เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

27 พ.ย. 2568 03:01 น.

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

ทางการเมืองเวนิสสั่งแบน เกรตา ทุนแบร์ก ห้ามเข้าเมืองชั่วคราว หลังเทสีย้อมลงไปในคลองแกรนด์คาแนล จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง เพื่อรณรงค์ด้านสภาพอากาศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพอากาศคนดัง ถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นการชั่วคราว หลังจากเธอก่อเหตุประท้วงด้วยการเทสีลงไปในคลองแกรนด์คาแนล อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จนทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง

หนังสือพิมพ์ The Telegraph รายงานว่า ทุนแบร์กในวัย 22 ปี ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม Extinction Rebellion ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขาเทสีย้อมลงในคลอง โดยอ้างว่าสีย้อมดังกล่าวซึ่งเป็นสารที่ไม่เป็นพิษและมักใช้ในการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

กลุ่ม Extinction Rebellion ยังแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “หยุดทำลายระบบนิเวศ” จากสะพานรีอัลโต เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึง ผลกระทบครั้งใหญ่จากการล่มสลายของสภาพภูมิอากาศ และส่งผู้ประท้วงที่สวมผ้าคลุมสีแดงเดินฝ่าฝูงชนกับนักท่องเที่ยวในเมืองเวนิส

Extinction Rebellion ระบุว่า พวกเขาเทสีย้อมดังกล่าวลงในทางน้ำและน้ำพุในเมืองของอิตาลีอีกหลายแห่ง รวมถึงเมืองมิลาน, ปาแลร์โม และ โบโลญญา

นายลูกา ซาเอีย ผู้ว่าการแคว้นเวเนโต ประณามการประท้วงดังกล่าว โดยโพสต์บนอินสตาแกรมว่านี่เป็นการกระทำที่ทำลายเมืองเวนิส “การทำลายทรัพย์สินไม่ได้ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม การกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเวนิส ต้องใช้การซ่อมแซม และที่น่าขันก็คือ กลับสร้างมลพิษเสียเอง”

ทั้งนี้ ทุนแบร์กถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นเวลา 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอและผู้ประท้วงอีกหลายสิบคนยังถูกปรับเป็นเงิน 172 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทุนแบร์กเพิ่งถูกควบคุมตัวในอิสราเอล หลังจากที่เธอเข้าร่วมในกองเรือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม และพยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลไปยังฉนวนกาซา โดยเธอถูกเนรเทศกลับไปยังสวีเดนบ้านเกิดของตัวเองในเวลาต่อมา

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ประท้วงได้หันมาใช้การทำลายทรัพย์สิน เป็นการประท้วงเพื่อสภาพอากาศรูปแบบหนึ่งมากยิ่งขึ้น

ในช่วงฤดูร้อนปี 2565 เกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่ผู้ประท้วงทำลายงานศิลปะ เช่น สาดซุปมะเขือเทศ ใส่ภาพวาด “ดอกทานตะวัน” ของแวนโก๊ะ ที่หอศิลป์แห่งชาติในลอนดอน และมีการปามันบดใส่ภาพวาดของโมเนต์ที่พิพิธภัณฑ์บาร์เบรินี ในเมืองพอทสดัม ประเทศเยอรมนี

ในปี 2566 สมาชิก 2 คนของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชื่อ Declare Emergency ถูกตั้งข้อหา หลังก่อเหตุสาดสีแดงและสีดำใส่ตู้กระจก ที่เก็บประติมากรรม “นักเต้นรำตัวน้อยอายุ 14” ของเอ็ดการ์ เดอกา ที่หอศิลป์แห่งชาติ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

27 พ.ย. 2568 00:22 น.

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจการปกครอง หลังจากมีรายงานเกิดเสียงปืนดังขึ้นในเมืองหลวง และประธานาธิบดีกับรัฐมนตรีหลายคนถูกจับกุมตัว

เมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. 2568 กลุ่มทหารในประเทศกินี-บิสเซา ออกมาประกาศว่า พวกเขายึดอำนาจการควบคุมประเทศเอาไว้แล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดี อูมาโร ซิสโซโก เอ็มบาโล ถูกจับกุมตัว เช่นเดียวกับคณะทำงานฝ่ายทหารของประธานาธิบดี และรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง

หลังจากมีรายงานว่า เกิดเสียงปืนดังขึ้นในกรุงบิสเซา เมืองหลวงของกินี-บิสเซา ได้ไม่นาน แหล่งข่าวในรัฐบาลท้องถิ่นก็แจ้งกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ประธานาธิบดีเอ็มบาโลถูกควบคุมตัวไว้

