พท.รุมยำอนุทิน/ถ้าไม่ทำผิดก็อย่ากลัว ดักคออย่ายุบสภา เดินหน้าเจาะยางรายวัน

พท.รุมยำอนุทิน/ถ้าไม่ทำผิดก็อย่ากลัว ดักคออย่ายุบสภา เดินหน้าเจาะยางรายวัน

พท.รุมยำอนุทิน/ถ้าไม่ทำผิดก็อย่ากลัว ดักคออย่ายุบสภา เดินหน้าเจาะยางรายวัน

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พท.รุมยำอนุทิน/ถ้าไม่ทำผิดก็อย่ากลัว ดักคออย่ายุบสภา เดินหน้าเจาะยางรายวัน กุมอำนาจรัฐเอื้อเลือกตั้ง ปลาไหลถกย้ายเข้ารังหนู

เพื่อไทย เดินหน้าเจาะยางรัฐบาลอนุทิน รายวัน“ชลน่าน” ซัดนายกฯ เลือกยุบสภาหนีการตรวจสอบ ของฝ่ายค้าน หวังคุมอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์เลือกตั้ง มีแต่ได้กับได้ แล้วโยนบาปให้ฝ่ายค้านทำรัฐบาลสะดุด ชี้ถ้าไม่ได้ทำผิดก็อย่ายุบสภาหนี ปลาไหลนัดประชุมอาทิตย์นี้ ชี้ขาดมุดเข้ารังหนู

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค.หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลง หรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไรมีแต่ได้กับได้ ดังนั้น การประกาศยุบสภาอย่างชัดเจนก็มองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้ คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร ได้จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วย

ซัด‘หนู’เลือกยุบสภาหนีซักฟอก

นพ.ชลน่าน กล่าวว่าสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมืองจึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่ารวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ กระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญและหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภาซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

เหน็บอย่าโยนบาปให้พท.

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทิน ก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวและพวกพ้องเป็นหลักไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทย ทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้น เมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติ จำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชน พร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้”นพ.ชลน่าน กล่าว

เด็จพี่ฉะ‘หนู’ถ้าไม่ทำผิด อย่าชิงยุบสภา

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศหากพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อาจตัดสินใจยุบสภาฯวันที่ 12 ธ.ค.แทนที่จะไปยุบวันที่ 31 ม.ค. 2569 ตนมองว่านายอนุทิน เคยเป็นฝ่ายค้านมาก่อน เคยตั้งคำถามตรวจสอบรัฐบาล น.ส.แพทองธารชินวัตร มาตอนนี้ เหตุใดถึงกลัวการตรวจสอบจากสส. ฝ่ายค้าน ถ้าไม่ผิดก็ไม่ควรกลัวการตรวจสอบ คนทำงานโปร่งใสไม่ใช้วิธียุบสภาหนีคำถามกลางสภา ต้องใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนเห็นถึงข้อกังขาต่างๆ

“ถ้ามั่นใจตัวเอง รัฐมนตรี ในรัฐบาลที่จะถูกอภิปราย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ชาวบ้านชื่นชม ไม่มีใครในรัฐบาลไปยุ่งเกี่ยวกับสแกมเมอร์ เว็บการพนัน หรือบริหารงานบกพร่อง ส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ต้องกลัวการทำหน้าที่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน อีกทั้ง พรรคสีส้ม เคยสนับสนุนอุ้มชูโหวตให้ท่าน เป็นนายกฯอย่างดีก็แค่งดออกเสียง คงไม่ใจไม้ไส้ระกำหักหน้าโหวตคว่ำกลางสภา โดยที่เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นความหวังของชาวสีส้มยังไม่ผ่านวาระ 3“นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ดักคอ‘อนุทิน’ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่านายอนุทิน ตอบคำถามสื่อมวลชน พูดเก่งพูดได้ทุกเรื่อง พอมาเรื่องจะถูกยื่นอภิปรายฯ ถึงกับออกอาการ ขู่จะยุบสภาเร็วขึ้น ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ นักการเมือง ที่มั่นใจว่าตัวเองสะอาดยิ่งควรเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบไม่ใช่ชิงยุบสภา เพื่อหลบคำถาม หนีการตรวจสอบจากสังคมและฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ถ้าชี้แจงได้ครบถ้วนกลับจะสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง และพรรคที่สังกัด การเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะได้เสียงมากขึ้น ไม่เห็นจะส่งผลเสียอะไร ตรงกันข้าม หากเลือกยุบสภา ไม่ยอมถูกตรวจสอบ จะส่งผลเสียมากกว่า ถึงจะเป็นนายกฯ มาจากเสียงข้างน้อย แต่ประชาชนคาดหวังรอให้ท่านแก้ปัญหาปากท้อง สแกมเมอร์ ยาเสพติด พืชผลเกษตรตกต่ำ น้ำท่วม น้ำหลาก ให้สำเร็จ ไม่ใช่เลือกวิธีตัดช่องน้อยแต่พอตัว เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ตนขอส่งเสียงเตือนดังๆ ฝากเอาไว้ให้ท่านและเหล่ากุนซือคนข้างกายทั้งหลายให้ได้คิด

จี้รบ.วางแผนล่วงหน้าแก้ปัญหา

นายพร้อมพงศ์ยังย้ำว่าขอฝากว่าขณะนี้ภาคเหนือ อีสาน ภาคกลาง กรุงเทพฯ อุณหภูมิลดลง หนาวเย็น พื้นที่ทุรกันดาร มีผู้ประสบภัยหนาวจำนวนมากส่วนภาคใต้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนให้ระวังฝนถล่ม พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากน้ำท่วมหลายจังหวัด ขอให้รัฐบาลวางแผนทำงานล่วงหน้า ไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอกส่งรัฐมนตรี หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไปช่วยเหลือประชาชน อย่าให้ขาดตกบกพร่อง หากต้องแจ้งเตือน อพยพ ขนของหนีน้ำ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ชาวบ้านจะได้เตรียมตัวทัน พื้นที่เกษตร บ้านเรือน ประชาชนได้รับความเสียหาย ก็ต้องเยียวยาให้ทันที อย่าล่าช้าจนประชาชนทวงถาม เพราะตอนนี้ประเทศกำลังเผชิญทั้งภัยหนาว ฝนถล่ม น้ำหลาก น้ำท่วม ขอให้รัฐบาลนายอนุทิน วางแผนบูรณาการให้ดีๆ

พท.สับรบ.ย้ายขรก.ทะลุ300ตำแหน่ง

ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการติดตามการทำงานของรัฐบาล ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หลังจากการเข้ามาทำงานใน 1 เดือนของรัฐบาล มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไปแล้ว 98 ตำแหน่ง และถึงขณะนี้ ระยะเวลา 2 เดือนเศษมีการโยกย้ายไปแล้ว 122 ตำแหน่ง และคิดว่าสิ้นเดือนธันวาคมน่าจะทะลุ 300 ตำแหน่ง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย มีการโยกย้ายไปแล้ว 49 ตำแหน่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 ตำแหน่ง สำนักนายกรัฐมนตรี 12 ตำแหน่ง

ซัดพุ่งเป้า‘มท.’ปูทางเลือกตั้งหรือไม่

โฆษกพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าหลายตำแหน่งเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญเช่น เขากระโดง ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ในสังคมและตำแหน่งสำคัญอย่างเลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)มีการปรับเปลี่ยน ทั้งที่ประเทศไทยจมน้ำอยู่เป็นล้านไร่ หรืออธิบดีกรมที่ดินที่มีการแต่งตั้งเมื่อ 12 พ.ย. แต่หลังจากนั้น 6 วัน มีการโยกย้ายข้าราชการที่ดิน ในจ.บุรีรัมย์ ทันทีจึงอาจตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า มีข้อเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญหรือไม่

“พรรคเพื่อไทยอยากเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตามองถึงการแต่งตั้งโยกย้ายเหล่านี้ แต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบหรือไม่ หรือเป็นเพียงปลายภูเขาน้ำแข็ง เพราะเป็นข้าราชการระดับสูงที่ต้องมีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และตั้งคำถามว่าข้าราชการที่ต่ำลงไปจะมีอีกจำนวนเท่าไหร่ หรือการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับนี้เป็นการแต่งตั้งเพื่อหาผลประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่”นายศึกษิษฏ์ย้ำ

ลั่นหากรบ.มั่นใจอย่าหนีตรวจสอบ

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่าทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายและการจัดการงบประมาณภาครัฐมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจนโดยทางพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตามองว่าการแต่งตั้งโยกย้าย และการเพิ่มขั้นตอนการของบประมาณ เป็นการปูทางอำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งหรือไม่ที่มีการพูดว่าพร้อมแล้วที่จะยุบสภา เพราะเตรียม 2 เรื่องดังกล่าวไว้แล้วใช่หรือไม่ และหากนายกรัฐมนตรียืนยันว่าที่ผ่านมา บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างถูกต้องก็อย่าหนีการตรวจสอบ

“ที่บอกว่าเพิ่งเข้ามาได้เดี๋ยวเดียว จะทำอะไรผิดได้ พรรคเพื่อไทยเราเห็นต่างเพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เป็นความเสียหายจำนวนมากด้วยซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน และพรรคเพื่อไทยไม่เคยเรียกร้อง หรือบังคับให้ใครมาร่วมอภิปรายด้วย ทุกพรรคมีสิทธิ์จะโหวตอย่างไรก็ได้ ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลสามารถชี้แจงได้ ท่านก็น่าจะได้รับการไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อ ท่านอย่าหนีความรับผิดชอบ” นายศึกษิษฏ์ย้ำ

จ่อเปิดตัวครอบครัวพท.เต็มองคาพยพ

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่าสำหรับพรรคเพื่อไทย เรามีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลายๆด้าน ทั้งสส.และผู้สมัครของเรา ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างอย่างเหนียวแน่นและใกล้ชิด รวมถึงเราได้ตั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวผู้สมัครไปแล้วกว่า 250 เขต จะมีการทยอยเปิดตัวเรื่อยๆ เป็นการแสดงได้ชัดว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความเข้มแข็งและมีบุคลากรจำนวนมาก ต้องการเข้ามาร่วมงานด้วย ในเร็วๆนี้จะมีงานเปิดตัวครอบครัวเพื่อไทย รอบนี้จะจัดอย่างเต็มองคาพยพ

‘หนู’แย้มจับตา ชทพ.ย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

เมื่อเวลา 07.50 น. ที่ท่าอากาศยาน ทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่ระบุว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะย้ายไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยทั้งพรรคว่าให้รอติดตามพรุ่งนี้เนื่องจากมีการประชุมใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ตอบรับทิศทางดังกล่าวแล้วหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะ ก่อนกล่าวเพียงสั้นๆว่า“เอาไว้ให้เรียบร้อยทุกอย่างก่อน”

‘อันวาร์ สาและ’ลา‘ลุงป้อม’ไขก๊อกพ้นพปชร.

