“ทักษิณ” มวยได้น้ำ โยง “ซูเปอร์ดีล” การเมืองเคลียร์คดี ม.112

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576448

08 มิ.ย. 2567

18:19 น.

"ทักษิณ" มวยได้น้ำ โยง "ซูเปอร์ดีล" การเมืองเคลียร์คดี ม.112

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ในเวลานี้โดนมรสุมรุมเร้าไม่แพ้ พรรคก้าวไกล ที่กำลังถูกพิจารณาคดียุบพรรค โดยเฉพาะคดี ม.112 ที่เป็นประเด็นร้อน และลุ้นกันอย่างระทึกว่า “ทักษิณ” จะหาทางออก และจะวางเกมคลื่นใต้น้ำเรื่องนี้อย่างไร

หากย้อนดูประเด็นที่เป็นมรสุมรุม “เพื่อไทย” ประเด็นแรก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถูก 40 สว. ยื่นสอยออกจากตำแหน่ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ และละเมิดมาตรฐานจริยธรรม จากกรณีแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” ทั้งที่รู้ หรือควรรู้อยู่แล้ว ว่าขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ

โดยคดีน่าจะรู้ผลไม่เกินต้นเดือน ก.ค. 67 หลังจากที่นายกฯ เศรษฐา ได้เซ็นคำชี้แจงต่อศาล รธน.ไปแล้วเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ประเด็นที่ 2 หากนายกฯ เศรษฐา ไม่รอด แล้วต้องเปลี่ยนนายกฯ ใหม่ ล้างไพ่ตั้งรัฐบาลใหม่ นายกฯ คนต่อไปน่าจะตกอยู่ที่ “แพทองธาร ชินวัตร” หรือ อุ๊งอิ๊งค์ หรือไม่ แต่ในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง อุ๊งอิ๊งค์ น่าจะยังไม่พร้อมรับไม้ต่อ และที่สำคัญมีข่าวมาตลอดว่า “คุณหญิงพจมาน” ไม่อยากให้ลูกคนเล็กต้องมาเสี่ยงในเวลานี้

ประเด็นที่ 3 นโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย เช่น โครงการดิจิทัล วอลเล็ต  10,000 บาท เหมือนจะมีความชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนทั้งหมด รวมทั้งการขึ้นค่าแรง 400 บาท เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 600 บาท ในปี 2570 ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ประเด็นที่ 4 รัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การบริหารงานของนายเศรษฐา ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมา 3 ไตรมาสแล้ว แต่ผลงานก็ยังดูเหมือนไม่ประจักษ์ชัดสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

ประเด็นที่ 5 ปัญหาเอกภาพในพรรคเพื่อไทยเอง และพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผ่านมามีปัญหาความเห็นต่างค่อยข้างเยอะ ล่าสุดพรรคร่วมไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษาของนายกฯ และก่อนหน้านี้ ก็มีนโยบายที่ขัดแย้งกัน  เช่น นโยบายกัญชา ทำให้พรรคภูมิใจไทย ปะทะกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ  รวมถึงความขัดแย้งในการแบ่งงานในกระทรวงการคลัง ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เกิดแรงกระเพื่อมระหว่างกัน

ประเด็นที่ 6 นายทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคตัวจริง ถูกฟ้องดำเนินคดี ม.112 ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเป็นคดีที่ใหญ่ และหนักที่สุด ซึ่งในมุมการเมือง มาสามารถที่จะบอกได้ว่า คดี ม.112 ของนายทักษิณ นี้จะสรุปจบอย่างไร แต่การที่นายทักษิณ ถูกดำเนินคดี ม.112 มีการผูกโยงถึง “ซูเปอร์ดีล” การเมือง ที่มองว่านายทักษิณ มีการเคลื่อนไหว “เลยธง  – เกินดีล”

หากย้อนกลับไปวันที่ 28-29 พ.ค. 67 อดีตนายกฯ ทักษิณ เลื่อนนัดพบอัยการ หลังมีข่าวยืนยันชัดเจนว่า อัยการจะมีคำสั่งฟ้องคดี ม.112 และจะนำตัวอดีตนายกฯไปยื่นฟ้องต่อศาลทันที โดย นายทักษิณ อ้างเหตุผลในขณะนั้นว่า “ติดโควิด” หลังจากนั้นข่าวคราวของนายทักษิณ ก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว จากที่เดินสาย-เลยธง-เป็นข่าวอยู่แทบทุกวัน ก็กลายเป็น “สงบ-สนิท” จนมีกระแสข่าวว่า ทักษิณ หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

\"ทักษิณ\" มวยได้น้ำ โยง \"ซูเปอร์ดีล\" การเมืองเคลียร์คดี ม.112

ที่ผ่านมา “ทีมงานของอดีตนายกฯ” ทำงานกันอย่างหนัก และมองว่า ไม่ควรหนี หรือถอย แต่ต้องเดินหน้าชน เพราะ

1.มิติกฎหมาย

  • ลากได้ – คือดึงเกมเพื่อดีลใหม่ได้
  • สู้ได้ – เพราะด้วยตัวเนื้อพยานหลักฐาน ยังสู้ได้
  • ประกันได้ เพราะตัว ทักษิณ อดีตนายกฯ ยังอยู่ในอำนาจราชทัณฑ์และคุมประพฤติ มีเหตุอ้างต่อศาลได้เรื่องปล่อยชั่วคราว

2.มิติการเมือง

  • ถ้าขยับเร็วไป หรือด่วนตัดสินใจ จะเสียหายทั้งกระดาน
  • หนีออกนอกประเทศ จะกลายเป็น “ผู้ต้องหาคดีอาญา” เพราะขณะนี้บ้านเมืองไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร หรือมีการปฏิวัติรัฐประหาร แถมพรรคการเมืองที่ลูกสาวตัวเองเป็นหัวหน้าพรรคยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วย ฉะนั้นหากหนี ความชอบธรรมจะต่ำกว่ารอบที่แล้วมาก 

สุดท้ายทุกฝ่ายจึงสรุป ตัดจบด้วยการ “เดินหน้าลุย” โดยฝั่ง ทักษิณ ก็ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของปัญหา นั่นก็คือ “คุยกับคนในดีล” แต่ไม่ยอมคุยผ่านใครแล้ว นัดคุยกับ “เจ้าของดีล” ในฐานะ “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ไปเลย

มีข่าวว่า ก่อนเข้าไปคุยกับ “คนในดีล” ท้องฟ้าค่อนข้างมืดคล้ำ และหลังออกจากคุยกับ “คนในดีล” ท้องฟ้าแจ่มใส แดดแรง งานนี้จึงนำมาสู่การปรากฏตัวของ “อดีตนายกฯ” ไปนวดสปาที่ร้านหรูย่านเพลินจิต เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการเผยกำหนดการร่วมงานฉลองอุปสมบท หลานชายของนายกเบี้ยว นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

\"ทักษิณ\" มวยได้น้ำ โยง \"ซูเปอร์ดีล\" การเมืองเคลียร์คดี ม.112

หากอ่านท่าทีของ ทักษิณ อดีตนายกฯ สรุปได้ว่า

  • 1. เคลียร์กับ “เจ้าของดีล” เรียบร้อย ฟ้าใส 
  • 2. ได้รับความมั่นใจมาแบบ เต็มเปี่ยม เกินร้อย 
  • 3. พวก “ขบวนการ 3 ล้ม” หาว่า “เลยธง” คราวนี้เลยย้อนเกล็ด เคลื่อนไหวถี่ยิ่งกว่าเดิม
  • 4. สยบข่าวหลบหนีออกนอกประเทศ และ ปิดเกมข้ออ้างเรื่องป่วยโควิด เพราะเปิดตัวด้วยการไปนวดสปา

18 มิ.ย. 67 อัยการนัดส่งฟ้อง “ทักษิณ” คดี ม.112 หากจะวิเคราะห์แนวทางของคดี มีความเป็นไปได้ 2 ประการ คือ

ประการแรก ไปตามนัดอัยการ อัยการพาตัวไปยื่นฟ้องต่อศาล และศาลประทับรับฟ้อง ให้ประกัน แล้วต่อสู้คดีกันอีก 3 ศาล หรือจนถึงที่สุด หรือ ยอมรับสารภาพ ศาลลงโทษจำคุก แล้วให้รอลงอาญา แต่ตามกฎหมายใหม่จะไม่จบในนัดเดียว เพราะถึงแม้จำเลยจะยอมรับสารภาพ แต่ศาลจะสั่งสืบเสาะพฤติการณ์ก่อน เพื่อประกอบคำวินิจฉัยว่าจะให้รอลงอาญาหรือไม่ อย่างไร

