แอสตราเซเนกายอมรับครั้งแรก วัคซีนโควิดอาจมีผลข้างเคียงภาวะลิ่มเลือด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782329

แอสตราเซเนกายอมรับครั้งแรก วัคซีนโควิดอาจมีผลข้างเคียงภาวะลิ่มเลือด

1 พ.ค. 2567 12:20 น.

แอสตราเซเนกายอมรับครั้งแรก วัคซีนโควิดอาจมีผลข้างเคียงภาวะลิ่มเลือด

บริษัทยาแอสตราเซเนกา ออกมายอมรับครั้งแรกในเอกสารของศาลฉบับหนึ่งว่า วัคซีนป้องกันโควิดของทางบริษัทอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่หาได้ยาก ซึ่งรวมถึงภาวะลิ่มเลือดด้วย

สร้างกระแสแตกตื่นตกใจไม่น้อย หลังสื่อหลายสำนักรายงานว่า บริษัทยายักษ์ใหญ่ แอสตราเซเนกา ของอังกฤษ ออกมายอมรับว่า วัคซีนป้องกันโควิดของทางบริษัท อาจจะทำให้ผู้รับวัคซีนเกิดเคสที่หาได้ยาก จากผลข้างเคียงจากการใช้วัคซีน ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดหัวใจอุดตัน-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือ TTS ได้ในบางกรณี หลังจากที่ได้รับวัคซีนเข้าไป

โดยนอกจากฐานการผลิตวัคซีนตัวนี้ที่ใช้ชื่อว่า แว็คเซพเรียร์ในประเทศอังกฤษแล้ว แอสตราเซเนกายังมีโรงงานผลิตวัคซีนอยู่ในอินเดียโดยการควบคุมดูแลของสถาบันเซรุ่ม โดยใช้ชื่อวัคซีนว่า โควิชีลด์

ก่อนหน้านี้ทางบริษัทแอสตราเซเนกาถูกฟ้องร้องว่า วัคซีนของทางบริษัทเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิต หรือล้มป่วยรุนแรงโดยมีคู่กรณีหลายสิบราย

ภาวะลิ่มเลือดหัวใจอุดตัน-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือ TTS (Thrombosis with Thrombocytopenia Syndrome) เกิดขึ้นเนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำปฏิกิริยาต่อวัคซีน ด้วยการสร้างสารแอนติบอดี เพื่อโจมตีโปรตีน ซึ่งทำให้เกิดการจับตัวของลิ่มเลือด

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ได้แยกประเภทของ TTS เอาไว้ 2 ระดับด้วยกัน โดยระดับที่ 1 คือการเกิดลิ่มเลือดที่หายาก เช่น ในสมองหรือลำไส้ ซึ่งเคสเหล่านี้เป็นกรณีที่รุนแรงกว่า และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในคนอายุน้อยกว่า แต่หากเป็นการเกิดภาวะลิ่มเลือดในขา หรือปอด จะเป็นเคสที่พบได้บ่อยครั้ง และจะถูกจัดอยู่ในระดับ 2

สำหรับอาการของ TTS จะรวมถึงอาการปวดหัวรุนแรง ปวดท้อง ขาบวมหรือมีอาการปวด หายใจถี่ มีอาการทางระบบประสาท เช่น การมองเห็นเปลี่ยนแปลง และมีอาการชัก

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่า ผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของวัคซีนต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดก็มีเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่แอสตราเซเนกาจะออกมายอมรับในครั้งนี้

ปีที่แล้วองค์การอนามัยโลก ได้ออกคำแนะนำฉุกเฉินเบื้องต้นเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะโรค TTS จากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อให้ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ประเมิน และบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นได้.

ที่มา : เอพี

ซากเมืองโบราณ 300 ปีในฟิลิปปินส์โผล่ หลังอากาศร้อนจนเขื่อนแห้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782333

ซากเมืองโบราณ 300 ปีในฟิลิปปินส์โผล่ หลังอากาศร้อนจนเขื่อนแห้ง

1 พ.ค. 2567 12:11 น.

ซากเมืองโบราณ 300 ปีในฟิลิปปินส์โผล่ หลังอากาศร้อนจนเขื่อนแห้ง

ซากเมืองโบราณเมืองอายุ 300 ปีซึ่งจมอยู่ใต้น้ำ หลังการสร้างเขื่อนทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ในช่วงทศวรรษ 1970 ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังระดับน้ำลดลง เนื่องมาจากภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศ

มาร์ลอน ปาลาดิน วิศวกรกำกับดูแลของสำนักงานชลประทานแห่งชาติ กล่าวว่า ซากปรักหักพังกลางเขื่อนปันตาบางัน ในจังหวัดนูเอวาเอซีจา ได้กลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แม้ว่าภูมิภาคนี้กำลังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดก็ตาม ทำให้ซากโบสถ์ ป้ายศาลากลาง และป้ายหลุมศพ เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังจาก “แทบไม่มีฝนตก” มานานหลายเดือน 

นับเป็นครั้งที่ 6 แล้วที่ซากเมืองปันตาบางัน อายุเกือบ 300 ปี ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง นับตั้งแต่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อจัดหาน้ำชลประทานให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ตัวเลขจากรายงานพยากรณ์อากาศของรัฐบาล ระบุว่า ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงเกือบ 50 เมตร จากระดับสูงสุดปกติที่ 221 เมตร 

โดยปกติแล้วเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคมจะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดและแห้งแล้งที่สุดของฟิลิปปินส์ แต่สภาพอากาศในปีนี้กลับเลวร้ายลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัดในฟิลิปปินส์ รวมถึงจังหวัดนูเอวาเอซีจา กำลังประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง

โดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมซากปรักหักพังอย่างใกล้ชิด ต้องจ่ายเงินประมาณ 300 เปโซ (ราว 193 บาท) ให้กับชาวประมงเพื่อนั่งเรือไปยังเกาะเล็กๆ ที่อยู่กลางอ่างเก็บน้ำ

ทั้งนี้ อุณหภูมิในจังหวัดนูเอวาเอซีจา พุ่งสูงถึงประมาณ 37 องศาเซลเซียส เกือบทุกวันในสัปดาห์นี้ โดยดัชนีความร้อนอยู่เหนือระดับอันตราย ที่ประมาณ 42 องศาเซลเซียส ระดับน้ำที่ลดลงส่งผลให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่งใกล้เขื่อนต้องหยุดเดินเครื่องเมื่อต้นเดือนนี้ ก่อนการปิดโรงไฟฟ้าตามปกติในวันที่ 1 พฤษภาคม นอกจากนี้ยังทำให้ชาวนาจำนวนมากขาดน้ำชลประทานที่จำเป็นต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้บางคนต้องเปลี่ยนมาปลูกผักซึ่งใช้น้ำน้อยลง

โดยที่เมืองมูโนซที่ตั้งอยู่ใกล้เขื่อน มีดัชนีความร้อนสูงกว่า 41.1 องศาฯ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ส่วนเมื่อวันอาทิตย์ อุณหภูมิที่รู้สึกได้พุ่งขึ้นเป็น 47 องศาฯ เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ เมื่อปลายเดือนมีนาคม สภาพความแห้งแล้งได้ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือและตอนกลางของเกาะลูซอน รวมถึงจังหวัดนูเอวาเอซีจา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขื่อน ส่วนในเดือนเมษายนฟิลิปปินส์ยังคงเผชิญความแห้งแล้งทั่วประเทศ โดยบางส่วนของภาคกลางและภาคใต้ของเกาะลูซอน มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 25% ที่ควรได้รับในช่วงเวลานี้ 

ในปีนี้ รูปแบบสภาพภูมิอากาศของปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้สภาวะเหล่านั้นเลวร้ายลง นอกเหนือจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์.

ที่มา CNN

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

“ซิมบับเว” ล้างไพ่ ออกเงินสกุลใหม่ ทิ้งสกุลเดิม หวังสู้วิกฤติเงินเฟ้อครั้งล่าสุด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782314

"ซิมบับเว" ล้างไพ่ ออกเงินสกุลใหม่ ทิ้งสกุลเดิม หวังสู้วิกฤติเงินเฟ้อครั้งล่าสุด

1 พ.ค. 2567 11:06 น.

“ซิมบับเว” ล้างไพ่ ออกเงินสกุลใหม่ ทิ้งสกุลเดิม หวังสู้วิกฤติเงินเฟ้อครั้งล่าสุด

ทางการซิมบับเว เริ่มหมุนเวียนใช้เงินสกุลใหม่ในท้องตลาด แทนเงินสกุลเก่าอย่าง “ดอลลาร์ซิมบับเว” ที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง นับเป็นความพยายามออกเงินสกุลใหม่เป็นครั้งที่ 6 แล้ว นับตั้งแต่เกิดวิกฤติค่าเงินซิมบับเวล่มสลายในปี 2552 และภาวะเงินเฟ้อรุนแรงถึง 5,000 ล้านเปอร์เซ็นต์

สำนักข่าว AP รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ชาวซิมบับเวได้เริ่มใช้เงินสกุลใหม่ที่เรียกว่า ZiG หรือ “ซิก” อย่างเป็นทางการ เพื่อทดแทนสกุลเงินเก่าที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โดยทางการประกาศเปิดตัวสกุลเงิน ZiG ทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผู้คนสามารถใช้ธนบัตรและเหรียญในการจับจ่ายใช้สอยได้แล้ว

โดยสกุลเงิน ZiG เปิดตัวทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่ง ZiG ย่อมาจาก Zimbabwe Gold และได้รับการสนับสนุนจากทองคำสำรองของประเทศ นับเป็นสกุลเงินที่ 6 ที่ซิมบับเวประกาศใช้ นับตั้งแต่เกิดการล่มสลายของเงินดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2552 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อรุนแรงถึง 5,000 ล้านเปอร์เซ็นต์ ซึ่งดอลลาร์ซิมบับเวกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าเลวร้ายที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน จนถึงขนาดที่ ขนมปัง 1 แถว มีราคามากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ซิมบับเว และทางการเคยออกธนบัตรมูลค่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2552 ในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูง เพื่อตามให้ทันราคาที่พุ่งสูงขึ้น

นับเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาลซิมบับเว ประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้ ที่จะหยุดยั้งวิกฤติค่าเงินที่ดำเนินมายาวนาน และตอกย้ำถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เสนอแนวคิดต่างๆ มากมายเพื่อทดแทนดอลลาร์ซิมบับเว รวมถึงการเสนอเหรียญทองคำเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และแม้แต่ลองใช้สกุลเงินดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ZiG จะไม่ได้รับความไว้วางใจเท่าไรนัก โดยมีหน่วยงานรัฐบาลบางแห่งปฏิเสธที่จะยอมรับ ขณะที่รัฐบาลได้อนุญาตให้ธุรกิจบางแห่ง เช่น ปั๊มน้ำมัน ปฏิเสธที่จะยอมรับ ZiG แทนดอลลาร์สหรัฐ บางแผนก เช่น สำนักงานที่ออกและต่ออายุหนังสือเดินทาง รับเฉพาะดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลสั่งให้ธุรกิจอื่นๆ ใช้ ZiG เท่านั้น และจะถูกลงโทษหากไม่ได้ใช้.

‘พิมพ์ภัทรา’ ปัดกดดัน ‘อธิบดีกรมโรงงานฯ’ จนประกาศลาออกกลางวงประชุม

01 พ.ค. 2567

22:23 น.

'พิมพ์ภัทรา' ปัดกดดัน 'อธิบดีกรมโรงงานฯ' จนประกาศลาออกกลางวงประชุม

‘พิมพ์ภัทรา’ ยังไม่เห็นหนังสือลาออก ‘อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม’ เผยไม่เคยกดดันให้ลาออก แต่กดดันทุกคนทำงาน ย้ำทุกเหตุการณ์ที่เกิดต้องมีคำตอบ

ภายหลังจากที่นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ประกาศลาออกจากราชการ กลางวงประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธาน โดยในที่ซึ่งประชุมได้เร่งรัดติดตามการแก้ 2 เรื่องสำคัญที่อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ทั้งกรณีเพลิงไหม้สารเคมีของกลาง ของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง โดยก่อนหน้านี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตำหนิถึงการลงพื้นที่แก้ปัญหาล่าช้า รวมถึงกรณีการลักลอบขนย้ายกากแร่ตะกอนแคดเมียมจาก จ.ตาก ไปยัง จ.สมุทรสาคร จนถูกกระจายไปยัง จ.ชลบุรี และเขตบางซื่อ กทม. 

ล่าสุด น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นหนังสือลาออกของ นายจุลพงษ์อย่างเป็นทางการ 

ส่วนการลาออกของนายจุลพงษ์เป็นเพราะ น.ส.พิมพ์ภัทรา ไม่พอใจต่อการทำงาน กดดันและต้องการย้ายนายจุลพงษ์ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้านั้น น.ส.พิมพ์ภัทรา ยืนยัน ไม่เคยกดดันให้นายจุลพงษ์ลาออก แต่กดดันให้ทุกคนทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เพราะปัญหามีมาทุกวัน วน ๆ ซ้ำ ๆ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้สักที ที่ผานมาเวลาเกิดเหตุการณ์ใดๆ ตนก็จะให้กำลังใจคนทำงานและสอบถามความคืบหน้าไปยังไลน์กลุ่มผู้บริหารโดยตลอด อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ ตนก็ยังไม่ได้รับรายงานการลาออกของนายจุลพงษ์ จากปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
 

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเดินหน้าในการเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวดเร็ว เพราะปัญหารอไม่ได้ เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ย้ำแล้วว่า ทุกคนต้องทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ ตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ทำงานหละหลวมไม่ได้ ทุกความไม่ปกติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ ต้องได้รับการตรวจสอบ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะด้วยเจตนา หรือไม่เจตนา จะต้องมีคำตอบ เพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลโดยตรงที่จะต้องดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีก

 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

เจ้าแม่ กทม. ‘อุ๊งอิ๊ง’ ชิงรุกคุม ส.ก. ‘เจ๊แจ๋น’ ถอยหลังสิ้นหัวโขน รมต.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573926

01 พ.ค. 2567

17:45 น.

เจ้าแม่ กทม. ‘อุ๊งอิ๊ง’ ชิงรุกคุม ส.ก. ‘เจ๊แจ๋น’ ถอยหลังสิ้นหัวโขน รมต.

‘เพื่อไทย’ จัดทัพเมืองหลวง ‘อุ๊งอิ๊ง’ รับบทเจ้าแม่ กทม.ตัวจริง แทนเจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร หลังถูกปรับพ้นรัฐมนตรี ปิดฉากฉายา มาด

จัดทัพเมืองหลวง อุ๊งอิ๊ง ขยับคุม ส.ก.แทน เจ๊แจ๋น หลังถูกปรับพ้นรัฐมนตรี ถูกยึดพื้นที่การเมือง ปิดฉากฉายามาดามนครบาล  2 ปีเศษ เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร นำทัพเมืองหลวง เลือกตั้ง ส.ก.สอบผ่าน แต่เลือกตั้ง สส.พ่ายยับ แถมเป็น รมต.ไม่เข้าตานายกฯในทำเนียบ

ควันหลงหลังปรับ ครม.เศรษฐา 2 อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงนามคำสั่งพรรคเพื่อไทย แต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)     ในคำสั่งดังกล่าว อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร นั่งประธานกรรมการ จักรพงษ์ แสงมณี รองประธานกรรมการ โดยมีกรรมการประกอบด้วย พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ,ดนุพร ปุณณกันต์, ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ และ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ 

แม้จะเป็นเรื่อง ส.ก. แต่ก็รู้ว่า ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย ล้วนยึดโยงกับฐานเสียง สส.กทม. และอดีต สส.กทม. ซึ่งเดิมที เจ๊แจ๋น-พวงเพ็ชร ชุนละเอียด เคยเป็น ผอ.เลือกตั้ง ส.ก. และ สส.กทม. พรรคเพื่อไทย

การปรับเปลี่ยนในสนาม กทม. ทำให้มีเสียงวิพากษ์ วิจารณ์มากมาย เนื่องจาก เจ๊แจ๋น-พวงเพ็ชร์ ชุนละเอียด เพิ่งถูกปรับออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

มิหนำซ้ำ ในบอร์ดทัพ ส.ก.เพื่อไทย จักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯคนใหม่ ขยับมาเป็นรองประธานกรรมการ

ว่ากันว่า นับแต่มีกระแสข่าวเจ๊แจ๋น จะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ก็เห็นภาพข่าวเจ๊แจ๋น พามดดำ คชาภา ไปรดน้ำขอพรทักษิณถึงเชียงใหม่ แต่สุดท้ายก็ถูกปรับพ้น ครม.จนได้

ตอนจัดตั้งรัฐบาลเศรษฐา เจ๊แจ๋นนำทัพเลือกตั้ง กทม. ได้ สส.มาคนเดียว แต่ได้เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องต่างตอบแทน ด้วยการสนับสนุนของอดีตนายกฯหญิง ที่อยู่แดนไกล

สาเหตุที่เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร ถูกปลดจากรัฐมนตรี มีข่าวว่า สไตล์การทำงานพวงเพ็ชร ไม่เข้าตาไม่ถูกใจนายกฯในทำเนียบ แม้จะมีนายกฯนอกทำเนียบคอยหนุนหลัง ก็ยังไม่รอด

สไตล์ใจถึงพึ่งได้แบบเจ๊แจ๋น อาจไม่เหมาะกับสมรภูมิเมืองหลวงสไตล์ใจถึงพึ่งได้แบบเจ๊แจ๋น อาจไม่เหมาะกับสมรภูมิเมืองหลวง

เจ๊ใหญ่สไตล์ใจถึงพึ่งได้

จะว่าไปแล้ว เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร เป็นนักการเมืองสไตล์บ้านใหญ่ ใจถึงพึ่งได้ ถนัดงานดีลเบื้องหลังเหมือนสมัยจัดตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ใช่นักคิด-นักยุทธศาสตร์ บังเอิญว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง ได้ลาออกไปตั้งพรรคไทยสร้างไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยขาดคนคุมทัพเมืองหลวง


ด้วยแรงหนุนจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงทำให้เจ๊แจ๋น ได้รับตำแหน่ง ผอ.เลือกตั้ง ส.ก.ของเพื่อไทย เมื่อปี 2565 จึงเป็นที่มาของฉายา มาดามเมืองหลวงหรือมาดามนครบาล โชคดีผลการเลือกตั้ง ส.ก.เพื่อไทยได้ 20 ที่นั่ง และพรรคก้าวไกลได้ 14 ที่นั่ง เจ๊แจ๋นจึงสอบผ่าน และได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผอ.เลือกตั้ง สส.กทม.ปี 2566 

สำหรับเลือกตั้ง สส.กทม.ปีที่แล้ว เจ๊แจ๋น กลายเป็นแพะรับบาป เมื่อเพื่อไทยพ่ายก้าวไกล 32 เขต เหลือเพียงเขตเดียวคือ เขต 20 เขตลาด กระบัง สส.อิ่ม-ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้รับเลือกเป็น สส.
 

แม่ทัพผิดสังเวียน

จริงๆแล้ว การที่เพื่อไทยเลือก เจ๊แจ๋น-พวงเพ็ชร ชุนละเอียด เป็นแม่ทัพเมืองหลวง อาจจะผิดฝาผิดตัวมาแต่แรกแล้วก็ได้ เนื่องจากเจ๊แจ๋น แจ้งเกิดทางการเมืองครั้งแรกที่ อ.ภูเรือ จ.เลย ได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.เลย และกลายเป็นขวัญใจชาวภูเรือ

การเลือกตั้ง 2539 พวงเพ็ชร ตัดสินใจสมัคร สส.เลย พรรคชาติพัฒนา และได้รับเลือกเป็น สส.เลย ด้วยการทุ่มทรัพยากรอย่างเต็มที่ เจ๊แจ๋นจึงถูกจัดให้เป็นนักการเมืองบ้านใหญ่ใจถึงพึ่งได้

โดยส่วนตัว เจ๊แจ๋นยังขึ้นชื่อว่าเป็นสายมูตัวแม่ มักเปิดบ้านพักบ้านพักภายในหมู่บ้านสวนบางเขน ซอยวิภาวดี 60 ให้คนใกล้ชิดทั้งนักธุรกิจ ดารา เซเลบ และนักการเมือง มาทำพิธีรับส่งพระราหูอยู่เป็นประจำในทุกวันพุธ 

ดังนั้น อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คงประเมินอย่างรอบด้านแล้ว จึงต้องเข้ามารับบทแม่ทัพเมืองหลวง วางยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อสู้ในสมรภูมิที่ชี้ขาดด้วยกระแส ไม่ใช่กระสุน

‘ก้าวไกล’ ชูถามสิทธิลาคลอด 180 วัน – ขึ้นค่าแรงได้กี่โมง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573919

01 พ.ค. 2567

15:52 น.

'ก้าวไกล' ชูถามสิทธิลาคลอด 180 วัน - ขึ้นค่าแรงได้กี่โมง

‘ก้าวไกล’ ชูสิทธิลาคลอด 180 วัน-จี้ถามรัฐบาลชัดเจนเรื่องขึ้นค่าแรง ย้ำไทยไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยการกดค่าแรง

ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค

หนึ่งในกิจกรรมวันแรงงาน นั่นคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และการรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มแรงงาน อย่าง สส.พรรคก้าวไกลที่ นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ ได้ร่วมเดินขบวนเนื่องในวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม โดยมีผู้ร่วมขบวนเป็นกลุ่มประชาชนเครือข่ายผู้ใช้แรงงานมาร่วมเดินขบวนอย่างคึกคัก 

'ก้าวไกล' ชูถามสิทธิลาคลอด 180 วัน - ขึ้นค่าแรงได้กี่โมง

โดยตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บริเวณหน้าเวทีมวยราชดำเนิน ถ.ราชดำเนินนอก ไปยังลานคนเมือง ระหว่างทางมีการแจกแผ่นพับใบปลิวรณรงค์ร่างกฎหมายแรงงานของพรรคก้าวไกล ทั้งร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ลาคลอด 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้) ที่ขณะนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการ และร่าง พ.ร.บ. สหภาพแรงงาน ที่ยื่นเข้าสภาฯ แล้ว เพื่อรับรองสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงาน สอดคล้องหลักสากลในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 คาดว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในเว็บไซต์ของรัฐสภาเร็วๆ นี้
.
นายชัยธวัช ตั้งคำถามรัฐบาลถึงข้อเรียกร้องของพี่น้องผู้ใช้แรงงานหลังจากเฝ้ารอคอยมานานหลายเดือน  ทั้งเรื่องสวัสดิการแรงงานและการปรับขึ้นค่าแรง เมื่อไหร่จะมีความชัดเจน และถ้าขึ้นค่าแรงจริงๆ จะเป็นเท่าไร ถ้าเป็น 400 บาทจะเป็น 400 บาทแบบมีดอกจันเงื่อนไขหรือไม่

และต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ที่มีการขึ้นค่าแรงเพียงบางส่วนบางพื้นที่เท่านั้น  เรื่องนี้จึงถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลด้วย ที่ผ่านมาค่าครองชีพขึ้นเร็วมาก แต่ค่าแรงไม่ปรับตาม ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ


ส่วนที่มีความกังวลว่าการขึ้นค่าแรงจะกระทบผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น นายชัยธวัช มองว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือออกมาควบคู่กัน เพราะวันนี้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยการกดค่าแรงให้ถูก แต่ทิศทางที่ควรเป็นคือแข่งขันด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต ทักษะแรงงาน และการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงหวังว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนมากกว่านี้

แจกแผ่นพับใบปลิวรณรงค์ร่างกฎหมายแรงงานของพรรคก้าวไกลแจกแผ่นพับใบปลิวรณรงค์ร่างกฎหมายแรงงานของพรรคก้าวไกล

สำหรับร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของสภาฯ คือกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือสิทธิลาคลอด 180 วัน จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานกล้ามีลูก เพราะถ้าค่าแรงไม่ขึ้น สวัสดิการเรื่องการลาคลอดไม่มีหรือมีไม่เพียงพอ คนก็ไม่กล้ามีลูก

และกฎหมายอีกฉบับคือร่างกฎหมายสหภาพแรงงาน ซึ่งเราเสนอเพื่อทดแทนกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่ประกาศใช้กันมาเป็นสิบปีและไม่ทันต่อสถานการณ์ เพื่อรับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงานให้มากขึ้น เพิ่มกลไกในการแสวงหาความร่วมมือที่มีความเป็นธรรมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

นายชัยธวัช เน้นย้ำว่านี่คือ 2 ร่างกฎหมายที่เราหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายทุกพรรคการเมืองเพื่อยกระดับสิทธิ์ของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน

‘มาริษ’ รมว.ต่างประเทศ คนใหม่ ทำงานได้ ไม่ต้องควบ รองนายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573916

01 พ.ค. 2567

14:40 น.

‘มาริษ’ รมว.ต่างประเทศ คนใหม่ ทำงานได้ ไม่ต้องควบ รองนายกฯ

‘มาริษ’ รมว.ต่างประเทศ คนใหม่ ทำงานได้ ไม่ต้องควบ รองนายกฯ ไม่หนักใจรับลูกต่อ ‘ปานปรีย์’ มีประสบการณ์นักการทูตหลายประเทศ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ โดยที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่า สำหรับตนเองแล้ว ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไม่มีความจำเป็น เพราะตนเองสามารถทำงานได้ไม่มีข้อจำกัด พร้อมเปิดเผยว่า ตนเองไม่หนักใจที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อจากนายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีผลงานเป็นที่ชื่นชม และมั่นใจว่า ตนเองก็เคยเป็นเอกอัครราชทูตมาหลายประเทศ และเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศมาก่อนเช่นกัน จึงไม่หนักใจใด ๆ 

ส่วนนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายงานใด ๆ ให้แล้วหรือไม่นั้น นายมาริษ ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการมอบหมายงานใด ๆ เนื่องจาก ยังไม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน 

ส่วนได้มีการพูดคุยกับนายปานปรีย์ ในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับนายปานปรีย์มาก่อนหรือไม่นั้น นายมาริษ ยอมรับว่า ได้มีการพูดกัน แต่ไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องงาน ซึ่งนายปานปรีย์ ได้ฝากสานงานต่อ แต่ตนเองยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ 

นายมาริษ ยังปฏิเสธที่จะชี้แจงถึงกระแสข่าวที่ตนเองนั้น มีความสนิทสนมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน 

นายกฯ ย้ำ แรงงานไทย ค่าแรงต้องเป็นธรรม ไม่ลืมคำสัญญา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573913

01 พ.ค. 2567

14:18 น.

นายกฯ ย้ำ แรงงานไทย ค่าแรงต้องเป็นธรรม ไม่ลืมคำสัญญา

นายกฯ โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก ไม่ลืมคำสัญญา แรงงานไทย ค่าแรงต้องเป็นธรรม ควบคู่พัฒนาทักษาฝีมือแรงงาน ลดรายจ่าย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติว่า แรงงานไทยต้องมีเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีความปลอดภัยในการทำงาน เข้าถึงระบบสวัสดิการได้อย่างเหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีครับ

รัฐบาลพยายามที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ฝีมือ ของแรงงานไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ วิสัยทัศน์รัฐบาลที่วางไว้ ต้องอาศัยพี่น้องแรงงานทุกท่านช่วยขับเคลื่อนครับ 

หยาดเหงื่อของพี่น้องแรงงาน เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ผมไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่จะยกระดับเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำ ลดรายจ่าย เพิ่มเงินในกระเป๋า เพราะเข้าใจถึงความลำบากของทุกท่านที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตที่ดีขึ้นครับ

นายกฯ ย้ำ แรงงานไทย ค่าแรงต้องเป็นธรรม ไม่ลืมคำสัญญา

เศรษฐาเอฟเฟกต์ ‘ชลน่าน’ สะเทือน ‘หมอก้อย’ ลมใต้ปีกบอบช้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573903

01 พ.ค. 2567

12:20 น.

เศรษฐาเอฟเฟกต์ ‘ชลน่าน’ สะเทือน ‘หมอก้อย’ ลมใต้ปีกบอบช้ำ

รู้จักตัวจริง หมอก้อย นวลสกุล บำรุงพงษ์ แอดมินเพจหมอชลน่าน FC ไม่มีดราม่า ลมใต้ปีก สส.นกแล ประมุขเพื่อไทย และเสนาบดี สธ.

หมอก้อย คู่ชีวิตหมอชลน่าน แอดมินเพจหมอชลน่าน FC ไม่มีดราม่าหมอก้อย คู่ชีวิตหมอชลน่าน แอดมินเพจหมอชลน่าน FC ไม่มีดราม่า

เอฟเฟกต์เศรษฐา 2 ชลน่าน เคียงข้างลมใต้ปีก หมอก้อย ถอดหัวโขนเสนาบดี ปิ๊กน่านบ้านเฮาศักดิ์ศรี สส.หน่วยกล้าตายเหลืออะไร

รู้จักตัวจริง ‘หมอก้อย’ แอดมินเพจหมอชลน่าน FC ไม่มีดราม่า ผู้อยู่เบื้องหลัง สส.นกแล ประมุขเพื่อไทย และเสนาบดีสาธารณสุข ปฏิกิริยาจากการปรับ ครม.เศรษฐา 2 ในพรรคเพื่อไทยรุนแรงเกิดคาด เฉพาะกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว        ถูกปรับพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นับแต่เย็นวันอาทิตย์ที่ 28 เม.ย.2567 คนในพรรคเพื่อไทยติดต่อ ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ ไม่ได้ แต่ก็มีความเคลื่อนไหวผ่านเพจเฟซบุ๊คหมอชลน่าน FC ไม่มีดราม่า สื่อสารผ่านบทกลอน ‘ชลน่านพลีชีพโดดเดี่ยวโดนกระทืบ’ เหล่าเอฟซีหมอน่านทราบดีว่า แอดมินเพจนี้คือ หมอก้อย-พญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ ภรรยาหมอชลน่าน ที่มีฉายา ‘หมอนิเทศศาสตร์’

ทำไมหมอชลน่านจึงถูกปลดจากตำแหน่ง ในแถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท พูดไว้ชัดเจนคือ หมอชลน่านคุมข้าราชการไม่อยู่ ระดับบิ๊กยังอืดไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ บิ๊กข้าราชการก๊กใหญ่ เสี้ยมและใช้รัฐมนตรีเป็นเครื่องมือคุกคาม สปสช. หวังวางระบบประกันสุขภาพที่ สธ.เป็นใหญ่ ทำให้ 30 บาทรักษาทุกที่ ไปได้ลำบาก

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หรือ ‘หมอไหล่’ เรียนจบคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเวียงสา อ.เวียงสา จ.น่าน และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อำเภอปัว จ.น่าน หมอชลน่านเป็นหมอบ้านนอก ไม่ใช่หมอชนบทหรือชมรมแพทย์ชนบท วิธีคิดและทัศนคติ จึงใกล้เคียงกลุ่มหมอเมือง มากกว่าหมอชนบท เหนืออื่นใด หมอชลน่าน มีภรรยาคือ หมอก้อย พ.ญ.นวลสกุล บํารุงพงษ์ เป็นลมใต้ปีกเหล็กอุ้มหมอบ้านนอก เป็น สส.น่าน มา 6 สมัย พลันที่ได้รับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข หมอชลน่านแต่งตั้งหมอก้อย เป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรี ตามมาด้วยดราม่าในโซเชียลเรื่องตั้งเมียเป็นที่ปรึกษา

ลมใต้ปีกบอบช้ำ

ช่วงปีใหม่ 2567 หมอก้อย คงตระหนักถึงแรงกระแทกในตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข จึงสื่อสารผ่านเพจนวลสกุล บำรุงพงษ์ ว่า‘หมอก้อย เป็นเพียงเบื้องหลัง…ส่วนการเป็นผู้นำผู้สั่งการผู้บริหารนั้นคือภารกิจของท่าน รมว. งานของที่ปรึกษาฯพี่ก้อย จะทำตามที่พี่ๆน้องๆ สาธารณสุข ขอคำปรึกษาหารือในโครงการต่างๆมา และท่าน รมว.มอบหมาย เท่านั้น’

ผ่านมาถึงปลายเดือน กพ.2567 เริ่มมีกระแสข่าว ปรับ ครม.เศรษฐา และมีชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ติดโผถูกปรับออกด้วย หมอก้อย จึงโพสต์เฟซบุ๊คส่งสัญญาณทำนองว่า ทุกข์หรือสุขเราสู้ไปด้วยกันตลอด  ‘บางช่วงผู้คนก่นด่าตามกระแสโซเชียลซ้ำๆ เพราะไม่ยอมเปิดใจรับรู้ แต่สักวันหนึ่งจะมีคนได้รับรู้ในสิ่งที่เราสองคนตั้งใจทำ ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่ออุดมการณ์ของเรา’

ต้นทุนหมอนิเทศศาสตร์

ถ้าติดตามเพจ นวลสกุล บำรุงพงษ์ , หมอชลน่าน FC ไม่มีดราม่า และไป๊น่าน ชลน่าน FC ช่วยงานสามีแพร้บ จะรู้ว่า หมอก้อยเป็นแอดมินเพจเหล่านี้ พ.ญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ จะบอกเล่าเรื่องราวการทำงานในอดีตอย่างละเอียด เป็นชาวสระบุรี จบคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ไปรับราชการที่บ้านเกิด เป็น ผอ.รพ.มวกเหล็ก และ ผอ.รพ.วังม่วง จ.สระบุรี

มุมหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ หมอก้อย ระหว่างเป็นแพทย์โรงพยา บาลชุมชน ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการสื่อสารและการผลิตสื่อ จนได้รับสมญานาม หมอนิเทศศาสตร์ หมอก้อย วัย 28 ปี จึงได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ ผอ.สำนักงานสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข นี่คือต้นทุนการทำงานด้านสื่อ ในช่วงหมอชลน่านเป็น รมว.สาธารณสุข

ปี 2534 หมอก้อย ในตำแหน่ง ผอ.สำนักงานสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข มีโอกาสได้ติดตามทำงานของหมอหงวน-นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค  ในวันที่รับตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.สธ. หมอก้อยจึงเขียนไว้ในเฟซบุ๊คว่า ‘ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้กลับเข้ามาสู่ #30บาทรักษาทุกที่ ในวันนี้’

หมอชลน่านหายไปไหน อนาคตทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่เพียงแต่เอฟซีเพื่อไทยอยากรู้ แม้แต่ผู้ถืออำนาจตัวจริง คงเฝ้าติดตามอยู่เหมือนกัน

‘พรรคก้าวไกล’ ขอขยายเวลาชี้แจงคดียุบพรรคอีก 30 วัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573902

01 พ.ค. 2567

12:02 น.

‘พรรคก้าวไกล’ ขอขยายเวลาชี้แจงคดียุบพรรคอีก 30 วัน

‘พรรคก้าวไกล’ ขอขยายเวลาชี้แจงคดียุบพรรคอีก 30 วัน หวังศาลรัฐธรรมนูญอนุมัติ เพราะเป็นคดีที่มีรายละเอียดเยอะ มีโทษร้ายแรง

นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าเมื่อวานนี้ (30 เม.ย.) มีการประชุม สส.พรรคก้าวไกล อัพเดทสถานการณ์เกี่ยวกับคดียุบพรรค โดยได้แจ้ง สส. ให้ทราบว่า มีการยื่นขอขยายเวลาในการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา รอบสองอีก 30 วัน หลังจากที่ศาลอนุมัติและจะครบกำหนดในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ โดยคาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอนุมัติการขอขยายเวลาส่งคำชี้แจง โดยอ้างอิงเหตุผลว่า ช่วงที่ผ่านมาการส่งคำชี้แจงมีความจำเป็นต้องลงรายละเอียดเยอะ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการต่อสู้คดี ซึ่งโทษร้ายแรงถึงขั้นยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิ์คณะกรรมการบริหารพรรค

ช่วงเวลาที่ผ่านมาตามกรอบเวลาของศาล ช่วงเวลา 30 วัน ไม่เพียงพอในการแสวงหาข้อเท็จจริง รวมถึงการขอความร่วมมือที่จะขอมาให้เป็นพยาน หวังว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตามคำร้องของเรา หากศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุมัติให้ขยายเวลาส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในรอบสอง จะถือว่าพรรคก้าวไกลไม่ได้รับโอกาสให้ได้ต่อสู้คดีที่มีความร้ายแรงขนาดนี้อย่างเต็มที่ 

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังเปิดเผยว่า มีการพูดคุยกันเรื่องท่าทีตอบคำถามการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ประชุม สส. เห็นตรงกันว่า ต้องการให้รัฐบาลทบทวนคำถามทำประชามติ ให้เป็นคำถามที่กว้างที่สุด ง่ายมีความชัดเจน ไม่ใช่คำถามที่ซ้อนคำถาม เช่นถามว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ว่าเป็นคำถามที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การทำประชามติ ที่ดี เข้าใจง่ายชัดเจน และจะเป็นคำถามที่จะทำให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รวมเสียงอย่างเป็นเอกภาพมากที่สุด และทำให้แนวโน้มประชามติผ่านได้ และหากไม่มีการปรับคำถามประชามติทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและทำให้การทำประชามติตกไปในรอบแรกก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าประชามติไม่ผ่านตามอย่างที่คาดหวังไว้

ส่วนเรื่องการมี ส.ส.ร. หรือมีโครงสร้างอย่างไร เนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับฉบับใหม่ควรมีข้อจำกัดอย่างไรหรือไม่ สามารถนำไปกำหนดในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของแต่ละภาคการเมืองได้ 

นอกจากนี้ยังกล่าวย้ำในการเร่งพิจารณาร่างกฏหมายประชามติฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งหากสามารถแก้ไขได้ทันก่อนการทำประชามติครั้งแรกก็จะเป็นเรื่องที่ดี และพรรคฝ่ายค้านพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งมีร่างกฏหมายของพรรคก้าวไกลเสนอไปแล้ว แต่ฝั่งรัฐบาลยังไม่มีการยื่นร่างกฎหมายประชามติหวังรัฐบาลจะยื่นโดยเร็วหรือเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาในวาระที่หนึ่ง