‘เพื่อไทย’ข้องใจ’รัฐบาล’ ย้ายขรก.คาด 3 เดือนทะลุ 300 ตำแหน่ง พุ่งเป้า ‘มท.’ ปูทางเลือกตั้งหรือไม่

'เพื่อไทย'ข้องใจ'รัฐบาล' ย้ายขรก.คาด 3 เดือนทะลุ 300 ตำแหน่ง พุ่งเป้า 'มท.' ปูทางเลือกตั้งหรือไม่

‘เพื่อไทย’ข้องใจ’รัฐบาล’ ย้ายขรก.คาด 3 เดือนทะลุ 300 ตำแหน่ง พุ่งเป้า ‘มท.’ ปูทางเลือกตั้งหรือไม่

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

‘เพื่อไทย’ตั้งคำถามถึง’รัฐบาล’ ย้ายข้าราชการคาด 3 เดือนทะลุ 300 ตำแหน่ง พุ่งเป้า ‘มท.’ ปูทางเลือกตั้งหรือไม่ ซัดโยกอธิบดีกรมที่ดินเพียง 6 วัน เกี่ยวคดีสำคัญหรือไม่ ลั่นหากรบ.มั่นใจอย่าหนีการตรวจสอบ บอกจ่อเปิดตัวครอบครัวเพื่อไทยเต็มองคายพ

เมื่อเวลา​ 10.00 น.​ วันที่ 22 พ.ย.2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ​ โฆษก​พรรค​เพื่อ​ไทย​ กล่าวถึงการติดตามการทำงานของรัฐบาล​ ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หลังจากการเข้ามาทำงานใน 1 เดือนของรัฐบาล​ มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไปแล้ว 98 ตำแหน่ง​ และถึงขณะนี้​ ระยะเวลา​ 2 เดือนเศษ​มีการโยกย้ายไปแล้ว 122 ตำแหน่ง และคิดว่าสิ้นเดือนธันวาคมน่าจะทะลุ​ 300 ตำแหน่ง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย​ มีการโยกย้ายไปแล้ว 49 ตำแหน่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 ตำแหน่ง​ สำนักนายกรัฐมนตรี 12 ตำแหน่ง

โฆษกพรรคเพื่อไทย​ กล่าวว่า ตนยังตั้งข้อสังเกตว่าหลายตำแหน่งเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญ​ เช่น เขากระโดง​ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ในสังคม​ และตำแหน่งสำคัญอย่าง​เลขาธิการ​สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ (สทนช.) มีการปรับเปลี่ยน​ ทั้งที่ประเทศไทยจมน้ำอยู่เป็นล้านไร่​ หรืออธิบดีกรมที่ดินที่มีการแต่งตั้งเมื่อ 12 พ.ย.​ แต่หลังจากนั้น 6 วัน​ มีการโยกย้ายข้าราชการที่ดิน​ ในจ.บุรีรัมย์​ทันที​ จึงอาจตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า​ มีข้อเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญหรือไม่ 

นายศึกษิษฏ์​ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยจึงอยากเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตามองถึงการแต่งตั้งโยกย้ายเหล่านี้​ แต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบหรือไม่หรือเป็นเพียงปลายภูเขาน้ำแข็ง​ เพราะเป็นข้าราชการระดับสูง​ ที่ต้องมีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี​ (ครม.) และตั้งคำถามว่าข้าราชการที่ต่ำลงไปจะมีอีกจำนวนเท่าไหร่​ หรือการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับนี้เป็นการแต่งตั้งเพื่อหาผลประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่​

โฆษกพรรเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายและการจัดการงบประมาณภาครัฐ มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจน โดยทางพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ประชาชน ช่วยกันจับตามองว่าการแต่งตั้งโยกย้าย และการเพิ่มขั้นตอนการของบประมาณ เป็นการปูทางอำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งหรือไม่ ที่มีการพูดว่าพร้อมแล้วที่จะยุบสภา เพราะเตรียม 2 เรื่องดังกล่าวไว้แล้วใช่หรือไม่ และหากนายกรัฐมนตรียืนยันว่าที่ผ่านมา บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างถูกต้อง ก็อย่าหนีการตรวจสอบ 

