“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน รัสเซียยอมผ่อนปรนบางเรื่อง

"ทรัมป์" เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน รัสเซียยอมผ่อนปรนบางเรื่อง

26 พ.ย. 2568 12:46 น.

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน รัสเซียยอมผ่อนปรนบางเรื่อง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางไปยังฟลอริดาเพื่อพักผ่อนในวันขอบคุณพระเจ้า ว่าเขาได้ยกเลิกกำหนดเส้นตายในวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้า ที่ยูเครนต้องยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ หนุนหลัง เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์ระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการหารือกับรัสเซียและยูเครน และรัสเซียได้ตกลงยอมรับข้อผ่อนปรนบางประการ ซึ่งเขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และคณะผู้ช่วยไม่ได้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจน และกล่าวว่าพวกเขาต้องการให้ข้อตกลงเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “กำหนดเส้นตายสำหรับผมคือเมื่อมันจบลง”

โครงร่างข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุน ซึ่งมีรายงานเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์อาจผลักดันให้ยูเครนลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีแนวโน้มเอียงเข้าข้างรัสเซียอย่างมาก

ทรัมป์กล่าวว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัะฐฯ จะเดินทางไปยังกรุงมอสโกเพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสัปดาห์หน้า และเปิดเผยว่า นายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ซึ่งเคยช่วยเจรจาข้อตกลงฉนวนกาซาที่นำมาซึ่งการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

บลูมเบิร์ก นิวส์ รายงานว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นายวิตคอฟฟ์ได้พูดคุยกับ นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศระดับสูงของปูติน โดยแนะนำว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกันในแผนหยุดยิงสำหรับยูเครน และปูตินควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกับทรัมป์โดยตรง

รายงานระบุว่า คำแนะนำของวิตคอฟฟ์รวมถึงข้อเสนอแนะในการจัดให้มีการหารือระหว่างทรัมป์และปูติส ก่อนการเยือนทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ในสัปดาห์เดียวกัน และใช้ข้อตกลงฉนวนกาซาที่เพิ่งทำเสร็จสิ้นเป็นช่องทางในการเจรจา

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้ฟังบันทึกเสียงการสนทนาที่บลูมเบิร์กอ้างอิง แต่เขาก็ไม่แปลกใจ เพราะ “นั่นคือสิ่งที่คนทำข้อตกลงทำกัน”

ทรัมป์กล่าวว่า ดูเหมือนว่ารัสเซียจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในสงคราม และการบรรลุข้อตกลงจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดของยูเครน เขากล่าวว่า ดินแดนบางส่วนของยูเครน “อาจถูกรัสเซียยึดไปอยู่ดี” ในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างเจรจากับยุโรปเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคงสำหรับยูเครนด้วย.

ที่มา Reuters

ธอส.ออก 7 มาตรการ “พักชำระหนี้-ลดดอกเบี้ย-เคลมสินไหมเร่งด่วน” ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ธอส.ออก 7 มาตรการ "พักชำระหนี้-ลดดอกเบี้ย-เคลมสินไหมเร่งด่วน" ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

26 พ.ย. 2568 12:41 น.

ธอส.ออก 7 มาตรการ “พักชำระหนี้-ลดดอกเบี้ย-เคลมสินไหมเร่งด่วน” ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ห่วงใยลูกค้าและประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย เร่งออก 7 มาตรการพักชำระหนี้ – ลดเงินงวด – ลดดอกเบี้ย – เคลมสินไหมเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ดังกล่าว ขอยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน การดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ
ของลูกค้าและประชาชนเป็นอย่างมาก ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน”

ได้จัดเตรียมมาตรการให้ลูกค้าสามารถพักชำระหนี้ ลดเงินงวด ลดดอกเบี้ย และเคลมสินไหมเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ดังกล่าว ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2568” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

