‘จาตุรนต์’ซัด‘อนุทิน’ยุบสภาหนีซักฟอกปิดทางแก้ รธน.

‘จาตุรนต์’ซัด‘อนุทิน’ยุบสภาหนีซักฟอกปิดทางแก้ รธน.

‘จาตุรนต์’ซัด‘อนุทิน’ยุบสภาหนีซักฟอกปิดทางแก้ รธน.

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘จาตุรนต์’ซัด‘อนุทิน’ยุบสภาหนีซักฟอกปิดทางแก้ รธน. ชี้มติมหาชนเป็นต้นทุน-แรงผลักดันสำคัญให้กระบวนการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวภายหลังมีการยุบสภา ว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ประโยชน์ทางการเมืองหลายด้านจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา แต่เป้าหมายสำคัญที่เคยอ้างเป็นเหตุผลในการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม จนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตกไป 

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ก้าวต่อไปที่จำเป็นคือ การเร่งรณรงค์ให้ประชามติ คำถามที่ 1 ผ่านความเห็นชอบของประชาชน เพื่อให้มติมหาชนเป็นต้นทุนทางการเมืองและแรงกดดันผลักดันการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนเป็นเจ้าของกระบวนการ ไม่ใช่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของ สว.

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เดิมทีเกรงกันว่า หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีก็จะยุบสภา และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณากันอยู่ก็จะตกไป แต่การยุบสภาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งที่ฝ่ายค้าน พรรค พท.ยังไม่สรุปว่าจะยื่นญัตติ แต่เมื่อพรรค ภท.และพรรคร่วมรัฐบาลร่วมมือกับ สว.ส่วนใหญ่ ไม่ยอมทำตามกรรมาธิการเสียงข้างมากในประเด็นการไม่มีเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ในการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะมีการร่างกันในอนาคต ทุกฝ่ายก็เห็นชัดเจนแล้วว่า เมื่อยังคงเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ไว้เช่นนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะอำนาจตัดสินชี้ขาดสุดท้ายจะอยู่ที่สว.สีน้ำเงิน ไม่ใช่รัฐสภาหรือประชาชน

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า การยุบสภาและการที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป จึงกลายเป็นความล้มเหลวของความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ด้วยความคิดว่า พรรค ภท.น่าจะมีพลังในการโน้มน้าวสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ให้เห็นชอบกับการจัดทำธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ถึงเวลาจริงๆ พรรค ภท.ก็กลับไปจับมือกับ สว. และคงเงื่อนไขที่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากที่สุดเอาไว้

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า งานนี้พรรค ภท.ได้ไปหลายอย่าง ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการเป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย และการใช้งบประมาณเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งของตน อีกทั้งยังใช้โอกาสคลี่คลายเรื่องที่เป็นชนักปักหลังอยู่ ขณะที่การแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ ก็ได้คนที่มีประวัติเคยทำงานรับใช้ใกล้ชิดกับพวกตนเข้ามาดำรงตำแหน่งมากขึ้นเรื่อยๆ 

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อให้นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่เกิดขึ้น หนังซีรีส์เอพพิโซด (Episode) ว่าด้วย MOA จึงจบลงด้วยประการฉะนี้ แต่ในท่ามกลางความชุลมุนในวันประชุมรัฐสภาครั้งสุดท้าย ก็ยังดีที่พรรคการเมืองหลายพรรคยังตั้งหลักได้ และพรรค ภท. กับสว.จำนวนมากต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม มี 3 พรรคการเมืองและหนึ่งกลุ่มสว.ที่เสนอญัตติเพื่อให้รัฐสภามีมติร้องขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปมีมติให้จัดทำให้มีการออกเสียงประชามติต่อไป 