“ที่บอกว่าเพิ่งเข้ามาได้เดี๋ยวเดียว จะทำอะไรผิดได้ ทางพรรคเพื่อไทยเราเห็นต่าง เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เป็นความเสียหายจำนวนมากด้วย ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน และพรรคเพื่อไทยไม่เคยเรียกร้องหรือบังคับให้ใครมาร่วมอภิปรายด้วย ทุกพรรคมีสิทธิ์จะโหวตอย่างไรก็ได้ ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลสามารถชี้แจงได้ ท่านก็น่าจะได้รับการไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อ ท่านอย่าหนีความรับผิดชอบ” นายศึกษิษฏ์  กล่าว

นายศึกษิษฏ์  กล่าวอีกว่า สำหรับพรรคเพื่อไทย เรามีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลายๆด้าน ทั้งสส.และผู้สมัครของเรา ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหา และช่วยเหลือประชาชนอย่างอย่างเหนียวแน่นและใกล้ชิด รวมถึงเราได้ตั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวผู้สมัครไปแล้ว กว่า 250 เขต และจะมีการทยอยเปิดตัวเรื่อยๆ เป็นการแสดงได้ชัดว่าพรรคเพื่อไทย ยังเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความเข้มแข็ง และมีบุคลากรจำนวนมาก ต้องการเข้ามาร่วมงานด้วย อย่างไรก็ตามในเร็วๆนี้ จะมีงานเปิดตัวครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งรอบนี้จะจัดอย่างเต็มองคาพยพ

ลาแล้ว’ลุงป้อม’! ‘อันวาร์ สาและ’ร่ายยาวไขก๊อกพ้นพปชร. ชี้พรรคยังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง

ลาแล้ว'ลุงป้อม'! 'อันวาร์ สาและ'ร่ายยาวไขก๊อกพ้นพปชร. ชี้พรรคยังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง

ลาแล้ว’ลุงป้อม’! ‘อันวาร์ สาและ’ร่ายยาวไขก๊อกพ้นพปชร. ชี้พรรคยังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.29 น.

ลาแล้ว’ลุงป้อม’! ‘อันวาร์ สาและ’ร่ายยาวไขก๊อกพ้นพปชร. เผยเคยรับปากแก้ปัญหาภาคใต้ สุดท้ายโดนเมิน รับพรรคยังมีจุดอ่อนต้องแก้หลายเรื่อง

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 นายอันวาร์ สาและ อดีต สส.ปัตตานี โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อขอลาออกจากสมาชิกพรรค โดยระบุว่า “ด้วยข้าพเจ้านายอันวาร์ สาและ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4สมัย จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐโดยการทาบทามของท่านนิโรธ สุนทรเลขา อดีต สส นครสวรรค์และเป็นประธานวิปรัฐบาลในรัฐบาลขณะนั้นได้แจ้งว่า

ท่านหัวหน้าอยากเชิญมาพบเพื่อพูดคุยทำความรู้จักกัน ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ตอบรับเชิญและเมื่อมาพบก็ได้รับการทาบทามว่าอยากจะเชิญเข้ามาร่วมทำงานการเมืองกันกับพรรคพลังประชารัฐ

ข้าพเจ้าคิดว่าการย้ายพรรคเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมากสำหรับนักการเมือง ที่จะต้องมีเหตุผลที่สามารถอธิบายให้ประชาชน ในพื้นที่ยอมรับได้ ข้าพเจ้าจึงยังไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ขอเวลามาพูดคุยพี่น้องเพื่อขอปรึกษาพี่น้องในปัตตานีก่อน จนกระทั่งหลายเดือนต่อมาภายหลังจากที่ได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนใน จังหวัดปัตตานีแล้ว ส่วนมากมีความเห็นว่า หากจะย้ายก็ต้องเอาประชาชนเป็นที่ตั้งจึงมีเงื่อนไขให้ท่านหัวหน้าพิจารณาอยู่สามข้อคือ