ประการที่ 2 “ทักษิณ” ไม่ไปตามนัดอัยการ ขอเลื่อนอีกรอบ อ้างมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ เพื่อดึงเวล และสุดท้ายอัยการสูงสุดอาจสั่งใหม่ “คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง” สรุปว่าวันที่ 18 มิ.ย. นี้ “ขบวนการ 3 ล้ม” จะไม่มีทางได้เห็นอดีตนายกฯ เข้าเรือนจำ
 

\"ทักษิณ\" มวยได้น้ำ โยง \"ซูเปอร์ดีล\" การเมืองเคลียร์คดี ม.112

‘ซีพีเอฟ’ย้ำเลี้ยงหมูตามมาตรฐานสากล ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809313

'ซีพีเอฟ'ย้ำเลี้ยงหมูตามมาตรฐานสากล ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

‘ซีพีเอฟ’ย้ำเลี้ยงหมูตามมาตรฐานสากล ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.38 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นผลิตอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ ควบคู่การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างรับผิดชอบและสมเหตุผล ผลิตเนื้อหมูปลอดภัย ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการวิชาการสุกร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและการมีสุขภาพดีของผู้บริโภคทั่วโลก ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการตามมาตรฐานสากล ปลอดภัยต่อการบริโภค และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแนวทางปฏิบัติตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารโปรตีนและดูแลสัตว์ในฟาร์มให้มีความเป็นอยู่สุขสบาย มีอาหารและน้ำพอเพียงตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ และได้รับการตรวจประเมิน ทั้งจากหน่วยงานภายในและหน่วยงานอิสระภายนอก เพื่อให้มั่นใจถึงการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างเหมาะสมและมีมนุษยธรรม สอดคล้อง ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดและข้อบังคับของประเทศผู้ผลิตและประเทศคู่ค้า

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์การใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างรับผิดชอบและเหมาะสม ครอบคลุมทั้งฟาร์มของบริษัทและฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม โดยสัตวแพทย์จะต้องมีใบสั่งยาจึงจะทำการร้กษาสัตว์ได้ ไม่มีการใช้สารใดๆ ที่เป็นข้อห้ามทางกฎหมายทั้งหมด และมีการควบคุมกำกับอย่างเข้มงวด มีข้อกำหนด มีระยะหยุดยาที่เหมาะสม และผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า เนื้อหมูจากฟาร์มสุกรของ ซีพีเอฟ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ปลอดภัยต่อการบริโภค ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อลดภาวะเชื้อดื้อยา

สำหรับการเลี้ยงสุกร ของ ซีพีเอฟ ให้สุกรมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ มีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ

– สายพันธุ์สุกรที่ดี แข็งแรงเติบโตได้ดี โดยที่ไม่ต้องใช้สารเร่งการเจริญเติบโต

– อาหารที่ดี คุณค่าทางโภชนาการตรงตามความต้องการ เหมาะกับแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้สุกรเจริญเติบโตเต็มที่ พร้อมเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับสุกรมีสุขภาพแข็งแรงด้วย โปรไบโอติก

– โรงเรือนที่ดี โรงเรือนระบบปิด ปรับอากาศให้โรงเรือนเย็นสบายด้วยการระเหยของน้ำ (Evaporative Cooling System : EVAP) พร้อมใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาช่วยในการเลี้ยง เพื่อให้สุกรอยู่อย่างสุขสบาย และมีสุขภาพดี เติบโตเต็มที่ ไม่เครียดไม่เจ็บป่วย

– การจัดการฟาร์มที่ดี ยึดหลักมาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ โดยการเลี้ยงดูทุกขั้นตอนมีสัตวแพทย์ และสัตวบาลคอยควบคุมดูแล

– ระบบการป้องกันโรคในสุกรที่ดี ซีพีเอฟ ใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค ปลอดจากโรคระบาดสัตว์และโรคระบาดในมนุษย์

“กระบวนการผลิตของ ซีพีเอฟ ทั้งหมด มุ่งเน้นการควบคุมและป้องกันโรคทุกชนิด นอกจากมีสัตวบาลคอยดูแลสุกร ยังมีสัตวแพทย์คอยควบคุมดูแลเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคในฟาร์มทั้งหมด ทุกขั้นตอนควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทุกส่วน เมื่อสัตว์ไม่มีโรค สุขภาพดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฎิชีวนะเพื่อรักษา ซึ่งเป็นผลดีส่งถึงผู้บริโภค” น.สพ.ดำเนิน กล่าว

สำหรับหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ ประกอบด้วย 1. ปราศจากความหิว กระหาย และการให้อาหารที่ไม่ถูกต้อง 2. ปราศจากความไม่สะดวกสบาย อันเนื่องมากจากสภาวะแวดล้อม 3. ปราศจากความเจ็บปวดและโรคภัย ต้องมีระบบการป้องกันโรคที่เหมาะสม หรือหากได้รับการวินิจฉัยว่าเจ็บป่วยจะได้รับการรักษาที่จำเป็น 4. ปราศจากความกล้วและความทุกข์ทรมาน และภาวะเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ 5. มีอิสระในการแสดงออกในพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ เช่น พฤติกรรมการขุดคุ้ย

‘MEGA PRIDE : PRIDE IS EVERYDAY’ แลนด์มาร์คสีรุ้ง สื่อความหลากหลายของผู้คนในสังคม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809243

‘MEGA PRIDE : PRIDE IS EVERYDAY’ แลนด์มาร์คสีรุ้ง สื่อความหลากหลายของผู้คนในสังคม

‘MEGA PRIDE : PRIDE IS EVERYDAY’ แลนด์มาร์คสีรุ้ง สื่อความหลากหลายของผู้คนในสังคม

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งสีสันของความหลากหลายจัดกิจกรรม MEGA PRIDE ร่วมสนับสนุนให้ทุกคนกล้าแสดงความเป็นตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างภาคภูมิใจในทุกๆ วัน ภายใต้แนวคิด PRIDE IS EVERYDAY ถ่ายทอดผ่านการจัดแสดง INSTALLATION ART กับแลนด์มาร์คสีรุ้งขนาดใหญ่ จัดเต็มบรรยากาศการตกแต่งด้วยสีสันสะท้อนสัญลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) เปิดต้อนรับให้ทุกคนทุกเพศ ทุกวัย ได้เช็คอินถ่ายภาพ ส่งต่อความหมายอันทรงพลังในความหลากหลายของผู้คนในสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมในทุกๆ วัน

เดือนมิถุนายนของทุกปี เป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ การจัดกิจกรรม MEGA PRIDE ครั้งนี้เพื่อร่วมเฉลิมฉลองไปกับทุกคนทั่วโลกโดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อร่วมสนับสนุนให้ทุกคนกล้าแสดงความเป็นตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างภาคภูมิใจในทุกๆ วัน รวมทั้งเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจในความแตกต่าง และส่งมอบกำลังใจให้กับทุกๆ คน ไฮไลท์ของงาน คือ การจัดแสดง INSTALLATION ART ด้วยการจัดทำเป็นแลนด์มาร์คสีรุ้งขนาดใหญ่และการตกแต่งบรรยากาศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละคน ด้วยสีสันที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มหลากหลายทางเพศ(LGBTQIAN+)ซึ่งไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างไร ทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและงดงาม พร้อมเปิดต้อนรับให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ได้เช็คอินถ่ายภาพ ส่งต่อความหมายอันทรงพลังในความหลากหลายของผู้คนในสังคม ความเสมอภาค การยอมรับ ความโดดเด่น ชีวิตและเสรีภาพ ณ บริเวณทางเข้าเมน เอนทรานซ์ นอกจากนี้ยังได้มอบความพิเศษให้สมาชิกเมกา สไมล์รีวอร์ดส ในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือนมิถุนายน 2567 (ระหว่างวันที่ 8-9, 15-16, 22-23, 29-30 มิถุนายน 2567) เมื่อใช้จ่ายครบ 4,000 บาท ขึ้นไป/ ใบเสร็จ รับสิทธิ์เล่นเกมที่บูธกิจกรรม PRIDE MONTH GAME ฟรี 1 ครั้ง เพื่อรับของรางวัล อาทิ คะแนนเมกาสไมล์ รีวอร์ดส 10 คะแนน, ICE CREAM จาก MOLTO มูลค่า 89 บาท, MEGA VOUCHER มูลค่า 100 บาท หรือโดนัทจาก CHUBBY DOUGH ในหมวด Basic, Variety, Special หมวดละ 1 ชิ้น รวมจำนวน 3 ชิ้น รวมมูลค่า 110 บาท และแลกรับฟรีถ่ายรูป MEGA PRIDE ถ่ายภาพในมุมมองใหม่สะท้อนความเป็นตัวเอง กับ HIGH ANGLE PHOTO BOOTH นอกจากนี้ สำหรับสมาชิกใหม่ เมกา สไมล์ รีวอร์ดส รับฟรี MEGA STRIPE TOTE มูลค่า 150 บาท เพียงแสดงใบเสร็จไม่มีขั้นต่ำ