          มาตรการที่ 1 : สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ลดเงินงวดและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยพักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 12 คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2.00% ต่อปีพร้อมลดเงินงวดลง 50% ของเงินงวดที่ชำระในปัจจุบัน เมื่อครบระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป และลูกค้าที่ต้องการกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสามารถเข้าร่วมโครงการสินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาทต่อราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน

           มาตรการที่ 2 : สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ กู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด,อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 – 24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 เท่ากับ MRR-3.30% ต่อปี (2.945% ต่อปี), ปีที่ 4 เท่ากับ MRR-2.40% ต่อปี (3.845% ต่อปี) และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี, ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.245% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,100 บาทต่อเดือนเท่านั้น ฟรีค่าธรรมเนียมประเมิน ราคาหลักประกัน (1,900-2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

          มาตรการที่ 3 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

          มาตรการที่ 4 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีโดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาท (ตัดเงินต้นทั้งหมด) จากนั้นเดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกอีก 100 บาท
และเมื่อผ่อนชำระครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้ลูกค้ากลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

          มาตรการที่ 5 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระโดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาที่คงเหลือ (พิจารณาเป็นรายกรณี)

          มาตรการที่ 6 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง และไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะในส่วนของที่ดินที่คงเหลือเท่านั้น (พิจารณาเป็นรายกรณี)

          มาตรการที่ 7 : พิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ประสบภัยทุกราย
อย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยผู้เอาประกันสามารถแจ้งความเสียหายโดยใช้ภาพถ่าย จ่ายตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เพิ่มความคุ้มครอง ภัยธรรมชาติตามความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี (รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามกรมธรรม์)

นอกจากนี้ ธอส. ร่วมกับกรมธนารักษ์ และชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพอากาศ เตรียมลงพื้นที่ส่งมอบ
ถุงยังชีพ และอาหารพร้อมทานให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ภาคใต้ เพื่อบรรเทา
ความเดือดร้อนในเบื้องต้นลูกค้าและประชาชน ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสงค์ขอรับบริการตามมาตรการดังกล่าวสามารถติดต่อได้ที่สาขา ธอส. ตั้งแต่บัดนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ติดตามข่าวสารของธนาคาร ได้ที่ GH Bank Social Media และ www.ghbank.co.th

สื่อต่างชาติเผยคนไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกว่า 2 ล้าน แต่มีคนได้อพยพเพียง 13,000 คน

สื่อต่างชาติเผยคนไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกว่า 2 ล้าน แต่มีคนได้อพยพเพียง 13,000 คน

26 พ.ย. 2568 12:17 น.

สื่อต่างชาติเผยคนไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกว่า 2 ล้าน แต่มีคนได้อพยพเพียง 13,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ไทยเผชิญฝนตกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 300 ปี ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคน แต่มีคนได้อพยพไปยังที่ปลอดภัยเพียง 13,000 คน ท่ามกลางภัยพิบัติลุกลามทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษรายงานสถานการณ์น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย ขณะที่หน่วยงานรัฐต้องส่ง ทหาร เรือ และเฮลิคอปเตอร์ เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ท่ามกลางน้ำท่วม

หนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ เมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมืองเศรษฐกิจใกล้ชายแดนมาเลเซีย ซึ่งมีรายงานว่าได้รับ ปริมาณน้ำฝนสูงสุดในรอบ 300 ปีถึง 335 มิลลิเมตรต่อวัน ภาพถ่ายล่าสุดเผยให้เห็น รถยนต์และบ้านเรือนจมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าบ้านเพื่อรอการช่วยเหลือ

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในประเทศไทยมีประชาชนกว่า 2 ล้านคนได้รับผลกระทบ แต่มีเพียง 13,000 คนที่ถูกย้ายไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในบ้านเรือนที่ถูกน้ำล้อม และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ 

ล่าสุดกองทัพเรือไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับมือกับวิกฤตน้ำท่วม ระบุว่าเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือช่วยเหลืออีก 14 ลำ พร้อมอาหารสำหรับแจกวันละ 3,000 ชุด และหากจำเป็นกองทัพเรือจะเปลี่ยนเรือบรรทุกเครื่องบินให้เป็นโรงพยาบาลลอยน้ำ นอกจากนี้ยังส่ง เรือท้องแบน รถบรรทุก และเจ็ตสกี ไปช่วยอพยพประชาชนในพื้นที่