1) การยกเลิกกฎหมายพิเศษ พรกฉุกเฉิน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยมีข้อผิดพลาดจนเกิดการสูญเสียในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

2) การจ่ายชดเชยการเยียวยาให้กับชาวประมงในกรณีผล กระทบเรื่องใบเหลืองให้กับผู้ประกอบการของชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล

3) การส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาล ตั้งแต่ต้นน้ำเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมให้มีวัตถุดิบและการจ้างงานในพื้นที่

หัวหน้าก็รับปากแบบทหารเลยว่าจะทำให้ ผมจึงตัดสินใจเข้ามาร่วมกับท่านเพราะเห็นว่าท่านมีเจตนาที่ดีต่อพี่น้องชาวใต้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และเมื่อข้าพเจ้าได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมการเมืองกับพรรค ได้เห็น จุดอ่อนหลายเรื่องของพรรคที่จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการวางยุทธศาสตร์ของพรรคในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ที่มีมีความสำคัญมากสำหรับพรรคการเมือง เพราะจะทำให้ ประชาชนรู้สึกสนใจพรรค ตลอดจนเรื่องของทีมเศรษฐกิจ เรื่องของการทำนโยบาย และอื่นๆ และได้เสนอแนวทางการแก้ไข ปัญหาต่างๆเหล่านี้มาโดยตลอดและนำทีมเข้ามาช่วยพรรคช่วงเลือกตั้งจนผลงานเป็นที่ปรากฏและยอมรับจากสื่อมวลชนทั่วไป

เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองก็ยังคงจะต้องทำกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายาม เสนอแนวทางต่างๆเพื่อให้พรรคได้มีกิจกรรม แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในพรรคได้ทยอยกันลาออกเพราะมองไม่เห็นอนาคตว่าพรรคจะไปต่อได้อย่างไร

ข้าพเจ้าก็ยังคงพยายามที่จะนำเสนอเพื่อให้พรรคมีกิจกรรมและสามารถจะเดินหน้าต่อไปแต่ก็ไม่เป็นผล จนข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ความคิดของข้าพเจ้านั้นอาจจะแตกต่างกับผู้บริหารปัจจุบัน แล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะร่วมงานทางการเมืองกันต่อไปได้

จึงขอลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในแนวทางที่ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันกำหนด ขอขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างครับ”

‘รวมพลังแผ่นดิน’ชุมนุมหน้าสถานทูตมาเลเซีย จวกยับ ‘อันวาร์’ ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าอาเซียน และผลประโยชน์ส่วนตัว

'รวมพลังแผ่นดิน'ชุมนุมหน้าสถานทูตมาเลเซีย จวกยับ 'อันวาร์' ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าอาเซียน และผลประโยชน์ส่วนตัว

‘รวมพลังแผ่นดิน’ชุมนุมหน้าสถานทูตมาเลเซีย จวกยับ ‘อันวาร์’ ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าอาเซียน และผลประโยชน์ส่วนตัว

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.11 น.

22 พ.ย. 68 กลุ่ม”รวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย” ได้ชุมนุมพร้อมออกแถลงการณ์ที่บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย โดยแถลงการณ์ ระบุว่า นับตั้งแต่มาเลเซียเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน เมื่อวันที 1 ม.ค. 68 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะผู้นำอาเซียน ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่ประชาคมอาเซียนและสังคมโลก ด้วยการแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร และนายฮุน เซน เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ไม่มีผู้ใดเข้าใจการตัดสินใจครั้งนี้ และไม่มีใครทราบบทบาทที่แท้จริงของบุคคลทั้งสองในตำแหน่งนี้ต่อผลประโยชน์ของอาเซียน 

ต่อมาเมื่อเกิดการปะทะโดยการเริ่มต้นของกัมพูชาบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 68 ภายใต้การสั่งการของ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ การกระทำของ นายอันวาร์ อิบราฮิม ได้เรียกประชุมเจรจาหยุดยิงอย่างเร่งรีบที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ การริเริ่มของ นายอันวาร์ อิบราฮิม ครั้งนี้ ดำเนินการไปอย่างไม่รอบคอบและไม่อยู่บนพื้นฐานที่มั่นคง ส่งผลให้การ ปฏิบัติตามข้อเจรจาหยุดยิงล้มเหลว การกระทำของนายอันวาร์ อิบราฮิม จงใจเปิดช่องให้นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดี แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในอาเซียน กระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคโดยตรง 

และได้ทำลายหลักการสำคัญ 2 ประการ ของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือของ อาเซียน (TAC) ซึ่งประกอบด้วย 1. การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และ 2. การละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังในมิติระหว่างประเทศ การกระทำของนายอันวาร์ อิบราฮิม ยังเป็นการคุกคามแนวคิดของอาเซียน ในฐานะกลไกป้องกันความขัดแย้งและแก้ไขปัญหาอย่างสันติตลอดจนเจตนารมณ์ดั้งเดิมเรื่องความเป็นกลาง โดยประเทศไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นหุ้น ส่วนด้าน 1 ความมั่นคงของสหรัฐและจีน หากอาเซียนไม่สามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งผ่านกลไกภูมิภาคของตนเองได้ การแทรกแซงจากมหาอำนาจย่อมเสี่ยงทำให้อาเซียนถูกกันออกจากกระบวนการ นายอันวาร์ อิบราฮิม ได้อ้างหลักการแก้ไขข้อพิพาท ตามแนวทาง “วิถีอาเซียน” คือ การเจรจาผ่านกลไกภูมิภาค แต่ความคับแคบทางความคิดของ นายอันวาร์ อิบราฮิม กลับทำให้การไกล่เกลี่ย เพื่อสันติภาพล้มเหลวอย่างประจักษ์ชัดประการแรก การเจรจาหยุดยิงครั้งแรกที่กัวลาลัมเปอร์ นำไปสู่การประกาศ “ข้อตกลง สันติภาพกัวลาลัมเปอร์” เป็นการกระทำที่มุ่งสร้างภาพและขยายอิทธิพลทางการเมืองของ นายอันวาร์ อิบราฮิม

ขณะเดียวกันก็แสดงตัวเป็นผู้รับใช้ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ อย่างไร้เกียรติศักดิ์ศรีในฐานะผู้นำอาเซียน ขัดต่อจุดยืนของประชาชนมาเลเซียที่ต่อต้านการรุกรานฆ่าล้างเผ่าพันธุ ์ชาวปาเลสไตน์ ภายใต้การสนับสนุนของนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ทั้งข้อตกลงดังกล่าวขาดองค์ประกอบสำคัญหลาย ประการของการหยุดยิงอย่างยั่งยืน เช่น เงื่อนไขการอ้างอิงเพื่อป้องกันการใช้กำลังรุนแรง การจัดตั้ง กลไกตรวจสอบ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของความช่วยเหลือทางการทูต เพื่อคลี่คลายเจตจำนงทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา แต่นายอันวาร์ อิบราฮิม กลับให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ประการที่สอง หลังจากนั้น นายอันวาร์ อิบราฮิม ยังเชิญอำนาจภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้แนวทาง “วิถีอาเซียน” ในการบริหารจัดการข้อพิพาทภายในภูมิภาคไร้ความหมาย การกระทำ และวาระของ นายอันวาร์ อิบราฮิม ที่มุ่งหวังผลประโยชน์ระยะสั้น

ด้านภาษีศุลกากรกับสหรัฐล้วนเกิดขึ้นโดยแลกกับความเป็นเจ้าของกลไกภูมิภาคของอาเซียน ผลประโยชน์ของ นายอันวาร์ อิบราฮิม คือ การสูญเสียของอาเซียนและการสูญเสียอำนาจอธิปไตยเขตแดนของไทย การกระทำของ นายอันวาร์ อิบราฮิม จึงเป็นการชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าอาเซียนโดยตรง

นอกจากนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนใต้ของไทยมาโดยตลอด ทุกครั้งที่การเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ นายอันวาร์ อิบราฮิม จงใจส่งตัวแทนที่ 2 ไม่มีอำนาจสั่งหยุดยิงมาเจรจากับไทย ทั้งที่ทราบดีว่าใครเป็นผู้สั่งการตัวจริง และยังมีการเปลี่ยนผู้เจรจาอยู่เสมอ ทั้งเมื่อการเจรจามีความคืบหน้า นายอันวาร์ อิบราฮิม ก็จะปรับกระบวนการให้ไป เริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง แสดงให้เห็นชัดเจนว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม มีส่วนสำคัญในการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย

“ในฐานะประชาชนคนไทย เรายืนยันอย่างหนักแน่นว่า มาเลเซียคือประเทศเพื่อนบ้านที่มีความผูกพันใกล้ชิด รวมทั้งเราไม่มีปัญหาใด ๆ กับประชาชนชาวมาเลเซีย แต่เราต่อต้านพฤติกรรมของ นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะผู้นำอาเซียน ที่ใช้เวทีอาเซียนเป็นเวทีส่วนตัวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองภายในของตนเอง มากกว่าผลประโยชน์ของอาเซียนโดยรวม ดังนั ้น ในฐานะประชาชนคนไทย จึงขอประณามการกระทำของ นายอันวาร์ อิบราฮิม ใน ฐานะผู้นำอาเซียนที่แทรกแซงกิจการภายในของไทย ส่งผลให้ไทยสูญเสียอำนาจอธิปไตยเขตแดน และเปิดช่องให้ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แทรกแซงอำนาจอธิปไตยไทยและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน  

‘นายกฯ’จ่อบินด่วนหาดใหญ่ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมบ่ายวันนี้

'นายกฯ'จ่อบินด่วนหาดใหญ่ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมบ่ายวันนี้

‘นายกฯ’จ่อบินด่วนหาดใหญ่ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมบ่ายวันนี้

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.17 น.

‘นายกฯ’จ่อบินด่วนหาดใหญ่ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมบ่ายนี้ หลังมอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการ จ.ขอนแก่น 

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เพิ่มกำหนดการเร่งด่วน เพื่อลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงบ่ายวันนี้ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม เนื่องจากเป็นห่วงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้จะเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตร ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ขอนแก่น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายกฯ ร่วมพิธียกยอดฉัตรทองคำ พระมหาธาตุแก่นนคร อนุสรณ์สาธุชน วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น นายกฯ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอดเวลา ซึ่งวันนี้ (22พ.ย.2568) มีปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง รายงานสถานการณ์เหตุน้ำท่วมเป็นระยะ

รีบใช้สิทธิ ‘เที่ยวดีมีคืน’ หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท เหลือเวลาอีกไม่มาก

รีบใช้สิทธิ 'เที่ยวดีมีคืน' หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท เหลือเวลาอีกไม่มาก

รีบใช้สิทธิ ‘เที่ยวดีมีคืน’ หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท เหลือเวลาอีกไม่มาก

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.09 น.

รัฐบาลย้ำ ‘เที่ยวดีมีคืน’ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว จูงใจประชาชนใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

22 พ.ย. 68 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวปลายปีของรัฐบาล ใกล้จะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์แล้ว โดยประชาชนสามารถใช้ค่าใช้จ่ายด้านที่พักและร้านอาหารเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคมนี้เท่านั้น

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ดังนี้

-เที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า ของยอดจ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
-เที่ยวเมืองหลัก ลดหย่อนได้ตามยอดจ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท

โดยค่าใช้จ่ายต้องเป็นยอดที่มี ใบกำกับภาษีถูกต้อง จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ “เที่ยวดีมีคืน” ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน แต่ยังเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรองและธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่พบการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปี ดังนั้นรัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ รีบใช้สิทธิ์ให้ทันภายในกำหนด เพื่อรับประโยชน์ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการลดหย่อนภาษี พร้อมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นทั่วประเทศไปพร้อมกัน

‘อนุทิน’เมินตอบ ปมเขมร เตรียมแผนกู้เงิน IMF 3,100 ล้านดอลอลาร์ โยงซื้อยุทโธปกรณ์

'อนุทิน'เมินตอบ ปมเขมร เตรียมแผนกู้เงิน IMF 3,100 ล้านดอลอลาร์ โยงซื้อยุทโธปกรณ์

‘อนุทิน’เมินตอบ ปมเขมร เตรียมแผนกู้เงิน IMF 3,100 ล้านดอลอลาร์ โยงซื้อยุทโธปกรณ์

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.56 น.

‘อนุทิน’เมินตอบ ปมเขมร เตรียมแผนกู้เงิน IMF 3,100 ล้านดอลอลาร์ โยงซื้อยุทโธปกรณ์

เมื่อเวลา 07.50 น. วันที่ 22 พ.ย.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่กัมพูชามีแผนกู้ยืมเงินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ  IMF กว่า 3,100 ล้านดอลอลาร์ สำหรับโครงการลงทุนสาธารณะต่างๆ ในปี 2026 นั้น กังวลหรือไม่ว่าอาจจะนำมาใช้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเดินเข้าไปยังห้องรับรองเพื่อเดินทางไปลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นทันที

‘อนุทิน’สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมซื้อขายตำแหน่งตร.ภูธรภาค 4 บอกเรื่องนี้ไม่ต้องคุย ผบ.ตร.

‘อนุทิน’สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมซื้อขายตำแหน่งตร.ภูธรภาค 4 บอกเรื่องนี้ไม่ต้องคุย ผบ.ตร.

‘อนุทิน’สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมซื้อขายตำแหน่งตร.ภูธรภาค 4 บอกเรื่องนี้ไม่ต้องคุย ผบ.ตร.

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.45 น.

‘นายกฯอนุทิน’ สั่งสอบข้อเท็จจริง หลัง ‘อัจฉริยะ’ ยื่นหลักฐานซื้อขายตำแหน่งตร.ภูธรภาค 4 บอกเรื่องนี้ไม่ต้องคุย ผบ.ตร.

เมื่อเวลา 07.50 น.วันที่ 22 พ.ย.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกฯ ที่กองบินตำรวจ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อมอบหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 โดยอ้างว่าเชื่อมโยงกับพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าไปเกี่ยวข้อง ว่า เป็นการยื่นหนังสือร้องเรียน เกี่ยวกับเรื่องของการซื้อข้าวซื้อของ ซึ่งตนก็ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษาหาข้อเท็จจริง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยหรือสอบถาม ผบ.ตร.แต่อย่างใด เนื่องจากต่างคนต้องทำภารกิจ ก่อนย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ต้องคุย  

‘อนุทิน’หัวเราะร่วนไม่ตอบ ‘วราวุธ’ ยก ชทพ. ย้ายซบ ‘ภท.’

'อนุทิน'หัวเราะร่วนไม่ตอบ 'วราวุธ' ยก ชทพ. ย้ายซบ 'ภท.'

‘อนุทิน’หัวเราะร่วนไม่ตอบ ‘วราวุธ’ ยก ชทพ. ย้ายซบ ‘ภท.’

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

‘อนุทิน’หัวเราะร่วนไม่ตอบ ‘วราวุธ’ ยกชทพ.ย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’ อุบให้รอพรุ่งนี้พรรคประชุมใหญ่ 

เมื่อเวลา 07.50 น.วันที่ 22 พ.ย. 68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ออกมาระบุว่า พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)จะย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยทั้งพรรค ว่า ขอให้รอดูวันที่ 23 พ.ย.เนื่องจากวันนั้นมีการประชุมใหญ่ของพรรค 

เมื่อถามว่าเบื้องต้นนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ตอบรับแล้วหรือไม่ว่า นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า เอาไว้ให้เรียบร้อยทุกอย่างก่อน  

