ชมคลิป ที่นี่

“ทักษิณ” ยื่นขอความเป็นธรรมอัยการ หลังถูกสั่งฟ้อง คดี 112

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576701

11 มิ.ย. 2567

19:41 น.

"ทักษิณ" ยื่นขอความเป็นธรรมอัยการ หลังถูกสั่งฟ้อง คดี 112

รองโฆษกอัยการสูงสุด ยอมรับ “ทักษิณ” ยื่นขอความเป็นธรรม หลังถูกสั่งฟ้องล่าสุด ชี้ ทำได้ แต่ต้องดูเนื้อหาไม่ประวิงคดี

กรณีเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าทีมทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง คดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมฉบับที่ 2 มาให้ทางอัยการอีก ทั้งที่มีคำสั่งฟ้องไปแล้ว นั้น

11 มิ.ย. 2567 นายนาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ อัยการประจำจังหวัด สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามหลักการทั่วไป ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้จะถูกอัยการสั่งฟ้องแล้วก็ตาม ยังสามารถยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาได้อีก ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาฯ ข้อใดห้ามไว้

โดยจะขึ้นอยู่กับเนื้อหา และพนักงานอัยการจะเป็นผู้พิจารณา หากเป็นการยื่นพยานหลักฐานใหม่ที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ว่าไม่ได้กระทำผิด พนักงานอัยการก็อาจจะพิจารณาชะลอการสั่งฟ้องออกไปแล้ว ทำการสอบสวนใหม่

แต่ถ้าหนังสือร้องขอความเป็นธรรม มีเนื้อหาแค่การปฏิเสธ ว่าไม่ได้กระทำผิด หรือให้พิจารณาหลักฐานพยานเก่าที่เคยสอบสวนมาแล้ว ยื่นเพื่อเป็นการประวิงเวลาคดี ทางพนักงานอัยการก็มีอำนาจสั่งยุติการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมได้ และผู้ต้องหาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสั่งฟ้องของศาลต่อไปตามกำหนด

นายนาเคนทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมฉบับล่าสุดของนายทักษิณ นั้น ทางท่านอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด จะเป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไป

“ศาล รธน.” นัดพิจารณาคดี “ยุบพรรคก้าวไกล” 12มิ.ย.67 นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576686

11 มิ.ย. 2567

19:00 น.

“ศาล รธน.” นัดพิจารณาคดี “ยุบพรรคก้าวไกล” 12มิ.ย.67 นี้

จับตา “ศาลรัฐธรรมนูญ” นัดพิจารณาคดี “ยุบพรรคก้าวไกล” 12มิ.ย.67 กรณีที่ กกต.ยื่นคำร้อง อ้างอิงคำวินิจฉัยว่า การเสนอแก้ไข ม.112 และใช้เป็นโยบายหาเสียง เป็นการล้มล้างการปกครอง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

11 มิ.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรุ่งนี้(12 มิ.ย.2567) ศาลรัฐูธรรมนูญ นัดพิจารณา กรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) ยื่นคำร้องขอให้พิจารณา ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา

โดยคำร้องดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 1ก.พ.2567 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นคำร้องต่อ กกต. หลังจาก วันที่ 31ม.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย มติเอกฉันท์ ว่าการที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า พรรคก้าวไกล ในขณะนั้น และ พรรคก้าวไกล เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ.เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ต่อมา วันที่ 3 เม.ย.2567 ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่ความคืบหน้าคดีว่า ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณารับคำร้อง กกต. ยื่น ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้ถูกร้อง

และห้ามมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่ง ยุบพรรค ผู้ถูกร้อง พร้อมสั่งให้ยื่นเอกสารชี้แจงภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เปิดแถลงข่าว เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2567 เกี่ยวกับ 9 ข้อต่อสู้ของพรรคก้าวไกล สรุปว่า

  1. ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดี
  2. กระบวนการยื่นคำร้องของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  3. คำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567ของ ศาลรัฐธรรมนูญ  (กรณีเสนอแก้ มาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง) ไม่ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้
  4. การกระทำที่ถูกกล่าวหา ไม่ล้มล้าง ไม่อาจเป็นปฏิปักษ์
  5. การกระทำตามคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567 ไม่เป็นมติพรรค
  6. โทษ ยุบพรรค ต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อจำเป็น ฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีวิธีแก้ไขอื่น
  7. ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค
  8. จำนวนปีในการตัดสิทธิทางการเมือง ต้องมีสัดส่วนสอดคล้องกับความผิด 
  9. การพิจารณาโทษต้องสอดคล้องกับกรรมการบริหารพรรคในช่วงที่ถูกกล่าวหา