โดยทางจังหวัดสงขลาได้ประกาศพื้นที่เป็น เขตภัยพิบัติ เพื่อปลดล็อกงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว

ด้านกลุ่มอาสาสมัคร Matchima Rescue Center เปิดเผยว่าได้รับสายร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนหลายพันสายในช่วง 3 วันที่ผ่านมา คนจำนวนมากต่างโพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือทาง Facebook เรียกร้องให้ช่วยแชร์ข้อความเพื่อให้ทีมกู้ภัยเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา เพราะมีคนจำนวนมากไม่มีอาหารและน้ำมาหลายวันแล้ว

นอกจากประเทศไทยแล้วฝนตกต่อเนื่องยังสร้างความเสียหายหนักในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเวียดนาม ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 91 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนที่มาเลเซีย มีประชาชนกว่า 19,000 คนต้องอพยพออกจากบ้าน พร้อมจัดตั้งศูนย์พักพิง 126 แห่งในพื้นที่ชายแดนตอนเหนือ ทีมกู้ภัยต้องเดินลุยน้ำสูงระดับเข่าเพื่ออพยพประชาชนในรัฐเคดาห์และปะริส รวมถึงจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินหลายแห่งเพื่อรองรับผู้ประสบภัย.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำท่วมหาดใหญ่

ศาลอียู ตัดสินให้ทุกประเทศสมาชิกต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น

ศาลอียู ตัดสินให้ทุกประเทศสมาชิกต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น

26 พ.ย. 2568 12:02 น.

ศาลอียู ตัดสินให้ทุกประเทศสมาชิกต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น

ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป ตัดสินให้การสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกหนึ่ง ต้องได้รับการยอมรับในทุกประเทศสมาชิก พร้อมตำหนิโปแลนด์ที่ปฏิเสธรับรองทะเบียนสมรสของคู่รักชายชาวโปแลนด์ที่แต่งงานกันในเยอรมนี

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป มีคำวินิจฉัยว่าให้ทุกประเทศสมาชิกอียู ต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น แม้ว่ากฎหมายภายในของประเทศนั้นจะไม่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสก็ตาม

โดยคำตัดสินนี้เกิดขึ้นหลังโปแลนด์ปฏิเสธที่จะรับรองการสมรสของชายชาวโปแลนด์ 2 คน ซึ่งแต่งงานกันที่กรุงเบอร์ลิน ของเยอรมนี ในปี 2561 เมื่อพวกเขาย้ายกลับไปยังโปแลนด์ทางการอ้างว่ากฎหมายโปแลนด์ไม่อนุญาตการสมรสเพศเดียวกัน

ศาลระบุว่า การปฏิเสธเช่นนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและพำนักของพลเมืองอียู รวมถึงสิทธิพื้นฐานต่อชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

นายพาเวล คนุท ทนายความกล่าวหลังคำตัดสินว่านี่คือคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการเรียกร้องความเสมอภาคและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน ขณะที่นายคาโรล นาฟรอฟสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์ จากสายชาตินิยมยังคงยืนยันว่าจะวีโตร่างกฎหมายใด ๆ ที่ บ่อนทำลายสถานะของการสมรสตามรัฐธรรมนูญ 

ทั้งนี้ คดีนี้ถูกส่งให้ศาลอียู ตีความ เมื่อทางการโปแลนด์ปฏิเสธที่จะรับรองทะเบียนสมรสเยอรมนี  ขณะที่โปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศคาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ มีประวัติการถกเถียงเรื่องสิทธิ LGBTQ มายาวนาน โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่าเป็นอุดมการณ์ต่างชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังผลักดันร่างกฎหมายคู่ชีวิตที่ครอบคลุมคู่รักเพศเดียวกันด้วย แต่เจอแรงต้านจากพรรคพันธมิตรสายอนุรักษนิยม.