นายอันวาร์ สาและ อดีต สส. ปัตตานี โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อขอลาออก จากสมาชิกพรรค โดยระบุว่า“ด้วยข้าพเจ้านายอันวาร์ สาและ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 สมัย จังหวัดปัตตานีได้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐ โดยการทาบทามของท่านนิโรธ สุนทรเลขา อดีต สส. นครสวรรค์ ประธานวิปรัฐบาลในรัฐบาลขณะนั้นได้แจ้งว่าท่านหัวหน้าอยากเชิญมาพบเพื่อพูดคุยทำความรู้จักกัน ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ตอบรับเชิญ เมื่อมาพบก็ได้รับการทาบทามว่าอยากจะเชิญเข้ามาร่วมทำงานการเมืองกันกับพรรคพลังประชารัฐ จึงมีเงื่อนไขให้ท่านหัวหน้าพิจารณาอยู่สามข้อ หัวหน้าก็รับปากแบบทหารเลยว่าจะทำให้ ตัดสินใจเข้ามาร่วม

“เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองก็ยังคงจะต้องทำกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายาม เสนอแนวทางต่างๆ เพื่อให้พรรคได้มีกิจกรรม แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในพรรคได้ทยอยกันลาออกเพราะมองไม่เห็น อนาคตว่าพรรคจะไปต่อได้อย่างไร แต่ตนยังคงพยายามที่จะนำเสนอเพื่อให้พรรคมีกิจกรรมและสามารถจะเดินหน้าต่อไป แต่ก็ไม่เป็นผล จนมีความรู้สึกว่าความคิดของตนนั้น อาจจะแตกต่างกับผู้บริหารปัจจุบัน แล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะร่วมงานทางการเมืองกันต่อไปได้ จึงขอลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในแนวทางที่ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันกำหนด ขอขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างครับ”

นายกฯตรวจราชการขอนแก่นยกยอดฉัตรทองคำ

เวลา 08.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัด ราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมคณะนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลย์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านศาสนาและวัฒนธรรมและตรวจราชการพร้อมมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสารวัตรและผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น

เวลา 09.13 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะถึงท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น จากนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธียกยอดฉัตรทองคำพระมหาธาตุแก่นนครอนุสรณ์สาธุชน วัดหนองแวง พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช องค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ พระมหาธาตุแก่นนครอนุสรณ์สาธุชน(พระธาตุ 9 ชั้น)สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และ มหามังคลานุสรณ์ 200 ปีเมืองขอนแก่น

โดยองค์พระธาตุจำลองแบบจากระธาตุขามแก่น เรือนยอดทรงเจดีย์ ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 50 เมตร สูง 80 เมตร ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุและจัดเป็นหอพิพิธภัณฑ์,หอปริยัติธรรม แสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวอีสาน และรวบรวมพระธรรมคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น

มอบนโยบายหน.ส่วนราชการ-ผู้บริหารท้องถิ่น

จากนั้นนายกรัฐมนตรีเดินทางไปที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น เพื่อมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น การเดินหน้าการบริหารราชการระดับจังหวัด สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาเชิงรุก พร้อมสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

ภท.เดินเครื่องยึดมุกดาหาร

ที่วัดบ้านแก้ง ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร นายสิรวิชญ์ บ่อก่ำ ผู้ประสานงาน สำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยคณะทำงานพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกพรรค ได้มีการประชุมแต่งตั้งตัวแทนและที่ตั้งที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ประจำจังหวัดมุกดาหาร โดยมีสมาชิกเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ประมาณ 80 คน ในการจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อเลือกตัวแทนประจำจังหวัดมุกดาหาร โดยในที่ประชุมมีการเสนอชื่อตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ประจำจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายปิยะชัย โชติวุฒิมนตรี นายเพียงใจ คนเพียร และนางสาวพัชรา ระริน ผลปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นตัวแทนพรรค ประจำจังหวัดมุกดาหาร คือ นายปิยะชัย โชติวุฒิมนตรี ตัวแทนลำดับที่ 1 ได้คะแนน 39 คะแนน นายเพียงใจ คนเพียร ตัวแทนลำดับที่ 2 ได้คะแนน 18 คะแนน และนางสาวพัชรา ระริน ตัวแทนลำดับที่ 3 ได้คะแนน 13 คะแนน ส่วนที่ตั้งที่ทำการตัวแทน พรรคภูมิใจไทย ประจำจังหวัดมุกดาหาร เลขที่ 409/1 ม.6 ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร

นายสิรวิชญ์ บ่อก่ำ ผู้ประสานงาน กล่าวว่า มาจากพรรคภูมิใจไทยมาจากกรุงเทพฯ เพื่อเป็นการประชุมในเรื่องของตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ประจำจังหวัดมุกดาหาร เรื่องความสำคัญเพราะว่าถ้าเราไม่มีกระบวนการนี้พรรคภูมิใจไทยจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เพราะว่าการที่จะส่งผู้สมัครเลือกตั้งได้นั้นจังหวัดใดๆ ต้องมีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดหรือสาขาพรรค

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ไม่มีดินแดนความเป็นชาติหมดสิ้น ทุกประเทศจึงต้องมีกองทัพที่แข็งแกร่ง ปกป้องดินแดนและอธิปไตยไม่ให้เสีย แผ่นดินไม่อยู่ในมือเราก็เป็นของคนอื่น ของเราต้องอยู่กับเรา ต้องเอาคืน ไม่มีคำว่าเสียแล้วเสียไปหาใหม่ดีกว่า”

นายนันทิวัฒน์ สามารถ

อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งตามหนังสือสำนักงานศาลปกครองลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2547 (ควรเป็น 2557 มากกว่า 2547) เฉพาะในส่วนที่เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวหาใช่เป็นการไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านหรือระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านที่มีอยู่แล้ว อันอาจถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่เป็นการเพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีได้รับไปแล้วในอดีต โดยเจตนารมณ์ของการมีคำสั่งดังกล่าว ประสงค์เพียงเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีนำเงินค่าเช่าบ้านตามจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิเบิกไปแล้วโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายคืนแก่สำนักงานศาลปกครอง(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)เท่านั้น ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุนได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านและเรียกคืนเงินที่เบิกจ่ายไปทั้งหมด จึงไม่มีผลผู้เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่จะอยู่ในความหมายเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ แต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าวได้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร.287/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘อนุทิน’เปิดพิกัด 5 ศูนย์พักพิงน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมเบอร์ผู้ประสานงาน

'อนุทิน'เปิดพิกัด 5 ศูนย์พักพิงน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมเบอร์ผู้ประสานงาน

‘อนุทิน’เปิดพิกัด 5 ศูนย์พักพิงน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมเบอร์ผู้ประสานงาน

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.23 น.

