‘ชัยวุฒิ’จี้‘พรรคประชาชน’เลิกโฟกัสแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

‘ชัยวุฒิ’จี้‘พรรคประชาชน’เลิกโฟกัสแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

‘ชัยวุฒิ’จี้‘พรรคประชาชน’เลิกโฟกัสแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘ชัยวุฒิ’จี้‘พรรคประชาชน’เลิกโฟกัสแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ใช้เครือข่าย NGO สื่อสารกับ สหรัฐฯ ให้เข้าใจปมขัดแย้งไทย–กัมพูชา

14 ธ.ค.68 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนออกมาแถลงข่าวเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผู้นำพรรคทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ว่า ตนเองเห็นแล้วรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้ ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กำลังเผชิญกับความเดือดร้อนและความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา

นายชัยวุฒิ ระบุว่า ในเวลานี้ประชาชนเป็นห่วงเรื่องสงครามและความมั่นคงของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้พรรคประชาชน รวมถึงเครือข่าย NGO ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ออกมามีบทบาทในการช่วยสื่อสารและทำความเข้าใจกับสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาอาจยังไม่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด โดยย้ำว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจที่จะยุติความขัดแย้ง มีการบุกรุกอธิปไตยของประเทศไทย โจมตีทหารไทยก่อน และมีการวางทุ่นระเบิด จนทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

นายชัยวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่าพรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของไทย พร้อมเรียกร้องให้พรรคประชาชนแสดงบทบาทตามหน้าที่ เพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในสถานการณ์เช่นนี้

“วันนี้พี่น้องประชาชนเสียใจครับ ที่พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ ไม่ปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย” หัวหน้าพรรครักชาติกล่าว

‘นักวิชาการ’ขยี้‘ระบอบฮุน เซน’ต้นตอขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ ชม‘อนุทิน’เปิดหน้าชน‘มหาอำนาจ’

‘นักวิชาการ’ขยี้‘ระบอบฮุน เซน’ต้นตอขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ ชม‘อนุทิน’เปิดหน้าชน‘มหาอำนาจ’

‘นักวิชาการ’ขยี้‘ระบอบฮุน เซน’ต้นตอขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ ชม‘อนุทิน’เปิดหน้าชน‘มหาอำนาจ’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

‘นักวิชาการ’ขยี้‘ระบอบฮุน เซน’ต้นตอสารพัดขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ แนะ‘ทรัมป์’หากอยากสร้างสันติภาพจริง ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่มากดดัน-ชี้นำ ชม‘อนุทิน’เปิดหน้ากล้าชน‘มหาอำนาจ’

14 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นต่อ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และการเข้ามามีส่วนร่วมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า ประเด็นที่ประชาคมโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา คือ เรื่องการมีอยู่ของ ระบอบฮุนเซนซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาด้านความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหากับประเทศกัมพูชา หรือประชาชนกัมพูชา แต่มีปัญหากับระบอบการเมืองที่อาศัยระบบอุปถัมภ์ทุนผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน เพื่อสร้างและค้ำจุนอำนาจทางการเมือง กองทัพ และกองกำลังติดอาวุธรับจ้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ หากประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการมีบทบาทในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมุ่งไปที่โครงสร้างอำนาจของระบอบดังกล่าว ไม่ใช่การกดดันหรือชี้นำประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังปกป้องอธิปไตยของตนเอง เพราะกัมพูชาไม่ใช่ศัตรูของไทย แต่ระบอบฮุนเซนคือภัยคุกคามผ่านอาชญากรรมสแกมเมอร์ และการฟอกเงินในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.โอฬาร ยังกล่าวถึงการสื่อสารตอบโต้ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯว่า นายอนุทิน ได้สร้างความสนใจ และความประหลาดใจแก่ผู้นำในหลายประเทศ รวมถึงประชาชนไทยในวงกว้าง เนื่องจากไม่ได้เป็นเพียงการแสดงท่าทีทางการทูตตามกรอบแบบแผนเดิม หากแต่สะท้อนความกล้าหาญทางการเมืองและภาวะผู้นำในการเผชิญแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจ ด้วยการใช้ข้อมูลและเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ลักษณะการสื่อสารดังกล่าวพบได้ไม่บ่อยในหมู่ผู้นำของประเทศขนาดกลาง  ซึ่งโดยทั่วไปมักต้องดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศที่ถูกครอบงำด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมืองระหว่างประเทศ การแสดงจุดยืนของผู้นำไทยในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความมั่นใจในศักดิ์ศรีของรัฐชาติบนเวทีโลก

“แม้ถ้อยคำที่ใช้จะมีลักษณะแข็งกร้าว และอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่ในบริบทของภาวะวิกฤตด้านความมั่นคง การแสดงออกถึงความชัดเจนและความเด็ดขาดของผู้นำถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ผู้นำทางการเมืองไม่ได้มีบทบาทเพียงการบริหารประเทศ หากยังต้องทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ในการสะท้อนความรู้สึกร่วมของสังคม และยืนยันว่ารัฐบาลยืนอยู่ข้างประชาชนในยามที่ประเทศ เผชิญแรงกดดันจากอำนาจภายนอก” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

‘กต.’เปิดสมรภูมิโซเชียล ‘สถานทูตไทย’ 90 แห่งทั่วโลกโพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริง‘ชายแดนไทย-กัมพูชา’

‘กต.’เปิดสมรภูมิโซเชียล ‘สถานทูตไทย’ 90 แห่งทั่วโลกโพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริง‘ชายแดนไทย-กัมพูชา’

‘กต.’เปิดสมรภูมิโซเชียล ‘สถานทูตไทย’ 90 แห่งทั่วโลกโพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริง‘ชายแดนไทย-กัมพูชา’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

‘กระทรวงการต่างประเทศ’เปิดสมรภูมิโซเชียลมีเดีย‘สถานทูต’ 90 แห่งทั่วโลก โพสต์เอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงชายแดนไทย-กัมพูชาที่ถูกบิดเบือน ย้ำกัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ห้ามต่างชาติ-คนไทย เดินทางทางบก

14 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมการดูแลคนไทยที่ติดค้างในกัมพูชา ที่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทยโดยยังติดขัดอยู่ที่ปอยเปต เนื่องจาก ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เสนอแนะให้รัฐบาลกัมพูชาระงับการเดินทางทางบกของคนต่างชาติรวมถึงคนไทย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศชัดเจน

นางมาระตี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศให้ความร่วมมือและดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับคนต่างชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะคนกัมพูชาที่มีความชัดเจน ถึงแม้การเดินทางทางบกมีส่วนที่ติดขัดจากประกาศดังกล่าว ทางสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่พร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางออกทางอากาศ โดยจะออกเอกสารฉุกเฉิน เที่ยวบินวันละ 1,000 ที่นั่งจากเสียมราฐ

“ในส่วนของข้อมูลข่าวสารที่มีการบิดเบือน ทางสถานเอกอัครราชทูตทั่วโลกของไทยได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารที่ออกจากศูนย์แถลงข่าว ขึ้นเว็บไซต์เฟซบุ๊กสถานทูต 90 แห่งทั่วโลก เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนกับชาวต่างชาติและสื่อต่างประเทศ ถือเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งในโซเชียลมีเดียที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง” นางมาระตี กล่าว

ถอดจุดแข็ง‘นักต่อรอง’ 3 รูปแบบผสานกันในศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่หลงเล่ห์‘3 เฒ่า’

ถอดจุดแข็ง‘นักต่อรอง’ 3 รูปแบบผสานกันในศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่หลงเล่ห์‘3 เฒ่า’

ถอดจุดแข็ง‘นักต่อรอง’ 3 รูปแบบผสานกันในศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่หลงเล่ห์‘3 เฒ่า’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ถอดจุดแข็ง‘นักต่อรอง’ 3 รูปแบบผสานกันในศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่หลงเล่ห์‘3 เฒ่า’

14 ธันวาคม 2568 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า…

ไม่รู้สงครามจะจบเมื่อไหร่ จบยังไง แต่สิ่ง ที่ อจ. เห็นคือ มันสมอง ของนักต่อรองและนักเจรจา 3 รูปแบบมาผสานกัน

ท่านนายกอนุทิน ท่านศุภจี และ ท่านสีหศักดิ์ เท่าที่ติดตามมา มีความสามารถอยู่อย่างนึงที่เป็นแกน คือ นักคาดการณ์ นักวิเคราะห์ และ นักต่อรอง

อจ. มาแกะ ให้ฟัง

1. ท่านอนุทิน – นักชิงจังหวะการเมือง

คิดว่า ตอนนี้ หากติดตามการเมือง อจ ว่าทักษะนึงของท่านนะ จะชอบไม่ชอบไม่ว่ากัน คือ ทักษะการรู้จังหวะและเอาตัวรอด

หนึ่งในมุมการเจรจา ก็เห็นว่าเป็นคนที่คาดการณ์ มีการใช้ความได้เปรียบ ในการหลีก หรือ เปิดเกมส์ เรียกง่ายๆ เก๋าเกม [นายกคนอื่น มาอยู่จุดนี้ อจ นึกไม่ออก จะฉะ ฮุน ยังไง เพราะมันก็เก๋า เรียก มวยถูกคู่ละ]

จุดแข็งที่เด่นชัดคือ

– อ่านเกมเร็ว

– เดาใจคู่เจรจาแม่น

– พลิกพริ้ว

(ใครจะว่าเล่นละครอะไรก็แล้วแต่ แต่เท่าที่ดู ความสามารถนี้ มีจริง)

2. คุณศุภจี – นักยุทธศาสตร์เชิงข้อมูลและโครงสร้าง

อจ. ที่ดูมานะ ท่านศุภจี เป็น นักเจรจาที่ ใช้ข้อมูลและวางระบบ

ด้วยประสบการณ์ระดับโลก ทั้งในภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และเวทีนโยบาย

อจ ว่าการคิดวางแผนเชิงองค์รวม ท่านทำได้ดี

และการสื่อสารอันนี้ พูดด้วยข้อมูล ที่แน่น และรู้จริง เราจะได้เปรียบ

“ดีลที่ดี…ต้องอยู่ได้จริง ไม่ใช่แค่เซ็นสวยๆ ต่อหน้ากล้อง” มองยาว มองครบ

ความสามารถที่โดดเด่น

– เชื่อมโยงผลประโยชน์ให้เกิด win-win ตามสถานการณ์

– เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็น leverage สร้างข้อได้เปรียบจากการประเมิน

– เจรจาแบบไม่ทำลายใคร ตามหลักเกณฑ์ แต่ก็ไม่ยอมเสียของ เพราะทำธุรกิจขนาดใหญ่ มาก่อน

3. ท่านสีหศักดิ์ – นักการทูตผู้คร่ำหวอดที่อ่าน “ความเงียบ” ออก

ท่านอาจไม่พูดบ่อย ไม่โต้แย้งแรง

แต่ทุกครั้งที่ออกมาสื่อสาร…มีน้ำหนักแบบ “นั่งฟังแล้วต้องหยุดคิด” เออ หวะ คู่ต่อสู้ฟังแล้ว สะอึกไปหนึ่ง

เพราะนี่คือคนที่ เห็นสงครามมาหลายสนาม

และรู้ว่า รู้กลยุทธ์ การเมืองระหว่างประเทศดี

ดังนั้น แก่นการทำงานของท่านคือ

– หนึ่งในนักเจรจา เพราะคร่ำหวอดการฑูต

– สร้างความเชื่อมั่น รู้หลักสากล

– รักษาภาพลักษณ์ในระยะยาว รู้จักคนในภาคการฑูตมาก

มันสมอง ของ 3 นักวิเคราะห์ สถานการณ์ อจ ว่าน่าสนใจ น่าติดตาม

เก่งคนละแง่ ไม่เหมือนกัน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ

ไม่ตกหลุม ความเจ้าเลห์ ของ เฒ่าฮุนเซ็น ตาแก่ Trump และ อันวา ได้ง่าย

อ่านสถานการณ์ ปรับกลยุทธ์ ทันแน่ ๆ 

เรียกว่า ที่สุดของความ ไม่ธรรมดา มารวมกัน

ไง ก็ ขอเอาใจช่วยครับ พวกเรา คนไทย ต้องสมานน้ำใจกันผ่านวิกฤติ นี้ก่อน

– อจ สุรัตน์

อย่าไปสนคำ อีตา Trump มาก ใครอ่าน Art of the Deal ก็จะรู้ บีบ คลาย บีบ คลาย หาจุดสมดุล

‘หมอวรงค์’ย้อนรอยคำพูด‘พิธา’ โชคดีที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

‘หมอวรงค์’ย้อนรอยคำพูด‘พิธา’ โชคดีที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

‘หมอวรงค์’ย้อนรอยคำพูด‘พิธา’ โชคดีที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

‘หมอวรงค์’ย้อนรอยคำพูด‘พิธา’ โชคดีที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

14 ธันวาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

โชคดีที่พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ธนาธรพูด : ถ้าวันนั้นพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้สถานการณ์จะไม่มาถึงจุดนี้เด็ดขาด ผมเชื่อว่าถ้าพวกเราเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันนั้น เครื่องมือต่างๆ จะถูกมาใช้เพื่อยับยั้ง ไม่ให้สถานการณ์มาถึงจุดนี้ก่อน

เราลองมาย้อนฟัง พิธาพูดในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง : ประเทศที่มันอยู่ใกล้ๆกัน มันเคยทะเลาะกันมันไม่ทะเลาะกันแล้ว ทุกวันนี้ลดกองทัพได้ ลดกองทัพได้ บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพเสียด้วยซ้ำไป ถ้าผู้นำฉลาดพอ

พิธายังพูดอีกว่า : มันคือเรื่องกติกาสากล มันคือเรื่องระเบียบโลก ยิ่งประเทศเล็กๆอย่างพวกเรา ยิ่งต้องฉลาด สามารถทำให้ประหยัดงบกองทัพไปเยอะ….ทหารมีไว้ทำไม?

คุณจะไปรบกับใคร สมมุติมีคนมารุกรานคุณ ผมก็ไม่เชื่อว่าคุณจะรบชนะด้วย

พิธายังเคยพูดเช่นกันว่า : เดี๋ยวนี้เวลากองทัพเรือเขารบกัน เขาไม่ใช่เรือดำน้ำ เขาใช้เรือประมง คุณไปดูเวียตนามเขารบกับจีน

ผมคิดว่าถ้าหากนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ประเทศไทยของเรา น่าจะหนักกว่านายธนาธรคาดเดาคือ

วันนี้ไทยเราอาจต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮุนเซน หรืออาจจะเป็นเมืองขึ้นของเขมรไปแล้วก็ได้

โชคดีที่พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันนั้น

‘การเมืองไทย ปี68’แย่ลง! ‘สวนดุสิตโพล’เผยปชช.มองพรรคการเมืองมุ่งเล่นเกม-ทำเพื่อพวกพ้อง

‘การเมืองไทย ปี68’แย่ลง! ‘สวนดุสิตโพล’เผยปชช.มองพรรคการเมืองมุ่งเล่นเกม-ทำเพื่อพวกพ้อง

‘การเมืองไทย ปี68’แย่ลง! ‘สวนดุสิตโพล’เผยปชช.มองพรรคการเมืองมุ่งเล่นเกม-ทำเพื่อพวกพ้อง

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.46 น.

‘การเมืองไทย ปี68’แย่ลง! ‘สวนดุสิตโพล’เผยปชช.มองพรรคการเมืองมุ่งเล่นเกม-ทำเพื่อพวกพ้อง

14 ธันวาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การเมืองไทยในปี 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,194 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. โดยรวมประชาชนมองการเมืองไทยตลอดปี 2568 เทียบกับปี 2567 เป็นอย่างไร

อันดับ 1 แย่ลง 55.53%

อันดับ 2 เหมือนเดิม 30.40%

อันดับ 3 ดีขึ้น 14.07%

2. ตลอดปี 2568 เรื่องใดบ้างที่ทำให้ประชาชนรู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง

อันดับ 1 การจัดการภัยพิบัติไม่เป็นระบบ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว 67.59%

อันดับ 2 เศรษฐกิจไม่ฟื้น ค่าครองชีพสูง ปัญหาปากท้อง 66.58%

อันดับ 3 ความไม่โปร่งใส ปัญหาทุจริต สแกมเมอร์ 58.79%

อันดับ 4 สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา  58.04%

อันดับ 5 ความขัดแย้งทางการเมือง 56.53%

3. ประชาชนคิดอย่างไรต่อ “พรรคการเมืองไทย” ตลอดปี 2568

อันดับ 1 เน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประชาชน 59.05%

อันดับ 2 เล่นเกมการเมืองกันไปมา มีความขัดแย้ง 58.29%

อันดับ 3 บางพรรคดีขึ้น ตั้งใจทำงานตอบโจทย์ประชาชน 43.47%

อันดับ 4 ไม่มีพรรคการเมืองใดสร้างความเชื่อมั่นได้ 40.20%

อันดับ 5 เปิดเผยข้อมูล รับฟังเสียงประชาชนมากขึ้น 37.44%

4. จากการทำงานของพรรคฝ่ายรัฐบาลตลอดปี 2568 สิ่งใดมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

อันดับ 1 แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพได้จริง 56.28%

อันดับ 2 มีความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติต่าง ๆ  51.01%

อันดับ 3 การบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีผลงานเด่นชัด 47.74%

อันดับ 4 โปร่งใส ตรวจสอบได้ 46.98%

อันดับ 5 ดูแลความมั่นคงของประเทศได้ 45.73%

5. จากการทำงานของพรรคฝ่ายค้านตลอดปี 2568 สิ่งใดมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

อันดับ 1 ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา 64.07%

อันดับ 2 ทำงานและอภิปรายในสภาอย่างมีประสิทธิภาพ 52.35%

อันดับ 3 ยืนหยัดเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่เกรงกลัวอิทธิพล 50.59%

อันดับ 4 ผู้นำฝ่ายค้านน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดี 48.24%

อันดับ 5 สื่อสารกับประชาชนเข้าใจง่าย 42.96%

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การเมืองไทยในปี 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,194 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองภาพรวมการเมืองไทยตลอดปี 2568 แย่ลง ร้อยละ 55.53 โดยเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง คือ การจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ร้อยละ 67.59

เมื่อพิจารณาความเห็นต่อพรรคการเมืองไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าพรรคการเมืองยังเน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประชาชน ร้อยละ 59.05 จากการทำงานของพรรคฝ่ายรัฐบาลตลอดปี 2568 สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง   ร้อยละ 56.28 ส่วนของพรรคฝ่ายค้าน คือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ร้อยละ 64.07

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง โดยมีปัญหาการจัดการภัยพิบัติและเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งความกังวล ขณะที่ยังเห็นว่าพรรคการเมืองทำเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า และหากมีการเลือกตั้ง ปัจจัยชี้ขาดการตัดสินใจจะอยู่ที่ผลงานที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานของการบริหารประเทศ ทว่าตลอดปี 2568 ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นภาพไม่ชัด และอยากเห็นผลงานจริงมากกว่าการเล่นเกมการเมืองกันไปมา

ด้าน ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลของสวนดุสิตโพล ประชาชนมองการเมืองไทยตลอดปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 อับดับหนึ่งเห็นว่าแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประชาชนอาจมีความเบื่อหน่ายหรือไม่ชอบบรรยากาศการเมืองที่เป็นอยู่ จากเหตุอุทกภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในประเทศ โดยเฉพาะล่าสุดที่เกิดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่ ประชาชนจึงรู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองในเรื่องนี้มากที่สุด ต่อมาประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าพรรคการเมืองยังเน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าทำเพื่อประชาชนอันเป็นเครื่องเตือนใจว่าพรรคการเมืองควรหันมามองประชาชนให้มากขึ้น 

ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพให้ได้จริงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้พรรครัฐบาลทำมากที่สุด อันจะส่งผลต่อการเลือกตั้งเป็นเหตุให้นโยบายคนละครึ่งจึงค่อนข้างประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้การทำงานของพรรคฝ่ายค้านที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการให้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาซึ่งพรรคฝ่ายค้านน่าจะทำได้ดีเพราะถึงขั้นรัฐบาลต้องตัดสินใจยุบสภาในที่สุด

ขาที่หายไปของทหารไทย กับวาทะอุบัติเหตุของ‘ทรัมป์’ เมื่อมหามิตรไร้น้ำใจ

ขาที่หายไปของทหารไทย กับวาทะอุบัติเหตุของ‘ทรัมป์’ เมื่อมหามิตรไร้น้ำใจ

ขาที่หายไปของทหารไทย กับวาทะอุบัติเหตุของ‘ทรัมป์’ เมื่อมหามิตรไร้น้ำใจ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.29 น.

ขาที่หายไปของทหารไทย กับวาทะอุบัติเหตุของ‘ทรัมป์’ เมื่อมหามิตรไร้น้ำใจ

คำว่า “อุบัติเหตุ” อาจเป็นเพียงถ้อยคำหนึ่งในโพสต์ของผู้นำโลกแต่สำหรับทหารไทยที่เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ชายแดน คำคำเดียวกันนั้นหมายถึง ขาที่ขาด ชีวิตที่เปลี่ยน และครอบครัวที่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต

นี่คือเหตุผลที่ถ้อยคำของ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ไม่อาจถูกมองว่าเป็นเพียงคำอธิบายทั่วไปในบริบทการทูต

13 ธันวาคม 2568 ทรัมป์เปิดเผยผ่าน Truth Social ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารหลักของตนเองว่า ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยและ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

เนื้อหาโดยรวมกล่าวถึงสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่ถูกอธิบายว่าเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อและกำลังถูกคลี่คลายผ่านการเจรจาระหว่างผู้นำ

แต่ในโพสต์เดียวกันนั้นมีถ้อยคำที่ทำให้สังคมไทยต้องหยุดอ่านและย้อนกลับมาทบทวน

ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุระเบิดที่ทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายโดยระบุว่าเป็นเหตุที่ “เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ” หรือเป็น “อุบัติเหตุ” พร้อมยอมรับว่า ฝ่ายไทยได้ตอบโต้กลับอย่างหนักต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

คำว่า accident ในบริบทนี้ ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายเชิงภาษา แต่มันลดระดับเหตุการณ์จากการคุกคามทางทหาร ให้กลายเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีเจตนา

และเมื่อถ้อยคำนี้ออกมาจากปากผู้นำสหรัฐฯ น้ำหนักของความรับผิดชอบก็ถูกทำให้เลือนรางลงทันที

ปัญหาสำคัญคือ คำอธิบายดังกล่าว สวนทางกับข้อเท็จจริงภาคสนามของฝ่ายไทยโดยตรง

ข้อมูลจากฝ่ายทหารและหน่วยงานความมั่นคงของไทยยืนยันตรงกันว่าการสูญเสียของทหารไทยไม่ได้เกิดจากระเบิดหลงเหลือ หรือเหตุไม่ทราบที่มาแต่เกิดจาก การเหยียบทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ในพื้นที่ชายแดน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบร่องรอยชัดว่าเป็น ทุ่นระเบิดที่ถูกฝังใหม่ในหลายจุด ซึ่งทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่อาจอธิบายว่าเป็นอุบัติเหตุแบบโดดเดี่ยวได้

ผลที่ตามมาไม่ใช่บาดเจ็บเล็กน้อย ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2568 ทหารไทย สูญเสียขาแล้วอย่างน้อย 7 นาย

ตัวเลขนี้สะท้อนความต่อเนื่องของเหตุการณ์ ทั้งในแง่พื้นที่ ช่วงเวลา และรูปแบบการสูญเสียที่เกิดซ้ำ

16 กรกฎาคม 2568 พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน ขาขาด บาดเจ็บรวม 3 นาย  พื้นที่เนิน 481 ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี

23 กรกฎาคม 2568 จ่าสิบเอก พิชิตชัย บุญชูหล้า ขาขาด พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี

28 กรกฎาคม 2568 ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร ขาขาด พื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดในวันเดียวกับการมีข้อตกลงหยุดยิง

9 สิงหาคม 2568 จ่าสิบเอก ธานี พาหา ขาขาด บาดเจ็บรวม 3 นาย พื้นที่รอยต่อโดนเอาว์–กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ

12 สิงหาคม 2568 สิบเอก ธีรพล เพียขันที ขาขาด พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์

27 สิงหาคม 2568 พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง ขาขาด พื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

10 พฤศจิกายน 2568 จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ข้อเท้าขาดพร้อมทหารบาดเจ็บอีก 1 นาย คือ พลทหารวชิระ พันธนา พื้นที่ห้วยตามาเรีย

เมื่อพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คำว่า “อุบัติเหตุ” แทบไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เหตุที่เกิดซ้ำ พื้นที่ที่กระจาย และช่วงเวลาที่ยืดออกไปหลายเดือน ไม่ใช่ภาพของความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว

ผลที่ตามมาของถ้อยคำจากทำเนียบขาวจึงชัดเจน กัมพูชาหลุดออกจากภาพของผู้กระทำโดยอัตโนมัติ เหตุทุ่นระเบิดถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครตั้งใจ” ขณะที่สายตานานาชาติหันไปจับจ้องการตอบโต้ของฝ่ายไทยแทน ทั้งที่ความสูญเสียเริ่มต้นเกิดขึ้นกับทหารไทยตั้งแต่ต้น

ในเวทีระหว่างประเทศ ความได้เปรียบไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า คำอธิบายของใครถูกยอมรับมากกว่า

ขณะที่ในความเป็นจริง ขาที่หายไปทั้ง 7 ขา ไม่ใช่ตัวเลขในรายงาน แต่คือชีวิตของทหารที่ออกปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่ที่รัฐไทยยืนยันว่าเป็นอธิปไตยของตนเอง

และคือครอบครัวที่ต้องรับผลกระทบต่อไป โดยไม่มีถ้อยคำใดสามารถทดแทนความสูญเสียเหล่านั้นได้

เมื่อผู้นำประเทศมหาอำนาจเลือกเรียกสิ่งนี้ว่าอุบัติเหตุ ความไม่เป็นธรรมก็เกิดขึ้นในทันที และทิ้งคำถามไว้กับสังคมไทยว่าเหตุใดความจริงจากพื้นที่ชายแดน จึงเบากว่าคำอธิบายจากเวทีการเมืองโลก

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘นิพิฏฐ์’เสียดาย‘สส.พัทลุง’ทิ้ง‘ปชป.’ ย้อนอดีตเป็นผู้ตัดสายสะดือ วันนี้ยืนอย่างเดียวดาย

‘นิพิฏฐ์’เสียดาย‘สส.พัทลุง’ทิ้ง‘ปชป.’ ย้อนอดีตเป็นผู้ตัดสายสะดือ วันนี้ยืนอย่างเดียวดาย

‘นิพิฏฐ์’เสียดาย‘สส.พัทลุง’ทิ้ง‘ปชป.’ ย้อนอดีตเป็นผู้ตัดสายสะดือ วันนี้ยืนอย่างเดียวดาย

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.24 น.

‘นิพิฏฐ์’เสียดาย‘สส.พัทลุง’ทิ้ง‘ปชป.’ ย้อนอดีตเป็นผู้ตัดสายสะดือ วันนี้ยืนอย่างเดียวดาย  

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เสียดาย

ผมเป็นผู้ให้กำเนิด สส.พรรคประชาธิปัตย์ ใน จ.พัทลุง เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

ท่าน สส.สุพัชรี ธรรมเพชร, สส.นริศ ขำนุรักษ์ และ รวมถึง สส.ร่มธรรม ขำนุรักษ์ ก็ถือได้ว่าเป็นผลิตผลที่ผมสร้างมา

วันนี้ น้องๆได้ทิ้ง ประชาธิปัตย์ ไปหมดแล้ว สุพัชรี ไปอยู่พรรคกล้าธรรม น้องนริศ กับ ร่มธรรม สองพ่อลูก จูงมือกันไปอยู่ภูมิใจไทย

ผมช็อก และยังคิดอยู่ทุกวัน ว่า ทำไมในยามที่เราต้องจับมือกัน ทำไมน้องๆ จึงทิ้งพรรคไป

ผมไม่ว่าอะไรน้องๆ เพราะครั้งหนึ่ง ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนแนวทาง ผมและหลายคนเราก็เคยเดินออกจากพรรคไปเหมือนกัน

แต่ในวันที่ พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเหมือนเดิม หลายคนที่จากไป ก็กลับมาจับมือกันฟื้นพรรคประชาธิปัตย์

แต่น้องๆ ที่ผมกล่าวนาม กลับทิ้งประชาธิปัตย์ไป

เป็นผมเสียอีกที่วางมือการเมืองไปแล้ว ต้องหวนกลับมาช่วยพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง

ผมเป็นผู้ให้กำเนิดน้องๆ ผมรับน้องๆเข้ามาในพรรคประชาธิปัตย์ หากการที่น้องๆ จากไป ทำให้คนประชาธิปัตย์ปวดร้าว ผมจำต้องรับความผิดอันนั้นไว้

วันนี้ ผมต้องมายืนอย่างเดียวดาย  โต้กระแสพรรคกล้าธรรม และ พรรคภูมิใจไทย

ที่ทำเพราะ ผมต้องชดใช้หนี้บุญคุณพระแม่ธรณีบีบมวยผม

ผมจะสร้างเลือดเนื้อเชื้อไขพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาใหม่ 

ผมเชื่อในความสุจริตของผู้นำพรรค

แพ้หรือชนะ สุดที่จะหยั่งรู้แล้ว

เช็กเรตติ้ง‘การเมือง’ไตรมาส4 วันนี้ปชช.เชียร์‘พรรค’ไหน-หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

เช็กเรตติ้ง‘การเมือง’ไตรมาส4 วันนี้ปชช.เชียร์‘พรรค’ไหน-หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

เช็กเรตติ้ง‘การเมือง’ไตรมาส4 วันนี้ปชช.เชียร์‘พรรค’ไหน-หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.55 น.

เช็กเรตติ้ง‘การเมือง’ไตรมาส4 วันนี้ปชช.เชียร์‘พรรค’ไหน-หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

14 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

+ อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

+ อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

+ อันดับ 5 ร้อยละ 6.28 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 6 ร้อยละ 3.88 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

+ อันดับ 7 ร้อยละ 3.12 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

+ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

+ ร้อยละ 2.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) , ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) , นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) , นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) , นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) , พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) , ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) , นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคภูมิใจไทย) , นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) , นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

+ ร้อยละ 0.88 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่า เป็น พรรคประชาชน

+ อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่า เป็น พรรคประชาธิปัตย์

+ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่า เป็น พรรคเพื่อไทย

+ อันดับ 5 ร้อยละ 9.92 ระบุว่า เป็น พรรคภูมิใจไทย

+ อันดับ 6 ร้อยละ 2.76 ระบุว่า เป็น พรรคเศรษฐกิจ

+ อันดับ 7 ร้อยละ 2.32 ระบุว่า เป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

+ อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่า เป็น พรรคไทยสร้างไทย

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เป็น พรรคพลังประชารัฐ

+ ร้อยละ 1.36 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ , พรรคไทยภักดี , พรรคโอกาสใหม่ , พรรคเพื่อไทรวมพลัง , พรรคกล้าธรรม , พรรคไทยก้าวใหม่ , พรรคชาติพัฒนา , พรรคเสรีรวมไทย และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

+ ร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘เสธ.เบิร์ด’ลากไส้‘ตระกูลฮุน’ ก่อสงครามสร้างโปรไฟล์-สืบทอดอำนาจ พังทั้งพ่อลูก

‘เสธ.เบิร์ด’ลากไส้‘ตระกูลฮุน’ ก่อสงครามสร้างโปรไฟล์-สืบทอดอำนาจ พังทั้งพ่อลูก

‘เสธ.เบิร์ด’ลากไส้‘ตระกูลฮุน’ ก่อสงครามสร้างโปรไฟล์-สืบทอดอำนาจ พังทั้งพ่อลูก

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.21 น.

‘เสธ.เบิร์ด’ลากไส้‘ตระกูลฮุน’ ก่อสงครามสร้างโปรไฟล์-สืบทอดอำนาจ พังทั้งพ่อลูก  

14 ธันวาคม 2568 พล.ท.วันชนะ สวัสดี ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

(สงครามสร้างโปรไฟล์ แต่สุดท้ายพังทั้งพ่อลูก)

ในขณะที่ ปูติน และสี จิ้นผิง กวาดล้างคอร์รัปชันเพื่อเสริมความแกร่งให้ “รัฐ”

ฮุน เซน กวาดล้างคู่แข่งเพื่อเสริมความแกร่งให้ “ครอบครัว”

ความแตกต่างนี้เห็นได้ชัดที่สุดเมื่อเราดู “ปฏิบัติการทางทหาร” ครั้งสำคัญสองครั้งของเขา

1. สงครามสร้างโปรไฟล์ (เขาพระวิหาร, 2008–2011)

จำความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารได้ไหม?

ในเวลานั้น เมื่อมองย้อนกลับไป มันดูเหมือน “การฝึกงาน” เสียมากกว่า ในตอนนั้น ฮุน มาเนต ลูกชายคนโตของ ฮุน เซน เพิ่งจบการศึกษาจากเวสต์พอยต์ (West Point) เขามีปริญญา แต่ขาดประสบการณ์แบบ “นักรบในป่า” ที่บรรดานายพลรุ่นเก่าของกัมพูชาให้การยอมรับ

ฮุน เซน ใช้การปะทะตามแนวชายแดนนี้เป็นเวทีเปิดตัวลูกชายในฐานะ “ผู้ปกป้องชาติ” แม้จะพ่ายศึกทางทหารครั้งนั้น ดังนั้นการปะทะครั้งนั้นมันไม่ใช่เพื่อแย่งชิงดินแดนแต่มันคือการ “สร้างเรซูเม่” เพื่อปูทางให้ มาเนต ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทางทหาร เพื่อให้มั่นใจว่ากระบอกปืนจะยังคงอยู่ในมือของตระกูล ฮุน อย่างมั่นคง

2. สงครามเพื่อการสืบทอดอำนาจ (2023–ปัจจุบัน)

ในขณะที่ ปูติน กำลังทำสงครามเต็มรูปแบบเพื่อแย่งชิงดินแดนในยูเครน

“สงคราม” ล่าสุดของ ฮุน เซน คือปฏิบัติการยึดครองพื้นที่ภายในประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

การกวาดล้างทางการเมืองก่อนการถ่ายโอนอำนาจในปี 2023 คือปฏิบัติการทางทหารในคราบอื่น

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ

แต่เป็นเรื่องของ “ความมั่นคงทางอาชีพ”

เป้าหมายคือการเคลียร์กระดาน เพื่อให้ลูกชายของเขาสามารถสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้โดยไร้เสียงคัดค้าน

แต่ความพยายามนั้นช่างไร้ผลเมื่อปัจจุบัน มาเนต หายไปจากเกมส์การปะทะ เพราะพ่อที่พยายามสร้าง ได้แทรกเขาเข้ามาบัญชาการเอง เกมส์นี้ยิ่งตอกย้ำความไร้เดียงสาในการบริหารประเทศของ มาเนต และยิ่งตอกย้ำการปกป้องผลประโยชน์ของ ฮุน เซน ในช่วงท้ายของการปะทะ หรือจะเป็นวาระสุดท้ายของตระกูลฮุนกับการครองกัมพูชา

เรียกได้ว่า ช่วงท้ายการปะทะนี้เสียทั้งพ่อ ทั้งลูก และอำนาจ