โดย ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคดี ในวันที่ 12 มิ.ย.2567 พร้อมกำชับให้ พรรคก้าวไกล ไม่ควรแสดงความคิดเห็นใดๆ ชี้นำสังคม และกระทบการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

“ชัยธวัช” เชื่อคดียุบพรรคยังมีโอกาสชนะ หวังศาล รธน. มีมติเปิดไต่สวน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576692

11 มิ.ย. 2567

17:42 น.

"ชัยธวัช" เชื่อคดียุบพรรคยังมีโอกาสชนะ หวังศาล รธน. มีมติเปิดไต่สวน

“ชัยธวัช” เชื่อคดียุบพรรคยังมีโอกาสชนะ หวังศาล รธน. มีมติเปิดไต่สวนพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) ยอมรับหลายพรรคการเมือง ยื่นเงื่อนไขให้ลูกพรคย้ายซบรัง

11 มิ.ย. 2567 ที่ พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการประชุมพิจารณาคดีล้มล้างการปกครองของพรรคในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ว่า คงต้องรอพรุ่งนี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งหลังจากที่เราได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไปแล้ว ฝ่ายกฎหมายพรรคฯ ได้ไปยื่นขอให้เปิดการไต่สวน และบัญชีรายชื่อพยานที่เราเสนอไปในแต่ละประเด็นข้อต่อสู้ ก็ต้องรอวันพรุ่งนี้ศาลจะเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติม หรือมีการเรียกพยานเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า เราคาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยมีการเปิดไต่สวนเรียกพยานเพิ่มเติม สำหรับพยานที่ยื่นไปนั้นมีจำนวนมาก เพราะข้อต่อสู้มีหลายประเด็น ประเด็นไหนที่เราเห็นว่าจะมีการเรียกพยานเพิ่มเติมก็เสนอไป

เมื่อถามว่าฟีดแบคที่พรรคก้าวไกลแถลง มีการวิเคราะห์กันว่าพรรคก้าวไกลใส่เต็มข้อ แสดงว่ารู้อยู่แล้วว่ารูปแบบของการตัดสินนั้น พรรคจะถูกยุบใช่หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า เป็นปกติของการต่อสู้ ที่เราไล่การต่อสู้ ตั้งแต่ประเด็นเรื่องใหญ่ลงไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นเรื่องการซัดเต็มข้อ แต่คิดว่าเป็นประเด็นทางกฎหมาย มีประเด็นที่เราสามารถต่อสู้ได้เราก็เสนอไป เรื่องไหนที่เราเห็นว่ามีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ก็เสนอไป

\"ชัยธวัช\" เชื่อคดียุบพรรคยังมีโอกาสชนะ หวังศาล รธน. มีมติเปิดไต่สวน

ส่วนเรื่องการตรวจสอบ สส.งูเห่าในพรรค นายชัยธวัช กล่าวว่า มีความพยายามที่จะติดต่อ สส.พรรคก้าวไกล ตนก็ยอมรับว่ามีจริง และไม่ใช่เรื่องใหม่ เราก็ทราบข้อมูลมาโดยตลอด ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน แต่จนถึงตอนนี้ ตนก็คิดว่าเราไม่ได้กังวลอะไร เชื่อมั่น และมั่นคงในทางอุดมการณ์ รวมถึงซื่อตรงต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มอบให้ สส.พรรคก้าวไกล เหนือสิ่งอื่นใด ประเด็นสำคัญกว่าคือการที่เรายังมีโอกาสชนะในการต่อสู้คดียุบพรรค

