นายกฯ ระงับใบลาออก ‘กฤษฎา’ ให้กลับไปนอนคิด 1 คืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574340

08 พ.ค. 2567

16:53 น.

นายกฯ ระงับใบลาออก ‘กฤษฎา’ ให้กลับไปนอนคิด 1 คืน

นายกฯ ระงับใบลาออก ‘กฤษฎา’ รมช.คลัง ให้กลับไปนอนคิด 1 คืน ยอมรับปัญหาน่าจะมาจากการแบ่งงาน หวังว่าจะได้ยินข่าวดี เพราะรู้จักกันมานาน

นายเศรฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวยื่นใบลาออกของนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังว่า ได้โทรไปสอบถาม ซึ่งนายกฤษฎีกาบอกว่าใบลาออกกำลังเดินทางมา จึงให้กลับไปคิดก่อน 1 คืน แล้วค่อยว่ากันใหม่ ซึ่งนายกฤษฎีกาก็หัวเราะ จึงบอกให้คิดดูก่อน ยังไม่รับ นายกฤษดาก็เป็นน้อง รู้จักมานาน 

นายกฯ บอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากกว่า ต้องมีการพูดคุยกัน ตนได้บอกว่าหากท่านมีความไม่สบายใจในการแบ่งงาน ก็ยังมีโปรเจ็คอีกมากในกระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรีได้ และทาง รมว.คลัง ก็พร้อมที่จะมอบหมายงานเพิ่มเติมให้

เมื่อถามถึงเหตุผลที่นายกฤษฎา ได้ยื่นลาออก  นายกฯ ยอมรับว่า ก็คงเป็นเรื่องการแบ่งงานมั้งครับ นายพิชัย ชุนหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะโทรหาท่านกฤษดา แต่ท่านไม่รับสาย ผมจึงโทรหาแทน

ส่วนนายกฯ จะพิจารณาการแบ่งงานในกระทรวงการคลังใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าต้องให้ให้เกียรติรัฐมนตรีท่านแบ่งงานไว้ ซึ่งมันมีงานเพิ่มอีกเยอะ งานบางอย่างไม่ได้ระบุไว้ทั้งหมด มีโปรเจคเยอะไปหมดที่ต้องช่วยกัน เชื่อว่า รมว.คลัง เหลือขอบเขตงานไว้ใช้และแบ่งให้กับรัฐมนตรีช่วยฯ กฤษกา ซึ่งท่านก็เป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ดี และคงไม่มีปัญหา เพราะการแบ่งงานมีแพลนอยู่แล้ว คุยกันล่วงหน้าอยู่แล้ว ว่าทำไมถึงแบ่งงานอย่างนี้ และทำไมจึงต้องเหลือบางพื้นที่ให้นายกฤษดาได้ทำงาน ในแง่ของโปรเจ็คที่มีมีอยู่อีกจำนวนมาก ที่สามารถทำได้ 

ส่วนที่นายกฯ เคยระบุว่าจะเรียกคุยภายในหลังปรับ ครม. เพราะอาจมีรัฐมนตรีบางคนน้อยใจอยู่ แต่ยังไม่ออกอาการอะไร นายกฯ กล่าวว่า อย่างที่ได้เรียน มันก็มีคนพอใจ ไม่พอใจ มีความสุข ไม่มีความสุข เป็นธรรมดาของการที่เราจะต้องตัดสินใจอะไรออกไป โดยยึดโยงกับงานเป็นหลัก ก็มีการคุยตลอด คุยกันตั้งแต่เช้าตนก็ไม่ได้ไปไหน 

เรื่องนี้ส่งผลการทำงานกับรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากมีรัฐมนตรีที่ยื่นลาออกไป 2 คน นายกฯ ระบุว่า ไม่มีครับ ที่ลาออกไปก็มีการแต่งตั้งแล้วไม่ใช่หรือ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร  ซึ่ง รมว.ต่างประเทศคนใหม่ ท่านเป็นอดีตทูต 

ส่วนจะต้องเคลียร์ใจกับนายกฤษดาหรือไม่ เพราะว่าเหมือนจะน้อยใจที่ถูกลดเป็นรัฐมนตรีช่วยอันดับ 3 นายกฯ ระบุว่า โทรไปหาแล้วเมื่อสักครู่ ก็ต้องรอคำตอบพรุ่งนี้ เบรกไว้ก่อนพูดไปแล้วชัดเจน เมื่อถามว่า การเบรกจะสำเร็จหรือไม่  นายกฯ ระบุว่า “ก็หวังว่าจะสำเร็จนะครับ เพราะกับท่านก็รู้จักกันมานาน”

‘กฤษฎา จีนะวิจารณะ’ ลาออก รมช.คลัง เหตุแบ่งงานไม่แฟร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574335

08 พ.ค. 2567

16:19 น.

‘กฤษฎา จีนะวิจารณะ’ ลาออก รมช.คลัง เหตุแบ่งงานไม่แฟร์

‘กฤษฎา จีนะวิจารณะ’ ลาออก รมช.คลัง เหตุแบ่งงานไม่แฟร์ ได้กำกับ สบน.หน่วยงานเดียว คาดถูกลดบทบาทเพราะไม่ใช่โควตาเพื่อไทย ไม่ค่อยออกหน้าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต

มีรายงานว่า นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (โควตาพรรครวมไทยสร้างชาติ) ถือเป็นรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ลาออกเอง หลังจากปรับคณะรัฐมนตรี ได้เพียงหนึ่งสัปดาห์เศษ

สำหรับสาเหตุเกิดจากการแบ่งงานกันในบรรดารัฐมนตรีในกระทรวงการคลัง โดยนายกฤษฎา ที่มีประสบการณ์เป็นถึงอดีตปลัดกระทรวงการคลัง แต่ได้กำกับดูแลส่วนราชการหลักเพียงที่เดียวคือ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ส่วนรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลังที่ได้กำกับ ได้แก่ การยาสูบแห่งประเทศไทย , สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) , บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) , สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) , สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ.

ขณะที่ รมช.คลัง อีก 2 คน ได้กำกับส่วนราชการหลักคนละ 3 หน่วยงาน โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กำกับดูแล กรมศุลกากร , กรมสรรพากร , กรมสรรพสามิต ส่วนรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลังที่ได้กำกับ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร , องค์การสุรา , โรงงานไพ่ , กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

ส่วนนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กำกับดูแล สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง , สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ , กรมธนารักษ์ ส่วนรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลังที่ได้กำกับ ได้แก่ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด , ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย , กองทุนการออมแห่งชาติ , บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

มีการวิเคราะห์กันถึงสาเหตุ นอกจากจะเป็นรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากโควตาพรรคเพื่อไทยแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมานายกฤษฎา ในฐานะรมช.คลัง ไม่ได้แสดงบทบาทชัดเจนต่อการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตต่อสาธารณะ จึงอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ถูกปรับบทบาทการทำงานในกระทรวง และนำมาสู่การลาออกครั้งนี้

‘ส.ต.ต.พิจักษณ์’ ขอบคุณ ‘พีระพันธุ์’ ช่วยสานฝันต่อนายร้อย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574328

08 พ.ค. 2567

15:29 น.

‘ส.ต.ต.พิจักษณ์’ ขอบคุณ ‘พีระพันธุ์’ ช่วยสานฝันต่อนายร้อย

‘ส.ต.ต.พิจักษณ์’ มอบพวงมาลัยขอบคุณ ‘พีระพันธุ์’ ช่วยเข้าเรียนต่อนายร้อย จากปัญหาพิสูจน์สถานะครอบครัว ยืนยันพ่อเป็นคนไทย

ส.ต.ต.พิจักษณ์ ทองใสเกลี้ยง เข้ามอบพวงมาลัยเพื่อขอบคุณ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ที่ช่วยติดต่อประสานงาน กรณีขาดคุณสมบัติและเอกสารในการเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เหล่าตำรวจ

“สูติบัตรของผม ไม่ปรากฏบิดาโดยกำเนิด จึงไม่มีเอกสารเอาไปยื่นต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งต้องเข้ารายงานตัว วันที่ 10 พ.ค. 67 และรายตัวต่อโรงเรียนเตรียมทหาร 12 พ.ค. 67 ซี่งท่านพีระพันธุ์ ได้ให้ความช่วยเหลือ ประสานกับทางโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ให้พิจารณาคุณสมบัติของผมอีกที“

ส.ต.ต.พิจักษณ์ กล่าวต่อว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทางครอบครัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็อาจทำให้ขาดเอกสารแบบตน ซึ่งก็จะเป็นการปิดกั้นโอกาสเด็กรุ่นใหม่ ในการเป็นทหาร ตำรวจ ทั้งนี้ ตนอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก เพราะมีความชอบ และมีญาติเป็นตำรวจด้วย จึงตั้งใจเข้าสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร

นายพีระพันธุ์ รับพวกมาลัย พร้อมกล่าวอวยพรและให้สัมภาษณ์ว่า น้องได้มาขอความช่วยเหลือหลังจากที่เป็นนักเรียนนายสิบแล้ว ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แต่ก็มาเกิดปัญหาตามที่เป็นข่าว จึงได้เชิญแม่มาพูดคุย และให้คนไปตรวจสอบพื้นที่ ก็เชื่อว่าพ่อ ของน้องเป็นคนไทยแน่นอน มีตัวตนจริง เพียงแต่ตามตัวไม่เจอ แต่คนที่อยู่ตรงพื้นที่รู้จัก จึงเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริง และให้หน่วยงานต่างๆไปช่วยดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

ก็ต้องขอบคุณอธิบดีกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นต้นทางในการให้ข้อเท็จจริง รวมถึงรักษาการ ผบ.ตร. ที่ดูแลเป็นอย่างดี ส่วนหน่วยงานต่างๆก็ให้ความเป็นธรรมที่ถูกต้อง จึงขอให้น้องประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดูแลประชาชน เมื่อตัวเองเคยผ่านเรื่องเดือดร้อนมาเยอะ วันนี้จะมีโอกาสดูแลคนอื่น ก็ขอให้ทำหน้าทีให้ดี พร้อมยืนยันว่าจากกรณีนี้ไม่จำเป็นจะต้องมีการแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบ เพราะหน่วยต้นสังกัดคือตำรวจ ได้ตรวจสอบหมดแล้ว

‘จิรัฏฐ์’ รับทราบข้อหา ยืนยัน สด.43 ของจริง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574322

08 พ.ค. 2567

14:40 น.

‘จิรัฏฐ์’ รับทราบข้อหา ยืนยัน สด.43 ของจริง

‘จิรัฏฐ์’ สส.ก้าวไกล รับทราบข้อกล่าวหาปลอมแปลงเอกสารคัดเลือกทหาร ยืนยัน สด.43 ของจริง ผ่านตามขั้นตอนกฎหมาย รายละเอียดให้เป็นเรื่องในสำนวน

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล พร้อมทนายความ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ของ สน.ประชาชื่น ข้อหาปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม กรณีการได้มาซึ่งใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือ สด.43 ที่พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญ เข้าแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์

นายจิรัฏฐ์ ให้สัมภาษณ์ ก่อนพบพนักงานสอบสวน ระบุว่า วันนี้รับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ส่วนรายละเอียดเป็นไปตามสำนวนเพราะเป็นคดีความแล้ว แต่วันนี้ได้เตรียมพยานหลักฐานมาแสดงข้อเท็จจริงกับตำรวจด้วย ส่วนจะเอาเอกสารตัวจริงมาให้ดูหรือไม่ ขอไม่ตอบให้เป็นส่วนของทนายดำเนินการ แต่ไม่กังวลใจ ยืนยันว่าเอกสารที่นำมาแสดงในวันแถลงข่าวเป็นเอกสารที่ได้รับมาจากทางราชการ ไม่ได้ปลอม เป็นหลักฐานเอกสารที่ใช้ยืนยันว่า ตนเองผ่านกระบวนการในอดีตมาแล้ว ไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไร 

ส่วนกรณีที่ไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือและเป็นข้อสงสัยอยู่นั้น นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า ขอให้เป็นรายละเอียดที่จะให้การในสำนวน เพราะเป็นคดีความแล้ว และมั่นใจว่าสามารถต่อสู้ในประเด็นนี้ได้เพราะเป็นเอกสารที่ถูกต้อง

ส่วนได้สอบถามไปทางกองทัพบ้างหรือยังตั้งแต่มีประเด็น นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า  ทางกรรมาธิการทหารได้พูดคุยกับกองทัพแล้วแต่ก็ไม่ได้รายละเอียด และไม่ได้คำตอบอะไร และกรรมาธิการทหาร ก็ยังไม่ได้เอกสารอะไรจากกองทัพ เพราะเป็นสำนวนต้นขั้วที่กองทัพไม่ได้ให้ 

นักข่าวถามว่า มองอย่างไรที่มีการมาแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า “เอกสารที่ตนเองนำมาแสดงเป็นเอกสารที่ยืนยันว่า ในอดีตผมเคยผ่านกระบวนการทางราชการมาแล้ว และผมคิดว่าหน่วยงานราชการไม่ได้มีหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารทางราชการที่ปรากฎตามสื่อออนไลน์ เพราะไม่งั้นก็ต้องตรวจทุกคน และเอกสารนี้เป็นเอกสารที่หมดอายุความไปแล้วไม่ได้มีผลทางกฎหมาย การกระทำแบบนี้จึงมองว่าเป็นการดิสเครดิตกันเฉยๆ”