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระหว่างลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า สรุปตำแหน่งศูนย์พักพิงทั้งหมด 5 แห่ง พร้อมเบอร์ติดต่อ รวมจุดของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดังนี้ครับ:

 1. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ. หาดใหญ่)
สถานที่: ชั้น 2 อาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ
เปิดให้บริการ: ตั้งแต่บัดนี้ – จนกว่าสถานการณ์จะปกติ
ติดต่อ: 099-405-6239, 062-235-2644

 2. สำนักงานเทศบาลเมืองบ้านพรุ (เขตเลือกตั้งที่ 1
ผู้ประสานงาน:
น.ส. ศศิธร ขุนพรรณราย (พยาบาล) 090-219-0555
น.ส. โสมสิริ เสนะกูล 061-209-5651
น.ส. นพวรรณ สุขขวด 082-245-6614

 3. อาคารลานกีฬาภาษีเจริญ / วัดเทพชุมนุม (เขตเลือกตั้งที่ 2)
ผู้ประสานงาน:
นาง ดวงใจ อ่อนแก้ว (พยาบาล) 099-193-9893
น.ส. นรกมล ฉายกะพันธ์ 096-207-9140
น.ส. ไพลิน พิณฑะมะโณ 095-415-3966

4. โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองบ้านพรุ (เขตเลือกตั้งที่ 3)
ผู้ประสานงาน:
น.ส. คัมภีรา จูห้อง (พยาบาล) 094-879-2414
น.ส. สาวิตรี แก้วนิล 089-467-8805
นาย คุณากร ศรีสุวรรณ์ 093-749-8791

5. ศูนย์บริการประสานงานกลาง (สำหรับเบิกยา / เคลื่อนย้ายผู้ป่วย / ประสานกู้ชีพ)
เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์:
น.ส. อัญชลีพรรณ สุวรรณภูมิ (พยาบาล) 082-296-5366
นาง อำไพ อักษรศิริ (เภสัชกร) 081-099-5561
น.ส. ยุภาภรณ์ เกิดทองมี (จนท.สาธารณสุข) 089-663-6692

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ฟันธง! ปัญหาตำรวจไม่เกี่ยวรัฐบาล ชี้ทางแก้ต้อง’กระจายอำนาจจับกุม’ คืนหน่วยงานอื่น

'อดีตบิ๊ก ศรภ.'ฟันธง! ปัญหาตำรวจไม่เกี่ยวรัฐบาล ชี้ทางแก้ต้อง'กระจายอำนาจจับกุม' คืนหน่วยงานอื่น

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ฟันธง! ปัญหาตำรวจไม่เกี่ยวรัฐบาล ชี้ทางแก้ต้อง’กระจายอำนาจจับกุม’ คืนหน่วยงานอื่น

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.50 น.

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ตำรวจเป็นอย่างไร  รัฐบาลก็เป็นอย่างนั้น   จริงหรือไม่▪️ 

ฟังและอ่านมาได้สั้นๆตามที่มีการพาดหัวไว้ ในภาพที่แนบมา ผมเองก็ไม่ทราบว่าผู้พูดเป็นใคร แต่สิ่งที่ท่านเสนอออกมานั้นผมไม่เห็นด้วยและ รู้สึกว่าท่านอาจจะรู้เรื่องของตำรวจ ไม่ครบถ้วนก็ได้ 
ตามที่ท่านพาดหัวไว้ในภาพ สามารถสรุปได้ 2 ประเด็น ดังนี้ 

1.รัฐบาลเป็นอย่างไร ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น 

ข้อนี้ผมไม่เห็นด้วย การที่รัฐบาลโครตทุจริต แล้วประชาชนจะชอบการทุจริตตามไปด้วยหริอไร  แต่กรณีที่ พรรคการเมืองของรัฐบาล ก็ยังได้รับการเลือกตั้งมามากมายนั้น ไม่ใช่เพราะประชาชนจะชอบการทุจริต ตามไปด้วย  แต่ที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่ทุจริต เข้ามานั้น พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคการเมือง แต่พวกเขาเลือกตัว ส.ส. บ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัดที่พวกเขาคุ้นเคยเหมือนญาติ เดือดร้อนก็ไปหาได้ ฯลฯ ไม่ใช่เลือกพรรคการเมืองแสนทุจริต ที่ ส.ส.ผู้นั้นสังกัดอยู่  อีกส่วนหนึ่งก็เลือกพรรคการเมืองของรัฐบาลทุจริต เข้ามาเพราะการโฆษณาชวนเชื่อ ของพรรคการเมืองจอมโกหก ต่างหาก  ซึ่งเป็นเพราะ กกต.ไม่ควบคุมการหาเสียงอย่างเข็มงวด 

