โหดร้าย-ไร้มนุษยธรรม ‘เขมร’ป่าเถื่อน ยิงBM-21ใส่พื้นที่พลเรือน

โหดร้าย-ไร้มนุษยธรรม ‘เขมร’ป่าเถอน ยิงBM-21ใส่พื้นที่พลเรือน

โหดร้าย-ไร้มนุษยธรรม ‘เขมร’ป่าเถอน ยิงBM-21ใส่พื้นที่พลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โหดร้าย-ไร้มนุษยธรรม ‘เขมร’ป่าเถื่อน ยิงBM-21ใส่พื้นที่พลเรือน ชาวกันทรลักษ์เจ็บ4ราย รบ.ไทยประณามรุนแรง

ทหารกัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 พื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ถล่มบ้านเรือนที่กันทรลักษ์ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ 4 ราย รัฐบาลไทยประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา ที่มุ่งเป้าโจมตีปี่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง ยันจะใช้ทุกกลไกเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 มีรายงานสถานการณ์เหตุการปะทะและโจมตีพื้นที่พลเรือนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00น. เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force รายงานว่า ทหารกัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 โจมตีบ้านเรือนชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เบื้องต้น มีรายงานว่า ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลางจำนวนหลายราย

เขมรยิงBM-21ปชช.เจ็บสาหัส4ราย

ต่อมา กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2ว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน บริเวณด้านหน้าบังเกอร์หลบภัย หมู่ที่ 1 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนซึ่งได้ยินเสียงแจ้งเตือนและกำลังวิ่งเข้าหลบภัยในบังเกอร์หลบภัย ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด มีอาการสาหัส 2 ราย ได้แก่ 1. นายแก้ว กินนรา แขนขวาหัก 2. นายรำไพ สุวรรณศิลป์ ได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะและมีเลือดออกในสมอง

กองทัพบกได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองและสาธารณสุขในพื้นที่ เร่งนำผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายคมสัน ศรีอ้วน โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณหลังคอ และ นายเสรี ปัถอินทรี มีอาการบวมที่ศรีษะ เนื่องจากโดนสะเก็ดระเบิด ได้เร่งนำส่ง รพ.ศรีรัตนะ

ทบ.ประณามเขมรยิงBM-21ใส่พลเรือน

กองทัพบก ขอประณามการกระทำของกำลังทหารกัมพูชาอย่างรุนแรง ต่อเวทีประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานชัดเจนถึงการใช้อาวุธโจมตีใส่พื้นที่พลเรือนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชา ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์

รบ.ไทยประณามโหดร้ายไร้มนุษยธรรม

ขณะที่ ทางศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้เผยแพร่เอกสารข่าวรัฐบาลไทยประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ยิงจรวด BM-21 มุ่งเป้าที่ประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์ ความว่ารัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของ ฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย บริเวณด้านหน้า บังเกอร์หลบภัย หมู่ที่ 1 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งส่งผลให้ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะ ทรัพย์สินเสียหายและก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อ ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

ละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง

การโจมตีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะหลักการคุ้มครองพลเรือน (Principle of Civilian Protection) และหลักการจำแนก เป้าหมายทางทหารและพลเรือน (Principle of Distinction) ซึ่งเป็นพันธกรณีที่รัฐทุกประเทศต้องยึดถือ ประเทศไทย ขอยืนยันว่าพลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารใดๆและการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้ ไม่อาจยอมรับได้ ภายใต้ หลักสากลรัฐบาลไทยเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 1. ยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนโดยทันที 2. เคารพพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม 3. แสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์

ยืนยันจะปกป้องชีวิตความปลอดภัย

ประเทศไทยขอยืนยันว่าจะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการดำเนินการภายใต้กรอบที่เหมาะสม เพื่อปกป้องชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชนไทย พร้อมทั้งขอเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้ร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และยืนหยัดปกป้องหลักมนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด

กต.เร่งประสานช่วยคนไทยถูกกักตัว

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา22.20น.วันที่ 12ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีการช่วยเหลือคนไทยที่ติดค้างอยู่ในปอยเปต ประเทศกัมพูชา ว่า เราก็ประสานผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย ให้ช่วยพูดคุยกับทางฝั่งกัมพูชา และฝ่ายทหารมาเลเซียก็ช่วยพูดคุยกับฝ่ายทหารของกัมพูชา เมื่อถามว่า ครอบครัวของผู้ติดค้าง กังวลว่าจะไม่ได้กลับมา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องแยกระหว่างความขัดแย้งเหตุการณ์ และการสู้รบกับเรื่องของคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือพลเรือน ซึ่งจะต้องแยกออกมา เพราะเป็นเรื่องของมนุษยธรรม เพราะคนกัมพูชาที่อยากจะกลับประเทศไป

ตอกย้ำเป็นพลเรือนไม่ใช่ทหาร

“เราก็พร้อมจะเปิดชายแดนเพื่อให้เขากลับไป ซึ่งเราก็หวังว่าฝ่ายกัมพูชา ก็จะเปิดชายแดนให้คนไทยที่อยากจะกลับได้กลับมา เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เขาไม่ใช่ทหาร เขาเป็นพลเรือน”นายสีหศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการปล่อยตัวออกมา รัฐบาลไทยจะมีมาตรการใดหรือจะมีการประท้วงอย่างไรหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เราก็คงขอให้เขาทำต่อไป จนกระทั่งเราไม่มีทางเลือกอื่น และก็ต้องดู แต่เราก็จะใช้วิธีการพูดคุย ทั้งทางตรง และผ่านช่องทางต่างๆ เพราะเป็นเรื่องของคนไทย เป็นเรื่องของมนุษยธรรม และเรื่องความปลอดภัยของพลเรือน

เผยเขมรเบี้ยวปล่อยคนไทยกลับ

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงว่ามีประเด็นที่มีความห่วงใยมากๆคือ มีคนไทยที่ติดอยู่ที่ด่านปอยเปตและอยากกลับเข้ามาฝั่งไทยด้วยความไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเรื่องนี้ในส่วนของไทยเราให้ชาวกัมพูชาที่อยากกลับไปเดินทางกลับไปหมดแล้ว เราไม่มีปัญหาแต่ตอนนี้ปัญหาคือกัมพูชาไม่ยอมให้คนไทยกลับมาทั้งที่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งที่ประสบอยู่ขณะนี้แต่เป็นเรื่องมนุษยธรรม

“และที่น่าเสียใจคือเดิมทีเราคุยกันแล้วว่าการเปิดด่านในช่วงบ่ายวันนี้ (13ธ.ค.)ตั้งแต่เวลา13.00น.ถึง16.00น.ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชากลับขอเลื่อนไปก่อนและในโพสต์ของทางนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้มีการกล่าวว่าระงับการเดินทางทั้งหมดในการข้ามเขตแดนซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนในแง่ที่ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยธรรมภายใต้กติการะหว่างประเทศทั้งหลาย โดยเฉพาะกติกากฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายหลักสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”รมว.ต่างประเทศ ระบุ

‘KPIโพล’ชี้ชัด ปชช.เปลี่ยนใจเลือกพรรคอื่น ถ้าแคนดิเดตนายกฯไม่เข้าตา

‘KPIโพล’ชี้ชัด ปชช.เปลี่ยนใจเลือกพรรคอื่น ถ้าแคนดิเดตนายกฯไม่เข้าตา

‘KPIโพล’ชี้ชัด ปชช.เปลี่ยนใจเลือกพรรคอื่น ถ้าแคนดิเดตนายกฯไม่เข้าตา

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘KPIโพล’ชี้ชัด ปชช.เปลี่ยนใจเลือกพรรคอื่น ถ้าแคนดิเดตนายกฯไม่เข้าตา

สถาบันพระปกเกล้า เผย “KPIโพล” พบประชาชนมองการเมืองไทยกำลังแย่ลง ชี้ชื่อแคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน พร้อมเปลี่ยนใจ หากพรรคที่ชอบส่งคนไม่เข้าตาเป็นแคนดิเดตนายกฯ อยากได้นายกฯแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องได้จริง-มีความซื่อตรง-ฟังเสียงประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนเรื่อง“เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งใหม่”ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.–10 ธ.ค.2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,016 ตัวอย่าง โดยมีผลสำรวจพบว่าประชาชนมอง ร้อยละ 45.7 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยกำลังแย่ลง ร้อยละ 41.5 ระบุว่าเหมือน ๆ เดิม ร้อยละ 9.3 ระบุว่า กำลังดีขึ้น และร้อยละ 3.5 ไม่มีความคิดเห็น ต่อประเด็นดังกล่าว สะท้อนบรรยากาศความไม่พอใจ และความรู้สึกว่า ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้

ส่วนคำถามเรื่องคุณสมบัติสำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 36.2 ระบุว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง ร้อยละ17.8 ระบุ มีความซื่อตรง ร้อยละ 9.2 ระบุต้องรับฟังเสียงประชาชน ร้อยละ9 ระบุต้องมีวิสัยทัศน์ ร้อยละ 8.5 ระบุ ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ร้อยละ 7.6 ระบุ แก้ปัญหาระดับประเทศได้ดี ร้อยละ 5.9 ระบุ คิดไว ตัดสินใจรวดเร็ว ร้อยละ 4.2 ระบุ มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน และ ร้อยละ 1.6 ระบุต้องสื่อสารชัดเจน แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมากกว่าคำอธิบายทางการเมือง

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่อยากให้นายกฯ คนใหม่ดำเนินการ ร้อยละ 19.4 ระบุ ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 16.7 ระบุ แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ร้อยละ 16.4 ระบุ ลดค่าครองชีพ ร้อยละ 13.1 ระบุ แก้ไขปัญหาชายแดน ภาคใต้-กัมพูชา ร้อยละ 11.7 ระบุ ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ ร้อยละ 9.9 ระบุ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/อาชญากรรมออนไลน์ ร้อยละ 5.7 ระบุ แก้ไขปัญหายาเสพติด/ความปลอดภัยในสังคม ร้อยละ 2.5 ระบุ ปฏิรูประบบสุขภาพ ร้อยละ 1.9 ระบุ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และ ร้อยละ 2.7 ระบุ ไม่มีความเห็น สะท้อนมุมมองว่าคอร์รัปชันคือรากของปัญหาปากท้อง และเป็นจุดเปราะบางของการเมืองแบบอุปถัมภ์

ผลสำรวจยังพบว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าตัวบุคคล กลับมามีความหมายสูง เมื่อถามถึงการประกาศชื่อแคนดิเดตนายกล่วงหน้า มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.9 ระบุ ค่อนข้างมีผล ร้อยละ 29.8 ระบุ มีผลอย่างมาก ร้อยละ 20.4 ระบุ ไม่มีอิทธิพล ร้อยละ 7.6 ระบุ ไม่มีผลเลย ร้อยละ 3.3 ระบุ ไม่มีความคิดเห็น ซึ่งสะท้อน ชื่อแคนดิเดต ไม่ใช่สัญลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยเชิงพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ส่วนหากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯที่ท่านไม่ชอบ จะเปลี่ยนใจเลือกพรรคอื่นหรือไม่ พบว่าร้อยละ 41.6 ระบุอาจจะเปลี่ยน ร้อยละ 25.2 ระบุไม่น่าจะเปลี่ยนใจ ร้อยละ 17.6 ระบุ เปลี่ยนแน่นอน ร้อยละ 8.7 ระบุ ไม่เปลี่ยนแน่นอน และร้อยละ 6.9 ระบุ ไม่มีความคิดเห็น สะท้อนการเมืองไทยไม่ใช่แค่เรื่องพรรคอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องคุณภาพ และความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร

เมื่อถามว่าอยากฟังใครดีเบตมากที่สุด พบว่า ร้อยละ 16.2 ระบุ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน ร้อยละ 15.7 ระบุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 14.2 ระบุ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนร้อยละ 10.9 ระบุว่า ไม่มีความคิดเห็น ร้อยละ 10.8 ระบุว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 6.9 ระบุ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 6.1 ระบุ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 6 ระบุ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 5.5 ระบุ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 4.5 ระบุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 2.2 ระบุว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ และร้อยละ 0.9 ระบุ บุคคลอื่น เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นต้น

วันกาบัตรส่อวุ่น กกต.แจงแนวทางจัดเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุจำเป็นเลื่อนได้30วัน

วันกาบัตรส่อวุ่น กกต.แจงแนวทางจัดเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุจำเป็นเลื่อนได้30วัน

วันกาบัตรส่อวุ่น กกต.แจงแนวทางจัดเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุจำเป็นเลื่อนได้30วัน

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันกาบัตรส่อวุ่น กกต.แจงแนวทางจัดเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุจำเป็นเลื่อนได้30วัน

เลขาฯกกต.แจง แนวทางจัดการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร อาจยกเว้นได้ “กรณีมีเหตุจำเป็น-มีประกาศกฎอัยการศึก” ด้าน “จุลพันธ์” ย้ำ “เพื่อไทย” พร้อมเลือกตั้ง 2569 นานแล้ว ส่งผู้สมัครครบ 400 เขต แน่นอน เตรียมเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ-นโยบาย 16 ธันวาคมนี้ “สรวงศ์” ชี้เหตุชายแดนไม่กระทบจัดเลือกตั้ง ห่วงปล่อยรบ.รักษาการยืดเยื้อเสียมากกว่าได้ ส่วน 2สส.ชื่อดัง ‘ลูกเกด-โตโต้’ ประกาศไม่ไปต่อ หลังยุบสภา ส่งไม้ต่อให้ผู้สมัครคนใหม่ ปชน.สกัด’ธิษะณา’ไม่ผ่านด่าน ส.ส. เจ้าตัวเคารพในการตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งโพสต์ชี้แจงเรื่องการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรว่า ทำไมต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร หากจัดให้มีเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วราชอาณาจักรจะยังผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะคือเสียเปล่า ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายตั้งแต่แรก เสียหาย สูญเปล่า ทั้งในแง่ผลการเลือกตั้ง เสียเวลาของผู้เกี่ยวข้อง เสียงบประมาณของหลวง เงินทอง ทรัพย์สินของเอกชน ผู้สมัคร พรรคการเมืองและเสียโอกาสในการพัฒนาประทศ เป็นต้น

นายแสวง กล่าวอีกว่า กรณีมีเหตุจำเป็นจะมีแนวทางในการทำให้เลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วนอกราชอาณาจักรได้อย่างไร แนวทางแรกคือเลือกตั้งตามวันเลือกตั้ง วันเดิมที่กกต.กำหนดใว้ตาม มาตรา103ของรัฐธรรมนูญกล่าว คือ เลือกตั้งภาย 60วัน หลังมีการยุบสภาคือไม่เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป หรือไม่กำหนดวันเลือกตั้งใหม่โดยหลักการนำผู้มีสิทธิไปหาหน่วยเป็น การบริหารในสถานการณ์พิเศษ หรือพื้นที่พิเศษ และเลือกตั้งตามวันที่กำหนดขึ้นใหม่ ตามมาตรา 104 กรณีมีเหตุจำเป็น แต่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน30วันนับแต่เหตุจำเป็นนั้นสิ้นสุดลง และประกาศกฎอัยการศึก มีผลกับการเลือกตั้งหรือไม่ จากภัยที่อาจเกิดจากภายในหรือภายนอกประเทศก็ได้ จะประกาศครอบคลุมทั่วราชอาณาจักรหรือบางพื้นที่ก็ได้ ประกาศกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตาม มาตรา 104ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าแต่ละฉบับมีสาระสำคัญอย่างไร กระทบต่อการจัดให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ทุกกฎอัยการศึก จะเป็นเหตุจำเป็น ตามมาตรา 104 เมื่อพิจารณาว่าเป็นเหตุตามมาตรา 104 จึงมาพิจารณาตามแนวทางตามข้อ 2 ข้างต้น อนึ่งไม่ว่าจะเหตุจำเป็นหรือไม่ เมื่ออายุสภาสิ้นสุดลง กกต.ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทุกครั้ง ตามมาตรา 102 หรือ มาตรา 103ก่อน จึงจะไปใช้มาตรา 104ได้

‘เพื่อไทย’พร้อมเลือกตั้งนานแล้ว

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ประกาศยุบสภา ว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมนานแล้ว ยืนยันว่า เราส่งผู้สมัครครบ 400 เขตแน่นอน ตอนนี้ได้คัดเลือกผู้สมัครเกิน 300 เขตแล้ว และแต่ละคนก็เดินอยู่ในพื้นที่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือ

เปิด3แคนดิเดตนายกฯ-นโยบาย16ธ.ค.

และในวันที่ 16 ธ.ค. นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คน รวมถึงจะเปิดนโยบายลอตแรกสำหรับการเลือกตั้งด้วย

เมื่อถามว่า มองคู่แข่งในการเลือกตั้งที่อยู่ในอำนาจรัฐอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราเคยเห็นกลไกการใช้อำนาจรัฐในการเลือกตั้งมาหลายครั้ง พรรคเพื่อไทย อยู่ฝ่ายตรงข้ามมาตลอด เราไม่ห่วงในเรื่องนี้ เรายังเชื่อมั่นในประชาชนจะเป็นหลังพิงให้กับเรา

พท.ห่วงปล่อยรบ.รักษาการยืดเยื้อ

นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังมีการปะทะกัน จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ว่าเป็นที่กังวลอยู่แต่จากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งก็ยังมีเวลาอยู่พอสมควรตนมั่นใจว่าตอนนั้นสถานการณ์น่าจะสงบแล้ว และทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกอย่างมีกฎหมายรองรับหมด ส่วน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ น่าจะมีข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นอยู่ แต่หากถึงวันเลือกตั้งแล้ว ยังมีสถานการณ์อยู่ มองว่าการปล่อยให้รัฐบาลรักษาการยืดเยื้อ แต่ไม่มีรัฐบาลจริงเข้ามาบริหารประเทศ จะเสียมากกว่าได้

พร้อมส่งผู้สมัครครบ400เขต

เมื่อถามว่า หากปล่อยให้รัฐบาลรักษาการยืดเยื้อ จะส่งผลอย่างไรบ้าง นายสรวงศ์ กล่าวว่า มีผลอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลรักษาการมีกรอบในการทำงาน การใช้งบประมาณต้องผ่าน กกต. ให้รัฐบาลตัวจริงมาบริหารน่าจะราบรื่นมากกว่า เมื่อถามถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย ในการส่งผู้สมัคร สส.ครบ 400 เขต นายสรวงศ์ กล่าวว่า พร้อมอยู่แล้ว เพราะเราเป็นพรรคการเมืองใหญ่

‘ลูกเกด ชลธิชา’ประกาศไม่ไปต่อ

น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณประชาชนที่มอบความไว้วางใจ หลังทำหน้าที่มาได้ 2 ปี เชื่อพรรคประชาชนสานต่อกฎหมายค้างสภาหลังการเลือกตั้ง

“ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนจากใจจริง ที่มอบความไว้วางใจให้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดิฉันได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร แม้จะเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีกว่า ปัญหาของพี่น้องประชาชนหลายเรื่องได้รับการแก้ไขแล้ว หลายเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก หลายเรื่องอยู่ในระหว่างการดำเนินการแก้ไขของหน่วยงาน และหลายเรื่องที่ยังค้างคา ที่ต้องได้รับการสานต่อ และวันนี้ ดิฉันได้ตัดสินใจส่งไม้ต่อในการดูแลพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวปทุมธานีให้กับท่านอื่น ซึ่งจะเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.แทนดิฉันในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อทำงาน ดูแลรับใช้ทุกท่าน และร่วมขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนประเทศต่อไป” ปรากฏว่า ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมาคอมเมนต์แสดงความติดเห็นต่อโพสต์ของเธอเป็นจำนวนมาก

‘โตโต้ ปิยรัฐ’ไม่ไปต่อ ส่งไม้ต่อรคนใหม่

ก่อนหน้าที่ ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีต ส.ส.พรรคประชาชนโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัววานนี้ (12ธ.ค.)ปรากฎว่า โตโต้ ปิยรัฐ จงเทพ อดีต ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาชน โพสต์อำลาหน้าที่หลังยุบสภามีผล โดยตลอด 2 ปี 6 เดือนทำงานอย่างเต็มที่ไม่เคยขาดประชุมสภาแม้วันเดียว รักษาเกียรติที่ประชาชนมอบให้และส่งไม้ต่อให้กับคนใหม่รับใช้พี่น้องประชาชนในศึกเลือกตั้ง2569

“บัดนี้ถึงเวลาที่ผมต้องบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ถึงเวลาของผมแล้วที่ต้องไปทำหน้าที่ในบทบาทอื่นตามที่พรรคเห็นสมควร และผมขอส่งไม้ต่อสำหรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตพระโขนงและบางนา (เขตเลือกตั้งที่ 23) คนใหม่ ที่จะสมัครใจพร้อมมารับใช้พี่น้องต่อจากผม ผมหวังว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากทุกคนอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับผม และพรรคของเรา ผมมั่นใจว่าผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อ เขาผู้นี้จะมากด้วยความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ไม่ด้อยไปกว่าผม อีกทั้งในเรื่องอุดมการณ์ก็เชื่อมั่นได้ว่าหนักแน่นไม่แพ้กัน”

‘ธิษะณา’ไม่ผ่านด่านส.ส.ปชน.

