ไข่ไก่ขึ้นราคา…เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801959

ไข่ไก่ขึ้นราคา...เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

ไข่ไก่ขึ้นราคา…เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.07 น.

ไข่ไก่ขึ้นราคา…เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

อุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่า 44 องศาในหน้าร้อนของประเทศไทยปีนี้ นับว่าหนักหนาสาหัส ไม่ได้เพียงส่งผลกับผู้คนเท่านั้น แต่หมู หมา กา ไก่ สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย รวมถึง พืช-ผัก ล้วนได้รับผลกระทบจากความร้อนนี้กันถ้วนทั่ว เมื่อแม่ไก่ร้อน เครียด กินแต่น้ำ ไม่กินอาหาร การผลิตไข่ก็ทำได้น้อยลง ขนาดฟองไข่ไก่ที่ออกมาก็เล็กลง เดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่มีของขายน้อยลง รายได้หดหาย สวนทางต้นทุนสารพัดที่ต้องแบกรับ ทั้งค่าอาหารไก่ ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า เป็นเหตุผลที่หากไม่ขยับราคาไข่ คนเลี้ยงคงต้องเจ๊งยับ ขาดใจตายก่อนไก่เป็นแน่ ล่าสุด วันที่ 29 เมษายน 2567 สหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จำเป็นต้องประกาศขยับราคาไข่คละขึ้น 20 สต./ฟอง เป็น 3.80 บาท/ฟอง

เรื่องนี้น่าเห็นใจ ขณะที่เราเป็นผู้บริโภค ยังสามารถเลี่ยงไปหาโปรตีนอื่นกินทดแทนได้ แต่คนเลี้ยงไก่ไข่ทำไม่ได้ การทำการเกษตรปศุสัตว์เป็นอาชีพของเขา จึงจำต้องสู้กับอากาศร้อน ประคับประคองให้ไก่เครียดน้อยลง เช่น เปิดพัดลมโรงเรือนให้เย็นขึ้น พรมน้ำทั่วหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิ ด้วยความหวังว่าไก่จะยอมกินอาหาร จะได้ออกไข่มาให้นำไปขายได้

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ข้อมูลว่าอากาศร้อน-แล้งกระทบผลผลิตไข่ไก่หายไปจากระบบ  ปกติมีไข่ออกมาวันละ 40 ล้านฟอง เหลือเพียงวันละ 35 ล้านฟองเท่านั้น หายไป 5-6 ล้านฟองต่อวัน นอกจากนี้ ไข่ที่ออกมายังมีขนาดเล็ก จากปกติที่ไข่เล็กเบอร์ 3-5 จะมีเพียง 30% แต่กลับกลายเป็นว่าในช่วงนี้ไข่ใบเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของผลผลิต ทำให้เกษตรกรขายไข่ได้ราคาลดลง และยังคงขาดทุนต่อเนื่อง เป็นเหตุผลที่จำเป็นต้องขยับราคาไข่ขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า ราคาไข่มีขึ้นมีลง ไม่ต้องซีเรียส

สอดคล้องกับ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ที่ระบุว่าอากาศร้อนทำให้เปอร์เซ็นต์ไข่ลดลง 10-15% ขณะที่ไข่ขนาดใหญ่ที่ขายได้ราคา ก็ลดปริมาณลง จึงต้องขยับราคาให้สมดุลเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ 

ส่วนผู้ค้าคนกลางอย่าง นายสุธาศิน อมฤก นายกสมาคมผู้ค้าไข่ไทย ก็ยังเข้าใจคนเลี้ยงไก่ไข่ โดยระบุว่า คนเลี้ยงไก่ไข่มีจำนวนน้อยลงอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับอากาศร้อนที่มาก ทำให้ผลผลิตไข่ลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ล้วนเป็นภาระต้นทุนของเกษตรกรทั้งสิ้น

ด้านภาครัฐ กรมการค้าภายใน ซึ่งกำกับดูแลให้เกษตรกร-ผู้ผลิตสินค้าขายสินค้าได้ไม่ขาดทุน และผู้บริโภค อยู่ได้ไม่เดือดร้อน ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบพบราคาไข่ไก่ยังอยู่ในโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสม แต่ช่วงนี้แม่ไก่ให้ผลผลิตน้อยลง และขนาดไข่เล็กลง ส่งผลกระทบรายได้เกษตรกร สวนทางต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าน้ำ-ค่าไฟ ขณะที่ไข่ฟองเล็กขายไม่ค่อยออก กรมจึงช่วยเหลิอนำไข่ฟองเล็กเข้าโครงการธงฟ้า ช่วยเกษตรกรระบายไข่ และช่วยผู้บริโภคลดค่าครองชีพไปพร้อมกัน

จะเห็นว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องล้วนกล่าวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด และที่สำคัญ เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อสภาพอากาศดีขึ้น อุปสงค์-อุปทานของไข่ไก่ เข้าสู่ภาวะปกติ ราคาไข่จะลดลงเองเหมือนกับที่คอลัมนิสต์ดัง “แม่ลูกจันทร์” แห่ง นสพ.ไทยรัฐ ที่มองว่า “ไข่ไก่ขึ้นราคาเป็นเรื่องชั่วคราว”  

อันที่จริง ไข่ไก่ก็ไม่ต่างจากมะนาว ที่มีราคาแพงช่วงหน้าร้อนและยังให้น้ำน้อยเสียอีก เผลอแพร้บเดียวราคามะนาวก็หล่นลงเมื่อหน้าฝนมาเยือน …สรุปแล้วมันก็เป็นแค่วัฎจักรราคาสินค้าเกษตรที่มีขึ้น-มีลงเป็นธรรมดา