เมื่อถามว่าภาพใหญ่ตอนนี้ เหมือนมีเกมที่ทำให้พรรคก้าวไกลถูกยุบ แล้วจะได้ดูด สส.งูเห่าไป เพื่อไปโหวตนายกรัฐมนตรีขั้วตรงข้าม โดยการล้มนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายชัยธวัช ระบุว่า เรื่องนี้อาจจะต้องแยกออกมาจากเรื่องการยุบพรรค ซึ่งเป็นการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ทางการเมือง ก็ว่ากันไป แต่สถานการณ์นั้นยังมาไม่ถึง

เมื่อถามว่าช่วงที่พรรคก้าวไกลออกมาพูดเรื่องงูเห่า เป็นช่วงเดียวกับที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดถึงคนในบ้านป่าพอดี มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ที่ สส.พรรคก้าวไกลจะถูกดูดจากคนในบ้านป่า นายชัยธวัช กล่าวว่า น่าจะไม่เกี่ยวข้องกัน น่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับนายทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะ  เพราะข้อมูลที่ตนมี ความพยายามดูด สส. พรรคก้าวไกล มาจากหลายพรรค ซึ่งเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน

เมื่อถามย้ำว่า สส.พรรคก้าวไกล อาจจะถูกดูดไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกรอบ นายชัยธวัช ระบุว่า วิธีการนี้ไม่น่าจะสำเร็จ เหนือสิ่งอื่นใด ตนคิดว่าพี่น้องประชาชนในปัจจุบันไม่ได้ยอมรับวิธีการทำงานการเมืองแบบนี้อีกแล้ว ต่อให้มีการดูด สส. ตนคิดว่าก็ยิ่งทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนระยะยาว

\"ชัยธวัช\" เชื่อคดียุบพรรคยังมีโอกาสชนะ หวังศาล รธน. มีมติเปิดไต่สวน

เมื่อถามว่ามีรายงาน สส. ที่ไปได้ค่ารถกลับมาด้วย นายชัยธวัช ตอบทันทีว่า ไม่ทราบ

เมื่อถามย้ำว่ารู้ตัวใช่หรือไม่ว่ามีใครบ้าง นายชัยธวัช กล่าวว่า สส. ก็มาเล่าให้ฟังตลอดว่ามีใครจากไหน พรรคไหน คนไหนบ้าง ที่มาติดต่อ มีข้อเสนออะไรเราก็ติดตามตลอด

“อย่าเพิ่งไปสรุปแบบนั้น ผมแค่บอกว่าในความเป็นจริงมีความพยายามเยอะ จากหลายพรรคการเมืองด้วย รวมถึงแม้กระทั่งจะเสนอให้ไปย้ายเข้าอีกพรรคการเมืองใหม่ ก็มีหลายโมเดล หลายกลุ่ม แต่ว่าอย่าเพิ่งไปสรุปว่าใครเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนบุคคล เราก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน” นายชัยธวัช กล่าว

ส่วนจะมีวิธีการตอบโต้อย่างไร เพราะอาจทำให้ลูกพรรคใจอ่อน นายชัยธวัช ร้องโอ้ ไม่มีความจำเป็น เพราะสุดท้ายพรรคการเมืองไหนที่ทำงานการเมืองแบบนี้ ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน

ช่วงท้ายการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าพรรคไหนบ้าง นายชัยธวัช ยิ้มพร้อมกล่าวเพียงว่าหลายพรรค อย่าเพิ่งลงรายละเอียดเลย ส่วนจะมีการฝากเลี้ยงหรือไม่ ตนยังไม่แน่ใจ แต่ก็คิดว่าจะมีประโยชน์อะไร

“ชัยธวัช”  ยอมรับมีพรรคการเมือง ยื่นเงื่อนไขให้ลูกพรคย้ายซบรัง

 

ล่าสุด นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดใจเนชั่นทีวี ภายหลังส่งคำชี้แจงต่อศาล รธน. กรณีการยุบพรรค ประเมินอนาคตและเตรียมการไว้อย่างไรหากสถานการณ์อยู่ในขั้นเลวร้ายสุด

“ยังมั่นใจใจข้อต่อสู้ของพรรคว่า มีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลจะรับฟัง หากสถานการณ์แย่สุดคือ ยุบพรรค คงไม่มีอะไรมากกว่าการที่ สส.ของพรรคไปสังกัดพรรคใหม่ที่สร้างพรรค และพัฒนาบุคลากรกันใหม่ แต่วันนี้เพื่อนๆ ในพรรคมีประสบการณ์และกำลังมากกว่าตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ ส่วนพวกตนก็เปลี่ยนสถานะเป็นลมใต้ปีกแทน”

ถามว่าหากเกิดการยุบพรรค วางบุคลากรแถวสามไว้อย่างไรที่จะขึ้นมาทำหน้าที่แทน นายชัยธวัช ระบุว่า เราไม่มีแถว ทุกคนในพรรคมีโอกาสแสดงศักยภาพตามโอกาสและผลงาน ย้ำว่า พรรคเราไม่มีรุ่น ไม่มีแถว ส่วนกระแสข่าวว่ามีการติดต่อพรรคใหม่ไว้ หากพรรคโดนยุบนั้น หากมันเลวร้ายสุด คือพรรคโดนยุบ สส.ต้องหาพรรคใหม่สังกัด มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

\"ชัยธวัช\" เชื่อคดียุบพรรคยังมีโอกาสชนะ หวังศาล รธน. มีมติเปิดไต่สวน

ส่วนกระแสข่าวว่าบางพรรคติดต่อ สส.ของพรรคไว้บ้างนั้น นายชัยธวัช ระบุว่า หากหมายถึง สส.งูเห่า กรณีนี้ตนติดตามข่าวมานับเดือน ทราบว่าหลายพรรคติดต่อกับ สส.ของพรรค หลายคน และ สส.เหล่านี้ มาเล่าให้ตนฟัง บางคนก็โดนเคลมชื่อ (หัวเราะ) แต่มั่นใจว่า สส.ของพรรคมั่นคงในอุดมการณ์ และคงไม่มีปัญหาเหมือนคราวที่แล้ว (การยุบพรรคอนาคตใหม่ และสส.ย้ายไปพรรคอื่นแทนการมาสังกัดพรรคก้าวไกล) และวิธีแบบนี้ควรเลิกได้แล้ว

ถามว่า 44 สส.ของพรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อแก้ไขมาตรา112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาถูก ปปช. ชี้ว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง นายชัยธวัช ระบุว่า 44 คน ในตอนนั้น วันนี้เป็น สส.ราว 20-30 คน พวกเขาต้องไปต่อสู้คดีและชี้แจงกับ ปปช. อย่างเต็มที่ ส่วนตัวมั่นใจว่า การพิจารณาว่า สส.ที่ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น จะบอกว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง ต้องดูองค์ประกอบอีกเยอะ แต่ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกวาดหมดทุกคนไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคตเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายแล้วอาจมีความผิดตามมาแบบนี้

ครม. เห็นชอบแก้กฎกระทรวง สธ. ลดจำนวนถือครอง “ยาบ้า 1 เม็ด” ให้สันนิษฐานมีไว้เพื่อเสพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576672

11 มิ.ย. 2567

14:47 น.

ครม. เห็นชอบแก้กฎกระทรวง สธ. ลดจำนวนถือครอง "ยาบ้า 1 เม็ด" ให้สันนิษฐานมีไว้เพื่อเสพ

ครม. เห็นชอบอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง สธ. กำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษ-วัตถุออกฤทธิ์ ปรับลดจำนวนถือครองยาบ้า 1 เม็ด ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อเสพ เชื่อผู้ค้ารายย่อยลดลง ตัดวงจรการแพร่ระบาด

11 มิ.ย. 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอนุมัติหลักกการร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 เพื่อกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน) ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพใหม่ เพื่อให้การกำหนดปริมาณยาเสพติดดังกล่าว สอดคล้องกับสถาณการณ์ยาเสพติดปัจจุบัน

ทั้งนี้ กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 มีผลให้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการกำหนดปริมาณแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน และมีข้อร้องเรียนให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงหรือยกเลิกกฎกระทรวงดังกล่าวรวมถึงปัญหาการตีความและการบังคับใช้

นายคารม กล่าวว่า เพื่อเป็นหลักให้กับผู้ปฏิบัติงานและเป็นแนวทางในการดำเนินการด้านยาเสพติดที่รัดกุม ชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงตามข้อ 2.ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และหลักการ “เปลี่ยนผู้เสพ เป็นผู้ป่วย” ที่ให้โอกาส ผู้เสพได้พิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งต่อมา สธ. ได้แต่งตั้งคณะทำงานทบทวนกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567