ผู้เห็นเหตุการณ์ในกรุงบิสเซากล่าวว่า เขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นในเวลาประมาณ 13:00 น. ตามเวลาสากล (GMT) ของวันพุธ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ใครเป็นคนยิง หรือมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหรือไม่ ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้คนหลายร้อยคนทั้งที่เดินเท้าและโดยสารรถยนต์ ต่างพากันหลบหนีและหาที่กำบังขณะที่เสียงปืนดังขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังจากกินี-บิสเซาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยที่ผู้สมัครจากฝ่ายค้านหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ขณะที่ทั้งประธานาธิบดีเอ็มบาโลและคู่แข่งคนสำคัญที่สุดของเขาอย่าง เฟอร์นันโด ดิอาส ต่างอ้างว่าตนเองได้รับชัยชนะ

ต่อมา พลเอก เดนิส เอ็นคานยา หัวหน้าฝ่ายทหารประจำทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวปราศรัยทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ โดยระบุว่าพวกเขาได้ระงับกระบวนการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะมีการประกาศผลในวันพฤหัสบดีนี้ พร้อมกับจัดตั้ง “กองบัญชาการทหารสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูกฎระเบียบ” ขึ้น และทำการปิดชายแดน

พลเอกเอ็นคานยาระบุว่า กองทัพจะเข้าควบคุมดูแลประเทศแห่งนี้จนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป พร้อมกับสั่งให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

ทั้งนี้ กินี-บิสเซา ซึ่งมีประชากรเกือบ 2 ล้านคน เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสแห่งนี้เคยเกิดการรัฐประหารหรือความพยายามรัฐประหารมาแล้วถึง 9 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2523

ประธานาธิบดีเอ็มบาโลก็เคยเผชิญกับความพยายามโค่นล้มอำนาจของเขามาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2566

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 13 ศพ ไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกง ยังดับเพลิงไม่ได้

ดับแล้ว 13 ศพ ไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกง ยังดับเพลิงไม่ได้

26 พ.ย. 2568 22:22 น.

ดับแล้ว 13 ศพ ไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกง ยังดับเพลิงไม่ได้

เหตุไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกงทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพไปอยู่ที่พักชั่วคราว

เหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ของฮ่องกง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายของวันพุธที่ 29 พ.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ โดยเจ้าหน้าที่กำลังพยายามอย่างหนักในการควบคุมเพลิง ซึ่งลุกลามผิวนอกอาคาร

น.ส. โจว วิง-ยิน จากสำนักงานดับเพลิงฮ่องกงกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเวลาประมาณ 20:15 น. วันพุธว่า เจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสิ้น 28 ราย โดย 9 รายในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 6 รายถูกนำส่งโรงพยาบาลโดยมีอาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 4 ราย

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่นามสกุลโฮ (Ho) เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 10 คน ขณะที่ประชาชนอีกราว 700 คน ถูกอพยพไปยังที่พักพิงชั่วคราว

รัฐบาลยังจัดตั้งจุดลงทะเบียนผู้สูญหาย โดยมีผู้มาลงทะเบียนว่าไม่สามารถติดต่อญาติมิตรได้จำนวนกว่า 200 คน ณ เวลา 20:30 น.

ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ออกมาแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่พยายามอย่างเต็มกำลังในการดับเพลิง และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด

ทั้งนี้ สำนักงานดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ หว่อง ฟุก คอร์ต ในเขตไท่โป (Tai Po) เมื่อเวลา 14:51 น. ก่อนจะยกระดับเตือนไฟไหม้เป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในเวลา 15:34 น. โดยไฟได้ลุกลามไปยังนั่งร้านที่ทำจากไม้ไผ่และตาข่ายก่อสร้างที่ถูกติดตั้งอยู่รอบนอกของโครงการที่พักอาศัยดังกล่าว และลามไปยังอาคารที่อยู่ติดกัน ส่งเปลวไฟและกลุ่มควันหนาทึบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

หลังตกกลางคืนทางการตัดสินใจยกระดับการเตือนอีกครั้งเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด เนื่องจากไฟยังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ส่งรถดับเพลิง 128 คัน และรถพยาบาล 57 คันไปยังที่เกิดเหตุ และต่อสู้กับเพลิงไหม้มาจนถึงตอนนี้ โดยยังคงมีควันดำหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากอาคารสูง 31 ชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องชุดที่พักอาศัยเกือบ 2,000 ห้อง ซึ่งเป็นที่อยู่ของประชาชนราว 4,800 คน

เจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า พวกเขาไม่สามารถยืนยันได้ว่ายังมีผู้อยู่อาศัยติดอยู่ในอาคารหรือไม่ พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารได้

โหล ฮิ่ว ฟุง (Lo Hiu-fung) สมาชิกสภาเขตไท่โป บอกกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น TVB เมื่อช่วงเย็นวันพุธว่า เชื่อว่าผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ที่ยังติดอยู่ในอาคาร เป็นผู้สูงอายุ

TVB รายงานว่า โครงการที่พักอาศัยแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยโครงการ หว่อง ฟุก คอร์ต เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระตุ้นให้คนเป็นเจ้าของบ้านโดยมีรัฐช่วยจ่ายเงินอุดหนุน โดยเริ่มมีผู้เข้าอยู่อาศัยในปี 2526

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง?