#อิสระ คงยินดี นักวิชาการอิสระ

อิเกียเอาใจครอบครัวสี่ขาเปิดตัวซีรี่ส์ UTSÅDD

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802004

อิเกียเอาใจครอบครัวสี่ขาเปิดตัวซีรี่ส์ UTSÅDD

อิเกียเอาใจครอบครัวสี่ขาเปิดตัวซีรี่ส์ UTSÅDD

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อิเกีย ประเทศไทย มุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “ทำบ้านให้เป็นบ้านของทุกคน(Make the World Everyone’s Home)” ที่ไม่ได้จำกัดนิยามคำว่า“บ้าน” สำหรับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสมาชิกสำคัญของหลายๆ ครอบครัว เปิดตัวซีรี่ส์ UTSÅDD (อุทซดด์) สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงซีรี่ส์แรกจากอิเกีย ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นทั้งของใช้สำหรับสุนัขและแมว และยังเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่สวยงามสะท้อนความสนุกสนาน ขี้เล่นแต่ยังคงความเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์นแบบสแกนดิเนเวียอันเป็นเอกลักษณ์ของอิเกียอีกด้วย

วรันธร เตชะคุณากร ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารและดีไซน์ อิเกีย ประเทศไทยกล่าวถึงที่มาของ ซีรี่ส์ อุทซดด์ ว่า “อิเกียเล็งเห็นถึงเทรนด์ “Pet Parents” ที่หลายครอบครัวมีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกคนสำคัญของบ้าน อิเกียจึงตั้งใจรังสรรค์สินค้าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกทุกคนในบ้านที่รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง ตอกย้ำสโลแกนของอิเกียที่ต้องการสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคนในทุกๆ วัน

ซีรี่ส์ อุทซดด์ ได้รับการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดและลักษณะนิสัยของทั้งสุนัขและแมว ไม่ว่าจะเป็น ของเล่นผ้ารูปกระดูกสำหรับสุนัข ชามอาหารมีให้เลือกทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ อุโมงค์ของเล่นและบ้านสำหรับแมวที่เป็นลักษณะเหมือนเต็นท์ ตอบโจทย์กับนิสัยของแมวที่ชอบหลบซ่อนในที่ปลอดภัย นอกจากนี้ สินค้าทุกชนิดในซีรี่ส์ยังได้รับการผลิตและออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยง ความทนทานในการใช้งานเช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ ของ
อิเกีย รวมไปถึงการดีไซน์ที่สวยงาม เสมือนเป็นสินค้าตกแต่งบ้านอีกชิ้น”

ซีรี่ส์ อุทซดด์ ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองกิจกรรมหลัก 4 ด้านของสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว ประกอบด้วย

การเล่น กิจกรรมสร้างสัมพันธ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ แนะนำให้ใช้ของเล่นที่ทนทานและปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยง การนอนหลับ ทั้งสุนัขและแมวต้องการการพักผ่อนที่สบายเช่นเดียวกับมนุษย์ อิเกียรังสรรค์สินค้าสำหรับการนอนหลายรูปแบบและขนาด ไม่ว่าจะเป็น เบาะนอนแสนนุ่ม หรือผ้าห่มสำหรับสัตว์เลี้ยงให้พักผ่อนอย่างสบาย คลายความเครียดและความกังวลต่างๆ และยังสามารถเข้าได้กับทุกมุมในบ้าน การหลบซ่อน “มุมปลอดภัย” หรือ“safe spot” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสัตว์หลายชนิดโดยเฉพาะสำหรับเจ้าเหมียว อิเกียขอนำเสนออุโมงค์ของเล่นสำหรับแมวและบ้านแมวที่มาใน2 รูปแบบทั้งเป็นเต็นท์และกล่องที่สามารถประกอบเข้ากับ ชั้นวางของ KALLAX/ คอลแล็กซ์ ได้อย่างลงตัว การกิน กิจกรรมโปรดของสัตว์เลี้ยงของทุกบ้าน อิเกียขอนำเสนอชามอาหารของสัตว์เลี้ยงที่พัฒนาขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาชนะสำหรับใส่อาหารที่คงทนและสามารถเก็บรักษาได้อย่างง่ายดาย

สินค้าในซีรี่ส์ อุทซดด์ เน้นการออกแบบสไตล์โมเดิร์นแบบสแกนดิเนเวีย ที่ยังคงความสนุกสนาน ขี้เล่น เรียบง่าย และรูปทรงแข็งแรงทนทาน ตอบโจทย์สำหรับทุกการใช้งานและเข้าได้กับทุกมุมในบ้าน ลูกค้าอิเกียสามารถเลือกซื้อสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่สโตร์อิเกียทุกสาขา และออนไลน์ IKEA.co.th

คิง เพาเวอร์ เปิดตัว ‘น้ำดื่มบรรจุกระป๋องรักษ์โลก’ ร่วมส่งต่อพลังแห่งความเป็นไปได้ในการลดขยะให้โลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801999

คิง เพาเวอร์ เปิดตัว ‘น้ำดื่มบรรจุกระป๋องรักษ์โลก’  ร่วมส่งต่อพลังแห่งความเป็นไปได้ในการลดขยะให้โลก

คิง เพาเวอร์ เปิดตัว ‘น้ำดื่มบรรจุกระป๋องรักษ์โลก’ ร่วมส่งต่อพลังแห่งความเป็นไปได้ในการลดขยะให้โลก