โดยที่ประชุมคณะทำงานดังกล่าวได้ประเมินผลกระทบจากกฎกระทรวงดังกล่าว พบว่าเกิดผลกระทบในด้านสังคม กฎหมาย และการแพทย์ จึงได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวโดยแก้ไขเฉพาะปริมาณแอมเฟตามีน (ยาบ้า) และเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) โดยกำหนดให้ปริมาณแอมเฟตามีน มีปริมาณไม่เกิน 1 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม และเมทแอมเฟตามีน มีปริมาณไม่เกิน 1 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 20 มิลลิกรัม สธ. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพฯ ดังนี้

การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ในปริมาณเล็กน้อย ตามที่กำหนดดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ได้แก่

  • 1. แอมเฟตามิน มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม
  • 2. เมทแอมเฟตามิน มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิดหนึ่งร้อยมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผล ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบมิลลิกรัม
ครม. เห็นชอบแก้กฎกระทรวง สธ. ลดจำนวนถือครอง \"ยาบ้า 1 เม็ด\" ให้สันนิษฐานมีไว้เพื่อเสพ

นายคารม กล่าวอีกว่า ร่างกฎกระทรวงฯ ที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามี ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 เพื่อกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ โดยได้กำหนดให้แอมเฟตามีน (ยาบ้า) มีปริมาณไม่เกิน 1 เม็ด หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม (เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เม็ด หรือมีน้ำหนักสุทธิ ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม)

และกำหนดให้เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) มีปริมาณไม่เกิน 1 เม็ด หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 20 มิลลิกรัม (เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม)

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ศาลหรือผู้เกี่ยวข้อง มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นไปเจตนารมณ์ ของกฎหมายที่ต้องการให้โอกาสแก่ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อการเสพ โดยไม่ถือเป็นโทษความผิดร้ายแรงและได้รับการพิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษา โดยให้พิจารณาควบคู่กับพฤติกรรมอื่นที่เกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด หรือระดับความรุนแรงของการเสพยาเสพติดของบุคคลนั้นร่วมด้วย

รวมทั้งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายยาเสพติดและการใช้ยาเสพติดอันเป็นการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการจำแนกระหว่างผู้ค้ากับผู้เสพ ซึ่งการกำหนดปริมาณไม่เกิน 1 หน่วย การใช้หรือ 1 เม็ด จะทำให้ผู้ค้ารายย่อยลดลง ถือเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติด และลดการถือครองยาเสพติดเพื่อค้า 

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576665

11 มิ.ย. 2567

14:11 น.

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา “นาที-ฉลอง-ภูมิศิษฏ์” อดีต 3 ส.ส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน ชี้ ทำลายความไว้วางใจของประชาชน เเละกลไกคุ้มครองความเป็นอิสระ เป็นเรื่องร้ายแรงกระทบต่อการปกครอง

11 มิ.ย. 2567 ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.6/2566 คดีหมายเลขแดง อม.อธ.3/2567 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ , นายภูมิศิษฏ์ คงมี , นางนาที รัชกิจประการ เป็นจำเลยที่ 1-3

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามดำรงตำแหน่ง สส. วันที่ 8-11 ม.ค. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำเลยทั้งสามลงชื่อเข้าร่วมประชุม

  • แต่จำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในที่ประชุมช่วงวันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 19.30 น. ถึงวันที่  11 ม.ค. 2563 เวลา 17.38 น.
  • จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในที่ประชุมช่วงวันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 19.30 น. ถึงวันที่ 11 ม.ค.2563 เวลา 11.10 น.
  • จำเลยที่ 3 ไม่อยู่ในที่ประชุมช่วงวันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 14.28ถึง 15.46 น. ต่อเนื่องกัน

โดยจำเลยทั้งสามต่างได้ร่วมกับบุคคลใดไม่ปรากฏชัด โดยให้ผู้อื่นหรือยินยอมให้ผู้อื่นหรือกระทำการหรือไม่กระทำการอื่นใด เป็นผลให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยทั้งสามแสดงตนและลงมติในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 แทนจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ของ สส.ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ

เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ กระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติในการตรา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ส.ส.และประชาชนผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จำคุกคนละ 1 ปี องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก เห็นว่าทางไต่สวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน

พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำโดยทุจริตถือเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1และที่ 2 พ้นจากตำแหน่ง สส. นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2565 ซึ่งเป็นวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยทั้งสามตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็น สส. ,สว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาขององค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามอุทธรณ์ทุกข้อและขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ กับขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ในข้อที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้นองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า ความผิดฐานเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 17 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน
ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวางโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการลงโทษในอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และยังลดโทษให้อีกหนึ่งในสี่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามมากแล้ว ไม่มีเหตุที่องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ส่วนที่ขอให้รอการลงโทษนั้นองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามดำรงตำแหน่ง สส. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอและพิจารณาร่าง พ.ร.ป. ร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป เป็นต้น โดย สส.ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 114,115

ซึ่งอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอและพิจารณาร่าง พ.ร.ป.หรือร่าง พ.ร.บ.ต่าง ๆ สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 120 วรรคสาม การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562ข้อ 80 วรรคสาม การกำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนกระทำโดยวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิส์ประจำตัวในการแสดงตนและลงมติ เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ของส.ส.ตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ใด และช่วยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถใช้ดุลพินิจในขณะออกเสียงลงคะแนนได้อย่างมีอิสระ

ดังนั้น การมอบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประจำตัวให้บุคคลอื่นนำไปใช้ออกเสียงลงคะแนนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.นอกจากจะเป็นการทำลายความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นแล้ว ยังเป็นการทำลายกลไกคุ้มครองความเป็นอิสระทำให้การแสดงเจตจำนงแทนประชาชนถูกควบคุมหรือบิดเบือนโดยบุคคลซึ่งหวังประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่เป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ทั้งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะให้รัฐบาลนำเงินของแผ่นดินไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ผ่านความเห็นชอบหรือเกิดความล่าช้าจากสภาผู้แทนราษฎรย่อมส่งผลกระทบถึงการบริหารราชการแผ่นดินและเศรษฐกิจของประเทศ

แม้จำเลยทั้งสามอ้างกำหนดนัดที่มีก่อนวันนัดประชุมอันเป็นการขาดประชุม โดยมีได้ลาประชุมตามระเบียบและเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่อาจออกเสียงลงคะแนนก็เป็นความผิดส่วนหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสามกลับมอบบัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของตนให้บุคคลอื่นแสดงตน และออกเสียงลงคะแนนแทนอันเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

จำเลยทั้งสามในฐานะ สส. ย่อมทราบดีว่าการออกเสียงลงคะแนนในการตรากฎหมายเป็นการทำหน้าที่แทนปวงชนซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่าภารกิจอื่น แต่จำเลยทั้งสามกลับละเลยหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนไปปฏิบัติงานอย่างอื่นโดยไม่ยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจนทำให้เกิดความด่างพร้อยต่อระบบรัฐสภา ทำให้เห็นเจตนาที่ไม่ชอบของจำเลยทั้งสามมากยิ่งขึ้น

แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การใช้สิทธิออกเสียงลงมติแทนผู้ที่ไม่อยู่ร่วมประชุมเป็นเหตุให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกำหนดคำบังคับให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในการพิจารณา พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เฉพาะการพิจารณาลงมติในวาระที่สอง วาระที่สาม

และข้อสังเกตของ กมธ. ซึ่งต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าวก็ตาม นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าแล้วยังมีความเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าวใหม่ จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างมาก

พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นการกระทำที่ไม่ชื่อสัตย์ต่อหน้าที่ทำให้ประโยชน์ส่วนรวมได้รับความเสียหาย ไม่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และคำปฏิญาณที่ให้ไว้ และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยการไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามก็เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำ เป็นการป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำความผิดเช่นนี้อีก

แม้ต่อมาจำเลยทั้งสามรู้สำนึกในการกระทำความผิดโดยให้การรับสารภาพและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ทั้งได้กระทำคุณความดีต่อสังคมตามที่จำเลยทั้งสามอ้างก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ดำเนินการตามเดิม วิษณุ ไม่ยืนยันความสมบูรณ์ หลังตรวจคำแก้ข้อกล่าวหา นายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576657

11 มิ.ย. 2567

13:19 น.