ศาลนิวซีแลนด์สั่งจำคุกตลอดชีวิต แม่ฆ่าลูก 2 คน ซ่อนศพในกระเป๋าเดินทาง

ศาลนิวซีแลนด์สั่งจำคุกตลอดชีวิต แม่ฆ่าลูก 2 คน ซ่อนศพในกระเป๋าเดินทาง

26 พ.ย. 2568 11:48 น.

ศาลนิวซีแลนด์สั่งจำคุกตลอดชีวิต แม่ฆ่าลูก 2 คน ซ่อนศพในกระเป๋าเดินทาง

ศาลสูงของนิวซีแลนด์ได้พิพากษาตัดสินให้ นางฮาคยอง อี วัย 45 ปี ต้องรับโทษ จำคุกตลอดชีวิต จากความผิดฐานฆาตกรรม ยูนา โจ ลูกสาววัย 8 ขวบ และ มินู โจ ลูกชายวัย 6 ขวบ แล้วนำร่างไปซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางนานถึง 4 ปี โดยเธอจะต้องรับโทษจำคุกอย่างน้อย 17 ปี ก่อนจะมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาทัณฑ์บน

นางอีถูกตัดสินว่ามีความผิดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในปี 2018 ไม่นานหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต โดยศพของเด็กทั้งสองถูกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง และถูกค้นพบในปี 2022 โดยคู่รักคู่หนึ่งที่ชนะการประมูลซื้อข้าวของในตู้เก็บของร้างแห่งหนึ่งในเมืองอ๊อกแลนด์

นางอีให้การต่อสู้คดีว่า เธอมีอาการป่วยทางจิตในขณะที่เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น แต่ผู้พิพากษาเจฟฟรีย์ เวนนิ่ง ระบุว่า แม้สุขภาพจิตของนางลีจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การกระทำของเธอเป็นการกระทำที่ไตร่ตรองไว้แล้ว

ทนายฝ่ายจำเลยกล่าวในระหว่างการพิจารณาคดีนานกว่าสองสัปดาห์ว่า สุขภาพจิตของนางอีทรุดโทรมลงอย่างหนักหลังการเสียชีวิตของสามี ทำให้เธอเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการให้สมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตไปพร้อมกันทั้งหมด ทนายความระบุว่า นางอีพยายามฆ่าตัวตายพร้อมกับลูก ๆ โดยให้ยาต้านอาการซึมเศร้าผสมกับน้ำผลไม้ แต่ให้ยาผิดขนาด จนตื่นขึ้นมาพบว่าลูก ๆ ของเธอเสียชีวิตแล้ว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอัยการได้โต้แย้งว่า การกระทำของนางอีเป็น “การกระทำที่เห็นแก่ตัว เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากภาระในการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง”

หลังเกิดเหตุฆาตกรรม นางอีได้เปลี่ยนชื่อและเดินทางออกจากนิวซีแลนด์ ก่อนจะถูกจับกุมในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของเธอ ในเดือนกันยายน 2022 และถูกส่งตัวกลับมายังนิวซีแลนด์ในปลายปีเดียวกัน

ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ศาลได้รับฟังถ้อยแถลงที่แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของครอบครัวทั้งฝ่ายนางอีและนายเอียน โจ ผู้เป็นสามี

นางชุน จา ลี มารดาของนางอี ได้กล่าวแสดงความเสียใจที่ไม่เคยพาลูกสาวไปพบที่ปรึกษา โดยระบุว่าลูกสาวของเธอ “ไม่มีเจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่” หลังจากการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งของนายโจในเดือนพฤศจิกายน 2017 พร้อมตั้งคำถามอย่างเจ็บปวดว่า “ถ้าเธออยากตาย ทำไมไม่ตายคนเดียว? ทำไมถึงพาลูกที่บริสุทธิ์ไปด้วย?”