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คิง เพาเวอร์ ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว ร่วมส่งต่อพลังแห่งความเป็นไปได้ในการลดขยะให้โลก ประกาศเปิดตัว “น้ำดื่มบรรจุกระป๋องรักษ์โลก” ทดแทนบรรจุภัณฑ์จากขวดพลาสติก สามารถรีไซเคิลได้ 100%  ภายใต้แนวคิด “POWER YOUR WORLD, POWER YOUR PLANET” ช่วยลดการผลิตขวดพลาสติกลงกว่า 4 แสนขวดต่อปีพร้อมเดินหน้าสานต่อด้านการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยโครงการ “GREEN KING POWER”ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำพันธกิจด้านการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เนื่องในวันคุ้มครองโลก หรือ EARTH DAY กำหนดจัดในวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี กำหนดจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมส่งต่อพลังแห่งความเป็นไปได้ในการลดขยะให้โลก ชูแนวคิด “POWER YOUR WORLD, POWER YOUR PLANET” ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจควบคู่กับพันธกิจด้านการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์บรรจุน้ำดื่มกระป๋องอะลูมิเนียมทดแทนการใช้ขวดพลาสติก เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะทิ้งให้เหลือน้อยที่สุด โดยสามารถลดการผลิตขวดพลาสติกลงได้กว่า4 แสนขวดต่อปี

ทั้งนี้ สำหรับน้ำดื่มบรรจุกระป๋องอะลูมิเนียมนี้ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจากผลสำรวจพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการบริโภคน้ำดื่มจากขวดพลาสติกมากถึง 6 พันล้านขวดต่อปี แต่มีเพียง 9% ของขวดพลาสติกเท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ นั่นจึงหมายความว่าขวดพลาสติกกว่า 91% จะกลายเป็นขยะพลาสติกที่ยากแก่การย่อยสลาย ซึ่งแตกต่างจากกระป๋องอะลูมิเนียมที่เป็นวัสดุที่ยั่งยืน สามารถรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 100%และสามารถรีไซเคิลซ้ำได้แบบไม่รู้จบ โดยที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นการรีไซเคิลวัสดุอะลูมิเนียมยังนับว่าปลดปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับวัสดุหมุนเวียนประเภทอื่นๆ โดยที่กระป๋องอะลูมิเนียม 1 กิโลกรัม สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 9.13 กิโลกรัม และยังช่วยประหยัดพลังงานและทรัพยากรในการผลิตใหม่ได้ถึง 95% ถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดของผู้ผลิตที่ต้องการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน อีกทั้งการใช้บรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียมยังช่วยยืดระยะเวลาการหมดอายุของน้ำดื่มได้นานขึ้น ทำให้สามารถคงคุณภาพและรสชาติของน้ำได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ถึงความสะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพ และตอบโจทย์บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในด้านการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืนคิง เพาเวอร์ ยังได้มีการดำเนินโครงการ “GREEN KING POWER” ที่เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2560ด้วยจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืนจากองค์กรสู่สังคมและประชาชาติ มุ่งสู่การเป็นองค์กรผู้นำด้านการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการันตีรางวัลรับรองด้านการอนุรักษ์พลังงานระดับประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียน อาทิ รางวัล THAILAND ENERGY AWARDS, และ ASEAN ENERGY AWARDS โดยได้แบ่งภาคการดำเนินงานออกเป็นมิติหลักๆ ได้แก่ การลดใช้พลังงานรวม 30% หรือคิดเป็นมูลค่าเงินว่า50 ล้านบาท โดยดำเนินการด้านการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ISO 50001 ด้วยการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ SOLAR ROOFTOP พร้อมทั้งขึ้นทะเบียนเป็นอาคารควบคุมด้านพลังงานตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการส่งต่อความรู้ด้านพลังงานสู่ชุมชน โดยมีแผนการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการลดต้นทุนด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และยืนหยัดสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ลาคอสท์ เปิดตัว ‘Do you speak Lacoste?’ ปลุกความสนุกให้ซีซั่นนี้ คอลเลคชั่นแคปซูลดีไซน์เท่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802002

ลาคอสท์ เปิดตัว ‘Do you speak Lacoste?’  ปลุกความสนุกให้ซีซั่นนี้ คอลเลคชั่นแคปซูลดีไซน์เท่

ลาคอสท์ เปิดตัว ‘Do you speak Lacoste?’ ปลุกความสนุกให้ซีซั่นนี้ คอลเลคชั่นแคปซูลดีไซน์เท่

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สร้างสรรค์สไตล์ให้โดดเด่นรับซีซั่นนี้ไปกับเสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตดีไซน์เท่จากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง ลาคอสท์ (Lacoste) ในแคปซูลคอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “Do you speak Lacoste?” กับการหยิบยกเรื่องราวทางวัฒนธรรมของลาคอสท์ (Lacoste) ที่เป็นมากกว่าแบรนด์แฟชั่นแต่เปรียบเสมือนโลกที่ได้รับการสำรวจมาแล้วเพื่อที่จะผสมผสานระหว่างกีฬาและแฟชั่นถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยล่าสุดได้จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่น “Do you speak Lacoste?” โดยมีนักแสดงสาวมากความสามารถ “เบลล์-เขมิศรา พลเดช” มาร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นผ่านเสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้ที่ Lacoste Corner ชั้น 3 เซ็นทรัล ชิดลม

สำหรับคอลเลคชั่น “Do you speak Lacoste?” นับเป็นการเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน เพื่อปลุกให้เอกลักษณ์ของ ลาคอสท์ (Lacoste) กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งด้วย โดยมีไฮไลท์เด่นคืองานปักและลายพิมพ์อักษร “Do you speak Lacoste?” ประโยคที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมของแบรนด์ผ่านหลากหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส, อังกฤษ, จีน, สเปน, ญี่ปุ่น, โปรตุเกส, อาหรับ และเกาหลี รวมถึงภาพพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโฆษณาอันเป็นเอกลักษณ์ในปี 1970 อีกทั้งยังมีภาพพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ผลงานของ มร.เรอเน่ ลาคอสท์ ได้แก่ ปกโปโล, ไม้เทนนิส, เครื่องผลิตลูกเทนนิส และไม้กอล์ฟ รวมไปถึงโทนสีเขียวเข้มประจำแบรนด์ที่ถูกนำมาใช้เป็นโทนสีหลักให้กับคอลเลคชั่นแคปซูลนี้

เบลล์-เขมิศรา พลเดช

โดยชิ้นเด่นประจำคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วย แจ๊กเกต, ฮูดดี้ และเสื้อยืดลายพิมพ์  “Do you speak Lacoste?” ในหลากหลายภาษาที่มาในโทนสีเขียวเข้ม อีกทั้งยังมีเสื้อยืดลายปักอักษร RENE DID IT FIRST ที่สามารถแมทช์เข้ากับกางเกงเอวยืดขาสั้นหรือกางเกงจ๊อกเกอร์ก็สามารถสร้างลุคสปอร์ตได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงแอคเซสซอรีอย่าง หมวกแก๊ป และกระเป๋า ที่จะมาช่วยคอมพลีทลุคให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสำหรับเนื้อผ้าของคอลเลคชั่นนี้ ทีมออกแบบเลือกใช้เป็นผ้า French Terry Cotton ที่มีคุณสมบัติทนต่อรอยยับ น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับสวมใส่ในช่วงซัมเมอร์นี้ และผ้า Terry Towellingที่สามารถดูดซับได้เป็นอย่างดีให้ความอบอุ่น เหมาะสำหรับช่วงฤดูร้อนและช่วงที่มีอากาศเย็น

พบกับคอลเลคชั่น “Do you speak Lacoste?” ได้แล้ววันนี้ที่ Lacoste Corner ชั้น 3 เซ็นทรัล ชิดลม Lacoste Flagship Stores, Lacoste Boutiques, Lacoste Corners และ http://www.Lacoste.co.th 

ปลูกฝังความรักในธรรมชาติให้เด็กน้อยได้สนุกแบบยั่งยืน ผ่านหนังสือ ‘ชวนเล่นรอบดอยตุง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801973

ปลูกฝังความรักในธรรมชาติให้เด็กน้อยได้สนุกแบบยั่งยืน  ผ่านหนังสือ ‘ชวนเล่นรอบดอยตุง’

ปลูกฝังความรักในธรรมชาติให้เด็กน้อยได้สนุกแบบยั่งยืน ผ่านหนังสือ ‘ชวนเล่นรอบดอยตุง’

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“อยากให้เด็กทุกคนเข้าถึงของเล่นได้โดยไม่ต้องมีต้นทุนทางการเงิน ไม่ว่าจะรวย หรือจน เด็กก็มีโอกาสสนุกตามประสาเด็กได้แบบเท่าเทียมกันจากต้นทุนทางธรรมชาติ” เป็น 1 ในคอนเซ็ปต์ไฮไลท์ที่แฝงอยู่ในหนังสือเรื่อง “ชวนเล่นรอบดอยตุง” ที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมา และล่าสุดได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567ประเภทหนังสือสำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

อรัญญา อภิเสถียรพงศ์ นักจัดการองค์ความรู้และออกแบบการเรียนรู้ ศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สาวชนเผ่าลาหู่ผู้รับผิดชอบหนังสือ “ชวนเล่นรอบดอยตุง” เล่าถึงแรงบันดาลใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ว่าตนเองเกิดและเติบโตที่ดอยตุง หมู่บ้านลาบา ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย มา 39 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ดอยตุงยังเป็นภูเขาหัวโล้น จนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้ามาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวขจีจากป่าที่อุดมสมบูรณ์ในปัจจุบันด้วยการเข้ามาช่วยพัฒนาพื้นที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยปลูกฝังให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ของการดูแลรักษาและฟื้นฟูป่าควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพต่างๆ ให้ชาวบ้านอยู่รอด จนวันนี้ดอยตุงเต็มไปด้วยความอัศจรรย์จากธรรมชาติที่ทุกคนช่วยกันรักษา หนังสือเล่มนี้เลยอยากสะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับชีวิตมนุษย์ แต่อาจจะหมดไปได้ด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง ดังนั้นการปลูกฝังให้ซึมซับเรื่องนี้ตั้งแต่วัยต้นทางจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

ขณะเดียวกันหนังสือเล่มนี้ยังต้องการสะท้อนเรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคม ไม่ว่าจะมีฐานะ รวย จน เด็กๆก็สามารถเข้าถึงของเล่นที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาได้ทุกคน เพราะของเล่นจากธรรมชาติ ไม่มีต้นทุนทางการเงิน มีแต่ต้นทุนทางธรรมชาติ ที่พวกเราต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้เพื่อส่งต่อ ให้ลูก-หลาน-เหลน ได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

ความพิเศษของหนังสือ “ชวนเล่นรอบดอยตุง” เป็นหนังสือสำหรับเด็กที่อ่านได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ปกครอง เป็นการยกตัวอย่างการเล่นกับธรรมชาติที่มีอยู่บนพื้นที่รอบๆ ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เล่าเรื่องผ่านตัวละครการ์ตูนน่ารักที่เป็นตัวแทน 6 ชาติพันธุ์บนดอยตุง อาข่า ลาหู่ไทใหญ่ ไทลื้อ ลัวะ และจีนยูนนาน พาไปสนุกกับ 20 กิจกรรมธรรมชาติที่สามารถเล่นได้ตลอดวันตั้งแต่เช้า-ค่ำ และนำมาปรับใช้ให้เด็กๆ ในพื้นที่ต่างๆโดยเฉพาะในเมือง อาทิ สวนในบ้าน หรือสวนสาธารณะได้แบบสบายๆ นอกจากเด็กได้เล่นสนุก ได้ฝึกเป็นคนช่างสังเกตฝึกพัฒนาการตามวัย ยังได้ปลูกฝังและซึมซับความรักในธรรมชาติให้กับเด็กๆไปโดยปริยายให้เขาได้รู้ว่า ถ้าเราไม่ช่วยกันรักษาธรรมชาติ ต่อไปก็อาจจะไม่มีธรรมชาติให้เราได้เล่นอีกต่อไป สนใจหนังสือ “ชวนเล่นรอบดอยตุง” สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ทุกสาขา หรือซื้อออนไลน์ได้ที่ www.naiin.com/product/detail/589756

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801990

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาและจิตใจ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองและพฤติกรรมเสี่ยง ในช่วงนี้สมองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของกลีบหน้าสมอง (Prefrontal cortex) ที่มีบทบาทในการควบคุมการตัดสินใจและการยับยั้งพฤติกรรม ความไม่สมดุลระหว่างการทำงานของสมองส่วน limbic ที่มีการทำงานอย่างมาก กับสมองส่วน PFC ที่กำลังค่อยๆ พัฒนา ทำให้วัยรุ่นมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การชกต่อยการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการเสพยาและติดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ที่สมองส่วน PFC มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์

การเข้าใจพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถนำทางชีวิตของตนไปในทิศทางที่ดี การสนับสนุนจากครอบครัว โรงเรียน และสังคม สามารถช่วยให้วัยรุ่นมีทักษะในการตัดสินใจที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ยิ่งรัก บุญดำ ช่วยบุญ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ในทุกๆ วัน สมองของมนุษย์เราต้องทำงานอย่างซับซ้อนเพื่อที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้ โดยการที่เราจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องอาศัยความสามารถพิเศษของสมองที่เรียกว่า Executivefunctions (EFs) คำว่า “Executive” มีความหมายสัมพันธ์กับคำกริยา “to execute” ซึ่งแปลว่า กระทำ หรือปฏิบัติ ดังนั้น EFs เปรียบเหมือนวิธีการที่เราจำเป็นต้องลงมือกระทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของเรา เช่นเดียวกับการที่เราต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้นั่นเอง EFs จึงเป็นทักษะที่ช่วยให้มนุษย์เรามีความต้องการ ความปรารถนา และสามารถลงมือทำจนบรรลุเป้าหมาย โดยการที่เราจะจัดระเบียบความคิด วางแผน และลงมือทำจนสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักของ EFs คือ

l การยับยั้งไตร่ตรอง (inhibition) เป็นความสามารถของสมองในการควบคุมความสนใจ พฤติกรรม ความคิด และอารมณ์รวมถึงการป้องกันการตอบสนองที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ตรงหน้า การยับยั้งจะช่วยพาเราออกห่างจากการกระทำที่หุนหันพลันแล่นหรือสุ่มเสี่ยง ส่งผลให้เรารับรู้ว่าการกระทำใดเหมาะสมและจำเป็นที่สุด ณ ขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเรากำลังข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทันใดนั้นเรามองเห็นรถขับมาเร็วและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เราจะหยุดข้ามถนนทันที การแสดงออกที่เกิดขึ้นนั้นจัดเป็นการยับยั้งพฤติกรรม แต่หากเป็นสถานการณ์ที่เราต้องการออมเงินให้ถึงเป้า แต่ดันไปเจอกระเป๋าที่อยากได้ ผลลัพธ์สุดท้ายคือเราไม่ซื้อกระเป๋า เพื่อต้องการให้เป้าหมายการออมเงินสำเร็จลุล่วง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจัดเป็นการยับยั้ง หรือควบคุมความคิด เป็นต้น

l การแก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (updating) เป็นความสามารถของสมองในการจดจำและแก้ไขข้อมูล ณ ขณะนั้น ให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่องานที่กำลังลงมือทำอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราถามทางไปตลาด เราจะต้องจดจำเส้นทางตามคำบอกเล่า และเมื่อเราเดินทางผ่านทางแยกแรก เราจะต้องนึกไว้เสมอว่าแยกต่อไปอยู่ตรงไหน และต้องเดินเลี้ยวทิศทางใด เป็นต้น

l การปรับเปลี่ยนหรือยืดหยุ่นทางความคิด (shifting) เป็นความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ด้วยการเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ไปยังกิจกรรมใหม่ที่มีความสำคัญมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่เรากำลังพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ แล้วมีเพื่อนเดินมาคุยด้วย เราจะหยุดความสนใจจากโทรศัพท์ และพุ่งความสนใจไปพูดคุยกับเพื่อนแทน เป็นต้นวัยรุ่น ช่วงวัยของการพัฒนาสมองและแสดงพฤติกรรมเสี่ยง

การยับยั้ง การแก้ไขข้อมูล และการปรับเปลี่ยนความคิด เป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับความสามารถในการวางแผนต่างๆ (เช่น วางแผนการทำกิจกรรม) การใช้เหตุผล (เช่น การถกเถียงกันโดยใช้ข้อโต้แย้งที่ดี) และ การแก้ปัญหา (เช่น การหาคำตอบในสมการเลขคณิต) ของมนุษย์ โดยทักษะ EFs จะเริ่มพัฒนาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสมบูรณ์เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งการพัฒนาทักษะดังกล่าวจะสอดคล้องกับการพัฒนาการทำงานของสมองกลีบหน้าส่วนต้น (Prefrontal cortex หรือ PFC) โดยสมองส่วน PFC เปรียบเหมือนเจ้านายของ EFs มีหน้าที่หลักทำให้มนุษย์เรามีความสามารถในการใช้เหตุผล วางแผน และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ร่วมกับการทำงานของสมองส่วนอื่นๆ

ถึงแม้ว่าสมองส่วน PFC จะมีการพัฒนาตลอดเวลา แต่การพัฒนาของสมองส่วนนี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ เมื่อเปรียบเทียบกับสมองส่วนอื่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมองส่วน Limbic หรือ สมองส่วนอารมณ์ที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น สมองส่วน limbic จะเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางอารมณ์ การตอบสนองต่ออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น การแสวงหาความสุขความพึงพอใจ รวมถึงการแสวงหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ โดยในช่วงวัยรุ่นนั้น สมองส่วน limbic จะเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมของเราให้เข้าหาตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความพึงพอใจมากกว่าตัวกระตุ้นชนิดอื่น เช่น อาหาร เพศ การพนัน และยาเสพติดเป็นต้น ดังนั้น ในช่วงเวลานี้สมองส่วน limbicจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหนือกว่าสมองส่วน PFC