ดำเนินการตามเดิม วิษณุ ไม่ยืนยันความสมบูรณ์ หลังตรวจคำแก้ข้อกล่าวหา นายกฯ

”วิษณุ” ตรวจคำแก้ข้อกล่าวหานายกฯ แล้ว ไม่ยืนยันความสมบูรณ์ – ย้ำดำเนินการตามขั้นตอนในอดีต และเข้มงวดเป็นพิเศ

นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตรวจเอกสารคำชี้แจงแก้ไขข้อกล่าวหาของนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีว่า ตนเองได้ตรวจสอบดูแล้ว 3 ชั้นทั้งร่างแรก ร่างแก้ไข และร่างส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตามกำหนด 

ซึ่งตนเองไม่ได้เป็นผู้ยกร่าง เพราะดำเนินการโดยทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรี โดยที่ตนเองเป็นผู้ตรวจทานเท่านั้น และมีการประชุมพูดคุยกัน หากพบว่ามีส่วนใดควรปรับ ก็ปรับแก้ไข ซึ่งบางประเด็นการแก้ไขนั้น ทีมทนายก็ยอมตนเอง และมีบางประเด็นที่ตนยอมทีมทนาย โดยไม่ยืนยันว่า สมบูรณ์หรือไม่ เพราะสามารถดำเนินการได้เพียงแค่นั้น รวมทั้งสิ้น 1 ฉบับ แต่ไม่เปิดเผยจำนวนหน้า เนื่องจาก มากพอสมควร 
 

นายวิษณุ ยืนยันได้ว่า มีการชี้แจงทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ที่สำนักเลขาธิการคณะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ดำเนินการตามขั้นตอน เคยเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีในอดีตอย่างไร ก็ได้ดำเนินการเช่นนั้นเรื่อยมา และย้ำว่า การแต่งตั้งในครั้งนี้ได้เข้มงวดเป็นพิเศษ 

ส่วนศาลจะมีการขอคำชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายวิษณุ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับศาล หากศาลต้องการเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม 

คปท. ยื่นหนังสือ “กองทัพบก” คัดค้านให้ประกันตัว “ทักษิณ” คดี ม.112

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576654

11 มิ.ย. 2567

13:10 น.

คปท. ยื่นหนังสือ "กองทัพบก" คัดค้านให้ประกันตัว "ทักษิณ" คดี ม.112

คปท. ยื่นหนังสือกองทัพบก คัดค้านให้ประกันตัว “ทักษิณ ชินวัตร” คดีมาตรา 112 ลั่นมีพฤติกรรมเข้าข่ายแทรกแซง และยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

11 มิ.ย.2567 กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล,นาย นัสเซอร์ ยีหมะ ร่วมกับ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย นายอานนท์ กลิ่นแก้ว และ กลุ่มกองทัพธรรม นำโดย นายใจเพชร กล้าจน จัดกิจกรรมยื่นหนังสือ ถึงกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อให้คัดค้านการประกันตัวชั่วคราว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดี ม. 112

คปท. ยื่นหนังสือ \"กองทัพบก\" คัดค้านให้ประกันตัว \"ทักษิณ\" คดี ม.112

โดยทางผู้ชุมนุมเดินเท้าจากแยกพาณิชย์ ผ่านหน้าวัดโสมนัสฯ เข้าถนนราชดำเนิน มายังหน้ากองทัพบก ซึ่งระหว่างการเคลื่อนขบวน นายประกอบกิจ อินทร์ทอง ได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียง ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ  เกี่ยวกับประเด็นการคัดค้านการนิรโทษกรรมในคดี ม.112 รวมถึงจุดประสงค์ของการมายื่นหนังสือที่กองทัพบก เพื่อให้กองทัพบก คัดค้านการประกันตัวนายทักษิณ ในคดี ม. 112 โดยยืนยันว่าการทำกิจกรรมของกลุ่ม ไม่ได้เรียกร้องให้กองทัพออกมาปฏิวัติ