2.รัฐบาลเป็นอย่างไร ตำรวจก็เป็นเช่นนั้น 

เรื่องนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยอีกเช่นกัน เพราะเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะรัฐบาลที่เข้ามา ล้วนแต่พะวงจะสร้างผลงานให้พรรคการเมืองของตัวเอง และหาวิธีหาเงินเข้าตัวเองมากกว่า จะมาเสียเวลาแก้ไขปัญหาตำรวจ  ส่วนที่แก้ก็ทำผิดวิธี ปัจจุบันเรามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ใช้แต่ตำรวจ ตำรวจจึงใหญ่โตขึ้นทุกวัน เพราะผูกขาดอำนาจการจับกุมไว้เพียงกลุ่มเดียว ตรงกันข้ามกับ ประเทศที่เจริญแล้ว ได้แบ่งอำนาจการจับกุม และ สอบสวน ไปตามความรับผิดรับชอบ ของแต่ละหน่วยงาน ไม่ผูกขาดไว้กับตำรวจแบบพี่ไทย เช่น นักโทษหนีคุก ตำรวจสังกัดกรมราชทัณฑ์ก็จะรับผิดชอบ ไปรณีย์ มีคนส่งจดหมายระเบิด กรมไปรณีย์ก็ต้องรับผิดชอบสืบสวนจับกุมเอง ทหารเรือ ก็มีหน่วยงานสืบสวนถ้าทหารเรือไปทำความผิดเข้า รถไฟ ป่าไม้ ก็มี ฯลฯ แม้กระทั่งยามของบริษัท ที่จัดตั้งถูกต้องตามกฏหมาย ก็มีสิทธิสืบสวนจับกุมในกิจการของตัวเอง แนวทางการปฏิรูปตำรวจไทย จึงควรเริ่มต้นที่กระจายหน้าที่สืบสวนจับกุมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ หน่วยงายอื่น ส่งคืนให้หน่วยงานนั้นๆไปทำ

เช่น ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจน้ำ ตำรวจเศรษฐกิจ ตำรวจภาษีอากร   ตม. ก็โอนไปให้หน่วยงานที่ทำเรื่องนั้นอยู่ และที่ควรทำเพิ่ม คือ การโอนตำรวจ ไปสังกัดกรมราขทัณฑ์ เป็นต้น  ดังนั้น ตำรวจที่ทำงานด้านสอบสวนแบบบ้าเลือดอยู่ในปัจจุบันนี้ จะได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ตำรวจก็จะสบายใจขึ้น คู่แข่งขันในตำแหน่งต่างๆก็เห็นได้ชัดเจน ไม่ต้องไปหาตังค์มาซื้อตำแหน่ง ไม่ต้องเสียเวลากับงานที่ไม่ใช่งานของตำรวจ ประชาชนก็จะได้ไม่ต้องวิ่งไปหา มูลนิธิต่างๆ เพื่อไปขอความช่วยเหลือที่จะได้เร็วกว่ามาหาตำรวจ ครับ 

ทำแค่นี้ให้ได้ก่อน สัก 2-3 ปีตำรวจก็จะดีขึ้นมาเอง โดยไม่เกี่ยวกับรัฐบาลจะเป็นแบบไหนหรอกครับ  ครับ 

‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์ ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์  ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์ ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.35 น.

‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์  ชู ‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ  ชี้ไทยขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาคการเกษตร การพัฒนาคน ไปจนถึงปัญหาสแกมเมอร์  แนะรวมพลังความคิดแก้วิกฤตประเทศ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม” แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 30 (บ.ส.30) ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568  โดยเน้นย้ำว่า ยุทธศาสตร์คือการวางแผนระยะยาวที่มองไปยังอนาคต เพื่อคาดการณ์ปัญหาและการจัดการที่ต้องบริหารจัดการแบบองค์รวมให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่กับชีวิตทุกคนอยู่แล้ว เช่น การวางแผนการเงินในครอบครัว

นายพีระพันธุ์ ได้ยกบทเรียนที่ได้รับจากการศึกษาต่อต่างประเทศที่เน้นให้รู้จัก “คิด” ไม่ใช่การท่องจำตัวบทกฎหมาย เพราะหน้าที่ของนักกฎหมายไม่ใช่การบอกว่าใครถูกใครผิด แต่คือการวิเคราะห์การกระทำและต้องคิดให้เป็นระบบรอบคอบในทุกมุมมอง  โดยเฉพาะในมุมมองของคู่ต่อสู้  

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังนำเสนอตัวอย่างของความล้มเหลวที่เกิดจากการขาด “ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม” โดยเฉพาะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งยังการขาดกฎหมายเฉพาะมารองรับ ทำให้การลงโทษต้องใช้การเทียบเคียงความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เป็นหลัก และอาจลดโทษเหลือเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี หากรับสารภาพ ซึ่งถือว่าน่ากลัวน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้มา อีกทั้งยังมีปัญหาในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ใดโกงใคร ที่สำคัญคือ กฎหมายปัจจุบันไม่มีความผิดฐาน “ตระเตรียม” ที่จะฉ้อโกงในลักษณะสแกมเมอร์ ถึงแม้จะจับแก๊งที่ครอบครองโทรศัพท์ 200-400 เครื่องมาได้   โดยนายพีระพันธุ์เสนอมุมมองทางยุทธศาสตร์ว่า ควรให้ผู้ถูกจับพร้อมหลักฐานต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ให้ภาครัฐไปพิสูจน์ทั้งหมด เช่นเดียวกับในอดีตที่การปลอมบัตรเครดิตก็ไม่เป็นความผิดจนกว่าจะปลอมเสร็จ ทำให้ไม่สามารถจับกุมผู้ที่มีบัตรพลาสติกเปล่าเพื่อรอทำบัตรปลอมได้

นายพีระพันธุ์ยังยกตัวอย่างเรื่องการพัฒนานวัตกรรมโดรน ซึ่งประเทศไทยมีบริษัทที่ผลิตโดรนที่มีคนนั่งและสามารถบินได้แล้วหลายแห่ง แต่กลับไม่สามารถนำขึ้นบินได้ เพราะหน่วยงานควบคุมการบินไม่อนุญาตให้บิน เนื่องจากยังไม่ได้มีการแก้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นองค์รวมของฝ่ายบริหารและฝ่ายประจำ ทำให้ความเก่งของคนไทยไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

ด้านภาคการเกษตร  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่กลับไม่มีปุ๋ย ต้องนำเข้าทั้งหมด ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียที่เป็นทะเลทราย กลับเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ยในราคาถูกกว่าไทย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำแร่โปแตชคุณภาพสูงระดับโลกขึ้นมาผลิตปุ๋ย

ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยขาดการวางแผนระยะยาวในการพัฒนาคน เห็นได้จากตัวอย่างที่บริษัทอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ขาดแคลนแรงงานด้านการพ่นสีรถยนต์ จนต้องขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วยฝึกนักโทษให้ ในขณะที่เด็กไทยวันนี้ยังถูกจำกัดอยู่ในหลักสูตรสามัญและอาชีวะแบบเดิม ๆ โดยหลักสูตรการศึกษาของประเทศไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการในยุทธศาสตร์ชาติ เช่น การมุ่งเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน ที่ต้องมีการออกกฎหมายรองรับ แต่กระทรวงศึกษาธิการกลับไม่มีหลักสูตรที่เน้นด้านนี้ ขณะที่จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เพราะพวกเขามียุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่เตรียมคนให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ยุทธศาสตร์แบบองค์รวมของสถาบันศาลยุติธรรม ได้แก่ การแยกสถาบันศาลออกมาเป็นองค์กรอิสระจากกระทรวงยุติธรรมซึ่งเคยถูกเรียกว่า “กระทรวงศาล”  โดยการแยกตัวนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่คิดไว้ตั้งแต่ประมาณปี 2533-2534 และประสบความสำเร็จเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 เปิดโอกาสศาลเป็นองค์กรที่สามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง  รวมถึงการพัฒนาระบบการฟ้องออนไลน์  ซึ่งศาลยุติธรรมได้ปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า โดยมีการพัฒนาระบบให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีการโกงสินค้าออนไลน์ได้เองทางออนไลน์ ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน หากไม่มีการบริหารจัดการแบบองค์รวมเช่นนี้ ประชาชนก็จะต้องฟ้องแบบเดิมและเกิดความล่าช้า

ในตอนท้าย นายพีระพันธุ์ย้ำว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจาก “วิสัยทัศน์” ซึ่งเกิดจาก “ความคิด” ไม่ใช่พรสวรรค์ และการบริหารจัดการยุทธศาสตร์ให้สำเร็จ ต้องอาศัยการร่วมมือและประสานงานกันเป็นทีมของทุกหน่วยงาน และหวังว่าสิ่งที่ตนได้นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรมในการนำความรู้ไปช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป

‘ธรรมนัส’ ลุยวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ สั่งเร่งระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา

‘ธรรมนัส’ ลุยวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ สั่งเร่งระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา

‘ธรรมนัส’ ลุยวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ สั่งเร่งระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.28 น.

“รองนายกฯ ธรรมนัส”ลุย วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ สั่ง เร่งระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา พร้อมตั้งโรงครัวดูแล ปชช.กว่าหมื่นชีวิต – สัตว์เลี้ยงไม่ให้ขาดอาหาร ย้ำ นายกฯอนุทิน ไม่ทอดทิ้ง ปชช.

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา หลังพื้นที่เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มวลน้ำจากเขาคอหงส์ รวมถึงน้ำจากคลองสามสิบเมตรและคลองสายอื่น ๆ ไหลเข้าท่วมถนนทุกสายใจกลางเมือง โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจชั้นใน ร้านค้า บ้านเรือน และชุมชนโดยรอบได้รับผลกระทบวงกว้าง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม สถานการณ์การระบายน้ำน่าจะช่วยให้สภาพความเดือดร้อนของชาวหาดใหญ่ไม่เลวร้ายมากไปกว่านี้ และคาดว่าน้ำจะเริ่มลดระดับลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้ได้รับรายงานจากนายกเทศมนตรีเมืองหาดใหญ่ว่า ชาวบ้านกว่า 10,000 คนกำลังขาดแคลนอาหาร จึงได้สั่งการกรมชลประทานและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เร่งตั้งโรงครัวช่วยเหลือประชาชนโดยด่วน ต้องแล้วเสร็จภายในเย็นวันนี้

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ด้วย และจะมีการประชุมหารือร่วมกัน ส่วนตนลงมาเป็นหน่วยล่วงหน้าเพื่อดูการบริหารจัดการน้ำ โดยยืนยันว่า การระบายน้ำยังเป็นไปตามปกติ แต่เนื่องจากมีฝนตกลงมาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำยังคงท่วมหลายจุดในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวต่อว่า ส่วนสภาพของโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เช่น รร.บ้านคลองหวะ หรือโรงเรียนทวีรัตน์ราษฎร์ตนได้สั่งการไปยัง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ให้ลงมาช่วยเหลือครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบโดยด่วนแล้ว 

“รัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน และผมในฐานะผู้รับคำสั่งดูแลกรมชลประทาน จะเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว ในส่วนของสัตว์เลี้ยง ผมได้ประสานกรมปศุสัตว์ให้ดูแลเรื่องอาหารแล้ว ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบต้องมีข้าวกินภายในวันนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวหาดใหญ่สู้ ๆ และขอยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ทอดทิ้งพวกท่านอย่างแน่นอน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างการลงพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้นำเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน พร้อมรถบรรทุก 10 ล้อ ลงพื้นที่ช่วยอำนวยความสะดวก อพยพประชาชนและผู้ป่วยจากจุดน้ำท่วมสูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

‘อนุทิน’ฝ่าฝนลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ ชาวบ้านตะโกน นึกว่าไม่มาแล้ว นายกฯตอบ ‘ไม่ทิ้งแน่นอน’

'อนุทิน'ฝ่าฝนลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ ชาวบ้านตะโกน นึกว่าไม่มาแล้ว นายกฯตอบ ‘ไม่ทิ้งแน่นอน’

‘อนุทิน’ฝ่าฝนลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ ชาวบ้านตะโกน นึกว่าไม่มาแล้ว นายกฯตอบ ‘ไม่ทิ้งแน่นอน’

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.22 น.

“นายกฯ” ลุยน้ำท่วม หาดใหญ่ ให้กำลังใจปชช. ต่อ พร้อมมอบถุงยังชีพบรรเทาเดือดร้อน ลั่น ไม่ทิ้งแน่นอน คาด 3-4 วัน น้ำลดระดับ 

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.17 น.  นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ ขึ้นรถยกสูงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชน ที่ประสบปัญหาบริเวณสี่แยกโรงปูน( บิ๊กซี) โดยระหว่างทางนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามประชาชนที่ติดอยู่ข้างทางถึงความเป็นอยู่และอาหารการกินเป็นระยะ พร้อมกับแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งประชาชนต้องการเป็นอย่างมาก และจังหวะหนึ่งประชาชน ตะโกนถามว่านึกว่านายกรัฐมนตรี จะไม่มาเยี่ยมแล้ว โดยนายกฯกล่าวตอบไม่ทิ้งแน่นอน  และช่วงหนึ่งได้หยุดรถลงไปพบกับครอบครัวที่กำลังนำผู้ป่วย ติดเตียงไปรักษา และประสานสั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนำทางให้ถึงโรงพยาบาล

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมรับมือสถานการณ์อุทกภัย ว่า ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาถึงการแจกอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง และสั่งการให้ตั้งศูนย์อพยพเพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยประเมินว่า ประมาณ 3-4 วัน น้ำจะลดระดับ 

นอกจากนั้นเน้นย้ำเรื่องการจัดหาอาหาร และเครื่องดื่มให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นอาหารปรุงสำเร็จ สามารถรับประทานได้ทันที เพื่อแจกจ่ายอย่างทั่วถึง เพราะเรามีประสบการณ์มาตั้งแต่สมัยตั้งศูนย์อพยพช่วยเหลือประชาชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ และสั่งระดมตั้งโรงครัวผลิตอาหารกล่อง แจกให้ครบทุกมื้อ และจัดทีมตระเวนเพื่อเคลื่อนย้ายประชาชนที่ติดอยู่บ้านเรือนออก ไปที่ศูนย์พักพิง

‘นักเขียนดัง’ เชียร์ ‘อนุทิน’ใช้แต้มต่อยุบสภา สู้ศึกเลือกตั้งใหม่ สกัดเกมอภิปรายคว่ำ

'นักเขียนดัง' เชียร์ 'อนุทิน'ใช้แต้มต่อยุบสภา สู้ศึกเลือกตั้งใหม่ สกัดเกมอภิปรายคว่ำ

‘นักเขียนดัง’ เชียร์ ‘อนุทิน’ใช้แต้มต่อยุบสภา สู้ศึกเลือกตั้งใหม่ สกัดเกมอภิปรายคว่ำ

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.59 น.

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul ระบุว่า สนับสนุนให้คุณอนุทิน ยุบสภาเลยครับ 

ยังไงตัวเล่นทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ก็เป็นแต้มต่อกว่า

เรื่องของเรื่อง มาจากพรรคเพื่อไทย กระเหี้ยนกระหือ อยากจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเมื่อเอียงคอดูทีท่าของพรรคประชาชนแล้ว ดูเหมือนจะนั่งรอให้พรรคเพื่อไทยเปิดเกม แล้วคอยซ้ำ

นายกฯอนุทิน บอกว่า ถ้าอยากพูด อยากด่า ก็ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใน ม. 152  – ซึ่งจะไม่มีการยกมือลงมติ พูดเลย อยากพูดอยากด่า อะไรก็เชิญ ไม่หนีไปไหน และนายกฯอนุทิน ตอบโต้ว่า
แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้าน จะยื่นอภิปรายโดยใช้ ม. 151 ซึ่งต้องยกมือลงมติ . ผมจะยุบสภาในวันเปิดสภาเลย (12 ธ.ค. 68)

[ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมี 2 มาตรา ที่ใช้ยื่นกัน คือ ..  มาตรา 151 ต้องลงมติว่าไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ และมาตรา 152 อภิปรายโดยไม่มีการลงมติ ]
เกมของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้คือ วิ่งตามหลังคู่แข่งอยู่ มองเห็นแต่ด้านหลังคู่แข่งแล้วหงุดหงิด จึงพุ่งตัวสไลด์ตัดขาคู่แข่งให้ล้มลง เพื่อไม่ให้คู่แข่งถึงเส้นชัยก่อนตน เพียงเวลาเกือบ 2 เดือน ในระยะเวลาที่แสนจำกัด พรรคภูมิใจไทยทำผลงานที่เป็นรูปธรรม เข้าตาประชาชน ไม่ใช่เพียงเข้าตาประชาชน ยังเข้าตานักการเมืองต่างพรรคอีกหลายคน . จนเกิดกระแส “การไหลซบ” เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกภูมิใจไทย นี้ถ้าถึงปลายเดือนมกราคม 2569 ตามที่นายกฯอนุทินกำหนดเวลายุบสภา .. พรรคเพื่อไทย จะไม่เหลือเพียงแต่ซากเน่าเก่า ๆ หรือ ?

กระแสหอมหวานของพรรคภูมิใจไทย เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส (กำลังจะมีเฟสที่ 2 ) + รวมเข้ากับข่าวภาพลักษณ์ที่ดีของ รมว.ศุภจี รมว.พานิชย์ คุณศุภจี ใช้เวลาทุกโอกาสที่มีน้อยนิดนี้ เดินทางไปเปิดตลาดสินค้าเกษตรไทย ตั้งแต่สิงคโปร์ จีน รัสเซีย แคนาดา อินเดีย สวีเดน

ขณะนี้คุณศุภจี ได้ใช้ “อาหารไทย” เป็นตัวบุกเบิก เข้าไปเปิดตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา ดูซิว่า อาหารไทย ซึ่งเป็นซอฟท์เพาเวอร์ จะสามารถทิ่มทะลุกำแพงเหล็กกล้า อย่างสหรัฐอเมริกาได้ไหม ?