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง?

26 พ.ย. 2568 18:29 น.

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง?

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง ไล่ไทม์ไลน์การแต่งตั้งระดับบน ปมซ้ำซ้อน คนหน้างานสับสน ประชาชนได้แต่รอความหวัง

🚨 สรุปสถานการณ์และโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พ.ย. 2568

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568มีความรุนแรงและซับซ้อน นำมาสู่การปรับโครงสร้างและผู้รับผิดชอบในการบัญชาการสถานการณ์ตามลำดับเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการการทำงาน แต่ก็อาจนำมาสู่ประเด็นปัญหาด้านเอกภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติได้

📅 ไทม์ไลน์การแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์

จากข้อมูลเบื้องต้นและพัฒนาการของสถานการณ์ สามารถสรุปการแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์ตามไทม์ไลน์ได้ดังนี้:

วันที่ (โดยประมาณ)บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง/ตำแหน่งบทบาท/ตำแหน่งที่ได้รับ
ก่อน/ประมาณ 24 พ.ย. 2568ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า (รองนายกรัฐมนตรี)ผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)
24 พ.ย. 2568กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ปภ.กลาง)จัดตั้งเป็น ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า(สำหรับ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง: สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)
25 พ.ย. 2568ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน จ.สงขลา โดยนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)เป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

สรุปประเด็นการแต่งตั้งผู้บัญชาการน้ำท่วม :

  1. จุดเริ่มต้น: นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล (ในฐานะประธาน คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ – คอภ.) ได้ลงนามจัดตั้ง ศนภ. และแต่งตั้ง ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการ เพื่อกำกับดูแลและบูรณาการการบริหารจัดการน้ำ
  2. ศูนย์ส่วนหน้า: มีการจัดตั้ง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) ที่ จ.สงขลา เพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานและสั่งการทรัพยากรเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง
  3. ยกระดับสถานการณ์: เมื่อสถานการณ์ในจังหวัดสงขลารุนแรงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เข้ามาเป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบ/ผู้บัญชาการสถานการณ์ ตามกฎหมาย (ในเขตท้องที่ จ.สงขลา)
  4. 26 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 11/2568 เรื่อง มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมเป็นรายจังหวัด

❓ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการภัยพิบัติแบบหลายศูนย์บัญชาการ

การมีผู้บัญชาการหรือศูนย์อำนวยการหลายระดับในช่วงเวลาเดียวกัน (ศนภ. โดย ร.อ. ธรรมนัส, ศูนย์ส่วนหน้า ปภ.กลาง, และ ผบ.ทสส. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน) แม้จะมีเจตนาเพื่อเสริมกำลังและเร่งรัดการช่วยเหลือ แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิด ปัญหาในการจัดการภัยพิบัติ ดังนี้:

  • 1. ขาดเอกภาพในการสั่งการ (Unity of Command):
    • หน่วยปฏิบัติในพื้นที่อาจสับสนว่าต้องรับคำสั่งจากศูนย์ใดเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออำนาจสั่งการซ้อนทับกัน (เช่น ผอ.ศนภ. กับ หัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน)
    • การสั่งการที่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันจะทำให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากร (คน, เครื่องมือ, งบประมาณ) ไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

2. ปัญหาการประสานงานและการสื่อสาร (Coordination & Communication):

  • ศูนย์บัญชาการหลายแห่งต้องใช้เวลาในการ “สื่อสารข้ามศูนย์” ซึ่งจะทำให้ข้อมูลล่าช้า การตัดสินใจที่สำคัญไม่ทันต่อสถานการณ์

อาจเกิดการแย่งชิงหรือการใช้ทรัพยากรที่ซ้ำซ้อนกันในพื้นที่เดียวกัน ทำให้พื้นที่อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือถูกละเลย

3. ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน (Accountability):

  • เมื่อมีหลายผู้รับผิดชอบ อาจทำให้การประเมินผลและการตรวจสอบย้อนหลังทำได้ยาก เนื่องจากไม่มี “ผู้นำเหตุการณ์” (Incident Commander) ที่ชัดเจนเพียงคนเดียวที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งหมด

🏛️ บทบาทและผู้ดูแลหลักของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

ปภ. เป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550

  • ผู้ดูแลหลัก: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • ผู้อำนวยการตามกฎหมาย: ในภาวะปกติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการและผู้ดูแลการปฏิบัติงานของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.)
    • การเตรียมความพร้อม: วิเคราะห์ความเสี่ยง จัดทำแผน ป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    • การเผชิญเหตุ: เฝ้าระวัง รับแจ้งเหตุ แจ้งเตือนภัย จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจในระดับจังหวัด/พื้นที่ และบริหารจัดการ/สนับสนุนทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัย
    • การฟื้นฟู: ประเมินความเสียหายและประสานงานการฟื้นฟูเยียวยา