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเมกาบางนา พร้อมจะเป็นพื้นที่ที่เปิดต้อนรับทุกๆ ความหลากหลายของผู้คนและส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ด้วยการเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมที่จะสร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองได้อย่างอิสระ เพื่อตอกย้ำแนวคิด “WE CREATE A BETTER EVERYDAY LIFE FOR MANY PEOPLE” มาร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมๆ กันกับกิจกรรม MEGA PRIDE : PRIDE IS EVERYDAY ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2567 ที่ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชั่นเมกาบางนา หรือ WWW.MEGA-BANGNA.COM

สยามพิวรรธน์ จับมือพันธมิตรจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ เป็นแฟชั่นโชว์รักษ์โลกสุดสร้างสรรค์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809232

สยามพิวรรธน์ จับมือพันธมิตรจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก  เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ เป็นแฟชั่นโชว์รักษ์โลกสุดสร้างสรรค์

สยามพิวรรธน์ จับมือพันธมิตรจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ เป็นแฟชั่นโชว์รักษ์โลกสุดสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์เดินหน้าตอกย้ำการเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังพันธมิตร Eco System ในการเชื่อมธุรกิจไปสู่ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบเชิงบวกด้วยการฟื้นฟูและส่งต่อโลกที่น่าอยู่ ร่วมกับบางกอกไพรด์ Drag Bangkok และ Miss Trans Thailand จัดกิจกรรม Citizen of Earth by Siam Piwat Presents The Celebration : Love Earth เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายนของทุกปี

ปีนี้ได้จัดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Pride Festival 2024 จัดโดย บางกอกไพรด์ และกรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equality & Inclusion) ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Month) เนรมิตแคตวอล์กจัดแสดงแฟชั่นโชว์รักษ์โลกสุดสร้างสรรค์โดยการออกแบบของกลุ่ม LGBTQIAN+ และศิลปินนักออกแบบชื่อดัง โดยการนำกระป๋องน้ำดื่ม ONESIAM มาเป็นวัสดุหลักในการออกแบบเสื้อผ้า และแอคเซสซอรี่ต่างๆ พร้อมเปิดเวทีเสวนาเรื่องสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ “The Celebration : Love Earth ถักทอความรักให้โลกของเรา” เมื่อวันที่4 มิถุนายน 2567 เวลา 14.00-17.00 น. ณ SCBX Next Techชั้น 4 สยามพารากอน

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีก เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่
หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมียม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ดำเนินนโยบายบริหารจัดการขยะแบบ 360 องศาอย่างครบวงจร ตั้งเป้ามุ่งสู่การขับเคลื่อนสู่องค์กรขยะเป็นศูนย์ หรือ Zero Waste โครงการน้ำดื่ม ONESIAM นับเป็นอีกหนึ่งก้าวของสยามพิวรรธน์ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดปริมาณการฝังกลบขยะจากการดำเนินงาน 50% ภายในปี 2030 และเดินหน้าสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050

นราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญและมีแนวคิดในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว มาร่วมกันจัดงานครั้งนี้ สยามพิวรรธน์นำกลยุทธ์ ร่วมกันรังสรรค์ (Co-Creation) และการสร้างคุณค่าสมประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (Creating Shared Values) โดยการนำกระป๋องน้ำดื่ม ONESIAM ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มจากอะลูมิเนียม สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 100% และขยะรีไซเคิลอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว มาสร้างมูลค่าด้วยการสร้างสรรค์ของกลุ่ม LGBTQIAN+และยังได้รับความร่วมมือจากศิลปินนักออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์งานจากวัสดุเหลือใช้ มาช่วยกันสร้างสรรค์ผลงาน เป็นผลงานแฟชั่นโชว์โดยการ Upcycle ขยะ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาของสิ่งแวดล้อมที่มีมากขึ้นทุกปี รณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันดูแลโลกผ่านแนวคิดบริโภคอย่างยั่งยืน

สยามพิวรรธน์ได้บรรจุการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ โดยเราได้คำนึงถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกๆ พื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการบริหารจัดการขยะด้วยแนวคิด เลือก ใช้แยก สร้าง มุ่งพัฒนาระบบจัดการขยะทั้งห่วงโซ่ และได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ไปจนถึงการสร้างแนวทางปฏิบัติที่จะเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่นๆ ทั้งยังส่งเสริมให้คนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยกรุงเทพฯและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถมีส่วนร่วม และมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพผ่าน Recycle Collection Center (RCC) และในปี 2566 ที่ผ่านมา เราสามารถนำขยะไปรีไซเคิลและสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 4,000 กิโลกรัม คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการนำขยะกลับไปรีไซเคิล 8,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 860 ต้น”

ไฮไลท์กิจกรรมภายในงาน Citizen of Earth by Siam Piwat Presents The Celebration : Love Earth เริ่มด้วย แฟชั่นโชว์รักษ์โลก ด้วยการนำเสนอแนวคิดเรื่องการ Upcycle ถ่ายทอดไอเดียการนำกระป๋องน้ำดื่ม ONESIAM และวัสดุเหลือใช้ต่างๆ มาเป็นผลงานสุดสร้างสรรค์ โดยการออกแบบของ “จรัญ คงมั่น” แฟชั่นดีไซเนอร์ชาว LGBTQIAN+ และแสดงแฟชั่นโชว์โดยทูตนฤมิต จากกลุ่มบางกอกไพรด์ และยังมีแฟชั่นโชว์รักษ์โลกจาก Drag Bangkok และตัวแทนผู้เข้าประกวด Miss Trans Thailand ประจำปี 2024 ปิดท้ายด้วยชุดฟินาเล่จากการออกแบบของ “วิชชุลดาปัณฑรานุวงศ์” ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งนำกระป๋องน้ำ ONESIAM และเศษวัสดุต่างๆ มาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้า แอคเซสซอรี่แบบครบชุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Post-Apocalyptic” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของความบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนของธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่โลกถูกทำลาย โดยมี “นัท-นิสามณี” ยูทูบเบอร์-อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาว LGBTQIAN+ ร่วมเดินแฟชั่นชุดส่งท้ายแคตวอล์ก

กิจกรรม Forum เสวนาด้านสิ่งแวดล้อม “The Celebration : Love Earth ถักทอความรักให้โลกของเรา” ภายใต้หัวข้อ “แฟชั่น = ขยะ = โลกรวน”โดยมีวิทยากรหลากหลายวงการ อาทิ อารยา อินทรา อาจารย์แฟชั่น คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรผู้บุกเบิกแฟชั่น และความยั่งยืน, กมลนาถองค์วรรณดี ผู้ประสานงานเครือข่าย Fashion Renovation ประเทศไทย,ศิริพร ศรีอร่าม Scientist and a climate change activist, is championing the 30X30 Global Coalition in Thailand, Cendie Moly นักเก็บขยะเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล ประธานกรรมบริหาร บริษัท สถานี รีไซเคิล วงษ์พาณิชย์สุวรรณภูมิจำกัด มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอนวัตกรรมหรือโครงการที่สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : สีสันคัลเลอร์ฟูล ต้อนรับเทศกาล Pride ใน 9 โรงแรมชั้นนำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809217

