โรม มอง อนุทิน ทำไทยเสียเปรียบปมชายแดน โต้คนวิจารณ์ ปชน. สนใจแต่แก้ รธน.-เลือกตั้ง

โรม มอง อนุทิน ทำไทยเสียเปรียบปมชายแดน โต้คนวิจารณ์ ปชน. สนใจแต่แก้ รธน.-เลือกตั้ง

โรม มอง อนุทิน ทำไทยเสียเปรียบปมชายแดน โต้คนวิจารณ์ ปชน. สนใจแต่แก้ รธน.-เลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

“โรม” บอก “อนุทิน”  ทำไทยเสียเปรียบเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา  ขอให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนตรงๆ  กระทรวงต่างประเทศเร่งสื่อสารเชิงรุก   

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา  ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโพสต์ผ่านโซเชียล ช่วงหนึ่งว่าการเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทย เป็นอุบัติเหตุ   ว่า ตนขอใช้โอกาสนี้แสดงความเสียใจ ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น  และความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอพยพ   ในฐานะที่เป็นอดีตนักการเมือง และประธานกรรมาธิการความมั่นคงฯ มองสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง    และเห็นว่าการปะทะกันนั้นมีการยกระดับ ทั้งการใช้โดรน  หากพูดกันตรงไปตรงมา   ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินกันอยู่แล้วว่าจะมีการยกระดับในทิศทางแบบใด   ซึ่งต้องยอมรับว่า ป้องกันได้ยากมากขึ้น    แต่ถ้าหากมีการเตรียมตัวดีๆ เราก็สามารถเตรียมพร้อมและรับมือได้   ซึ่งฝ่ายทหารก็รับรู้และรับทราบเรื่องนี้    แต่ตนไม่รู้ว่าการสนับสนุนเครื่องมือในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้มีการปะทะกันอย่างเข้มข้น มีการเตรียมพร้อมเครื่องไม้เครื่องมือมากน้อยเพียงใด    

รวมทั้งมองว่าต้องกำหนดให้ชัด ว่าเหตุปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา เราเน้นในการปกป้องประชาชน และบูรณภาพทางดินแดน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำ  จึงมีหลายแนวรบ   ไม่ใช่เฉพาะขาทหาร แต่ยังมีขาเรื่องปัญหาอาชญากรรม ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ  ซึ่งมีจุดมุ่งหมายทำลายเสถียรภาพของประเทศเรา นอกจากนี้ยังมีขาในเรื่องของการต่างประเทศ 

ทั้งนี้ยังมีเรื่องหนึ่งที่ตนเป็นห่วง  คือบทสนทนา ที่นายอนุทินได้บอกต่อประชาชน ว่าสหรัฐเชื่อข้อเท็จจริงบางอย่าง   ซึ่งไม่เป็นคุณต่อเรา ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เป็นห่วงมาโดยตลอด เพราะปัญหาชายแดนไม่ใช่ปัญหาประเทศไทยและประเทศอื่นๆ    แต่เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาที่จะต้องหาข้อยุติให้ได้ หากเรามีความขัดแย้งเพิ่มไปอีก   จะทำให้ประเทศไทย    บริหารสถานการณ์ที่วิกฤตได้ยากขึ้น  ดังนั้นจึงต้องทำยุทธศาสตร์ ให้โลกล้อมกัมพูชา   ไม่ใช่โลกล้อมไทย และรัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้   แก้ปัญหาแนวรบเรื่องนี้ให้ได้    ทหารเป็นผู้ปฏิบัติ ทำหน้าที่ปกป้องตามแนวชายแดน แต่ในเรื่องการต่างประเทศ ปราบสแกมเมอร์ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ดีกว่านี้

นายรังสิมันต์    กล่าวต่อว่า สิ่งที่นายอนุทินกำลังปฏิบัติอยู่ไม่ดี   ไม่ดีจริงๆ ทำให้ประเทศไทยไม่ได้ใช้ความได้เปรียบอย่างที่ควรจะเป็น    ทำให้เกิดบรรยากาศโลกล้อมกัมพูชา    และสุดท้ายในปลายทางของความขัดแย้ง   ตนเป็นห่วงว่า รัฐบาลยังบริหารจัดการแบบนี้ไม่ได้    ประเทศไทยอาจจะไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีที่สุดอย่างที่เราควรจะได้

ส่วนภาพรวมไม่รู้ว่าใครพูดจริงหรือเท็จ เพราะไม่ได้อยู่ในห้องที่มีการสนทนากัน แล้ววันนี้ที่มีคำพูดออกมาว่าจะมีการหยุดยิง เวลา 22.00 น.    ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นการสื่อสารจาก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แต่ตนคิดว่า ท่ามกลางความสับสนในเรื่องนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงกับประชาชน ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร   และรัฐบาลต้องทำให้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่ดีที่สุด   มีเพื่อนมากที่สุด และโดดเดี่ยวกัมพูชาให้ได้    นั่นคือภารกิจของรัฐบาลที่ต้องทำ

ส่วนจะฝากการบ้านอย่างไรไปให้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน    นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบหลายเรื่อง กัมพูชาไม่มีจุดได้เปรียบ    แต่กลายเป็นว่างานข้อมูลข่าวสารกับต่างประเทศ กลับมีแนวโน้มฝั่งกัมพูชามากกว่าไทย    ซึ่งเป็นสิ่งที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องทำ   คือต้องทำให้เข้าใจว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น    ฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลงคือกัมพูชา    ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน หรือทำลายสันติภาพ   แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่เป็นผู้ริเริ่ม   หากไม่สามารถทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจนได้   ไทยจะไม่ใช่ประเทศที่ได้เปรียบ