คปท. ยื่นหนังสือ \"กองทัพบก\" คัดค้านให้ประกันตัว \"ทักษิณ\" คดี ม.112

นายพิชิต กล่าวว่า ตามที่อัยการสูงสุด มีมติสั่งฟ้องนายทักษิณ คดี ม. 112 แต่ นายทักษิณ กลับยื้อเวลาเพื่อขอพิสูจน์ตนเอง ซึ่งเป็นข้อกังวลที่กลุ่มไม่ไว้วางใจ เนื่องจากนายทักษิณ เคยหลบหนีคดีมาแล้ว ขณะเดียวกันยังกล่าวอ้างว่าตัวเองถูกยัดเยียดข้อหา และอาจพยายามเข้ามาแทรกแซงและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ 

คปท. ยื่นหนังสือ \"กองทัพบก\" คัดค้านให้ประกันตัว \"ทักษิณ\" คดี ม.112

จึงขอให้กองทัพบก ยื่นคัดค้านการประกันตัวอดีตนายทักษิณ ที่เป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรง จากการกระทำหมิ่นต่อสถาบันฯ และยังไม่สำนึกที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ กลุ่มจึงต้องการให้กองทัพออกมาดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำหน้าที่แทนประชาชนที่จงรักภักดี ต่อไป 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก ผ่าน พ.ท.ภณกรีช ฤทธีเรืองนาม​ นายทหารเวรผู้ใหญ่​ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จากนั้นได้ยุติกิจกรรม เดินขบวนกลับพื้นที่ชุมนุมที่บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรฯ

ไล่ถอดยศได้ “สุทิน” สั่งสอบ พล.ท.กร่าง จ่อโทษวินัย ถ้าผิดไม่ปล่อยลอยนวล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576653

11 มิ.ย. 2567

13:09 น.

ไล่ถอดยศได้ "สุทิน" สั่งสอบ พล.ท.กร่าง จ่อโทษวินัย ถ้าผิดไม่ปล่อยลอยนวล

สุทิน คลังแสง ไม่ปล่อย สั่งสอบ “พล.ท.กร่าง” หากพบผิดพร้อมลงโทษทางวินัยไม่ลอยนวล แม้เกษียณยังไล่ถอดยศได้ กำชับทหารต้องเป็นสุภาพบุรุษ

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีนายทหารยศพลโท มีพฤติกรรมกร่าง ข่มขู่ประชาชนว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น นายทหารดังกล่าว สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ถูกสั่งไปปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลพระ
มงกุฏเกล้า โดยให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากพบว่า มีมูลตามที่เป็นข่าว ก็ต้องลงโทษทางวินัย พร้อมชี้แจงกระแสข่าวที่อาจมีการยื้อเวลาลงโทษ เพื่อรอเกษียณว่า แม้จะเกษียณไปแล้ว ก็หนีโทษทางวินัยไม่ได้ และสามารถไล่ออก หรือปลดออกย้อนหลังได้ 

ส่วนกรณีที่นายทหารระดับสูงยศนายพลขึ้นไป ส่วนใหญ่จะไม่มีโทษทางวินัย เนื่องจากเป็นระดับชั้นผู้ใหญ่มีอาวุโสแล้วนั้น นายสุทิน ยืนยันว่า ต้องมีโทษ และหลังจากนี้ จะมีการกำชับการตรวจสอบตั้งแต่เป็นข่าว และผลเมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว เพื่อให้เสังคมรับทราบด้วย 

ส่วนหลังจากนี้จะกำชับ ระเบียบของกำลังพลตั้งแต่ระดับล่าง ไปถึงระดับสูงอย่างไรนั้น นายสุทิน มั่นใจว่า ผู้บังคับบัญชาทุกคนตระหนักอยู่แล้ว และพฤติกรรมส่วนบุคคลบางครั้ง คนจำนวนมากอาจมีหลุดออกมาบ้าง เพราะเป็นบุคลิกของแต่ละคน แต่ก็จะมีการสอบสวนลงโทษจะไม่ปล่อยให้ลอยนวล และเชื่อว่า หลังจากนี้ จะน้อยลง เพราะตนได้เน้นย้ำในการประชุมสภากลาโหมว่า ให้รักษาภาพพจน์ของกองทัพ รวมทั้งเรื่องวินัย ต้องไม่เบ่ง ข่มเหงรังแกประชาชน และทหารต้องเป็นสุภาพบุรุษ