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : สีสันคัลเลอร์ฟูล ต้อนรับเทศกาล Pride ใน 9 โรงแรมชั้นนำ

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : สีสันคัลเลอร์ฟูล ต้อนรับเทศกาล Pride ใน 9 โรงแรมชั้นนำ

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงแรมอนันตรา สยาม

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร สัปดาห์นี้ชวนไปอร่อย ฉลองเทศกาล Pride Month สนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศด้วยความพิเศษจากห้องอาหารชั้นนำ 9 โรงแรม มาเริ่มต้นกันที่

โรงแรมอนันตรา สยาม นำเสนออาหารและเครื่องดื่มในแบบ Free Flow เสิร์ฟไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง ในวันเสาร์ที่ 8 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 20.00 น. พร้อมสนุกให้สุดเหวี่ยงกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน Queer Pop ต้น-ธนษิตพร้อมปิดท้ายกับดีเจ Groove สุดมันส์ แพ็กเกจเริ่มต้น ท่านละ 2,500 บาท++ (รวม Free Flowอาหารและเครื่องดื่มไวน์ เบียร์ ค็อกเทล)ที่ Guilty FAB Brunch โทร.02-1268866

โรงแรมอวานี ริเวอร์ไซด์

โรงแรมอวานี ริเวอร์ไซด์ นำเสนอ9 บุฟเฟ่ต์สเตชั่น รวมทั้ง Unlimited A-la-cartสั่งได้ไม่อั้นอีกกว่า 40 เมนู อาทิ ซีฟู้ด, สเต๊กเนื้อวากิว, ซี่โครงหมูรมควัน ฯลฯ มีให้เลือก 2 ราคาได้แก่ Regular Package ท่านละ 1,499 บาท++ และ Premium Package ท่านละ 1,899 บาท++ โดยเพิ่มเมนูพรีเมียมซีเล็คชั่น อาทิ ฟัวกราส์, ล็อบสเตอร์อบเนย ฯลฯ มื้อค่ำทุกวันศุกร์และเสาร์ตลอดเดือน มิ.ย. ที่ ห้องอาหาร Skyline โทร.02-4319100

โรงแรมอวานี สุขุมวิท

โรงแรมอวานี สุขุมวิท นำเสนอโปรโมชั่นอาหารสีสันสดใส เมนู “Pride Burger” ราคาเริ่มต้น 290 บาท++ถึง 31 ก.ค. ที่ ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ โทร.02-0797555

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ นำเสนอเบเกอรี่สัญชาติเยอรมัน เมนูสุดพิเศษ อาทิ Rainbow Layer Cake, Rainbow Macarons พร้อมจิบ Hot Cappuccino หรือเครื่องดื่มเย็นๆ รวมทั้งเมนูสลัดและแซนด์วิชสดใหม่ ตลอดเดือน มิ.ย.ที่ แบร์โธลด์ เดลิคาเทสเซน โทร.02-0959999

โรงแรมม็อกซี่

โรงแรมม็อกซี่ แบงคอก นำเสนอเมนูอาหารจานพิเศษด้วยการวาดลวดลายศิลปะบนจานอาหาร เซตอาหารเย็น Moxy Dining Magic ท่านละ 1,490 บาท ถึง30 มิ.ย. ที่ Moxy Bar &Restaurant โทร.02-2095999

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนออาหารว่าง อาทิ กุ้งแม่น้ำเทมปุระ, แซลมอนมิลล์เฟย, แฮมซานดาเนียลกับขนมปังกรอบ, เฟรนซ์ฟรายส์กับฟองดูทรัฟเฟิล,ชูโรสสอดไส้ซาวครีมและคาเวียร์, หอยนางรมสดกับเครื่องเคียง, โคลด์คัทกับชีสและแยม ฯลฯ พร้อมจิบแชมเปญแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟชมวิวเมืองจากมุมสูงและพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมวิวแบบพาโนรามา 360 องศา ที่ ครูแชมเปญบาร์ โทร.02-1006255

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น นำเสนออาหารจีนลดพิเศษ 30% เป็ดปักกิ่ง ติ่มซำ และอาหารตามสั่ง อาทิ หมูกรอบมิราเคิล ปลาหิมะนึ่งซอสเอ็กซ์โอ กุ้งแม่น้ำนึ่งกระเทียม วุ้นเส้น กุ้งทอดครีมสลัดรังผึ้ง และซุปเสฉวนถึง 30 มิ.ย. ที่ ห้องอาหารจีนดรากอน โทร.02-5755599

โรงแรมอัศวิน แกรนด์คอนเวนชั่น

โรงแรมอัศวิน แกรนด์คอนเวนชั่น นำเสนอบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น ซูชิ ซาชิมิ เทปันยากิเทมปุระรวม เทอริยากิ ทาโกะยากิอุด้ง โซบะ ซุปมิโซะ โอชิรุโกะ ฯลฯ กว่า 50 เมนู ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ท่านละ 690 บาทถ้วนที่ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ โทร.02-1595888

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ให้บริการบ๊ะจ่างสูตรพระกระโดดกำแพงในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ อาทิ หอยเป๋าฮื้อออสเตรเลียหอยเชลล์แห้ง กุ้งแห้งฮ่องกง กระเพาะปลา และเห็ดมอเรลป่า ราคาชิ้นละ 988 บาท++ ถึง 16 มิ.ย.ที่ ห้องอาหารซัมเมอร์ พาเลซ หรือสั่งบ๊ะจ่างบรรจุกล่องชิ้นละ 1,200 บาท ที่ ร้านบัตเตอร์ โทร.02-6560444

มื้อแห่งความอร่อยที่ถ่ายทอดเรื่องราวความภาคภูมิใจในความเท่าเทียมของ
กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ผ่านอาหารและเครื่องดื่มที่สุดประทับใจไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

แนวหน้า Talk : ‘รัชดา ธนาดิเรก’ คำแนะนำจาก‘นักการเมืองรุ่นพี่’ ถึง‘แพทองธาร ชินวัตร’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809246

แนวหน้า Talk : ‘รัชดา ธนาดิเรก’  คำแนะนำจาก‘นักการเมืองรุ่นพี่’  ถึง‘แพทองธาร ชินวัตร’

แนวหน้า Talk : ‘รัชดา ธนาดิเรก’ คำแนะนำจาก‘นักการเมืองรุ่นพี่’ ถึง‘แพทองธาร ชินวัตร’

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า “การเมืองไทยวันนี้เข้าสู่ยุคผลัดใบ” จากการที่มี “คนรุ่นใหม่” เข้ามามากขึ้นในหลากหลายพรรคการเมือง ทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือในฐานะแกนนำ-ผู้บริหารระดับสูงของพรรค และหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามากที่สุด คงหนีไม่พ้น “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกวางตัวให้เป็น “ทายาททางการเมือง” เริ่มปรากฏตัวใน “พรรคเพื่อไทย” และขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อเร็วๆ นี้

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2567 มีบทวิเคราะห์และคำแนะนำจาก “นักการเมืองรุ่นพี่” และเป็น “ผู้หญิง” ด้วยกัน อย่าง รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ฝากถึง อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ซึ่งต้องบอกว่ามีมุมมองที่น่าสนใจและน่ารับฟัง

รัชดา เริ่มจากการฉายภาพ “จุดเด่น” ของอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร อย่างแรกคือ “ความมุ่งมั่น” เพราะแม้ครอบครัวจะผ่านอะไรมาเยอะ แต่ แพทองธาร ก็ไม่กลัวและเลือกที่จะเข้ามาในการเมือง และจากการแสดงออกก็เห็นถึงความใส่ใจที่จะพัฒนาตนเอง ทั้งในบทบาทหัวหน้าพรรค และการเป็นประธานคณะทำงานต่างๆ และเห็นความตั้งใจที่อยากทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ว่าหากวันหนึ่งจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็สามารถทำได้

แต่ในส่วนของ “ความผิดพลาด” คือเรื่องของ “การแสดงออก” ที่หลายครั้งก็มีคำถามว่า “ทำไปเพื่ออะไร?” เพราะสิ่งที่คนซึ่งจะเข้ามาสู่แวดวงการเมืองต้องรู้คือ “รู้ที่จะพูดและไม่พูด” อย่างสมัยที่ตนทำงานในทีมโฆษกรัฐบาล หลายคนอาจคิดว่าวันๆ หนึ่งตนคงอยากจะให้ข่าวหรือพูด
เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่จริงๆ แล้ว มีหลายเรื่องที่ตัดสินใจว่าไม่พูดดีกว่า เพราะพูดแล้วอาจนำไปสู่การขยายความที่ผิดพลาด หรือทำให้เกิดความแตกแยก

“เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยอคติ แล้วการสื่อสารอาจถูกตัดทอนไป ฉะนั้นทุกอย่างมีความเสี่ยงถ้าเราพูด ดังนั้นก่อนที่จะให้ข้อมูล ก่อนที่จะจับไมค์ หรือจะพูดอะไรในเฟซบุ๊ก แม้กระทั่งเฟซบุ๊กส่วนตัว เราก็ต้องคิดว่าพูดแล้วได้ประโยชน์อะไร ไม่พูด-ไม่โพสต์แล้วจะดีกว่าหรือเปล่า? อย่างกรณีคุณอุ๊งอิ๊ง คุณอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่ขนาดนี้ มันต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบและลึกซึ้งถ่องแท้กว่านี้ แต่หลายๆ ครั้งเราก็จะมีคำถามว่าทำทำไม?” รัชดา กล่าว

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือการไปพาดพิงบทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงาน “10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10” ของพรรคเพื่อไทย ซึ่ง รัชดา ให้ความเห็นกับเหตุการณ์นี้ว่า แม้จะมีการร่างเนื้อหาสำหรับให้ แพทองธารขึ้นพูดบนเวที แต่ก็มีคำถามว่า เนื้อหาที่ถูกร่างนั้นมาจากทัศนคติแบบใด เช่น พูดอะไรแล้วคนอื่นต้องเชื่อ หรือแสดงให้เห็นว่าฉันเป็นคนเก่งและแกร่ง สามารถวิจารณ์ได้แม้แต่ “แบงก์ชาติ” ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่า ทีมงานได้ประเมินสถานะของ แพทองธาร อย่างไร

ซึ่งจริงๆ แล้ว งาน 10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10 ควรเป็นโอกาสเชิงบวกที่จะได้ฉายภาพว่าแม้งบประมาณหรือหลายอย่างเป็นอุปสรรค แต่พรรคก็ได้ขับเคลื่อนอะไรหลายอย่าง แต่การที่คนระดับหัวหน้าพรรคและมีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี กลับแสดงความเห็นว่า ความเป็นอิสระของ ธปท. เป็นอุปสรรคของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็น่าจะเล็งเห็นผลได้อยู่แล้วว่าจะมีเสียงสะท้อนอย่างไรจากสังคม ซึ่งไม่ได้มีแต่ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กระทั่งในภายหลัง แพทองธาร ได้ออกมาชี้แจงว่า ที่พูดไปเพราะอยากให้ ธปท. กับรัฐบาลมีเป้าหมายร่วมกัน

“ทีมคุณอุ๊งอิ๊ง ต้องใช้คำว่าทีมเพราะว่าไม่อยากไปโทษคุณอุ๊งอิ๊งอย่างเดียว มีวิธีการชี้แจงที่ค่อนข้างจะตรรกะวิบัติ วันนี้ประเด็นเขาอยู่ที่ว่าทำไมคุณถึงไปวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมันเป็นหลักสำคัญของสากลในเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจ แต่การถ่วงดุลอำนาจไม่ได้แปลว่าธนาคารแห่งประเทศไทยต้องขัดกับรัฐบาล อันนี้เป็นหลักสากลที่ทุกคนเข้าใจ

แล้วก็ไม่มีใครบอกว่าท่านผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย ถูกวิจารณ์ไม่ได้ คุณจะบอกว่าทำไมไม่ลดดอกเบี้ย อันนี้ทุกคนวิจารณ์ได้อยู่แล้ว แต่ประเด็นของคุณคือคุณไปว่าเรื่องความเป็นอิสระ แต่พอมาชี้แจงกับสื่อ ทั้งองคาพยพกลับบิดเป็นประเด็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยต้องถูกวิจารณ์ได้ มันคนละเรื่อง” อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่าง

อดีต สส.หญิง พรรคประชาธิปัตย์ ยังยกอีกหลายตัวอย่าง เช่น มีคนจับภาพระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แล้วมี สส. พรรคเพื่อไทย นั่งดูถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยผ่านเว็บไซต์เถื่อน แล้ว แพทองธารกลับตอบโต้ว่าใครบ้างไม่ดูเถื่อน แทนที่จะบอกว่าทราบเรื่องแล้วเดี๋ยวจะดำเนินการอะไรต่อไป ซึ่งการมีท่าทีแบบนี้เองที่ทำให้แพทองธาร ถูกตั้งคำถามว่ามีความพร้อมแล้วหรือ ซึ่งสำหรับตน ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็ตาม แม้โดยส่วนตัวจะไม่ถูกใจแต่ก็อยากให้คนคนนั้นมีความสามารถ บริหารเป็น

หรือแม้แต่เรื่องการโพสต์ภาพ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อในขณะว่ายน้ำเล่นกับหลานที่บ้าน หลังจากเพิ่งได้รับการพักโทษทั้งที่ก่อนหน้านั้น ทักษิณ มีข่าวว่าป่วยหนักจนถูกส่งตัวจากเรือนจำไปรักษาและพักฟื้นที่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ก็ทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่าเรื่องที่ผ่านมาไม่เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ? แต่เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคนเป็นพ่อด้วย หากเป็นพ่อที่หวังดี เข้าใจความรู้สึกว่าของประชาชนว่าบางกลุ่มเขารับไม่ได้ ก็ต้องเตือนลูก

หรือกรณี อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร พาครอบครัวไปพักผ่อนที่ฮ่องกง ทั้งที่มีบทบาทเป็นประธานคณะทำงานด้านการส่งเสริม “ซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power)” อีกทั้งก่อนหน้านั้นยังกล่าวเชิญชวนให้คนไทยออกมาเที่ยวในช่วงสงกรานต์ เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลับตอบว่าอยากให้เข้าใจในความเป็นแม่และภรรยาด้วย ซึ่งต้องเข้าใจว่า ที่คนเขาวิจารณ์เขาไม่ได้วิจารณ์เรื่องบทบาทความเป็นแม่ และเข้าใจด้วยว่าเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน แต่วิจารณ์เรื่องเชิญชวนคนไทยเที่ยวสงกรานต์แต่ตนเองกลับไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งมีวิธีการตอบที่ดีกว่านี้ เช่น มีการเตรียมตัวไว้ก่อนแล้วล่วงหน้า

หรือที่มีข่าวว่า ทักษิณไปเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา แล้วแพทองธารก็ยังออกมาสนับสนุน ขณะที่นายกฯ เศรษฐา ตอบแบบอึกอักว่ารู้หรือไม่รู้ ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศก็ออกมาบอกว่าทักษิณไปในนามส่วนตัว แต่ต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ดังนั้นครอบครัวชินวัตรก็ต้องไปคุยกันให้ดี โดยเฉพาะ ทักษิณชินวัตร หากต้องการให้ลูกสาวประสบความสำเร็จทางการเมืองควรปรับตัวเสียใหม่ หากยังอยากอยู่ในกระแส ก็สามารถทำอย่างอื่นได้โดยไม่เป็นภัยกับลูก เช่น อัดคลิปเลี้ยงหลาน แนะนำผู้สูงอายุกับการอยู่กับคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21

รัชดา กล่าวต่อไปว่า อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ถือเป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่งในแวดวงการเมือง ซึ่ง “เรื่องของการเมืองก็คือความเข้าใจหัวอกของพี่น้องประชาชน-เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม” ทุกคนจึงมีโอกาสทำงานตรงนั้น ซึมซับปัญหา และมีทีมงานยกร่างนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา แต่สำหรับคนที่มีตำแหน่ง สส. โดยหน้าที่แล้วก็ต้องอยู่กับประชาชน เช่น หากเปรียบเทียบระหว่าง แพทองธาร กับคนรุ่นใหม่ที่เป็น สส. ของพรรคก้าวไกล สส. นั้นไม่ว่าพรรคใดก็จะอยู่กับพื้นที่ เข้าใจปัญหาและมีทีมงาน

