เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น – ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น - ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น – ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและยกระดับทักษะบุคลากรอาชีวศึกษาไทยในสาขาระบบทำความเย็นและปรับอากาศ มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบอาชีวศึกษาไทยให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมี น.ส.อภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมลงนาม ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

..อภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มลูกค้าองค์กร บจก.ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ Love&Care ของซัมซุง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้พันธกิจ ‘Together for Tomorrow | Enabling People’ เราเชื่อว่า ‘การศึกษา’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ สอศ. ในการยกระดับทักษะอาชีวะ เพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้พร้อมกับอนาคตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและสมาร์ทเทคโนโลยี

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ สอศ. กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอาชีวศึกษาไทยให้มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมจริง การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพครูและนักเรียนให้พร้อมก้าวสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ภายใต้บันทึกความร่วมมือครั้งนี้ ซัมซุงและ สอศ. จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในสาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความเย็นและปรับอากาศ ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อยกระดับทักษะของครู บุคลากร และนักเรียนอาชีวศึกษาให้มีความรู้และทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมจริง ผ่านการพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง พร้อมจัดโครงการและกิจกรรมต่อยอด เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะได้ฝึกทักษะและศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง สนับสนุนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์การเรียนการสอน และศูนย์ฝึกอบรมจริง ผ่าน บจก.อินสุวรรณ์ เทคนิคัล เซอร์วิสเซส สร้างประสบการณ์ตรงและความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาแรงงานคุณภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) นำทีมผู้บริหารอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาทักษะบทสนทนาเชิงสร้างสรรค์ (GreenVersation) สำหรับผู้บริหาร สู่การสร้างวัฒนธรรมและการบริหารที่เป็นเลิศ” เพื่อเสริมสร้างและยกระดับทักษะการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส.

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์นพพล นพรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมทีม (Team Culture) จากบริษัท Acrosswork จำกัด เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ภายใต้แนวคิดการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร มุ่งสร้างบรรยากาศการทำงานที่ร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคนิค Empathic Listening หรือการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ซึ่งช่วยลดอคติ เพิ่มความเข้าใจเชิงลึก และส่งเสริมการสื่อสารที่ดีภายในทีมงาน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ได้จริงในสถานการณ์การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค “สลายมโน (Reconfirm)” เพื่อยืนยันความเข้าใจร่วม ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และเทคนิค 5I Reflection ที่ช่วยให้ผู้เข้าอบรมสามารถสะท้อนความคิดอย่างเป็นระบบและพัฒนาการสื่อสารที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในทีม บรรยากาศการอบรมเต็มไปด้วยความสนใจและการมีส่วนร่วม ทั้งการตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการฝึกเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างเหมาะสม

นพ.รุ่งเรือง ได้เน้นย้ำว่า การสื่อสารไม่ใช่เพียงการพูดหรือการส่งข้อมูล แต่คือการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมหวังว่าความรู้และทักษะที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ จะถูกนำไปต่อยอดในการทำงานจริง ทั้งในการบริหารทีม การประสานงาน และการให้บริการประชาชน เพื่อให้ ปสของเรามีวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มแข็งและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

การอบรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับบทบาทด้านนิวเคลียร์และรังสีที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่แม่นยำ รอบคอบ และมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเชื่อมั่นว่าทักษะ GreenVersation จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรขององค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานให้บรรลุผลได้อย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) จัดตั้ง “สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์” (Institute of Digital Forensics and Cyber Security) ร่วมกับ P&P Law Firm และ Cyber Forensic and Investigation (CFI) ร่วมด้วยพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Magnet Forensics (USA) และ MSAB (Sweden) ในการสนับสนุนโปรแกรม AXIOM และ XRY เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย

ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิการบดีสายวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งสถาบันแห่งนี้เกิดจากการตระหนักว่า อาชญากรรมไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแล้วทุกวัน” ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังขาด “กลไกกลาง” ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นิติวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และกฎหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ Mr. Idris Rozaili, Solution Manager จาก Magnet Forensic กล่าวเพิ่มเติมในความร่วมมือครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้ถึงความสำคัญของการมีผู้คนที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมในการต่อสู้กับอาชญากรรมในยุคดิจิทัล ทาง Magnet Forensics มุ่งมั่นที่จะให้การเข้าถึงเครื่องมือ ความสามารถ และวิธีการต่างๆ แก่นักศึกษาและนักวิจัย เพื่อให้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น เพราะสิ่งนี้คือการลงทุนในอนาคตของความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคม

สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ได้เป็นเพียงห้องแล็บทดลอง แต่จะทำหน้าที่เป็น หน่วยขับเคลื่อนกำลังคนและความเชื่อมั่นทางดิจิทัลของประเทศ” โดยมีภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาองค์ความรู้ ด้าน Digital Forensics & Cybersecurity เชื่อมโยงกับกฎหมายพยานหลักฐานดิจิทัล 2.การสนับสนุนภาครัฐและเอกชน ในการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของอาชญากรรมทางไซเบอร์และความสามารถในการเข้าถึงองค์ความรู้ในการสืบสวน ตรวจสอบ วิเคราะห์ และพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล 3.การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน พันธมิตรเทคโนโลยี และหน่วยงานความมั่นคง ตลอดจนการขยายความร่วมมือและเครือข่ายในต่างประเทศ