ด้าน น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาชน ทวีตข้อความผ่าน X ของ tisanachoonhav2 ของ ระบุว่า” กราบเรียนพี่น้องประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุด ดิฉันไม่ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคประชาชนจากการพิจารณาของ คณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการคัดสรรผู้สมัครเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการตัดสินใจภายในพรรค ซึ่งดิฉันเคารพในการตัดสินใจดังกล่าว “

สั่งกองทัพลุยต่อ-ยังไม่ถึงเวลาเจรจา ‘อนุทิน’สวน‘ทรัมป์’ ยํ้าไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ

สั่งกองทัพลุยต่อ-ยังไม่ถึงเวลาเจรจา ‘อนุทิน’สวน‘ทรัมป์’ ยํ้าไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ

สั่งกองทัพลุยต่อ-ยังไม่ถึงเวลาเจรจา ‘อนุทิน’สวน‘ทรัมป์’ ยํ้าไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สั่งกองทัพลุยต่อ-ยังไม่ถึงเวลาเจรจา ‘อนุทิน’สวน‘ทรัมป์’ ยํ้าไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ‘อันวาร์’เหิมสั่งไทยหยุดยิง ‘หนู’ซัดไม่ใช่เรื่องผู้นำปท.อื่น

“นายกฯ”เผยผลคุย “ทรัมป์” อยากให้ไทย-เขมรหยุดยิง แสดงว่าคุยเขมรมาก่อนถึงเข้าใจไทยผิด ยันไทยถูกกระทำไม่ได้เป็นฝ่ายรุกราน ผู้นำสหรัฐฯ ต้องไปบอกเขมรให้หยุดยิงก่อน ย้ำไม่ขอต่อล้อต่อเถียง เมินทรัมป์โพสต์ ถามไทยต้องฟังใครหรือไม่ “กี่ขา กี่ศพแล้ว” ยันไม่มีคุยเรื่องข้อตกลงหยุดยิง บิ๊กเล็กปัดคำสั่งหยุดยิง ลั่นเดินหน้าจนกว่าเขมรจะสิ้นสภาพเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน กองทัพไทย ตบปากผู้นำสหรัฐฯ ทหารเหยียบทุ่นระเบิดไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เขมรจงใจทำลายชีวิตกำลังทหารไทย ประกาศตอบโต้ตามสัดส่วนสถานการณ์ ด้าน “อันวาร์”ไม่เลิกจุ้น จี้ไทย-เขมรหยุดยิง4ทุ่มคืนวันเสาร์นี้ พร้อมตั้งเอโอที ส่งดาวเทียมเข้าสำรวจชายแดน “สีหศักดิ์” ผิดหวัง “ผู้นำสหรัฐ” พันธมิตรเก่าแก่ที่ไม่เข้าใจเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมให้ใช้ดาวเทียมตรวจสอบเหตุปะทะตาม “ฮุน มาเนต”เรียกร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 12 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลาพูดคุยเกือบ 20 นาที

นายกฯแจงทรัมป์เขมรละเมิดไทยก่อน

จากนั้นนายกฯแถลงผลหารือว่า บรรยากาศการพูดคุยก็เป็นไปด้วยดีประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นห่วงสถานการณ์ และอยากให้ทุกอย่างกลับไปยังจุดที่เคยเป็นคือ กลับไปที่ปฎิญญาร่วมไทย-กัมพูชาที่เราลงนามที่มาเลเซีย ซึ่งตนยืนยันกับประธานาธิบดีสหรัฐฯว่า ประเทศไทยเราปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อยู่ในปฎิญญามาตลอด ไม่เคยออกนอกเงื่อนไขเลย แต่กัมพูชาเป็นผู้ที่ละเมิดมาตลอด โดยเฉพาะไม่ถอนกำลังออกไป เราก็ต้องมาพูดคุยกันให้เขาปฏิบัติ แต่ว่าถ้าละเมิดโดยที่ทำให้ฝ่ายไทยเกิดสูญเสียอวัยวะชีวิตทรัพย์สินแบบนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบโต้ในสิ่งที่เราต้องป้องกันอธิปไตย ดินแดนของเรา ทรัพย์สินของคนไทยและสุดท้ายคือเราต้องป้องกันและดำเนินการอย่างสูงสุดคือ ป้องกันชีวิตประชาชน

ลั่นต้องตอบโต้ดังๆให้เขมรหยุด

“นี่คือเหตุที่ผมต้องอธิบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นท่านก็จะไปเข้าใจว่าเราเป็นฝ่ายจู่โจม รุกรานประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่ใช่เลยเราตอบโต้ แต่เราเวลาตอบโต้บางครั้ง ก็ต้องทำให้เขาได้ยิน ทำให้เขาเห็นว่าอย่ามาทำอย่างนี้กับเรา เราไม่ใช่ประเทศที่คุณอยากจะทำอะไรคุณก็มาทำได้ นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับเขาไปแล้วว่าคนที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอย่างเรากับกัมพูชา ถ้าเขาพูดกับฝ่ายไหน เขาก็คงใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวไม่ได้ ฉะนั้นเขาก็ต้องมาฟังข้อมูลจากฝ่ายไทย ผู้ซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำก่อน”นายกฯกล่าว

ไม่คุยปมเลือกตั้ง-ชี้เรื่องของปท.ไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯได้พูดคุยกับสหรัฐฯหรือไม่ว่าอย่างน้อยไทยเราจะมีการเลือกตั้ง เพื่อให้เขาได้เห็น นายกฯกล่าวว่า มันเรื่องของประเทศไทยไม่เกี่ยวกัน ทำไมต้องเอาเรื่องของการเลือกตั้งมาเกี่ยวกับเรื่องของการปกป้องอธิปไตย หรือป้องกันประเทศ ตอนนี้ตนต้องพูดถึงเรื่องว่าทำอย่างไรทำอย่างไรไม่ให้ทหาร ประชาชนต้องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการรุกราน จากการยิงจรวด ยิงระเบิด ยิงกระสุน สไนเปอร์ต่างๆเข้ามาจากกัมพูชา วันนี้เรื่องการเมืองหรือเรื่องของการเลือกตั้ง ไม่มีความสำคัญเลยกับตนเลยแม้แต่น้อย เท่ากับชีวิตของคนๆหนึ่งที่อยู่ตามแนวชายแดนที่เป็นคนไทย

ถามต่อว่าหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯฟังแล้ว มีคำตอบหรือมีคำพูดอะไรกลับมาบ้าง นายกฯกล่าวว่า ท่านบอกท่านก็เข้าใจและถ้ามีเรื่องแบบนี้ขอให้นายสีหศักดิ์ต่อสายตรงถึงรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯได้ตลอดเวลา และท่านก็บอกว่าถ้ามีอะไรให้ตนโทรศัพท์หาท่านได้ตลอดเวลาเหมือนกัน แต่ท่านยังไม่บอกเบอร์ตนเลย แต่ตนก็บอกท่านไปว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น ตนคิดว่าประเทศไทยก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และนายสีหศักดิ์ได้มีการพูดคุยกับทางฝ่ายสหรัฐฯในหลายระดับเป็นประจำอยู่แล้ว

ทรัมป์อยากให้หยุดยิงต้องไปบอกเขมรก่อน

ถามอีกว่าวันนี้เขายังไม่ได้กดดันให้เราหยุดยิงใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เขาก็อยากให้เราหยุดยิงตนก็บอกท่านไปว่าขอให้ไปบอกเพื่อนเราดีกว่าว่าอย่าบอกว่าหยุดยิงเฉยๆ ต้องออกมาบอกให้โลกรู้ว่าเอาละกัมพูชาจะหยุดยิง กัมพูชาจะถอนกำลังออกไปกัมพูชาจะเก็บกู้วัตถุระเบิดที่วางเอาไว้ออกไปให้หมด และทำให้เห็น ถ้าทำให้เห็นประเทศไทย เราไม่เคยเข้าไปอยากจะได้อะไรของเขาอยู่แล้ว ไม่มี แต่เขาต้องหยุดทุกอย่างก่อน นี่เป็นสิ่งที่ทางฝ่ายกองทัพได้รายงานตนมาตลอดว่ามันจะถึงจุดนี้ เมื่อวันที่เราเก็บกู้วัตถุระเบิดภายใต้ปฎิญญาไปถึงจุดหนึ่ง จุดที่จะเจอเยอะมาก และเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าไป ซึ่งเราเก็บมา 2-3 อาทิตย์ ผู้สื่อข่าวก็เห็น และผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเป็นสักขีพยานของนานาชาติเข้ามาร่วมกับเรา และวัตถุระเบิดที่เราไปเก็บกู้มาหรือตัวกับระเบิดที่ทำให้ น้องทหารของเราต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับการยืนยันจากผู้สังเกตการณ์อาเซียนยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นระเบิดใหม่เพิ่งวาง ซึ่งชัดเจนในตัวว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดสัญญา เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดสัญญาต้องแก้ไข ไม่ใช่คนที่ถูกกระทำมาแก้ไข ฉะนั้น มันเป็นหลักสากลที่ทุกคนต้องเข้าใจ

ลั่นยังเป็นนายกฯอยู่ไม่ยอมถูกละเมิด

นายกฯกล่าวด้วยว่า เป้าหมายทางการรบของกองทัพ ตนเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ เขามีแผน มีแผนที่ดำเนินการอยู่ ตนดูแลเรื่องนโยบาย และหาวิธีทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ และประเทศเราได้ประโยชน์ตนไม่ใช่จะต้องรบลูกเดียว มันไม่มีใครอยากรบ ไม่มีใครอยากเห็นคนเสียชีวิต แต่อธิปไตยดินแดนของไทย ประชาชนคนไทย ถ้าตนเป็นนายกฯอยู่จะมาถูกกลั่นแกล้ง มาถูกละเมิด หรือมาถูกลอบยิง เพราะฝ่ายผู้บริหารประเทศมีความขัดแย้งกัน โดยที่ประชาชนไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ตนยอมไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ ที่ชายแดนทหารยังปฎิบิติหน้าที่ต่อไป แต่มีกรอบเวลา สิ่งที่ยืนยันได้คือทุกอย่างเป็นไปภายใต้กฎหมายทั้งไทยและสากล ไม่มีการละเมิดจากฝ่ายไทยแน่นอน เราสามารถยืนยันกับทุกประเทศได้คือ เราไม่เคยละเมิดสัญญาที่เราลงไว้และไม่เคยรุกรานดินแดนของเพื่อนบ้าน

เชื่อคุยเขมรก่อนจึงได้ข้อมูลผิด

เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ บอกหรือไม่ว่าไปคุยกับกัมพูชาวันไหน นายกฯ กล่าวว่า ในการคุย ตนบอกเขาว่าขอให้ไปบอกฝั่งโน้น เพราะเป็นผู้ละเมิดสัญญา

ถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าทำไมนายโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะคุยกับฝ่ายไทยก่อน นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าเขาคุยกับกัมพูชามาก่อนแล้ว เพราะดูท่าทางไม่ได้คุยกับไทยก่อน ซึ่งได้ข้อมูลผิดๆมาว่า เราเป็นคนรุกราน ซึ่งเราใช้กองกำลังทางอากาศก็ดูเหมือนเราเป็นฝ่ายรุกราน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ค้าน ซึ่งเราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานแต่เป็นการตอบโต้

ลั่นไทยเป็นปท.อธิปไตยตปท.ต้องเชื่อเรา

เมื่อถามว่า บรรยากาศการคุยท่าทีของสหรัฐฯ เชื่อเราหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ ประเทศไทยเป็นประเทศอธิปไตย เขาต้องเชื่อเรา ผมไม่ได้พูดในฐานะนายอนุทิน แต่พูดในฐานะรัฐบาลไทย คำพูดของรัฐบาลไทยต้องได้รับความน่าเชื่อถือจากนานาชาติ ไม่เช่นนั้นเราจะยืนอยู่บนแผนที่โลกไม่ได้”

งง!ทรัมป์บอกไทย-เขมรหยุดยิงทันที

หลังจากนั้นรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐเผยผ่านทรูธโซเชียลว่า ได้คุยกับนายกฯของไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายกฯเขมร นายฮุน มาเนต ถึงการปะทุขึ้นของเหตุปะทะที่ยืดเยื้อ พวกเขาตกลงที่จะหยุดยิงทั้งหมดเย็นวันนี้ (12 ธันวาคมป และ กลับเข้าสู่ปฏิญญาสันติภาพฉบับเดิม ด้วยความช่วยเหลือจาก นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ทรัมป์ยังกล่าวอีกด้วยว่า การเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทยตอนแรกนั้นเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้อย่างรุนแรง ทั้งสองประเทศ พร้อมที่จะสร้างสันติภาพ และดำเนินการค้ากับสหรัฐต่อไป ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายอนุทินและนายฮุนช่วยแก้ปัญหาที่อาจพัฒนาไปสู่สงครามครั้งใหญ่ ขอบคุณนายกฯ มาเลเซีย สำหรับความช่วยเหลือนี้”

“อนุทิน”โพสต์สวน ยันไม่ใช่อุบัติเหตุ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า “It’s definitely not a roadside accident. Thailand will continue to perform military actions until we feel no more harm and threats to our land and people. I want to make it clear. Our actions this morning already spoke.”

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์อุบัติเหตุริมถนนอย่างแน่นอน ประเทศไทยจะยังคงดำเนินการทางทหารต่อไปจนกว่าเราจะรู้สึกว่าไม่มีอันตรายหรือภัยคุกคามใดๆ ต่อแผ่นดินและประชาชนของเราอีกต่อไป ผมขอชี้แจงให้ชัดเจน การกระทำของเราในเช้าวันนี้ได้แสดงให้เห็นแล้ว

เมินทรัมป์-ยันไม่ได้คุยเรื่องหยุดยิง

เวลา 13.10 น.วันที่ 13 ธันวาคม ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย – กัมพูชา ที่วัดพรหมพิทักษ์วนาราม หมู่ที่ 9 ต.รอบเมือง อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ก่อนเดินทาง นายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความระบุกรณีทหารไทยขาขาดเป็นอุบัติเหตุว่า ตนตอบไปแล้วเมื่อเช้า และยืนยันว่าการคุยกับผู้นำสหรัฐไม่ได้คุยเรื่องการหยุด ยังไม่มีการตกลงใดๆทั้งสิ้น เป็นการหารืออัพเดทกันธรรมดา และยืนยันไปว่าเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ทั้งสองประเทศต้องปกป้อง ซึ่งไทยก็ต้องปกป้องอธิปไตยและประชาชนอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่านี่ก็เป็นความหมายที่กัมพูชาน่าต้องรู้ว่าไทยจะยังไม่หยุดยิง นายอนุทิน กล่าวว่า เขาไม่ได้มีการพูดว่าจะต้องหยุดยิงหรือไม่หยุดยิง เมื่อถามย้ำว่า แล้วเราได้บอกเขาหรือไม่ว่าเราจะยังไม่หยุดยิง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้บอก เราก็ทำตามภารกิจของเราที่มี

ไม่ขอต่อล้อต่อเถียงตอบโต้ตามสถานการณ์

ถามว่า เราก็ไม่ต้องไปฟังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาโพสต์ข้อความแบบนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ไม่อยากพูดอะไรอย่างนั้น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่เราต้องให้เกียรติมิตรประเทศ เราไม่จำเป็นใดๆที่ไปต่อล้อต่อเถียง เราก็ดำเนินการตามที่เราเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์

เมื่อถามว่าการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ไทยและกัมพูชาจะหยุดยิงเป็นการมัดมือชกหรือไม่ เพราะในการหารือไม่ได้มีการตกลงแบบนี้ นายอนุทินย้อนถามว่า “แล้วหยุดยิงไหมล่ะ เมื่อเช้านี้กัมพูชายิงอาวุธหนักเข้ามาในเขตที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร กัมพูชายิงจรวด BM-21 ตกในพื้นที่พลเรือน มีประชาชนอยู่จนทำให้บาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะ ตอนนี้ประเทศไทยต้องฟังใครหรือไม่ มัวไปฟังใครได้หรือไม่ มัวไปฟังคนนั้น คนนี้จะมีเวลามาคุ้มครองอธิปไตยของเราหรือคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนได้หรือไม่

ถามอีกว่า จะรชี้แจงอย่างไรกรณีทรัมป์บอกว่าเราใช้วิธีตอบโต้ที่รุนแรง นายอนุทิน นิ่งก่อนกล่าวว่า “แล้วกี่ขาแล้วล่ะ กี่ศพแล้ว ต้องถามแบบคนไทยถาม เป็นคนไทยถาม อย่าถามแบบคนข้างนอกถาม”

บิ๊กเล็กยันไม่หยุดยิงจนกว่าเขมรเลิกคุกคาม

ด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายเกิดความสับสนว่ามีคำสั่งหยุดยิงว่า ยังไม่มีคำสั่งหยุดยิงจากรัฐบาลมายังกองทัพแต่อย่างใด ยืนยันว่าจะยังไม่มีการหยุดยิงจนกว่า กัมพูชาจะสิ้นความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน

ทัพไทยตบปากทรัมป์-โต้ลั่นไม่ใช่อุบัติเหตุ

เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงชี้แจงกรณี โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐระบุถึงทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเป็นอุบัติเหตุว่า อยากจะถามกลับไป เป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่ การปฏิบัติการทางทหาร เรามีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ที่ผ่านมามีการเดินลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ การไปเหยียบระเบิดเป็นการจงใจของฝ่ายกัมพูชาในการดำเนินการ เพราะทุ่นระเบิดถือเป็นอาวุธ ไม่ได้เป็นของเล่นที่สร้างอุบัติเหตุได้ เป็นการจงใจวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ทหารเราลาดตระเวน ที่ผ่านมาเราเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยหมดแล้ว แต่กลับเข้ามาอีก นั่นแสดงให้เห็นถึงความจงใจทำร้ายชีวิตกําลังพลของเราที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น เป็นการยั่วยุของกัมพูชา

เขมรตั้งใจโจมตียิงกระสุนตกศรีสะเกษ

เช่นเดียวกับกรณีกัมพูชายิงกระสุนตกในพื้นที่พลเรือนจังหวัดศรีสะเกษ ทําให้ประชาชนแขนขาวันนี้ ก็คงไม่ใช่อุบัติเหตุ เป็นการโจมตีตั้งใจ โจมตีเป้าหมายไม่เลือก โจมตีเป้าหมายพลเรือน ทําให้ประชาชนแขนขาด แน่นอนว่าการสูญเสีย เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่มีผลกระทบต่อประชาชน เราจะลดความสูญเสียเต็มที่ การที่เราอพยพประชาชนไปสู่พักพิง เพื่อให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ศูนย์พักพิงอยู่ระยะห่างจากการใช้อาวุธของกัมพูชาถือเป็นมาตรการหนึ่งที่เราดําเนินการ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ หากกัมพูชาโจมตีไม่เลือกด้านไม่เลือกเป้าหมายที่เกิดเหตุ ทําให้ประชาชนได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าเราจะรวบรวมเป็นหลักฐานประท้วงร้องไปยังประชาคมโลกด้วยเช่นเดียวกัน

พร้อมย้ำว่าไม่สามารถยืนยันได้จะหยุดยิงเย็นนี้หรือไม่ เพราะว่าปัจจุบันสิ่งที่กัมพูชาพูดกับสิ่งที่ทำคนละเรื่อง กัมพูชาพูดอยากเจรจาสงบศึก อยากทำตามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามไว้ แต่การปฏิบัติของกัมพูชาคนละเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ย้ำว่าฝ่ายไทย ไม่ใช่ฝ่ายรุกราน แต่เราทําเพื่อป้องกันอธิปไตยบูรณภาพดินแดนของไทยเท่านั้น ดังนั้น ที่เขาบอกว่าจะเจรจาช่วงบ่ายนี้ คิดว่าคงไม่มีฝ่ายใดจะเชื่อ100%จนกว่าจะมีความชัดเจนและมีความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา

ยันตอบโต้ได้สัดส่วนกับการเป็นภัยคุกคาม

ขณะที่พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันได้มีการทําลาย เส้นทางส่งกําลังบํารุงได้หลายเส้นทาง ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ประโยชน์ก็คือลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ตอนใน แต่บริเวณชายแดนก็ยังมีการปะทะกันอยู่

“ในเรื่องการดำเนินการ ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้คำว่า rataliated แปลว่า เราตอบโต้ปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม วันนี้เวลานี้ เราปฏิบัติการบนพื้นฐานป้องกันตนเอง เราใช้กําลังเท่าที่จําเป็นและได้สัดส่วน กับสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อเราจะเห็นว่าเราพยายามดําเนินการทุกภาคส่วนในการลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องในการสู้รบ สังเกตจากการเลือกเป้าหมาย การใช้อาวุธ เป็นต้น” โฆษกกองทัพอากาศกล่าว

กต.โต้ไม่ใช่อุบัติเหตุ-ไม่ได้ตอบโต้เกินกว่าเหตุ

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แถลงตอบโต้ประธานาธิบดีสหรัฐหลายประเด็นว่า ผู้นำสหรัฐอาจได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง โดยประเด็นแรก ที่ระบุเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ ข้อเท็จจริงก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่มากเกินกว่า 7 ครั้ง และทุ่นระเบิดใหม่ก็ได้รับการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน ไม่ใช่เพียงฝ่ายไทยพูดฝ่ายเดียว นอกจากเหตุการณ์ทุ่นระเบิดแล้วในวันนี้ก็เกิดเหตุการณ์ที่มีการยิงจรวด BM-21 ไปยังพื้นที่พลเรือน ที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็แน่นอนแล้วว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความจงใจของฝ่ายกัมพูชา และในข้อความของประธานาธิบดียังพูดถึงการโต้ตอบของฝ่ายไทยว่าความรุนแรง ตนอยากชี้แจงว่าการโต้ตอบของฝ่ายไทยกับการปฎิบัติทางทหารต่อฝ่ายกัมพูชา ไม่ได้โต้ตอบเกินกว่าเหตุ ทั้งหมดนี้ประเทศไทยเป็นมิตรประเทศกับสหรัฐ

ผิดหวังผู้นำสหรัฐพันธมิตรเก่าไม่เข้าใจเหตุการณ์

“เรารู้สึกผิดหวังที่ข้อความดังกล่าวนั้นกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยและประเทศไทย ในฐานะที่เรามีความภูมิใจที่เราเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคนี้ ส่วนนี้เราก็รู้สึกผิดหวัง เพราะไทยกับสหรัฐความร่วมมือและการเป็นพันธมิตรระหว่างกัน เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาเยอะ เราได้ต่อสู้เพื่อเผชิญกับความท้าทาย สร้างความมั่นคงร่วมกันมาในอดีต และเรายังถือว่าประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกายังมีความสัมพันธ์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันทางด้านความมั่นคงอยู่ และจะยังคงมีอีกต่อไป” นายสีหศักดิ์ กล่าว

พร้อมให้ใช้ดาวเทียมตรวจเหตุปะทะ

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขอให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์ปะทะ โดยวิธีทางดาวเทียมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งประเทศไทยไม่มีปัญหา และขอให้ตรวจสอบเรื่องของทุ่นระเบิดด้วย เพราะเราพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งตนเคยเรียกร้องให้มีคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นหากเราตรวจสอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ก็ขอให้ให้ตรวจสอบทั้งเรื่องของเหตุการณ์ปะทะ และการใช้ทุ่นระเบิด อีกประเด็น ที่ตนอยากชี้แจง คือในขณะนี้ภัยคุกคามตามแนวชายแดนไม่ได้มาจากการปฏิบัติการทางฝ่ายทหารของกัมพูชาอย่างเดียว แต่มาในรูปแบบของสแกมเมอร์ด้วย ซึ่งมีคนที่ได้รับผลกระทบมากมาย ทั้งในเรื่องของการค้ามนุษย์ และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทุกประเทศที่อยู่ในประชาคมโลกร่วมกันที่จะปราบปราม และไทยก็ดำเนินการในส่วนของไทยอย่างเต็มที่ โดยในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เราจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการปราบปรามออนไลน์สแกมทั้งหลาย

สอนมวยอย่าโยงปมชายแดนกับคุยการค้า

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า แต่สิ่งหนึ่งที่อยากขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐ คือเรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งก็บอกว่าการเจรจาในระดับผู้ปฏิบัติก็จะให้ดำเนินต่อไป เพราะท่าทีของเราตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องการค้าก็เป็นการค้า เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาก็ไม่ควรนำมาโยงกับเรื่องการเจรจาการค้า

เมื่อถามถึงกรณีประธานาธิบดีสหรัฐพูดถึงเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ แต่เลือกที่จะใช้คำพูดไม่เห็นคุณค่า ทางฝ่ายไทยยังมองว่าสหรัฐพูดแบบนี้ถือว่ายังมีเจตนาที่ดีและเป็นบทบาทที่สร้างสรรค์เรื่องนี้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน แต่เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาตั้งใจที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ ตรงนี้ในเรื่องของทุ่นระเบิดใหม่ก็มีการยืนยันไปแล้ว เมื่อครั้งไปประชุมภาคีอนุสัญญาออตตาวา ตนก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้ไป และเราก็มีหลักฐานต่างๆ ตนคิดว่าข้อความส่วนนี้หรือความเห็นของประธานาธิบดีสหรัฐที่ใช้ถ้อยคำว่าเป็นอุบัติเหตุนั้น ก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกคนไทย ประเทศไทย และย้ำว่าเราเองก็ถือว่าเป็นมิตรกับสหรัฐที่สุดเก่าแก่ในภูมิภาค เคียงข้างผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามาก เรายังถือว่าเราเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐและมีผลประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงและยังอยู่ต่อไป

หยุดยิงไร้ความหมายเพราะเขมรโจมตีไม่หยุด

เมื่อถามว่าการที่ประธานาธิบดีสหรัฐระบุถึงช่วงเวลาการหยุดยิง นั่นหมายความว่าเขาคิดไปเองหรือเป็นการมัดมือชกไปเองหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหยุดยิงนั้นต้องถามฝ่ายกัมพูชาว่าเขาพร้อมจะหยุดยิงเมื่อไหร่ ซึ่งอยู่ดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนา แต่ต้องเกิดขึ้นจากความพร้อมของทุกฝ่าย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานั่นคือความพร้อมที่จะหยุดจริงหรือไม่ ฉะนั้นหากในบริบทแบบนี้การหยุดยิงมันไม่มีความหมาย เราจะพูดเรื่องการหยุดยิงได้อย่างไรในเมื่อฝ่ายกัมพูชาก็ยังไม่หยุดยิง

“ที่ผ่านมาคือวิธีการที่พูดอย่างทำอย่าง และเบี่ยงเบนจากประเด็นปัญหาแท้จริง สร้างสถานการณ์ สร้างเรื่องราว เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงตอบโต้ เพราะไม่ใช่เป็นการต่อสู้ในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์กล่าว และย้ำว่าตอนนี้การหยุดยิงต้องมาจากความพร้อมทั้งสองฝ่าย และในการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีสหรัฐยังไม่มีการพูดคุยกันเรื่องการหยุดยิง แต่ในการพูดคุยกันระหว่างตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐก็บอกว่าในเรื่องการหยุดยิงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันที ฝ่ายทหารก็ต้องมีการประเมินสถานการณ์และต้องมีการพูดคุยกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย การหยุดยิงโดยที่ไม่มีใครพร้อมก็เป็นการหยุดยิงที่ไม่ยั่งยืน

อันวาร์จี้หยุดยิง4ทุ่มเสาร์นี้-ส่งดาวเทียมสำรวจ

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้โพสต์ Facebook ระบุ จากการหารือของตนกับผู้นำสหรัฐ และจากความตึงเครียดที่ยังมีอยู่ตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย ตนโทรศัพท์แยกกับนายกฯไทยกับนายกฯเขมร การหารือเหล่านั้น ตนแสดงความกังวลอย่างยิ่งของมาเลเซีย และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้นขั้นสูงสุด ยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทุกรูปแบบ และงดเว้นจากการดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลัง หรือการเคลื่อนย้ายกำลังพลติดอาวุธไปยังแนวหน้า ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนความพยายามลดความตึงเครียดและส่งเสริมความโปร่งใส มาเลเซียได้ร้องขอให้จัดตั้ง ทีมสังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team – AOT) นำโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซีย เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่

ภารกิจนี้จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเฝ้าติดตามด้วยดาวเทียมที่จัดหาโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มในเวลาเดียวกัน ผลการสังเกตการณ์ภาคสนามและดาวเทียมจะถูกรวบรวมโดย AOT และเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ซึ่งจะมีขึ้นวันอังคารที่ 16 ธันวาคม รายงานดังกล่าวจะให้ข้อมูลเป็นกลางเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงที่ตั้งของทั้งสองฝ่าย เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความรับผิดชอบ การสร้างความเชื่อมั่น และการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

“อนุทิน”สวนลั่นยังไม่ถึงเวลาเจรจาหยุดยิง

หลังการโพสต์ของนายกฯมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริตในเรื่องนี้ว่า ยังไม่ทราบ คาดว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งขณะนี้มีการสื่อสารเยอะไปหมด จึงขอให้ฟังการแถลงของกองทัพใน 2 ช่วงเวลา จะดีที่สุด “ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาหยุดยิง และยังไม่ถึงเวลานั้น”

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีระเบิดตกในหมู่บ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ นายกรัฐมนตรีหันกลับมาตอบว่า ก็แบบนั้นน่ะสิ เราจะหยุดยิงได้อย่างไร

‘ศุภจี’ชี้สัญญาณดี สหรัฐพร้อมคุย เล็งเปิดโต๊ะเจรจา ภาษีการค้ากับไทย

‘ศุภจี’ชี้สัญญาณดี สหรัฐพร้อมคุย เล็งเปิดโต๊ะเจรจา ภาษีการค้ากับไทย

‘ศุภจี’ชี้สัญญาณดี สหรัฐพร้อมคุย เล็งเปิดโต๊ะเจรจา ภาษีการค้ากับไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ศุภจี’ชี้สัญญาณดี สหรัฐพร้อมคุย เล็งเปิดโต๊ะเจรจา ภาษีการค้ากับไทย

รมว.พาณิชย์เผยสหรัฐส่งสัญญาณบวกพร้อมเจรจาภาษีระดับเทคนิคกับไทยต่อเนื่อง หลังทรัมป์โทรคุยนายกฯ ย้ำไม่ลืมสัญญาเดิม พร้อมประสาน USTR เดินหน้าหารือเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยความคืบหน้าความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โทรศัพท์หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีช่วงค่ำวันที่ 12 ธันวาคมว่า แม้จะมีความแตกต่างด้านถ้อยคำในถ้อยแถลงของผู้นำแต่ละประเทศตามบริบทของตน แต่สาระสำคัญ การหารือยังเน้นแสวงหาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะเดียวกัน นายกฯย้ำว่า ไทยดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ช่วงท้ายการหารือ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สอบถามความคืบหน้าการเจรจาการค้า และยืนยันว่า ไม่ลืมสัญญาเดิม พร้อมเร่งประสานให้เกิดการเจรจาโดยเร็ว

ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นางศุภจีเข้าหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่า ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันในการเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมขอให้แยกประเด็นความมั่นคงออกจากการค้า เพื่อไม่ให้ล่าช้าในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ควรได้รับทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ยังได้รายงานผลการพบกับนาย Ted Osius รองประธานอาวุโสสภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) พร้อมคณะนักธุรกิจสหรัฐฯที่ลงทุนในไทยกว่า 40 บริษัท เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ต่างเห็นตรงกันว่า ควรเร่งสรุปการเจรจาการค้า เพื่อเปิดโอกาสการลงทุนและสร้างประโยชน์ทั้งต่อภาคเอกชนสหรัฐฯ และผู้บริโภคในอเมริกา โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่สหรัฐฯไม่สามารถผลิตเองได้ เช่น ข้าวหอมมะลิ

นางศุภจีย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯแจ้งไม่เป็นทางการเช้าวันนี้(13 ธันวาคม) ว่าจะประสานสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อเริ่มหารือระดับเทคนิคกับไทย ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสะท้อนความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย ขยายความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ก่อนหน้านั้น ช่วงค่ำวันที่ 12 ธันวาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้คุยเรื่องภาษีสหรัฐฯหรือไม่ว่า พูด ทรัมป์ก็บอกว่าจะตัดออก และยังให้สัญญาอยู่ รับรองจะให้ประเทศไทยได้ดีกว่าประเทศอื่น ผู้นำสหรัฐฯบอกว่าวันนั้นลืมสั่งไป งานเยอะ สำหรับกรอบเวลา เราก็ทำหน้าที่ของเรา ถึงเวลานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ไปเจรจาสิ่งที่ผู้นำทั้งสองประเทศพูดไว้ก็จะถูกขึ้นมา เพราะเป็นการพูดกันครั้งที่สอง และทรัมป์เป็นคนถามมาเองว่าไปถึงไหน ตนก็บอกยังไม่ไปถึงไหน รอให้ลดภาษีเพิ่ม นายโดนัลด์ ทรัมป์ก็บอกว่าลืมไป ยุ่งมากเดี๋ยวจะดำเนินการ และไม่ได้กัดดันหรือมีท่าทีจะเอามาผูกกัน ก็ให้นางศุภจีไปอ้อนให้เยอะๆ

7จว.ยังปะทะเดือด เอฟ-16ขึ้นบินทั้งวันถล่มเป้าหมาย ระเบิดเส้นทางส่งกำลัง ทบ.คุม6พื้นที่ได้100%

7จว.ยังปะทะเดือด เอฟ-16ขึ้นบินทั้งวันถล่มเป้าหมาย ระเบิดเส้นทางส่งกำลัง ทบ.คุม6พื้นที่ได้100%

7จว.ยังปะทะเดือด เอฟ-16ขึ้นบินทั้งวันถล่มเป้าหมาย ระเบิดเส้นทางส่งกำลัง ทบ.คุม6พื้นที่ได้100%

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

7จว.ยังปะทะเดือด เอฟ-16ขึ้นบินทั้งวันถล่มเป้าหมาย ระเบิดเส้นทางส่งกำลัง ทบ.คุม6พื้นที่ได้100%

กองทัพสรุป 7 จว.แนวชายแดนไทย-เขมรปะทะต่อเนื่อง ทหารไทยเสียชีวิต 15 นาย บาดเจ็บ 270 นาย รักษาตัวหาย แจ้งขอกลับไปรบ ทบ. อัปเดตคุม 6 พื้นที่ได้ 100% เชื่อทำลาย BM-21 ได้มากกว่า 1 ระบบ แจงรถถัง VT4 เกิดอับัติเหตุ คาดใช้รบหนัก ด้านทอ.เผย ใช้F-16 โจมตี 3 เป้าหมาย ทางทหารกัมพูชา จันทบุรี-ตราด สำเร็จลุล่วง ทั้งสะพานจัยจุมเนี๊ยะ – บ้านสามหลัง – กาสโนทมอดา แจง กาสิโน ทมอดา ภายนอกดูดี ข้างในพังยับ ตราดอพยพปชช.หลัง นาวิกโยธินไทยตอบโต้ฐานปืนใหญ่กัมพูชาดุเดือด

เมื่อเวลา 06.12 น. วันที่ 13 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาต่อเนื่องเป็นวันที่เจ็ด ซึ่งสถานการณ์โดยรวมตึงเครียดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และทวีความรุนแรง ซึ่งเครื่องบินรบ F-16 ของกองทัพอากาศไทย (RTAF) ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งสำคัญ เป้าหมายคือการทำลายสะพานในดินแดนกัมพูชา

เอฟ-16ทิ้งบึ้มสะพานตัดเส้นทางส่งกำลัง

เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุ เครื่องบินรบ F-16 ของกองทัพอากาศไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทิ้งระเบิดทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ ต.ทมอดา อ.เวียลเวง จ.โพธิสัตว์ ลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชา 4-5 กิโลเมตร เพื่อตัดเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงของฝ่ายผู้รุกราน โดยปฏิบัติการนี้มีขึ้น เพื่อตัดเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงของฝ่ายผู้รุกราน”ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นการตอบโต้ต่อภัยคุกคามหรือการรุกรานที่ดำเนินอยู่

เฟซบุ๊ก Army Military Force ยังโพสต์เพิ่มเติมว่า เวลา 07:40 น.แนวรบด้านจ.สระแก้วยังดุเดือดต่อเนื่อง ทหารไทยสู้รบกับเขมร มีการยิงปืนใหญ่-เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีตำแหน่งทางทหารกัมพูชา เสียงระเบิดดังไกลหลายกิโลเมตร

ขณะที่ น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เปิดเผยว่า ทหารเฝ้าติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในพื้นที่มานานหลายวัน พบการเสริมกำลังเพิ่มต่อเนื่อง และใช้สะพานสะพานจัยจุมเนี้ยะ เป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง ทำให้ฝ่ายความมั่นคงได้ชี้เป้าหมายมาหลายวันว่าต้องทำลายสะพานแห่งนี้เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุง และเช้ามืดวันนี้จึงปฏิบัติการและประสบความสำเร็จ เหมือนลักษณะปิดประตูตีแมวแล้วในขณะนี้

ทบ.ยันทภ.1ยึด6พื้นที่สำคัญได้100%

เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์ปะทะชายแดนว่า ในส่วนกองทัพบกมีความคืบหน้า ส่วนแรก ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ภูมิประเทศสําคัญที่กัมพูชายึดครอง และเรายึดกลับมาสําเร็จ 100% เนิน 677 สําหรับพื้นที่อื่นควบคุมได้แล้ว เช่น ซัมแต ช่องจอม ช่องระยีปราสาทคนา บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 สำหรับพื้นที่ปราสาทคนารับแจ้งว่า เดิมเราควบคุมพื้นที่ได้บางส่วน แต่ปัจจุบันหน่วยในพื้นที่ยืนยันว่าพื้นที่ปราสาทคนากองทัพบกควบคุมได้100% แล้ว

เชื่อทำลายBM-21ได้มากกว่า1ระบบ

ส่วนประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา กรณีทำลายBM- 21 ได้เพียง 1 ระบบ ขอชี้แจงว่า เราต้องพิสูจน์ทราบได้ชัดเจน หน่วยในพื้นที่ยืนยันมา แต่ตนเชื่อว่ามีมากกว่านี้ ที่เราได้ปฏิบัติการเข้าไปโจมตีทำลายและเสียหายมากกว่านี้ แต่ขอยึดตัวเลขที่เป็นทางการเท่านั้น นอกจากนี้ การปฏิบัติงานการทำลายที่หมายต่างๆ ยอมรับว่าในภูมิประเทศทั้งในส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เป็นป่าเขา มีการหลบหนีใช้ยุทธวิธี ต้องอาศัยเล่ห์เหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ สามารถโจมตี BM-21ได้ 1คันถือว่าประสบความสําเร็จ

รถถัง VT4 เกิดอุบัติเหตุคาดรบหนัก

สำหรับพื้นที่กองกําลังบูรพา เช่นกันเป็นที่โล่ง แต่มีสิ่งปลูกสร้าง ถือเป็นการรบในเมือง ดังนั้นยุทธวิธีจึงแตกต่างกันไป ความยากลําบากของเจ้าหน้าที่ ขอให้ทุกคนเป็นกําลังใจ เพราะการทําลายยุทโธปกรณ์สําคัญโดยเฉพาะ จรวด อาวุธระยะไกลเป็นสิ่งสําคัญ เพราะอาวุธพวกนี้โจมตีเข้ามามีการกระทบพลเรือนจํานวนมาก

ขณะที่อุบัติเหตุรถถัง VT4 ฝ่ายไทยเกิดอุบัติเหตุ ยอมรับว่า เกิดขึ้นจริง รถถังเสียหายสำหรับสาเหตุยังระบุไม่ได้ อยู่ในขั้นการตรวจสอบสายเทคนิค จากข้อสันนิษฐาน เป็นไปได้หลายประการ เนื่องจากรถถัง VT4 เข้าร่วมปฏิบัติการมาต่อเนื่อง ทำการยิงอย่างหนักหน่วงตั้งแต่มีปฏิบัติการมา อาจเป็นสาเหตุนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม อยากให้รอการพิสูจน์ทางเทคนิคโดยกรมสรรพาวุธอย่างละเอียดอีกครั้ง

ปิดจ็อบ2แนวรบเกาะยอ-เกาะกงฐานทหารเขมร

นาวาเอกนรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การปฏิบัติการของกองทัพเรือที่ผ่านมามี 2 พื้นที่ พื้นที่แรกบริเวณเกาะยอ จังหวัดเกาะกง เป็นตั้งทางทหารกัมพูชาอยู่บนเกาะ เป็นทหารปืนใหญ่ขนาด 130 มม. สองฐานยิง ซึ่งฐานยิงของปืนใหญ่ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามกําลังทางเรือที่ปฏิบัติการในพื้นที่ จึงเปิดการโจมตีทําลายที่มั่นทางทหารบนเกาะยอดังกล่าว ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย วันนี้จะขึ้นสํารวจความเสียหาย

ทำลายบ้าน3หลัง-สะพานจัยจุมเนี้ยะสำเร็จ

อีกพื้นที่เป้าหมายบ้าน 3 หลัง ในพื้นที่เราถูกโจมตีด้วยอาวุธสนับสนุนของกัมพูชาเข้ามา ไม่สามารถนําเอากําลังพลทหารราบนาวิกโยธินยึดพื้นที่ จึงต้องริดรอนทําลายอาวุธสนับสนุนปืนใหญ่ปืน ปืน ค. BM-21 ของกัมพูชา จากที่กัมพูชาระดมโจมตีใส่ จึงจําเป็นต้องร้องขอการสนับสนุนทางอากาศของกองทัพอากาศ กระทำต่อเป้าหมายที่สําคัญทางยุทธศาสตร์ มีการโจมตี สะพานจัยจุมเนี้ยะเส้นทางการลําเลียงยุทโธปกรณ์และเพิ่มเติมกําลังของกัมพูชาเข้ามาสู่พื้นที่ ผลการโจมตีทําลายสะพานทั้งสองสะพานได้เรียบร้อย

กาสิโนทมอดาฐานทัพเขมรเจอบึ้มพังยับ

พื้นที่บ้านหนองรีคือ กาสิโน ทมอดา ที่กัมพูชาดัดแปลงเป็นที่ตั้งทางทหารเป็นศูนย์บัญชาการ เสริมกําลัง มีอุปกรณ์ในการควบคุมโดรน ได้ร้องขอโจมตีทางอากาศในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าวันนี้ กองทัพอากาศโจมตีอาคารหลัก รวมถึงอาคารด้านข้างผลการทําลายสามารถทําลายที่หมายได้ ถึงแม้จะไม่ราบ แต่ข้างในได้รับความเสียอย่างหนักไม่สามารถเป็นที่บัญชาการทางทหารได้

เอฟ-16โจมตี3ที่มั่นเขมรด้านจันท์-ตราดสำเร็จ

ขณะที่ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวเสริมว่า การโจมตีในพื้นที่จันทบุรี-ตราด เรื่องความแม่นยําจากสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราดส่งคําร้องขอการโจมตีทางอากาศในพื้นที่รับผิดชอบ 3เป้าหมาย 2 พื้นที่

กรณีการโจมตีศูนย์บัญชาการควบคุมทางทหารกัมพูชา เป็นเป้าหมายที่ใกล้กับพลเรือนจึงใช้อาวุธที่มีความแม่นยําสูง ในการโจมตีเราเลือกจุดในขีดความสามารถที่เรามี เราใช้ระเบิดที่มีความแม่นยําสูงทิ้งลงไปและใช้เทคนิคหน่วงเวลาของระเบิด เมื่อระเบิดตกจะไม่ระเบิดทันทีเมื่อกระทบ แต่จะฝังในพื้นที่และระเบิดออก ทําให้กระจกจากภายในระเบิดออกทั้งหมดยืนยันว่า ภายนอกแม้ยังดูดี แต่ภายในระบบโครงสร้างทั้งหมดถูกทําลายโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้การต่อไปได้ ในส่วนสะพาน ถูกโจมตีในช่วงเวลาเช้า เนื่องจากไม่อยากให้เกิดผลกระทบกับประชาชนชาวกัมพูชาที่มาใช้สะพาน ทำให้ สะพานโครงสร้างถูกทำลาย รถไม่สามารถผ่านไปมาได้ ไม่ว่าจะเป็นรถใหญ่ รถถัง ยุทโธปกรณ์

ปะทะเดือดช่องอานม้า-4ทหารไทยพลีชีพ

ขณะที่ช่วงบ่ายวันเดียวกัน มีรายงานแจ้งว่า เกิดเหตุปะทะบริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี มีกำลังพลถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3 นายประกอบด้วย 1.พลโชคชัย เนียมแสง เจ็บแขน 2 ข้าง แดง 2.จ.ส.ต.นพนันท์ จันดาแดง โดนที่ขาแขน เหลือง 3.พลฯ คอลิต หมุดกะเหล็ม โดนที่หลัง เหลือง นอกจากนี้ ยังมีกำลังพลเสียชีวิตอีก 4 นายประกอบด้วย 1.จ.ส.อ.ดำรงเกียรติ แก้วกระจ่าง 2. พล.มุสตากีม เจ๊ะมะ 3. จ.ส.อ.ทวีรัตน์ รัตนบุรี 4. พลฯ ทหารราบ

ตราดปะทะดุเดือด-ทร.ตอบโต้ฐานปืนใหญ่เขมร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด พื้นที่ ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด มีการปะทะกันตลอดเป็นช่วงๆ ทั้งปืนใหญ่ ปืน ค. และปืนเล็ก จนถึงเช้ามืด ขณะที่เวลา 02.00 น. เกิดเสียงปืนที่บ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ตรวจพบว่า ฝ่ายไทยระดมยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัด ไปยังเป้าหมายในจ.เกาะกง หลังการข่าวพบความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยต่อฝ่ายไทย คือ ฐานปืนใหญ่ ด้านสื่อมวลชนกัมพูชา รายงานข่าวตรงกันว่า กองทัพเรือ ยิงปืนใหญ่ใส่บ้านปากคลอง จ.เกาะกง กว่า 20 นัด ส่งผลให้ชาวบ้านในหมู่บ้านปากคลอง ต้องอพยพเร่งด่วน

ทร.เปิดยุทธการพิทักษ์อ่าวไทยหาที่ตั้งทหารเขมร

ต่อมาเวลา 16.00 น. ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกมีการแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาประจำวันอีกครั้ง โดยนาวาเอกนรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือเผยว่า กองทัพเรือ (ทร.) รับผิดชอบ พื้นที่ทางบกบ้านชำราด จังหวัดตราด พื้นที่รับผิดชอบหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน โดยหน่วยบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด และยังดำเนินการกลยุทธ์อยู่ ซึ่งที่ผ่านมามีภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ทะเล จึงจำเป็นต้องเปิดยุทธการประจวบคีรีขันธ์ประจันคีรีเขต ซึ่งภายในยุทธการจัดตั้งหมวดเรือเฉพาะกิจพิทักษ์อ่าวไทย ซึ่งภารกิจมีหน้าที่ค้นหาทำลายที่ตั้งทางทหารและกำลังทางเรือของกัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย รวมถึงภารกิจ ลดทอน จำกัดการนำเข้ายุทธปัจจัยสำคัญเข้าสู่กัมพูชา ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่การปะทะครั้งแรก เราจำกัดขีดความสามารทางการรบของกัมพูชาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ปะทะต่อเนื่อง7จว.ชายแดน-ทหารดับ15เจ็บ270

พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม สรุปสถานการณ์ ชายแดนไทยกัมพูชาวันนี้ว่า ยังคงมีการปะทะตลอดแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด กัมพูชายังดํารงการโจมตีเข้ามาต่อเนื่อง ไม่เลือกเป้าหมาย ทำให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ ได้รับผลกระทบ มีทหารเสียชีวิตเพิ่มเติม 4 นายจากเหตุการณ์ปะทะ พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ยอดรวมการเสียชีวิต 14 นาย และอีก 1 นายเป็นผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 15 บาดเจ็บ 270 นาย พร้อมยืนยันกําลังพล ผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวหายดีแล้ว มีความประสงค์กลับไปสู้รบในแนวหน้า ถือเป็นความตั้งใจของพี่น้องทหารหาญ

พร้อมทำลายอาวุธPHL03ทันทีถ้าเขมรเคลื่อนไหว

พลเรือตรีสุรสันต์กล่าวยืนยันว่า ยัง ไม่ได้รับรายงาน อาวุธPHL03 ของกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่พระวิหาร หากตรวจพบกองทัพไทยจะดําเนินการต่อเป้าหมายทันทีโดยไม่รีรอให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติก่อน เพราะเรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความพร้อมในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายแม่นยํา ด้าน พ.อ.หญิงนุชระวี แจ่มจํารัส รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีการยึดสมุดบันทึกการวางทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงพิกัด ได้รวบรวมหลักฐานและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสำหรับพื้นที่ที่ต้องสงสัยจะมีการลักลอบวางทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดแสวงเครื่อง หน่วยในพื้นที่ได้ควบคุมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้จะนำข้อมูลในเรื่องโทรศัพท์มือถือและสมุดปฏิบัติงานส่งให้กับกระทรวงต่างประเทศเพื่อนำไปขยายผลเพื่อประกาศให้รู้ว่ากัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอยู่ และที่สำคัญ ในเรื่องของการกระทําเช่นนี้ ละเมิด สนธิสัญญา และทําร้ายทหารไทย

ยันยึดปราสาทคนาได้100%

สำหรับ ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ เป็น1ในพื้นที่ 13 เป้าหมายที่จะควบคุม ฝ่ายกัมพูชาพยายามต่อต้านและได้รับรายงานล่าสุด ในช่วงเย็นของวันนี้สามารถควบคุมพื้นที่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทําลายสะพานลําเลียงกําลังพลของกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ได้แล้ว ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น ขณะที่การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังนั้น ได้ร่วมดําเนินการอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลศูนย์พักพิง แม้ว่าในพื้นที่ส่วนหน้ามีการปะทะพื้นที่ส่วนหลังก็มีความสําคัญ ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่าสี่แสนคน รวมถึงการดํารงชีวิตประกอบอาชีพสูญเสียรายได้และวิตกกังวล เรื่องบ้านที่อยู่อาศัย

ตลอดแนวชายแดนยังสู้รบประปรายแต่คุมได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์สมุดบันทึกกัมพูชา ที่ใช้ระบุพิกัดทุ่นระเบิดและกับระเบิดจำนวนมาก ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก “เปิดสมุดบันทึกกัมพูชา พบพิกัดวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันตำแหน่ง!! ทหารกัมพูชาบันทึกพิกัด การวางทุ่นระเบิด/กับระเบิด และวาดแผนผังการวางทุ่นระเบิด กว่า 36 ทุ่น

สรุปสถานการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา วันที่ 13 ธันวาคม เวลา 11.00 น. ดังนี้ 1. เข้ายึดที่หมายซำแต เนิน 677 พื้นที่ช่องอานม้าได้เรียบร้อย แต่ยังอยู่ระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร 2. พื้นที่คนา เข้ายึดได้แล้ว 3 ที่หมาย อยู่ระหว่างปฏิบัติการในส่วนที่เหลือ 3. พื้นที่ตาควาย ยังมีการรบปะทะอย่างหนัก 4. สำหรับพื้นที่สำคัญอื่นๆ ตลอดแนวชายแดน ยังคงมีการสู้รบประปราย สถานการณ์อยู่ในระดับควบคุมได้และเฝ้าระวังต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้อาวุธปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงเข้ามายังฐานปฏิบัติการของฝ่ายเรา รายการยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญจากการเข้ายึดที่หมายฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาพื้นที่ซำแต และ เนิน677 ดังนี้ 1. โทรศัพท์ 8 เครื่อง 2. สมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา 1 เล่ม 3. ลูกระเบิด m203 7 ลูก 4. จรวด RPG พร้อมอุปกรณ์ 50 ชุด 5. กระสุนปืน 11,765 นัด 6. วิทยุสื่อสาร 15 เครื่อง

แฉแผนผังเขมรลอบวางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบในสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชาพบข้อมูลแผนผังการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่องวันที่ 12 สิงหาคม 11 จุด 30 ลูก และ กับระเบิดแสวงเครื่องประกอบ TNT 2 จุด 6 ลูก นอกจากนั้น ยังพบแผนการเตรียมวางทุ่นระเบิดในวันที่ 21 สิงหาคม 6 จุด แต่ยังไม่ระบุจำนวนทุ่นระเบิดเอาไว้ สำหรับโทรศัพท์ทั้ง 8 เครื่องและสมุดบันทึก 1 เล่ม ได้นำส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและขยายผลสำหรับพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะมีการวางทุ่นระเบิด/กับระเบิด ปัจจุบันหน่วยได้ควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเตรียมการให้กับหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจพิสูจน์

แนวหน้าวาทะเด็ด : 14 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด : 14 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด : 14 ธันวาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“คนกัมพูชาที่อยากจะกลับประเทศไป เราก็พร้อมจะเปิดชายแดนเพื่อให้เขากลับไป ซึ่งเราก็หวังว่าฝ่ายกัมพูชาก็จะเปิดชายแดนให้คนไทยที่อยากจะกลับได้กลับมา เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เขาไม่ใช่ทหารเขาเป็นพลเรือน”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท

เอกสิทธิ์ พรรคปวงชนไทย ชี้ ยุบสภาทำศก.สะดุด เชื่อปมชายแดนไม่ทำรัฐบาลรักษาการอยู่ยาว

เอกสิทธิ์ พรรคปวงชนไทย ชี้ ยุบสภาทำศก.สะดุด เชื่อปมชายแดนไม่ทำรัฐบาลรักษาการอยู่ยาว

เอกสิทธิ์ พรรคปวงชนไทย ชี้ ยุบสภาทำศก.สะดุด เชื่อปมชายแดนไม่ทำรัฐบาลรักษาการอยู่ยาว

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.33 น.

“เอกสิทธิ์ พรรคปวงชนไทย” ชี้ ยุบสภาทำศก.สะดุด เชื่อ ปมชายแดนไม่ทำรัฐบาลรักษาการอยู่ยาว ลั่น เปิดตัวผู้สมัครกทม.พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง โบกธง ปราบโกง-ซีโร่คอร์รัปชัน  ชู แก้ปากท้องสร้างงาน สร้างอาชีพช่วยคนไทยได้


วันที่ 13 ธ.ค.68 เวลา 17.00น.ที่โรงแรม S31 สุขุมวิท กรุงเทพฯ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย  จัดการประชุมแต่งตั้งตัวแทนพรรคปวงชนไทยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร  โดยนายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ภายหลังยุบสภา เสถียรภาพทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลรักษาการที่หลายฝ่ายมองว่าอาจจะอยู่ยาวนั้น ต้องดูที่สถานการณ์ซึ่งขณะนี้ยังมีสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่แต่เมื่อยุบสภาแล้วทุกพรรคการเมืองต้องเตรียมตัวในการเลือกตั้งและพี่น้องประชาชนคนไทยก็ต้องมองไปข้างหน้า เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งไว้ก่อนเพราะมีเวลาน้อย

ขณะที่ 3-4 ปีที่ผ่านมาประชาชนและประเทศเสียโอกาสโดยเฉพาะเรื่องปากท้องคุณภาพชีวิตซึ่งยังไม่มีพรรคการเมืองไหนแก้ได้ ตนในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยและเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม รู้สึกห่วงใยเนื่องจาก 1 ปีมีนักศึกษาที่จบใหม่ทั้งมหาวิทยาลัยและอาชีวะจบมาหลายแสนคนแต่ไม่มีงานทำ จึงต้องมีการสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งพรรคปวงชนไทยมีนโยบายเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจคือ สร้างคนให้มีความรู้ เก่ง มีศักยภาพมีทักษะ สร้างโอกาสให้ประชาชนและที่สำคัญคือต้องเป็นคนดี ซึ่งจะเกิดความยั่งยืนต่อประเทศ เราพร้อมเข้ามาทำงานให้กับประชาชนเพื่อสามารถสร้างงานรองรับและสร้างอาชีพที่มั่นคงยั่งยืนดูแลครอบครัวและกลับมาดูแลสังคมประเทศชาติต่อไปได้  หากรัฐบาลรักษาการยังคาราคาซังไปแบบนี้อาจจะไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติแน่นอนเพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ จึงเป็นจุดอ่อนและเปราะบางต่อสังคมไทยโดยเฉพาะที่มีความเดือดร้อนและยากลำบากจึงควรจะรีบจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด

“เรารับรู้ปัญหา เข้าใจปัญหา และพร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศได้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนคิดทบทวนว่าที่ผ่าน มาสส.ได้ดูแลท่านดีแล้วหรือยัง พรรคที่ท่านเลือกทำให้มีความเป็นอยู่ มีอาชีพและรายได้ดีขึ้นหรือไม่ หนี้สินลดลงแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่พอใจ ขอให้พรรคปวงชนไทยได้เป็นทางเลือกใหม่ นำเสนอผู้สมัครคนดีมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแทน”นายเอกสิทธิ์ กล่าว 

ทั้งนี้ในการประชุมแต่งตั้งตัวแทนพรรคปวงชนไทยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร มีคณะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีนายวิทยา ติรณะประกิจ  รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ดร.จิตรกร ลากูล นายวรฐ สุนทรนนท์ นายกฤษ สีตองอ่อนรองหัวหน้าพรรค นายสมบูรณ์ บุญยรัตนประภา นายธนภัทร ศักดิ์เรืองงาม นายวิรัตน์ ลีรุ่งเรือง นายประจักษ์ จันทร์เดช นายสุวโรจน์ กิจสมศักดิ์ กรรมการบริหารพรรค นางสาววชิรภรณ์ สุระหิรัญพล  รองโฆษกพรรคปวงชนไทย นอกจากนี้ยังมีว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยสมาชิกพรรค ได้มีมติแต่งตั้งนายปริญญา นิลรัตนคุณ เป็น ตัวแทนคนที่ 1 นายเกรียงไกร สาลีผล ตัวแทน คนที่ 2 และนายอธิป เพศยนาวิน เป็นตัวแทนคนที่ 3  

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการประชุมวันนี้  นายเอกสิทธิ์ ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. 7 เขต ประกอบด้วย  นายพงษ์กฤษณ์ โอถาวร ว่าที่ผู้สมัครสส. เขต 1 ป้อมปราบ ศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์บางรัก ดุสิต พระนคร
นางสาววรศิริ สุพานิชวรภาชน์ เขต 2 สาทรปทุมวันราชเทวี
นายธัญญะ เมษประสาท เขต 13 ลาดพร้าว บึงกุ่ม
นางสาวกอบแก้ว  เจริญสินโอฬาร ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.เขต 20 ลาดกระบัง
นายเกรียงไกร สาลีผล ว่าที่ผู้สมัครส.สกทมเขต 21 ประเวศ สะพานสูง
นายอธิป เพศยนาวิน ว่าที่ผู้สมัครส.สกทมเขต 22 สวนหลวงประเวศ
และดร.พนิต นะวิโรจน์  ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.เขต 23 พระโขนงบางนา และนายธนพล ศรีสุด ว่าที่ผู้สมัครส.สกทมเขต 29 หนองแขมบางแค

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ยืนยัน มั่นใจ ส่งผู้สมัครครบทุกเขตทั่วประเทศ โดยเชื่อมั่นในตัวผู้สมัครทุกคน ที่มีคุณสมบัติและศักยภาพพร้อมที่จะทำงาน ให้กับพี่น้องประชาชน  นายเอกสิทธิ์ ยอมรับว่าตนจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับแรกของพรรคปวงชนไทย 

ชำแหละบทสนทนา’อนุทิน-ทรัมป์’ เอ็ดดี้ถาม…ไม่ดีพอจริงหรือ?

ชำแหละบทสนทนา'อนุทิน-ทรัมป์' เอ็ดดี้ถาม...ไม่ดีพอจริงหรือ?

ชำแหละบทสนทนา’อนุทิน-ทรัมป์’ เอ็ดดี้ถาม…ไม่ดีพอจริงหรือ?

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.24 น.

เอ็ดดี้ อัษฎฎางค์ ชำแหละคำพูดทรัมป์-อนุทิน ละเอียดยิบ ถาม คุณยังคิดว่า“อนุทิน”ไม่ดีพอจริงหรือ?

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง คุณยังคิดว่า“อนุทิน”ไม่ดีพอจริงหรือ?โดยได้วิเคราะห์คำพูดในการพูดคุยระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา อย่างละเอียด

คุณยังคิดว่า“อนุทิน”ไม่ดีพอจริงหรือ?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

1. คำว่า“อุบัติเหตุ” ของทรัมป์ คือคำที่อันตรายทางการเมือง
• ทรัมป์พยายามเคลมความสำเร็จ ว่าตนเองสามารถ “หยุดสงคราม” ได้แล้ว โดยใช้บารมีส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางการค้า
• ทรัมป์ใช้คำว่า “was an accident” เป็นการ ลดระดับความผิด ของต้นเหตุ
• ทรัมป์เรียกเหตุระเบิดที่เป็นชนวนเหตุว่า “Roadside accident” (อุบัติเหตุริมทาง) ซึ่งเป็นการลดทอนความตั้งใจในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ดูเหมือนเรื่องจบง่าย ทั้งที่ในความเป็นจริงมันคือการปะทะทางการทหาร
• แต่ตามด้วย “Thailand nevertheless retaliated very strongly” ทำให้ไทยดูเหมือน ตอบโต้เกินเหตุ ในสายตาคนนอก

2. ประโยคเปิดของอนุทิน
“It’s definitely not a roadside accident.” คือการตบหน้าทางการทูต โดยปฏิเสธคำว่า “อุบัติเหตุ” ของทรัมป์อย่างสิ้นเชิง เพื่อยืนยันว่านี่คือ “การรุกราน” ที่ไทยยอมรับไม่ได้
ข้อความของอนุทิน = “การปิดประตูคำว่าอุบัติเหตุ” = การตัดวาทกรรมของอีกฝ่ายโดยตรง
• ไม่เปิดช่องให้ตีความ
• ไม่ยอมรับกำหนดกรอบแบบทรัมป์
• ส่งสัญญาณถึงทั้งในและนอกประเทศว่า
• ประโยค “Thailand will continue to perform military actions…” คือการประกาศชัดเจนว่า “ไม่หยุดยิง” (No Ceasefire) ตามที่ทรัมป์อ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมจะขัดใจสหรัฐฯ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ
• ประโยค “การกระทำของเราเมื่อเช้านี้ได้พิสูจน์แล้ว” (Our actions this morning already spoke) เป็นการยืนยันปฏิบัติการทางทหารที่เพิ่งเกิดขึ้นจริง
• ประโยค “Thailand will continue to perform military actions…” คือการประกาศชัดเจนว่า “ไม่หยุดยิง” (No Ceasefire) ตามที่ทรัมป์อ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมจะขัดใจสหรัฐฯ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ

3. ทรัมป์วางตัวเองเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย + เจ้าของสันติภาพ”
สังเกตถ้อยคำ:
• “Peace Accord made with me”
• “It is my Honor to work with…”
นี่คือ Trump-style diplomacy
• ยกตัวเองเป็นศูนย์กลาง
• สันติภาพ = สิ่งที่ “เกิดเพราะฉัน”
• ประเทศคู่ขัดแย้ง = ผู้ตาม
ทรัมป์พยายามเคลมความสำเร็จ (Claim Credit) ว่าตนเองสามารถ “หยุดสงคราม” ได้แล้ว โดยใช้บารมีส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางการค้า

4. คำว่า “Peace” ถูกผูกกับ “Trade”
• มีการอ้างชื่อผู้นำมาเลเซีย (Anwar Ibrahim) และเรื่อง “การค้า” มาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ไทยและกัมพูชายอมสงบศึก
• “ready for PEACE and continued Trade with the United States”
แปลเป็นภาษายุทธศาสตร์ได้ว่า:
”สันติภาพ = เงื่อนไขของการค้า“
นี่ไม่ใช่สันติภาพเชิงศีลธรรม
แต่คือ Peace as a bargaining chip

5. สันติภาพแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
คำว่า “Peace as a bargaining chip” (สันติภาพในฐานะเบี้ยต่อรอง) หมายถึง การที่มหาอำนาจ (สหรัฐฯ โดยทรัมป์) ไม่ได้มองว่า “สันติภาพ” เป็นเป้าหมายสูงสุดทางมนุษยธรรม แต่มองว่าเป็น “สินค้า” หรือ “เครื่องมือ” ที่นำมาใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์อื่น ๆ
สันติภาพแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Peace for Trade)
หากสังเกตในข้อความของทรัมป์ เขาเขียนว่า:
“Both Countries are ready for PEACE and continued Trade with the United States of America.”
ทรัมป์กำลังผูกเงื่อนไขว่า “ถ้าอยากได้สันติภาพ ก็ต้องทำการค้ากับอเมริกาต่อ”
• The Chip (เบี้ย): การหยุดยิงและการกลับไปใช้ข้อตกลงสันติภาพ
• The Price (ราคาที่ต้องจ่าย): การยอมรับข้อตกลงทางการค้า หรือการให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่สหรัฐฯ
ทรัมป์กำลังใช้บารมีของตนในการกดดันให้เกิดความสงบ เพื่อแลกกับการการันตีว่าผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบ หรืออาจจะได้ดีลที่ดีขึ้นจากการเป็น “คนกลาง” ครั้งนี้
ทรัมป์ใช้ “สันติภาพที่ (อ้างว่า) เกิดขึ้น” เป็นเบี้ยในการต่อรองคะแนนนิยมในเวทีโลกและในประเทศตัวเอง เขาพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น “ผู้สร้างสันติภาพโลก” ที่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันผู้นำอาเซียนได้
สังเกตการใช้คำว่า “Peace Accord made with me” (ข้อตกลงสันติภาพที่ทำไว้กับผม) เป็นการเน้นย้ำว่า “ฉันคือเจ้าของดีลนี้” ถ้าไม่มีฉัน ก็ไม่มีสันติภาพ
ทำไมคุณอนุทินถึง “ปัดตก” เบี้ยตัวนี้?
การที่คุณอนุทินโพสต์ตอบโต้ทันทีว่า “It’s definitely not a roadside accident.” และ “continue to perform military actions” แสดงให้เห็นว่า
ไทยมองว่า “ศักดิ์ศรีและบูรณภาพดินแดน” มีค่ามากกว่า “สันติภาพจอมปลอม” ที่ทรัมป์หยิบยื่นให้
คุณอนุทินปฏิเสธที่จะใช้ “ความสงบ” มาเป็นเบี้ยต่อรอง เพราะสำหรับไทยในสถานการณ์นี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ที่ประนีประนอมไม่ได้

ถ้าคุณเป็นคนไทย คุณยังไม่พอใจท่าที่ของผู้นำของไทยที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล อีกหรือ?
ที่แม้จะโดนมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกกดดันขนาดนี้ เขายังกล้ายกความมั่นคงของชาติและศักดิ์ศรีของคนไทยเป็นเรื่องที่ยอมใครไม่ได้
ผมไม่ใช่ติ่งอนุทิน แต่บทบาทในฐานะผู้นำของชาติของเขาชัดเจนและควรได้รับการยกย่อง

สรุป
• ฝ่ายไทยพยายาม ยกระดับเหตุการณ์ → ความมั่นคงของรัฐ
• ทรัมป์พยายาม ลดทอนเหตุ → อุบัติเหตุ + ดึงบทบาทไกล่เกลี่ยมาเป็นของตัวเอง
• “สันติภาพ” ในที่นี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย
แต่คือ “เครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจ”

ตวงทิพย์ ซัดเฟคนิวส์ลอยแพผู้อพยพ ลั่นไม่ใช่เวลามาเล่นการเมือง-ทำคนทำงานเสียกำลังใจ

ตวงทิพย์ ซัดเฟคนิวส์ลอยแพผู้อพยพ ลั่นไม่ใช่เวลามาเล่นการเมือง-ทำคนทำงานเสียกำลังใจ

ตวงทิพย์ ซัดเฟคนิวส์ลอยแพผู้อพยพ ลั่นไม่ใช่เวลามาเล่นการเมือง-ทำคนทำงานเสียกำลังใจ

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.06 น.

วันที่  13 ธันวาคม 2568 นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้กรณีที่ นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เร่งให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาชาวอุบลราชธานี  ที่หนีภัยสงคราม ปล่อยลอยแพชาวบ้าน อดข้าวอดน้ำ ในศูนย์อพยพ เพราะงบไม่เพียงพอ ว่า ขออนุญาตนะคะ คิดว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาเล่นการเมือง หรือปล่อย เฟคนิวส์ ให้คนเข้าใจผิด เข้ามาในพื้นที่ถามศูนย์อพยพได้เลย  ทุกศูนย์ฯ ทำงานกันอย่างเต็มที่ ดูแลพี่น้องอย่างดี ไม่เคยปล่อยลอยแพ และให้อดข้าวอดน้ำ ขออย่าสร้างความเข้าใจผิด ให้คนดูแล และคนทำงาน เสียกำลังใจ