ดังนั้นในส่วนของ แพทองธาร ตนไม่ทราบว่าอยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมาก-น้อยเพียงใด เพราะ “การอ่านข่าวหรือมีคนมารายงานก็ไม่เหมือนกับการไปเดินไปนั่งคุยอยู่กับปัญหานั้นอย่างจริงจัง” คืออยู่คนละตำแหน่งกัน สส. ต้องอยู่กับประชาชน แต่แพทองธารเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งอาจบอกว่าเข้าใจปัญหาของประชาชน โดย สส. ในพรรคมารายงานให้ทราบแล้วนำเสนอว่าอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างไร ก็เป็นไปได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวทำการบ้าน เข้าใจเพียงเหมือนกับคนมาเล่าให้ฟัง หรือว่าฟังด้วยใจ ฟังแล้วได้ยินและคิดตามอย่างเข้าใจ

ส่วนการทำงานที่ผ่านมาของแพทองธาร โดยเฉพาะการเน้นหนักเรื่องการผลักดันซอฟต์ พาวเวอร์ ว่า ซอฟต์พาวเวอร์ต้องใช้เวลา แต่ก็มีคำถามว่า “นิยามคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลนั้นใช่จริงหรือ?” คือคำว่าซอฟต์ พาวเวอร์นั้นดังมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เช่น นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์ พาวเวอร์” ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่าตกลงแล้วแต่ละครอบครัวต้องนำเสนออะไรออกมา อาทิ วิธีการเลี้ยงลูก วิธีการทอผ้า วิธีการทำกับข้าว หรืออะไรที่ต้องการให้กระทรวงมหาดไทยไปขับเคลื่อน

หรืออย่างคำถามว่า อะไรคือซอฟต์ พาวเวอร์ของครอบครัวชินวัตร แล้วอยากให้คนอื่นๆ ในประเทศเอาอย่างอย่างไร ซึ่งจริงๆ ตนก็ให้เวลา เพราะเข้าใจระบบการบริหารราชการ ไม่อยากตัดสินทุกเรื่องว่าไม่เห็นอะไรเลย บางเรื่องกว่างบประมาณจะมา บางเรื่องกว่าจะทำความเข้าใจทุกองคาพยพ ล้วนมีเงื่อนเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่อยากเห็นในฐานะที่ แพทองธาร ดูแลเรื่องซอฟต์ พาวเวอร์ คือการแต่งตัวที่บ่งบอกความเป็นไทยออกงานมากกว่านี้

ซึ่งตนก็เข้าใจหัวอกคนมีเงินและชอบแต่งตัว รู้ว่าอยากแต่งตัวที่เป็นตัวเองและอยากสวย แต่เมื่อมาอยู่บนเส้นทางการเมืองและมีฐานะเป็นประธานซอฟต์ พาวเวอร์ อีกทั้งยังเน้นส่งเสริมผ้าไทย ก็ต้องหาจังหวะและโอกาสนำเสนอ อย่างน้อยคนก็เห็นว่าซอฟต์ พาวเวอร์ คือผ้าไทย แพทองธารนำผ้าไทยที่ถูกมองว่ามีแต่ผู้สูงอายุที่ใช้มาสวมใส่ ซึ่งหากมีคนตัดชุดให้ก็ดูเก๋ แล้วขยับจากผ้าไทยมาเป็นเครื่องประดับ เช่น ต่างหู หยิบมานำเสนอก็สามารถทำได้ แต่เนื่องจากชีวิตปกติทั่วไป อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร สวมใส่แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนม

ในทางกลับกัน คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับของ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร วันหนึ่งเห็น แพทองธาร ไปลงพื้นที่แล้วแต่งตัวธรรมดาๆ และเป็นของไทยๆ เขาก็อาจรู้สึกว่ามันดูดีนะ ก็มีแต้มบวกเกิดขึ้น ตนมองว่าเราต้องลดความรู้สึกว่าก็ฉันมีอิสระหรือฉันก็คนคนหนึ่ง เพราะในเมื่อมาเป็นนักการเมืองและคาดหวังว่าจะมีตำแหน่งสูง ก็ต้องคิดว่าประชาชนจะมองตัวเราอย่างไร

“มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่วันนี้คุณทำงานภายใต้ประธาน มีบทบาท ว่าที่อาจจะเป็นนายกฯ หญิง คนก็คาดหวังแล้วพอมาเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ที่มันเชื่อมกับเรื่องของการแต่งตัว ทุกคนก็อยากเห็นว่า อ้าว!..แล้วอย่างไรล่ะ? แล้วพอเป็นนักการเมือง ทั้งหมวกทั้งเสื้อ คนก็ทำเป็นคอนเทนต์คอยวิจารณ์ แล้วมันก็ไม่เป็นบวกกับตัวเองอันนี้พูดในลักษณะของการติเพื่อก่อ เพราะไม่อยากให้นักการเมืองคนไหนก็ตาม โดยเฉพาะผู้หญิง ถูกจับจ้องในเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่เล็กๆ แบบนี้ มันค่อยๆ กัดกร่อนความนิยมของนักการเมืองไปทีละนิดๆ” รัชดา กล่าว

ในช่วงท้าย ในฐานะรุ่นพี่ผู้อาวุโสกว่า รัชดา ให้ข้อสรุปและคำแนะนำว่า อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร เป็นคนเข้มแข็ง แต่ก็อยากให้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดีก็แก้ไขเสีย ถือว่ายังมีเวลา ส่วนข้อครหาต่างๆ ที่มักหยิบยกมาพูดถึงเสมอเมื่อกล่าวถึงอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร อยากให้มองไปข้างหน้า ในเมื่อตั้งใจจะทำงานการเมืองแล้วก็ขอให้คิดในสิ่งที่ถูกที่ควร ขณะที่ทีมงานก็อย่าอวยอย่าโอ๋ อะไรที่ไม่ดีก็ให้จบไปเพราะไม่สามารถแก้ไขได้แต่หลังจากนี้จะทำอะไรขอให้คิดให้มากๆ ขอให้คิดถึงหัวใจคนไทย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรัก อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดกับครอบครัวนี้

“คุณสามารถทำตัวให้เขายอมรับได้ แต่มันก็ต้องปรับวิธีคิดด้วย” รัชดา ฝากทิ้งท้าย

‘ชาญศิลป์’ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู ‘การบินไทย’ นำทีม จัดแข่งขันวิ่งผลัดเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809244

‘ชาญศิลป์’ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู ‘การบินไทย’ นำทีม  จัดแข่งขันวิ่งผลัดเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน

‘ชาญศิลป์’ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู ‘การบินไทย’ นำทีม จัดแข่งขันวิ่งผลัดเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะทำงานทีม Healthy Body in Healthy Mind ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำโดย ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการฯ ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันวิ่งผลัด 4 x 400 เมตร 2 รอบ ผสมหญิงชายที่ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ เขตจตุจักร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมจำนวนถึง 118 คน จาก 24 ทีม ทั้งนักวิ่งเพื่อสุขภาพและนักวิ่งระดับชาติ จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), ธนาคารออมสิน, โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, ไปรษณีย์ไทย และทีมสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นต้น

โดยใช้การตัดสินระบบ Photo Finish จากคณะกรรมการตัดสินจากกรมพลศึกษา ตามหลักกติกาสากล ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน),บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) PTTOR, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด หรือ CPALL, การรถไฟแห่งประเทศไทย และศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมความสามัคคีและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน ทั้งยังช่วยสนับสนุนการดูสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงอีกด้วย

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809241

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● กำหนดการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพ พล.ร.อ.ม.จ.ปุสาณ สวัสดิวัตน์ วันที่ 7-13 มิ.ย. 19.00 น. ณ ศาลาบัณณรศภาควัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (เจ้าภาพทั่วไปร่วมเป็นเจ้าภาพได้ 14-18 มิ.ย. กำหนดถวายพระเพลิงจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยมี ม.ร.ว.วไลวัฒนา สวัสดิ์-ชูโต เป็นผู้ประสานงาน)…

●● เวลาทำงานก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ แต่ก็แบ่งเวลาพักผ่อนด้วยเช่นกัน โดยทุกๆ ปีจะจัดตารางไปพักผ่อนกับญาติพี่น้องที่ลำปางบ้านเกิด และไปท่องเที่ยวต่างประเทศกับสามีและลูกอย่างน้อยปีละครั้ง…ช่วงนี้ ยุพิน ดวงวโรภาส อยู่ระหว่างทัวร์สวิตเซอร์แลนด์…ใช้ชีวิตอย่างแสนสุขยิ่งนัก…