‘นิพิฏฐ์’ท้าปชช. รับเงินคนรวย เลือกคนดี ลั่นลูกคนอื่นเป็นสส.ได้ ลูกคุณก็เป็นได้

'นิพิฏฐ์'ท้าปชช. รับเงินคนรวย เลือกคนดี ลั่นลูกคนอื่นเป็นสส.ได้ ลูกคุณก็เป็นได้

‘นิพิฏฐ์’ท้าปชช. รับเงินคนรวย เลือกคนดี ลั่นลูกคนอื่นเป็นสส.ได้ ลูกคุณก็เป็นได้

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.23 น.

‘นิพิฏฐ์’ปลุกทำลายระบบผูกขาด ท้าปชช. รับเงินคนรวย เลือกคนดี ลั่นลูกคนอื่นเป็นสส.ได้ ลูกคุณก็เป็นได้ 

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ถ้าลูกคนอื่น เป็นส.ส.ได้ ลูกคุณก็เป็นส.ส.ได้ ถ้าสังคมนี้มีเฉพาะลูกคนรวยที่เป็นส.ส. ถ้าคุณรับได้ก็จบ แต่ถ้าคุณรับระบบนี้ไม่ได้ ก็ทำลายมันสิ รับเงินคนรวย(สีเทา) แล้วกาคนจน(ที่ดี ) คุณทำได้ไหมล่ะ? “

เสียดินแดนชาติหมดสิ้น ‘นันทิวัฒน์’ ลั่นไม่มีเสียแล้วเสียไป

เสียดินแดนชาติหมดสิ้น 'นันทิวัฒน์' ลั่นไม่มีเสียแล้วเสียไป

เสียดินแดนชาติหมดสิ้น ‘นันทิวัฒน์’ ลั่นไม่มีเสียแล้วเสียไป

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.13 น.

เสียดินแดนชาติหมดสิ้น ‘นันทิวัฒน์’ ลั่นไม่มีเสียแล้วเสียไป

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า “คนข้างบ้านไว้ใจไม่ได้ คนข้างบ้านรู้เต็มอกว่าสู้เราไม่ได้ ชอบแหย่รังแตนตอดนิดตอดหน่อย อยากได้สมบัติของเราจ้องตาเป็นมัน ฮุนตัวพ่อบอกชัดเจนอยากได้แผ่นดินไทย จะนำปัญหาขึ้นศาลโลกให้เราไปแก้ต่าง ทุกโจทก์ที่ตั้งขึ้นรุกด้วยการสื่อสารกับโลก สร้างพล็อตเหตุการณ์พร้อมแถลงข่าว

ตอกย้ำว่าเป็นเหยื่อชาติเล็กถูกรังแก ไม่สนใจว่าละครเนียนหรือไม่ พูดเรื่อยๆจากไม่จริงกลายเป็นเชื่อ ด้วยหลักคิดโฆษณาชวนเชื่อ สมรังสีฝ่ายค้านที่ลี้ภัยในฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์ว่าฮุนเซนสร้างปัญหาชายแดน เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาในประเทศ

แม้จะต่อต้านและโจมตีตระกูลฮุน แต่สมรังสีไม่ใช่ว่าจะดีกับไทย จะฟ้องไทยต่อศาลโลกเหมือนกัน ในนามรัฐบาลอิสระเพื่อทวงคืนแผ่นดิน อ้างกัมพูชาเสียดินแดนจากการรุกราน ดินแดนเป็นเรื่องที่อ่อนไหว แต่ทุกชาติต้องปกป้องและรักษาไว้

ไม่มีดินแดนความเป็นชาติหมดสิ้น ทุกประเทศจึงต้องมีกองทัพที่แข็งแกร่ง ปกป้องดินแดนและอธิปไตยไม่ให้เสีย แผ่นดินไม่อยู่ในมือเราก็เป็นของคนอื่น ของเราต้องอยู่กับเรา​ ต้องเอาคืน ไม่มีคำว่าเสียแล้วเสียไปหาใหม่ดีกว่า”