สหรัฐจะตั้งแง่ในเรื่องภาษีของไทยกี่เปอร์เซนต์ หรืออย่างไรก็ตาม เราก็มิได้หวั่นไหว . เราไม่กลัวแม่เสือ เพราะยังไงลูกเสือก็ต้องกินอาหาร

เราจะบุกเข้าถ้ำเสือ เพื่อเสนอสินค้าที่เป็นเสน่ห์คืออาหารไทยให้ลูกเสือทั้งหลายได้ชิมกัน

ทั้งหมดคือการทำงานเชิงรุกทางเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย
● มิใช่พรรคไร้สาระ ที่มุ่งมั่นเล่นการเมืองเพียงอย่างเดียว มุ่งมั่นแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว .
● การมุ่งแต่การเมือง มิใช่ด้วยเก่ง แต่ประหนึ่งเพื่อปกปิดความไร้สามารถด้านการบริการจัดการและด้านอื่น ๆ ของพรรคตนเอง

แต่กระนั้น ยิ่งให้พรรคภูมิใจไทยทำงานนานเท่าไร ภาพของพรรคนักบริหารคนทำงาน จะถูกถ่างแยกห่างโดดเด่น ออกจากภาพของพรรคที่ใช้โวหารบ้าน้ำลายแต่ด้านการเมือง .. จนคนเห็นได้ชัด
การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลายเป็นการเตะขาหลัง ไม่ให้คุณอนุทินวิ่งทิ้งห่างออกไป ด้วยมีผลคะแนนต่อการเลือกตั้งที่ใกล้จะถึง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยข้อกฏหมาย ม. 151 จึงคือการขึงพืด

เพราะการอภิปรายภายใต้ ม. 151 วัดกันด้วยจำนวนเสียงที่ยกมือมากกว่า ไม่ได้วัดกันที่เหตุผลหรือสาระ

พรรคภูมิใจไทยมีเสียงนิดเดียว .. ตอบยังไงก็แพ้

สมมติ : มีการอภิปรายว่า ข้าวเน่า 10 ปี ที่ต้องล้างซาวน้ำ 15 ครั้ง .. อร่อยมากนะ ทำไมรัฐบาลไม่เอาไปหุงให้ ปธน.ทรัมป์กิน 

สมมติ : นายกฯอนุทิน ตอบว่า เราควรเอาข้าวใหม่อย่างดีให้แขกกิน .. เจ้าบ้านที่ดีควรให้ของใหม่แก่แขก ของเหลือเจ้าบ้านควรเก็บไว้กินเอง

ครั้งถึงการยกมือลงมติ … ผลคือ อนุทินแพ้

ตอบดียังไงก็แพ้ .. ถามโง่ยังไงก็ชนะ 

เพราะการตัดสินมันอยู่ที่การยกมือของพวกส.ส. ที่มีกลุ่มก๊วนมากกว่า

พรรคฝ่ายค้าน จึงไม่ยื่นใน ม.152 แบบไม่ลงมติ . เพราะพูดไปก็เอาคุณอนุทิน คว่ำกลางสภาฯ ไม่ได้

พรรคเพื่อไทยและรวมถึงพรรคประชาชน หวังใช้การอภิปรายใน ม. 151 . เพื่อต้องการคว่ำอนุทิน กลางสภาฯ

หลังจากคว่ำอนุทินกลางสภาฯ , ความวุ่นวายที่ต้องหานายกฯใหม่ จะวุ่นวายมาก . ไม่มีใครเหลือที่จะมีเสียงพอจะเป็นนายกฯอีกแล้ว

ความวุ่นวายเช่นนี้ เรียกความสะใจจากฝ่ายค้านได้ ความสะใจที่แลกมากับความเสียหาย พวกเขาไม่สนอยู่แล้วและไม่คิดช่วยแก้ไข

จากนั้นก็เอากรณีคว่ำคุณอนุทินกลางสภาฯ  “เป็นบาดแผล”  เอาไปใช้หาเสียง บอกประชาชนว่า อนุทินเป็นนายกฯ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ .. 

ขณะเดียวกัน การหาเสียงด้วยการพูดถึงความล้มเหลวของอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ก็เท่ากับ “ปกปิด” ความอัปยศ ผิดพลาด ในการทำงานของพรรคเพื่อไทยไปในตัว

แถมยังเป็นการ “ปกปิด” ความล้มเหลวของการเป็นพรรคฝ่ายค้านของพรรคประชาชนได้อีกต่อหนึ่งด้วย

มีสำนวนหนึ่งกล่าวว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว . มันไม่สามารถใช้เทียบเคียงได้กับเหตุการณ์นี้

มันควรเกิดสำนวนใหม่ ว่า

“ตะกวด 2 ตัว รอกินหนูที่คว่ำจากเก้าอี้”

ยุบสภาเถอะครับ คุณอนุทิน

คุณมีก้อนหินในมืออย่างจำกัด .. ที่จะปาไล่ตะกวดข้างทางเหล่านั้นได้

รอเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนเพิ่มก้อนหินในมือให้คุณ

‘บิ๊กป้อม’ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ กำชับทีมงาน พปชร. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด่วน

'บิ๊กป้อม'ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ กำชับทีมงาน พปชร. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด่วน

‘บิ๊กป้อม’ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ กำชับทีมงาน พปชร. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด่วน

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

“พล.อ.ประวิตร”ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ กำชับทีมงานพปชร.ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด่วน พร้อมเปิดศูนย์ประสานงานนครศรีธรรมราช 

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานภาคใต้ ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช  พร้อมกันนี้พรรคยังเปิด “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดนครศรีธรรมราช” ภายในศูนย์ประสานงาน เพื่อรวบรวมข้อมูล ประสานการลงพื้นที่ และส่งความช่วยเหลือให้ผู้ได้รับผลกระทบ

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค แสดงความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม และกำชับให้ทีมงานเร่งช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด