TNN ช่อง 16 จัดสัมมนาใหญ่ ‘Thailand Confidence 2026: ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต’

TNN ช่อง 16 จัดสัมมนาใหญ่ 'Thailand Confidence 2026:  ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต'

TNN ช่อง 16 จัดสัมมนาใหญ่ ‘Thailand Confidence 2026: ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

สถานีโทรทัศน์ TNN ช่อง 16 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านข่าวคุณภาพอันดับหนึ่งที่ “ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง”จัดงานสัมมนาระดับชาติ “Thailand Confidence 2026: ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต” ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ โดยมี นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด เป็นประธานเปิดงานและกล่าวต้อนรับ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยย้ำว่า แม้ประเทศจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเดินหน้าต่ออย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “Quick Big Win” ที่ดำเนินการแล้วกว่า 99% ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2568 ให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 2% ขณะที่นโยบายที่ได้รับการอนุมัติแล้ว เช่น การแก้หนี้ครัวเรือน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการท่องเที่ยว ยังคงเดินหน้าต่อไปได้

งานนี้ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ Rebuilding Confidence, Rebuilding Thailand: เส้นทางสู่เศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนมุมมองจากหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ โดย นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้แม้ไม่ถดถอยแต่มีแนวโน้มชะลอตัว คาดเติบโต 2.1–2.2% ขณะที่การส่งออกแม้ปรับลดลงในบางช่วง แต่ภาพรวมยังเดินหน้าต่อได้ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ชี้ถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม และเร่งลงทุนด้าน Cloud Computing และ Big Data เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ร่วมด้วย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุว่า SME เผชิญปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Micro กว่า 90% ยังเข้าไม่ถึงมาตรการรัฐ แม้โครงการ คนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นระยะสั้นได้บ้าง แต่ยังต้องปรับปรุงเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ขณะที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมือง ทุนสีเทา และการขาดเสถียรภาพเชิงนโยบาย เป็นอุปสรรค

ต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน พร้อมเสนอให้เร่งยกระดับกฎหมายและทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

ช่วงบ่ายมีเวที “Women of Confidence : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยความเชื่อมั่นของผู้นำองค์กร” นำเสนอบทบาทผู้นำหญิงในภาคธุรกิจ ตั้งแต่อุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการผลิต ไปจนถึงค้าปลีกสมัยใหม่ โดยสะท้อนความสำคัญของนวัตกรรม เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันขององค์กรไทยในเวทีโลก นำโดย ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, นางสาวกัลยาณี คงสมจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) 

การจัดสัมมนา “Thailand Confidence 2026” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ยังสะท้อนบทบาทของ TNN ช่อง 16 ในการเป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืนทั้งนี้ สามารถรับชมคลิปสัมมนาย้อนหลังทางเว็บไซต์ http://www.tnnthailand.com และทาง Youtube ของ TNN ช่อง16

ทวงบัลลังก์แซ่บ! โย ยศวดี อวดหุ่นเซี๊ยะริมสระในวัย 46

ทวงบัลลังก์แซ่บ! โย ยศวดี อวดหุ่นเซี๊ยะริมสระในวัย 46

ทวงบัลลังก์แซ่บ! โย ยศวดี อวดหุ่นเซี๊ยะริมสระในวัย 46

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ สำหรับ “โย ยศวดี หัสดีวิจิตร” อดีตนักร้องและนางแบบชื่อดัง ที่ยังคงยืนหนึ่งเรื่องการดูแลตัวเอง แม้จะอายุ 46 ปีแล้ว แต่ความสวย ความฟิต และออร่ายังพุ่งไม่หยุด จนหลายคนยกให้เป็นตัวแม่ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์

ล่าสุดทำเอาโซเชียลร้อนระอุ เมื่อ โย ยศวดี โพสต์ภาพสุดสดใสผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะพักผ่อนริมสระว่ายน้ำ นอนอาบแดดในชุดทูพีช โชว์หุ่นเฟิร์ม เรียกได้ว่ายิ่งซูมยิ่งเห็นถึงความเป๊ะปัง ทำเอาแฟนๆ ต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

ขอบคุณภาพจาก : @yoyossavadee

‘ครูอู๋ เปรมจิตต์’ จากแดนซ์เซอร์ สู่ผู้ออกแบบทาเต้นให้นักร้องดังเกือบทั้งวงการ

‘ครูอู๋ เปรมจิตต์’ จากแดนซ์เซอร์ สู่ผู้ออกแบบทาเต้นให้นักร้องดังเกือบทั้งวงการ

‘ครูอู๋ เปรมจิตต์’ จากแดนซ์เซอร์ สู่ผู้ออกแบบทาเต้นให้นักร้องดังเกือบทั้งวงการ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

เมื่อ ‘ครูอู๋ เปรมจิตต์’มารายการ Club Friday Show จากแดนซ์เซอร์กลายมาเป็นผู้โด่งดังจากการออกแบบ “ท่าขาย” ให้นักร้องดังเกือบทั้งวงการ !? เปิดใจรับกับอีโก้สูงจนคนหมั่นไส้ นอกจากท่าขายจะฮอตแล้ว “ครูอู๋ เปรมจิตต์” ก็ฮอตไม่แพ้กัน!! จนพี่ๆในตึกตั้งฉายา เด็กน้อยในฝูงหมาป่า พร้อมเล่าประสบการณ์ความรักลับๆเคยมีนักร้องดังมาจีบ อยากได้คุณแม่ไม่ได้อยากได้ครูอู๋ คำพูดของลูกทำให้ “ครูอู๋” เพิ่งได้เรียนรู้ความเป็นแม่ที่อบอุ่นให้กับลูก และความรักสุดโรแมนติกคู่ชีวิตที่เป็นรักแรกและรักเดียว