🌐 ตัวอย่างการจัดการภัยพิบัติในต่างประเทศ: ความสำคัญของผู้อำนวยการสถานการณ์ที่มีเอกภาพ

ประเทศที่มีระบบการจัดการภัยพิบัติที่ก้าวหน้ามักใช้หลักการ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System – ICS) ซึ่งเน้นย้ำถึง “ผู้อำนวยการสถานการณ์ (Incident Commander – IC)” เพียงคนเดียว

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา (FEMA) และระบบ ICS:

  1. ผู้อำนวยการสถานการณ์ (IC) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ:
    • IC เป็นบุคคลเดียวที่รับผิดชอบในการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) และกลยุทธ์(Strategies) ของการตอบโต้ภัยพิบัติทั้งหมด
    • IC อาจเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (เช่น ผู้ว่าการรัฐ, นายกเทศมนตรี) หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการมอบหมายเฉพาะกิจ ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของภัย
  2. โครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนได้:
    • ICS ช่วยให้โครงสร้างองค์กรตอบโต้ภัยพิบัติสามารถขยายหรือย่อขนาดได้ตามความรุนแรงของสถานการณ์ (Scalability)
    • มีศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Operations Center – EOC) เป็นศูนย์กลางการสนับสนุนทรัพยากร การสื่อสาร และการวางแผน โดยมี IC เป็นผู้นำการตัดสินใจในสนาม
  3. การบูรณาการหน่วยงาน (Integrated Operations):
    • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ตำรวจ, ดับเพลิง, กู้ภัย, ทหาร, สาธารณสุข) จะทำงานภายใต้โครงสร้าง ICS เดียวกัน โดย IC เป็นผู้สั่งการและมอบหมายภารกิจที่ชัดเจน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนและการสื่อสารขัดข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรเรียนรู้:

การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพต้องยึดหลัก “เอกภาพแห่งการสั่งการ (Unity of Command)” กล่าวคือ ควรมี ผู้อำนวยการสถานการณ์ (Incident Commander) เพียงคนเดียวในแต่ละพื้นที่ปฏิบัติการที่มีอำนาจและหน้าที่ชัดเจนในการสั่งการหน่วยงานทั้งหมดที่เข้ามาปฏิบัติงาน เพื่อให้การตัดสินใจและการใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกันทั่วทั้งพื้นที่ประสบภัย

อินโดฯ พบดอกบัวผุดหายาก Rafflesia hasseltii ในป่าสุมาตรา หลังค้นหานาน 13 ปี

อินโดฯ พบดอกบัวผุดหายาก Rafflesia hasseltii ในป่าสุมาตรา หลังค้นหานาน 13 ปี

26 พ.ย. 2568 16:44 น.

อินโดฯ พบดอกบัวผุดหายาก Rafflesia hasseltii ในป่าสุมาตรา หลังค้นหานาน 13 ปี

ทีมนักวิจัยอินโดนีเซียและนานาชาติยืนยันการค้นพบดอกบัวผุด “ราฟเฟิลเซีย ฮัสเซลติไอ” (Rafflesia hasseltii) ในพื้นที่อนุรักษ์ที่ชุมชนดูแลในเขตเกาะสุมาตราตะวันตก หลังการค้นหานานถึง 13 ปี ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของบัวผุดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์จีโนมเต็มรูปแบบ

สถาบันวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย (BRIN) มหาวิทยาลัยเบิงกูลู และเครือข่ายชุมชนอนุรักษ์พืชหายาก ร่วมกันยืนยันการค้นพบ Rafflesia hasseltii หนึ่งในสายพันธุ์ดอกไม้หายากของอินโดนีเซีย ผ่านงานวิจัย “The First Regional Pan-Phylogeny for Rafflesia” ซึ่งมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของดอกบัวผุดทุกสายพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เซปเชียน อันดริกิ นักพฤกษศาสตร์ชาวอินโดนีเซีย และคริส โธโรกูด รองผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เดินทางฝ่าป่าฝนหนาทึบในอินโดนีเซียเป็นเวลาเกือบหนึ่งวัน เพื่อตามหาพืชหายากชนิดนี้ ซึ่งไม่ได้พบเห็นในป่ามานานกว่าทศวรรษแล้ว และเมื่อค้นพบ นายอันดริกิถึงกับคุกเข่า และร้องไห้ด้วยความยินดีกับการค้นพบ โดยกล่าวว่า “มันคือการรอคอยนานถึง 13 ปี”

นายโจโก ริโด วิโตโน นักวิจัยจากศูนย์วิจัยชีววิทยาเชิงระบบและวิวัฒนาการของ BRIN กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายนว่า “กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเราในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างสายพันธุ์บัวผุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรับรองการอนุรักษ์พวกมันในแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ”

