ไฮดี้ งานเข้า เจอทัวร์ลงยับหลังเจอเพื่อนบ้านแปะป้ายเตือน ล่าสุดเจ้าตัวเตรียมย้ายบ้าน

ไฮดี้ งานเข้า เจอทัวร์ลงยับหลังเจอเพื่อนบ้านแปะป้ายเตือน ล่าสุดเจ้าตัวเตรียมย้ายบ้าน

ไฮดี้ งานเข้า เจอทัวร์ลงยับหลังเจอเพื่อนบ้านแปะป้ายเตือน ล่าสุดเจ้าตัวเตรียมย้ายบ้าน

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

13 ธันวาคม 2568  ไฮดี้ อมันดา อแมนด้า เจนเซ่น รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022 และรองชนะเลิศเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 6 โพสต์ไอจีสตอรี่เป็นภาพข้อความสุดพีกจากเพื่อนบ้าน โดยบอกว่า “ผมบ้าน 43 เที่ยงคืน-8 โมงเช้า ช่วยหุบปาก เลิกพูดพล่าม รบกวนเพื่อนบ้าน ทุกคนต้องการนอน ต้องการเจอผม กดออดบ้านผม”

ซึ่งไฮดี้ก็ได้เขียนข้อความว่า “ทางข้างบ้านเข้ามาติดถึงหน้าประตูบ้านแบบนี้ เข้าข่ายบุกรุกมั้ยคะ? น้องเล่นเกมมือถือและพูดอยู่ในห้องนอน ตอนช่วง 7 โมงเช้า และบ้านเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ น้องได้ยินเสียงเคาะกำแพงห้อง จึงเงียบเสียง พอเราตื่นไปเอาข้าวหน้าบ้าน เปิดม่าน เจอแบบนี้ติดอยู่ จึงอยากสอบถาม ขอความรู้ค่ะ เจอแบบนี้ยอมรับว่ารู้สึกไม่ปลอดภัยเลยค่ะ”

แต่งานนี้ไฮดี้เจอทัวร์ลงจากชาวโซเชียลแบบเต็มๆ เพราะหลังจากอ่านโน้ตของเพื่อนบ้านแล้วก็จะเห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ทุกคนต้องการพักผ่อน แต่กลับมีเสียงไปรบกวนเพื่อนบ้าน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทัวร์ลงไฮดี้สนั่นโลกโซเชียล

ล่าสุด ไฮดี้ ก็ได้โพสต์ชี้แจงอีกครั้งผ่านทางไอจีสตอรี่ โดยบอกว่าได้เจรจากับเพื่อนข้างบ้านแล้ว โดยมีตำรวจมาร่วมเจรจาด้วย และเตรียมจะย้ายออกจากบ้านหลังนี้ โดยบอกว่า “จากสตอรี่ก่อนหน้าที่มีการถามไป ตอนนี้ได้พูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีตำรวจร่วมเจรจาด้วย ขอบคุณทุกคำตอบที่ช่วยแนะนำ ไว้ย้ายบ้านเรียบร้อยแล้วจะมาเล่าชี้แจงรายละเอียดให้ฟังกันนะคะ ขอบคุณมากค่ะ อย่าเพิ่งด่วนสรุปกันนะค้า”

เจนธิรา ทายาทนมเปรี้ยวชื่อดัง เปิดตัวแบรนด์กระเป๋าหัตถกรรมชั้นสูง เจ้าชายมาทีน-พระชายาอนิชาร่วมงาน

เจนธิรา ทายาทนมเปรี้ยวชื่อดัง เปิดตัวแบรนด์กระเป๋าหัตถกรรมชั้นสูง เจ้าชายมาทีน-พระชายาอนิชาร่วมงาน

เจนธิรา ทายาทนมเปรี้ยวชื่อดัง เปิดตัวแบรนด์กระเป๋าหัตถกรรมชั้นสูง เจ้าชายมาทีน-พระชายาอนิชาร่วมงาน

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

13 ธันวาคม 2568  คุณเจนธิรา อรรถสกุลชัย ไฮโซสาวทายาทรุ่นที่ 3 ของนมเปรี้ยวบีทาเก้น ที่จัดงานฉลองเปิดตัวแบรนด์ @jasminacollection แบรนด์กระเป๋าถมทองแกะสลักลวดลายด้วยมือ งานศิลปะชั้นสูงจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้ง คุณเจนธิรา ยังสวมใส่ชุดราตรีผ้าไทย ออกแบบตัดเย็บโดย ห้องเสื้อ “Glam Gold Label” กระเป๋าถมทองตอกมือจังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยภายในงานเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกของแบรนด์ JASMINA ของ คุณเจนธิรา อรรถสกุลชัย ก็มีเซเลป คนดังเข้าไปร่วมแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น คุณแดเนียล อิซา คาเลบิก สามีของคุณเจนธิรา รวมถึงได้รับเกียรติจาก ขณะเดียวกัน เจ้าชายอับดุล มาทีน โบลเกียห์ แห่งบรูไน ก็ได้เสด็จพร้อมด้วยพระชายา เจ้าหญิงอานีชา รซนะฮ์ บินตี อาดัม ร่วมแสดงความยินดีด้วย

ภายในงานยังมีภาพของเซเลปเมืองไทยอย่าง ไฮโซเซนต์ และนางเอกสาว มิว นิษฐา ร่วมเฟรมกับ เจนธิรา สามีของเธอ แดเนียล , เจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไน ,พระชายาอนิชา ซึ่งยิ่งเพิ่มความพิเศษให้กับงานนี้มากขึ้น

หลานผมเอง เหลือเฟือ มกจ๊ก อาลัยหลาน ทหารกล้ารายที่ 7 ถูกกระสุนปืนเขมรเสียชีวิต

หลานผมเอง เหลือเฟือ มกจ๊ก อาลัยหลาน ทหารกล้ารายที่ 7 ถูกกระสุนปืนเขมรเสียชีวิต

หลานผมเอง เหลือเฟือ มกจ๊ก อาลัยหลาน ทหารกล้ารายที่ 7 ถูกกระสุนปืนเขมรเสียชีวิต

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เหลือเฟือ มกจ๊ก นักแสดงตลกชื่อดัง มีการลงคลิปเปิดเผยว่า ทหารที่เสียชีวิตรายที่ 7 จากการปะทะชายแดนไทยกับกัมพูชา เป็นหลานของตัวเอง พร้อมข้อความทั้งหมด ดังนี้

เมื่อวานที่ผ่านมา (12 ธันวาคม พ.ศ. 2568)เหลือเฟือ มกจ๊ก นักแสดงตลกชื่อดังของประเทศไทยได้ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ โพสต์คลิปเปิดเผยเกี่ยวกับทหารไทยที่เสียชีวิตเป็นรายที่ 7 จากการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เป็นหลานชายของตัวเอง

เหลือเฟือ มกจ๊ก

“ปู่วิกับย่านกแก้วฮักแพงคัก เขียนชื่อปลื้มติดรถทุกคัน หลานได้เฮ็ดหน้าที่ลูกผู้ชายอย่างสมเกีรติ ไปสู่ภพภูมิที่ดี้เด้อบักหล่า #เหลือเฟือ_ชาแนล1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ผู้ติดตาม”

เหลือเฟือ มกจ๊ก
เหลือเฟือ มกจ๊ก
เหลือเฟือ มกจ๊ก

>>> ชมคลิปคลิกที่นี่ <<

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เหลือเฟือ ชาแนล1 

‘เฮ้ง’เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าบ้านภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัว

'เฮ้ง'เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าบ้านภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัว

‘เฮ้ง’เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าบ้านภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัว

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.55 น.

‘เฮ้ง’เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าบ้านภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัว

สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 16 นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย(ภท.)นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.30 น. วันที่ 15 ธ.ค. นายสุชาติ และนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 2 คน สมัครสมาชิกพรรคภท.ไปก่อนแล้ว จะนำอดีตสส.พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ในกลุ่ม โดยมีนายเกรียงยศ สุดลาภา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ นายศาสตรา ศรีปาน อดีตสส.สงขลา เขต 2 นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1 นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4 นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2 นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1 จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10 พล.ต.ต.สุรพล บุญมา อดีตสส.นครนายก เขต 1 สมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.

ขณะที่ 3 อดีตสส.ในกลุ่ม นายสันต์ แซ่ตั้ง อดีตสส.ชุมพร เขต 2 และนายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และนายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี มีรายงานข่าวว่าจะไปพรรคกล้าธรรม(กธ.) เนื่องจากปัญหาเขตพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกัน ส่วนนายถนอมพงศ์ หลีกภัย สส.ตรัง หยุดพักการลงเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วนของพื้นที่จ.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต ถือว่าลงตัวแล้ว โดยนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี และนายสุชาติ จะนำว่าที่ผู้สมัครสส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต เปิดตัวและสมัครสมาชิกที่พรรคภท. วันที่ 15 ธ.ค. เช่นกันด้วย โดยนายสุชาติ จะลงเลือกตั้งเขต 1 ร.อ.ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 2 ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 3 นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง เขต 4 นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ เขต 5 นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เขต 6 นายสงกรานต์ ภาชนะ เขต 7 นายเชาวลิตร แสงอุทัย เขต 8 นายแมน อินทร์พิทักษ์ เขต 9 นายพนธนกร ใคร่ครวญ เขต 10

‘พุทธิพงษ์’ชมเปาะ’อนุทิน’เข้มแข็ง มีภาวะผู้นำผจญสถานการณ์ชายแดนไทย เขมร

'พุทธิพงษ์'ชมเปาะ'อนุทิน'เข้มแข็ง มีภาวะผู้นำผจญสถานการณ์ชายแดนไทย เขมร

‘พุทธิพงษ์’ชมเปาะ’อนุทิน’เข้มแข็ง มีภาวะผู้นำผจญสถานการณ์ชายแดนไทย เขมร

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

‘พุทธิพงษ์’ชมเปาะ’อนุทิน’เข้มแข็ง มีภาวะผู้นำผจญสถานการณ์ชายแดนไทย เขมร

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันนี้ต้องชื่นชมและให้กำลังใจนายกอนุทิน ภาวะผู้นำในสถานการณ์แบบนี้ ทำได้เข้มแข็ง ชัดเจนดีมากๆ… “
 

‘มนพร’ซัด‘อนุทิน’ ยุบสภาหนี‘ซักฟอก’ไม่สง่างาม-ดูถูกเสียงประชาชน

‘มนพร’ซัด‘อนุทิน’ ยุบสภาหนี‘ซักฟอก’ไม่สง่างาม-ดูถูกเสียงประชาชน

‘มนพร’ซัด‘อนุทิน’ ยุบสภาหนี‘ซักฟอก’ไม่สง่างาม-ดูถูกเสียงประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.21 น.

“มนพร”ซัด”อนุทิน” ยุบสภาหนี”ซักฟอก”ไม่สง่างาม-ดูถูกเสียงประชาชน ฝาก ปชช.ให้บทเรียนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เลือก”เพื่อไทย”ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวปราศรัยในการลงพื้นที่ชูนโยบายเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ว่า จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 พรรค พท.ได้เข้าไปทำงานจัดตั้งรัฐบาลประมาณ 2 ปี 3 เดือน เป็นผู้แทน 2 ปี แต่มีโอกาสโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีถึง 5 คน ส่วนหนึ่งอยากให้พี่น้องประชาชนทบทวนว่า การเลือกตั้งไม่เป็นเอกฉันท์ ทำให้มีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล จนเกิดการบิดเบี้ยวของการตั้งรัฐบาล เสียงข้างน้อยของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซ้ำร้ายยังได้เสียงจากฝ่ายค้ำ พรรคได้คะแนนอันดับหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน สู่ฝ่ายค้ำ มาสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

นางมนพร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตามมาคือปัญหาต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตามกฎหมายจะต้องมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐบาลนายอนุทินไม่เห็นด้วย ทำให้พรรค พท.แพ้การโหวตตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่รัฐบาลนายอนุทิน จะให้มีการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญจากเสียง 1 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรรวมถึงเสียง สว.ลงมติด้วย จึงไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะการเสนอแก้รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ทำให้พรรค พท.เตรียมเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในประเด็นบกพร่องล้มเหลว ในการบริหารงานหลายด้าน

“แต่รัฐบาลนายอนุทินกลับชิงยุบสภาหนีการอภิปราย หนีการตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้าน ถือว่าไม่มีความสง่างามในการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนักการเมืองจะต้องไม่หนีการตรวจสอบ สภาผู้แทนราษฎรคือเงาสะท้อนของบประชาชน การเลือกตั้งที่จะมาถึง ประชาชนต้องสร้างบทเรียนให้พรรคการเมืองที่ดูถูกเสียงประชาชน เลือกพรรคเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง เดินหน้าประเทศไทย” นางมนพร กล่าว

‘ทร.’จ่อขอสมช.อนุมัติคำสั่งจำกัดอาณาเขตอ่าวไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย ยันไม่ปิดอ่าวไทย

'ทร.'จ่อขอสมช.อนุมัติคำสั่งจำกัดอาณาเขตอ่าวไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย ยันไม่ปิดอ่าวไทย

‘ทร.’จ่อขอสมช.อนุมัติคำสั่งจำกัดอาณาเขตอ่าวไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย ยันไม่ปิดอ่าวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.27 น.

‘ทร.’เผยคำสั่งจำกัดอาณาเขตอ่าวไทย สกัดน้ำมัน- ยุทธปัจจัย เข้าสมช.15 ธ.ค.ขอนุมัติ ยันไม่ปิดอ่าวไทย

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงประเด็นที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลออนไลน์ เรื่องการปิดกั้นน่านน้ำ และระงับการส่งออกน้ำมัน อยากทําความเข้าใจว่า ในปัจจุบันยังไม่มีการประกาศดังกล่าวออกมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นเพียงข้อเสนอของคณะผู้บัญชาการทางทหารเพื่อให้หารือในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.) ใน 3 ประเด็น

1. ขอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติมีมติระงับระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยสำคัญไปยังกัมพูชา 

2. ให้หน่วยงาน ศรชล.บูรณาการกลไกควบคุมเฝ้าระวังเรือ ที่มีพฤติกรรมลําเลียง น้ำมันเชื้อเพลิง สินค้ายุทธปัจจัยสําคัญไปยังกัมพูชา 

3. ให้ ศรชล.ออกประกาศพื้นที่บริเวณทะเลอาณาเขต รอบท่าเรือกัมพูชาเป็นพื้นที่มีความเสี่ยงภัยสูงเนื่องจากกองทัพกัมพูชามีการใช้อาวุธโดยไม่ระบุเป้าหมาย ยิงไม่มีทิศทาง ทําให้เรือที่สัญจรไปมาที่อยู่ในระยะการยิงมีความเสี่ยงสูง จึงให้ออกประกาศแจ้งเตือน และย้ำว่าจะไม่มีคําว่าปิดน่านน้ำ

ขอบคุณภาพจาก : Army Military Force

ลูกทหารต้องเข้มแข็ง! ‘อนุทิน’โพสต์ซึ้งปลอบลูกสาว’พล.ต.ศตวรรษ’วีรบุรุษไทย

ลูกทหารต้องเข้มแข็ง! 'อนุทิน'โพสต์ซึ้งปลอบลูกสาว'พล.ต.ศตวรรษ'วีรบุรุษไทย

ลูกทหารต้องเข้มแข็ง! ‘อนุทิน’โพสต์ซึ้งปลอบลูกสาว’พล.ต.ศตวรรษ’วีรบุรุษไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

ลูกทหารต้องเข้มแข็ง! ‘อนุทิน’โพสต์ซึ้งปลอบลูกสาว’พล.ต.ศตวรรษ’วีรบุรุษไทย 

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ลูกทหารต้องเข้มแข็งนะลูก….มีสุข มีตังค์ วันนี้หนูทั้งสองคนคือลูกสาวนายพลแห่งกองทัพบกไทยที่เป็นวีรบุรุษของคนไทยทุกคน พลตรีศตวรรษ สุจริต” 

โพลชี้ปชช.อยากเลือกตั้ง! เผย’ปวงชนไทย’พรรคใหม่มาแรง ด้าน’อนุทิน’เต็งหนึ่งจัดตั้งรัฐบาล

โพลชี้ปชช.อยากเลือกตั้ง! เผย'ปวงชนไทย'พรรคใหม่มาแรง ด้าน'อนุทิน'เต็งหนึ่งจัดตั้งรัฐบาล

โพลชี้ปชช.อยากเลือกตั้ง! เผย’ปวงชนไทย’พรรคใหม่มาแรง ด้าน’อนุทิน’เต็งหนึ่งจัดตั้งรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

โพลชี้ ปชช.อยากเลือกตั้ง! เซอร์ไพรส์’ปวงชนไทย’พรรคใหม่มาแรง สโลแกนโดนใจสร้างคน-สร้างงาน ขณะที่’อนุทิน’ภูมิใจไทยยังครองเชื่อมั่นจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “สำรวจพรรคใหญ่กับพรรคใหม่” จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,435 ตัวอย่าง ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 12–13 ธันวาคม 2568 ภายหลังการประกาศยุบสภาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริบททางการเมืองไทย ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนทั้ง “ความต้องการเร่งด่วนของประชาชน”“ความตั้งใจจะไปเลือกตั้ง” “ความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่” และ “การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองเปิดใหม่ในฐานะม้ามืดเชิงนโยบาย” อย่างชัดเจน มี 5 หัวข้อหลักสำคัญ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ความต้องการเร่งด่วนของประชาชน: ปัญหาปากท้องนำความมั่นคง
รายงานซูเปอร์โพล ระบุผลการสำรวจความต้องการเร่งด่วนของประชาชน พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับ การแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ การค้าขาย ธุรกิจ และการทำมาหากิน คิดเป็นร้อยละ 81.9 สะท้อนว่ามิติทางเศรษฐกิจฐานรากยังคงเป็น “โจทย์หลัก” ของสังคมไทยหลังการยุบสภา รองลงมาคือ การยุติความขัดแย้งและการสู้รบชายแดนโดยเร็ว ร้อยละ 80.5 ซึ่งสะท้อนความกังวลด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง 

ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการ ปราบปรามสแกมเมอร์และมิจฉาชีพ ร้อยละ 66.7 ปัญหา ยาเสพติด ร้อยละ65.3 และ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินร้อยละ 62.4 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมองปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

ข้อ 2. ความตั้งใจไปเลือกตั้ง: การเมืองยังไม่ถูกทอดทิ้ง
เมื่อพิจารณาความตั้งใจจะไปเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรายงานของซูเปอร์โพล พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 74.3 ระบุว่า ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 5.8 ระบุว่า ไม่ไป และร้อยละ 19.9 ยังไม่แน่ใจ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองไทยจะเผชิญความผันผวน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมอง “การเลือกตั้ง” เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจซึ่งเกือบ 1 ใน 5 ของผู้ตอบทั้งหมด ถือเป็น “กลุ่มชี้ขาด” ที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อ 3. พรรคการเมืองขนาดใหญ่: คะแนนยังนำ แต่ความลังเลยังสูง
ที่น่าพิจารณาในรายงานของซูเปอร์โพล คือ ผลการสำรวจพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ประชาชนตั้งใจจะเลือกที่พบว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับการระบุสูงสุด ร้อยละ 14.4 รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.0 และ พรรคประชาชนร้อยละ 9.9 ขณะที่ พรรคอื่น ๆ รวมกันร้อยละ 11.5อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ กลุ่มประชาชนที่ ยังไม่ตัดสินใจ ไม่ชอบพรรคใด หรือไม่ระบุ มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52.2 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด สะท้อนว่า แม้พรรคใหญ่ยังคงนำในเชิงความนิยม แต่ “ฐานเสียงที่ยังลังเล” ยังคงเปิดกว้าง และการแข่งขันทางนโยบายยังไม่ปิดเกม

ข้อ 4. ผู้นำพรรคใหญ่กับการจัดตั้งรัฐบาล: อนุทินเต็งหนึ่ง
เมื่อพิจารณาความเห็นของประชาชนต่อหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่รายงานของซูเปอร์โพล พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการคาดหมายสูงสุด ร้อยละ 30.1 รองลงมาคือ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.8 และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร้อยละ 14.4 ขณะที่กลุ่ม อื่น ๆ หรือไม่ตอบ มีสัดส่วนร้อยละ 37.7 ผลดังกล่าวสะท้อนภาพ “เต็งหนึ่งหลังยุบสภา” ของนายอนุทินอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน ตัวเลขกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังสูง สะท้อนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรอดูทิศทางการเมืองและการนำเสนอนโยบายในช่วงหาเสียง

ข้อ 5. พรรคการเมืองเปิดใหม่: พรรคปวงชนไทย ม้ามืดเชิงนโยบายเริ่มปรากฏ
ที่น่าสนใจคือ ส่วนของพรรคการเมืองเปิดใหม่ ผลการสำรวจสโลแกนนโยบายที่ประชาชนชื่นชอบในรายงานของซูเปอร์โพล พบว่าสโลแกน “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ของพรรคปวงชนไทยมีนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค ได้รับความชอบสูงสุดมาเป็นม้ามืดในนโยบายพรรคการเมืองเปิดใหม่ โดยการตอบครั้งที่ 1 อยู่ที่ร้อยละ 48.5 และเพิ่มเป็นร้อยละ 51.7 ในการตอบครั้งที่ 2 รองลงมาคือ สโลแกน “ต้องทำเมกะโปรเจกต์ นิคมการเกษตร พลิกเศรษฐกิจ” ของพรรคเศรษฐกิจที่มี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งได้ร้อยละ 47.3 และ 48.2 ตามลำดับ และ “ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” ของพรรคไทยก้าวใหม่ของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ร้อยละ 39.6 และ 37.8

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคปวงชนไทยได้ก้าวขึ้นมาในฐานะ “ม้ามืดการเมืองเชิงนโยบาย”สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับความต้องการเร่งด่วนอันดับหนึ่งของประชาชน ตามติดด้วย พรรคเศรษฐกิจ

สรุปภาพรวมและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายรายงานของซูเปอร์โพล สรุปว่า ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยหลังการยุบสภาในลักษณะ “สองจังหวะ” คือ (1) พรรคการเมืองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและผู้นำอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงครองความเชื่อมั่นในฐานะ ตัวเลือกพรรคใหญ่มั่นคง และ (2)พรรคการเมืองเปิดใหม่ โดยเฉพาะ พรรคปวงชนไทย และ พรรคเศรษฐกิจ ได้เริ่มสร้างการรับรู้และการจดจำในฐานะ ตัวเลือกเชิงนโยบายของพรรคใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน  สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเห็นว่า พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับ

1. การสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้และสอดคล้องกับชีวิตจริง ทำได้จริง

2. การเชื่อมโยงปัญหาปากท้องเข้ากับความมั่นคงในชีวิตและสังคม

3. การสร้างความเชื่อมั่นต่อกลุ่มประชาชนที่ยังลังเล พลังเงียบ มีบทบาทชี้ขาดผลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ผลการสำรวจสะท้อนอย่างชัดเจนว่า “เกมการเมืองยังไม่ปิด” และการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะไม่ตัดสินกันที่ขนาดพรรคเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับ ใครตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงที่สุด ในเวลาที่ประชาชนต้องการมากที่สุด

หมิว สิริลภัส ตอบกลับชาวเน็ต หลังถูกแซะแรงให้ไปรักษาซึมเศร้า

หมิว สิริลภัส ตอบกลับชาวเน็ต หลังถูกแซะแรงให้ไปรักษาซึมเศร้า

หมิว สิริลภัส ตอบกลับชาวเน็ต หลังถูกแซะแรงให้ไปรักษาซึมเศร้า

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

14 ธันวาคม 2568 ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนติดตาม สำหรับกรณีของ “หมิว สิริลภัส” ที่ก่อนหน้านี้ได้ออกมาโพสต์อำลาตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาชน โดยเตรียมส่งต่อภารกิจให้กับว่าที่ผู้สมัครคนใหม่ ท่ามกลางกระแสแฟนคลับและประชาชนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นขอบคุณกับการทำหน้าที่ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มีชาวเน็ตรายหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงการอำลาตำแหน่งครั้งนี้ พร้อมพาดพิงถึงโรคประจำตัวของหมิว โดยระบุว่า “ดีค่ะ เอาเวลาไปรักษาซึมเศร้านะ”

งานนี้ หมิว สิริลภัส ไม่ปล่อยผ่าน ได้ทำการรีโพสต์คอมเมนต์ดังกล่าว พร้อมเขียนข้อความตอบว่า
“ขอบคุณค่ะ รักษาอยู่ตลอดนะ แล้วก็ทำประเด็นสุขภาพจิตที่ไม่เคยมีใครทำไปด้วย ประเทศเราจะได้ไม่มีคนป่วยเพิ่มค่ะ”