เป็นคนออกแบบท่าเต้น ท่าขาย ท่าจำให้กับศิลปินเยอะเลย

ครูอู๋ เปรมจิตต์ ออกแบบให้กับศิลปินคนแรกคือ นัท มีเรีย อย่าทำ อย่าทำ,  สลัด..สะบัด ของน้องมอส ปฏิภาณ ส่วนพี่เบิร์ด Too Much So Much Very Much , คูณสาม ซูเปอร์แก๊งค์ L O V E

ตอนที่ยังเป็นแดนซ์เซอร์แล้วเริ่มมาเป็นครูอู๋ที่โด่งเราเริ่มรู้สึกไหมว่าเราเริ่มมีอีโก้เพิ่มขึ้นไหม

ครูอู๋ เปรมจิตต์ ปะทะกับคนเยอะไหม มีคนหมั่นไส้เยอะไหมในวงการต้องยอมรับว่าอยู่ในเบอร์ต้น

นอกจากท่าที่ครูอู๋สอนหรือทำท่าออกมาจะเป็นท่าที่ฮอตแล้วก็เป็นสาวฮอตมากในตึกแกรมมี่

ครูอู๋ เปรมจิตต์ เพราะว่าเป็นเด็กน้อยค่ะ อู๋ คิดว่าเป็นเด็กที่สุดในรุ่นและพี่ๆครีเอทีฟคงเข้าใจว่าเด็กน้อยน่าจะเดียงสา

ก็เลยให้ฉายาของตัวเองว่า

ครูอู๋ เปรมจิตต์ เด็กน้อยในฝูงหมาป่า

มีศิลปินมาจีบไหมเอ่ย

ครูอู๋ เปรมจิตต์ อันนั้นก็ต้องมีสิคะ คนนี้หล่อจังเลย คนนี้เท่เนอะ

เคยมีแอบชอบศิลปินไหม

ครูอู๋ เปรมจิตต์ : ……

ครูอู๋ เป็นคุณแม่ในแนวไหน

ครูอู๋ เปรมจิตต์ เป็นคุณแม่ที่เพิ่งเรียนรู้การเป็นคุณแม่ที่อบอุ่นมากกว่าเป็นคุณแม่ที่มีวินัยค่ะ คือสอนเขาแบบสอนคนทำงานการตรงเวลา หรือการมีระเบียบอยู่มาวันหนึ่งเขาบอกว่าเขาอยากได้คุณแม่ ไม่อยากได้ครูอู๋

ความรักของครูอู๋กับพี่กบ

ครูอู๋ เปรมจิตต์ พี่กบเป็นรักแรกค่ะ รักเดียว พี่กบอยู่แกรมมี่เป็นเมเนเจอร์เป็นผู้ชายผมยาวแล้วเขาดุมากๆ ดุจริงๆแต่เวลาพูดกับเรา “หนูค่ะ”

‘ศึกษิษฏ์’ซัด‘อนุทิน’โยกย้าย‘มหาดไทย’ไม่หยุด ตั้งข้อสังเกตโยง‘บ้านใหญ่’รับศึกเลือกตั้ง

‘ศึกษิษฏ์’ซัด‘อนุทิน’โยกย้าย‘มหาดไทย’ไม่หยุด ตั้งข้อสังเกตโยง‘บ้านใหญ่’รับศึกเลือกตั้ง

‘ศึกษิษฏ์’ซัด‘อนุทิน’โยกย้าย‘มหาดไทย’ไม่หยุด ตั้งข้อสังเกตโยง‘บ้านใหญ่’รับศึกเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

‘ศึกษิษฏ์’ซัด‘อนุทิน’โยกย้าย‘ขรก.มหาดไทย’ไม่หยุด ตั้งข้อสังเกตโยงเครือข่าย‘บ้านใหญ่’รับศึกเลือกตั้ง ตอก‘ธนาธร’หลังออกโรงป้อง‘เสี่ยหนู’ เหน็บ‘ภท.-ปชน.’ติดค้างสินน้ำใจกันอยู่หรือไม่

เมื่อเวลา 14.55 น. วันที่ 19 ธ.ค.68 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยว่า ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตัวเลขโยกย้ายข้าราชการล่าสุดคือ 395 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่มีที่สิ้นสุด คาดว่าคิวต่อไปจะเป็นหัวหน้าสำนักงานระดับจังหวัด ทั้งนี้ เรามีผู้ว่าทั้งหมด 76 จังหวัด 50 คนโดนโยกย้ายไปแล้ว ในส่วนของกรมทั้งหมด 6 กรม ย้ายไปแล้ว 5 กรม ปลัดจังหวัด 76 จังหวัด ย้ายไปแล้ว 40 คนแล้ว ขณะที่นายอำเภอมี 787 อำเภอ 200 คนโดนโยกย้ายไปแล้ว ซึ่งเป็นจำนวนที่น่าตกใจมาก เป็นสัดส่วนที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยบอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อนในระยะสั้นๆ แค่นี้

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า นอกจากตัวเลขที่น่าตกใจแล้ว สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือความใกล้ชิดกับเครือข่ายของบางจังหวัด สองปีที่นายอนุทินเป็น รมว.มหาดไทยสมัยรัฐบาลเพื่อไทย อธิบดีกรมการปกครองเป็นอดีตผู้ว่าบุรีรัมย์ทั้งสองคน ขณะที่กรมการปกครองมีความสำคัญกับการเลือกตั้งอย่างมาก สามารถควบคุมกลไกในพื้นที่ได้หมดโดยเฉพาะกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2.9 แสนคน และอาสาสมัครรักษาดินแดนอีก 2.7 หมื่นคน รวมแล้ว 3.1 แสนคน ในส่วนของอธิบดีกรมที่ดินซึ่งมีความสำคัญมากกับคดีเขากระโดง ก็เป็นลูกชายของอดีตผู้ว่าฯ บุรีรัมย์

ขณะที่ในส่วนของนายอำเภอตัวเลขโยกย้ายใกล้เคียงกับข่าวบ้านใหญ่ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างมาก เช่น จ.ชลบุรีมี 11 อำเภอ ย้ายไปแล้ว 6 อำเภอ จ.สุพรรณบุรีมี 10 อำเภอ ย้ายไป 4 อำเภอ จ.นครราชสีมา เขต 6 เขตเดียวย้ายไป 2 อำเภอ จ.นครปฐมเขต4 และเขต 6 มีการโยกย้ายนายอำเภออีก ซึ่งเปรียบเทียบสัดส่วนกับการเลือกตั้งเห็นได้ชัดเจน ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกัน การโยกย้ายมีรูปแบบทั้งจำนวน ที่มาที่ไปและแนวทางที่บังเอิญคล้ายคลึงกับที่บ้านบ้านใหญ่ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ใช่การโยกย้ายตามฤดูกาลแน่นอน

นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่านายอนุทินยังโชคดีและจริงอย่างที่นายอนุทินเคยพูดว่าถ้ามีฝ่ายค้ำอยู่ ขณะที่แกนนำพรรคประชาชนก็ออกมาพูดแก้ตัวให้เรียบร้อย ว่าการโยกย้ายข้าราชการแบบนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับการใช้กลไกข้าราชการไปช่วยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่แน่ใจว่าการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าพูดแบบนี้เป็นเพราะไม่รู้เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน หรือไร้ประสบการณ์ ทั้งที่ตัวแทนของพรรคประชาชนเองเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบราชการมาโดยตลอดหรือรัฐพันลึก เลยไม่แน่ใจว่าไร้ประสบการณ์หรืออะไรกันแน่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากยอมรับแล้วว่าถูกหลอกผิดสัญญา MOA ดังนั้นพูดไม่ได้ว่าเป็นการโทษเหยื่อหรืออะไร ซึ่งเกิดขึ้นจากการถูกหักหลังไปแล้ว และขอตั้งข้อสังเกตว่ามีสินน้ำใจติดค้างอะไรกันอยู่หรือเปล่าระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ไปตกลงอะไรกันไว้ตนก็ไม่แน่ใจเพราะมาดูท่าทางแล้วไม่ค่อยอยากจะตรวจสอบการทำงานรัฐบาลเท่าไหร่

“ในฐานะพรรคเพื่อไทยแม้ยุบสภาแล้ว เราจะยังตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลรักษาการอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด เพราะเราถือว่าเป็นผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในระยะยาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูด้วยว่าการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์พี่น้องประชาชนหรือไม่ หรือทำเพื่อผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่งเพื่อเตรียมการเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่มาถึงเร็วๆ นี้” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

ย้ำชัด!เขมรต้องหยุดยิงก่อน ‘สีหศักดิ์’ยัน’รูบิโอ’ไม่ได้กดดันไทย

ย้ำชัด!เขมรต้องหยุดยิงก่อน 'สีหศักดิ์'ยัน'รูบิโอ'ไม่ได้กดดันไทย

ย้ำชัด!เขมรต้องหยุดยิงก่อน ‘สีหศักดิ์’ยัน’รูบิโอ’ไม่ได้กดดันไทย

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

“สีหศักดิ์”ยัน”รูบิโอ”ไม่ได้กดดันไทย ยันหยุดยิงต้องเริ่มจากกัมพูชา

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่ นาย Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โทรศัพท์มาพูดคุย เกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ว่า ขณะนี้หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่าสถานการณ์ การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะบานปลายหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ดําเนินมาสักพักหนึ่งแล้ว ทางสหรัฐอเมริกาจึงอยากทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร มีโอกาสที่จะลดความรุนแรงได้อย่างไรบ้าง และมีความปรารถนาที่จะเข้ามาช่วย ซึ่งในส่วนของไทยก็ยืนยันว่าพร้อมในเรื่องของการลดความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันการหยุดยิง เป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาต้องเป็นผู้เสนอมาก่อน เพราะไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มเหตุการณ์ และหากกัมพูชาเริ่มมีความพร้อมที่จะเจรจาหยุดยิงก็ต้องแสดงให้เห็น โดยต้องมีการหยุดยิงก่อน เพื่อให้เห็นว่าพร้อมจริงๆ หลังจากนั้นก็ต้องมาคุยกัน ซึ่งย้ำว่าการหยุดยิงจะมาด้วยการประกาศเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมีการกําหนดมาตรการว่าจะหยุดยิงอย่างไร และมีการตรวจสอบอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทหารของทั้งสองฝ่ายน่าจะต้องพูดคุยกัน

“หนึ่ง เขาต้องยื่นเรื่องเสนอมาที่เรา ว่าต้องการจะเจรจาหยุดยิง สองเขาต้องทําการหยุดยิงก่อน ให้เรามั่นใจว่าเขามีความจริงใจ และจริงจังที่จะหยุดยิง เมื่อเราคิดว่าเขามีความจริงใจแล้ว เราก็ต้อง ให้ฝ่ายทหารของทั้งสองฝ่ายมานั่งพูดคุยกัน แล้วตกลงกันถึงมาตรการการหยุดยิงว่าคืออะไรบ้าง เริ่มเมื่อไหร่ จะมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไรบ้างว่าทุกคนปฏิบัติตามคํามั่นสัญญาการหยุดยิงไม่ได้มาด้วยการแสดงเจตนาอย่างเดียวหรือการประกาศ ต้องมาจากการพูดคุยลงในรายละเอียดว่าจะหยุดยิงอย่างไร จะหยุดยิงแบบไหน มีมาตรการที่จะเข้าไปควบคุมดูแลอย่างไรบ้าง”

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่โทรมาไม่ได้กดดันไทย เพียงแต่บอกว่า มีความเป็นห่วง และความจริงแล้วทางสหรัฐอเมริกาพูดน้อยมากโดยตนเป็นคนพูดส่วนใหญ่ เพราะทราบอยู่แล้วว่าทางสหรัฐอเมริกาต้องการพูดอะไร ไม่ต้องรอให้ขยายความ และดูแล้วทางรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอยากจะฟังจากไทย และไม่ได้อยากที่จะมาทําให้รู้สึกว่ากดดันไทย ซึ่งตนได้ย้ําชัดถึงท่าทีของไทย คือต้องการลดความรุนแรง แต่ไทยทําฝ่ายเดียวไม่ได้ และและการจะหยุดยิงนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชา ต้องเป็น ฝ่ายแสดงเจตจํานงมาที่ไทยโดยตรง ไม่ใช่ไป ติดต่อไปที่ฝ่ายที่สาม เพราะไทยเปิดประตูอยู่แล้วและเมื่อแสดงเจตนา พร้อมที่จะหยุดยิงและพูดคุยก็ควรต้องแสดงความจริงใจไปก่อนด้วยการหยุดยิง อย่างน้อยหนึ่งวันล่วงหน้า เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความจริงใจแล้วยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี จากนั้นให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคือฝ่ายทหารมาพูดคุยกัน ในรายละเอียด โดยกระทรวงการต่างประเทศ พูดได้เพียงในหลักการ และการ หยุดยิงจะเกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่มาจากการประกาศของประเทศที่สามแต่ต้องมาจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

นายสีหศักดิ์กล่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ บอกว่าดีใจที่ทราบ ถึงท่าทีของไทยเช่นนี้และตนยังบอกว่าจะมีโอกาสพูดคุยกันถึงประเด็นปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ในห้วงที่ไปประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ซึ่งก็หวังว่าจะมีข่าว แต่ไทยก็ควรจะต้องทราบ ว่าทางกัมพูชาพร้อมที่จะพูดคุยโดยต้องแจ้งโดยตรงมาที่ไทย จะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทางโทรศัพท์ก็ได้ ไม่ใช่แจ้งผ่านฝ่ายที่สาม

ส่วนกรณีที่ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนระบุคุยกับไทยแล้ว และทั้งสองฝ่ายแสดงความเต็มใจที่จะลดความตึงเครียด และบังคับใช้การหยุดยิง นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า ไทยยังไม่ได้รับปากเรื่องของการหยุดยิง เพียงแต่ยอมรับว่าพร้อมที่จะลดความรุนแรง และไม่อยากให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แต่การที่จะหยุดยิง ต้องมาจากการเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเมื่อเสนอแล้วต้องแสดงถึงความพร้อม หยุดยิง และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจว่าพร้อมจะหยุดยิงจริงๆ จากนั้นค่อยมาพูดจากันในรายละเอียดมีข้อตกลงกัน ว่าจะหยุดยิงอย่างไร เมื่อไหร่ แบบไหน และมีมาตรการตรวจสอบอย่างไร ซึ่งการหยุดยิงไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันที

ที่มา : สำนักข่าวไทย

‘สุริยะใส’ฉายภาพการทูตไม่เลือกข้าง บีบ‘อเมริกา-จีน’เคารพไทย‘รัฐที่ยืนได้ด้วยตัวเอง’

‘สุริยะใส’ฉายภาพการทูตไม่เลือกข้าง บีบ‘อเมริกา-จีน’เคารพไทย‘รัฐที่ยืนได้ด้วยตัวเอง’

‘สุริยะใส’ฉายภาพการทูตไม่เลือกข้าง บีบ‘อเมริกา-จีน’เคารพไทย‘รัฐที่ยืนได้ด้วยตัวเอง’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สุริยะใส’ฉายภาพการทูตไม่เลือกข้าง บีบ‘อเมริกา-จีน’เคารพไทย‘รัฐที่ยืนได้ด้วยตัวเอง’

19 ธันวาคม 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “การทูตไม่เลือกข้าง (สหรัฐฯ หรือจีน) แต่เลือกศักดิ์ศรีรัฐชาติ” ระบุว่า…

การทูตไม่เลือกข้าง (สหรัฐฯ หรือจีน) แต่เลือกศักดิ์ศรีรัฐชาติ

การที่ผู้นำไทยกล้ายืนแข็งกร้าวต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ คือ สัญญาณสำคัญว่า ประเทศไทยไม่ใช่รัฐบริวารของมหาอำนาจใดอีกต่อไป

เสียงชื่นชมที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากอารมณ์ชาตินิยมฉาบฉวย แต่มาจากการที่คนไทยเห็นผู้นำ “ยืนเป็น” ครั้งแรกในเวทีที่เคยมีแต่การก้มหัวตามโครงสร้างอำนาจโลก

เมื่อบทบาทสหรัฐฯ เงียบลง จีนจึงก้าวเข้ามาแทนในฐานะตัวกลาง   เริ่มจากส่งหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านความมั่นคงสาธารณะ มาเพื่อหามาตรการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ร่วมกับทางการไทย จากนั้นเตรียมส่งทูตพิเศษมาประสานพูดคุยเพื่อหาแนวทางการหยุดยิงและสร้างสันติภาพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะ “เปลี่ยนข้าง” ไปซบจีนหรือไม่

แต่คือ ไทยจะยืนให้มั่นพอหรือเปล่าว่า จีนก็ไม่ใช่เจ้าของเกม และไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคตความมั่นคงของเรา

ต้องพูดกันตรง ๆ “แข็งกับอเมริกาได้ ก็ต้องชัดกับจีนให้ได้เช่นกัน”

สุภาพได้ ร่วมมือได้ เปิดพื้นที่การทูตได้ แต่ห้ามอ่อนจนเผลอยกอธิปไตยขึ้นโต๊ะเจรจา การให้จีนเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ต่างจากการให้จีนเป็น “ผู้ตัดสิน” และเส้นนี้ห้ามข้ามเด็ดขาด

โลกวันนี้ไม่ใช่โลกขั้วเดียว ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เอนตามแรงของใคร การทูตที่ดีไม่ใช่การเอาใจมหาอำนาจ แต่คือการบอกมหาอำนาจทุกฝ่ายให้ชัดว่า ไทยตัดสินใจเอง และใครก็ไม่มีสิทธิ์สั่ง

บทเรียนสำคัญคือ ถ้าเราแข็งกับสหรัฐฯ ได้ เราต้องไม่หวั่นเกรงที่จะตั้งมาตรฐานเดียวกันกับจีนในเชิงหลักการ ไม่ใช่ความแข็งกร้าวแบบโวยวาย แต่เป็นความชัดเจนแบบรัฐที่รู้คุณค่าตัวเอง เพราะในโลกมหาอำนาจ ศักดิ์ศรีไม่เคยได้มาฟรี และอธิปไตยไม่เคยรักษาได้ด้วยความเกรงใจ

การทูตไม่เลือกข้าง แต่เลือกศักดิ์ศรีรัฐชาติ

ถ้าไทยยืนจุดนี้ได้จริง ไม่ว่าอเมริกาหรือจีนก็ต้องเคารพเราในฐานะ “รัฐที่ยืนได้ด้วยตัวเอง” ไม่ใช่หมากบนกระดานของใคร…

‘เอ๋ ปารีณา’เฮ! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่น’วีระ’ประธาน คปต.

'เอ๋ ปารีณา'เฮ! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่น'วีระ'ประธาน คปต.

‘เอ๋ ปารีณา’เฮ! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่น’วีระ’ประธาน คปต.

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

“เอ๋ ปารีณา”เฮ! ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดีหมิ่น”วีระ”ประธาน คปต.เป็นนักร้องรับจ้างคอยรับเงิน ศาลชี้จะต้องนำเนื้อหาอื่นมาพิจารณาประกอบด้วย

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ห้องพิจาณา 714 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.711/2567 ที่ นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 3 แสนบาท

โดยโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า โจทก์เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ทําหน้าที่ช่วยราชการต้านภัยคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 จนถึงปัจจุบัน การทํางานของโจทก์เพื่อประชาชนส่วนรวมอย่างแท้จริง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2565 จําเลยได้บังอาจกระทําความผิดต่อกฎหมายอาญา โดยโจทก์ พบเห็นเฟซบุ๊กของจําเลย ใช้ชื่อว่า ?ปารีณา ไกรคุปต์? โพสต์ข้อความตอนหนึ่ง ว่า ?เมื่อวีระตัดหน้าปารีณา ร้องฟาร์มหมู ปากท่อ บุกรุกป่า ก็ขอส่งกําลังใจนะคะ…? โดย จําเลยได้แชร์ภาพถ่ายและข่าวสารโจทก์ในเรื่องดังกล่าวว่า ?วีระ แจ้งความเอาผิด ฟาร์มสุกรของนักการเมืองในราชบุรีบุกรุกป่าสงวนฯ เดลินิวส์…? โดยไม่เคยได้รับอนุญาตจากโจทก์มาก่อน เพราะขณะนั้น จําเลยยังคงมีข้อพิพาทและสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ เมื่อโจทก์ดูโพสต์ข้อความต่างๆ ของบุคคลที่สามนั้น ปรากฏว่า มีโพสต์หนึ่ง ที่สอบถามจําเลยว่า ? ดีกันแล้ว คราวที่แล้วร้องตะโกนเรียก ไอ้… ใช่คนเดียวกัน ไหมครับคุณเอ๋…? จําเลยได้โพสต์ข้อความตอบกลับ ว่า ?…นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ….” อันเป็นความหมายที่เข้าใจได้ทั่วไปชัดแจ้งว่า จําเลยตั้งใจสื่อสารให้บุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สามทราบทั่วกันว่า โจทก์เป็นคนไม่ดีเป็นนักร้องรับจ้าง (ได้รับเงินในการไปร้องเรียนข้าราชการทุจริต) อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นความเท็จ ใส่ความโจทก์ ย่อมหมายถึงโจทก์รับเงินก่อนทํางาน รับเงินก่อนร้องเรียนข้าราชการคอรัปชั่น ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 3 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และโพสต์ข้อความขอโทษโจทก์ผ่านทางเฟซบุ๊กด้วย

ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟัองคดีไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

โดยวันนี้ น.ส.ปารีณา เดินทางมาศาลพร้อมด้วยบุตรชาย และทนายความ เพื่อฟังคำพิพากษาในช่วงบ่าย

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ? ความหมายตามพจนานุกรม ว่า นักร้องหมายถึงศิลปิน นักร้องที่ทำงานโดยรับค่าจ้าง เป็นอาชีพสุจริต ส่วนคำว่านักร้องรับจ้างทางการเมือง ผู้ที่สนใจทางการเมืองเท่านั้นถึงเข้าใจว่าหมายถึงผู้ที่ทำการร้องเรียนไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น คำว่านักร้องรับจ้างจึงไม่ใช่ข้อความที่จะทำให้เสื่อมเสียโดยตัวเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทเนื้อหาแวดล้อมอื่นเข้ามาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ ข้อความดังกล่าว จึงไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 , 328 และจำเลยไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3 แสนบาท ให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง ภายหลังจากฟังคำพิพากษา น.ส.ปารีณา เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

– 006

‘แคนดิเดตนายกฯภท.’ยังไม่ชัด! แต่ถ้าคัมแบ็ครัฐบาล’เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’ร่วม รบ.ต่อ

'แคนดิเดตนายกฯภท.'ยังไม่ชัด! แต่ถ้าคัมแบ็ครัฐบาล'เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์'ร่วม รบ.ต่อ

‘แคนดิเดตนายกฯภท.’ยังไม่ชัด! แต่ถ้าคัมแบ็ครัฐบาล’เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’ร่วม รบ.ต่อ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

“ภูมิใจไทย”นโยบายยังไม่สะเด็ดน้ำ แต่คนละครึ่งพลัสได้ไปต่อ แคนดิเดตนายกฯยังไม่ชัด แต่ถ้าคัมแบ็คเป็นรัฐบาล”เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์”ร่วม รบ.ต่อ ส่วนจะเปิดวันไหนเป็นเรื่องของพรรค ยังมีเวลา

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อกำหนดนโยบายในการเลือกตั้ง ว่า วันนี้ได้ถกแถลงเรื่องนโยบายหาเสียง โดยให้สมาชิกและผู้สมัคร สส.หารือและนำเสนอนโยบายต่างๆ อันไหนดีก็ให้สนับนสนุน อันไหนยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ก็ถอดถอนออกไป ถือเป็นการหารือขั้นต้นเพราะยังมีเวลา เมื่อสมบูรณ์แล้วจะประกาศนโยบายที่ชัดเจนออกมา ขอให้รอให้ออกจากเตาอบให้สวยๆ งามๆ กว่านี้ก่อน

เมื่อถามว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย จะสอดคล้องกับนโยบาย 4 ด้าน ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะเน้นเรื่องความมั่นคงของเศรษฐกิจ ชาติ สังคม ชีวิต และเทคโนโลยี เป็นธีมหลักนโยบายของพรรค และยังจะมีส่วนประกอบอื่นๆ ด้วย เมื่อถามว่า จะมีนโยบายยกเลิกเอ็มโอยู 43 – 44 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นส่วนประกอบ เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเป็นส่วนประกอบของนโยบาย ซึ่งอยู่ในเรื่องของความมั่นคงของเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้พูดคุยเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 คน หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ ต้องให้คนที่เราทาบทาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ไปพิจารณาปรึกษาหารือกันก่อน แต่ตอนนี้ทุกคนที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้วในรัฐบาลชุดนี้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่วมทำงานกันต่อไปในภาคส่วนที่ตัวเองมีความถนัด ขอย้ำว่าทุกคนจะอยู่ทำงานร่วมกัน ตอนนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นหนึ่งในแคนดิเดต อย่างสมัยก่อนคิดว่าหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตคนเดียวก็พอ แต่บริบททางการเมืองที่เกิดขึ้นมีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น บางพรรคก็ใช้หัวหน้าพรรคเสียหมดเลยก็จะเกิดปัญหาได้ ฉะนั้น เราเน้นที่คนทำงานและคนที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย คือเผื่อเหลือเผื่อขาดด้วย หัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็หนีไม่พ้นนายเอกนิติ ที่จะดูเรื่องการเงินการคลัง และนางศุภจี ที่จะดูเรื่องการค้า อุตสาหกรรม ส่วน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ก็จะดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช้การทูตสร้างความแข็งแกร่งกับประเทศในเวทีนานาชาติ

เมื่อถามว่า ถ้านางศุภจี ไม่ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล จะเชิญมาเป็นรัฐมนตรีอีกรอบหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบไปแล้ว เมื่อสักครู่ก็ตอบไปแล้ว เมื่อถามย้ำว่า หากนางศุภจี ไม่รับเป็นแคนดิเดตนายกฯ จะให้นายสีหศักดิ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ แทนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนตอบไปหมดแล้ว เรามีบุคลากรเหล่านี้ให้คณะทำงานของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน และถ้าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนกลับมาบริหารราชการหลังเลือกตั้ง ก็จะเห็นหน้าคนเหล่านี้อยู่ในรัฐบาล เมื่อถามว่า ระยะเวลาร่นมาแล้วจะเปิดตัวได้วันไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร บางอย่างก็เป็นเรื่องของพรรค

เมื่อถามถึงสนามเลือกตั้ง สส.สงขลา เขต 2 ที่พรรคภูมิใจไทย ส่ง นายศาสตรา ศรีปาน แชมป์เก่า แข่งกับ นายจุรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ที่เคยมีปัญหากับนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข แบบนี้จะแพ้ไม่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าว อุ้ยรักกันจะตาย และในพื้นที่หาดใหญ่ทุกคนมีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว และพื้นที่นี้ก็มีคนรับผิดชอบอยู่

‘นายกฯ’ลั่น‘เขมร’ต้องกลับเข้า 4 ข้อปฏิญญา เหน็บประเทศมหาอำนาจต้องกดดันฝ่ายละเมิด

‘นายกฯ’ลั่น‘เขมร’ต้องกลับเข้า 4 ข้อปฏิญญา เหน็บประเทศมหาอำนาจต้องกดดันฝ่ายละเมิด

‘นายกฯ’ลั่น‘เขมร’ต้องกลับเข้า 4 ข้อปฏิญญา เหน็บประเทศมหาอำนาจต้องกดดันฝ่ายละเมิด

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

‘นายกฯ’ลั่น‘เขมร’ต้องกลับเข้า 4 ข้อปฏิญญาให้ไทยไว้ใจ ไม่เป็นอันตราย ย้ำไม่เคยรุกรานก่อน ประเทศมหาอำนาจต้องกดดันฝ่ายละเมิด

เมื่อเวลา 13.25 น.วันที่ 19 ธ.ค.68 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว. ต่างประเทศ พูดคุยกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ว่า นายสีหศักดิ์ ที่ขณะนี้อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เขียนรายงานมา ซึ่งท่านได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เห็นว่ามีการนัดพูดคุยกับนายหวัง อี้ ซึ่งนายสีหศักดิ์บอกว่าจะจัดการแล้วรายงานให้ทราบ ทุกอย่างก็ยังเป็นไปในทางที่ดี เราก็ได้อธิบายเหตุผลของการดำเนินการที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

“และยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกราน ถ้าเกิดบอกว่าจะมีการหารือต้องมีการหยุดยิง ซึ่งต้องบอกฝ่ายกัมพูชาให้เป็นคนเริ่ม ให้มีการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม จนกว่าประเทศไทยเราจะรู้สึกว่าความเป็นอันตรายต่อประเทศมันหมดไป” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามมีกระเทศที่สามที่เป็นมหาอำนาจเข้ามากดดันหรือไม่ นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนว่ายุคนี้สมัยนี้ คำว่ากดดันคืออะไร ตนว่ากดดันคือคุณต้องไปทำอะไรผิดก่อน ทำอะไรที่ไม่เข้าท่าก่อน ทำอะไรแล้วทำให้คนอื่นเกิดความเดือดร้อนก่อน เอาเปรียบคนก่อน ถึงจะใช้ความกดดันกัน ไทยไม่ได้อยู่ในบริบทนี้เลย ความกดดันต้องไปอยู่กับประเทศผู้รุกราน ผู้ที่ไม่อยู่ในข้อตกลงที่ละเมิดสัญญาที่มีไว้ต่อกัน

นายกฯ กล่าวย้ำว่า อย่างที่เรียนผู้สื่อข่าวต้องช่วยย้ำ เรามีสัญญาอะไรกันไว้ 1.ถอนทหาร ถอนอาวุธ 2.ถอนทุ่นระเบิด 3 .ปราบปรามสแกมเมอร์ 4.จัดการบริหารเขตแดนบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ที่สู้รบกันอยู่ ทั้ง 4 ข้อ ประเทศไทยทำครบไหม ซึ่งก็ครบ ขณะนี้มีการตอบโต้กันอยู่ สู้รบกันอยู่ ทั้ง 4 ข้อ ประเทศไทยยังดำเนินการอยู่ อย่างเต็มที่ ยกเว้นข้อ1 ที่เราถอนทหารไม่ได้ เพราะเราถูกกลั่นแกล้ง ถูกโจมตี ถูกคุกคาม ที่เหลือก็ยังดำเนินการอยู่ตามปกติ

“ถ้าใครมาบอกให้เราว่าไทยแลนด์ต้องกลับไปสู่ปฏิญญา เราอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ให้กลับมา เรายังไม่ได้ออกจากตรงนั้นมาเลย ต้องให้กัมพูชากลับไปตามปฏิญญา แต่ตอนนี้จะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมา การถอนกำลัง ถอนอาวุธ ต้องให้เต็มที่เป็นที่พึงพอใจ และไว้วางใจของประเทศไทยว่าไม่เป็นอันตรายต่อประเทศ คนที่ละเมิดจะต้องแสดงท่าที เป็นผู้ถูกกำหนดมากหน่อย” นายอนุทิน กล่าว

ดีลจบซบ’เพื่อไทย’ ‘เทวัญ’หอบอดีต สส.ชพน.สมัครสมาชิกพรุ่งนี้

ดีลจบซบ'เพื่อไทย' 'เทวัญ'หอบอดีต สส.ชพน.สมัครสมาชิกพรุ่งนี้

ดีลจบซบ’เพื่อไทย’ ‘เทวัญ’หอบอดีต สส.ชพน.สมัครสมาชิกพรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

“เทวัญ”หอบอดีต สส.ชพน.ย้ายสังกัดไปเพื่อไทย หลังหารือ”จุลพันธ์”แล้วลงตัว เตรียมยื่นใบสมัครสมาชิกพรุ่งนี้ ขณะที่”จุลพันธ์-สุริยะ”เผย”เทวัญ”จ่อพาลูกพรรคย้ายซบ พท.เสริมแกร่งโคราช

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่มติกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนา เมื่อ 18 ธ.ค.เว้นวรรคการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในการเลือกตั้ง สส.ทั่วไป ปี 2569 ตนและอดีต สส.ของพรรค ได้รับเกียติจากพรรคเพื่อไทย (พท.) โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้หารือถึงการทำงานร่วมกัน เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า ทีมการเมืองของพรรคชาติพัฒนา ประกอบด้วย ตน นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา และ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา อดีต สส.ปราจีนบุรี จะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และลงเลือกตั้ง สส.ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เขต 1 – 3 และ จ.ปราจีนบุรี เขต 2 และเตรียมเข้ายื่นใบสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้

นายเทวัญ กล่าวด้วยว่า สำหรับการลงเลือกตั้ง สส.พื้นที่ จ.นครราชสีมา เขต 1 นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาส่งผู้สมัครกลุ่มชาติพัฒนาลง ส่วนตนนั้นอาจจะขอสมัคร สส.ในนามบัญชีรายชื่อ เพราะการเลือกตั้ง สส.ที่จะมาถึงจำเป็นต้องมีการวางแนวทำงานและการรณรงค์หาเสียงที่เข้มข้นมากกว่าเดิม

ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า วันนี้ผมได้พบและหารือกับ ท่านเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองภายหลังการยุบสภา และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การพูดคุยเป็นไปด้วยดี ภายใต้บริบทการเมืองที่มีการแข่งขันเข้มข้นและต้องการพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีความเห็นร่วมกันถึงแนวทางการทำงานในระยะต่อไป โดยจะมีการนัดหมายเพิ่มเติม เพื่อให้ทีมงานและบุคลากรของพรรคชาติพัฒนาที่มีความพร้อมสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพิจารณาการลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ทีมงานดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และในภาพรวมของประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติต่อไปครับ

ด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในเลือกตั้ง ว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครทั้ง 400 เขต เมื่อถามว่า จัดลำดับบัญชีรายชื่อได้มีการวางคนแล้วหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า เมื่อวานนี้มีการเรียงลำดับของบุคคล โดยดูจากบัญชีรายชื่อเดิม ว่าบุคคลเหล่านั้นได้เข้ามาช่วยพรรคหรือสภาฯ ดีแค่ไหน เพื่อดูว่าใครควรจะเข้าบัญชีแรก

เมื่อถามว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน จะอยู่ลำดับ 1 ถึง 3 ของบัญชีรายชื่อหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ตนคิดว่าตอนนี้กำลังดูว่าจะทำอย่างไรที่จะให้สื่อสารกับประชาชนดีที่สุด เมื่อถามว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย สนใจลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หรือไม่ หรือจะเป็นแค่แคนดิเดตนายกฯ อย่างเดียว นายสุริยะ กล่าวว่า กำลังดูว่ายุทธศาสตร์จะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า ส่วนตัวได้มีการคุยกันหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า วันนี้คงจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้เรียบร้อย

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา หรือไม่ หลังจากเมื่อวานนี้ประกาศจะไม่ส่งผู้สมัครลงในนามพรรคชาติพัฒนา นายสุริยะ กล่าวว่า เมื่อวานสรุปกันแล้วว่าจะมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ทั้ง 3 คน ในพื้นที่เขตที่ 1 , 2 และ 3 ของ จ.นครราชสีมา เมื่อถามถึงเขต จ.ปราจีนบุรี ของพรรคชาติพัฒนาจะมาร่วมงานด้วยหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้มา เพราะมีปัญหาเรื่องผู้หญิง โดนพรรคประชาชน (ปชน.) ไล่ออก เราจะไปรับก็ไม่เหมาะสม