นายจิมมี่ โจ น้องชายของสามีผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เขา “ไม่เคยจินตนาการว่าโศกนาฏกรรมอันลึกซึ้งเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเราได้” โดยระบุว่า มารดาของเขา ซึ่งเป็นยายของเด็ก ๆ ยังไม่ทราบว่าหลานเสียชีวิตแล้ว และกล่าวว่า “มันคือความต้องการของพี่ชายผู้ล่วงลับของผม ที่จะให้ผมปกป้องพวกเขา สิ่งนี้คือโทษจำคุกที่ดำเนินอยู่ ซึ่งผมไม่มีวันได้รับการอภัยโทษ”

ตามรายงานของ RNZ สื่อท้องถิ่น การประเมินทางจิตเวชก่อนการพิจารณาคดีระบุว่า นางอีน่าจะกำลังเผชิญกับ “ภาวะซึมเศร้าผิดปกติ” และปฏิกิริยาความเศร้าโศกยืดเยื้อในช่วงที่ก่อเหตุ

ผู้พิพากษาเวนนิ่งได้สั่งให้ปฏิบัติต่อนางอีในฐานะ “ผู้ป่วยพิเศษ” ในระหว่างการจำคุก เนื่องจากสภาพจิตใจของเธอ พร้อมกล่าวว่า “คุณไม่สามารถรับมือได้เมื่อสามีของคุณป่วยหนัก และบางทีคุณอาจทนไม่ได้ที่จะมีลูก ๆ อยู่รอบตัว เพื่อคอยย้ำเตือนถึงชีวิตที่มีความสุขในอดีต ซึ่งถูกพรากไปจากคุณอย่างโหดร้าย”

ที่มา BBC

น้ำใจคนไทยไม่แห้ง “น้าหลิ่ม” เผยโดรนถึงหาดใหญ่ ช่วยส่งอาหารพื้นที่เข้าไม่ถึง

ไทยรัฐออนไลน์26 พ.ย. 2568 11:40 น.

LightDark-กกก+ฟังข่าว

แชร์ข่าวนี้

น้ำใจคนไทยไม่แห้ง “น้าหลิ่ม” เผยโดรนถึงหาดใหญ่ ช่วยส่งอาหารพื้นที่เข้าไม่ถึง

น้ำใจคนไทยไม่แห้ง “น้าหลิ่ม” กองเชียร์ทีมชาติไทยพันธุ์แท้ เผยโดรนถึงหาดใหญ่ ช่วยส่งอาหารพื้นที่เข้าไม่ถึงน้ำท่วมหาดใหญ่

วันที่ 26 พ.ย.68 “น้าหลิ่ม” วิรุฬห์ วิเชียรวัฒนชัย กองเชียร์ฟุตบอลทีมชาติไทย เผยความคืบหน้าของ “กลุ่มแฟนบอลไทยสายใต้” ในการส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผ่านโดรนลำใหญ่ที่ใช้ขนอาหารและน้ำ นำโดย คุณโอ ORC การเกษตร หัวหน้าทีมโดรน

น้าหลิ่มระบุว่า โดรนชุดแรก 2 ลำได้ถึงค่ายเสนาณรงค์ หาดใหญ่เรียบร้อยแล้ว แม้ใช้เวลานานเนื่องจากทางเข้าออกลำบาก พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจ โดยเฉพาะคุณโอหัวหน้าทีม ชี้ให้เห็นว่าน้ำใจคนไทยไม่เคยเหือดแห้ง

“รออีกนิดนะครับพี่น้องชาวหาดใหญ่ สำหรับพื้นที่ที่พาหนะทุกชนิดเข้าไม่ถึง ซึ่งอดอาหารมานาน 4–5 วันแล้ว” สำหรับโดรนที่คุณโอ ORC การเกษตรใช้ จะขนอาหารได้ 20-50 กิโลต่อเที่ยว

ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่มหนัก ดับอย่างน้อย 10 ราย สูญหาย 6 คน

 ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่มหนัก ดับอย่างน้อย 10 ราย สูญหาย 6 คน

26 พ.ย. 2568 11:26 น.

ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่มหนัก ดับอย่างน้อย 10 ราย สูญหาย 6 คน

ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายจุดบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ราย สูญหายอย่างน้อย 6 คน 

ทีมกู้ภัยกำลังเร่งเข้าพื้นที่ประสบภัยใน 6 อำเภอของจังหวัดสุมาตราเหนือ แต่การเข้าถึงทำได้ลำบาก เนื่องจากฝนมรสุมที่ตกหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แม่น้ำหลายสายเอ่อล้น ทะลักท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว

จนถึงวันพุธ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้อย่างน้อย 5 ราย และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในเขตเมืองซิโบลกา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะเดียวกันยังคงค้นหา ชาวบ้าน 4 คน ที่ยังสูญหาย

หัวหน้าตำรวจเมืองซิโบลกาเปิดเผยว่า ได้มีการตั้ง ศูนย์พักพิงฉุกเฉินแล้ว พร้อมเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้รีบอพยพทันที เพราะฝนที่ยังตกต่อเนื่องอาจทำให้เกิดดินถล่มซ้ำ หลังจากก่อนหน้านี้เกิดดินถล่มแล้วมากถึง 6 ครั้ง ทำลายบ้านเรือน 17 หลัง และร้านกาแฟ 1 แห่งจนราบเป็นหน้ากลอง

อินโดนีเซียประสบปัญหา น้ำท่วมและดินถล่มเป็นประจำในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะ และมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ในเขตภูเขาและพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำท่วม

สงขลา เอฟซี วอนช่วยด้วย น้ำท่วมหาดใหญ่ 17 แข้งติดอยู่ในที่พัก น้ำ-อาหาร ไม่เหลือแล้ว

ไทยรัฐออนไลน์26 พ.ย. 2568 11:14 น.

LightDark-กกก+ฟังข่าว

แชร์ข่าวนี้

สงขลา เอฟซี วอนช่วยด้วย น้ำท่วมหาดใหญ่ 17 แข้งติดอยู่ในที่พัก น้ำ-อาหาร ไม่เหลือแล้ว

สงขลา เอฟซี วอนช่วยด้วย น้ำท่วมหาดใหญ่ 17 แข้งติดอยู่ในที่พัก น้ำ-อาหาร ไม่เหลือแล้ว 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง “คุยกับทิว” อัปเดตล่าสุดนักฟุตบอลยังติดอยู่ในหอพักทั้ง 3 จุดขาดแคลนน้ำดื่มและอาหารดังนี้

หอพักของแซมมวล ป. แคนนิ่งแฮม พิกัด: ซอย 1 (ดีแลนด์นิเวศน์) ถนนพลพิชัย ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชั้น 4 ห้อง 42

หอพักหลังแบงค์ชาติโค้ชและนักเตะอีกกว่า 15 คน พิกัด : เลขที่ 93/92 ถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 5 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

หอพักท่าเคียน บาส ปณิธาน พิกัด : หอพักภูภัทราเรสซิเดนส์ หาดใหญ่ พิกัด 99 ถ.ท่าเตียน 7 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่, สงขลา

ด้าน สโมสรสงขลา เอฟซี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ช่วยด้วยนะครับ อาหารและน้ำ ไม่เหลือแล้ว”

สรุปรวมแล้วมีนักกีฬาสงขลา เอฟซี ติดค้างในเมือง 17 คน แม้หลายฝ่ายพยายามเข้าไปช่วย แต่น้ำเชี่ยวแรงมากระหว่างทางไป

พายุโซนร้อน “โคโตะ” เข้าสู่ทะเลจีนใต้ จ่อถล่มพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากภาคกลางเวียดนาม

พายุโซนร้อน "โคโตะ" เข้าสู่ทะเลจีนใต้ จ่อถล่มพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากภาคกลางเวียดนาม

26 พ.ย. 2568 11:07 น.

พายุโซนร้อน “โคโตะ” เข้าสู่ทะเลจีนใต้ จ่อถล่มพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากภาคกลางเวียดนาม

พายุโซนร้อน “โคโตะ” (Koto) ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลจีนใต้ เมื่อช่วงดึกของคืนวันอังคารที่ผ่านมา (25 พ.ย.) โดยยังคงมีกำลังลมต่อเนื่องสูงสุดอยู่ที่ 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่แนวชายฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ก่อนหน้านี้

ศูนย์พยากรณ์อุทก-อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (NCHMF) ของเวียดนาม รายงานว่า ณ เวลา 04:00 น. ของวันพุธ (26 พ.ย.) พายุลูกนี้อยู่ห่างจากเกาะซงตื๋อเต็ย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะเจื่องซา หรือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ไปทางตะวันออกประมาณ 540 กิโลเมตร โดยเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20–25 กม./ชม. และมีกำลังลมสูงสุด 74 กม./ชม.

NCHMF คาดว่าพายุจะอยู่ห่างจากเกาะซงตื๋อเต็ยไปทางเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 200 กม. โดยกำลังลมสูงสุดจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น 80-102 กม./ชม. และเปลี่ยนทิศทางเป็นตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15–20 กม./ชม.

ส่วนวันศุกร์ พายุจะยังคงอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนกลาง ห่างจากเกาะซงตื๋อเต็ยไปทางเหนือ-ตะวันตกเฉียงเหนือ 150 กม. กำลังลมจะทวีความแรงขึ้นอีกเป็น 103–117 กม./ชม. ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเป็นตะวันตกเฉียงใต้และช้าลงเหลือ 5–10 กม./ชม. และในวันเสาร์ คาดว่าพายุจะอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนกลางด้านตะวันตก ห่างจากเกาะซงตื๋อเต็ยไปทางตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือ 250 กม. ยังคงความรุนแรงไว้แต่จะเคลื่อนตัวช้าลงอย่างมากเหลือเพียงประมาณ 5 กม./ชม.

นายมาย วัน เคียม ผู้อำนวยการ NCHMF ระบุว่า การพยากรณ์ปัจจุบันยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยมีสถานการณ์หลัก 2 ประการ โดยความเป็นไปได้แรก พายุอาจเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดซาลาย ถึงจังหวัดเลิมด่ง ในช่วงวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. ซึ่งในขณะนั้นคาดว่าพายุจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชันเขตร้อน หรือคงความรุนแรงระดับพายุโซนร้อนขั้นต่ำ (74 กม./ชม.)

ส่วนความเป็นไปที่สองคือมีความน่าจะเป็นไปได้ที่ 45% ที่พายุจะเลื่อนไปทางเหนือหรือสลายตัวกลางทะเล นายเคียมย้ำว่า หากพายุขึ้นฝั่ง ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาจะไม่รุนแรงเท่ากับระดับน้ำฝนที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่ากำลังลมต่อเนื่องปัจจุบันอยู่ที่ 65 กม./ชม. และคาดการณ์ว่ากำลังลมจะพุ่งสูงสุดถึง 108 กม./ชม. ก่อนจะเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ไปทางภาคใต้-ตอนกลางของเวียดนาม

ศูนย์สังเกตการณ์สภาพอากาศฮ่องกง (Hong Kong Observatory) คาดการณ์ว่าพายุอาจทวีความรุนแรงสูงสุดถึง 120 กม./ชม. ในวันที่ 28 พ.ย. หลังจากนั้นอาจเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปทางเหนือ

การมาถึงของพายุโคโตะถือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ในพื้นที่ตอนกลางของเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเผชิญกับน้ำท่วมและดินถล่มอย่างรุนแรงในช่วง 10 วันที่ผ่านมา จากฝนที่ตกหนักระหว่างวันที่ 16-21 พ.ย. ซึ่งนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่าเกิดจากการรวมกันของ “หลายเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ปี 2025 ถือเป็นปีที่มีกิจกรรมพายุในทะเลจีนใต้มากที่สุดในรอบสามทศวรรษ โดยมีพายุและดีเปรสชันเขตร้อนรวมกันถึง 20 ลูก นับตั้งแต่ต้นปี (พายุ 15 ลูก และดีเปรสชัน 5 ลูก) เทียบเท่ากับสถิติที่บันทึกไว้ในปี 2017

ภัยพิบัติทางธรรมชาติในปีนี้ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวม 409 ราย บาดเจ็บ 727 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 85 ล้านล้านดอง (ประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า อาจมีพายุหรือดีเปรสชันเขตร้อนอีก 1-2 ลูก ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ในเดือนหน้า ซึ่งยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเนื่องต่อแผ่นดินใหญ่ของเวียดนาม.

ที่มา VnExpress

ทรัมป์ควงเมลาเนีย ทำพิธีอภัยโทษไก่งวงประจำปี เปรยอยากเปลี่ยนชื่อไก่งวง แถมเหน็บย้อนหลังถึงไบเดน

ทรัมป์ควงเมลาเนีย ทำพิธีอภัยโทษไก่งวงประจำปี เปรยอยากเปลี่ยนชื่อไก่งวง แถมเหน็บย้อนหลังถึงไบเดน

26 พ.ย. 2568 10:21 น.

ทรัมป์ควงเมลาเนีย ทำพิธีอภัยโทษไก่งวงประจำปี เปรยอยากเปลี่ยนชื่อไก่งวง แถมเหน็บย้อนหลังถึงไบเดน

ทรัมป์ทำพิธีอภัยโทษไก่งวง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของผู้นำสหรัฐฯ ก่อนเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร แต่ไม่วายพาดพิงถึงไบเดน และบรรดาคู่อริทางการเมืองของเขา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ ทำพิธีอภัยโทษไก่งวงประจำปีที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร ตามธรรมเนียมก่อนเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า โดยไก่งวงสองตัวชื่อ Waddle และ Gobble แต่ทรัมป์กล่าวว่าเค้าอยากจะให้ชื่อมันทั้งสองว่า “ชัค” และ “แนนซี” ตามชื่อของผู้นำเสียงข้างน้อยสภาสูงสหรัฐฯ ชัค ชูเมอร์ และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แนนซี เพโลซี แต่เมื่อคิดไปคิดมาก็ไม่เปลี่ยนดีกว่า เพราะเขาไม่อยากอภัยโทษให้ 2 ชื่อนั้น 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวในระหว่างพิธี พาดพิงไปถึง อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่าเคยใช้อุปกรณ์เซ็นลายเซ็นอัตโนมัติหรือ “autopen” ในการอภัยโทษไก่งวงเมื่อปีก่อน ซึ่งทรัมป์ระบุว่านั่นเป็นการอภัยโทษที่เป็นโมฆะ ทำให้ไก่งวงสองตัวที่ได้รับอภัยโทษในยุคไบเดนที่ชื่อว่า “Peach” และ “Blossom” เกือบโดนจับไปเชือดแล้ว แต่เขาช่วยได้ทันเวลาและได้ให้อภัยโทษอย่างเป็นทางการแก่ไก่งวงทั้งสองตัวอีกครั้งควบคู่กับไก่งวง 2 ตัวของปีนี้

แม้จะเป็นพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่าบรรยากาศทางการเมืองยังคงกดดันทรัมป์อย่างต่อเนื่อง หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะสำคัญในหลายรัฐ รวมถึงนิวเจอร์ซีย์และเวอร์จิเนียเมื่อช่วงต้นเดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพรวมการเมืองระดับชาติ

โดยรายงานบางแห่งระบุว่าค่าใช้จ่ายมื้อวันขอบคุณพระเจ้าในปีนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น แม้ทรัมป์ยืนยันว่าค่าครองชีพโดยรวมลดลง แต่เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคชี้ว่าปัญหาราคาอาหารยังคงเป็นความกังวลสำคัญของครัวเรือนสหรัฐฯ.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไก่งวง