Mr. Graeme Pyper, Vice President Sales APAC จากบริษัท MSAB เผยว่า เป็นโอกาสสำคัญสำหรับการพัฒนาเส้นทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสายงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กฎหมาย หรือการสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่สังคม “เทคโนโลยีที่เรามอบให้นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม” โดยผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นนำและได้รับความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรชั้นนำต่างๆ เมื่อก้าวเข้าสู่สายอาชีพจริง

ในยุคดิจิทัล ความมั่นคงไม่ใช่เพียงเรื่องของรัฐอีกต่อไป แต่เป็น “ทักษะสำคัญของคนทำงานทุกสาขา” สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพัฒนาทักษะ (Upskill – Reskill – New Skill) ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ได้แก่ นักศึกษาในสายไอที วิศวกรรม และนิติศาสตร์ บุคลากรภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนที่ต้องการยกระดับความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ผศ.ดร.อรรยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การฝึกอบรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ทางเทคนิคและความเข้าใจทางกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงและความยุติธรรมของประเทศอย่างยั่งยืน” หลักสูตรการเรียนการสอนจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Magnet AXIOM และ MSAB XRY เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญ พร้อมใบประกาศนียบัตรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังจะมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจริงร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้าง “Digital Forensic Legal & Security Talent Pool” ที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ Partner, จากบริษัท P&P Law Firm กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในการจัดตั้งสถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและถ่ายถอดองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงลึกและการจัดการพยานหลักฐานที่ซับซ้อน รวมถึงสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Professional Certification) ที่รับการยอมรับในระดับโลก

เราเชื่อมั่นว่าบุคลากรที่มีคุณภาพคือรากฐานที่สำคัญที่สุด” การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะความเป็นเลิศ พร้อมรับมือกับความท้าทายของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อนาคตอีก 3-5 ปี สถาบันฯตั้งเป้าที่จะเป็นมากกว่า “ศูนย์อบรม” แต่จะเป็น “ศูนย์ความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศ” ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ forensic & cybersecurity ทั่วประเทศ

ณัฐพงษ์ ลิ้มแดงสกุล Executive Director จากบริษัท CFI ได้กล่าวไว้ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกส่วนในชีวิตของเรา ความท้าทายในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และอาชญากรรมในโลกดิจิทัลก็ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว “พยานหลักฐานดิจิทัล” (Digital Evidence) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายคดี และเป็นหัวใจหลักในการแสวงหาความจริงในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ศาสตร์ด้าน นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล” (Digital Forensics) จึงไม่ได้เป็นเพียงสาขาวิชาเฉพาะทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้กับสังคมดิจิทัลของเราและด้วยการสนับสนุนจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Digital Forensics อย่าง Magnet Forensics และ MSAB ยิ่งส่งเสริมให้การจัดตั้งสถาบันฯ ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพัฒนาหลักสูตรสำหรับ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในด้าน Digital Forensics เท่านั้น แต่เรากำลังร่วมกันสร้างรากฐานที่มั่นคงของ “อนาคต สำหรับกระบวนการยุติธรรมทางดิจิทัลของประเทศไทย

สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อของภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาใน ecosystem ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมสนับสนุนระบบยุติธรรมไทยด้วยมาตรฐานสากลด้านพยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังมีวิสัยทัศน์ในการเป็น Regional Hub ด้าน Digital Forensics และ Cybersecurity ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ไร้พรมแดน

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความอาลัย

29 ธ.ค.68 เวลา 06.50 น. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ รับพระราชทานฉันเช้า ซึ่งเป็นพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาส และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ประจำทั้งกลางวัน กลางคืน และรับพระราชทานฉันเช้า ฉันเพล ตลอดจนประโคมย่ำยาม กำหนด 100 วัน โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จไปทรงเป็นประธาน รวมทั้งองคมนตรี ไปเป็นประธาน ในช่วงเวลาต่าง ๆ

และเวลา  10.54 น. นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ ในการถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมจากวัดราชสิทธาราม และวัดจักรวรรดิราชาวาส ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ 

ทั้งนี้ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระบรมศพของพระมหากษัตริย์เกือบทุกรัชกาล และพระบรมศพของสมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมวงศ์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นพิเศษ อาทิ  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา, สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา รวมถึงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2559 ถึง 2560

โดยในวันนี้มีสมาชิกราชสกุล กุญชร, ราชสกุล เรณุนันท์,  ราชสกุล ทินกร, ราชสกุล วัชรีวงศ์ , ราชสกุล ชุมแสง, ราชสกุล สนิทวงศ์, ราชสกุล นิลรัตน,  ราชสกุล อรุณวงษ์,  ราขสกุล กปิตถา, ราชสกุล ปราโมช,  ราชสกุล บรรยงกะเสนา, ราชสกุล อิศรเสนา, ราชสกุล รังสิเสนา, ราชสกุล ยุคันธร, ราชสกุล รัชนีกร, ราชสกุลรองทรง  ร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พะบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 

นอกจากนี้ มีประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และคณะบุคคลจากจังหวัด นครนายก, จ. นครปฐม, จ. ชลบุรี,  จ. นครราชสีมา ตลอดจนผู้แทนองค์กร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิเช่น คณะครูและนักเรียนโรงเรียนลำนาว  จ.นครศรีธรรมราช,  กรมกิจการผู้สูงอายุ คณะที่ 1-คณะที่ 4, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา ป.5 คณะที่ 1-3, คณะครู นักเรียนโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง คณะที่ 1-2,  คณะครู  นักเรียนโรงเรียนบ้านลาดวิทยา จ.เพชรบุรี, คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บริษัท เอื้อวัฒนสกุล และกลุ่มบริษัทฯในเครือ, คณะผู้บริหาร องค์การเภสัชกรรม, บริษัทแอนด์  มีเดีย  ครีเอชั่น จำกัด, คณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ฯลฯ  เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นแบบอย่างในการส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในทุกๆด้านของไทย นอกจากจะเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับชาติ อย่างผ้าไหมไทยแล้ว ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้จากงานศิลปาชีพ และงานเกษตรกรรม ที่ล้วนเป็นอาชีพหลักของคนไทย เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังแจ้งว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2569 แก่ผู้ที่มาลงพระนามและลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ที่บริเวณสนามตรงข้ามศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.  

และงดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตลอดทั้งวัน
 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง - ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร จัดงานแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง ถนนปลอดภัย อุ่นใจด้วยการประกันภัย” ภายใต้ “โครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน และการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับ ปี 2568” ซึ่งในเวลานั้น “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า ได้นำเสนอข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง (สกู๊ปแนวหน้า : ลดความสูญเสียบนถนน เป้าที่ท้าทายของ‘ปราจีนบุรี’ , หน้า 5 ฉบับวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568)

สืบเนื่องจาก จ.ปราจีนบุรี เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเชื่อมสำคัญระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) กับภาคตะวันออก ที่เป็นทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว อีกทั้งใน จ.ปราจีนบุรี เองยังเป็นที่ตั้งของ “นิคมอุตสาหกรรม 304” หรือสวนอุตสาหกรรม 304 ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ ปริมาณการสัญจรผ่านไป – มาจึงค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะ “ภาคการขนส่ง” ทั้งส่งสินค้าและส่งผู้โดยสาร ทำให้ “ความปลอดภัยทางถนน” เป็นประเด็นที่ทางจังหวัดให้ความสำคัญ

ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการดังกล่าวได้จัดแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง สรุป และต่อยอดถนนปลอดภัย” โดย สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ฉายภาพสถานการณ์เสี่ยงใน จ.ปราจีนบุรี ว่า หลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คลี่คลาย ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 19

“อุบัติเหตุหลักๆ ถ้าเราวิเคราะห์ก็จะพบว่าในปราจีนบุรี อำเภอที่มีเหตุค่อนข้างมากอยู่ 4 อำเภอหลัก ก็คือ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.กบินทร์บุรี และ อ.นาดี ซึ่งถ้าเรามาเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการประกันภัย เราก็จะพบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตที่มีมากกว่า 39% ไม่มีประกันภัย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นภาระที่คิดว่าเราคงต้องมีการดำเนินงานมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเสี่ยง รถจักรยานยนต์ และกลุ่มเสี่ยงรถเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ได้” ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ระบุ

เมื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 1.เยาวชนผู้ใช้จักรยานยนต์  โดยมากเป็นระดับมัธยมและอาชีวศึกษา (อายุ 15 – 19 ปี) พบว่าน้อยคนที่จะมีใบขับขี่และทำประกันภัย 2.กลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับสวนอุตสาหกรรม 304 (นิคม 304) มีจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตค่อนข้างมาก และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง เพราะ จ.ปราจีนบุรี เป็นทางผ่านเชื่อมต่อระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การดำเนินการเบื้องต้น เช่น “สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย” มีทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่าน Spot Radio (สถานีวิทยุกระจายเสียง) เผยแพร่เสียงประชาสัมพันธ์ครอบคลุม 3 อำเภอ เน้นพื้นที่หนาแน่นและมีการสัญจรสูง เช่น สถานศึกษา สวนอุตสาหกรรม 304 และตลาด 304 พลาซ่า การจัดรถแห่ประชาสัมพันธ์วิ่งประชาสัมพันธ์ใน อ.เมืองปราจีนบุรี และศรีมหาโพธิ สัปดาห์ละ 2 วัน (อาทิตย์-จันทร์) เวลา 08.00-16.00 น. สื่อสารตรงถึงประชาชน และผู้ใช้รถใช้ถนน

จัดกิจกรรม Road Safety Week (RSW) ในสถานศึกษา 5 แห่ง 3 อำเภอ อบรมเชิงปฏิบัติการตามฐาน  ประกอบด้วย (1) ไขรหัส พ.ร.บ. (2) Blind Spot (3) หมวกนิรภัย (4) บูธประกันภัย และ (5) วงเสวนา มีการจัดกิจกรรม  Road Safety Day โรงงานขับขี่ปลอดภัยกับสวนฯ 304 อบรมเชิงปฏิบัติการ (1) กิจกรรมวงเสวนา จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และ (2) Workshop สร้างสรรค์แคมเปญกิจกรรมใน โรงงาน ผ่านกรณี Road Safety และประกันภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ประกอบด้วย เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิ สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี และสถานศึกษาเป้าหมาย 5 แห่ง สวนอุตสาหกรรม 304 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ และตลาด 304 พลาซ่า ผลที่พบคือ 1.การจดจําและเข้าใจ ผู้เข้าร่วมใน 3 อำเภอ (5 สถานศึกษา และ 1 สวนอุตสาหกรรม) สามารถจดจําข้อความและ เข้าใจเนื้อหาสื่อประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

2.การตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้เข้าร่วมรับทราบสื่อและพร้อมเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม มีการประเมินเห็นผลการเปลี่ยนแปลงจริงในสถานศึกษา และ 3.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรม Road Safety Week และ Road Safety Day สร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญ ได้ความรู้ ความตระหนัก และความสนุก ขณะที่เมื่อเจาะเป็นกลุ่มเป้าหมาย “กลุ่มนักเรียน – นักศึกษา” ร้อยละ 95 ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ ด้านความปลอดภัยใน การเดินทางและประกันภัย พ.ร.บ.

มีการสวมหมวกนิรภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการหมวกนิรภัยในอนาคตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 อีกทั้งการทํา พ.ร.บ. ใน 5 สถานศึกษาเพิ่มขึ้น มีผู้ทำ พ.ร.บ. เพิ่มทั้งหมดร้อยละ 39 ซึ่งจริงๆ แล้วราคาประกันภัยภาคบังคับก็ไม่แพง แต่ที่ไม่ทำก็เพราะอาจขาดความตระหนักรู้ ส่วน “กลุ่มคนวัยทำงาน” พนักงานในสถานประกอบการมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน วางแผนที่จะถ่ายทอดความรู้ผ่านการ บอกต่อ สื่อสาร และประชาสัมพันธ์ พนักงานในสถานประกอบการที่รับสื่อโครงการฯ จดจําข้อความได้ ทําให้แนวโน้มการเปลี่ยน พฤติกรรมการขับขี่ดีขึ้น สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ ไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนดในเขตชุมชน

ส่วน “มาตรการในอนาคต” ที่คณะทำงานอยากส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการในปี 2569 – 2570 อาทิ 1.สนับสนุนการทำใบขับขี่ในกลุ่มนักเรียน – นักศึกษา เนื่องจากพบว่า เยาวชนอายุ 15 – 19 ปีที่เกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 90 ไม่มีใบขับขี่ 2.ชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณ “ศาลเจ้าพ่อปู่โทน” บนถนน 304 ฝั่งขาล่อง เนื่องจากพบว่า ร้อยละ 82 ของรถบัสและรถบรรทุกมักเกิดอุบัติเหตุที่จุดนี้ ,  ถนน 304 บริเวณ “หน้านิคมฯ กบินทร์บุรี” ที่มีการตัดการจราจรค่อนข้างสูง , “ถนนปราจีนอนุสรณ์” อ.เมือง จุดที่ผ่านหน้าสถานศึกษา มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง 

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนใน 2 ปีถัดไป 1.บูรณาการเข้ากับแผนจังหวัด เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีบรรจุโครงการฯ เข้ากับนโยบายและ ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการหรือผ่านศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) และ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จังหวัดปราจีนบุรี 2.สร้างเครือข่ายความร่วมมือรัฐ-เอกชน ภาคธุรกิจประกันภัยเดินหน้ากิจกรรม CSR ด้านความปลอดภัย ทางถนนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมี คปภ. เป็นผู้ประสานระหว่าง ธุรกิจประกันภัยและจังหวัด

3.ใช้กลไกกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนทดแทนฯ เพื่อสามารถสนับสนุนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุได้มากขึ้น และ 4.พัฒนาระบบข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา สนับสนุนการบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุ ข้อมูลกรมธรรม์ และข้อมูลเคลมประกันภัยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ต่อการ วิเคราะห์แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและแม่นยำ

“ถ้าทำเสร็จตามแผนที่เราคาดการณ์ไว้ ในปี 2569 และ 2570 เราคาดว่าจะลดผู้เสียชีวิตได้ตลอด 3 ปีของโครงการอย่างน้อยประมาณ 126 คน ซึ่งก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ การบาดเจ็บควรต้องลดลง และแน่นอนมูลค่าความสูญเสียตลอด 3 ปีน่าจะลดได้หลักหลายร้อยล้านบาท เพราะชีวิตหนึ่งทาง TDRI เคยประเมินไว้ 1 ชีวิตมูลค่าต้องไม่น้อยกว่า 7 – 8 ล้านบาท ฉะนั้นนี่คือผลที่เราคาดหวัง” สุเมธ กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่และผู้สนับสนุน ธนพล จรัลวณิชวงศ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า หลังได้รับทราบข้อมุลและดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลง ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและพร้อมขับเคลื่อนการเป็นจังหวัดต้นแบบ โดยมีตัวชี้วัด 4 ด้าน 1.พฤติกรรม อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ขับขี่ชะลอความเร็วในเขตชุมชน 2.ผลลัพธ์ในภาพรวมของโครงการ อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง พื้นที่เสี่ยงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทางกายภาพ

“เรื่องที่ 3 เกี่ยวกับการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาโครงการนี้ก็เกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้นในทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งส่วนกลางแล้วก็จังหวัดเอง แล้วก็อำเภอและท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นการประสานการทำงานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัย มีการนำฐานข้อมูลต่างๆ ที่มีมาบูรณาการแล้วก็มาวิเคราะห์ร่วมกันว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วก็ในประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนก็ตระหนักถึงความสำคัญของการลดปัญหาอุบัติเหตุ และมองว่าการทำ พ.ร.บ.ภาคบังคับเป็นเรื่องปกติ” ธนพล กล่าว

เอกชัย ศรีสุยิ่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เปิดเผยว่า จากจำนวนนักศึกษา 3,500 คน ใช้จักรยานยนต์ถึงร้อยละ 30 หรือราว 1,000 คัน ซึ่งทางวิทยาลัยฯ และภาคีเครือข่ายส่งเสริมเรื่องการสวมหมวกนิรภัย และมีผลตอบรับที่ดีขึ้นจากนักศึกษา ส่วนเรื่องการทำใบขับขี่ จุดนี้มีข้อจำกัดเรื่องอายุเนื่องจากบางส่วนยังอายุไม่ถึง 15 ปี ในอนาคตอาจต้องหาแนวทางดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการชะลอความเร็ว ต้องหารือกับเครือข่ายเพราะเป็นสภาพแวดล้อมภายนอก และการทำ พ.ร.บ. จะเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น

“ในเบื้องต้นที่เราดำเนินการอยู่ก็จะมีคุณครูที่ Standby (เตรียมพร้อม) ในการสังเกตพฤติกรรม ในการตรวจคัดกรองทุกประเภท อาจไม่ใช่แค่หมวกกันน็อกอย่างเดียว รวมทั้งสิ่งที่เรามองว่ามันจะมีผลต่อเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียน – นักศึกษาด้วย ตรงนี้ก็ให้ความสำคัญ ในอนาคตแน่นอนอาจมองว่าระบบเทคโนโลยีอาจต้องมีส่วนเข้ามาดำเนินการ เช่น กล้องตรวจจับการสวมหมวก การเปิดไม้กั้นเพื่อเข้าจอดรถได้ ตรงนี้อาจมีเพิ่มเติม” รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี กล่าว

พงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คปภ. กล่าวว่า เมื่อมีการสูญเสีย หากมีประกันย่อมได้รับการคุ้มครอง แต่มองให้ยั่งยืนกว่านั้นคือหากไม่สูญเสียก็ไม่ต้องมาใช้ประกัน เพราะประกันคือทางสุดท้ายที่เมื่อเกิดแล้วยังได้รับการเยียวยา ซึ่งการลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดที่เห็นความสำคัญ นับตั้งแต่การแถลงข่าวเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ก็ทำงานร่วมกันมาตลอด ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way) เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม

“กิจกรรมที่ TDRI ออกแบบให้เรานั้นเป็นกิจกรรมที่เป็นลักษณะของการสิ่อสารปฏิสัมพันธ์ การลงไปทำกิจกรรมเราไม่ได้บอกท่านต้องสวมหมวกกันน็อก เราไมได้บอกว่าท่านต้องซื้อประกัน พ.ร.บ. แต่เราบอกก่อนว่าถ้าวันนี้ท่านมีหมวกกันน็อกแล้วท่านเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บท่านก็จะลดน้อยถอยลงไป หรือวันนี้ท่านประสบอุบัติเหตุแล้วท่านมีประกัน ท่านก็จะได้รับการเยียวยาความคุ้มครองเ เราไปสร้างความเข้าใจแล้วให้เขาเข้าภึงสภาพปัญหาที่แท้จริง เราถึงมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดแล้วเกิดความยั่งยืน” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ณัฐพงษ์ ผู้สมัคร สส. หาเสียงสมุทรสาคร ประชาชนแห่ตอบรับล้นหลาม

ณัฐพงษ์ ผู้สมัคร สส. หาเสียงสมุทรสาคร ประชาชนแห่ตอบรับล้นหลาม

ณัฐพงษ์ ผู้สมัคร สส. หาเสียงสมุทรสาคร ประชาชนแห่ตอบรับล้นหลาม

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

“ณัฐพงษ์” และผู้สมัคร สส. หาเสียงสมุทรสาคร ประชาชนแห่ตอบรับล้นหลาม พร้อมเปิดเวทีรับฟังปัญหาผู้ประกอบการประมง ชี้ปัญหาปลาหมอคางดำยังไร้ผู้รับผิดชอบ เหตุรัฐไม่บังคับใช้กฎหมายทุนใหญ่ ย้ำถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนจะปรับการบังคับใช้กฎหมาย จี้เอาผิดคนต้นเหตุให้ถึงที่สุด ไม่เกรงใจใคร

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่ จ.สมุทรสาคร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ผู้สมัครเขต 1 (เบอร์ 5), ศิรสิทธิ์ สงนุ้ย ผู้สมัครเขต 2 (เบอร์ 4), ศิริโรจน์  ธนิกกุล ผู้สมัครเขต 3 (เบอร์ 3) และ อานนท์ งามดอกไม้ ผู้สมัครเขต 4 (เบอร์ 6)

โดยในช่วงเช้า ณัฐพงษ์และคณะได้ร่วมหาเสียงพบปะประชาชนที่ อ.บ้านแพ้ว โดยเริ่มต้นที่ตลาดหลักสี่ ก่อนขึ้นรถแห่ประชาสัมพันธ์ไปรอบ อ.บ้านแพ้ว ก่อนเดินทางไปพบปะกับประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมง ที่สมาคมประมง สมุทรสาคร ก่อนร่วมกิจกรรมหาเสียงที่ตลาดมหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร จากนั้นในช่วงบ่ายจึงร่วมขึ้นรถแห่ประชาสัมพันธ์ไปรอบ ต.ท่าฉลอม ก่อนเดินทางไปร่วมกิจกรรมหาเสียงที่ จ.สมุทรสงครามต่อไป

สำหรับบรรยากาศการหาเสียงตลอดทั้งวัน คณะของพรรคประชาชนได้รับการตอบรับจากประชาชนตลอดสองข้างทางที่สัญจรไปมาและที่อยู่ตามร้านรวงต่างๆ เป็นอย่างดี โดยระหว่างการหาเสียงมีประชาชนเข้ามาทักทาย สะท้อนปัญหา และให้กำลังใจกับผู้สมัครจากพรรคประชาชน พร้อมนำน้ำและของทานมาให้ตลอดเส้นทางที่มีการหาเสียง

ทั้งนี้ หลังเวทีนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายประมง ที่สมาคมประมง สมุทรสาคร ณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าปัญหาประมงเป็นปัญหาที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึง 22 จังหวัดตามแนวชายฝั่ง สิ่งที่สำคัญตอนนี้นอกจากเรื่องของ พ.ร.ก.ประมง ที่พรรคประชาชนได้รับฟังเสียงอย่างรอบด้านและผ่านสภาไปแล้ว ยังมีเรื่องของงานวิจัยที่เป็นปัจจุบันที่ถูกต้อง ได้รับการยอมรับจากทุกส่วน ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยทำประมงอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งทางฝั่งประมงพาณิชย์เองก็ไม่ได้ขัดข้อง 

เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเสนอจากฝั่งตัวแทนผู้ประกอบการประมง ที่ตนได้มานำเสนอนโยบายและรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ ว่าควรจะมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อดูแลทั้งงานวิจัยและงานอื่นๆ อย่างเช่นกรมประมงทะเล ซึ่งพรรคประชาชนจะรับไปพิจารณาว่าข้อเสนอนี้เหมาะสมหรือไม่อย่างไรต่อไป

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการกู้ชีพชาวประมง เพราะที่ผ่านมาแม้ พ.ร.ก.ประมง จะผ่านสภาไปแล้ว โทษต่างๆ มีการปรับลดลงให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือยังมีเรือประมงอีกหลายพันลำที่ยังจอดค้างอยู่ ซึ่งชาวประมงในส่วนนี้มีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ เพียงแต่ขาดแหล่งเงินทุน จึงมีข้อเสนอในการออก พ.ร.บ.กองทุนในการกู้ชีพชาวประมง อย่างน้อยช่วยอุดหนุนในเรื่องค่าแรง ต้นทุน ค่าน้ำมันต่างๆ เพื่อให้สามารถเดินทะเลได้ และมีรายได้กลับมาหมุนเวียนให้เศรษฐกิจประมงกลับมาได้

ทั้งหมดข้างต้นเป็นข้อเสนอหลักที่วันนี้ตนได้มารับฟังจากตัวแทนผู้ประกอบการประมง นโยบายประมงเป็นนโยบายที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญไม่แพ้กับนโยบายอื่น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสมุทรสาครอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทั้ง 22 จังหวัดตลอดแนวชายฝั่ง และเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วย

ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่าสำหรับกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคประมงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลา ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการขาดการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงที่ทำให้เกิดการระบาด ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมมีเสียงสะท้อนออกมาว่าภาครัฐในปัจจุบันมักบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบธุรกิจตัวเล็กตัวน้อยที่ทำตามกฏหมาย แต่คนที่สร้างต้นทุนและภาระให้กับสังคม อย่างเช่นกรณีปลาหมอคางดำนี้ เราต่างทราบกันดีว่าใครเป็นต้นสายปลายเหตุ แต่ยังกลับไม่มีภาครัฐจะลงไปเรียกค่าเสียหายหรือดำเนินคดีอย่างเข้มข้นตรงไปตรงมา เพื่อชดใช้ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กตัวน้อยทุกคนในสังคม 

ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน จะมีการลงไปปรับหลักการบังคับใช้กฎหมายนี้ให้ถูกต้อง ตอนนี้ข้อมูลค่อนข้างชัดระดับหนึ่ง และถ้ามีหลักฐานที่ชัดเจน รัฐบาลพรรคประชาชนจะไม่ละเว้นคนที่กระทำความผิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนนอกหรือคนในของรัฐบาลและของพรรคประชาชนก็ตาม

‘อนุทิน’โพสต์ภาพขึ้นปราสาทตาควาย บอกเถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

'อนุทิน'โพสต์ภาพขึ้นปราสาทตาควาย บอกเถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

‘อนุทิน’โพสต์ภาพขึ้นปราสาทตาควาย บอกเถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” โดยเป็นภาพ นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 ยืนทำความเคารพ โดยมีธงชาติไทยปักอยู่

โดยระบุข้อความว่า เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย #ปราสาทตาควาย #ประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดภาพ! นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล

‘พรรคไทยพิทักษ์ธรรม’ ถือฤกษ์สมัครสส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

'พรรคไทยพิทักษ์ธรรม' ถือฤกษ์สมัครสส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

‘พรรคไทยพิทักษ์ธรรม’ ถือฤกษ์สมัครสส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

‘พรรคไทยพิทักษ์ธรรม’ ถือฤกษ์สมัครสส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวันที่สอง มั่นใจได้ สส.ใน 6จังหวัดใหญ่ 4ภาค ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่บรรยากาศการรับสมัคร ตลอดทั้งวันสุด

วันที่ 29 ธันส่คม 2568  ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ บรรยากาศการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในวันที่สอง เป็นไปอย่างเงียบ เหงา โดยตลอดช่วงเช้าไม่มีพรรคการ เมืองใดเดินทางมายื่นใบสมัครเพิ่มเติมเลย

จนกระทั่ง เวลา 14.30 น. นายภปกชนก (พะ-ปก-ชะ-นก) ทับเที่ยง หัวหน้าพรรคไทยพิทักษ์ธรรม พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ได้ งเดินทางมายื่นสมัครรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในการที่ กกต.เปิดรับสมัครเป็นวันที่สอง

นายภปกชนก กล่าวว่า ที่เดินทางมายื่นสมัครในวันนี้ เพราะถือฤกษ์ตามความเชื่อ โดยพรรคได้รับหมายเลข 53 พรรคเราส่งผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 10 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน โดยมีตนเป็นแคนดิเดตลำดับที่ 1 ส่วนอีก 2 ท่านขอสงวนไว้ก่อน ทั้งนี้ พรรคเรามั่นใจจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องให้เข้าทำหน้าที่อย่างเต็มร้อย ใน 6 จังหวัด คือ กทม. นครราชสีมา นนทบุรี เพชรบูรณ์ อุดรธานี และนครศรีธรมราช เพราะพรรคเรามีนโยบายหลายอย่างที่สามารถดึงดูดพี่น้องประชาชนได้  โดยนโยบายเด่นคือเรียนฟรี 18 ปี พลังงานเป็นของประชาชน สิทธิสวัสดิการสหกรณ์สำหรับประชาชนในการจำหน่ายสินค้า โดยไม่ต้องพึ่งพาห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และมีตัวชี้วัดความสุชประชาชน   

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง จะยังเปิดการรับสมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงเวลา 16.30 น.วันที่ 31ธ.ค.นี้

กกต.เตือนผู้สมัคร อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ เหตุประชาชนร้องเรียนมามาก

กกต.เตือนผู้สมัคร อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ  เหตุประชาชนร้องเรียนมามาก

กกต.เตือนผู้สมัคร อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ เหตุประชาชนร้องเรียนมามาก

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

กกต.กทม.เตือนผู้สมัคร สส.อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ เหตุประชาชนร้องเรียนมามาก แจงผู้สมัครสามารถเปิดเพลงแนะนำตัว ขายนโยบายพรรคได้ แต่ห้ามเต้นประกอบเพลง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำกรุงเทพ มหานคร (กกต.กทม.) ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์  แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม.กล่าวถึงการร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง  ว่า จนวันนี้มีเพียงการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามามีการหาเสียงก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไม่ถือเป็นความผิด เพราะกฎหมายเลือกตั้งสามารถให้หาเสียงแต่วันยุบสภาจนถึงวันก่อนวันเลือกตั้งได้  นอกจากนี้ กกต.ได้ให้ข้อมูลผู้สมัครและในวันรับสมัครก็ได้ชี้แจงผู้สมัครไปแล้วว่าสิ่งไหนทำได้สิ่งไหนทำไม่ได้ อีกทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะ เท่าที่ดูไม่มีพื้นที่หรือเขตไหนเป็นที่น่าหนักใจ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สมัครเข้าใจกติกาเป็นอย่างดี

ผอ.กกต.กทม. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 3 ม.ค. 2569 ก็จะมีการประชุมชี้แจงผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ช่วยเหลือหาเสียง เพื่อให้ความรู้อีกครั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งโดยจะเน้น 2 เรื่องคือลักษณะต้องห้ามวิธีการหาเสียงและการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยจะจัดประชุมชี้แจงที่โรงแรมเซนทรา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงกรณียุบสภาผู้สมัคร สส. เขตจะสามารถใช้จ่ายในการหาเสียงได้ประมาณ 1.9 ล้านบาท 

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ ยังได้กล่าวเตือนผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.เขต ว่า ในการจัดทำป้ายหาเสียง ขออยากให้มีการติดตั้งกีดขวางการจราจร เพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มร้องเรียนมาว่า รก และ อาจจะบดบังทัศนียภาพ ส่วนการหาเสียงในสถานที่ราชการก็สามารถเข้าไปหาเสียงได้แต่อยากกระทำการเป็นการรบกวนเวลาทำงาน หรือ เวลาเรียน เพราะจะก่อให้เกิดความรำคาญและการใช้เสียงในเวลาค่ำคืนซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของประชาชนก็ขอให้พึงระมัดระวังเพราะจะทำให้ชาวบ้านรำคาญได้ 

“สำหรับผู้สมัคร สส.ที่เป็นนักร้องศิลปิน สามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเป็นการแนะนำตัวได้ ต้องระมัดระวังเรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริง เช่นมีเครื่องดนตรีเข้ามาประกอบ หรือมีนักร้องหางเครื่อง อาจเป็นการสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ทั้งนี้สามารถเปิดเพลงบนรถแห่หาเสียงได้ ไม่สามารถเต้นหรือรำ หรือมีพริตตี้ไปด้วยไม่ได้เพราะเข้าข่ายเป็นงานรื่นเริง ” ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวย้ำ

เปิดภาพ! นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล

เปิดภาพ! นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล

เปิดภาพ! นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

“นายกฯ” ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจทหารกล้า ชี้จุดพบบรรจุภัณฑ์ระเบิด ถามถ้าเกิน 30 ปีจะสมบูรณ์แบบนี้หรือไม่

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00 น. วันเดียวกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางมายังฐานปฏิบัติการเฝ้าระวังปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจ กำลังพลที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน โดยนายอนุทิน ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพล และเดินดูชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพล ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังบริเวณปราสาทตาควาย

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ทำความเคารพอนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย ก่อนเดินเท้าขึ้นไปบริเวณปราสาทตาควาย และได้แวะสักการะรูปปั้นพระใหญ่ บริเวณฐานปราสาทตาควาย รวมถึงได้พูดคุยกับหลวงตาเยื้อน วัดเขาศาลา อำเภอบัวเชด จ.สุรินทร์ ที่ได้บอก

นายกฯ ว่าให้เปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กำลังพล เนื่องจากมีการจัดซื้อมาหลายปีแล้ว รวมถึงให้ทำถนนใหม่เพื่อขึ้นมายังบริเวณประสาทตาควาย เนื่องจากของเดิมมีความชำรุด 

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้เดินเท้าไปยังปราสาทตาควาย และพูดคุยทักทายให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่บริเวณปราสาทตาควาย โดยระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินขึ้นไปบริเวณปราสาทตาควายได้พูดว่าจุดนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในการได้พื้นที่ปราสาทตาควายคืน โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้ไปที่ธงชาติไทย บริเวณหน้าปราสาทตาควาย พร้อมบอกว่า”ดูธงชาตินี่”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางต่อไปยังเนิน 350 พร้อมให้กำลังใจ กำลังพลให้รักษาเนื้อรักษาตัว และขอบคุณที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ พร้อมระบุว่าเดี๋ยวตนจะขึ้นมาให้กำลังใจอีก และยังได้ชื่นชมทหารว่าเก่งมาก โดยช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้ไปที่กล่องโฟมบรรจุระเบิด PMN-2 พร้อมบอกว่าดูสิ นี่คือกล่องใส่ทุ่นระเบิด พร้อมตั้งคำถามว่าหาก 30 ปีแล้วโฟมจะอยู่สมบูรณ์แบบนี้ได้หรือไม่ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ไปดูจุดที่พบร่าง 2 ทหารกล้า ที่ช่วงแรกยังไม่สามารถนำร่างลงมาจากเนิน 350 ได้ ซึ่งนายกฯ ได้ยกมือไหว้ เพื่อแสดงถึงความเคารพ บริเวณจุดที่ทหารพลีชีพ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนเนิน