อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะ FAO เพื่อหารือความร่วมมือด้านการปศุสัตว์

https://www.naewna.com/local/847905

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะ FAO เพื่อหารือความร่วมมือด้านการปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะ FAO เพื่อหารือความร่วมมือด้านการปศุสัตว์

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.59 น.

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2567 เวลา 11.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สสช. ผอ.กรป. ผอ.สคบ. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ น.สพ.ดร.ธนวรรษ เทียนสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ และ Chief Veterinarian พร้อมด้วย Dr.Scott Newman และ Dr.Paolo Motta เจ้าหน้าที่ FAO เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กับ FAO ในด้านต่างๆ รวมถึงแผนงานและกิจกรรมอื่นๆ ของ FAO ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ณ ห้องประชุมม้ากัณฐกะ กรมปศุสัตว์ พญาไท

– 006

‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ เกาะติด‘นักโทษเทวดาชั้น14’ ชี้ชัดผู้เกี่ยวข้องไม่ทำตามกฎหมาย

https://www.naewna.com/lady/848833

‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’  เกาะติด‘นักโทษเทวดาชั้น14’  ชี้ชัดผู้เกี่ยวข้องไม่ทำตามกฎหมาย

‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ เกาะติด‘นักโทษเทวดาชั้น14’ ชี้ชัดผู้เกี่ยวข้องไม่ทำตามกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 10.49 น.

“นักโทษเทวดา”, “เทวดาชั้น 14” เป็นวลีที่สื่อและคอการเมืองวิพากษ์วิจารณ์กรณี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจากจำคุก 8 ปีในคดีทุจริต เหลือจำคุก 1 ปี แต่ไม่เคยต้องอยู่ในเรือนจำแม้แต่วันเดียว โดยนับตั้งแต่เดินทางกลับมาประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 ยังไม่ทันครบ 24 ชั่วโมง ก็ถูกส่งตัวไปพักที่ชั้น 14โรงพยาบาลตำรวจ โดยอ้างเหตุผลด้านความเจ็บป่วยรุนแรง และพักอยู่ยาวจนครบ 6 เดือน ก่อนได้รับอนุญาตให้เข้ามาตรการพักโทษ กลับไปอยู่ที่บ้านได้ในช่วง 6 เดือนที่เหลือ ก่อนพ้นโทษในเดือน ส.ค. 2567

ซึ่งตลอดกระบวนการก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า “ทักษิณป่วยจริงหรือไม่?”, “มีใครใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องหรือเปล่า?” จนมีผู้ไปร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ให้ตรวจสอบ โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2567 ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 51 ดำเนินการไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 12 คน

อีกด้านหนึ่ง ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งยื่นเรื่องเดียวกันให้ศาลฎีกาตรวจสอบ ได้กล่าวกับรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2567 ว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. ก็ว่ากันไป แต่ในส่วนของตนก็จะไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม กระบวนการของ ป.ป.ช. น่าจะใช้เวลานาน โดยประมาณแล้วคือ 1-2 ปี

กล่าวคือ ป.ป.ช. มีเวลาไต่สวนตามกฎหมายเบื้องต้นคือ 180 วัน และต่อได้อีก 60 วัน ซึ่งผ่านไปแล้ว จากสำนักงาน ป.ป.ช. มาถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งก็ตั้งเป็นองค์คณะไต่สวนเอง แต่ในชั้นนี้จะมีระยะเวลาไต่สวนอยู่ที่ 1 ปี และจะตั้งอนุกรรมการมาดำเนินการก็ได้ แต่ครั้งนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เลือกดำเนินการไต่สวนเอง และหากตนจำไม่ผิดก็น่าจะต่อเวลาได้อีก 1 ปี รวมเป็น 2 ปี

เมื่อผ่านกระบวนการไต่สวนแล้ว องค์คณะก็ต้องทำความเห็นสรุปส่งให้ประธาน ป.ป.ช. เพื่อให้ประธานสั่งนำเข้าที่ประชุมใหญ่ของ ป.ป.ช. ก็จะใช้เวลาอีก 30 วัน หรือต้องไม่ช้ากว่า 60 วัน เพื่อให้ประธานพิจารณามีคำสั่งนำเข้าที่ประชุมใหญ่ ซึ่งเมื่อเข้าที่ประชุมใหญ่แล้ว ก่อนจะมีมติชี้มูลความผิดก็ยังต้องเปิดให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงด้วย น่าจะใช้เวลาราว 180 วัน ไปจนถึง 1 ปี และแม้จะผ่านชั้น ป.ป.ช. แล้ว ก็จะต้องส่งไปให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะใช้เวลาอีกเท่าใดก็ไม่รู้ แต่คดีนี้จะอยู่ที่ ป.ป.ช. คือไม่ต่ำกว่า 2 ปี และไปต่อที่ศาลซึ่งอาจใช้เวลาอีก 1 ปี

ขณะที่ในส่วนของตนที่ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องย้อนไปในการยื่นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2566 เรื่องพฤติกรรมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ ไล่ตั้งแต่ส่งตัวเข้าเรือนจำ และออกจากเรือนจำมา รพ.ตำรวจ ซึ่งแม้เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์มีอำนาจส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษานอกเรือนจำ แต่มีปัญหาต้องพิจารณาคือเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กรณีการชี้ขาดปัญหานี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงยกคำร้องไม่มีการไต่สวน ซึ่งหากเป็นเรื่องการทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็ต้องไปผ่านขั้นตอนของ ป.ป.ช. และไปต่อที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จากนั้นในวันที่ 15 ก.พ. 2567 ตนได้ยื่นเรื่องเป็นครั้งที่ 2 คราวนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมายล้วนๆ เพราะมีกฎหมายระบุว่า การส่งผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำต้องแจ้งให้ศาลทราบ จึงถามไปว่าเป็นอำนาจศาลหรือกรมราชทัณฑ์ ซึ่งศาลก็แจ้งว่าไม่มีการมาขอ แบบนี้ก็เท่ากับเป็นอำนาจของศาล

ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิฯ อาญา) มาตรา 246 ว่าด้วยเรื่องการทุเลาโทษ และเคยมีตัวอย่างคดีเกิดขึ้นแล้ว เป็นกรณีหญิงตั้งครรภ์ร้องเรียนกรณีอธิบดีกรมราชทัณฑ์ไม่ให้ส่งตัวออกไปพักรักษานอกเรือนจำ แต่สุดท้ายศาลมีคำสั่งให้นำตัวออกไปรักษาโดยใช้เหตุเรื่องทุเลาโทษ คดีนี้สู้กันถึงชั้นฎีกา และศาลได้วางบรรทัดฐานว่าการทุเลาโทษตาม ป.วิฯ อาญา มาตรา 246 ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีมาตรการทุเลาโทษก่อนบังคับคดีเท่านั้น หมายถึงจะใช้การทุเลาโทษก่อนหรือหลังบังคับคดีก็ได้

แต่เรื่องนี้กฎหมายจะมีความแตกต่างกันอยู่ หากเป็นมาตรการทุเลาโทษตาม ป.วิฯ อาญา จะถือว่าระหว่างออกไปนอกเรือนจำไม่ถือว่ากำลังถูกจำคุก แตกต่างกับการใช้อำนาจของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ (ทั้งฉบับเดิมปี 2479 และฉบับปัจจุบันคือปี 2560) โดยมีกฎกระทรวงกำหนดสถานที่อื่นที่ใช้ในการขัง จำคุก หรือควบคุมผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด พ.ศ. 2552
ซึ่งเริ่มยกร่างกันในปี 2551 สมัยที่ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

และเมื่อรัฐบาลนายสมัครพ้นไป รัฐบาลชุดต่อมาที่ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.ยุติธรรม ก็หยิบร่างกฎกระทรวงนี้มาทำต่อ ซึ่งปัจจุบันกฎกระทรวงฉบับนี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิก โดยในหมวด 2 การขังตาม ป.วิฯ อาญา ม.246 ในข้อ 24 ระบุว่า “ให้ผู้ดูแลสถานที่ขังสอบถามผู้ถูกขังในเรื่องอาการเจ็บป่วยหรือความผิดปกติของสภาพร่างกายและจัดทำบันทึกในเบื้องต้น

หากพบว่ามีอาการเจ็บป่วยหรือเห็นว่าจะต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว ต้องรีบจัดการให้ผู้ถูกขังได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในกรณีที่ผู้ถูกขังตามวรรคหนึ่งมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษานอกสถานที่ขัง ให้ผู้ดูแลสถานที่ขังนำตัวผู้ถูกขังไปรักษาพยาบาลยังสถานพยาบาลที่ใกล้เคียงได้และให้รายงานต่อศาลซึ่งสถานที่ขังนั้นตั้งอยู่ในเขตอำนาจ” ดังนั้น ก็ต้องรายงานต่อศาลด้วย

ซึ่งการที่ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า เมื่อศาลสั่งขังแล้วที่เหลือเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ รวมถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ก็เคยให้ความเห็นว่า ป.วิฯ อาญา ม.246 หากไม่ขอก็ไม่เกี่ยวกับศาล เป็นอำนาจของกรมราชทัณฑ์ แต่ตามระเบียบก็บอกอยู่ว่าให้แจ้งต่อศาล ดังนั้น รมว.ยุติธรรม ตอบแบบขัดต่อกฎหมายของตนเอง

ส่วนที่ไปอ้างถึงกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 ที่ออกตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 นั้น ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ก็ระบุว่าการออกกฎกระทรวงต้องไม่ขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือทั้งนายวิษณุ และ พ.ต.อ.ทวี รู้หรือไม่ว่า กฎกระทรวงกำหนดสถานที่อื่นที่ใช้ในการขัง จำคุก หรือควบคุมผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด พ.ศ. 2552 ยังไม่ได้ถูกยกเลิก ยังมีผลบังคับใช้อยู่

“อันนี้ทำผิดกันเยอะ ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ก็ไม่ได้ค้นตัวนี้ออกมาใช้กัน แล้วก็รู้กันอยู่ไม่ใช่ไม่รู้ คนที่ปฏิบัติจริงคือราชทัณฑ์ เพราะใช้ระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมออกให้ราชทัณฑ์ ถ้าปัจจุบัน (กฎกระทรวงปี 2563) ที่เอาคุณทักษิณไป มันมีอยู่ 2 โรคเอง เป็นโรคสุขภาพจิตหรือโรคติดต่อ ไม่บอกว่าโรคไหล่เอียงหรืออะไรทั้งสิ้น แต่อันนี้ (กฎกระทรวงปี 2552) เป็นโรคไหนก็แล้วแต่ เอาไปรักษาเลย แต่ไปแจ้งให้ศาลรู้ ถ้าแจ้งให้ศาลรู้ศาลจะไต่สวนทันที หรือจะไม่ไต่สวน แต่ต้องแจ้งก่อน” นายชาญชัย กล่าว

นายชาญชัย กล่าวต่อไปว่า ส่วนข้อมูลนี้จะมีการยื่นไปที่ ป.ป.ช. หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่จะไปยื่น ป.ป.ช. แต่สำหรับตนคือจะไปยื่นต่อศาล เพราะในเมื่อไม่แจ้งแล้วศาลจะว่าอย่างไร หากศาลจะไม่พิจารณาก็แล้วแต่ศาล อย่างที่นายวิษณุบอกว่าไม่เกี่ยวกับศาล ตนก็ยืนยันด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ส่วนคำถามว่าเหตุใดไม่รีบยื่นตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ เป็นเพราะตนต้องการรอให้ข้อเท็จจริงปรากฏและมีใครเกี่ยวข้องบ้าง เช่น ตนอาจอ้างข้อมูลจาก ป.ป.ช. ที่ตั้งองค์คณะไต่สวน ให้ศาลเรียกไต่สวนก็ได้ แต่จะยังไม่รีบยื่นเพราะต้องให้ละเอียดและตรงตามข้อเท็จจริงที่สุด

โดยเรื่องนี้มีประเด็นต้องวิเคราะห์ 1.ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณสอดคล้องกับเรื่องอาการป่วยหรือไม่ 2.การที่นายทักษิณยื่นเรื่องขออภัยโทษ มีข้อสังเกตว่า ล่าสุดนายวิษณุบอกว่าเห็นนายทักษิณเข้าเรือนจำ ก่อนจะถูกส่งออกมา รพ.ตำรวจในช่วงกลางดึก แต่ก่อนหน้านั้นนายวิษณุเคยบอกว่าไม่ได้ไปในคืนนั้น แต่ไปในเช้าวันรุ่งขึ้นเพราะมีคนโทรศัพท์ไปบอก แต่ไม่ว่านายทักษิณจะถูกจำคุกจริงหรือไม่ นายวิษณุ รวมถึง พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายร่วมกระทำผิดในการช่วยเหลือนายทักษิณ

ส่วนประเด็นการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายทักษิณ และมีกระแสข่าวว่านายทักษิณอาจหวนคืนสู่การเมืองถึงขั้นจะกลับมาเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งปี 2570 เรื่องนี้จะทำได้ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะปัจจุบันนายทักษิณมีประวัติเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่หากทำแบบนั้นก็เหมือนนายทักษิณเป็นเทวดา แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร

อนึ่ง ตนจับตาดูพฤติกรรมนายทักษิณมา 20 ปี นายทักษิณเป็นคนมีวิบัติในตนเอง ไม่รู้จักพอ ใครเตือนก็ไม่ฟังและยังสร้างศัตรูไม่รู้จักหยุด ซึ่งบรรดาคนที่เป็นใหญ่เป็นโตในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ขุนพลหรืออะไรก็แล้วแต่ หากวิบัติเหล่านี้จับตัวกันหายนะก็เกิดขึ้นทั้งตระกูล ไม่ใช่เฉพาะตัวบุคคลที่สร้างปัญหานั้นเพียงคนเดียว ส่วนคำถามว่าจะมีการลงถนนชุมนุมของประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ ก็ต้องดูว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปถึงขั้นล้ำเส้นจนประชาชนทนไม่ไหวแล้วหรือยัง ซึ่งหากไปถึงขั้นนั้นแล้วประชาชนก็จะออกมากันเอง

ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าความถูกต้องจะมาล้างความไม่ถูกต้องไม่เช่นนั้นมนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ ทุกอย่างจะเกิดอย่างอัตโนมัติ คนจะออกมาเต็มท้องถนนก็ต่อเมื่อนายทักษิณท้าทายอำนาจประชาชนนายทักษิณกำลังทำให้บ้านเมืองเสียหาย เกิดการทุจริต ซึ่งกำลังมีการจับตามองโครงการต่างๆ ที่รออนุมัติกันอยู่ เพราะคนไทยไม่ได้กินแกลบกินหญ้า ตนเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งกรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นเร็วมาก ใครทำดีก็ทำไปเพราะนั่นก็คือความสุขแล้ว แต่คนที่ทำชั่วแล้วบอกว่าได้ดี ตนยังมั่นใจว่าหากเป็นแบบนั้นจริง อย่าว่าแต่ประเทศไทย โลกนี้ไม่ควรจะอยู่ได้แล้ว

“พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีทั้งหลายที่ทุจริต นักการเมืองที่ทุจริต ประชาชนเขาไม่ปล่อยให้คุณทำต่อไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะมาเอง อย่าว่าแต่ 20 30 50 คนเลย 100 คนไปพูดอย่างไรถ้าเขาไม่ทำผิดปลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้น”นายชาญชัย กล่าว

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ

‘Untamed Melody Part I’ นิทรรศการศิลปะภาพบุคคล จากปรารถนาที่ไร้การควบคุมของมนุษย์

https://www.naewna.com/lady/848830

‘Untamed Melody Part I’ นิทรรศการศิลปะภาพบุคคล  จากปรารถนาที่ไร้การควบคุมของมนุษย์

‘Untamed Melody Part I’ นิทรรศการศิลปะภาพบุคคล จากปรารถนาที่ไร้การควบคุมของมนุษย์

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 10.44 น.

MOCA BANGKOK ร่วมกับ Four Seasons Hotel Bangkok เปิดนิทรรศการ “Untamed Melody Part I” ภัณฑารักษ์ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช นิทรรศการเดี่ยวของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทยจัดแสดงผลงานศิลปะภาพบุคคล สะท้อนความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ณ โรงแรม Four Seasons Hotel Bangkok นิทรรศการ “Untamed Melody Part I” เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจของ ไทวิจิตพึ่งเกษมสมบูรณ์ ที่ถ่ายทอดการทดลองและเรียนรู้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหลากหลายแหล่ง ตั้งแต่ศิลปิน นักออกแบบ สถาปนิก ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ไปจนถึงผู้ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ด้วยความสนใจอันเปิดกว้างของศิลปิน นำไปสู่การผสมผสานศิลปะกับชีวิตของผู้คน ผ่านการสำรวจสื่อ วัสดุ และแนวคิดต่างๆ เพื่อลบเลือนเส้นที่แบ่งกั้นระหว่างตัวตน ธรรมชาติ และโลก เป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ด้วยแรงผลักดันจากความหลงใหลในพฤติกรรมมนุษย์ที่ซับซ้อนของศิลปิน โดยใช้ผลงานชุดนี้ในการสำรวจว่าการกระทำของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นขับเคลื่อนโดยความคิดสร้างสรรค์หรือการบริโภคนั้นส่งผลกระทบต่อโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างไร ผ่านภาพเหมือนและผลงานแนวคิด ที่ได้วิเคราะห์ถึงผลของความปรารถนาที่ไร้การควบคุม และวิธีที่สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ที่โลกต้องเผชิญ