นายโจโกกล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ตอกย้ำสถานะของอินโดนีเซียในฐานะประเทศที่มีความหลากหลายของบัวผุด ที่สูงที่สุดในโลก เทียบเท่ากับฟิลิปปินส์ ปัจจุบัน มีการบันทึกบัวผุดปรสิตยักษ์ในอินโดนีเซียรวม 16 สายพันธุ์ โดยทีมวิจัยของ BRIN ประสบความสำเร็จในการเก็บตัวอย่าง 13 ชนิดสำหรับการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ

เขายังอธิบายว่า การวิจัยที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2025 นี้ ทีม BRIN รับผิดชอบการเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างในอินโดนีเซีย ขณะที่ประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ก็ดำเนินการวิจัยคู่ขนานในดินแดนของตน

“เรามั่นใจว่าจะไม่มีวัสดุพันธุกรรมใด ๆ ออกจากอินโดนีเซีย กระบวนการวิจัยทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกกฎหมายและมีใบอนุญาต” นายโจโกกล่าว พร้อมระบุว่า การวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสวนพฤกษศาสตร์และเรือนเพาะชำของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และโครงการ RIIM Expedition จาก BRIN

การค้นพบ Rafflesia hasseltii ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการวิจัยนี้ โดยสายพันธุ์ดังกล่าวถูกค้นพบระหว่างการสำรวจในพื้นที่เบงกูลูและสุมาตราตะวันตก ในเขตซิจุนจุงของสุมาตราตะวันตก ทีมวิจัยสามารถบันทึกภาพการบานของบัวผุดฮัสเซลท์ในพื้นที่อนุรักษ์ที่ดูแลโดยชุมชน ผ่านสถาบันจัดการป่าไม้ท้องถิ่น

นายโจโกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์โดยชุมชน เนื่องจากบัวผุดจำนวนมากมักพบนอกพื้นที่อนุรักษ์ แม้กระทั่งในสวนกาแฟและสวนปาล์มน้ำมันของชุมชน “หากไม่มีการให้ความรู้อย่างเหมาะสม การมีอยู่ของบัวผุดอาจถูกคุกคามจากกิจกรรมของมนุษย์”

นายโจโกอธิบายว่า การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธี Whole Genome Sequencing (WGS) หรือการจัดลำดับจีโนมเต็มรูปแบบเพื่อทำแผนที่จีโนมของบัวผุด ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบสายพันธุ์ใหม่ในหมู่เกาะอินโดนีเซียได้ เขากล่าวว่า วิธีนี้แตกต่างจากการวิจัยดีเอ็นเอของบัวผุดในอดีต ซึ่งตรวจสอบเพียงชิ้นส่วนยีนขนาดเล็ก (500-1,500 คู่เบส)

อย่างไรก็ตาม การวิจัยเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากบัวผุดเป็นพืชปรสิตแบบสมบูรณ์ และดอกของมันจะบานอยู่เพียงไม่กี่วัน นอกจากนี้ บางสายพันธุ์ยังตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงได้ยาก และต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำจากชุมชนท้องถิ่น 

นายโจโกยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากภาครัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของบัวผุด โดยกล่าวว่าเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนี้ ทีมวิจัยที่ประสานงานโดย BRIN จะร่าง ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเป็นข้อแนะนำสำหรับยุทธศาสตร์การอนุรักษ์บัวผุดแห่งชาติต่อไป.

ที่มา TEMPO English

ไฟไหม้ใหญ่แฟลตฮ่องกง ดับอย่างน้อย 4 ศพ

ไฟไหม้ใหญ่แฟลตฮ่องกง ดับอย่างน้อย 4 ศพ

26 พ.ย. 2568 16:36 น.

ไฟไหม้ใหญ่แฟลตฮ่องกง ดับอย่างน้อย 4 ศพ

มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมทั้งนักดับเพลิง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย จากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอาคารที่พักอาศัย ในย่านไทโปของฮ่องกง โดยเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วนั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งยังส่งผลให้มีผู้พักอาศัยติดอยู่ภายในอีกหลายคน

เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในย่าน ไท่โป ของฮ่องกง โดยเปลวเพลิงที่รุนแรงได้ลุกลามไปทั่วนั่งร้านที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารที่พักอาศัย วังฟุก คอร์ท ซึ่งประกอบด้วยอาคาร 8 หลัง และห้องชุดมากกว่า 1,900 ยูนิต 

ภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากจุดเกิดเหตุ โดยมีภาพจากวิดีโอแสดงให้เห็นนั่งร้านไม้ไผ่ภายนอกแฟลตหลายห้องถูกเพลิงไหม้โหมกระหน่ำอย่างหนัก พร้อมชิ้นส่วนของตาข่ายนั่งร้านสีเขียวที่ถูกไฟไหม้ร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ได้รับรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับประชาชนที่ติดค้างอยู่ภายในอาคารที่เป็นต้นเพลิง และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ3 ราย ที่รวมถึงชาย 1 คน และหญิง 1 คน ซึ่งหมดสติและมีอาการบาดเจ็บจากบาดแผลไฟไหม้ 