ทั้งนี้ทางกรรมาธิการทหารได้ตรวจสอบคนเซ็นต์เอกสารหรือไม่ นั้นมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตนเองในการไปตรวจสอบว่าใครเป็นคนเซ็นต์ และไม่ใช่หน้าที่ตนเองในการทำเอกสารฉบับนั้นขึ้นมาด้วย

ส่วนที่มีรายงานว่ากองทัพบก ระบุ ไม่มีต้นขั้วใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ นั้น นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า เขาบอกว่าไม่มีต้นขั้วของ “นวรินทร์” ไม่ได้บอกว่าไม่ได้มีต้นขั้วของ “จิรัฏฐ์” คงต้องไปถามกองทัพด้วยว่าได้มีการตรวจสอบใบ สด.43 ของประชาชนที่โพสต์ลงสื่อออนไลน์หรือไม่ว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอม ตนเองคงไม่ไปก้าวก่าย พร้อมยืนยันย้ำว่า ‘ใบสด.43 เป็นของจริง’ ตนเองไม่ไปปลอมแปลงอยู่แล้ว เพราะเป็นใบเอกสารตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้วไม่รู้จะปลอมแปลงขึ้นมาทำไม และจริงๆ เรื่องมันไม่มีอะไร แต่ทำให้งานที่ตนเองทำอยู่มันช้าลง

นักข่าวถามว่า ที่มองเป็นการดิสเครดิตเป็นเพราะว่าเป็นการออกมาจี้เรื่องปฏิรูปกองทัพหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ยอมรับว่า มีส่วน แต่ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ มีอีกหลายเรื่อง มีกระบวนการไอโอ มีกระบวนการที่จะขัดขวางกระบวนการทำงานตลอดอยู่แล้ว    

จากนั้นนายจิรัฏฐ์ พร้อมกับทนายความ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและให้ปากคำ บริเวณชั้น 3ของ สน.ประชาชื่น โดยตำรวจไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนขึ้นไปบันทึกภาพ

สหายใหญ่สมชื่อ ‘ภูมิธรรม’ เงาอำนาจ ‘ทักษิณ’ ทาบทับไทยคู่ฟ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574312

08 พ.ค. 2567

13:25 น.

สหายใหญ่สมชื่อ ‘ภูมิธรรม’ เงาอำนาจ ‘ทักษิณ’ ทาบทับไทยคู่ฟ้า

ส่องเส้นทางสหายใหญ่ ภูมิธรรม จากวนาสู่นาคร จากเอ็นจีโอสู่กงสีชินวัตร ขยับคุมกลาโหม-ศอ.บต. เงาอำนาจทักษิณทาบทับไทยคู่ฟ้า

อีเวทน์กินข้าว 10 ปี หากไม่ใช่ อ้วน ภูมิธรรม ไม่มีใครกล้าทำอีเวทน์กินข้าว 10 ปี หากไม่ใช่ อ้วน ภูมิธรรม ไม่มีใครกล้าทำ

ใหญ่สมชื่อ ภูมิธรรม เบอร์สองขยับคุมกลาโหม-ศอ.บต. เงาอำนาจทักษิณทาบทับไทยคู่ฟ้า สะท้อนตะวันดวงที่สองแสงแรงกล้า

ส่องเส้นทางสหายใหญ่ ภูมิธรรมจากวนาสู่นาคร จากเอ็นจีโอสู่กงสีชินวัตร รับใช้ทักษิณ อัศวินคลื่นลูกที่สาม ปั้นไทยรักไทยมากับมือ 

โฉมหน้า ครม.นิด 2 เศรษฐา ทวีสิน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไม่มีควบกระทรวง แถมจัดสรรอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีเต็มที่ ทำให้นายกฯเศรษฐา เหมือนคนถูกบีบให้ลดน้ำหนัก

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ยังนั่งเบอร์สองรองจากนายกฯเศรษฐา พร้อมกับได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานความมั่นคงอย่าง กระทรวงกลาโหม และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

อย่างไรก็ตาม นายกฯเศรษฐา ยังดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)

หลายคนอาจแปลกใจ รองนายกฯภูมิธรรม ควบ รมว.พาณิชย์ เหตุใดจึงถูกมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงกลาโหม

ภูมิธรรม กล่าวติดตลกกับนักข่าวทำเนียบว่า “…ผมรัฐมนตรีเป็ด อาจ จะเป็นเป็ดกองก็ได้ ซึ่งไม่หนักใจ เขาให้มาทำงาน มีงานให้ทำ ก็ทำ”

แท้จริงแล้ว รองนายกฯอ้วน ไม่ใช่รัฐมนตรีเป็ด หากแต่เป็นนักการเมืองสไตล์ทำได้ ใจถึง จึงเป็นที่ชื่นชอบของเถ้าแก่ใหญ่ บ้านจันทร์ส่องหล้า

อ้วน ภูมิธรรม รับใช้ทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่ปี 2538 เริ่มร่างพิมพ์เขียวพรรคการเมืองใหม่ และคลอดพรรคไทยรักไทย ขยับเป็นขุนศึกคู่กายนายใหญ่ จนมาถึงทุกวันนี้

ยาสามัญประจำบ้าน

วันแรกที่ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้มีทีมงานข้างกายอยู่จำนวนหนึ่ง ภายใต้การดูแลของ หมอมิ้ง-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และอ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย 

ทั้งหมอมิ้ง-อ้วน ต่างรับใช้นายใหญ่แบบถวายหัว จึงเปรียบคนวงในศูนย์กลางอำนาจบ้านจันทร์ส่องหล้า ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย จนมาถึงเพื่อไทย

หมอมิ้ง มีบุคลิกแบบนักคิด นักวางยุทธศาสตร์ ในรัฐบาลเศรษฐา จึงได้รับตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ หรือนายกฯน้อย

อ้วน เป็นนักปฏิบัติการ มีสไตล์นักบู๊มาแต่สมัยเป็นผู้นำนักศึกษาในรั้วจุฬาฯ และช่วงเข้าป่า อ้วนหรือสหายใหญ่ ได้รับมอบหมายให้ทหารองครักษ์พิทักษ์สหายนำ ระดับเบอร์หนึ่งของ พคท.

เมื่อสหายใหญ่คืนเมือง กลายร่างเป็นพี่อ้วน ของเอ็นจีโอ ก็มีลักษณะผู้นำคนจริงใจถึง ได้รับการยอมรับจากพี่น้องมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสัง คม (มอส.)

ด้วยบุคลิกและสไตล์การทำงานดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงถูกอกถูกใจนายใหญ่ และได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพใหญ่ สู้ศึกจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้วจนสำเร็จ

มีข้อน่าสังเกต รองนายกฯภูมิธรรม กำกับดูแลกระทรวงกลาโหม และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในวันที่ทักษิณ กำลังเดินเกมใต้ดิน พูดคุยกับตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในเมียนมา และมีข่าวว่า ทักษิณดอดพบปะกับผู้นำมาเลย์ที่ภูเก็ต


จับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับชายแดนตะวันตก และชายแดนใต้ ของทักษิณในชั่วโมงนี้ จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่รองอ้วนฯ จะดูแลความมั่นคง


อีเวนท์จำนำข้าวโชว์

ต้นสัปดาห์นี้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ มีอีเวนท์ใหญ่กินข้าวที่เมืองสุรินทร์ กลายเป็นดราม่าข้าว 10 ปี สนั่นโซเชียล

กรณีรองฯภูมิธรรม โชว์กินข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ที่นำมาหุง ซึ่งข้าวส่วนนี้เก็บรักษาไว้นานถึง 10 ปี 

ดราม่าข้าว 10 ปีกินได้ของรองฯอ้วน เกิดขึ้น 2 ครั้งคือครั้งแรก 14 มี.ค.2567 ภูมิธรรม มาตรวจโกดังสินค้าของ บจก.พูนผลเทรดดิ้งหลัง และคลังกิตติชัยหลัง 2 อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยเจ้าของโกดังนำข้าวที่หุงใหม่มากินโชว์สื่อท้องถิ่น

ครั้งที่ 2 ภูมิธรรม ขนกองทัพสื่อลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ไปจัดอีเวนต์กินข้าว 10 ปี โดยนำข้าวในโกดังทั้ง 2 แห่งมาล้างน้ำและหุงกินกัน เพื่อให้สื่อตีข่าวว่า ข้าวในโครงการจำนำข้าว ก็ยังกินได้ 

อีเวนท์กินข้าว 10 ปี เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย รวมถึงอีเวนท์นี้ ถูกมองว่าเป็นแผนการปูทางสร้างความชอบธรรมให้ยิ่งลักษณ์กลับไทยในปลายปีนี้

‘ทักษิณ’ คุยชนกลุ่มน้อยพม่า ผิดเงื่อนไขพักโทษ? หากผิดส่งกลับเรือนจำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574311

08 พ.ค. 2567

12:58 น.

'ทักษิณ' คุยชนกลุ่มน้อยพม่า ผิดเงื่อนไขพักโทษ? หากผิดส่งกลับเรือนจำ

‘อธิบดีกรมราชทัณฑ์’ เผยยังไม่ทราบ ‘ทักษิณ’ พบชนกลุ่มน้อยพม่า ผิดเงื่อนไขพักโทษหรือไม่ คาด ‘กรมคุมประพฤติ’ กำลังตรวจสอบ

กรณีสำนักข่าว VOA หรือ วอยซ์ออฟอเมริกา ภาคภาษาพม่า เปิดเผยตลอดเดือน มี.ค.  เม.ย. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการพบกับผู้นำกลุ่มกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพม่าหลายกลุ่ม เช่น สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (KNPP) และองค์การแห่งชาติกะฉิ่น (KNO) ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะผิดเงื่อนไขระหว่างการพักโทษหรือไม่ 

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ต้องไปตรวจสอบจากข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นต้องไปดูเงื่อนไขของกรมคุมประพฤติ ตนยังไม่สามารถสรุปได้ว่า กระทำได้หรือไม่ คาดว่าทางกรมคุมประพฤติอาจอยู่ระหว่างพิจารณาว่า ตรงไหนที่อดีตนายกรัฐมนตรีสามารถกระทำได้หรือกระทำไม่ได้ คงต้องมีการพูดคุยและทำความเข้าใจกับอดีตนายกฯ ที่อยู่ระหว่างการพักโทษ 

ส่วนความประพฤติใดของผู้ที่อยู่ระหว่างการพักโทษที่ไม่ถูกต้อง ทางกรมคุมประพฤติก็จะเป็นผู้แจ้ง และให้ผู้ถูกคุมประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง หากจะต้องส่งผู้ถูกคุมประพฤติกลับเรือนจำ ต้องเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไข ซึ่งถ้าผิดเงื่อนไข แต่ไม่ได้รุนแรงก็สามารถทำความเข้าใจ บอก หรือตักเตือนได้ 

ซึ่งจำนวนครั้งของการตักเตือนค่อนข้างมีความยืดหยุ่น เพราะบางครั้งผู้ที่อยู่ระหว่างพักโทษอาจจะไม่ทราบ หรือเข้าใจว่าทำได้ ดังนั้นกรมคุมประพฤติจะต้องทำความเข้าใจ เป็นดุลพินิจของนายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุมประพฤติ

‘พิชิต’ ปรับโฉม​ ’ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์‘ เป็น ‘ทำเนียบช่วยได้‘

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574307

08 พ.ค. 2567

11:47 น.

‘พิชิต’ ปรับโฉม​ ’ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์‘ เป็น ‘ทำเนียบช่วยได้‘

‘พิชิต’ ปรับโฉม​ ’ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์‘ เป็น ‘ทำเนียบช่วยได้’ เป็นมือไม้ให้นายกฯ ให้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่พึ่งพาได้

นายพิชิต​ ชื่นบาน​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบาย หลังเข้ารับตำแหน่ง​ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวตอนหนึ่ง​ว่า ในระบบราชการเข้าใจว่าท่านทำงานเป็นความสามารถโดยศักยภาพของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่วัตถุประสงค์ และบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มีภาพเอกชน และมีหลายหน่วยงานที่ร่วมกันตรวจสอบและรับเรื่องราวร้องทุกข์ และหลายหน่วยงานกำลังทำการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน​

พร้อมกับระบุว่า การที่เข้ามารับตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามากำกับ แต่เข้ามาเสมือนเป็นเพื่อน และสิ่งที่ตนพูดต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องตำหนิ​ ขอขีดเส้นใต้​ 100 ครั้งว่าไม่ใช่การตำหนิ​ ท่านทำดีอยู่แล้ว​  แต่เราจะมาทำให้ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาลเป็น​ “ทำเนียบช่วยได้” ตนจะเป็นมือไม้ให้นายเศรษฐา​ ทวีสิน นายกรัฐมนตรี​ เพราะปัญหาของประชาชนมีมาก​ ดังนั้นเราจะทำให้ศูนย์นี้​ รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน อยากทำงานแข่งกันให้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่พึ่งพาได้ ส่วนภาคเอกชนที่มีการรับเรื่องราวมาตรวจสอบก็ให้เขาทำไป 

นายพิชิต​ ยังระบุอีก วันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ซึ่งวัตถุประสงค์ของตนนอกจากจะเป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว ยังจะเป็นศูนย์รับข้อมูลการกระทำความผิดทางอาชญากรรมทุกประเภท​ที่พัฒนาขึ้น ทั้งเว็บพนันออนไลน์ และสื่อโซเชียลต่างๆ ที่หลอกลวง​

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803390

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.15 น.

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

เห็นข่าวพ่อค้าเรียกร้องให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ด รวมข้าวโพดที่รุกป่าและเผาแปลงด้วย สะท้อนความไม่เข้าใจสิ่งที่โลกต้องการ เมินเฉยต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม แบบนี้จะพากันพังกันทั้งระบบ เพราะโลกไม่มีที่ยืนให้ข้าวโพดรุกป่าและเผาตอซังอีกแล้ว ซ้ำยังให้ข้อมูลบิดเบือนราคาขายหน้าโรงงานว่าข้าวโพดที่นำเข้าจากเมียนมานั้น มีราคาต่ำกว่า 9 บาท/กก. ทั้งที่จริงๆ แล้วขายได้สูงกว่า 10 บาท/กก. มาตั้งแต่ พ.ย.2566 ซึ่งเป็นความร่วมมือในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จาก“เกษตรกรไทย” ในการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566

อันที่จริงการเรียกร้องให้รับซื้อข้าวโพดเมียนมาในราคาเท่ากับข้าวโพดไทย เท่ากับให้คนไทยพยุงราคาช่วยเกษตรกรเมียนมาด้วยซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะเป็น แต่ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถแยกเมล็ดไทยกับเมียนมาออกจากกันได้ ทำให้กลุ่มพ่อค้าสามารถ “ยัดไส้” ข้าวโพดเมียนมาให้เป็นข้าวโพดไทยได้ (แม้ในช่วงที่ไม่อนุญาตนำเข้า) ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของไทยที่ต้องแบกภาระช่วยเกษตรกรเมียนมา ขณะที่ต้องเสียส่วนต่างกำไรให้เข้ากระเป๋า “พ่อค้าพืชไร่” เรื่อยมา

ปัจจุบันภาครัฐมีการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวโพดอยู่แล้วในระดับหนึ่ง มีการจำกัดระยะเวลานำเข้าได้เพียง 8 เดือน (1 ก.พ.- 31 ส.ค.) และผู้นำเข้าต้องแจ้งขอผ่านกรมปศุสัตว์ก่อน ตัวเลขการนำเข้าและมูลค่านำเข้าข้าวโพดในเดือน ก.พ.-มี.ค.2567 พบว่าไทยมีการนำเข้าจากเพื่อนบ้านรวมจำนวน 595,098 ตัน ในราคากก.ละ 9.50 บาท นำมาขายให้โรงงานอาหารสัตว์ ในราคาสูงกว่า 10 บาท/กก.ดังกล่าวข้างต้น

เหตุปะทะรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งเมียวดี ส่งผลผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาเปลี่ยนเส้นทางจากด่านแม่สอด ไปนำเข้าทางด่านระนอง-ด่านแม่สายแทน รวมถึงเปลี่ยนวิธีขนส่งเป็นการขนส่งทางเรือทั้งหมด ลดปัญหาการลักลอบนำเข้าตามเส้นทางธรรมชาติไปได้มาก แต่หากสงครามยุติ การลักลอบก็อาจกลับมาเกิดขึ้นได้อีก ทางที่ดีที่สุดคือการเร่ง “ขึ้นทะเบียนผู้นำเข้า” เพื่อการตรวจสอบและแยกแยะข้าวโพดนำเข้าออกจากข้าวโพดไทยให้ชัดเจน แก้ปัญหาการ “ยัดไส้” กินส่วนต่าง ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่งกล่าวตรงกันว่า “ยินดีที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไทย ไม่ใช่เกษตรกรจากเมียนมา หรือกลุ่มคนบางกลุ่ม เพราะภาระต้นทุนส่วนนี้จะตกไปอยู่กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้บริโภคไทย”

#ทำไมจึงไม่อยากมีส่วนร่วมพัฒนาเกษตรกรไทย?