“ร้อยพ่อพันแม่” เป็นสำนวนไทยที่ใช้เปรียบเทียบถึงการรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายที่มา ซึ่งมีพื้นเพ ความคิด นิสัย และทัศนคติที่แตกต่างกัน ชุดภาพคนในนิทรรศการนี้นำเสนอภาพบุคคลหลากหลายที่สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในโลกของเรา ศักยภาพที่น่าทึ่งของสมองมนุษย์สามารถนำไปสู่ทั้งการสร้างสรรค์และการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ได้พร้อมกัน มนุษย์ได้วิวัฒนาการและพัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกด้านของชีวิต เกินกว่าที่ความต้องการพื้นฐานจะกำหนดไว้ แต่เมื่อความโลภของมนุษย์เริ่มกลายเป็นสิ่งเสพติดที่ไม่อาจควบคุมได้ การทำลายตนเองและโลกก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และน่าเศร้า ในขณะที่มนุษยชาติพัฒนาเราก้าวข้ามความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่เมื่อความโลภของมนุษย์ไม่ได้ถูกควบคุม ก็จะนำไปสู่การทำลายล้างตัวเราเองและโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลงานของไทวิจิตแสดงถึงความตึงเครียดนี้ เตือนให้เราตระหนักถึงความสมดุลระหว่างการสร้างสรรค์และการทำลาย และเชิญชวนให้เราคิดทบทวนถึงผลกระทบที่เรามีต่อโลกใบนี้

นิทรรศการ “Untamed Melody”ขอเชิญชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงบทบาทของตนเองในกระบวนการบริโภคและผลกระทบที่ตามมาโดยเฉพาะการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นิทรรศการนี้ยังเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหาที่มนุษย์สร้างขึ้นและกระตุ้นให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการหาทางออกอย่างจริงจัง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ณ Four Seasons Hotel
Bangkok ART Space by MOCA BANGKOKวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.30-18.30 น. (ปิดวันจันทร์)

ทรูปลูกปัญญา และ มูลนิธิออทิสติกไทย เปิดบ้านโชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกฯ

https://www.naewna.com/lady/848828

ทรูปลูกปัญญา และ มูลนิธิออทิสติกไทย  เปิดบ้านโชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกฯ

ทรูปลูกปัญญา และ มูลนิธิออทิสติกไทย เปิดบ้านโชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกฯ

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 10.42 น.

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตินำโดย รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการและ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มุ่งนำเทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสสู่ความยั่งยืน โดยร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย นำศักยภาพขององค์กร ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีและทีมงาน ร่วมสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตกลุ่มบุคคลออทิสติกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เพื่อเสริมสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและช่วยให้บุคคลออทิสติกสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี โดย มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหารบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทยต้อนรับและแบ่งปันองค์ความรู้การพัฒนากลุ่มเปราะบางที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ สวัสดิการ และการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลออทิสติก

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทรูได้มีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการสำคัญมากมาย เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่นออทิสติกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Screening Tool for Person with Special Need” (STS)เพื่อสำรวจและคัดกรองบุคคลออทิสติกในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถลงทะเบียนรับการพัฒนาศักยภาพและเข้าถึงสวัสดิการรัฐได้อย่างสะดวก ทรูยังคงนำศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนการจัดสร้าง Autism Digital Learning Center เป็นศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัลต้นแบบสำหรับบุคคลออทิสติก ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเปิดโอกาสให้บุคคลออทิสติกและคอรบครัวได้เข้าถึงและพัฒนาทักษะดิจิทัล นอกจากนี้ ยังสร้างศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อการทำงานสำหรับบุคคลออทิสติก เพื่อให้บุคคลออทิสติกและครอบครัว ได้เรียนรู้และอบรมทักษะอาชีพต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น การเป็นบาริสต้า การทำเบเกอรี่ งานศิลปะ และการสกรีนที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่บุคคลออทิสติกและครอบครัวอย่างยั่งยืน โดยทรูได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รณรงค์ให้สังคม เข้าใจข้อจำกัด และยอมรับศักยภาพบุคคลออทิสติก อันจะเป็นการส่งเสริมการอยู่กันในสังคมอย่างมีความสุข ล่าสุด ในปีนี้ ทรูซีเจ ได้ผลิตภาพยนต์ซีรี่ส์ Good Doctor หมอหัวใจพิเศษที่เนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพอันโดดเด่นของบุคคลออทิสติก และซีรี่ส์เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสและได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยให้คนในสังคมได้เข้าใจ ยอมรับและเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกอีกด้วย

ทั้งนี้ ทรูมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมศักยภาพให้กลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะบุคคลออทิสติก เราเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีและการสนับสนุนที่เหมาะสมจะช่วยให้พวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีอาชีพมีรายได้ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืนต่อไป

คุณแหน : 21 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 21 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 21 ธันวาคม 2567

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 10.35 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทอดพระเนตรการแสดง ระบำรำ ฟ้อนละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ตอนมณฑาลงกระท่อม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรม จัดโดยมูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาฯ…

●● ในงานดังกล่าวมนฤดี เกตุพันธ์ุ อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บมจ.ท่าอากาศยานไทยฯ แต่งเดรสยาวสวยงามสง่ามาเป็นพิธีกรหน้าพระที่นั่ง เหมือนเช่นทุกปี…

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานเพลิงศพ ดร.มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ อดีตกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา 22 ธ.ค.17.30 น. ณ เมรุ วัดมกุฏกษัตริยาราม…และ ในวันเดียวกัน เวลา 18.00 น. เสด็จฯพระราชทานเพลิงศพธารทอง จันทรางศุ ณ เมรุทิศใต้ วัดเทพศิรินทราวาส…

●● พิธีฌาปนกิจศพ คุณแม่ประภาศรีมารดาของ สุภาศิริ ชั้นสุวรรณ 22 ธ.ค.16.00 น. ณ เมรุวัดเจ้าอาม บางขุนนนท์…