เบื้องต้น เพลิงไหม้ครั้งนี้ถูกจัดเป็นเหตุ เตือนภัยระดับ 1 แต่ด้วยความรุนแรงของเพลิงที่โหมกระหน่ำ ทำให้มีการยกระดับเตือนภัยขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น ระดับ 4 ภายในเวลา 15:34 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งนี้ ในฮ่องกง การจัดระดับเพลิงไหม้จะวัดจากระดับ 1 ถึง 5 โดยตัวเลขที่สูงขึ้นแสดงถึงความรุนแรงที่มากขึ้น

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการควบคุมเพลิงและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ภายในอาคาร ด้านสำนักงานขนส่งของฮ่องกงได้เรียกร้องให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวและพิจารณาใช้บริการรถไฟแทน เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ 

 แฟลตที่พักอาศัยวังฟุก คอร์ท เคยเป็นข่าวพาดหัวเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่คณะกรรมการเจ้าของร่วมของแฟลตได้อนุมัติข้อเสนอการปรับปรุงอาคารชุดมูลค่า 330 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นแผนที่เผชิญกับความไม่พอใจอย่างมากจากเจ้าของทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยในขณะนั้น

ที่มา South China Morning Post

กสถ. ไม่เลื่อนจัด “สอบท้องถิ่น 68” เตรียมเปลี่ยนสนามสอบ จ.สงขลา จากเหตุน้ำท่วม

กสถ. ไม่เลื่อนจัด "สอบท้องถิ่น 68" เตรียมเปลี่ยนสนามสอบ จ.สงขลา จากเหตุน้ำท่วม

26 พ.ย. 2568 16:26 น.

กสถ. ไม่เลื่อนจัด “สอบท้องถิ่น 68” เตรียมเปลี่ยนสนามสอบ จ.สงขลา จากเหตุน้ำท่วม

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กสถ. ไม่เลื่อนจัด “สอบท้องถิ่น 68” หลังเกิดเหตุน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สงขลา ยังมีมติตามเดิม 7 ธ.ค. 68  เตรียมเปลี่ยนสนามสอบเป็น จ.พัทลุง และใกล้เคียงที่ไม่ได้รับผลกระทบ

วันที่ 26 พ.ย. 68 เวลา 14.17 น. เพจเฟซบุ๊ก คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น กสถ. แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เรื่องการสอบแข่งขันท้องถิ่นปี 2568 โดยระบุว่า ปัจจุบันจังหวัดสงขลาเกิดอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่ม ที่เกิดจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และอาจมีความรุนแรงหนักขึ้น ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลาทั้ง 16 อำเภอ ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก บ้านเรือน โรงเรียน ส่วนราชการ ถนน ได้รับความเสียหายไม่สามารถสัญจรได้อย่างสะดวก สนามสอบได้รับผลกระทบ ดังนั้น ในการจัดเตรียมการสอบแข่งขันที่จะจัดขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 นี้ อาจไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นในการประชุมครั้งที่ 11/2568 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 จึงมีมติให้เปลี่ยนสนามสอบแข่งขันจากจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดพัทลุง และจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยจะประชาสัมพันธ์ผังสนามสอบให้ทราบต่อไป

ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น กสถ.

สถานทูตเบลเยียมชวนคนกรุงเทพฯ ร่วมกิจกรรม “A Safe Journey With Her” ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

สถานทูตเบลเยียมชวนคนกรุงเทพฯ ร่วมกิจกรรม "A Safe Journey With Her" ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

26 พ.ย. 2568 15:13 น.

สถานทูตเบลเยียมชวนคนกรุงเทพฯ ร่วมกิจกรรม “A Safe Journey With Her” ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

สถานทูตเบลเยียมและพันธมิตรชวนร่วมงาน “A Safe Journey With Her” รณรงค์ยุติความรุนแรงทางดิจิทัลต่อผู้หญิงและเด็กหญิง

สถานทูตเบลเยียม ร่วมกับสถานทูตลักเซมเบิร์ก สถานทูตเนเธอร์แลนด์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) องค์การสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) เชิญชวนครอบครัว นักเรียน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรม “A Safe Journey With Her to End Digital Violence” ในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2025 ณ สวนเบญจกิติ

งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แคมเปญระดับโลก 16 Days of Activism against Gender-Based Violence ที่มุ่งยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็กหญิง โดยในปีนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับประเด็น “Ending Digital Violence against all Women and Girls” หรือการยุติความรุนแรงทางออนไลน์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นในยุคดิจิทัล

กิจกรรมจะเริ่มต้นด้วย ปั่นจักรยานช่วงเช้าแบบครอบครัว ผ่านเส้นทางปลอดภัยรอบสวน พร้อมกิจกรรมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟสำหรับคนทุกวัย ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเข้าใจว่าพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย และพฤติกรรมออนไลน์ที่ปลอดภัยเชื่อมโยงกันอย่างไรในสังคมปัจจุบัน

ผู้จัดงานระบุว่า การสร้างความตระหนักรู้เรื่องความรุนแรงทางดิจิทัล ตั้งแต่การคุกคามออนไลน์ การสอดส่องติดตาม ไปจนถึงการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องผู้หญิงและเด็กหญิงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในโลกออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

กิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ปลอดภัย และเปิดโอกาสให้ครอบครัวและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้และลงมือป้องกันความรุนแรงรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

งานนี้เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และคาดว่าจะได้รับความสนใจจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนเมือง ครอบครัว นักศึกษา และองค์กรด้านสิทธิสตรีที่ต้องการร่วมขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองปลอดภัยทั้งในพื้นที่จริงและบนโลกออนไลน์.

ที่มา : สถานทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย

ด่วน! รพ.หาดใหญ่ ขาดแคลนน้ำ – อาหาร มีผู้ติดค้าง 2,400 คน

ด่วน! รพ.หาดใหญ่ ขาดแคลนน้ำ - อาหาร มีผู้ติดค้าง 2,400 คน

26 พ.ย. 2568 15:02 น.

ด่วน! รพ.หาดใหญ่ ขาดแคลนน้ำ – อาหาร มีผู้ติดค้าง 2,400 คน

ด่วน! รพ.หาดใหญ่ ขาดแคลนน้ำ – อาหาร มีผู้ติดค้าง 2,400 คน ถนนทุกสายถูกน้ำตัดขาด ไม่สามารถลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือมาได้ วอนบุคลากรอ่อนล้าเต็มที เบื้องต้นลำเลียงผู้ป่วยวิกฤติไปยังโรงพยาบาลอื่นแล้ว

น้ำท่วมหาดใหญ่ทำพิษ น้ำยังท่วมขังสูง ถนนหลายสายถูกตัดขาด ไม่สามารถส่งน้ำ–อาหารได้ สถานการณ์ยังวิกฤต

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำหลายจุดยังคงสูงจนรถไม่สามารถสัญจรได้ ถนนสายหลัก–สายรองถูกตัดขาด ทำให้การขนส่งสิ่งของอุปโภคบริโภคเข้าเขตเมืองและโรงพยาบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก หน่วยงานต่างๆ ต้องใช้เรือและเฮลิคอปเตอร์ในการเข้าถึงพื้นที่เท่านั้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ วันที่ 26 พ.ย. เวลา 14.20 น. ได้รับข้อมูลว่า ขณะนี้โรงพยาบาลกำลังขาดแคลนน้ำดื่ม อาหารแห้ง และของใช้จำเป็น เช่น สบู่และยาสีฟัน เนื่องจากระดับน้ำที่สูงและไหลเชี่ยว ทำให้การลำเลียงสิ่งของและอาหารมีความยากลำบากอย่างมาก

ปัจจุบันมีผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ติดอยู่ภายในโรงพยาบาลประมาณ 2,400 คน ส่วนผู้ป่วยในภาวะวิกฤต โรงพยาบาลได้เร่งส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาต่อแล้ว ด้านระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เข้าดำเนินการช่วยเหลือ โดยเชื่อมต่อกระแสไฟตรงให้โรงพยาบาลสามารถใช้งานได้ชั่วคราว

เจ้าหน้าที่เผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ยากลำบากอย่างมาก ไม่สามารถออกไปไหนได้เนื่องจากระดับน้ำสูงเกือบมิดศีรษะ การเคลื่อนย้ายหรือขนส่งเสบียงต้องอาศัยเรือและเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น ส่วนการใช้น้ำภายในโรงพยาบาล ต้องอาศัยน้ำฝนเพื่อประทัง เนื่องจากมีเพียงอาคารหนึ่งเดียวที่ยังมีน้ำใช้ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ขณะนี้มีทีมแพทย์จากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และพยาบาลจากหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน เพราะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกำลังอ่อนล้าอย่างมาก

ขณะนี้โรงพยาบาลกำลังประสบภาวะขาดแคลนน้ำดื่มอย่างหนัก และมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องการน้ำดื่มเพื่อรองรับผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก โดยขอรับการสนับสนุนแบบไม่จำกัดจำนวน


ทั้งนี้ หากต้องการสนับสนุนน้ำดื่ม อาหาร และสิ่งของเครื่องใช้ สามารถติดต่อได้ที่ 084-7498649 คุณบุณจิ้ม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหาดใหญ่

รายงานจากกระทรวงสาธารณะสุขล่าสุด

ล่าสุดวันนี้ (25 พ.ย. 68) กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลทีมบุคลากรสนับสนุน โรงพยาบาลหาดใหญ่ ดังนี้

1. จากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช 18 คน

สถานะ : ถึงโรงพยาบาลแล้ว

2. จาก กรมการแพทย์ 21 คน

สถานะ : อยู่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า สนามบินหาดใหญ่ รอเฮลิคอปเตอร์นำส่ง

3. จากกรมการแพทย์ 15 คน ตรัง 20 คน พัทลุง 20 คน โรงพยาบาลเขตฯ 11 อีก 30 คน

สถานะ : กำลังไปจุดนัดพบ

4. จากกรมการแพทย์ 120 คน

สถานะ : เตรียมเดินทาง

รวมทั้งสิ้น 244 คน

ไต้หวันทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน รับมือแรงกดดันทางทหารจากจีน

ไต้หวันทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน รับมือแรงกดดันทางทหารจากจีน

26 พ.ย. 2568 13:30 น.

ไต้หวันทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน รับมือแรงกดดันทางทหารจากจีน

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เปิดเผยแผนการจัดทำงบประมาณเสริมด้านกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท) เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องตนเอง ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน ที่เพิ่มแรงกดดันทั้งทางทหารและการเมืองในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันการอ้างสิทธิ์เหนือเกาะไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ซึ่งเคยตั้งเป้าที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2030 ตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไต้หวันใช้จ่ายด้านกลาโหมมากขึ้น กล่าวในงานแถลงข่าวว่า”ความมั่นคงของชาติไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม” และหล่าวต่อว่า “อำนาจอธิปไตยของชาติและค่านิยมหลักของเสรีภาพและประชาธิปไตย คือรากฐานที่แท้จริงของประเทศของเรา”

นายไล่ ซึ่งประกาศแผนการใช้จ่ายนี้ครั้งแรกในบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. กล่าวว่า ไต้หวันกำลังแสดงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องตนเอง โดยย้ำว่านี่คือ “การต่อสู้ระหว่างการปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย กับการปฏิเสธที่จะยอมจำนนกลายเป็น ‘ไต้หวันของจีน'” ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางอุดมการณ์หรือข้อพิพาทเรื่อง “การรวมชาติเทียบกับการเป็นเอกราช” เท่านั้น

ปัจจุบัน ไต้หวันกำลังปรับปรุงกองทัพให้เป็นไปตามแนวทาง “สงครามแบบอสมมาตร” (asymmetric warfare) เพื่อให้กองกำลังของตนซึ่งมีขนาดเล็กกว่าจีนมาก มีความคล่องตัว และสามารถตอบโต้ได้อย่างตรงเป้าหมาย

ตัวเลขของรัฐบาลระบุว่า ในปี 2026 รัฐบาลวางแผนให้การใช้จ่ายด้านกลาโหมอยู่ที่ 949.5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 976,560 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น 3.32% ของจีดีพี และจะเป็นครั้งแรกที่งบประมาณด้านนี้ข้ามผ่านเกณฑ์ 3% นับตั้งแต่ปี 2009

นายเรย์มอนด์ กรีน เอกอัครราชทูตโดยพฤตินัยของสหรัฐฯ ในไทเป กล่าวสนับสนุนแผนดังกล่าว โดยระบุว่า “การประกาศในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพทั่วช่องแคบไต้หวัน ด้วยการเสริมสร้างการยับยั้ง”

ด้านนายเผิง ชิงเอิน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีน ออกมากล่าวหาไต้หวันว่า ยอมให้ “กองกำลังภายนอก” บงการการตัดสินใจ “พวกเขากำลังใช้จ่ายเงินที่สามารถนำมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและพัฒนาเศรษฐกิจไปกับการซื้ออาวุธและการเอาอกเอาใจอำนาจภายนอก ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ไต้หวันเข้าสู่หายนะเท่านั้น” 

แม้สหรัฐฯ จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดหาวิธีการที่ไต้หวันจะสามารถป้องกันตนเองได้ โดยนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง สหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธใหม่ให้ไต้หวันเพียงครั้งเดียว เป็นแพ็กเกจมูลค่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเครื่องบินขับไล่และชิ้นส่วนอากาศยานอื่น ๆ ที่ประกาศเมื่อเดือนนี้

นายไล่ยืนยันความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ว่า “แข็งแกร่งดุจหินผา” โดยอ้างอิงถึงคำพูดของทรัมป์ที่ระบุว่า “ไต้หวันคือไต้หวัน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ให้ความเคารพต่อไต้หวันอย่างชัดเจน

นายไล่ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า มีเพียงชาวไต้หวันเท่านั้นที่จะสามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้ แม้ว่าจีนจะปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาซ้ำ ๆ ของเขา และตราหน้าเขาว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ก็ตาม.

ที่มา Reuters