การเรียกร้องของพ่อค้าพืชไร่ก่อเกิดคำถามมากมายว่า เหตุใดคนกลุ่มนี้จึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทยให้ยุติการเผาตอซังและลดคาร์บอน เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นหลัง รวมถึงตอบโจทย์การค้าตามทิศทาง EU Green Deal ที่ประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปต้องการ เหตุใดจึงเรียกร้องแต่ราคา ราคา ราคา โดยไม่เห็นแก่อนาคตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดของไทยเลยแม้แต่น้อย อย่าลืมว่าโลกไม่มีที่ยืนให้วัตถุดิบที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่กฎหมาย EU บังคับใช้ พืชผลของไทยที่ไม่สามารถแสดงการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเหมาะสมจะไม่มีใครรับซื้ออีกต่อไป

ขณะที่วันนี้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร มกอช. ฯลฯ รวมถึงภาคเอกชน เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กำลังร่วมกันวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนา GAP (Good Agriculture Practice) เพื่อเกษตรกรไทย รวมถึงการนำโมเดล Corn Traceability ที่ประสบความสำเร็จแล้วมาเป็นต้นแบบในการพัฒนา นอกจากนี้ ยังประสานความร่วมมือกับผู้รับซื้อในประเทศเพื่อนบ้านให้ร่วมกันลดมลพิษที่เกิดจากการเผาแปลงเกษตร แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน เห็นความพยายามของทุกภาคส่วนเช่นนี้แล้ว ยังสงสัยอยู่ว่าจะสะกิดต่อมสำนึกของคนบางกลุ่มได้บ้างหรือไม่

ยืนยันอีกครั้งว่าต่อไปแวดวงอุตสาหกรรมนี้จะไม่มีการคุยเรื่องราคาจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าข้าวโพดที่นำมาขายนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

#ดำรง พงษ์ธรรม นักวิชาการอิสระ 

อุตุฯเผย 7-13 ภาคเหนือฝนตกอุณหภูมิลด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803323

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรักชัย ศรีนวน ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้รายงานสถานการณ์สภาพอากาศผ่านการแถลงข่าวสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ว่าในช่วงนี้ลมตะวันตกเฉียงใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ได้พัดมาปกคลุมทางด้านภาคเหนือ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฝนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 7-13 พฤษภาคม มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองสูงถึงร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ มีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง และหลังจากนั้นปริมาณฝนจะลดลง ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ซึ่งลักษณะสภาพอากาศเช่นนี้ ส่งผลให้อุณหภูมิในช่วงกลางวันมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทั้งสัปดาห์

สำหรับการคาดการณ์ฤดูฝนของประเทศไทย ปีนี้คาดว่าจะเริ่มขึ้นประมาณสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งจะช้ากว่าปกติ 1-2 สัปดาห์ และจะสิ้นสุดประมาณปลายเดือนตุลาคม 2567 โดยปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนของปีนี้จะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติ และใกล้เคียงปีที่แล้ว

ในส่วนของภาคเหนือ ช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน มีโอกาสเกิดฝนเพิ่มมากขึ้นและต่อเนื่อง ช่วงกลางเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ปริมาณและการกระจายตัวของฝนจะลดลงทำให้อาจเกิดการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน และช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-กันยายน ภาคเหนือจะกลับมามีฝนตกชุกหนาแน่นอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่ จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และหนักมากในบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง ขณะที่ช่วงเดือนตุลาคม ประมาณและการกระจายของฝนจะลดลงและเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า ทั้งนี้ การเกิดพายุหมุนเขตร้อนในช่วงฤดูฝนปีนี้ คาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1-2 ลูก โดยมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน

‘ธรรมนัส’พัฒนาคลองแม่ข่า สนับสนุนน้ำด้านการเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803324

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ สนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณฝายแม่สา (ลำน้ำแม่สา) โครงการปรับปรุงสระเก็บน้ำหนองน้ำเชียว คลองแม่ข่า และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง คลองแม่ข่าน้อย จ.เชียงใหม่ มุ่งดำเนินการพัฒนาคลองแม่ข่าตลอดทั้งเส้น เพื่อสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคน้ำด้านการเกษตร ตลอดจนช่วยในเรื่องการบำบัดน้ำเสีย และส่งเสริมการท่องเที่ยว

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนในเรื่องการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ เพื่อผันน้ำเข้าสู่คลองแม่ข่า และมีแผนในการทำประตูระบายน้ำก่อนปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำปิง เพื่อกักเก็บน้ำให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้จะทำงานร่วมกับเทศบาล และหน่วยงานในพื้นที่ในการขุดลอกคูคลองและผักตบชวา เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำบำบัดน้ำเสีย คืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้ชุมชน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว