“ไบต์แดนซ์” สู้กลับ ยื่นฟ้องรัฐบาลหวังบล็อกกฎหมายแบน “TikTok” ในสหรัฐฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783929

"ไบต์แดนซ์" สู้กลับ ยื่นฟ้องรัฐบาลหวังบล็อกกฎหมายแบน "TikTok" ในสหรัฐฯ

8 พ.ค. 2567 12:33 น.

“ไบต์แดนซ์” สู้กลับ ยื่นฟ้องรัฐบาลหวังบล็อกกฎหมายแบน “TikTok” ในสหรัฐฯ

“ไบต์แดนซ์” และ “ติ๊กต่อก” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพื่อหวังบล็อกกฎหมายที่บังคับให้ติ๊กต่อก ต้องขายกิจการ เพื่อมิให้แอปฯ ถูกแบนในสหรัฐฯ

“ติ๊กต่อก” (TikTok) และ “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) บริษัทแม่ในจีน ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อพยายามขัดขวางกฎหมายที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่สั่งให้บริษัทไบต์แดนซ์ ต้องขายกิจการแอปฯ ดังกล่าวภายในวันที่ 19 มกราคมปีหน้า ไม่เช่นนั้นแอปฯ ติ๊กต่อกจะไม่สามารถใช้ได้ในอเมริกาหลังพ้นเส้นตายดังกล่าว

ทั้งสองบริษัท ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขตดิสทริกต์ ออฟ โคลัมเบีย โดยโต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวละเมิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงการฝ่าฝืนการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1 โดยกฎหมายที่ลงนามโดยประธานาธิบดีไบเดน เมื่อวันที่ 24 เมษายน กำหนดให้ไบต์แดนซ์ บริษัทแม่ของติ๊กต่อก ต้องขายกิจการแอปฯ ภายในวันที่ 19 มกราคมปีหน้า

ทั้งสองบริษัทกล่าวในการยื่นฟ้องว่า “เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สภาคองเกรสได้ออกกฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มแสดงความคิดเห็นถูกแบนอย่างถาวรทั่วประเทศ” 

คดีดังกล่าวระบุว่า การขายกิจการ “เป็นไปไม่ได้: ไม่ใช่ในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ทางเทคโนโลยี หรือถูกกฎหมาย … ไม่ต้องสงสัยว่า: พระราชบัญญัติ (กฎหมาย) จะบังคับให้ปิดติ๊กต่อก ภายในวันที่ 19 มกราคม 2568 และปิดปากชาวอเมริกัน 170 ล้านคนที่ใช้แพลตฟอร์มเพื่อสื่อสารในรูปแบบที่ไม่สามารถจำลองแบบที่อื่นได้”

ทำเนียบขาวกล่าวว่า ต้องการให้การเป็นเจ้าของแอปฯ ที่มีฐานในจีน สิ้นสุดลงด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ แต่ไม่ใช่การห้ามติ๊กต่อก ทำเนียบขาวและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการฟ้องร้อง

คดีนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของติ๊กต่อก ที่จะเดินหน้าป้องกันไม่ให้บริษัทถูกปิดตัวในสหรัฐฯ เนื่องจากบริษัทอย่าง “สแนป” (Snap) และ “เมตา” (Meta) ต่างกำลังหวังใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนของติ๊กต่อก เพื่อแย่งชิงรายได้จากการโฆษณาจากคู่แข่ง

สมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ แสดงความกังวลอย่างมากว่า จีนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับชาวอเมริกันหรือสอดแนมด้วยแอปฯ นี้ได้ มาตรการดังกล่าวจึงผ่านความเห็นชอบอย่างท่วมท้นในสภาคองเกรส เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากกาเสนอลงมติ ด้านติ๊กต่อกปฏิเสธว่าบริษัทไม่เคยเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ โดยกล่าวหาสมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ ว่าคาดเดาไปเอง

ราจา กฤษณมูรธี ผู้แทนพรรคเดโมแครตระดับสูงในคณะกรรมการจีน ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวเป็น “วิธีเดียวที่จะจัดการกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติที่เกิดจากความเป็นเจ้าของแอปติ๊กต่อกของไบต์แดนซ์”

กฎหมายห้ามไม่ให้แอปสโตร์ของแอปเปิล และเพลย์ สโตร์ ของกูเกิล เสนอการดาวน์โหลดแอปฯ ติ๊กต่อก และห้ามผู้ให้บริการโฮสติ้งอินเทอร์เน็ต รองรับติ๊กต่อก เว้นแต่ไบต์แดนซ์ จะขายติ๊กต่อกภายในวันที่ 19 มกราคม

คำฟ้องดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลจีนได้แสดงความชัดเจนว่าจะไม่อนุญาตให้มีการขายเครื่องมือแนะนำซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของ ติ๊กต่อกในสหรัฐฯ บริษัทต่างๆ ขอให้ศาลอุทธรณ์ ขัดขวางมิให้นายเมอร์ริค การ์แลนด์ อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว 

ข้อมูลตามคำฟ้องระบุว่า หุ้น 58% ของไบต์แดนซ์ เป็นของนักลงทุนสถาบันระดับโลก รวมถึง BlackRock, General Atlantic และ Susquehanna International Group ส่วน 21% เป็นของผู้ก่อตั้งชาวจีนของบริษัท และ 21% เป็นของพนักงาน ซึ่งรวมถึงชาวอเมริกันประมาณ 7,000 คน.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ออสเตรเลียเพิ่มเงินฝากขั้นต่ำ นร.ต่างชาติ หวังลดจำนวนผู้อพยพเข้าประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783917

ออสเตรเลียเพิ่มเงินฝากขั้นต่ำ นร.ต่างชาติ หวังลดจำนวนผู้อพยพเข้าประเทศ

8 พ.ค. 2567 12:12 น.

ออสเตรเลียเพิ่มเงินฝากขั้นต่ำ นร.ต่างชาติ หวังลดจำนวนผู้อพยพเข้าประเทศ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศเพิ่มยอดเงินฝากขั้นต่ำในบัญชีของนักเรียนต่างชาติเพิ่มอีก พร้อมเตือนวิทยาลัยหลายแห่งอย่าฉ้อโกงรับนักเรียนโดยไม่เช็กการเข้าเรียนตามจริง เพื่อหวังลดจำนวนผู้อพยพเข้าประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

นับตั้งแต่วันศุกร์นี้ (10 พ.ค. 67) นักเรียนต่างชาติที่จะเข้าไปศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย จะต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคารเพื่อทำสเตทเมนต์ขอวีซ่าในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น โดยต้องมียอดเงินในบัญชีธนาคารอย่างน้อย 29,710 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 721,900 บาทเพื่อใช้ขอวีซ่า ซึ่งนับว่าเป็นการปรับวงเงินเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วในรอบเพียง 7 เดือน โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มีการปรับเพิ่มจาก 21,041 ดอลลาร์ออสเตรเลียมาเป็น 24,505 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 3,464 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยราว 85,000 บาท

โดยนอกจากการประกาศยอดเงินฝากในบัญชีของนักเรียนต่างชาติเพิ่มแล้ว ยังมีคำเตือนไปยังวิทยาลัยหลายๆ แห่ง อย่าฉ้อโกงรับนักเรียนโดยไม่เช็คการเข้าเรียนตามจริงอีกด้วย ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้น หลังจากที่มีจำนวนผู้อพยพจำนวนมากหลั่งไหลเข้าประเทศหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ทำให้ทางการออสเตรเลียต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาให้วีซ่านักเรียนแก่ชาวต่างชาติ อย่างเมื่อเดือนมีนาคมก็เพิ่งมีการเพิ่มเงื่อนไขความสามารถด้านภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่จะยื่นขอวีซ่านักเรียน นอกจากนี้ยังยกเลิกการขยายระยะเวลาอยู่ต่อของนักเรียนที่เรียนจบอีกด้วย

แคลร์ โอนีล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย ระบุว่า มีการส่งจดหมายเตือนไปยังสถานศึกษา 34 แห่ง ที่รับนักเรียนแบบหลอกๆ หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการรับนักเรียนนักศึกษาต่างชาติ โดยผู้ที่กระทำความผิดอาจจะถูกจำคุกอย่างน้อย 2 ปี หรือถูกสั่งห้ามรับนักเรียนนักศึกษาอีกหากพบว่ามีความผิดจริง

ทั้งนี้ การเข้ามาศึกษาต่อของนักเรียนต่างชาติเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของออสเตรเลียมาอย่างยาวนาน โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 36.4 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 885,000 ล้านบาทในปี 2022 และ 2023 แต่การเพิ่มจำนวนของผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาต่างชาติ ทำให้รัฐบาลตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากราคาค่าเช่าที่พักอาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนผู้อพยพก็เพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 548,800 คน จนถึงวันที่ 30 กันยายนปี ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลคาดหวังว่าจากนโยบายที่ออกมาใหม่ จะช่วยสกัดจำนวนผู้อพยพเข้ามายังออสเตรเลียได้ราวครึ่งหนึ่งในอีก 2 ปีข้างหน้า.

ที่มา : Channelnewsasia

โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญหน้า ‘สตอร์มี แดเนียลส์’ พยานสำคัญคดีจ่ายเงินปิดปาก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783902

โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญหน้า 'สตอร์มี แดเนียลส์' พยานสำคัญคดีจ่ายเงินปิดปาก

8 พ.ค. 2567 11:21 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญหน้า ‘สตอร์มี แดเนียลส์’ พยานสำคัญคดีจ่ายเงินปิดปาก

สตอร์มี แดเนียลส์ ดาราหนังสำหรับผู้ใหญ่ เข้าให้การต่อศาลอาญาเขตแมนฮัตตัน ในนครนิวยอร์ก ในการพิจารณาคดีจ่ายเงินปิดปากของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวถึงการพบกันของเธอกับทรัมป์ เมื่อปี 2549 

แดเนียลส์ วัย 45 ปี กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการเผชิญหน้าของเธอกับทรัมป์ วัย 77 ปี และข้อตกลงลับๆ ที่เธอทำกับทรัมป์ เพื่อไม่เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนการเลือกตั้งปี 2559 เมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เธอบอกกับคณะลูกขุนว่า ชีวิตของเธอเข้าสู่ความสับสนวุ่นวาย หลังจากข้อตกลงดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2561 โดยกล่าวว่าเธอถูกแสดงความรังเกียจและถูกคุกคามที่บ้านของเธอ

คำให้การของแดเนียลส์ทำให้ทนายของทรัมป์ต้องออกมาโต้แย้งรายละเอียดต่างๆ เช่น คำแถลงของเธอที่ว่าทรัมป์ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ไม่ได้ก่อให้เกิดวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากทำให้คณะลูกขุนไม่พอใจ ผู้พิพากษาฮวน เมอร์ชาน ปฏิเสธคำโต้แย้งดังกล่าวแต่ก็เห็นพ้องกันว่าคำให้การของเธอบางส่วนอยู่นอกเหนือขอบเขตเกินไป ทนายความของทรัมป์ยังโจมตีความน่าเชื่อถือของเธอ และตำหนิเธอเกี่ยวกับคำกล่าวที่ไม่สอดคล้องกันของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เธออยู่กับทรัมป์

แดเนียลส์ยังยอมรับว่าเธอ “เกลียด” ทรัมป์ และต้องการหารายได้จากเรื่องราวครั้งนี้ ส่วนคำอธิบายของเธอที่ว่าทำไมเธอถึงเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ หลังจากปกปิดและปฏิเสธเรื่องนี้นานถึง 7 ปี ก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน

ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ไม่ได้โต้ตอบใดๆ เขาปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดในข้อหาปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจเพื่อปกปิดการจ่ายเงิน 130,000 ดอลลาร์ให้กับแดเนียลส์ และปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์กับเธอ

ทีมกฎหมายของทรัมป์ กล่าวว่า เธอและนายโดนัลด์ ทรัมป์ พบกันในโอกาสที่เขามาทาบทามให้ไปร่วมรายการ The Apprentice ซึ่งทรัมป์ทำหน้าที่เป็นพิธีกร ที่โรงแรมของทรัมป์ในเมืองเลค ทาโฮ รัฐเนวาดา แดเนียลส์ยืนยันว่า เธอหวังว่าเขาจะเลือกเธอให้เข้าร่วมรายการหลังจากการพบกัน

แดเนียลส์กล่าวว่า ทรัมป์พยายามล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากเชิญเธอไปที่ห้องสวีทในโรงแรมของเขา แดเนียลส์ให้การเป็นพยานว่า เธอเติบโตมาในฐานะลูกสาวของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีรายได้น้อย เธอกล่าวว่า ทรัมป์บอกเธอว่า “นี่เป็นวิธีเดียวที่คุณจะไม่ต้องใช้ชีวิตในลานจอดรถบ้านได้”

แดเนียลส์ ซึ่งมีชื่อจริงว่า “สเตฟานี คลิฟฟอร์ด” กล่าวว่าเธอ “หมดสติ” แม้ว่าจะไม่ได้เสพยาหรือแอลกอฮอล์ก็ตาม หลังจากที่ทรัมป์ขัดขวางไม่ให้เธอออกจากห้องด้วยการปิดประตู เธอบอกว่าเธอตื่นขึ้นมาบนเตียงโดยอยู่ในสภาพเปลือย และกล่าวว่าเธอพยายามคิดถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น แดเนียลส์ กล่าวว่าเธอไม่ได้บอกให้ทรัมป์หยุด และบอกว่าเธอออกจากห้องพักในโรงแรมอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

ทรัมป์ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2564 กล่าวว่าการพิจารณาคดีเป็นความพยายามที่จะขัดขวางความพยายามของเขาที่จะเอาชนะประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 5 พฤศจิกายน

การเจอกันของทรัมป์และแดเนียลส์ เมื่อปี 2549 เกิดขึ้นในขณะที่ทรัมป์แต่งงานกับนางเมลาเนีย ภรรยาคนปัจจุบันของเขา แดเนียลส์บอกว่า เธอเล่าให้คนเพียงไม่กี่คนทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอบอกว่า เธอเห็นทรัมป์ในงานสาธารณะหลายครั้งในช่วงหลายปีต่อจากนั้น แต่แล้วก็เลิกติดต่อกับเขา หลังจากที่เขาไม่ได้ให้เธอร่วมในรายการ “The Apprentice”

แดเนียลส์กล่าวว่า เธอตั้งใจแน่วแน่ที่จะเก็บเหตุการณ์นี้ไว้ หลังจากถูกข่มขู่ในลานจอดรถในปี 2554 แต่เปลี่ยนใจระหว่างการเสนอชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ในปี 2559 เมื่อเขาเผชิญข้อกล่าวหาหลายครั้งว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ เธอบอกว่าแรงจูงใจของเธอไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือการเผยแพร่เรื่องราวนี้ออกไป

ในที่สุดแดเนียลส์ก็เจรจากับนายไมเคิล โคเฮน ทนายความของทรัมป์ เรื่องการจ่ายเงินปิดปาก 130,000 ดอลลาร์ และอัยการกล่าวว่าทรัมป์ปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจเพื่อปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่าเขาคืนเงินให้โคเฮนสำหรับเงินจำนวนดังกล่าว

เธอให้การว่า เธอต้องการที่จะรับเงินก่อนการเลือกตั้งปี 2559 เพราะเธอกังวลว่าเขาอาจจะไม่จ่ายเงินให้เธอ หากเขาชนะเลือกตั้ง คดีนี้ถูกมองว่าเป็นผลสืบเนื่องน้อยกว่าการฟ้องร้องทางอาญาอื่นๆ อีก 3 คดีที่ทรัมป์เผชิญอยู่ แต่เป็นเพียงคดีเดียวเท่านั้นที่จะได้รับการพิจารณาคดีก่อนการเลือกตั้ง

ส่วนคดีอื่นๆ กล่าวหาทรัมป์ว่าพยายามล้มล้างผลความพ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2563 และจัดการเอกสารเอกสารลับอย่างไม่ถูกต้อง หลังจากออกจากตำแหน่ง ทรัมป์ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดทั้งสามคดี.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทำไมเพลงโฆษณาชวนเชื่อเกาหลีเหนือจึงเป็นไวรัลใน TikTok

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783452

ทำไมเพลงโฆษณาชวนเชื่อเกาหลีเหนือจึงเป็นไวรัลใน TikTok

8 พ.ค. 2567 10:48 น.

ทำไมเพลงโฆษณาชวนเชื่อเกาหลีเหนือจึงเป็นไวรัลใน TikTok

  • ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปเพลง “บิดาผู้เป็นมิตร” (Friendly Father) ซึ่งยกย่องนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่อยู่ในรูปแบบของเพลงอิเล็กโทร-ป๊อป จนกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก มีผู้ชมมากกว่า 6 แสนครั้ง
  • ขณะที่บรรดาติ๊กต่อกเกอร์ ต่างชื่นชมว่ามันเป็นเพียงเพลงที่ยอดเยี่ยมและชวนให้เพลิดเพลิน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเพลงป๊อปที่ดูสดใสนี้กลับซ่อนบางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นไว้ นั่นก็คือการแทรกซึมความคิดบางอย่างเข้าไปในจิตใจของผู้ฟัง
  • เป็นที่ทราบกันดีว่า เสรีภาพในการสร้างสรรค์หรือศิลปะในเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น การผลิตผลงานเพียงเพื่อประโยชน์ทางศิลปะถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับนักดนตรี จิตรกร และนักเขียน ดังนั้นผลงานทางศิลปะทั้งหมดในเกาหลีเหนือจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการศึกษาในชั้นเรียนของพลเมือง และให้ความรู้แก่พวกเขาโดยเฉพาะเจาะจง ว่าเหตุใดพวกเขาจึงควรสำนึกถึงความกตัญญู และความรู้สึกภักดีต่อพรรคแรงงาน

เมื่อนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เปิดตัวเพลงล่าสุดของเขาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เขาอาจคาดไม่ถึงว่าเพลงดังกล่าวจะได้รับความนิยมในสื่อโซเชียลชื่อดังอย่าง “ติ๊กต่อก” แต่เพลงโฆษณาชวนเชื่อนี้ได้แพร่ระบาดทางออนไลน์ โดยผู้ใช้กลุ่มเจน ซี ต่างพากันฟังเพลงนี้ ที่ถูกดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบของเพลงอิเล็กโทร-ป๊อป

เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่ไม่สนใจเนื้อเพลงภาษาเกาหลี ที่กล่าวยกย่องนายคิม จองอึน ผู้ให้คำมั่นว่าจะ “ทำลายล้างสหรัฐฯ อย่างราบคาบ” และทำการทดสอบยิงขีปนาวุธหลายสิบลูก

เนื้อเพลงตอนหนึ่งร้องว่า “มาร้องเพลง คิม จองอึน ผู้นำที่ยิ่งใหญ่/ มาคุยอวดเกี่ยวกับคิม จองอึน บิดาผู้เป็นมิตรของเรากันเถอะ” 

ขณะที่บรรดาติ๊กต่อกเกอร์ ต่างชื่นชมว่ามันเป็นเพียงเพลงที่ยอดเยี่ยมมากๆ แฟนคลับคนหนึ่งพูดติดตลกทางออนไลน์ว่า “เทย์เลอร์ สวิฟต์ อาจไม่คาดคิดว่าจะตัวเองจะตกกระแสแทบจะในทันทีหลังจากปล่อยอัลบั้มใหม่ของเธอ

“เดี๋ยวก่อน ทำไมเจ๋งขนาดนี้”, “เพลงนี้ต้องได้รางวัลแกรมมี่”, “มันดูดิสโทเปียในแบบที่จับใจที่สุด” นี่เป็นเพียงความคิดเห็นบางส่วนที่มีผู้แสดงความคิดเห็นท้ายวิดีโอในติ๊กต่อก

แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเพลงป๊อปที่ดูสดใสนี้กลับซ่อนบางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นไว้

เพลง “บิดาผู้เป็นมิตร” (Friendly Father) เป็นเพียงเพลงป๊อปโฆษณาชวนเชื่อล่าสุดที่ผลิตโดยรัฐคอมมิวนิสต์ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา หากฟังเผินๆ มันเป็นเพลงที่มีความร่าเริง สร้างอารมณ์สดใส และติดหูอย่างง่ายดาย ไม่แตกต่างจากเพลงป๊อปตะวันตกมากนัก แต่ก็พบว่ามีกลิ่นอายของยุคโซเวียตอยู่บ้าง ผู้ใช้ Gen Z อธิบายว่าเป็น “การถอดรหัสแอบบา” ซึ่งอ้างอิงถึงวงแอบบา วงดนตรีชื่อดังของสวีเดน

ปีเตอร์ มูดี้ นักวิเคราะห์ด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยเกาหลีกล่าวว่า  “ในกรณีนี้ เพลงนี้เหมือนได้วงแอบบาแต่งเพลงให้ทั้งเพลง” 

“มันมีจังหวะที่สนุกสนาน และดึงดูดผู้ฟังได้อย่างมาก และซีเควนซ์ช่วงดนตรีออเคสตราที่ฟังดูไพเราะของก็มีความโดดเด่นอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม เพลงติดอันดับยอดนิยมเพลงนี้ในเกาหลีเหนือ ก็หวังผลประโยชน์บางอย่างที่นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางการค้า นั่นก็คือการสร้างเพลงฮิตติดหูที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของผู้ฟังได้

อเล็กซานดรา ลีออนซินี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ค้นคว้าดนตรีเกาหลีเหนือกล่าวว่า ไม่มีการสอดแทรกถ้อยคำในเชิงนามธรรมหรือจังหวะเวลาที่ซับซ้อนเกินไป ทำนองต้องเรียบง่าย เข้าถึงได้ และเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าใจได้ง่าย เพลงยังต้องมีระดับเสียงร้องที่คนส่วนใหญ่สามารถร้องได้ ซึ่งแตกต่างจากการร้องเพลงประสานเสียงที่พบเห็นก่อนหน้านี้

ลีออนซินี กล่าวว่า หนังสือเพลงไม่ค่อยมีเพลงที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง “แนวคิดก็คือพวกเขาต้องการสร้างแรงจูงใจ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันเพื่อประโยชน์ของชาติ พวกเขาไม่มีแนวโน้มที่จะทำเพลงช้า หรือเพลงบัลลาด”

เสรีภาพในการสร้างสรรค์หรือศิลปะในเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น การผลิตผลงานเพียงเพื่อประโยชน์ทางศิลปะถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับนักดนตรี จิตรกร และนักเขียน

ลีออนซินี กล่าวว่า ผลงานทางศิลปะทั้งหมดในเกาหลีเหนือจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการศึกษาในชั้นเรียนของพลเมือง และให้ความรู้แก่พวกเขาโดยเฉพาะเจาะจง ว่าเหตุใดพวกเขาจึงควรสำนึกถึงความกตัญญู และความรู้สึกภักดีต่อพรรค”

เธอกล่าวเสริมว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือเชื่อใน “ทฤษฎีเมล็ดพันธุ์” โดยที่งานทุกชิ้นจะต้องมีเมล็ดพันธุ์แห่งอุดมการณ์ ซึ่งเป็นข้อความที่จะเผยแพร่ออกไปสู่มวลชนผ่านงานศิลปะ

ดนตรีเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด และรัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเผยแพร่เพลงป๊อปติดหูต่อสาธารณะ รัฐบาลได้ส่งคณะโอเปร่าและวงซิมโฟนีออเคสตราไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ แต่วงดนตรีที่ “เบากว่า” จะเก็บไว้สำหรับผู้ชมในประเทศเท่านั้น

ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ กล่าวว่า ในทุกๆ เช้าชาวเกาหลีจะต้องได้ยินเพลงโฆษณาชวนเชื่อที่ดังไปทั่วจัตุรัสกลางหมู่บ้าน 

คีธ โฮเวิร์ด ศาสตราจารย์กิตติคุณสาขาดนตรีวิทยาจากวิทยาลัยตะวันออกและแอฟริกันศึกษาในลอนดอน ซึ่งมาเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในปี 1990 กล่าวว่า แผ่นโน้ตเพลงและเนื้อเพลงของเพลงล่าสุดซึ่งเผยแพร่ออกมาเพียงบางส่วน จะถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยปกติแล้วประชาชนจะต้องเรียนเต้นเพื่อให้เข้ากับเพลงด้วย “เมื่อเพลงเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลนั้น”

“ดังนั้นพวกเขาจึงรู้จักเนื้อเพลงเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาจะแค่แสดงท่าทาง แม้ว่าพวกเขาจะแค่ฟังมันก็ตาม เพลงที่แฝงด้วยอุดมการณ์ที่ดีคือเพลงที่สามารถฝังความเชื่อบางอย่างเอาไว้ได้”

และสำหรับผู้ติดตามข่าวรัฐบาลเกาหลีเหนือ เพลงความยาว 2 นาทีที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วมีข้อความบางอย่างที่น่าตกใจ

ในขณะที่แฟนเพลงชาวตะวันตกกำลังวิเคราะห์เพลงใหม่ของเทเลอร์ สวิฟต์ ผู้เชี่ยวชาญชาวเกาหลีเหนือก็กำลังพิจารณาเนื้อเพลง”บิดาผู้เป็นมิตร” อย่างละเอียด แม้เพลงนี้จะไม่ใช่เพลงแรกที่แต่งให้กับนายคิม แต่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในด้านการใช้ภาษาและคำศัพท์ที่ใช้

เขาถูกเรียกว่า “บิดา” และ “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งเป็นคำที่สงวนไว้สำหรับผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ซึ่งคือคิม อิลซุง ปู่ของเขา 

นายคิมถูกเรียกว่า “ผู้สืบทอดที่ยิ่งใหญ่” เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดในปี 2555 หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จองอิล บิดาของเขา 

อย่างไรก็ตาม กว่าทศวรรษที่ผ่านมา นักวิเคราะห์คิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังเสริมภาพลักษณ์ของเขาในฐานะ “ผู้นำสูงสุด” ของเกาหลีเหนือ และเมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้เปลี่ยนเนื้อเพลงในเพลงโฆษณาชวนเชื่ออีกเพลง โดยเปลี่ยนจาก “พ่อของเรา คิม อิลซุง” เป็น “พ่อของเรา คิม จองอึน”

มันอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางของเขา ในฐานะผู้นำ เขาเริ่มแสดงท่าทีความเป็นศัตรูและก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านวาทกรรมของเขา โดยให้คำมั่นว่าจะยกระดับคลังแสงทางทหารของเกาหลีเหนือ

เมื่อต้นปีนี้ เขายังประกาศด้วยว่าเกาหลีเหนือจะไม่สนใจเรื่องการรวมประเทศกับเกาหลีใต้อีกต่อไป โดยเขากล่าวว่า เกาหลีใต้เป็น “ศัตรูสาธารณะหมายเลขหนึ่ง” รายงานระบุว่า เกาหลีเหนือยังได้ทำลายซุ้มประตูโค้งขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในการรวมตัวกับเกาหลีใต้อีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ตกทอดมาจากปู่ของเขาด้วย

ลีออนซินี กล่าวว่า เพลงถูกใช้เพื่อสื่อถึงทิศทางที่รัฐกำลังดำเนินไป เพื่อบอกเล่าช่วงเวลาสำคัญและพัฒนาการที่สำคัญในทางการเมือง “เพลงเกือบจะเหมือนกับหนังสือพิมพ์ในเกาหลีเหนือ”

ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้ติ๊กต่อกก็กำลังเพลิดเพลินกับเสียงเพลง บางคนบอกว่าพวกเขาหยุดฟังเพลงนี้ไม่ได้ ทั้งระหว่างไปทำงาน ที่ยิม และขณะทำการบ้าน บ้างก็นึกถึงเพลงป๊อปสเปนและฝรั่งเศส หรือป๊อปสไตล์ยุโรปตะวันออก

ด้านแฟนเพลงชาวเกาหลีเหนือ ยังได้แนะนำเพลงฮิตอื่นๆ อีกด้วย ขณะที่เกาหลีเหนือมีเพียงวงดนตรีที่ได้รับการรับรองจากรัฐเพียงสี่หรือห้าวงเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้มีการอ้างถึง “วงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์โพช็อนโบ” และวงโมรันบง ซึ่งเป็นวงดนตรีหญิงล้วน

ติ๊กต่อกเกอร์คนหนึ่งแนะนำว่า “หากใครสนใจ เกาหลีเหนือมีเพลงชื่อ Potato Pride ซึ่งเป็นเพลงที่พูดถึงความสารพัดประโยชน์และประโยชน์ของมันฝรั่ง”

สำหรับผู้ใช้ชาวอเมริกันจำนวนมาก การประชดประชันยังคงเป็นเรื่องปกติในที่เพลงเกาหลีเหนือแพร่ระบาดในแอปของจีน ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ กำลังพยายามแบนแอปดังกล่าว

มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เพลงนี้ดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก มาตาส คาร์โดกาส ติ๊กต่อกเกอร์ ชาวอังกฤษ ได้สร้างวิดีโอมีมหลายรายการ โดยใช้เพลงโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือ ผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “ไม่มีใครในร้านกาแฟสุดชิก ที่รู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังฟังเพลงโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนืออยู่” ข้อความดังกล่าวได้รับการกดไลค์มากกว่า 400,000 ครั้ง

ผู้ใช้รายนี้บอกว่า “มีบางอย่างในตัวเขาที่รู้สึกคลิกกับเพลงนี้ และตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟเพื่อฟังเพลงนี้” และกล่าวปิดท้ายว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้เหรอ?”.

ชมคลิปเพลง “Friendly Father” ที่นี่

ที่มา BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

พิษจำนำข้าว ‘ภูมิธรรม’ ฝ่าดราม่ากิน ‘ข้าว 10 ปี’ ผลงานตัวละครลับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574371

09 พ.ค. 2567

13:09 น.

พิษจำนำข้าว ‘ภูมิธรรม’ ฝ่าดราม่ากิน ‘ข้าว 10 ปี’ ผลงานตัวละครลับ

อีเวนท์ท้าพิสูจน์ ภูมิธรรม โต้ฟอกขาวจำนำข้าว อุ้มยิ่งลักษณ์ เปิดตัวละครลับโรงสีข้าวเมืองช้าง นายกเป๊ปซี่ การันตีข้าว 10 ปีกินได้



รองนายกฯภูมิธรรม เคียงข้างนายกเป๊ปซี่ และจ่าประสิทธิ์ กินข้าว 10 ปีรองนายกฯภูมิธรรม เคียงข้างนายกเป๊ปซี่ และจ่าประสิทธิ์ กินข้าว 10 ปี

ไม่ลองไม่รู้ ภูมิธรรม โต้ฟอกขาวจำนำข้าว อุ้มยิ่งลักษณ์ เปิดตัวละครลับเมืองช้าง นายกเป๊ปซี่ ผู้การันตีข้าว 10 ปี ไม่มีเน่า หุงกินได้ 

เปิดตัว นายกเป๊ปซี่ เจ้าของโรงสีข้าวเมืองช้าง มิตรร่วมรบของจ่าประสิทธิ์ เสื้อแดง อดีตกองหนุนไทยรักไทย-เพื่อไทย

อันเนื่องจากข้าวหอมมะลิ จากโครงการรับจำนำข้าวล็อตสุดท้าย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ จัดรายการไม่ลองไม่รู้ พาสื่อมวลชนไปกินข้าวที่เก็บไว้ 10 ปี จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง

ข้าวล็อตสุดท้ายนี้ เก็บไว้ในคลังสินค้า 2 แห่งที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งกำลังจะมีการเปิดประมูลขายภายในเดือน พ.ค. หรือช้าสุดไม่เกินเดือน มิ.ย.นี้คาดว่าอาจจะมีรายได้จากประมูลขายล็อตนี้ประมาณ 200-400 ล้านบาท

หลังอีเวนท์กินข้าว 10 ปีผ่านไป ปรากฏว่า ได้เกิดดราม่ากินข้าวล็อตนี้ได้หรือไม่ รวมถึงมีการโยงไปถึงแผนการเดินทางกลับไทยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปลายปีนี้
 

กลุ่มการเมืองที่อยู่คนละฝั่งเพื่อไทย มองว่า ความเคลื่อนไหวของภูมิธรรม น่าจะเป็นแผนสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการรับจำนำข้าว เพราะมันเป็นบาดแผลลึกในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2567 รองนายกฯภูมิธรรม จึงออกมาสวนดราม่าข้าว 10 ปีว่า “อย่ามาดราม่าเลย เพราะผมไม่ชอบดราม่ากับใคร เอาความจริงมาพูด เอาปัญหามาแบ เอาสติปัญญามาแก้ปัญหา”

จริงๆแล้ว กองทัพสื่อที่เดินทางไปกับรองนายกฯ ภูมิธรรม ไม่มีใครสนใจตัวละครสำคัญในพื้นที่ จ.สุรินทร์ คือ โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ เจ้าของโรงสีข้าว ผู้ยืนเคียงข้างภูมิธรรม กินข้าวโชว์สื่อในวันนั้น

ผู้ยืนเคียงบิ๊กอ้วน


หลังขบวนรองนายกฯ ภูมิธรรม ปิดอีเวนท์ไม่ลองไม่รู้กินข้าว 10 ปี ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ นักข่าวท้องถิ่นก็เดินไปพบกับ โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ ที่โรงสี ส.ชัยเจริญ ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

โรจนินทร์ เปิดปากยืนยันว่า ข้าวในโครงการรับจำนำข้าวที่เก็บไว้ 10 ปีนั้น นำไปหุงกินได้ ไม่ต้องซาวข้าวล้างน้ำถึง 15 ครั้ง แค่ 3-4 ครั้ง ก็หุงกินได้แล้ว

“ผมขายข้าว ยังไม่เคยได้ยินคำว่าเก็บข้าวไว้ 10-20 ปี จะทำให้ข้าวข้าวเน่า ข้าวเสีย มีแค่เปลี่ยนสีเป็นเข้มขึ้น หรือข้าวถูกน้ำถึงจะเสีย ส่วนการซาวข้าวล้างน้ำนั้น จริงๆ แล้วล้าง 3 ครั้งก็เพียงพอ”

บทสัมภาษณ์ของเจ้าของโรงสีคนดัง ได้มีการตัดคลิปเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค และ tiktok เรียกกระแสดราม่ากินข้าว 10 ปีสนั่นโซเชียล

ตามข้อมูลจากนักข่าวท้องถิ่น โรจนินทร์ มีโรงสีข้าว 3 แห่งคือโรงสี ส.ชัยเจริญ จำกัด จ.สุรินทร์, โรงสีข้าวหิรัญเจริญ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์, และโรงสีข้าวหิรัญเจริญ จ.ศรีสะเกษ

อีกมิติหนึ่ง โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘นายกเป๊ปซี่’ ซึ่งปัจจุบัน โรจนินทร์ เป็นนายกเทศ มนตรีตำบลกังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์


เขาคือนายกเป๊ปซี่


นายกเป๊ปซี่-โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ กรรมการผู้จัดการโรงสีสุรินทร์ชัยเจริญ จำกัด เป็นผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ จ.สุรินทร์

การเลือกตั้ง สส.สุรินทร์ ปี 2562 จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ย้ายไปพรรคเพื่อชาติ จึงชักชวนนายกเป๊ปซี่ มาหนุนพรรคใหม่ของคนเสื้อแดง

นายกเป๊ปซี่ ก็ลาออกจากนายกเทศมนตรีตำบลกังแอน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 พรรคเพื่อชาติ และส่งคนสนิท จันทอง ทะนงตน ลงสมัคร สส.สุรินทร์ เขต 7

หลังเลือกตั้ง นายกเป๊ปซี่ ไม่ได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ จึงหันหลังให้พรรคเพื่อชาติ วิ่งไปหา ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีต สส.สุรินทร์ พรรคพลังประชารัฐ 


เดือน ส.ค.2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯสมัยโน้น เสนอแต่งตั้งนายกเป๊ปซี่ เป็นข้าราชการประจำสำนักนายกฯ ต่อมา นายกเป๊ปซี่ ได้ลาออกมาลงสมัครนายกเทศมนตรีตำบลกังแอนอีกรอบ

ชั่วโมงนี้ นายกเป๊ปซี่ และจ่าประสิทธิ์ เสื้อแดงหวนกลับมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกทั้งคู่ จะเป็นตัวละครเอกในอีเวนท์กินข้าว 10 ปี โชว์สื่อกลางโกดังข้าวเมืองช้าง

‘พิมพ์รพี’ หนุนนายกฯ แก้ระเบียบ ยาบ้า 1 เม็ด ครอบครองยาเสพติด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574370

09 พ.ค. 2567

12:47 น.

‘พิมพ์รพี’ หนุนนายกฯ แก้ระเบียบ ยาบ้า 1 เม็ด ครอบครองยาเสพติด

‘พิมพ์รพี’ หนุนนายกฯ แก้ระเบียบ ยาบ้า 1 เม็ด ครอบครองยาเสพติด อุดช่องโหว่เลี่ยงกฎหมาย ผลักดันใช้ค่ายทหารเป็นสถานที่บำบัดยาเสพติด

ดร.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า จะให้กระทรวงสาธารณสุขเขียนร่างข้อบังคับให้ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณการครอบครองยาบ้าจาก 5 เม็ดเป็นผู้เสพ มาเป็น 1 เม็ดก็ผิด หากพฤติกรรมชัดว่าเป็นผู้ค้าว่า ขอสนับสนุนแนวทางนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เสนอมาอย่างต่อเนื่องว่า พิษภัยของยาเสพติดกำลังทำลายลูกหลาน และประเทศของเราอย่างรุนแรง เช่น ที่จังหวัดกระบี่มีเยาวชนติดยาเสพติดจำนวนมาก ส่วนใหญ่ที่ถูกจับได้จะพกยาบ้า 4 เม็ด เลี่ยงกฎหมายเรื่อง 5 เม็ด และมีคนใช้ประโยชน์จากเด็กเหล่านี้ ด้วยการจ้างให้ไปขโมยผลิตผลทางการเกษตรของเกษตรกร มีโจรขโมยปาล์มจำนวนมาก ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ การแก้กฎระเบียบให้มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยอุดช่องโหว่ได้ในระดับหนึ่ง แต่เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดยังคงต้องทำอย่างบูรณาการ เดินคู่ขนานกันไปทั้งระบบ ทั้งบำบัด ป้องกัน และ ปราบปราม 

ที่ผ่านมาดิฉันเสนอให้ใช้ค่ายทหารเป็นสถานที่บำบัดผู้เสพยา แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง ล่าสุดทราบว่า นายกฯ มีแนวคิดเรื่องนี้แล้ว ก็ขอบคุณ และขอให้เดินหน้าทันที อย่างจริงจัง รวมถึงการดึงกัญชากลับมาอยู่ในบัญชียาเสพติดด้วย เพราะมีบทพิสูจน์แล้วว่า การถอดกัญชาจากบัญชียาเสพติดมีผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้เยาวชนเข้าถึงง่าย เป็นก้าวแรก ๆ ให้ลองยาเสพติดชนิดอื่นเพิ่มขึ้น กลายเป็นนโยบายมอมเมาทั้งเยาวชนและคนไทย ไม่ควรให้กัญชาเป็นซอล์ฟพาวเวอร์ของไทย เพราะจะด้อยค่าการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาวด้วย

‘สุทิน’ บอก กองทัพพร้อมซื้อข้าว 10 ปี โครงการจำนำ เลี้ยงกำลังพล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574367

09 พ.ค. 2567

11:47 น.

‘สุทิน’ บอก กองทัพพร้อมซื้อข้าว 10 ปี โครงการจำนำ เลี้ยงกำลังพล

‘สุทิน’ บอก กองทัพร้อมซื้อข้าว 10 ปี จากโครงการจำนำ หากมีคุณภาพ เอามาเลี้ยงกำลังพล ลดภาระ – สร้างรายได้ให้รัฐบาล ปิ๊งไอเดียข้าวแลกเรือดำน้ำ

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวทางร่วมรับซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมระบายข้าวจากโกดัง เพื่อมาประกอบเลี้ยงกำลังพลในกองทัพว่า ในส่วนของกองทัพพร้อมสนับสนุนรัฐบาล หากเป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล ที่ผ่านมากองทัพก็ช่วยอยู่แล้ว ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ในการซื้อข้าวให้กับกำลังพล ผลไม้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำ หรือหากจะทำเป็นโครงการอย่างที่พูดคุยกัน เราก็ไม่ขัดข้อง 

สำหรับคุณภาพข้าว ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องไปดูกันอีกครั้งว่าข้าวมีคุณภาพจริงหรือไม่ การชิมของท่านภูมิธรรม ถือเป็นการรับรองมาตรฐานระดับหนึ่ง แต่หากเราจะมั่นใจกว่านั้น อาจจะมีระบบที่ตรวจสอบได้อีก ก็ไม่เป็นไร

เมื่อถามว่า หากข้าวผ่านขั้นตอนการตรวจสอบทุกอย่าง และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ก็สามารถรับซื้อและมาแจกจ่ายให้กำลังพลได้ใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ก็ต้องสอบถามไปยังผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะว่าการจัดซื้ออาหารมาให้กำลังพลก็ต้องดูถึงคุณภาพ ถ้าหากมั่นใจแล้วว่าโอเค คุณภาพดีก็ไม่ต้องไปตรวจสอบ แต่ถ้าคิดว่าอาจจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความมั่นใจทางด้านวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องเรือดำน้ำ และการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถภาพสูงของกองทัพเรือ ว่า ทั้ง 2 เรื่องนี้ ไม่ว่าจะจบด้วยวิธีใดก็ตาม ต้องสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากที่สุด และนำผลประโยชน์กลับมาในรูปแบบบาร์เตอร์เทรดก็ควรทำ 

ส่วนจะนำข้าวไปแลกได้หรือไม่ ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่หลักการก็น่าสนใจ หากสมมุติว่าเขามาซื้อข้าว หรือสินค้าเกษตร หรืออุตสาหกรรมของเราจำนวนมาก เพื่อทดแทนชดเชยกับเงินที่เราต้องจ่ายไป

เมื่อถามว่า เป็นข้าว 10 ปีได้หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ถ้าเขาต้องการเราก็ให้ 

เมื่อถามว่าจีนจะส่งคณะชุดใหญ่มาพูดคุยความคืบหน้าเรื่องเรือดำน้ำเมื่อใด  นายสุทิน กล่าวว่า ภายในเดือนนี้ส่วนวัน เวลา จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

‘สุชาติ’ เข้ากระทรวงวันแรก พร้อมทำงานด้าน ‘พาณิชย์’ เจรจาการค้ากับ ตปท.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574365

09 พ.ค. 2567

11:39 น.

'สุชาติ' เข้ากระทรวงวันแรก พร้อมทำงานด้าน 'พาณิชย์' เจรจาการค้ากับ ตปท.

‘สุชาติ’ ถือฤกษ์สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเริ่มงาน ‘รัฐมนตรีช่วย’ ไร้กังวลย้ายจาก ‘แรงงาน’ มา ‘พาณิชย์’ ลั่นพร้อมเป็นตัวแทนเจรจาการค้า เพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ขณะที่ สส.รทสช. แห่ยินดี เชื่อฝีมือ ‘เสี่ยเฮ้ง’

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือฤกษ์งามยามดีเข้าสักการะสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหาร ข้าราชการ ประจำกระทรวงให้การต้อนรับ 

เริ่มจากถวายพวงมาลัยและสักการะ ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าแม่ทุ่งน้อย พระอนุสาวรีย์ฯกรมพระจันทบุรีนฤนาถ รับประทานพร พระรูปฯกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หลวงพ่อโอภาสี จากนั้นเวลา 07.45 น. นายสุชาติ ได้เข้าห้องทำงานประจำตำแหน่ง ก่อนที่ช่วงสายจะประเดิมงานแรกประชุมสภาธุรกิจร่วมซาอุดี-ไทย

\'สุชาติ\' เข้ากระทรวงวันแรก พร้อมทำงานด้าน \'พาณิชย์\' เจรจาการค้ากับ ตปท.

นายสุชาติ กล่าวว่า การเข้ารับตำแหน่งในวันนี้มาด้วยความตั้งใจ มาทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งได้รับมอบหมายงานจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแล กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ , สำนักนโยบายแผนและยุทธศาสตร์ , สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) 

เมื่อถามว่าพึงพอใจกับงานที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นงานที่ตนถนัดอยู่แล้วตั้งแต่สมัยที่เคยอยู่กระทรวงต่างๆ ตนก็เราทำ เรื่องของการเจรจา การทำข้อตกลง 

เมื่อถามว่ามีความน้อยใจหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าจะเหมือนกรณีของ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังน้อยใจเกี่ยวกับการแบ่งงาน นายสุชาติ ระบุ “ดีใจสิครับ ต้องดีใจ” ตรงนั้นต้องแล้วแต่ผู้บริหารแต่ละท่าน ไม่สามารถก้าวล่วงได้ ตนเองตั้งใจที่จะมาทำงานให้กับนายภูมิธรรมอยู่แล้ว รวมถึงสิ่งสำคัญข้าราชการทุกคนตั้งแต่ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดีทุกท่านมีความรู้มีความสามารถสูงมากเช่นกัน 

ส่วนได้หารือกับนายกฤษฎาหรือไม่ นายสุชาติก็ยอมรับการตัดสินใจของนายกฤษฎา เพราะเป็นพี่อีกคนที่สนิทกัน  ท่านเป็นพี่ที่ดี มีความสามารถ เป็นปลัดกระทรวงการคลังมา 3 ปีและเคยร่วมงานกันช่วงโควิดระบาด  

นายสุชาติ ชมกลิ่นนายสุชาติ ชมกลิ่น

ส่วนการมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวกับงานด้านเศรษฐกิจนั้น จะต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่และบทบาทการทำงานมากน้อยเพียงใด เนื่องจากก่อนหน้าที่เคยดูแลกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ระบุว่า ทั้ง 2 สิ่งสัมพันธ์กัน สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตนก็ไปเปิดตลาดต่างประเทศในเรื่องของแรงงาน วันนี้ตนอยู่กระทรวงพาณิชย์ก็ทำเรื่องการค้าการขายกับต่างประเทศให้สนใจสินค้าไทย ต้องต่อรองตกลงกัน ไม่ให้เสียเปรียบเขา ซึ่งเราจะมีกรอบพูดคุยให้อยู่ในขอบเขต ไม่ใช่เจรจาโดยคิดเอง ต้องเอาหลักความเป็นจริงเป็นหลัก รวมถึงมองว่าการจะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน แรงงานแข็งแรง มีคุณภาพ สินค้าเกษตร การค้าขายพรีเมี่ยม เราก็เป็นพ่อค้าได้ ขายสินค้าไปยังต่างประเทศได้ 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ เมื่อได้ทำงานร่วมงานกับรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย นายสุชาติ ยืนยัน ไม่มีหนักใจ ไม่กังวลใจเลย เพราะนายภูมิธรรมเป็นผู้ใหญ่ ตนติดตามผลงานมาตั้งแต่สมัยปี 2548 มองว่า ท่านเป็นคนเก่ง มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน เป็นคนที่จริงจัง ที่สำคัญที่สุดคือ ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งท่านได้กำชับกับตนว่าทำอย่างไรก็ได้ เพื่อปากท้องประชาชน

ส่วนจะขับเคลื่อนการทำงานอย่างไร นายสุชาติ ยอมรับว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงใหญ่ ต้องใช้เวลาศึกษานิดนึง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือทำอะไรก็ได้ที่ประชาชนได้ประโยชน์ตามที่ตนมีโอกาสได้พระมหากรุณาธิคุณเข้าถวายสัตย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้โอวาทไว้ ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน 

เมื่อถามถึงการส่งออกทุเรียนไปยังต่างประเทศ เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ช่วงฤดูการทุเรียน นายสุชาติ ยืนยันว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพต้องได้มาตรฐาน มีการตรวจสอบสินค้าที่ส่งออก ต้องพรีเมี่ยมจริงๆ ไม่ใช่ทุเรียนอ่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องดูแลอยู่แล้ว รวมถึงสั่งการให้ตนดูเรื่อง สินค้ารองที่จะส่งออกด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ส่งสินค้าหลักเท่านั้น ต้องมีสินค้ารองพ่วงด้วย 

ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน พร้อมทำงานร่วมกับนายสุชาติ โดยนายภูมิธรรมมอบนโยบายชัดเจนว่าให้รัฐมนตรีแต่ละท่านดูแลอะไร ข้าราชการก็เตรียมข้อมูลไว้หมดแล้วพร้อมภารกิจที่สำคัญ โดยสกิลของนายสุชาติ เรื่องกระทรวงแรงงาน ท่านก็เคยดูแลมาหมด ฉะนั้นการทำงานเกี่ยวกับการค้า ก็คล้ายๆกัน 

สส.พรรครวมไทยสร้างชาติแสดงความยินดีสส.พรรครวมไทยสร้างชาติแสดงความยินดี

ขณะเดียวกันวันนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และ กลุ่ม สส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจ 

เมื่อถามว่า พึงพอใจกับตำแหน่งของนายสุชาติหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เรื่องความพอใจ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ หลังจากที่เราตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ทุกตำแหน่งมีความสำคัญกันหมด  พรรคก็สนับสนุนนายสุชาติ เพราะท่านเองก็เป็นคนที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาก่อน เพราะฉะนั้นเชื่อว่าสวมหมวกใบใหม่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังสามารถทำงานบรรลุลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนโยบายของกระทรวงและนโยบายของรัฐบาล ที่สำคัญจะเป็นกำลังสำคัญของพรรคต่อไป 

ส่วนการที่นายสุชาติได้รับตำแหน่งนั้น สส.และสมาชิกของพรรค พึงพอใจหรือไม่ ขออย่าไปคิดมาก การบริหารพรรคการเมืองหรือการเสนอชื่อคนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตนมองว่า ต้องดูที่ความสามารถ ความเหมาะสมหรือที่ประสบการณ์ ใครที่จะสามารถทำประโยชน์ให้กับกระทรวง รัฐบาล ประเทศ ยืนยันไม่ได้มาบริหารความพึงพอใจของคนในพรรค และวันนี้ก็เห็นแล้วว่า มี สส. ในพรรคจำนวนมากมาแสดงความยินดี เพราะทุกคนรักท่าน เป็นนักเลง ใจใหญ่ เป็นพี่ชายเขาเรียกกัน “พี่เฮ้ง”

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

\'สุชาติ\' เข้ากระทรวงวันแรก พร้อมทำงานด้าน \'พาณิชย์\' เจรจาการค้ากับ ตปท.

นายกฯ สั่ง ยาบ้า 1 เม็ด – กัญชา เป็นยาเสพติด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574364

09 พ.ค. 2567

11:30 น.

นายกฯ สั่ง ยาบ้า 1 เม็ด - กัญชา เป็นยาเสพติด

นายกฯ สั่ง ยาบ้า 1 เม็ด เป็นยาเสพติด ดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด อนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าภายใน 90 วัน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประชุมหารือการแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญสรุป ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายว่า ยาเสพติดเป็นเรื่องที่ได้ยินทุกครั้งในการไปลงพื้นที่ ชาวบ้านประชาชนในหลายชุมชนรู้สึกไม่ปลอดภัย เหตุหนึ่งก็เกิดมาจากการที่ยังเห็นคนที่ติดยาหรือกำลังบำบัดเดินอยู่ในชุมชน ซึ่งคนติดยาเหล่านี้ก็หยุดยาเองทำให้การบำบัดไม่สำเร็จ และทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในวงจรยาเสพติดอีกครั้ง วันนี้จึงขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันทำงานให้หนักยิ่งขึ้นไปอีกให้สมกับที่เราประกาศให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้ยาเสพติดหมดไป โดยจัดการผู้ค้าทั้งรายใหญ่รายย่อยให้ราบคาบ และบำบัดลูกหลานที่ติดยาให้สำเร็จไปด้วยกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทำงานร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยึดทรัพย์ให้มากขึ้นทั้งรายใหญ่รายย่อย

ส่วนเรื่องปัญหาความไม่ชัดเจนของกฎหมายเรื่องปริมาณยาบ้า และความผิด ทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมีหลักเกณฑ์ไม่ชัดเจนในการจับผู้เสพ ผู้ค้า ขอให้กระทรวงสาธารณสุขแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดปริมาณที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ โดยปรับลดให้เหลือ 1 เม็ด แทนที่จะเขียนว่าปริมาณเล็กน้อย เพื่อเป็นหลักการให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำตามได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และขอให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติต้องสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานให้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะมียาเสพติดกี่เม็ดก็ผิด หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นผู้เสพ จะถูกแจ้งข้อหาครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงขอฝากถึงพนักงานสอบสวนทํางานให้หนักขึ้น เพื่อดูเจตนาอีกครั้งว่าเป็นผู้เสพ หรือผู้ค้า 

ส่วนเรื่องกัญชาขอให้กระทรวงสาธารณสุขแก้ไขประกาศกระทรวง โดยดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 และเร่งออกกฎกระทรวงอนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น สำหรับเรื่องการบําบัด ขอให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรม ยกระดับประสิทธิภาพงานบําบัดยาเสพติด ทั้งในศูนย์บำบัด เรือนจํา และระบบคุมประพฤติ พร้อมฝากให้ร่วมกันจับผู้ที่หลบหนีการบําบัด หรือบําบัดไม่ผ่านมาดําเนินคดี 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการใช้ค่ายทหาร หรือฝ่ายปกครองตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ หากมีผู้ต้องเข้ารับการบำบัดจำนวนมากจะต้องร่วมมือกับทางกระทรวงสาธารณสุข ต้องมีความชัดเจนในแง่ของการใช้พื้นที่ในค่ายทหาร โดยให้ใช้ค่ายทหารหนึ่งแห่งเป็นต้นแบบในการทดลองบำบัด และให้มีคณะกรรมการบำบัดเข้าควบคุมดูแลในระยะเวลา 3 – 6 เดือน แล้วนำผลการนำร่องไปเผยแพร่ว่าสามารถดำเนินแนวทางในค่ายทหารจังหวัดอื่น ๆ ได้หรือไม่ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงสาธารณสุขให้แก้ไขกฎหมาย ประกาศ รวมถึงอนุญาตให้ใช้วัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ หากพบปัญหาขอให้รายงานโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ยาเสพติดเป็นปัญหาที่สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เนื่องจากยาเสพติดเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานให้หนักขึ้น ร่วมกันตรวจ จับ ปราบปราม ยึดทรัพย์ให้มากขึ้นและบำบัดให้ทั่วถึง โดยการดำเนินการของแต่ละหน่วยงานจะต้องมีความคืบหน้าที่ชัดเจนรายงานกลับภายใน 90 วัน อีกทั้งสิ่งที่น่ากังวลคือ เรามีการจับกุมยาเสพติดได้มากกว่าเดิมถึง 4 – 5 เท่า แต่ราคายาเสพติดกลับไม่สูงขึ้น ซึ่งเราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

ศึกในอก ‘พีระพันธุ์’ พท.ถอดเขี้ยว ‘กฤษฎา’ ปมท่อน้ำเลี้ยงมีปัญหา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574346

08 พ.ค. 2567

18:58 น.

ศึกในอก ‘พีระพันธุ์’ พท.ถอดเขี้ยว ‘กฤษฎา’ ปมท่อน้ำเลี้ยงมีปัญหา

พรรคลุงตู่ป่วน พีระพันธุ์ นั่งบนภูดูเพื่อไทย ถอดเขี้ยวกฤษฎา โยงปมร้าวลึกสปอนเซอร์-นักเลือกตั้ง ชี้ชะตาอนาคตรวมไทยสร้างชาติ

งตุ๋ย พีระพันธุ์ เหนื่อย เจอศึกใน-ศึกนอก ยุคเศรษฐา 2งตุ๋ย พีระพันธุ์ เหนื่อย เจอศึกใน-ศึกนอก ยุคเศรษฐา 2

พรรคลุงตู่ป่วน พีระพันธุ์ สงบนิ่ง กฤษฎา คิดลาออก รมช.คลัง โยงปมร้าวลึกสปอนเซอร์-นักเลือกตั้ง ชี้ชะตาอนาคตรวมไทยสร้างชาติ

ส่องรวมไทยสร้างชาติ กฤษฎา คนนอกในโควตาพรรค พีระพันธุ์-เอกนัฏ น้ำท่วมปาก ยิ่งนานวัน ยิ่งแปลกแยก สปอนเซอร์ส่อแยกทาง

ข่าวใหญ่ช่วงบ่ายวันที่ 8 พ.ค.2567 กฤษฎา จีนะวิจารณะ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง กับพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

ถัดมา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สั้นๆว่า “ผมได้โทรศัพท์ไปหานายกฤษฎา โดยบอกว่าขอระงับใบลาออกไว้ก่อน ซึ่งนายกฤษฎา หัวเราะ พร้อมบอกว่าขอคิดดูก่อน”

มีกระแสข่าวว่า นายกฯเศรษฐา ให้เวลา รมช.กฤษฎา กลับไปนอนคิดเป็นเวลา 1 คืน ก่อนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์กรณี กฤษฎา ลาออกจาก รมช.คลัง ด้วยน้ำเสียงปกติ  

ลุงตุ๋ย-พีระพันธุ์ ยังย้ำว่า กฤษฎาลาออก แต่โควตารัฐมนตรี 1 เก้าอี้ก็ยังเป็นของพรรค รทสช. และทางพรรคพร้อมหาคนใหม่ไปนั่งแทน

อย่างที่รู้กัน ปลัดตู่-กฤษฎา จีนะวิจารณะ เข้ามาเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลเศรษฐา 1 โควตาพรรค รทสช.ก็จริง แต่มาทางสปอนเซอร์ใหญ่ จึงไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับ สส.พรรคลุงตู่มากนัก

เมื่อมีการปรับ ครม.เศรษฐา 2 บ้านใหญ่จันทร์ส่องหล้า มีแนวคิดจะให้กระทรวงการคลังอยู่ในมือพรรคเพื่อไทยทั้งหมด 

ตามแผนเพื่อไทย หวังจะดันเผ่าภูมิ โรจนสกุล มานั่ง รมช.คลัง แทนกฤษฎา แล้วโควตารัฐมนตรีเดิม ที่เป็นของ รทสช.นั้น ทางนายใหญ่เสนอให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ จะมานั่ง รมช.กลาโหมแทน

ฝั่ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ไม่มีปัญหาต่อข้อเสนอของเพื่อไทย แต่ฝั่งสปอนเซอร์ใหญ่ของ รทสช. ดึงเกมยื้อ ไม่ยอมให้กฤษฎาพ้นจาก รมช.คลัง

สุดท้ายนายใหญ่ต้องยอมให้มี รมช.คลัง 3 คนคือ จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ ,เผ่าภูมิ โรจนสกุล และกฤษฎา จีนะวิจารณะ

ถอดเขี้ยวกฤษฎา

เมื่อพรรคเพื่อไทยต่อรองให้พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) สละเก้าอี้รมช.คลัง ไปรับโควตา รมช.กลาโหมแทนไม่สำเร็จ จึงต้องมี รมช.กฤษฎา อยู่ในทีมกระทรวงการคลัง รัฐบาลเศรษฐา

พลันที่ขุนคลังคนใหม่ พิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แบ่งงานให้ 3 รมช. สร้างความน้อยใจให้กับ รมช.กฤษฎา จนต้องยื่นใบลาออก

ลองมาดูเนื้อในการแบ่งงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กำกับดูแล กรมศุลกากร กรมสรรพากร และ กรมสรรพสามิต มินับรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐเกรดเอ

เผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กำกับดูแลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ กรมธนารักษ์ พร้อมกำกับรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานรัฐอีกมาก

ตรงกันข้ามกับ กฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง กำกับดูแลสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพียงหน่วยงานเดียว ส่วนรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐ ก็มีการยาสูบแห่งประเทศไทย สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ฯลฯ


ขณะที่พิชัย กำกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) 

การแบ่งงานสไตล์ขุนคลังพิชัย จึงเรียกว่าเป็นปฏิบัติการถอดเขี้ยวกฤษฎา โทษฐานขอแล้วให้ถอนตัวจาก รมช.คลัง แต่สปอนเซอร์ไม่ยอมถอย

พรรคลุงตู่ยังแกว่ง

อีกด้านหนึ่ง ในพรรครวมไทยสร้างชาติ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช. ได้มีหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค แต่วงในแจ้งว่า ไม่มีความขัดแย้งใดๆ 


ก่อนหน้านี้ เคยมีกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างพีระพันธุ์-เอกนัฏ แต่ภายหลัง มีการเคลียร์ใจกัน และเอกนัฏ ก็ประกาศจะอุ้มลุงตุ๋ยให้สืบทอดดีเอ็นลุงตู่ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อไม่นานมานี้ พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เปลี่ยนตัว ผอ.พรรค รทสช.แบบเงียบๆ จากมาดามออย-พิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ เป็นหิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาลุงตุ๋ย

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้มาดามออย ลาออกจากรองเลขาธิการพรรค รทสช. และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีรอยร้าวระหว่างสปอนเซอร์กับฝั่งลุงตุ๋ย และพลพรรคนักเลือกตั้ง