นอกจากนี้ต้องทำให้ทั่วโลกเข้าใจให้ได้ ว่ากัมพูชาต้องการนำปัญหาความขัดแย้ง เบี่ยงประเด็นการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า    ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่ากัมพูชา งานของกระทรวงการต่างประเทศแรกๆเหมือนจะดี แต่ตอนนี้กลายเป็นอ่อน    จึงต้องเพิ่มการสื่อสารทำความเข้าใจ และรุกให้มากกว่านี้ เพิ่มช่องทางการสื่อสาร

ส่วนตั้งข้อสังเกตอย่างไรกับการที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และผู้นำกัมพูชา ออกมาระบุว่าเวลา 22.00 น คืนนี้จะหยุดยิง นายรังสิมันต์  กล่าวว่า วันนี้เราต้องตั้งคำถามว่าเป้าหมายของนายอนุทินคืออะไร การปกป้องประชาชนและการบูรณภาพทางดินแดน    ตนเข้าใจว่ามันต้องเดิน แต่ที่สุดไม่ได้มีแค่สนามตรงนั้นในการสู้   แต่หากเราใช้ความคิด   ข้อเท็จจริงข้อมูล ไม่ใช้อารมณ์หรือความรู้สึก   ต้องเข้าใจว่าสนามรบไม่ได้มีแค่จุดนั้น    แต่หากแพ้ในสนามอื่น    สุดท้ายอาจจะเป็นโดมิโน่ได้ เพราะฉะนั้นจุดสำคัญคือนายอนุทิน ต้องมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน    ทั้งแนวรบด้านการฑูต   แนวรบด้านการปราบปรามอาชญากรรม   ด้านการพูดและแนวโน้มด้านการปราบปรามอาชญากรรม   หากสิ่งเหล่านี้อ่อนลงจะเป็นการเสริมจุดแข็งให้กับกัมพูชา    

ตนก็ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร แต่ต้องเอาข้อมูลความจริง พูดกับประชาชนตรงๆ ว่าสถานการณ์ถูกยกระดับไปถึงจุดใด ยอมรับว่าแนวหน้ามีความรุนแรงมาก โดรนราคาถูก มีการเตรียมไว้ 3,000 ลำ   ซึ่งเป็นข้อมูลที่กองทัพรู้มาอยู่แล้ว    จึงคาดหวังว่ารัฐบาลจะสนับสนุน ว่าจะทำอย่างไรให้สามารถ ปกป้องบูรณภาพดินแดนและประชาชนได้อย่างเต็มที่ พร้อมยอมรับว่าการสู้รบย่อมมีการสูญเสีย ต้นไม่อยากให้ลูกหลานที่อยู่ในแนวหน้า ได้รับความสูญเสีย จึงอยากให้มีเครื่องไม้เครื่องมือในการปกป้องชีวิตของพวกเขาอย่างสูงสุด

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนสนใจแต่การแก้รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งแต่ไม่ แต่ไม่สนใจประชาชน   นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องการจัดเตรียมต่างๆ เป็นเรื่องที่ทุกพรรคต้องทำ ไม่ได้หมายความว่า   พรรคให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ   แล้วจะผ่อนในเรื่องสแกมเมอร์ หรือปัญหาด้านความมั่นคง   ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่ทำเรื่องสแกมเมอร์และความมั่นคงมากที่สุดคนหนึ่ง    และเป็นอีกหนึ่งคนที่ใช้เวทีต่างประเทศ    เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของประชาชน จะได้รับความคุ้มครองสูงสุด    แต่ขณะเดียวกันก็มี สส.คนอื่น ขับเคลื่อนในส่วนอื่นไป   ไม่ใช่ว่าจะเลือกอีกอย่างหนึ่งแล้วทิ้งอีกอย่างหนึ่ง แต่หากจะถามเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องไปดูพรรคการเมืองต่างๆ เขาไปดูดสส. หรือคนนั้นคนนี้เข้าพรรคเต็มไปหมด พรรคการเมืองเหล่านี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องการเลือกตั้งมากเหมือนกัน 

“การจะมาโจมตีว่าพรรคประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชน   หรืองานด้านความมั่นคง ผมมองว่าเป็นการโจมตีข่าวเท็จ ไม่ได้มีมูลความจริง    ขอยืนยันกับประชาชนว่า งานด้านความมั่นคง   เป็นเรื่องสูงสุดและสำคัญ การปราบปรามกลุ่มสีเทา   เราจะต้องใช้โอกาสนี้ทำอย่างไรให้นักการเมืองที่เป็นมือเป็นไม้พายเรือให้โจรนั่ง พวกเทาๆดำๆ ไม่เข้าไปสู่ในสภา   ไม่มีอำนาจรัฐ และไม่ใช้อำนาจนั้นในการปกป้องทุนเทายึดประเทศไทย” นายรังสิมันต์  กล่าว

ใบตองแห้ง เหน็บ พรรคส้มล้างบาง สายม็อบ

ใบตองแห้ง เหน็บ พรรคส้มล้างบาง สายม็อบ

ใบตองแห้ง เหน็บ พรรคส้มล้างบาง สายม็อบ

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.17 น.

วันนี้ (13 กันยายน พ.ศ. 2568) จากที่ ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว ส.ส. พรรคก้าวไกล และ โตโต้ ปิยรัฐ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน สอง ส.ส. สายกิจกรรมนักเคลื่อนไหวได้ออกมาประกาศว่าจะไม่ไปต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผ่านโลกออนไลน์จนมีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการวิจารณ์จากฝ่ายที่ถูกเรียกว่า นางแบกว่า พรรคส้มไม่เอาส.ส.ที่เป็นนักเคลื่อนไหวลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ล่าสุดนายอธึกกิต แสวงสุข  หรือ ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์ และพิธีกร ไปร่วมกิจกรรมของพรรคประชาชน ที่มศว.ประสานมิตร และได้โพสต์ภาพคู่กับโตโต้ ผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ระบุว่า “ส้มล้างบางสายม็อบสายแอคทิวิสต์ โตโต้ตกกระป๋องมาคุมเครื่องเสียงอะครับ”

ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง

เลขาธิการพรรครักชาติ จี้ ถาม จีน-อเมริกา จริงใจแก้สงครามชายแดนจริงเหรอ?

เลขาธิการพรรครักชาติ จี้ ถาม จีน-อเมริกา จริงใจแก้สงครามชายแดนจริงเหรอ?

เลขาธิการพรรครักชาติ จี้ ถาม จีน-อเมริกา จริงใจแก้สงครามชายแดนจริงเหรอ?

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

เลขาธิการพรรครักชาติ แถลงเดือดจี้ ถาม จีน อเมริกา จริงใจแก้สงคราม ชายแดน  ไทย -กัมพูชา จริงเหรอ ? ไม่รู้ จริงเหรอ?  ใครเริ่มสงคราม

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรคเลขาธิการพรรครักชาติ (Rakchart) แถลงการณ์ภาษาอังกฤษ ตั้งคำถามถึงหลายประเทศชั้นนำ ที่มีเทคโนโลยีระดับโลก แต่กลับตรวจสอบไม่ได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย กัมพูชา ใครเริ่มโจมตีก่อน พร้อมเรียกร้องสหประชาชาติ (UN) เร่งตรวจสอบกัมพูชา กรณีสร้างบังเกอร์ในพื้นที่มรดกโลกและประเด็นยึดทรัพย์บิตคอยน์กว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่โยงกลุ่มมิจฉาชีพ

จากคลิปวิดีโอแถลงการณ์ล่าสุดของ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ (Rakchart) ได้มีการหยิบยกประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน โดยเปรียบเทียบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจโลก  ในขณะที่ประเทศจีนมีความสามารถส่งดาวเทียมและสร้างสถานีอวกาศถาวรโคจรรอบโลกได้ หรือสหรัฐอเมริกาที่มีรถสำรวจอยู่บนพื้นผิวดาวอังคาร แต่กลับเกิดคำถามที่น่ากังขาว่า เหตุใดด้วยเทคโนโลยีระดับนี้ จึงไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า “ใครเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน” ในเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา

ขณะที่ปมพื้นที่มรดกโลก แถลงการณ์ยังระบุถึงข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงว่า กัมพูชาได้ทำการจัดตั้งฐานที่มั่นทางทหารและสร้างบังเกอร์ภายในพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ซึ่งทางพรรครักชาติมองว่าการกระทำดังกล่าวเรียกร้องให้มีการดำเนินการตอบโต้ทันทีจากองค์การสหประชาชาติ (UN)

ช่วงท้ายของแถลงการณ์มีการเปิดเผยข้อมูล โดยอ้างถึงกรณีที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้ทำการยึดทรัพย์สินในรูปแบบบิตคอยน์มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชา โดยนายฐิติพันธุ์ ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดนี้ มีจำนวนมหาศาลกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศกัมพูชาเสียอีก

“มาถึงจุดนี้ เรายังดูไม่ออกกันอีกหรือว่า ใครกันแน่ที่เป็นสแกมเมอร์ที่คอยหลอกลวงชาวโลกว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ” เลขาธิการพรรครักชาติกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่สามารถถูกเพิกเฉยได้อีกต่อไป และทั่วโลกจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามต่อสังคมมนุษยชาตินี้

กองทัพยันทำลายอาวุธ PHL03 ทันที ไม่ให้กัมพูชาเปิดก่อน

กองทัพยันทำลายอาวุธ PHL03 ทันที ไม่ให้กัมพูชาเปิดก่อน

กองทัพยันทำลายอาวุธ PHL03 ทันที ไม่ให้กัมพูชาเปิดก่อน

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.48 น.

กองทัพ ยัน ทำลายอาวุธ PHL03  ทันที หากพบเคลื่อนไหว ไม่ให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติการแน่นอน ยังไม่ได้รับรายงานเคลื่อนย้ายเข้า พระวิหาร

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า ยัง ไม่ได้รับรายงาน อาวุธPHL03 ของกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่พระวิหารหากตรวจพบกองทัพไทยจะดําเนินการต่อเป้าหมายทันทีโดยไม่รีรอให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติก่อน เพราะเรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความพร้อมในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายแม่นยํา

ด้าน พ.อ.หญิงนุชระวี แจ่มจํารัส รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีการยึดสมุดบันทึกการวางทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงพิกัด ได้รวบรวมหลักฐานและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสำหรับพื้นที่ที่ต้องสงสัยจะมีการลักลอบวางทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดแสวงเครื่อง หน่วยในพื้นที่ได้ควบคุมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้จะนำข้อมูลในเรื่องโทรศัพท์มือถือและสมุดปฏิบัติงานส่งให้กับกระทรวงต่างประเทศเพื่อนำไปขยายผลเพื่อประกาศให้รู้ว่ากัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอยู่ และที่สำคัญ ในเรื่องของการกระทําเช่นนี้ ละเมิด สนธิสัญญา และทําร้ายทหารไทย

สำหรับ ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ เป็น1ในพื้นที่ 13 เป้าหมายที่จะควบคุม ฝ่ายกัมพูชาพยายามต่อต้านและได้รับรายงานล่าสุด ในช่วงเย็นของวันนี้สามารถควบคุมพื้นที่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทําลายสะพานลําเลียงกําลังพลของกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ได้แล้ว ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น

ในขณะที่การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังนั้น ได้ร่วมดําเนินการอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลศูนย์พักพิง แม้ว่าในพื้นที่ส่วนหน้ามีการปะทะพื้นที่ส่วนหลังก็มีความสําคัญ ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่าสี่แสนคน รวมถึงการดํารงชีวิตประกอบอาชีพสูญเสียรายได้และวิตกกังวล เรื่องบ้านที่อยู่อาศัย

นายกฯ น้ำตาซึม กอดลูกสาว จ่าเพียว ทหารกล้าช่องบก คนแน่นพิธีพระราชทานเพลิงศพ

นายกฯ น้ำตาซึม กอดลูกสาว จ่าเพียว ทหารกล้าช่องบก  คนแน่นพิธีพระราชทานเพลิงศพ

นายกฯ น้ำตาซึม กอดลูกสาว จ่าเพียว ทหารกล้าช่องบก คนแน่นพิธีพระราชทานเพลิงศพ

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.34 น.

“นายกฯ”เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ่าสิบเอกศตวรรษ” ทหารกล้าเสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดน​ น้ำตาซึมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว​ สวมกอดลูกสาว​​ พร้อมเดินทักทายประชาชน​ หลายคนเข้าให้กำลังใจ​ ต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา​ 14.30 น.​นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงสนามบินร้อยเอ็ด​ เพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์​ ต่อไปยังโรงเรียนบ้านหนองพอก​ 

จากนั้นเดินทางถึงวัดพรหมพิทักษ์วนาราม​ ในเวลา​ 15.10 น.​ เพื่อเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย – กัมพูชา ณ วัดพรหมพิทักษ์วนาราม หมู่ที่ 9 ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด​ โดยมีนายศักดา​ วิเชียร​ศิลป์​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ร่วมคณะด้วย​ 

โดยทันทีที่มาถึงนายกรัฐมนตรี​ ได้แสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวจ่าสิบเอกศตวรรษ​ รวมถึงได้พูดคุยกับบุตรสาวทั้ง​ 2 ของ​จ่าสิบเอกศตวรรษ​ ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ​ 

จากนั้น​ นายกรัฐมนตรี​ ได้เป็นสักขีพยาน ในพิธีมอบธงชาติที่คลุมโลงศพจ่าสิบเอกศตวรรษ​ให้กับครอบครัว รวมไปถึงมอบโล่ยุทธการ ใบประกาศเกียรติคุณและเงินช่วยเหลือจากกองทัพบก​ โดยบางช่วงนายกรัฐมนตรีมีน้ำตาซึม​ ก่อนจะพูดคุยกับครอบครัว เงินที่ได้รับการช่วยเหลือ ขอให้เก็บไว้ดูแลบุตรทั้งสองของจ่าสิบเอกศตวรรษ​ โดยก่อนเดินทางออกจากงาน​ นายกรัฐมนตรี​ ได้สวมกอดบุตรทั้ง 2 ของ​จ่าสิบเอกศตวรรษ​ 

ทั้งนี้​ ก่อนขึ้นรถ​ มีประชาชนที่มาร่วมพิธี​จำนวนมาก​ เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี ทำให้นายกรัฐมนตรี​ ต้องเดินทักทายพี่น้องประชาชนตั้งแต่ต้นทางจนขึ้นรถ​ และมีประชาชนเดินเข้ามาบอกให้นายกรัฐมนตรีสู้ๆ​ในการขจัดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา​ ให้จบที่รุ่นเรา​ นายกรัฐมนตรี​ จึงชูกำปั้นแสดงสัญลักษณ์สู้ให้เห็น ก่อนจะชี้ไปที่พล.อ.ชัยพฤกษ์​ บอกคนนี้เป็นแม่ทัพใหญ่​ 

โฆษกกลาโหม ยัน ไทยเสีย 4 ทหารกล้า พลีชีพช่องอานม้า รวมยอดดับ 15 บาดเจ็บ 270 กว่านาย

โฆษกกลาโหม ยัน ไทยเสีย 4 ทหารกล้า พลีชีพช่องอานม้า รวมยอดดับ 15 บาดเจ็บ 270 กว่านาย

โฆษกกลาโหม ยัน ไทยเสีย 4 ทหารกล้า พลีชีพช่องอานม้า รวมยอดดับ 15 บาดเจ็บ 270 กว่านาย

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

กองทัพ สรุป ทหารไทยเสียชีวิต 15 นาย บาดเจ็บ 270 กว่านาย รักษาตัวหาย แจ้งขอกลับไปรบ เช่นเดียว ตชด. เข้ม สอดแนม-จารกรรม-โดรน ก่อวินาศภัย

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม สรุปสถานการณ์ ชายแดนไทยกัมพูชาในวันนี้ว่า ยังคงมีการปะทะตลอดแนวชายแดนทั้ง7 จังหวัด กัมพูชายังดํารงการโจมตีเข้ามาต่อเนื่อง ไม่เลือกเป้าหมาย ทำให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ ได้รับผลกระทบ

มีทหารเสียชีวิตเพิ่มเติม 4 นายจากเหตุการณ์ปะทะ พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธา ยอดรวมการเสียชีวิต 14 นาย และอีก 1 นายเป็นผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 15 บาดเจ็บ 270 กว่านาย 

พร้อมยืนยันกําลังพล ผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวหายดีแล้ว มีความประสงค์กลับไปสู้รบในแนวหน้า ถือเป็นความตั้งใจของพี่น้องทหารหาญ 

ด้าน พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  โฆษกตำรวจ ระบุว่า  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ประจำการการแนวหน้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.และชุดปฏิบัติการพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รบเคียงบาทเคียงไหล่กับพี่น้องทหาร ซึ่งขณะนี้ มีตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ที่แนวหน้าจำนวน 24 นาย ส่วนที่ อนุญาตกลับบ้านก็สมัครใจ ร้องขอร่วมปฏิบัติหน้าที่ที่แนวหน้าต่อ 

ในส่วนการพิทักษ์พื้นที่สวนหลัง มีการจัดตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลบ้านพักอาศัยที่ประชาชนไปอยู่ที่ ศูนย์พักพิง และจัดกำลังดูแลประชาชน พร้อมอำนวยความสะดวกการจราจร กรณีประชาชนและเจ้าหน้าที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้มีความสะดวกไปถึงโรงพยาบาลด้วยความปลอดภัยและรวดเร็ว พร้อมตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตลอด24 ชั่วโมง

สำหรับการสืบสวนหาข่าวร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบบุคคล กลุ่มบุคคล หรืออากาศยานไร้คนขับ(โดรน) ที่เข้ามาแฝงตัว ป้องกันการจารกรรมก่อวินาศภัยในประเทศไทย ส่งผลต่อความมั่นคงได้ ตลอดจนถึงเตรียมพร้อมรับคนไทยติดค้างปอยเปต หากกัมพูชาอนุญาตให้เดินทางกลับโดยจุดผ่านแดนถาวร บ้านคลองลึก จังหวัดสระแก้ว 

รับคำท้าดาวเทียมพิสูจน์ สีหศักดิ์ ตอบกลับ ทรัมป์ ทุกดอก

รับคำท้าดาวเทียมพิสูจน์ สีหศักดิ์ ตอบกลับ ทรัมป์ ทุกดอก

รับคำท้าดาวเทียมพิสูจน์ สีหศักดิ์ ตอบกลับ ทรัมป์ ทุกดอก

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

“สีหศักดิ์” ผิดหวัง “ผู้นำสหรัฐ” พันธมิตรเก่าแก่ที่ไม่เข้าใจเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา หลังโพสต์แค่อุบัติเหตุ ยินดีให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม “ฮุน มาเนต”เรียกร้อง เดินหน้าเจรจาการค้าต่อไป  ไม่โยงเรื่องชายแดน เผยกัมพูชาขอเลื่อนการเปิดด่านให้คนไทยกลับประเทศวันนี้ออกไปอีก ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์

กระทรวงการต่างประเทศ วันนี้ ( 13 ธ.ค.)  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แถลงข่าวถึงกรณีที่นายโดนัลล์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้มีการโพสต์ข้อความผ่าน Truth social ว่าในโพสต์ดังกล่าวมีหลายประเด็นที่เราอยากจะชี้แจงในวันนี้ ก่อนอื่นตนต้องขอขอบคุณนายโดนัลล์ ทรัมป์ ที่มีความห่วงใยกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและมีความหวังดีที่อยากจะเห็นสันติภาพ แน่นอนว่าประเทศไทยก็อยากจะเห็นสันติภาพ แต่สันติภาพคงไม่ได้มาจากฝ่ายเดียว   แต่ต้องมาจากทั้งสองฝ่าย และที่เป็นห่วงเนื่องจากมีหลายประเด็นที่อยู่ในการโพสต์ของประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ทางฝ่ายไทยคิดว่าทางฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง หรืออาจจะได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือได้รับข้อมูลจากแหล่งที่จงใจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

ประเด็นแรก ที่ฝ่ายไทยรู้สึกไม่สบายใจ คือ การที่มีข้อความว่า “เหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นอุบัติเหตุ”  ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ ข้อเท็จจริงก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่มากเกินกว่า 7 ครั้ง  และทุ่นระเบิดใหม่ก็ได้รับการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน ไม่ใช่เพียงฝ่ายไทยพูดฝ่ายเดียว นอกจากเหตุการณ์ทุ่นระเบิดแล้วในวันนี้ก็เกิดเหตุการณ์ที่มีการยิงจรวด BM-21 ไปยังพื้นที่พลเรือน ที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็แน่นอนแล้วว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความจงใจของฝ่ายกัมพูชา และในข้อความของประธานาธิบดียังพูดถึงการโต้ตอบของฝ่ายไทยว่าความรุนแรง โดยตนอยากชี้แจงว่าการโต้ตอบของฝ่ายไทยกับการปฎิบัติทางทหารต่อฝ่ายกัมพูชา  ไม่ได้โต้ตอบเกินกว่าเหตุ  ทั้งหมดนี้ประเทศไทยเป็นมิตรประเทศกับสหรัฐ

สีหศักดิ์

“เรารู้สึกผิดหวังที่ข้อความดังกล่าวนั้นกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยและประเทศไทยในฐานะที่เรามีความภูมิใจที่เราเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคนี้ ส่วนนี้เราก็รู้สึกผิดหวัง เพราะไทยกับสหรัฐอเมริกาความร่วมมือและการเป็นพันธมิตรระหว่างกัน เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาเยอะ เราได้ต่อสู้เพื่อเผชิญกับความท้าทาย สร้างความมั่นคงร่วมกันมาในอดีต และเรายังถือว่าประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกายังมีความสัมพันธ์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันทางด้านความมั่นคงอยู่  และจะยังคงมีอีกต่อไป”นายสีหศักดิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขอให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์ปะทะ โดยวิธีทางดาวเทียมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งประเทศไทยไม่มีปัญหา และขอให้ตรวจสอบเรื่องของทุ่นระเบิดด้วย เพราะเราพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งตนเคยเรียกร้องให้มีคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นหากเราตรวจสอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ก็ขอให้ให้ตรวจสอบทั้งในเรื่องของเหตุการณ์การปะทะ และเรื่องของการใช้ทุ่นระเบิด

อีกประเด็น ที่ตนอยากชี้แจง คือในขณะนี้ภัยคุกคามตามแนวชายแดนไม่ได้มาจากการปฏิบัติการทางฝ่ายทหารของกัมพูชาอย่างเดียว แต่มาในรูปแบบของสแกมเมอร์ด้วย ซึ่งมีคนที่ได้รับผลกระทบมากมาย ทั้งในเรื่องของการค้ามนุษย์ และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทุกประเทศที่อยู่ในประชาคมโลกร่วมกันที่จะปราบปราม และไทยก็ดำเนินการในส่วนของไทยอย่างเต็มที่ โดยในวันที่ 17 ธันวาคม  2568 เราจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการปราบปรามออนไลน์สแกมทั้งหลาย    

นายสีหศักดิ์  ยังกล่าวว่า  แต่สิ่งหนึ่งที่อยากขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐ คือเรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งก็บอกว่าการเจรจาในระดับผู้ปฏิบัติก็จะให้ดำเนินต่อไป เพราะท่าทีของเราตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องการค้าก็เป็นการค้า   เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาก็ไม่ควรนำมาโยงกับเรื่องการเจรจาการค้าฃ

สีหศักดิ์

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่มีความห่วงใยมากๆ คือ มีคนไทยที่ติดอยู่ที่ด่านปอยเปต และอยากกลับเข้ามาฝั่งไทย ด้วยความไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเรื่องนี้ในส่วนของไทยเราให้ชาวกัมพูชาที่อยากกลับไปเดินทางกลับไปหมดแล้ว ซึ่งเราไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ปัญหาคือกัมพูชาไม่ยอมให้คนไทยกลับมา ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งที่ประสบอยู่ขณะนี้ แต่เป็นเรื่องมนุษยธรรม และที่น่าเสียใจคือเดิมทีเราคุยกันแล้วว่าการเปิดด่านในช่วงบ่ายวันนี้  (  13 ธ.ค.) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชากลับขอเลื่อนไปก่อน และในโพสต์ของทางนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการกล่าวว่า ระงับการเดินทางทั้งหมดในการข้ามเขตแดน ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนในแง่ที่ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน   เป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยธรรมภายใต้กติการะหว่างประเทศทั้งหลาย โดยเฉพาะกติกากฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายหลักสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางประธานาธิบดีสหรัฐได้พูดถึงเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ แต่เลือกที่จะใช้คำพูดไม่เห็นคุณค่า ทางฝ่ายไทยยังมองว่าสหรัฐพูดแบบนี้ถือว่ายังมีเจตนาที่ดีและเป็นบทบาทที่สร้างสรรค์เรื่องนี้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน แต่เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาตั้งใจที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ ตรงนี้ในเรื่องของทุ่นระเบิดใหม่ก็มีการยืนยันไปแล้ว เมื่อครั้งไปประชุมภาคีอนุสัญญาออตตาวา ตนก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้ไป และเราก็มีหลักฐานต่างๆ ตนคิดว่าข้อความส่วนนี้หรือความเห็นของประธานาธิบดีสหรัฐที่ใช้ถ้อยคำว่าเป็นอุบัติเหตุนั้น ก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกคนไทย ประเทศไทย และย้ำว่าเราเองก็ถือว่าเป็นมิตรกับสหรัฐที่สุดเก่าแก่ในภูมิภาค เคียงข้างผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามาก เรายังถือว่าเราเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐและมีผลประโยชน์ร่วมกันในด้านความมั่นคง และยังอยู่ต่อไป

เมื่อถามว่าการที่ประธานาธิบดีสหรัฐระบุถึงช่วงเวลาการหยุดยิง นั่นหมายความว่าเขาคิดไปเองหรือเป็นการมัดมือชกไปเองหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหยุดยิงนั้นต้องถามฝ่ายกัมพูชาว่าเขาพร้อมจะหยุดยิงเมื่อไหร่  ซึ่งอยู่ดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนา แต่ต้องเกิดขึ้นจากความพร้อมของทุกฝ่าย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานั่นคือความพร้อมที่จะหยุดจริงหรือไม่ ฉะนั้นหากในบริบทแบบนี้การหยุดยิงมันไม่มีความหมาย เราจะพูดเรื่องการหยุดยิงได้อย่างไรในเมื่อฝ่ายกัมพูชาก็ยังไม่หยุดยิง และก็เป็นเรื่องเดิมๆ

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา คือวิธีการที่พูดอย่างทำอย่าง และเบี่ยงเบนจากประเด็นปัญหาแท้จริงสร้างสถานการณ์ สร้างเรื่องราว เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงตอบโต้ เพราะไม่ใช่เป็นการต่อสู้ในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่ทาง นายฮุน เซน ปิดด่านถือเป็นการเอาคนไทยเป็นตัวประกัน เป็นการละเมิดสัญญาหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้หากเป็นพลเรือน ไม่ได้เป็นทหาร พลเรือนก็ควรจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กติการะหว่างประเทศ ซึ่งมีอยู่หลายฉบับ และเป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้นกฎหมายหลักก็คือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราถือว่าเรื่องนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิมนุษยธรรม

สีหศักดิ์

เมื่อถามย้ำว่าถือเป็นอาชญากรสงครามหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เรามองในเรื่องของความปลอดภัยของประชาชนและให้ประชาชนได้กลับมา และเราไม่ได้กีดขวางประชาชนชาวกัมพูชาที่อยากจะกลับไปฝั่งกัมพูชาเลย

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าในการหารือทางโทรศัพท์ไม่มีการพูดเรื่องข้อตกลงหยุดยิง และการกลับไปสู่ปฏิญญาสันติภาพ ในเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์อะไรที่ทางประธานาธิบดีสหรัฐโพสต์ และในส่วนของไทยจะต้องมีการติดต่อเพื่อหารือทางโทรศัพท์อีกครั้งหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงเป็นความคาดหวังของประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อได้ทุ่มเทกับข้อตกลงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  ทางประธานาธิบดีสหรัฐก็คงอยากเห็นการหยุดยิง   แต่ตอนนี้การหยุดยิงก็ต้องมาจากความพร้อมทั้งสองฝ่าย และในการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีสหรัฐยังไม่มีการพูดคุยกันเรื่องการหยุดยิง แต่ในการพูดคุยกันระหว่างตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐก็บอกว่าในเรื่องการหยุดยิงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันที ฝ่ายทหารก็ต้องมีการประเมินสถานการณ์และต้องมีการพูดคุยกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย  การหยุดยิงโดยที่ไม่มีใครพร้อมก็เป็นการหยุดยิงที่ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับโดนัลล์ ทรัมป์ ไม่ได้พูดถึงการหยุดยิง และประธานาธิบดีสหรัฐคงมีความคาดหวังที่อยากให้มีการหยุดยิง แต่ประเด็นคือการหยุดยิงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม  การหยุดยิงที่ยั่งยืนยังมีรายละเอียดอีกเยอะที่ต้องคุยกัน รวมถึงฝ่ายทหารด้วย

อนุทิน ลั่น ยังไม่ถึงเวลาเจรจาหยุดยิง หลัง อันวาร์ ขีดเส้น 4 ทุ่ม

อนุทิน ลั่น ยังไม่ถึงเวลาเจรจาหยุดยิง หลัง อันวาร์ ขีดเส้น 4 ทุ่ม

อนุทิน ลั่น ยังไม่ถึงเวลาเจรจาหยุดยิง หลัง อันวาร์ ขีดเส้น 4 ทุ่ม

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

“อนุทิน”ลั่น ยังไม่ถึงเวลาเจรจาหยุดยิง หลัง “อันวาร์” โพสต์เตรียมยุติคืนนี้

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ที่วัดพรหมพิทักษ์วนาราม  จังหวัดร้อยเอ็ด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ถึงกรณีที่นายอันวาร์  อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์ข้อความระบุว่าในเวลา 22.00 น.ของวันนี้ ประเทศไทยและกัมพูชาจะเริ่มกระบวนหยุดยิงว่า ยังไม่ทราบ คาดว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งขณะนี้มีการสื่อสารเยอะไปหมด จึงขอให้ฟังการแถลงของกองทัพใน 2 ช่วงเวลา จะดีที่สุด “ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาหยุดยิง และยังไม่ถึงเวลานั้น”

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีระเบิดตกในหมู่บ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ นายกรัฐมนตรีหันกลับมาตอบว่า ก็แบบนั้นน่ะสิ เราจะหยุดยิงได้อย่างไร 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อันวาร์ อีกแล้ว เรียกร้อง ไทย กัมพูชา หยุดยิง 4 ทุ่ม คืนนี้

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์เหตุผลยุบสภา ความจำเป็นตาม รธน. หรือ หมากชิงความได้เปรียบทางการเมือง?

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์เหตุผลยุบสภา ความจำเป็นตาม รธน. หรือ หมากชิงความได้เปรียบทางการเมือง?

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์เหตุผลยุบสภา ความจำเป็นตาม รธน. หรือ หมากชิงความได้เปรียบทางการเมือง?

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า วิเคราะห์เหตุผลยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 68: ความจำเป็นตามรัฐธรรมนูญ หรือ หมากชิงความได้เปรียบทางการเมือง?

การประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 กลายเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์การเมืองต้องหันมามองอย่างละเอียด เนื่องจากเหตุผลที่ระบุในพระราชกฤษฎีกานั้น มีหลายจุดที่ดูจะ “สวนทาง” กับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ และนำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า… เรากำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อประชาชน หรือเพื่อแก้โจทย์คณิตศาสตร์ทางการเมืองของ

ใครบางคน?

ในฐานะผู้ติดตามการเมือง มี 4 ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณา ดังนี้ครับ:

1.ข้ออ้างเรื่อง “ความไม่สงบชายแดน” ที่ขาดน้ำหนัก
ในประกาศระบุถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเหตุผลลำดับต้นๆ แต่หากพิจารณาตามความเป็นจริง สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่กลไกปกติของกระทรวงต่างประเทศและกองทัพสามารถรับมือได้ การนำประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศมาเป็น “เหตุผลหลัก” ในการยุบสภา จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการใช้ “วาทกรรมทางกฎหมาย” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ดูเป็นเรื่องเร่งด่วน มากกว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

2. อายุรัฐบาล 2 เดือนเศษ กับเสถียรภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่คาดการณ์ได้อยู่ก่อนแล้ว
รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MoA ที่ทำกับพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 จึงทำงานมาได้เพียง 2 เดือนเศษ การอ้างว่า “บริหารไม่ได้เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” จึงเป็นเหตุผลที่ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะจำนวนตัวเลข สส. ในสภาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากวันแรกที่รับตำแหน่ง หากมองในเชิงวิชาการ การยุบสภาหลังทำงานไม่ถึง 4 เดือนตาม MoA โดยที่ไม่มีกฎหมายสำคัญถูกตีตกในสภา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ “ผิดปกติ” อย่างมากในระบบรัฐสภา

3. หรือจะเป็นการ “ชิงยุบสภา” เพื่อหนีการตรวจสอบ?
ประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตมากที่สุด คือจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะกับข่าวการเตรียมยื่น “ญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ของพรรคฝ่ายค้าน (พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย) ที่ไม่ไว้ใจพรรคภูมิใจไทยในการบริหารราชการแผ้นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
ตามหลักรัฐศาสตร์ การยุบสภาผู้แทนราษฎรก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือการตัดวงจรการตรวจสอบของรัฐสภา
ผลทางกฎหมายคือ นายกรัฐมนตรี (และรัฐมนตรี) จะยังมีสถานะ “รักษาการ” และสามารถจัดสรรทรัพยากรในช่วงก่อนเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับการถูกลากไส้กลางสภาที่อาจส่งผลต่อคะแนนนิยม

และที่สำคัญที่สุดคือ
หากถูกลงมติ “ไม่ไว้วางใจ” นายกรัฐมนตรี(และรัฐมนตรี) ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และ ไม่สามารถรักษาการในระหว่างการเลือกตั้งได้

4. ผลกระทบที่มองข้าม: งบประมาณและโครงการของรัฐ
การยุบสภาในขณะที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มขับเคลื่อนนโยบายได้ไม่ถึง 4 เดือนตามพันธสัญญา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ความต่อเนื่องของงบประมาณ” และโครงการเศรษฐกิจที่อ้างในเหตุผลการยุบสภาเสียเอง เมื่อสภาหยุดทำงานกะทันหันก่อนกำหนด การอนุมัติงบประมาณหรือโครงการเยียวยาต่างๆ ที่รออยู่แล้ว จะเข้าสู่สภาวะ “ชะงักงัน” ซึ่งย้อนแย้งกับเหตุผลที่ว่าต้องการยุบสภาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ
บทสรุป
การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นเรื่องดีงามตามระบอบประชาธิปไตย แต่หากเหตุผลในการคืนอำนาจนั้นดู “คลุมเครือ” และ “มุ่งเน้นผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว” มากกว่าวิกฤตของชาติจริง สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาล

ประชาชนคงต้องใช้วิจารณญาณในคูหาเลือกตั้งว่า… เหตุผลในการยุบสภาตามที่กล่าวอ้างมานั้น ฟังขึ้นหรือไม่?
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
13/12/68

นักเขียนซีไรท์ เดือดปุดๆ ซัด พท.-ปชน. ดิ้นทุรนทุราย เก่งแต่ปาก ไร้ความสามารถ

นักเขียนซีไรท์ เดือดปุดๆ  ซัด พท.-ปชน. ดิ้นทุรนทุราย เก่งแต่ปาก ไร้ความสามารถ

นักเขียนซีไรท์ เดือดปุดๆ ซัด พท.-ปชน. ดิ้นทุรนทุราย เก่งแต่ปาก ไร้ความสามารถ

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อสยบยอมเป็นขี้ข้านักการเมือง ก็ไม่ต้องพล่ามเรื่องอำนาจของประชาชน”

กรณียุบสภาและให้ทหารรบต่อ ทำให้พวกนักการเมืองฝ่ายตรงช้ามและลิ่วล้อดิ้นทุรนทุราย และโวยกันไม่เลิกว่าอนุทินทำเพื่อตัวเอง เพื่อพรรค เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง ทั้งที่ฝ่ายตัวเองไม่ได้มี

หัวคิด ไม่มีความสามารถสักอย่าง เก่งแต่ปาก

พรรคเพื่อไทยมีนายกฯ 2 คน ทำอะไรได้บ้าง?

พรรคประชาชนเคยสนใจปัญหาสารพัดทั้งในประเทศและนอกประเทศหรือไม่ นอกจากสนใจแต่แก้รัฐธรรมนูญ 

เรื่องการยุบสภาและให้ทหารรบต่อ สำหรับผมถ้านักการเมืองรักษาอธิปไตยของชาติและไม่หงอแก่ประเทศมหาอำนาจ ทรงเกียรติภูมิของประเทศชาติไว้ได้ ผมก็ขอบคุณและสนับสนุน เรื่องอื่น ๆ ก็ว่ากันไปทีละเรื่อง ทีละประเด็น ผมไม่เหมารวม

นักการเมืองทุกคนประกาศว่าจะทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ ดังนั้นเมื่อเข้ามามีอำนาจก็ต้องทำตามคำประกาศของตน

ไม่ใช่พูดอย่างทำอย่าง และทำเรื่องชั่วร้ายเพื่อผลประโยชน์ของพวกตน

นักการเมืองต้องเป็นเครื่องมือของประชาชน 

ไม่ใช่ประชาชนเป็นเครื่องมือ – เป็นขี้ข้าของนักการเมือง

ไม่เช่นนั้นอำนาจของประชาชนจะไม่มีอยู่จริง