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า โดยที่ประชุมได้มีมติเกือบจะเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ส่งคำขอไปยัง ครม.เพื่อให้จัดให้มีการลงประชามติโดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้คงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง โดยจะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย การแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของคนไทยทุกคน ดังนั้น กระบวนการหลังจากนี้จะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ใช่ความผิดพลาดที่ค่อยมาขอโทษกันทีหลังได้ ต่อจากนี้ ทุกฝ่ายที่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ต้องไม่ปล่อยให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกฝังทั้งเป็น จนตายสนิทไปตลอดกาล วันนี้ต้องหยุดคิดแค่ว่าจะแก้ให้สำเร็จอย่างไร และต้องคิดให้ชัดยิ่งกว่านั้นว่า จะทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของกระบวนการได้จริงอย่างไร

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า เพราะนี่คือประเด็นยุทธศาสตร์ของรัฐธรรมนูญที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าไปต่อได้หรือถูกทำให้ล้มไปเลย ดังนั้นพรรคการเมือง นักการเมือง องค์กรภาคประชาชน และผู้รักประชาธิปไตยทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกันวางกระบวนการรณรงค์ให้แข็งแรง ตั้งแต่การเล่าเหตุผลให้จับต้องได้ เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายร่วมออกแบบ ไปจนถึงการสื่อสารแบบต่อเนื่องเพื่อให้การจัดทำประชามติในคำถามที่ว่า ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผ่านความเห็นชอบของประชาชนให้ได้

“สิ่งนี้จำเป็นอย่างมาก เพราะต้องยอมรับความจริงร่วมกันก่อนว่า ต่อให้เราผ่านประชามติคำถามที่ 1 ไปได้ ก็ยังไม่ใช่เส้นชัยแต่เป็นเพียงการเปิดประตูเท่านั้น หลังจากนั้นยังต้องกลับมาเดินเกมใหญ่ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ใหม่อีกครั้ง และในขั้นนั้น สว. 134 คนขึ้นไปก็ยังขวางได้ อยู่เหมือนเดิม แต่การผ่านประชามติจะมีความหมายอย่างมาก เพราะนั่นคือหลักฐานชัดๆ ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมติมหาชนนี้จะกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองและเป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อประชาชนชนส่วนใหญ่ตัดสินและเมื่อเราทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของกระบวนการได้จริง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่จำกัดอยู่ในแวดวงของพรรคการเมืองนักการเมืองและสว.เท่านั้น แต่จะเป็นวาระของประเทศที่ใครก็ทำให้ล้มง่ายๆ ไม่ได้” นายจาตุรนต์ กล่าว

‘สว.นพดล’เหน็บ‘ธนาธร’อวย‘พิธา’ผิดจังหวะ เผยอังคาร 16 ธ.ค.ขอมติเคาะยกเลิก MOU 44 หรือไม่

‘สว.นพดล’เหน็บ‘ธนาธร’อวย‘พิธา’ผิดจังหวะ เผยอังคาร 16 ธ.ค.ขอมติเคาะยกเลิก MOU 44 หรือไม่

‘สว.นพดล’เหน็บ‘ธนาธร’อวย‘พิธา’ผิดจังหวะ เผยอังคาร 16 ธ.ค.ขอมติเคาะยกเลิก MOU 44 หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.54 น.

‘สว.นพดล’ขอบคุณ‘ทรัมป์-อันวาร์’ปรารถนาดีเข้ามาช่วย แต่ควรให้‘2 ประเทศ’ตกลงกันเอง เหน็บ‘ธนาธร’อวย‘พิธา’ ควรสมัครสมานสามัคคีช่วยทหารดีกว่า เผยอังคารนี้เตรียมขอมติเคาะยกเลิก MOU 44 หรือไม่

14 ธันวาคม 2568 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงผลการศึกษา MOU 2544 ว่า ตอนนี้ศึกษาข้อมูลครบถ้วนแล้ว ได้พิจารณาข้อดีข้อเสียไประดับหนึ่ง โดยวันที่16 ธ.ค.นี้ จะมีการพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าน่าจะมีความสมบูรณ์อยู่แล้ว และตนจะขอมติที่ประชุมกมธ.ฯทันทีว่าควรที่จะคงอยู่ ยกเลิกหรือปรับปรุง MOU 2544 ซึ่งน่าจะได้ข้อยุติ เท่าที่ตนดูแนวโน้มแล้ว ทุกคนเห็นข้อบกพร่องของ MOU ฉบับนี้พอสมควร

“จนถึงวันนี้ MOU บังคับใช้เป็นเวลา 24 ปี ที่ผ่านมาปรากฏว่าไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย ประกอบกับข้อเสียอื่นๆแล้วเมื่อเทียบกับข้อดี ผมเห็นแนวโน้มว่าหลายท่านน่าจะไม่อยากให้ MOU อยู่ต่อไป ทั้งนี้ ต้องขอมติที่ประชุมเสียก่อนครับ” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตอนนี้ ตอนแรก เรามีแผนที่จะลงพื้นที่ภูมะเขือ แต่ก็ต้องเลื่อนไป จากที่ได้ไปลงพื้นที่ที่ผ่านมาจะเห็นว่ากัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทยมากพอสมควรในหลายจังหวัด มองว่าเป็นความชอบธรรมที่ทหารไทยต้องทวงคืนผืนแผ่นดินไทยกลับมา

“ผมไม่แปลกใจที่มีการสู้รบเกิดขึ้น เพราะเท่าที่ผ่านมามีการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด พูดง่ายๆ คือระดับเวทีโลกหรือในพื้นที่ชายแดน ที่ผ่านมาคือพูดอย่างทำอย่าง การที่จะเจรจาพูดคุยกับกัมพูชาในขณะนี้ ค่อนข้างลำบากเข้าใจฝ่ายทหารว่าในกลยุทธ์ของเขา ที่เขาจะต้องดำเนินการให้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้วันหลัง กัมพูชามีโอกาสรุกล้ำไทยอีก ผมก็เห็นด้วยที่ทหารเข้าไปดำเนินการ เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายไทย ไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการต่างๆเจรจามาโดยตลอด แต่ก็ยังรุกล้ำอยู่ดี ศักยภาพของทหารไทย น่าจะสามารถทวงคืนได้แน่นอนในอนาคตอันใกล้“ นายนพดล กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ระบุว่าหากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์จะไม่มาถึงจุดนี้ นายนพดล กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดูอนาคตต่อไปว่าสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่แน่ๆ ตอนนี้ประเทศไทย คนไทยทุกหมู่เหล่าคงต้องมาสมัครสมานสามัคคี ช่วยเหลือทหารไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่ากำลังใจหรือสิ่งของ รวมถึงเรื่องอื่น อย่างตนเป็นประธานศึกษา MOU เราก็พิจารณากันเพื่อดำเนินการให้เห็นว่าทางเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือชาติบ้านเมือง

นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องให้หยุดยิงว่า ทั้งสองท่านคงปรารถนาดี ที่อยากให้มีความสงบสุข แต่ต้องยอมรับว่าไทยเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งที่ปฏิบัติตามหลักสากลมาโดยตลอด คนที่ทำผิดกติกาคือกัมพูชา ตกลงอย่างหนึ่ง ไปทำอีกอย่างหนึ่ง ละเมิดมาโดยตลอด ดูใน MOU 2543 ก็ละเมิดมา 500-600 ครั้งแล้ว เท่าที่เราประท้วงไปจึงเป็นเรื่องของทั้ง 2 ประเทศ ไทยและกัมพูชา ที่ต้องไปแก้ไขด้วยทวิภาคี ประเทศที่ 3 ที่เข้ามา

“ก็ต้องขอบคุณทุกๆประเทศ ที่ปรารถนาดี แต่ถ้าจะแก้ปัญหายั่งยืนก็ต้องให้ทั้ง 2 ประเทศที่มีชายแดนติดกันตกลงกัน ก็ต้องใช้กติกาอะไรที่ทำให้เกิดความสงบ” นายนพดล กล่าว

รัฐบาลสั่งปิดเส้นทางเสี่ยงชายแดนไทย–กัมพูชา แนะ ปชช. เลี่ยงการเดินทางพื้นที่ปะทะ

รัฐบาลสั่งปิดเส้นทางเสี่ยงชายแดนไทย–กัมพูชา แนะ ปชช. เลี่ยงการเดินทางพื้นที่ปะทะ

รัฐบาลสั่งปิดเส้นทางเสี่ยงชายแดนไทย–กัมพูชา แนะ ปชช. เลี่ยงการเดินทางพื้นที่ปะทะ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

รัฐบาลติดตามเหตุปะทะชายแดนไทย–เขมรอย่างใกล้ชิด สั่งปิดเส้นทางเสี่ยงชายแดนไทย–กัมพูชา แนะ ปชช. เลี่ยงการเดินทางพื้นที่ปะทะ ย้ำความปลอดภัยของ ปชช. สำคัญสุด

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาล ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือ เดินหน้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน การอพยพกลุ่มเปราะบาง และการอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมในพื้นที่ศูนย์พักพิง

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายจังหวัดชายแดนรัฐบาล มอบหมายกระทรวงคมนาคมเร่งสนับสนุนภารกิจของจังหวัดและฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด ดังนี้

จังหวัดบุรีรัมย์ เกิดเหตุปะทะในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด บริเวณช่องสายตะกู ส่งผลให้มีการสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อำเภอบ้านกรวดและอำเภอละหานทราย พร้อมงดใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 224 (บ้านกรวด–ละหานทราย–พนมดงรัก) เพื่อความปลอดภัย สำนักงานขนส่งจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สนับสนุนรถจำนวน 10 คัน สำหรับอพยพประชาชนกลุ่มเปราะบางไปยังสถานพยาบาลและศูนย์พักพิง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในศูนย์พักพิงชั่วคราว และงดการเดินรถในพื้นที่เสี่ยงตามข้อสั่งการของจังหวัด

จังหวัดสุรินทร์ ยังคงมีสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้มีผู้อพยพเข้าศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 80,000 คน ใน 145 แห่ง โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์ได้จัดเจ้าหน้าที่และยานพาหนะลงพื้นที่ดูแลศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนภารกิจของจังหวัดและกรมการขนส่งทางบก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยและสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

จังหวัดตราด กรมทางหลวงรายงานเหตุลูกกระสุนตกบนทางหลวงหมายเลข 3 ตอนแม่น้ำตราด–หาดเล็ก ส่งผลให้ต้องปิดเส้นทางบางช่วงเป็นการชั่วคราว หน่วยงานด้านความมั่นคงได้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่ตัวเมืองตราด เพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน แขวงทางหลวงตราดได้ดำเนินการอพยพหมวดทางหลวงในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ หมวดทางหลวงแหลมกลัด ช้างทูน และด่านชุมพล มาปฏิบัติงานในพื้นที่ปลอดภัย ตามแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินของหน่วยงาน

รัฐบาลกำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รายงานความคืบหน้าแบบต่อเนื่อง ในส่วนของคมนาคม ได้ปรับแผนการเดินรถและการใช้เส้นทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง พร้อมสนับสนุนการอพยพประชาชนและการดำเนินงานของศูนย์พักพิงในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่  รัฐบาลพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

‘อนุทิน’เปิดคำแถลง’อันวาร์’ ชัดเจน!รัฐบาลไทยไม่มีแผน-ข้อตกลง’หยุดยิง’

'อนุทิน'เปิดคำแถลง'อันวาร์' ชัดเจน!รัฐบาลไทยไม่มีแผน-ข้อตกลง'หยุดยิง'

‘อนุทิน’เปิดคำแถลง’อันวาร์’ ชัดเจน!รัฐบาลไทยไม่มีแผน-ข้อตกลง’หยุดยิง’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ระบุว่า “Dear PM Anutin My statement #DID #NOT mention ceasefire I merely said – my suggestion to cease any provocations from 10 pm. I didn’t say that both parties have agreed.”

##################

The above statement was sent to me from Prime Minister Anwar Ibrahim yesterday. This clearly proves that there was no plan nor agreement by Thai Government to ceasefire with our enemy as of 10 pm last night. Thailand stands firm with our determination to preserve, protect and defend integrity of our land and our people at all cost.

“เรียน นายกรัฐมนตรี อนุทิน คำแถลงของผม #ไม่ได้ #กล่าวถึงการหยุดยิง ผมเพียงแต่กล่าวว่า – ผมเสนอให้ยุติการยั่วยุใดๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ผมไม่ได้บอกว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว”

##################

คำแถลงข้างต้นถูกส่งมาถึงผมจากนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เมื่อวานนี้ ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไทยไม่มีแผนหรือข้อตกลงใดๆ ที่จะหยุดยิงกับศัตรูของเราตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของเมื่อคืนนี้ ประเทศไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงในความมุ่งมั่นที่จะรักษา ปกป้อง และพิทักษ์บูรณภาพของแผ่นดินและประชาชนของเราอย่างสุดกำลัง”

‘ประเสริฐ’มั่นใจปชช.ตอบรับนโยบายเพื่อไทย 16 ธ.ค.เปิดแคนดิเดตนายกฯ

‘ประเสริฐ’มั่นใจปชช.ตอบรับนโยบายเพื่อไทย  16 ธ.ค.เปิดแคนดิเดตนายกฯ

‘ประเสริฐ’มั่นใจปชช.ตอบรับนโยบายเพื่อไทย 16 ธ.ค.เปิดแคนดิเดตนายกฯ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

‘ประเสริฐ’มั่นใจหากเปิดนโยบายแล้วได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน สัปดาห์หน้าปิดจ๊อบผู้สมัคร 400 เขต

14 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะมีการประกาศลำดับด้วยหรือไม่ ว่า ขณะนี้กำลังดูรูปแบบอยู่ อาจจะไม่มีการประกาศถึงขนาดนั้น เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกคนมีความสำคัญ แต่ขอให้รอวันที่ 16 ธ.ค. และในวันที่ 15 ธ.ค.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า นโยบายที่จะเปิดจะเป็นด้านใดบ้าง นายประเสริฐ กล่าวว่า จะเป็นในกรอบภาพรวม ต้องรอการประชุม กก.บห.พรรคซึ่งจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าหากเปิดมาแล้วจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน

เมื่อถามถึง ความพร้อมในการส่งตัวผู้สมัครทั้ง 400 เขตรวมถึงว่าที่ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ นายประเสริฐ กล่าวว่า พร้อม ภายในสัปดาห์หน้าน่าจะจบทั้ง 400 เขต

‘ธนกร’ย้อน‘ธนาธร’ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า‘พิธา’เป็น‘นายกฯ’บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ

‘ธนกร’ย้อน‘ธนาธร’ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า‘พิธา’เป็น‘นายกฯ’บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ

‘ธนกร’ย้อน‘ธนาธร’ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า‘พิธา’เป็น‘นายกฯ’บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

“ธนกร”ย้อน”ธนาธร”ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า”พิธา”เป็น”นายกฯ”บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ เย้ยถูกคนไทยตบหน้าแทนคำตอบไปแล้ว”ทหารมีไว้ทำไม” รวมถึงนโยบายลดขนาดกองทัพและกำลังพล แถมตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์ มั่นใจ”อนุทิน”จัดการเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่มาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้ ว่า ไม่น่าเชื่อว่านายธนาธรอายุยังน้อย แต่กลับหลงลืมได้ขนาดนี้ นายพิธาไม่ใช่หรือที่เป็นคนพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร” นโยบายที่จะลดขนาดกองทัพ และจำนวนกำลังพล 30 – 40% ก็เป็นนโยบายที่ออกมาจากพรรคของนายพิธาไม่ใช่หรือ และการเสนอให้ตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์หลายรายการนั้น ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่มาจากพรรคของนายพิธาทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง นายธนาธรควรจะบอกว่า ถ้านายพิธาได้เป็นนายกฯ วันนี้บ้านเมืองคงจะลุกเป็นไฟไปแล้วถึงจะถูก

“ผมยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในวันที่กัมพูชารุกรานเราในวันนี้ การมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปกองทัพ การลดงบประมาณของกองทัพ และลดกำลังพลทหาร เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าคุณพิธารักชาติแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ วันนี้คุณพิธาน่าจะถูกคนทั้งประเทศตบหน้าแทนคำตอบไปแล้วว่า ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ เพราะที่ผ่านมาได้แสดงให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า เด็ดขาดและจริงจัง ไม่มีอ่อนข้อให้กับใครก็ตามที่คิดจะรุกรานเรา” นายธนกร กล่าว

‘โฆษกรัฐบาล’ยันได้รับสัญญาณ USTR เจรจาการค้าต่อ ‘สหรัฐ’พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค

‘โฆษกรัฐบาล’ยันได้รับสัญญาณ USTR เจรจาการค้าต่อ ‘สหรัฐ’พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค

‘โฆษกรัฐบาล’ยันได้รับสัญญาณ USTR เจรจาการค้าต่อ ‘สหรัฐ’พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.24 น.

‘โฆษกรัฐบาล’ยืนยันได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อตามที่‘พาณิชย์’เผยว่า‘สหรัฐ’พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค ชี้ข้อเสนอไทยไม่ล้มเหลว ย้ำทุกการตัดสินใจยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

14 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการ เดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป

โฆษกรัฐบาลระบุว่า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ โดย การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ

โฆษกรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับ สภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า ควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

“จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ” นายสิริพงศ์ กล่าว

เช็กชื่อก๊วน‘เอกนัฏ’ เตรียมสมัครเข้า‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ‘บ้านใหญ่-ทีมกทม.’มากันครบ

เช็กชื่อก๊วน‘เอกนัฏ’ เตรียมสมัครเข้า‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ‘บ้านใหญ่-ทีมกทม.’มากันครบ

เช็กชื่อก๊วน‘เอกนัฏ’ เตรียมสมัครเข้า‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ‘บ้านใหญ่-ทีมกทม.’มากันครบ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

‘เอกนัฏ’เตรียมยกก๊วน‘อดีต รทสช.’สมัครเข้า‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ‘บ้านใหญ่ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-พิษณุโลก-แพร่-ทีมกทม.’มากันครบ

14 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00 น.วันที่ 15 ธ.ค.68 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เตรียมนำอดีต สส.และสมาชิกในกลุ่มสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกอบด้วย นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจ อดีต สส.ราชบุรี เขต 4 , นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ จะลงสมัคร สส. พิษณุโลก เขต 5 , นายพงษ์มนู ทองหนัก อดีต สส. พิษณุโลก เขต 3

ส่วนกลุ่มชุมพรของนายชุมพล จุลใส มีนายวิชัย สุดสวาส อดีต สส.ชุมพร เขต 1 , นายสุพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร เขต 3 และนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายก อบจ. ที่จะลงสมัครในเขต 2

ขณะที่กลุ่มสุราษฎร์ธานี มี 2 เขต มี น.ส.กานสินี โอภาสรังสรรค์ อดีต สส. สุราษฎร์ธานี เขต 1 และนายธานินทร์ นวลวัฒน์ อดีต สส.สุราษฎร์ธานี เขต 7

ส่วน จ.แพร่ มีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีต สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ชนกนันท์ ศุภศิริ ที่จะลงสมัคร สส.ในเขต 1 และนายชนาธิป ศุภศิริ จะลงสมัครในเขต 2

ด้านผู้สมัครโซนกทม.และปริมณฑล อาทิ นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ อดีต สส.กทม. น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ อดีต สส.สมุทรปราการ นายพงษ์พล ยอดเมืองเจริญ อดีตเลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม รวมถึงทีม กทม.และทีมสุดซอยของนายเอกนัฏด้วย

ประณามเขมร! ยิง BM-21 ตกพื้นที่พลเรือนดับ 1 รายที่ศรีสะเกษ ‘จงใจ’ไม่ใช่อุบัติเหตุ

ประณามเขมร! ยิง BM-21 ตกพื้นที่พลเรือนดับ 1 รายที่ศรีสะเกษ ‘จงใจ’ไม่ใช่อุบัติเหตุ

ประณามเขมร! ยิง BM-21 ตกพื้นที่พลเรือนดับ 1 รายที่ศรีสะเกษ ‘จงใจ’ไม่ใช่อุบัติเหตุ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ประณามกัมพูชา! โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต รัฐบาลชี้‘จงใจ’ไม่ใช่อุบัติเหตุ

14 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 11.50 น. ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่หมู่ 4 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีเหตุลูกระเบิดกระสุน BM-21 ระดมยิงลงพื้นที่บ้านหนองเม็ก หมู่ 4 ต.เสาธงชัย มีผู้เสียชีวิต 1 นาย คาดว่าถูกสะเก็ดระเบิด บริเวณหน้าโรงเรียนหนองเม็ก

พร้อมกันนี้ เหตุการณ์เดียวกันได้เกิด ไฟไหม้จากเหตุลูกระเบิด BM-21 ทำให้บ้านเรือนประชาชน 1 หลัง เสียหายทั้งหลัง และยังมีบ้านเรือนอีกหลายหลังถูกสะเก็ดระเบิด ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากอพยพออกนอกพื้นที่

“รัฐบาลขอประณามต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ขอยืนยันว่าพลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารใด ๆ และการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้หลักสากล และนี่เป็นความจงใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่ทางกัมพูชา มักจะอ้างอย่างแน่นอน” นายสิริพงศ์ กล่าว

ด้านกองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวด BM-21 โจมตีเข้าใส่พื้นที่ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางแหล่งชุมชนและโรงเรียน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 1 ราย (นายดร ปัจฉาพันธ์ อายุ 63 ปี) จากสะเก็ดระเบิด พร้อมส่งผลให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหาย 1 หลัง ส่วนรายละเอียดผู้บาดเจ็บกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาต่อเวทีประชาคมระหว่างประเทศ ที่ยังคงใช้อาวุธโจมตีใส่พื้นที่พลเรือนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารเป็นวันที่สอง เป็นเหตุให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างร้ายแรง

‘วราวุธ’นำทีมสส.ไหว้‘อนุสาวรีย์บรรหาร’ก่อนซบ‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ลั่นแค่ไป‘ท่องยุทธจักร’

‘วราวุธ’นำทีมสส.ไหว้‘อนุสาวรีย์บรรหาร’ก่อนซบ‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ลั่นแค่ไป‘ท่องยุทธจักร’

‘วราวุธ’นำทีมสส.ไหว้‘อนุสาวรีย์บรรหาร’ก่อนซบ‘ภท.’ 15 ธ.ค.นี้ ลั่นแค่ไป‘ท่องยุทธจักร’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

‘วราวุธ’พร้อม 5 อดีตสส.สุพรรณบุรี ไหว้‘อนุสาวรีย์นายบรรหาร ศิลปอาชา’นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนสมัครเข้า‘ภูมิใจไทย’ 15 ธ.ค.นี้ ขออภัย ลั่นไม่ได้ทิ้งคนสุพรรณฯไปไหน ย้ายพรรคเพื่อ‘ท่องยุทธจักร’ ทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ‘ประภัตร’ขอขมา ลาไปชั่วคราว

14 ธันวาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อมด้วย อดีตสส.สุพรรณบุรี ทุกเขตของพรรคชทพ. ได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายนพดล มาตรศรี นายเสมอกัน เที่ยงธรรม และนายประภัตร โพธสุธน รวมทั้งอดีตแกนนำพรรคชทพ. ได้แก่ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมใจกันนำพวงดอกไม้มาไหว้อนุสาวรีย์นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เอาฤกษ์เอาชัยในการลงสนามเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ หลังจากที่ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาแล้ว และจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยพร้อมกันในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เวลา 12.00 น. ในโอกาสนี้ นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายอรรถพล สุวรรณศร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ที่ทำงานร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนามายาวนาน ก็ได้มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

นายประภัตร ได้นำ อดีต สส.กล่าวกับรูปปั้นนายบรรหารว่า ตนผู้แทนสุพรรณบุรี คู่บุญบารมีกับนายบรรหารมาโดยตลอด 50 ปีวันนี้พวกเราสมาชิกพรรค ชทพ.ทุกคน ด้วยความเคารพ และด้วยความรักและจิตใจอยู่กับนายบรรหารมาตลอด วันนี้พวกตนซึ่งเป็นลูกหลานมาขอขมา สิ่งใดที่ตนทำไม่ถูกบ้าง ล่วงเกินนายบรรหารบ้าง ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ลูกหลานด้วย วันนี้พวกตนมาขอกล่าวเพื่อหยุดพรรค ชทพ.ชั่วคราว เพื่อไปทำหน้าที่ผู้แทนรัฐบาลให้ได้ เพื่อมาช่วยเหลือพี่น้องชาวสุพรรณบุรี ดังนั้น การที่ลูกหลานต้องขอหยุดพรรค ชทพ.เพื่อไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วยความตั้งใจจะมาช่วยพี่น้องสุพรรณบุรี เราพูดมาโดยตลอดว่าเมื่อเป็นผู้แทนแล้วก็ต้องขอให้อยู่ในพรรครัฐบาล ลูกหลานจึงพร้อมใจมาขอหยุดพรรคและขอลาไปชั่วคราวแล้วจะกลับมาพัฒนาเมืองสุพรรณบุรีตามเจตนารมณ์ของนายบรรหารและกลับมาพัฒนาพรรค ชทพ.ของเราทุกคนให้เจริญก้าวหน้าสืบต่อไป 

ด้านนายวราวุธ ให้สัมภาษณ์ว่า การทำงานของพวกเราในฐานะที่เป็นพรรคเล็กนับวันจะเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความลำบาก ตลอดระยะ 9 ปีกว่าที่ผ่านมา และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ด้วยจำนวน สส. 10 คน เราทำงานได้อย่างจำกัดมาก พื้นที่ในการทำงาน จำนวนรัฐมนตรีที่อยู่ในการดูแลของเราทำให้มีข้อจำกัดอย่างยิ่งในการทำงาน ดังนั้น วันนี้พวกเราทุกคนจึงตัดสินใจที่จะแสวงหา เดินทางไปฝึกฝีมือในยุทธจักร ไปสร้างความเข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถทำงานให้คนสุพรรณบุรีและคนไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง สมัยนายบรรหารมีอายุ 18 ปียังต้องจาก จ.สุพรรณบุรีไปเพื่อที่จะฝ่าฝันไปเติบใหญ่ใน กทม. ในวันนั้นหากนายบรรหารไม่จากสุพรรณบุรีไป วันนี้เราก็คงไม่มีนายกฯ ที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา นี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังทำอยู่ในขณะนี้ กำลังสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพในการทำงานให้ประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น บ้านของพวกเราคือ จ.สุพรรณบุรี ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด บ้านของเราคือ จ.สุพรรณบุรี และนี่คือปณิธานที่พวกเราได้ตั้งหวังไว้ในการที่จะเดินรอยตาม รอยเท้าของนายบรรหาร ที่จะกลับมาพัฒนาเมืองสุพรรณบุรีของพวกเรา

นายวราวุธ กล่าวว่า การมาขอวันนี้เพื่อมาขออนุญาตในการที่จะเดินทางบนอีกเส้นหนึ่ง แต่เป็นการสานต่อความฝันของนายบรรหารที่อยากจะเห็นสุพรรณบุรีรวมกันเป็นหนึ่งเดียว มีความสามัคคี และทำให้คุณภาพชีวิตคนสุพรรณบุรีดีขึ้น และที่สำคัญเราสามารถทำงานให้กับคนไทยทั้ง 64 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ขออภัยจริงๆ ที่วันนี้เราได้ออกเดินทางบนถนนอีกเส้นหนึ่ง ภายใต้การนำของพรรค ภท. เพราะหัวใจสำคัญของพวกเราคือ การเดินไปข้างหน้าของ จ.สุพรรณบุรี พัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาตั้งแต่นายบรรหารจากไป เราได้ สส.มา 10 คน แต่มีข้อจำกัดในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เราอยากทำงานให้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีและคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานร่วมกับพรรค ภท.จากนี้ไปจะทำให้ศักยภาพการดูแลพี่น้องชาวสุพรรณบุรีได้มากขึ้น ไม่ได้ทิ้งคนสุพรรณบุรีไปไหน” นายวราวุธ กล่าว