●●เดินทางไปกับเพื่อนๆ กลุ่มเที่ยวสุขใจ…ไปทุกที่อยู่บ่อยๆ 22 ธ.ค. สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ ทริปที่ จ.ราชบุรี โดยจะนำผ้าป่าไปถวาย ในงานยกยอดฉัตร พระเจดีย์ ที่สำนักปฏิบัติธรรม ของหลวงปู่ ทองพูน เขมเปโม พระเถระ 5 แผ่นดินอายุ 111 ปี…สาธุบุญด้วย…

●● เพื่อนๆข้าราชการวัยเลยเกษียณของ สนง.สิ่งแวดล้อม นัดสังสรรค์ เนื่องในโอกาสคริสต์มาสบวกส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ที่บ้าน ผกาวรรณ จุฬามณี ย่านลาดปลาเค้า…เพื่อนร่วมงานเก่าๆแน่นแฟ้นสามัคคีเป็นที่ยิ่ง…

●● ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล Chief of Staff, Office of the Minister of Foreign Affairs ได้แจ้งข่าวการประชุมฯ ที่กระทรวงการต่างประเทศว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา สปป.ลาว บังกลาเทศ จีน อินเดีย โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนระดับสูง ซึ่งรวมถึง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ…การหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ เป็นข้อริเริ่มของไทยและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการหารือครั้งแรกระหว่างเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้านครบทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งแยกต่างหากจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการในกรอบอาเซียนในวันที่ 20 ธ.ค. ซึ่งจะช่วยเสริมความพยายามของอาเซียนในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อให้มีผลเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ในเรื่องที่เป็นความท้าทายร่วมกัน ซึ่งรวมถึงความมั่นคงชายแดนและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดและการหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกประเทศต่างเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการประสานงานในการบังคับใช้กฎหมาย…นับว่าเป็นการเริ่มต้นในการร่วมมือกันแก้ปัญหาระหว่างประเทศที่ตรงประเด็นมาก !!… 

●●หอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) จัดงาน TICC Christmas Gala Dinner 2024 เฉลิมฉลองส่งท้ายปี โดยมี อันเดรีย คอนติ กงสุลใหญ่และเลขานุการเอกของสถานทูตอิตาลีแห่งประเทศไทย,ฟรานเชสโก้ เพนซาโต รองประธานหอการค้าไทย-อิตาเลียน และกงสุลกิตติมศักดิ์อิตาลี ณ จังหวัดภูเก็ตและภาคใต้, มัลลิกา มาการิต้ารองประธานหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC), เฟเดริโก้ คาร์เดนี่ ประธานของหอการค้าไทย-อิตาเลียน, ซินดี้ บิชอพ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน ณ โรงแรม Capella Bangkok ปีนี้งานได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแบ่งปันชีวิต (Sharing for Life Foundation) และบ้านผู้สูงอายุราชสีมา (the Camillian Home for the Aged in Nakhon Ratchasima) ที่บริหารงานโดย Giovanni Contarin เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานสมทบทุนให้แก่องค์กรเหล่านี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งเป็นวัฒนธรรมของหอการค้าในช่วงเทศกาลพิเศษนี้

บารอนเนส

เชฟรอน สนับสนุนงานวิ่ง Saturday School Run 2024 ระดมทุนการศึกษาสู่ฝันเยาวชนไทย ฉลอง 10 ปีมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

https://www.naewna.com/lady/848787

เชฟรอน สนับสนุนงานวิ่ง Saturday School Run 2024  ระดมทุนการศึกษาสู่ฝันเยาวชนไทย ฉลอง 10 ปีมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

เชฟรอน สนับสนุนงานวิ่ง Saturday School Run 2024 ระดมทุนการศึกษาสู่ฝันเยาวชนไทย ฉลอง 10 ปีมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล Saturday School Run 2024 วิ่งด้วยกัน เพื่อฝันน้อง ฉลองครบทศวรรษแรกของมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School Foundation) ร่วมด้วย มร. โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, นายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ โดยมี บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เข้าร่วมงาน นำโดย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร และ นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร ในฐานะผู้สนับสนุนหลักตอกย้ำเจตนารมณ์ของเชฟรอนที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการศึกษา สู่รากฐานที่แข็งแกร่งของสังคมไทยผ่านการพัฒนา “พลังเยาวชน” โดยภายในงานมีพนักงานเชฟรอน นักเรียนในเครือข่าย อาสาสมัครของมูลนิธิ และบุคคลทั่วไปรวมกว่า 1,300 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)

จากความมุ่งมั่นของมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ที่เชื่อมั่นว่า “ทุกคน” สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลครั้งนี้จึงจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ร่วมกับเชฟรอน โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมทุนการศึกษา และสร้างโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้ร่วมสนับสนุนโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โดยรายได้ทั้งหมดจากงานดังกล่าวมอบให้มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปต่อยอดกิจกรรมเสริมทักษะและการเรียนรู้นอกห้องเรียนของมูลนิธิฯ ที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนาทักษะตามความสนใจที่สามารถนำไปต่อยอดในอนาคต เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนกล้าทำตามฝัน สะท้อนแนวคิดของมูลนิธิฯ ที่เน้นให้เด็กๆ “ไม่ละทิ้งความฝันของตนเอง” นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้มุ่งขยายเครือข่ายขององค์กรภาครัฐ และเอกชน และร่วมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครในมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครกว่า 5,283 คน และมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 18,043 คน ในหลากหลายกิจกรรม

นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “แนวคิดของมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ที่เชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและควรได้รับการพัฒนาสูงสุดตามความสนใจของแต่ละคน สอดคล้องกับนโยบายของเชฟรอนที่เชื่อในศักยภาพของ “พลังคน” ในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมไทย เราเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาถือเป็นกระดุมเม็ดแรกที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน จึงเป็นเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษามาโดยตลอดไม่แพ้การขับเคลื่อนพลังงาน โดยเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ได้เปิดโอกาสให้เชฟรอนเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนกิจกรรม Saturday School Run ที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาได้ โดยนอกจากกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลที่เชฟรอนสนับสนุนเป็นปีที่ 2 แล้ว ก่อนหน้านี้ เรายังได้ร่วมส่งเสริมการศึกษากับมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนกิจกรรม Student Support ซีซัน 2 ที่พนักงานเชฟรอนได้รวมกลุ่มเพื่อเป็นครูอาสาแก่เยาวชน รวมถึง โครงการ After School Program ที่พนักงานของเราได้ร่วมเป็นครูอาสาเพื่อสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ผ่านการสอนแบบ Active Learning ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชนไทยที่ไม่ใช่เพียงแค่ในระดับองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็น DNA ของพนักงานเชฟรอนทุกคนอีกด้วย”

กิจกรรมนี้ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทระยะทาง 3, 5, และ 10 กิโลเมตร, ประเภท VIP ที่มอบโอกาสในการบริจาคเพิ่มเติมให้กับมูลนิธิ, และประเภท Virtual Run สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน ณ สถานที่จัดโดยสามารถส่งผลการวิ่งผ่านแอปพลิเคชั่น เพื่อรับเสื้อ Finisher หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยกิจกรรมดังกล่าว ตอกย้ำความร่วมมือที่สำคัญของหลากหลายภาคส่วนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่การศึกษาไทย มุ่งเน้นการสนับสนุนเยาวชนให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิดสร้างสรรค์ อาทิ เหรียญรางวัลที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล การจัดการขยะอย่างเป็นระบบภายในงาน และการนำอาหารส่วนที่เหลือมอบให้กับชุมชนอีกด้วย

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : เพื่อความสุขสนุกสนานต้อนรับเทศกาลสำคัญ เดือนธันวาคม

https://www.naewna.com/lady/848760

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : เพื่อความสุขสนุกสนานต้อนรับเทศกาลสำคัญ เดือนธันวาคม

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : เพื่อความสุขสนุกสนานต้อนรับเทศกาลสำคัญ เดือนธันวาคม

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่สรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร โดยฉบับวันเสาร์ที่กำลังเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ขอพาไปพบความอร่อยกับอาหารและโปรโมชั่นพิเศษของโรงแรมชั้นนำทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มต้นกันที่

โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี

โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี นำเสนอโปรโมชั่นดินเนอร์สุดพิเศษที่มัดรวมจากโรงแรมทั้ง 8 แห่ง ในเครือ ที่ไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของเมืองไทยก็มีค่ำคืนส่งท้ายปีที่ประทับใจ ได้แก่ โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย,โรงแรมเคปกูดู เกาะยาวน้อย, โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน, โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต, โรงแรมแคนทารีเบย์ ระยอง, โรงแรมแคนทารี บีชเขาหลัก, โรงแรมแคนทารี โคราช และ โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่ โทร.02-2533791-7

โรงแรมคิมป์ตัน คีตาเล สมุย

โรงแรมคิมป์ตัน คีตาเล สมุย รีสอร์ต นำเสนอดินเนอร์บุฟเฟต์วันคริสต์มาสอีฟ 24 ธ.ค. ท่านละ 3,900 บาท++ และฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 31 ธ.ค. กับดินเนอร์บุฟเฟต์ ท่านละ 6,500 บาท++ที่ Boho Thai Lifestyle Café หรือดื่มด่ำกับเซตเมนู 5 คอร์สที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศทั่วโลก พร้อมการแสดงไฟสุดอลังการ ท่านละ 5,900 บาท++ที่ FishHouse Restaurant and Bar โทร.077-951999

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์คอนเวนชั่น นำเสนอห้องพักราคาพิเศษ เริ่มต้น 1,899 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า) และ New Year Eve Buffet Dinner ในบรรยากาศ “Caribbian of the Seas” ท่านละ 2,500 บาท โทร.052-055888

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอบรรยากาศรื่นเริงของคริสต์มาสกับโปรโมชั่นบุฟเฟต์นานาชาติในค่ำคืนคริสต์มาสอีฟ วันอังคารที่ 24 ธ.ค. ท่านละ 999 บาทถ้วน ที่ ห้องอาหารสรัสวดี โทร.02-1595888

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอบุฟเฟต์นานาชาติมื้อค่ำวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธ.ค. อาทิ ไก่งวงอบ ขาแกะอบ แฮมอบน้ำผึ้ง แซลมอนอบเกลือมินิสเต็ก ลาซานญ่าผักโขม คริสต์มาสพุดดิ้ง คาราเมลคัสตาร์ด เค้กขอนไม้ เครปไอศกรีมวานิลลา อาหารนานาชาติ และซีฟู้ด ท่านละ 999 บาทถ้วน เลือกรับค็อกเทล หรือม็อกเทล ฟรี 1 แก้ว ที่ ห้องอาหารเปรมประชากร โทร.02-5755599

โรงแรมแชงกรี-ลา

โรงแรมแชงกรี-ลา นำเสนออาหารนานาชาติที่คัดสรรจากทั่วทุกมุมโลกมื้อค่ำวันคริสต์มาสอีฟ24 ธ.ค. ในธีม “Enchanted Wonders” ท่านละ 3,200บาทถ้วน ที่ ห้องอาหารเน็กซ์ทู คาเฟ่ หรือเมนูอาหารอิตาเลียน ชุด 3 คอร์ส ท่านละ 2,800บาทถ้วน, ชุด 4 คอร์ส 3,400 บาทถ้วน และชุด 5 คอร์ส 3,800 บาทถ้วนที่ โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์ โทร.02-2367777

โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส

โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส นำเสนอเมนูอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศในค่ำคืนสุดท้ายของปี 31 ธ.ค. อาทิ สเตชั่นคาเวียร์ ทูน่าสดเนื้อวากิวญี่ปุ่น A4 หอยนางรมฝรั่งเศสหลากหลายสายพันธุ์ และเมนูไฮไลท์ ไส้กรอกหมูโคเทชิโนทานคู่กับถั่วเลนทิล,แซลมอนเวลลิงตันราดด้วยซอสแชมเปญ ฮอลแลนเดซ,พายไส้เป็ดและเห็ดมอเรล, เทอร์รีนตับห่าน ฯลฯ ท่านละ5,800 บาท++ ที่ ห้องอาหารวูว์ โทร.02-2077777

โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน

โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน นำเสนอบุฟเฟต์ทั้งคริสต์มาสอีฟดินเนอร์และคริสต์มาสเดย์บรันช์ พร้อมดื่มด่ำกับการแสดงดนตรีแจ๊สและการขับร้องประสานเสียง ท่านละ 3,000บาทถ้วน ที่ ห้องอาหารโฟลว์ โทร.02-4422000

โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์

โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ นำเสนอบุฟเฟต์ดินเนอร์อาหารไทยและนานาชาติ คืนคริสต์มาสอีฟ 24 ธ.ค. ท่านละ 3,600 บาท++ที่ ห้องอาหารริเวอร์บาร์จ โทร.02-3078888

เฉลิมฉลองเทศกาลพิเศษแห่งปีกับรสชาติอาหารในสไตล์ที่ชื่นชอบ เพื่อความสุขสันต์หรรษาไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ชวนคนไทยสนับสนุนโครงการทุนสถาบันราชสุดา เพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในกลุ่มคนพิการ

https://www.naewna.com/lady/848789

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ชวนคนไทยสนับสนุนโครงการทุนสถาบันราชสุดา เพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในกลุ่มคนพิการ

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ชวนคนไทยสนับสนุนโครงการทุนสถาบันราชสุดา เพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในกลุ่มคนพิการ

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิรามาธิบดี ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนพิการเพื่อผลิตบัณฑิตกลุ่มวิชาชีพครู หวังเพิ่มจำนวนบุคลากรครูที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการสอนคนพิการไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมศักยภาพให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการระดมทุนในโครงการทุนสถาบันราชสุดา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการในสังคมไทย

คนพิการ คือกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการศึกษา แม้ว่าในทางกฎหมาย ภาครัฐจะให้ความสำคัญต่อการศึกษาโดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องได้รับและสามารถเข้าถึงได้ แต่ในทางปฏิบัติ การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มคนพิการนั้นยังคงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากและอาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากปัญหาทั้งด้านหลักสูตร โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาสำหรับคนพิการ และความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

อาจารย์นายแพทย์สมเกียรติ ลีละศิธร ผู้อำนวยการสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “การขาดโอกาสทางการศึกษาส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี จนนำมาสู่ปัญหาการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพของกลุ่มคนพิการ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 พบว่า มีจำนวนคนพิการทางการได้ยินและสื่อความหมายในประเทศไทยทั้งสิ้น 423,936 คน คิดเป็น 19.19% ของคนพิการทั้งหมด โดยในจำนวนคนพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายทั้ง 423,936 คนเหล่านี้ มีผู้ได้รับการศึกษาในระดับประถมศึกษาสูงที่สุด 282,410 คน รองลงมาคือระดับมัธยมศึกษาที่ 35,899 คน ในขณะที่ผู้ที่ได้รับการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามีเพียง 9,227 คนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมุ่งมั่นเป็นสถาบันที่เปิดพื้นที่ทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ตั้งแต่ระดับชั้นปริญญาตรี โท และเอก เพื่อผลิตบุคลากรครูสำหรับคนพิการทางการได้ยินโดยเฉพาะ รวมทั้งเป็นที่พึ่งพิงให้กับคนพิการที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพกายและจิตใจผ่านงานบริการและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนในสังคมได้อย่างมีความสุข”

อาจารย์ ดร.ปรเมศวร์ บุญยืน ประธานหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาของคนหูหนวก กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การขาดแคลนล่ามภาษามือ จากสถิติกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2567 พบว่าล่ามภาษามือที่จดแจ้งมีจำนวนทั้งหมด 178 คน โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุด และ36 จังหวัด ในประเทศไทยไม่พบล่ามภาษามือที่จดแจ้ง สถาบันราชสุดา ในฐานะสถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่ผลิตล่ามภาษามือในระดับปริญญาตรี จึงให้มุ่งมั่นในการผลิตบัณฑิตเพื่อส่งต่อความรู้ให้แก่คนพิการทางการได้ยินให้มีทักษะในการประกอบอาชีพ ตลอดจนสามารถหาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการในสังคมไทย”

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวเสริมว่า “มูลนิธิรามาธิบดีฯ มุ่งมั่นในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก โดยเฉพาะความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง โครงการทุนสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงก่อตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนเพื่อพัฒนาด้านการเรียนการสอนในสถาบันราชสุดา รวมถึงส่งเสริมด้านงานวิจัยนวัตกรรมด้านคนพิการและการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาศักยภาพของคนพิการ เพื่อให้คนพิการในสังคมไทยมีอาชีพที่มั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มวิชาชีพครูที่สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ในอนาคต นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนของคนพิการในประเทศไทย”

สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถเรียนรวมกับคนทั่วไปได้อย่างเท่าเทียม โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องเรียนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ระหว่างคนพิการและบุคคลทั่วไป พร้อมจัดบริการสนับสนุนการศึกษาอย่างเหมาะสมเพื่อลดอุปสรรคการเรียนรู้ที่เกิดจากข้อจำกัดด้านความพิการ สถาบันราชสุดา เปิดสอนทั้งหมด 5 หลักสูตร ดังนี้ ระดับปริญญาตรี ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาหูหนวกศึกษา วิชาเอกการออกแบบเชิงพาณิชย์ และวิชาเอกล่ามภาษามือไทย และ หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาของคนหูหนวก ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ และ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

โครงการทุนสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสทางการศึกษาให้คนพิการ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนพิการและคนทั่วไป พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมที่ปราศจากการแบ่งแยกขอเชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนให้กับโครงการทุนสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ที่ มูลนิธิรามาธิบดีฯ www.ramafoundation.or.th

‘ให้กราบ…ก็ยอม’เพลงใหม่จาก‘ออยเลอร์’

https://www.naewna.com/entertain/848840

‘ให้กราบ...ก็ยอม’เพลงใหม่จาก‘ออยเลอร์’

‘ให้กราบ…ก็ยอม’เพลงใหม่จาก‘ออยเลอร์’

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 10.58 น.

ปล่อยเพลงใหม่ “ให้กราบ…ก็ยอม”ส่งท้ายปี สำหรับศิลปินสาวอินดี้มาดเท่อย่าง “ออยเลอร์ ไทดอลมิวสิค” ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่เจ็บหนักเอาการเลยทีเดียว บอกเล่าเนื้อหาของคนที่ยอมยื้อหมดทุกทาง ความรักของคนที่พ่ายแพ้กับการร้องขอเศษเสี้ยวหัวใจจากคนเคยรัก ถึงแม้ว่ายังเจ็บหนัก แต่ถ้าได้คืนกลับมาอีกครั้ง จะให้กราบ…ก็ยอม คำอ้อนวอนขอ ความเห็นใจจากคนพ่ายรัก ซึ่ง “ออยเลอร์” ได้ถ่ายทอดเสียงร้องของความเจ็บครั้งนี้ได้อย่างเจ็บปวดและอินสุดๆ โดยได้นักแต่งคำร้องทำนองจากปลายปากกาศิลปินหนุ่ม “ดิว พีรพล” เพิ่มความดุดันด้วยท่อนทำนองที่เจ็บลึกบาดใจเรียบเรียงดนตรีโดย “มาวิน วงศพัทธ์” และงานเพลงนี้ศิลปินสาวอย่าง “ออยเลอร์” ดูแลผลงานเองทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดรวมไปถึง MV อีกด้วย

ส่วน MV เล่าถึง เรื่องราวความรักของผู้หญิงคนหนึ่งที่โดนสามีนอกใจ และจับได้คาหนังคาเขา แต่สุดท้ายผู้ชายก็เลือกผู้หญิงคนใหม่
ทิ้งความเจ็บปวดไว้กับ ผู้เป็นภรรยา เรื่องราวความรักที่แสนเจ็บปวด จะกลับมาเป็นครอบอีกครั้งได้หรือไม่ ท่านสามารถติดตามรับชม MV เพลง “ให้กราบ…ก็ยอม ได้แล้ววันนี้ ทางช่อง YouTube GRAMMY GOLD OFFICIALได้แล้ววันนี้ “ออยเลอร์” กล่าวว่าก่อนอื่น ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ค่ายไทดอลมิวสิค ที่ให้ความไว้วางใจ “ออยเลอร์” ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเพลง เลือกดนตรี แม้กระทั่งการคิดพล็อตเรื่องราวใน MV ซึ่งทำให้ “ออยเลอร์”ได้ทุ่มเทสุดๆ เลยค่ะ และวันที่ปล่อย MV “ให้กราบ…ก็ยอม” ได้รับการตอบรับการคอมเมนท์จากแฟนเพลงทำให้ “ออยเลอร์” หายเหนื่อยมีพลังมีกำลังมากๆ เลยค่ะ สุดท้ายนี้ “ออยเลอร์”ขอฝากผลงานเพลง “ให้กราบ…ก็ยอม” ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจและกดติดตามกดไลค์กดแชร์เป็นกำลังใจให้ออยเลอร์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

‘ตาโต ชิษณุพงศ์’เด็กหนุ่มนครพนมวัย17 หอบความฝันคว้า‘แชมป์หมอลำไอดอลคนที่ 2 ของประเทศไทย’

https://www.naewna.com/entertain/848839

‘ตาโต ชิษณุพงศ์’เด็กหนุ่มนครพนมวัย17  หอบความฝันคว้า‘แชมป์หมอลำไอดอลคนที่ 2 ของประเทศไทย’

‘ตาโต ชิษณุพงศ์’เด็กหนุ่มนครพนมวัย17 หอบความฝันคว้า‘แชมป์หมอลำไอดอลคนที่ 2 ของประเทศไทย’

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 10.57 น.

สิ้นสุดการค้นหา “หมอลำไอดอลคนที่ 2 ของประเทศไทย”เป็นที่เรียบร้อย สำหรับรายการ “หมอลำไอดอล ซีซั่น 2” ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 กับการแข่งขันที่ยาวนานกว่า 5 เดือนเต็ม เพื่อค้นหาหมอลำเจเนอเรชั่นใหม่ ร่วมสืบสานวัฒนธรรมอีสาน ผลสรุปจากการสะสมคะแนนโหวต 2 สัปดาห์ และผลคะแนนตัดสินจากคณะกรรมการกลางโดยผู้ที่คว้าแชมป์ได้แก่ “ตาโต-ชิษณุพงศ์ ไชยพร” อายุ 17 ปี จ.นครพนม หนุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม โดย “ตาโต” เป็นผู้เข้าแข่งขันในสังกัดและการดูแลของ“โค้ชบิว จิตรฉรีญา”

ทั้งนี้ “ตาโต” ชิษณุพงศ์ เจ้าของตำแหน่งแชมป์หมอลำไอดอลคนที่ 2 เปิดเผยความรู้สึกหลังคว้าแชมป์ในครั้งนี้ว่า “อยากขอบคุณตัวเองที่สามารถทำความฝันในครั้งนี้ได้สำเร็จ และขอขอบคุณครอบครัวที่คอยเป็นกำลังใจให้มาโดยตลอด รวมถึงแฟนคลับทุกคนที่ติดตามกันมา ที่สำคัญขอบคุณเฮียหน่อย, กรรมการทุกคน, โค้ชบิว จิตรฉรีญา ที่ให้โอกาสได้ร่วมทีม รวมถึงรายการหมอลำไอดอล ซึ่งถือได้ว่าเป็นเวทีประกวดทางโทรทัศน์เวทีแรกและได้พิชิตฝันของตนเองได้สำเร็จหลังจากนี้จะทำหน้าที่แชมป์หมอลำไอดอลในการสืบสานวัฒธรรมของคนอีสานในฐานะเด็กรุ่นใหม่ ให้คนต่างภาคได้เข้าถึง คำว่า หมอลำ ได้มากขึ้นขอบคุณครับ”