●● ทุกวันหยุดสองพี่น้อง น.อ.พิเศษหญิงวิภาวี และ พล.ร.ต.ญ.พจนา แก้วนิมิตร จะชวนกันกลับบ้านไปเยี่ยม คุณแม่สุนีย์ มารดาวัย กว่า 90 ปี ที่ลพบุรี และเมื่อเกษียณในปีหน้า วิภาวี ก็กลับไปทำสวนที่บ้านเกิด เพื่อจะได้ดูแลคุณแม่อย่างเต็มที่ตามที่ตั้งใจไว้…เป็นลูกกตัญญูก็ขอให้มีแต่ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป…

●● คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงความยินดีกับ พัชราวลัย เด่นนิติรัตน์ นักศึกษาเก่าคณะฯรหัสประจำตัวน.ศ. 57 ที่ได้รับคัดเลือกเข้ารับพระราชทานรางวัลเทพทอง ประเภทนักวิทยุกระจายเสียงดีเด่น จากรายการ “Voice of Power เสียงนี้เพื่อสังคม” ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา เมื่อ 28 พ.ค. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง…

●● ยินดีด้วยกับ ทพ.ญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์ โอกาสที่ได้รับเกียรติบัตรในกิจกรรม 60 ปี หมอกระดูกศิริราชชวนคนไทย เดิน-วิ่งรอบโลก…

●● ดีใจด้วยกับ กัลยรักษ์ พงศ์พิธานนท์ (หลานเจลลี่ สุดรักของคุณยาย ตวงพร เลาหบุตร) นักกอล์ฟเยาวชน วัย 14 ปี เพิ่งจบการแข่งขันด้วยสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 69 รับตำแหน่งแชมป์ พร้อมทุนการศึกษา 30,000บาท จากการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนเมื่อเร็วๆนี้…

●● เมื่อต้นมิ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมอัสสัมชัญฯ จัดงานครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯอายุ 120 ปี ณ ที่ทำการสมาคมฯ มีพิธีทางศาสนา 4 ศาสนางานนี้ พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมฯ จัดอาหารดีๆ มาบริการศิษย์เก่าทุกคนได้อิ่มอร่อยกันอย่างถ้วนทั่ว…

●● นพ.อาณัติ-พญ.นาตยา อุดมศักดิ์ กำหนดเปิดโรงพยาบาล Sapiens Pain Hospital วันที่ 24 มิ.ย.นี้…

●● ธนฤทธิ์ พันธุ์เมธา ประมูลแผ่นซีดี เพลงที่ สุรภีร์ โรจนวงศ์ ขับร้องไว้ มีเพลงที่ ดีเจเด่น-ธนฤทธิ์ ชื่นชอบทั้งน้ำเสียงคนร้อง และดนตรีที่เล่น อาทิ เพลง Somewhere over the rainbow…

●● เจ้าของรางวัลคนต้นแบบความดี ประจำปี 2565 ธนาพันธ์ สุกสอาด ข้าราชการกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ปัจจุบันเป็นกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม) บ๊ายบายชีวิตราชการในปีนี้ โดยเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ เพื่อมาทำกิจการงานส่วนตัว…ขอให้โชคดีค่ะ !!…●●

บารอนเนส

มช. ร่วมเป็นเจ้าภาพประชุมระดับชาติ ‘Engagement Thailand’ ครั้งที่ 9 นำวิชาการรับใช้สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต สู่ความยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809201

มช. ร่วมเป็นเจ้าภาพประชุมระดับชาติ ‘Engagement Thailand’ ครั้งที่ 9 นำวิชาการรับใช้สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต สู่ความยั่งยืน

มช. ร่วมเป็นเจ้าภาพประชุมระดับชาติ ‘Engagement Thailand’ ครั้งที่ 9 นำวิชาการรับใช้สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต สู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.41 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม และ 19 มหาวิทยาลัยภาคีเครือข่าย จัดประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 9 ขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อพันธกิจสัมพันธ์กับสังคม สู่ความยั่งยืน วันที่ 5 – 8 มิถุนายน 2567 โดยได้รับความสนใจจากคณาจารย์และนักวิจัยทั่วประเทศ กว่า 340 คน เข้าร่วมขับเคลื่อนผลักดันงานด้านวิชาการรับใช้สังคมที่จะเป็นรากฐานในการส่งเสริม และแก้ปัญหาให้ชุมชนพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การจัดประชุมวิชาการในครั้งนี้ มีปาฐกฐาพิเศษ เรื่อง University Engagement & Sustainable Development โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เรื่อง Carnegie Classification for Community Engagement โดย Ms. Mitra Gusheh Centre for Social Justice and Inclusion, University of Technology Sydney, Australia เรื่อง มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่ โดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนาผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

พร้อมทั้ง เวทีเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ การเสวนาเรื่อง “Climate Crisis and University Engagement: Case Study on PM2.5” โดยผู้แทนจากมหาวิทยาลัยในภูมิภาค การเสวนา “นวัตกรรมเพื่อพันธกิจสัมพันธ์กับสังคม ถอดประสบการณ์การทำงานจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” โดย มูลนิธิกฤษณา ไกรสินธุ์ร่วมกับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเครือข่าย การเสวนา เรื่อง “10 ปี การพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยผลงานรับใช้ท้องถิ่นและสังคม: ประสบการณ์ตรงจาก 4 มหาวิทยาลัยและสมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม” บรรยาย เรื่อง “การขับเคลื่อนพันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม”โดย นายกสมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (Engagement Thailand) และนิทรรศการและโปสเตอร์สรุปผลงานด้านวิชาการรับใช้สังคมจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายนำเสนอผลงานแบบบรรยาย มากไปกว่านั้น ภายในงานยังมีกิจกรรมอบรม “Workshops SROI & SDG Impacts Master Class” โดยมีให้เลือก 4 Workshops ตามความสนใจ ได้แก่ อบรมมาตรฐานผลกระทบ SDG เบื้องต้น การเตรียมความพร้อมของโครงการขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อพันธกิจสัมพันธ์ กับสังคมสู่ความยั่งยืน ในการดำเนินการ Social Return on Investment อบอรม SDG Impact Measurement and Management และการประยุกต์ใช้แนวคิด SROI และ SDG สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบของผลงานวิจัยและผลงานนวัตกรรม

การจัดประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 9 (The 9th Engagement Thailand Annual Conference 2024 Driving Innovation for Societal  Engagement towards Sustainability) มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคมให้เกิดความเข้มแข็งภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายของมหาวิทยาลัยระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินงานด้านงานวิชาการรับใช้สังคม และต่อยอดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม ได้อย่างยั่งยืน

การจัดประชุมทางวิชาการครั้งนี้เป็นการส่งผลงานทางวิชาการด้านวิชาการรับใช้สังคมเพื่อเข้าร่วมนำเสนอทั้งในการนำเสนอแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์รวมทั้งสิ้น 147 ผลงาน แบ่งเป็นการนำเสนอแบบปากเปล่าจำนวน 111 ผลงาน นำเสนอแบบโปสเตอร์ จำนวน 36 ผลงาน ใน 5 หัวข้อหลักได้แก่ BCG Engagement ,Health and Well-Being Engagement ,Culture and Art Engagement ,Innovation for Society และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

มหาวิทยาลัยภาคีเครือข่าย 19 สถาบันที่เข้าร่วม ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยทักษิณ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ส่งมอบธงเจ้าภาพให้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสานต่อการนำงานวิชาการรับใช้สังคมไปร่วมแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนพื้นที่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

-(016)

นักวิชาการเผยประเทศไทยสอบตกดัชนีภาษีบุหรี่โลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809193

นักวิชาการเผยประเทศไทยสอบตกดัชนีภาษีบุหรี่โลก

นักวิชาการเผยประเทศไทยสอบตกดัชนีภาษีบุหรี่โลก

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.26 น.

ประเทศไทยสอบตกดัชนีภาษีบุหรี่โลก ล่าสุดอยู่ลำดับที่ 100 จาก 174 ประเทศทั่วโลก เนื่องจากระบบภาษี 2 อัตรา โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตามที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือเรื่องนโยบายการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ โดยล่าสุดอธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอหลายแนวทาง ทั้งแนวทางสากลที่เก็บภาษีแบบอัตราเดียว และแนวทาง 3 อัตรานั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบในรอบนี้อาจจะสร้างวิกฤติหรือสร้างโอกาสก็ได้ ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกโครงสร้างภาษีแบบใด

ภาษียาสูบสร้างรายได้ให้กับกรมสรรพสามิตเป็นอันดับที่ 5 แต่นับวันกลับมีการจัดเก็บได้ลดลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่เปลี่ยนจากโครงสร้างภาษีอัตราเดียว มาเป็นโครงสร้าง 2 อัตราในระบบภาษีแบบผสมในปี 2560 ปัจจุบันกรมสรรพสามิตใช้โครงสร้างการเก็บภาษียาสูบแบบผสม กล่าวคือ (1) เก็บภาษีตามปริมาณอัตรา 1.25 บาท ต่อมวน หรือ 25 บาทต่อซอง และ (2) เก็บภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา สำหรับบุหรี่ราคาถูกและราคาแพง โดยบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเท่ากับหรือน้อยกว่า 72 บาท คิดภาษีตามมูลค่าในอัตราร้อยละ 25 ของราคาขายปลีกแนะนำ แต่หากราคาขายปลีกแนะนำเกินกว่า 72 บาท จะคิดภาษีที่อัตราร้อยละ 42 ของราคาขายปลีกแนะนำ

นโยบายภาษียาสูบถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการสูบบุหรี่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข รวมทั้งสร้างรายได้ให้ภาครัฐปีละหลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังจึงควรให้ความสำคัญกับการกำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิยาสูบที่เหมาะสม โดยสร้างความสมดุลระหว่าง 3 วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินนโยบายภาษียาสูบคือ ควบคุมการสูบบุหรี่ สร้างรายได้ภาครัฐ โดยไม่เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการมากจนเกินไป

อย่างไรก็ดี ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการให้ความสำคัญกับการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศจนส่งผลให้โครงสร้างภาษียาสูบนั้นบิดเบือน มีการแบ่งขั้นอัตราตามราคาของบุหรี่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ว่าบุหรี่จะถูกหรือแพงแต่ก็มีอันตรายไม่ต่างกัน การเก็บภาษีหลายอัตรานั้นจึงไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปหลักปฏิบัติที่ดีที่องค์ระหว่างประเทศ เช่น WHO และ World Bank แนะนำ และยังนำมาซึ่งผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมยาสูบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตในประเทศที่รัฐบาลพยายามใช้โครงสร้างภาษีออกมาปกป้อง ในขณะที่รายได้ของรัฐเองก็ลดลงไปปีละเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ทั้ง ๆ ที่คนสูบบุหรี่อาจไม่ได้ลดลงเลย เพียงหันไปหาสินค้าทดแทนบุหรี่ที่มีราคาถูกกว่าเพราะไม่ได้เสียภาษีเท่านั้น

คงถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ของการเก็บภาษียาสูบ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการปกป้องผู้ระกอบการในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยจากรายงานการวิจัยเรื่องนโยบายโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบที่เหมาะสมกับประเทศไทย ปี 2564 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ก็ยังสรุปไว้แล้วว่า เครื่องมือภาษีนั้นเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมในการการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ หรือกล่าวคือไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐจะสามารถแทรกแซงตลาดเพื่อปกป้องผู้ระกอบการในประเทศได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่รอบโลก ดังนั้น รัฐควรหันมาสร้างสมดุลของนโยบายภาษียาสูบใหม่ โดยเซ็ตซีโร่โครงสร้างภาษียาสูบ ด้วยการปรับโครงสร้างภาษียาสูบให้มีรากฐานเข้มแข็งและเป็นไปตามหลักสากล

แนวทางการดำเนินการดังกล่าวที่น่าสนใจมาจาก รายงานการประเมินระบบภาษีบุหรี่ที่เรียกว่า Cigarette Tax Scorecard ปี 2567 ภายใต้โครงการในสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งอิลลินอยส์ ที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา (www.tobacconomics.org) ที่เพิ่งเปิดเผยออกมาเร็ว ๆ นี้ ซึ่งประเมินโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลการเก็บภาษีบุหรี่ขององค์การอนามัยโลก ในภาพรวมนั้น ประเทศไทยได้คะแนนรวมเพียง 1.88 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำที่ 100 จาก 174 ประเทศ

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวใช้หลักเกณฑ์การจัดอันดับ 4 ด้าน โดยประเทศไทยสามารถทำคะแนนได้ดีในด้านสัดส่วนภาระภาษีและระดับราคาของบุหรี่ แต่คะแนนในด้านโครงสร้างภาษี (Tax structure) และการเปลี่ยนแปลงของราคาเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ (Affordability) กลับอยู่ในระดับที่ต่ำ แม้ว่าประเทศไทยจะมีการขึ้นภาษีบุหรี่เฉลี่ยเป็นประจำและเพิ่งมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2564 ทั้งนี้ การมีโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ได้คะแนนต่ำก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ได้คะแนนต่ำในด้านราคาบุหรี่เมื่อเทียบกับรายได้ตามมา เพราะโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่มีช่องโหว่จะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาแข่งขันลดราคาบุหรี่หรือผลิตสินค้าตัวใหม่ที่มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ

จุดด้อยของโครงสร้างภาษียาสูบไทยคือ การแบ่งอัตราภาษีตามมูลค่าออกเป็น 2 ขั้น ซึ่งรายงานฯ เห็นว่า เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดต่อการจัดเก็บภาษียาสูบ เพราะไม่ว่าจะใช้ระบบภาษีแบบใดแต่หากมีการเก็บภาษีหลายอัตราแล้ว จะได้แค่ 1 คะแนน จาก 5 คะแนนเท่านั้น เพราะโครงสร้างภาษีหลายอัตราจะจูงใจให้ผู้ประกอบการบุหรี่แข่งขันกันผลิตและขายบุหรี่ราคาถูกจนบั่นทอนประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีบุหรี่ลง ทำให้ไทยได้แค่ 1 คะแนน เช่นเดียวกับบังกลาเทศ อินเดีย พม่า เนปาล ปากีสถาน และศรีลังกา เป็นต้น

ดังนั้น กระทรวงการคลังควรเร่งแก้ไขโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบที่เป็นปัญหามายาวนานกว่า 7 ปีแล้ว แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยหากประเทศไทยยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าแบบ 2 อัตรา และเปลี่ยนมาใช้อัตราภาษีมูลค่าอัตราเดียวในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น อัตราภาษีมูลค่าที่ร้อยละ 25-26 ของราคาขายปลีก จะทำให้ประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 1 คะแนน เป็น 4 คะแนน เช่นเดียวกับประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของโครงสร้างภาษียาสูบ อาทิ เยอรมนี เกาหลีใต้ สิงคโปร์ แคนนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ยังจะช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่าง 3 วัตถุประสงค์หลักของการในโนยายภาษียาสูบ คือ ช่วยสร้างรายได้ภาษีเข้ารัฐ ลดปริมาณคนสูบ และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรีภายใต้ราคาที่หลากหลาย ลดการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มบุหรี่ราคาถูกหรือต่ำกว่า 72 บาทต่อซอง ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าก็ลงมาเล่นในตลาดล่างนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราที่สูงจนนำมาซี่งส่วนแบ่งทางการตลาดที่ลดลงของผู้ประกอบการในประเทศในท้ายที่สุด

การตัดสินใจปรับโครงสร้างภาษียาสูบครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก โครงสร้างแบบอัตราเดียวเป็นแนวทางที่ดีที่สุดและเป็นสากลตามรายงาน Cigarette Tax Scorecard  (2567) โดยนอกจากจะช่วยลดการบริโภคยาสูบและสร้างรายได้ภาษีให้รัฐได้ดีกว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังน่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างเป็นธรรมและกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน แต่ถ้าเลือกโครงสร้างภาษี 3 เทียร์ ก็จะทำให้ไทยลงไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศที่ระดับการพัฒนาต่ำ และอาจทำให้ปัญหาในปัจจุบันแย่ลงไปอีก

-(016)