ในทางกลับกัน ช่วงวัยผู้ใหญ่เป็นช่วงวัยที่สมองส่วน PFC มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ดังนั้น เมื่อผู้ใหญ่มีความต้องการที่จะทำพฤติกรรมบางอย่างที่สุ่มเสี่ยง เช่น การกระโดดจากที่สูง การเดิมพัน การขับรถเร็ว ผู้ใหญ่จะสามารถพิจารณาถึงผลที่จะตามมาและใช้สติในการตัดสินใจว่าจะทำตามความต้องการเหล่านั้นหรือไม่ ซึ่งในวัยรุ่นความสามารถในการควบคุมแรงกระตุ้นและความต้องการเหล่านี้มีน้อยกว่า เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างการทำงานของสมองส่วน limbic (ที่มีการทำงานอย่างมาก) กับสมองส่วน PFC (ที่กำลังค่อยๆ พัฒนา) ด้วยสาเหตุดังกล่าว จึงส่งผลให้วัยรุ่นมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การชกต่อย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการเสพยาและติดแอลกอฮอล์ ได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ที่สมองส่วน PFC มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อจะลดโอกาสในการแสดงพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง การพัฒนาทักษะ EFs ผ่านทางการฝึกการยับยั้งไตร่ตรอง เสริมสร้างความจำ ควบคุมความสนใจ รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นทางความคิด จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการส่งเสริมให้วัยรุ่นสามารถใช้สติในการขับเคลื่อนชีวิตประจำวันได้ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://
pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 1 พฤษภาคม 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802006

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● ศ.ดร.ภญ.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ต้อนรับ รศ.(พิเศษ)ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์พร้อมคณะกรรมการการศึกษาเภสัชศาสตร์สภาเภสัชกรรม มาประชุมเชิงปฏิบัติการณ คณะเภสัชฯ จุฬาฯ งานนี้ รศ.ดร.ภก.สุมนต์สกลไชย,รศ.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ,ศ.ปฏิบัติ ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล,ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ,ดร.ภก.นพดล อัจจิมาธีระ,ผศ.ดร.ภญ.ชนัตถา พลอยเลื่อมแสง,ผศ.ภญ.ฐิติมา ด้วงเงิน, ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ ร่วมด้วย..

●● ไทยควรรับมือกับสถานการณ์สู้รบในพม่าอย่างไร ติดตามรับฟัง Senate Podcast ในรายการLaw Talk กับ สว. ตอนวิกฤตเมียนมากับผลกระทบประเทศไทย โดย พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ที่ https://tinyurl.com/3982c7by..

●● เพื่อนๆ ยินดีกับ อารดา เฟื่องทอง ได้เป็นว่าที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์..

●● ปลื้มใจกับปฐมภพ สุวรรณศิริ ซีอีโอ บมจ.ไทยคม ในฐานะศิษย์เก่าดีเด่นนิวซีแลนด์ 2023 ได้รับเกียรติให้เข้าพบ คริสโตเฟอร์ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ซึ่งเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 11 ปี ในงาน New ZealandAlumni Networking..

●● ชาว วตท.14ยินดีกับ ดร.เสรี นนทสูติ ที่ได้เป็นกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นวาระที่สอง ตั้งแต่ปี 2568-2571..

●● ชาว Digital CEO #7 จัดงานสังสรรค์ของรุ่นในธีมเยอรมันพร้อมฉลองให้เพื่อนในรุ่น เมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ ที่ได้เป็นรองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ป้ายแดง งานนี้ อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต,เฉลิมพลโชตินุชิต,ษณกร กี่สิ้น,เพลินพิศ ศรีภพ,ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม,รณชัย กองบุญมา,ณาตยา สุขุม,สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท,ไพศาล หงษ์ทอง,ทองคำ เกตุโชติ,นพ.ชัยรัตน์ปัณฑุรอัมพร, นพ.ชวลิต วิมลเฉลา,ณัฐพลเหลืองวงศ์ไพศาล,ร.ท.กิตติคุณ จารุวัฒนายนต์,สุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์,ดร.รุ่งโรจน์โชคงามวงศ์,ธิดารัตน์ จันทร์ไทย ไม่พลาด..

●● ปัญจรัตน์ ทรัพย์หิรัญกุล เผย NGG JEWELLERY ทุ่มงบ 300 ล้านบาท เพิ่มช่องทางรุกขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทั่วไทย ล่าสุดเปิด NGG JEWELLERY สาขาใหม่ที่เซ็นทรัล นครสวรรค์ พร้อมเดินหน้าสื่อสารต่อเนื่อง มุ่งสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าผ่านทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และทำตลาดผ่าน E-commerce เกือบทุกแพลตฟอร์ม..

●●ประวิทย์ ธงชัยระวีวัฒน์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญที่วัดดาวดึงษาราม และเลี้ยงฉลองกับครอบครัวอย่างอบอุ่น ก่อนเดินทางไปเมืองซีแอตเทิล..●●

น้องใหม่

โครงการ ‘สานใจไทย สู่ใจใต้’ รุ่นที่ 42 ส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ รู้จักตอบแทนคุณแผ่นดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801975

โครงการ ‘สานใจไทย สู่ใจใต้’ รุ่นที่ 42  ส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ รู้จักตอบแทนคุณแผ่นดิน

โครงการ ‘สานใจไทย สู่ใจใต้’ รุ่นที่ 42 ส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ รู้จักตอบแทนคุณแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สนับสนุนโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 42 ร่วมสร้างโอกาสการเรียนรู้แก่เยาวชนจากพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ มุ่งพัฒนาทัศนคติแนวคิด สู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว สู่การเป็น “คนดีของสังคม” พร้อมนำความรู้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางการศึกษาในอนาคต ณ สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) วิภาวดี กรุงเทพมหานคร

โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้”รุ่นที่ 42 ได้รับเกียรติจาก พลเอกสุรยุทธ์จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฯ พร้อมด้วย อารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ โดยมี จอมกิตติ ศิริกุลผู้บริหารสูงสุด สายงานด้านบริหารกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหารสำนักประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนบริษัท ร่วมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ครอบครัวอุปถัมภ์ เยาวชนผู้ร่วมโครงการฯ และครูพี่เลี้ยงเข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 350 คน

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวว่า “สานใจไทย สู่ใจใต้” ชื่อโครงการนี้ได้แสดงออกถึงความร่วมมือของทุกคนในประเทศไทย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือดูแล ส่งเสริม ให้ความอนุเคราะห์แก่เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสได้รับสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันไว้ นอกจากนี้ ขอฝากถึงเยาวชนให้จดจำดำริของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า“ความเป็นไทย และความเป็นธรรม” ความเป็นไทย หมายถึง ความรัก ความผูกพัน โอบอ้อมอารี โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีความเชื่อเหมือนกัน แต่เมื่อมารวมกันเป็นคนไทยแล้ว ก็จะมีสิ่งนั้นอยู่ในความรู้สึกอยู่ในความคิดของทุกคนและเมื่อมีความเป็นไทย มีความผูกพันกันแล้ว การให้ “ความเป็นธรรม” ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก จากความยุติธรรม มีความเท่าเทียมกัน ภายใต้กรอบวัฒนธรรมและกฎหมายของสังคม

ด้าน จอมกิตติ ศิริกุล กล่าวว่า ซีพีและซีพีเอฟ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20
สำหรับโครงการฯในรุ่น 42 นี้ บริษัทมอบผลิตภัณฑ์อาหาร ไข่ไก่สดซีพีและข้าวตราฉัตร ให้แก่เยาวชนและพี่เลี้ยง จำนวน 350 คน สำหรับนำไปประกอบอาหารบริโภคตลอดช่วงที่พักอาศัยกับครอบครัวอุปถัมภ์ ในระหว่างวันที่ 17 เมษายน-27 พฤษภาคม 2567 ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรมเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ทักษะอาชีพและได้พำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงได้พัฒนาทัศนคติแนวคิด สู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว เพื่อเป็นคนดีของสังคม พร้อมนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อไปในอนาคต

ทางด้าน อาวาตีฟ โชติจันทร์ ตัวแทนเยาวชน กล่าวถึงสาเหตุที่ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” ว่าต้องการพัฒนาตนเองและออกจากกรอบ ประกอบกับอยากลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยหวังว่าจะได้นำประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาในด้านต่างๆ และโครงการฯนีถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากที่อื่น

กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการจัดในนาม มูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็นครั้งแรก โดยมูลนิธิฯ มีเป้าหมายสนับสนุนให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมเดียวกัน มีความเป็นธรรม ความเป็นไทยเท่าเทียมกัน โดยโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เกิดขึ้นจากดำริของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

พม.ร่วมกับมูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ พาคุณตาคุณยายดูหนัง ส่งเสริมความสัมพันธ์ผู้สูงอายุและครอบครัว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801995

พม.ร่วมกับมูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ พาคุณตาคุณยายดูหนัง  ส่งเสริมความสัมพันธ์ผู้สูงอายุและครอบครัว

พม.ร่วมกับมูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ พาคุณตาคุณยายดูหนัง ส่งเสริมความสัมพันธ์ผู้สูงอายุและครอบครัว

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

เพื่อส่งเสริมคุณค่าความสำคัญระหว่างผู้สูงอายุและครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์, บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด และ มูลนิธิ 5 For All โดย แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ, อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์, ปรียาวรรณ ภูวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่ายในโรงภาพยนตร์อาวุโส บริษัทจีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด และ อุษา เสมคำ นักแสดงจากภาพยนตร์ “หลานม่า” ร่วมแถลงความร่วมมือนำผู้สูงอายุจากโรงเรียนผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ 12 แห่ง และเครือข่ายผู้สูงอายุ ชมภาพยนตร์ “หลานม่า” ฟรี รวมจำนวนกว่า 4,200 คน

“หลานม่า” ผลงานจาก“จีดีเอช” กำกับการแสดงโดย “พัฒน์บุญนิธิพัฒน์” และอำนวยการสร้างโดย “เก้ง-จิระ มะลิกุล” และ “วัน-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์” นำแสดงโดย “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล”, “ดู๋-สัญญา คุณากร” ร่วมด้วย “เผือก-พงศธร จงวิลาส”, “เจีย-สฤญรัตน์ โทมัส”, “ตู-ตะวัน ตันติเวชกุล” และนักแสดงหน้าใหม่วัย 76 ปี “แต๋ว-อุษา เสมคำ”“หลานม่า” เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชั่นมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งนับวันจะหายไปจากสังคมไทย ให้คนไทยกลับไปนึกถึงช่วงเวลาที่เคยอบอุ่นอีกครั้ง และจะทำให้คุณอยากกลับไปกอดคนที่บ้านอีกครั้ง โดยเล่าผ่านตัวละครหลานชายวัยรุ่นที่ต้องกลับไปดูแลอาม่าที่ป่วยระยะสุดท้าย โดยหวังว่าตัวเองจะกลายเป็นทายาทคนเดียวที่ได้รับมรดกหลักล้าน แต่เมื่อหลานกับอาม่าที่อายุห่างกันกว่า50 ปี ต้องมาอยู่ร่วมกัน ความผูกพันจึงเกิดขึ้นทำให้หลานชายได้เรียนรู้คำว่า“ครอบครัวมีค่ามากกว่าเงิน”

แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ “หลานม่า”ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้รู้สึกประทับใจมาก ได้เห็นการถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชั่นมาอยู่ร่วมกัน ทำให้หวนคิดถึงช่วงเวลาของครอบครัว และเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา GDH ได้สนับสนุนการนำผู้สูงอายุจากศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี มาร่วมชมภาพยนตร์ “หลานม่า” ที่โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย พารากอน ซีนีเพล็กซ์ซึ่งทุกท่านที่ได้ร่วมรับชม ต่างก็รู้สึกประทับใจกับภาพยนตร์เรื่องหลานม่า และจะเห็นได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังช่วยกระตุ้น ให้คนไทยกลับมาให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุในครอบครัวมากขึ้น ส่งเสริมความรักความผูกพันของสถาบันครอบครัวและช่วยปรับความเข้าใจของคนต่างวัยให้อยู่ร่วมกันได้

นอกจากนี้ วราวุธ ศิลปอาชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รู้สึกชื่นชม GDHที่สร้างสรรค์ภาพยนต์ที่มีคุณค่าต่อสถาบันครอบครัว เรื่อง “หลานม่า”ขึ้นมา ให้เห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ ความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่นของสถาบันครอบครัวที่อยู่ร่วมกันของคนต่างวัย กระทรวงพม. จึงมอบโล่รางวัล “ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและครอบครัว” ในงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นให้ประชาชน เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุและสถาบันครอบครัว และเพื่อให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาครอบครัวให้มากขึ้น กระทรวง พม. ขอขอบคุณ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ และ บริษัทจีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ที่ได้ให้การสนับสนุนและความร่วมมือในครั้งนี้ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันส่งเสริมการตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของผู้สูงอายุเสริมสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว และการอยู่ร่วมกันของคนทุกช่วงวัยให้มีความสุขอย่างยั่งยืน

ส่วน อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการมูลนิธิเมเจอร์ แคร์เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. และ GDH ในการจัดกิจกรรมพาผู้สูงอายุดูหนังในครั้งนี้ตรงกับวัตถุประสงค์ของ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ที่ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้องๆ คนพิการ และผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสในสังคม ภายใต้แนวคิด “Care for Social” ที่ส่งมอบโอกาสและความอบอุ่นสู่ทุกหัวใจ ผ่านหลากหลาย กิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี หนึ่งในกิจกรรมหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นดีๆ ในการส่งกำลังใจมอบความสุข สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ นั่นคือกิจกรรม “เปิดโลกกว้าง สร้างรอยยิ้ม” ที่นำน้องๆคนพิการ และผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเข้าชมภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจต่อยอดในการพัฒนาศักยภาพในโรงภาพยนตร์ทุกสาขาของเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. ได้มอบโอกาสให้กับผู้สูงอายุและเครือข่ายของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ 12 แห่งทั่วประเทศ เข้าชมภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” ฟรี รวม 4,200 คนในโรงภาพยนตร์ของเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมมอบความสุขให้ผู้สูงอายุทุกท่านได้อร่อยกับ ป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มในขณะชมภาพยนตร์ด้วยระหว่างวันที่ 26-30 เมษายน 2567ที่ผ่านมา

‘ให้โลหิต ให้ชีวิต’ สานต่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ปลูกหัวใจแห่งการให้ที่ยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801977

‘ให้โลหิต ให้ชีวิต’ สานต่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ปลูกหัวใจแห่งการให้ที่ยั่งยืน

‘ให้โลหิต ให้ชีวิต’ สานต่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ปลูกหัวใจแห่งการให้ที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในวาระครบรอบ 20 ปี มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ร่วมกับ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เดินหน้าสานต่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ปลูกหัวใจแห่งการให้ที่ยั่งยืนจัดกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต” พร้อมเชิญชวนผู้บริหาร พนักงานกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์และชุมชนย่านรางน้ำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้ให้ด้วยการบริจาคโลหิต เพื่อส่งมอบให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ตลอดปี 2567

เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ คิง เพาเวอร์เมื่อปี 2547 และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เมื่อปี 2562 มูลนิธิฯ ได้ดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสานต่อคุณงามความดีตามเจตนารมณ์ในการเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทนของคุณวิชัยศรีวัฒนประภา อดีตประธานกรรมการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ ทั้งนี้ มูลนิธิฯได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต จึงได้จัดกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต”เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดหาโลหิตมอบให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย และในปี 2566 ที่ผ่านมาได้ส่งมอบโลหิตปริมาณ 422,200 ซีซีซึ่งจะสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้กว่า 3,102 คน

ในปี 2567 นี้ มูลนิธิฯ และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กำหนดจัดกิจกรรม“ให้โลหิต ให้ชีวิต” เมื่อวันที่ 5 เมษายน,8 กรกฎาคม, 7 ตุลาคม 2567 ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และคิง เพาเวอร์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในวันที่19 เมษายน, 16 กรกฎาคม, 18 ตุลาคม2567 ที่ คิง เพาเวอร์ ภูเก็ต นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริม สนับสนุนและสร้างโอกาสให้แก่ผู้คนในสังคมผ่านโครงการและกิจกรรมด้านการศึกษา และสาธารณสุข อาทิ โครงการมอบทุนการศึกษา ปี 2563-ปัจจุบัน มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษา จำนวน 55 คน,โครงการมอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิดปี 2562-ปัจจุบัน มอบตู้อบเด็กทารก จำนวน 80 เครื่อง ให้กับ 80 โรงพยาบาล รวม 71 จังหวัด เป็นต้น