นายกฯ เผยมีแผนรับมือน้ำท่วมใต้ พร้อมเยียวยาความเสียหายตามหลักเกณฑ์

นายกฯ เผยมีแผนรับมือน้ำท่วมใต้ พร้อมเยียวยาความเสียหายตามหลักเกณฑ์

นายกฯ เผยมีแผนรับมือน้ำท่วมใต้ พร้อมเยียวยาความเสียหายตามหลักเกณฑ์

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.58 น.

นายกฯ บอกน้ำท่วมใต้ มีแผนเผชิญเหตุรับมืออยู่แล้ว พร้อมพิจารณาเยียวยาความเสียหายตามหลักเกณฑ์ 

22 พ.ย. 68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน6 ดอนเมือง (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า เราทราบอยู่แล้วว่าช่วงเวลาจะเป็นแบบนี้เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือต่างๆก็เป็นไปตามระเบียบที่มีอยู่ แต่ในพื้นที่แต่ละจังหวัดก็มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุและระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเยียวยาความเสียหายด้านพืชผลทางการเกษตรด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อะไรที่ทำก็ต้องเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งมีหลักเกณฑ์กำหนดอยู่แล้ว ยกเว้นว่าตรงไหนมีความเสียหายมากเป็นพิเศษ หรือมีเหตุที่สามารถรับการช่วยเหลือเป็นพิเศษก็พิจารณาเป็นกรณีไป 

‘นายกฯ’ตรวจราชการขอนแก่น ยกยอดฉัตรทองคำพระมหาธาตุแก่นนคร-มอบนโยบาย

'นายกฯ'ตรวจราชการขอนแก่น ยกยอดฉัตรทองคำพระมหาธาตุแก่นนคร-มอบนโยบาย

‘นายกฯ’ตรวจราชการขอนแก่น ยกยอดฉัตรทองคำพระมหาธาตุแก่นนคร-มอบนโยบาย

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.21 น.

‘นายกฯ’ตรวจราชการขอนแก่น’ยกยอดฉัตรทองคำพระมหาธาตุแก่นนคร-มอบนโยบายหน.ส่วนราชการ-ผู้บริหารท้องถิ่น’ เน้นทำงานเชิงรุก

เมื่อเวลา 08.10 น. วันที่ 22 พ.ย.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมคณะ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลย์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น เพื่อปฎิบัติภารกิจด้านศาสนาและวัฒนธรรม และตรวจราชการพร้อมมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสารวัตรและผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น

โดยภารกิจแรกนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธียกยอดฉัตรทองคำพระมหาธาตุแก่นนครอนุสรณ์สาธุชน วัดหนองแวง พระอารามหลวง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยพระมหาธาตุแก่นนครอนุสรณ์สาธุชน (พระธาตุ 9 ชั้น ) สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปีเมืองขอนแก่น โดยองค์พระธาตุจำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น เรือนยอดทรงเจดีย์ ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 50 เมตร สูง80 เมตร ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ และจัดเป็นหอพิพิธภัณฑ์,หอปริยัติธรรม แสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวอีสาน และรวบรวมพระธรรมคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น 

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น เพื่อมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น การเดินหน้าการบริหารราชการระดับจังหวัด สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาเชิงรุกพร้อมสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

‘ก่อแก้ว’ซัด’ช่อ พรรณิการ์’ลั่นพวกคุณปลุกผีอนุรักษ์นิยม สร้างความเสียหายฝ่ายปชต.

'ก่อแก้ว'ซัด'ช่อ พรรณิการ์'ลั่นพวกคุณปลุกผีอนุรักษ์นิยม สร้างความเสียหายฝ่ายปชต.

‘ก่อแก้ว’ซัด’ช่อ พรรณิการ์’ลั่นพวกคุณปลุกผีอนุรักษ์นิยม สร้างความเสียหายฝ่ายปชต.

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.01 น.

‘ก่อแก้ว’ซัด’ช่อ พรรณิการ์’ลั่นพวกคุณปลุกผีอนุรักษ์นิยมกลับมายิ่งใหญ่ สร้างความเสียหายฝ่ายปชต.

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า โดยระบุว่า “พวกคุณไปปลุก “ผีอนุรักษนิยม” ให้กลับมายิ่งใหญ่ และ มีโอกาสที่จะเหนือกว่าฝ่ายประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เพราะมี “แบ็ก” ที่แข็งแรงมาก
 
เป็นความเสียหายต่อฝ่ายประชาธิปไตยแบบที่ประเมินไม่ได้ พรรคเพื่อไทย เราเป็นฝ่ายค้านตัวจริง ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ในวันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าคุณยังอยากเป็นฝ่ายค้ำให้เขาอยู่ในอำนาจต่อไป ก็โหวตไว้วางใจคุณอนุทินไปซิครับ”

แวดวงนักปกครอง : 22 พฤศจิกายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 22 พฤศจิกายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 22 พฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการปกครอง อำนวยความสะดวกประชาชนร่วมแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่17 พฤศจิกายนเป็นต้นมา โดยมอบหมายให้บุคลากร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สมาชิก อส.ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสมาชิก อสม. ที่มาพร้อมประชาชน ประจำรถจากจังหวัดต่างๆ ในแต่ละวัน ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย อำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชนในทุกขั้นตอนตั้งแต่เดินทางมาถึง การเข้ากราบบังคมพระบรมศพและส่งขึ้นรถกลับภูมิลำเนา เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด

กรมการปกครอง จับมือ 5 หน่วยงาน (สตช./ปปช./ปปท./DSI) เปิดปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ปราบปรามขบวนการทุจริตเพื่อให้คนต่างด้าวมีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวด้วยตัวเอง ดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวและทำหลักฐานเท็จในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ พบหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ทั้งแบบคำขอสิทธิสถานะบุคคล เอกสารปลอม อาวุธปืน บัญชีเงินหมุนเวียนและข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เน้นย้ำ!! ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด พบเห็นการทุจริตทางทะเบียน แจ้งตรงได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ (สายด่วน 1567) หรือศูนย์ดำรงธรรม กรมการปกครอง (วังไชยา)

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมผู้แทน 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง”

นายกรัฐมนตรีนำแถลงผลการปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ปราบปรามขบวนการทุจริตเพื่อให้คนต่างด้าวมีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย

บันนังสตาเช็คความพร้อมรับมืออุทกภัย–ดินถล่ม นายซุลกิฟลี สัญญากุล นายอำเภอบันนังสตา ชูทีมงานบันนังสตาเข้มแข็ง ขับเคลื่อนกิจกรรมตรวจความพร้อมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อุทกภัยและดินถล่ม เพื่อย้ำความพร้อมของกำลังพลและอุปกรณ์ ช่วยประชาชนได้รวดเร็วหากเกิดเหตุฉุกเฉิน “ทีมบันนังสตา” พร้อมทำงานเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นายอำเภออินทร์บุรีนำทีมรับคณะกองทัพไทย และ OR ลุยช่วยน้ำท่วมลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ นายสมศักดิ์ เกี้ยวเกิด นายอำเภออินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ต้อนรับคณะกองบัญชาการทหารกองทัพไทย และตัวแทน OR ที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ พร้อมส่งมอบ Big Bag จำนวน 100 ถุง เพื่อใช้เสริมแนวป้องกันน้ำท่วมในอำเภอ หลังตรวจพื้นที่ คณะฯ ลงเรือเยี่ยมชาวบ้านต่อทันที มอบถุงยังชีพ–น้ำดื่ม และนำชุดแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้าน เรียกได้ว่า “อินทร์บุรีได้รับทั้งความช่วยเหลือและกำลังใจแบบเต็มๆ”

นายอำเภอบางปะอิน ร่วมคณะ รมว.อุตฯ ตรวจสถานการณ์น้ำรอบนิคมฯ นายกองตรี ดร.ภาณุพงศ์ ศิริ นายอำเภอบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมสนับสนุนข้อมูลสถานการณ์น้ำแก่คณะ รมว.อุตสาหกรรม ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจการบริหารจัดการน้ำบริเวณสถานีสูบระบายน้ำคลองเปรมประชากรเหนือ พื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรม และชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบถุงยังชีพกว่า 450 ชุดให้ประชาชน ทีมบางปะอินช่วยเต็มกำลัง ทั้งข้อมูล–การดูแล–และกำลังใจแก่พี่น้องในพื้นที่

นาย..อำเภอน้อย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นบททดสอบการจัดการปัญหาพรมแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบ ความชัดเจน ความมั่นคง และศักยภาพของนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลในเวทีโลก”

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์

อดีต รมว.ต่างประเทศ

เหน็บแรง‘อนุทิน’มีชนักหรือไม่ถึงกลัวซักฟอก ‘เพื่อไทย’ขู่ฟ่อ! ‘จุลพันธ์’โวร่างญัตติไว้แล้ว รอพรรคเคาะจะยื่นวันไหน

เหน็บแรง‘อนุทิน’มีชนักหรือไม่ถึงกลัวซักฟอก 'เพื่อไทย'ขู่ฟ่อ! ‘จุลพันธ์’โวร่างญัตติไว้แล้ว รอพรรคเคาะจะยื่นวันไหน

เหน็บแรง‘อนุทิน’มีชนักหรือไม่ถึงกลัวซักฟอก ‘เพื่อไทย’ขู่ฟ่อ! ‘จุลพันธ์’โวร่างญัตติไว้แล้ว รอพรรคเคาะจะยื่นวันไหน

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เหน็บแรง‘อนุทิน’มีชนักหรือไม่ถึงกลัวซักฟอก ‘เพื่อไทย’ขู่ฟ่อ! ‘จุลพันธ์’โวร่างญัตติไว้แล้ว รอพรรคเคาะจะยื่นวันไหน ‘กลุ่มปากน้ำ’ซบ‘เพื่อไทย’ ภท.ย้ำ‘อนุทิน’มีอำนาจยุบ

“ภราดร” ย้ำยุบสภา เป็นอำนาจนายกฯปล่อยซักฟอก รัฐบาลแจงดีแค่ไหนก็โหวตแพ้อยู่ดี ไม่ทราบข่าว “วราวุธ”ซบ ภท.แต่รู้สึกดีต่อกัน รับอยากให้ต้นสังกัดโต แท็กทีมภาคกลาง “ปชน.” ชี้เหมือน “ผู้รับเหมาทิ้งงาน!” ติง “อนุทิน”ยุบสภา 12 ธันวาคม หนีตรวจสอบไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง ประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯแล้ว ปัดตอบผิดMOAหรือไม่ ไม่ขัด‘เพื่อไทย’จะยื่นซักฟอกเอง ‘จุลพันธ์’ดักคอ‘อนุทิน’ห่วงอะไรถึงกลัวตรวจสอบหรือมีชนัก แย้มร่างญัตติซักฟอกไว้แล้ว ยื่นเมื่อไหร่ เป็นอำนาจของ‘เพื่อไทย’ย้อนถาม ตอนตั้ง รบ.ไม่มีเครื่องคิดเลขหรือไง ย้ำ‘พท.’มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอด ไม่เหมือนบางพรรค’วอล์คเอาท์’

เมื่อวันที่ 21พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.)กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะยุบสภาวันที่ 12ธ.ค.ว่า เป็นอำนาจของนายกฯในการยุบสภา ต้องดูการตัดสินใจว่า จะยุบสภาหรือไม่ เนื่องจากนายกฯระบุว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไรก็โหวตแพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ว่าฝ่ายตรวจสอบจะอภิปรายแย่แค่ไหน หรือรัฐบาลจะชี้แจงได้ดีแค่ไหน ก็แพ้อยู่ดี ย้ำว่าท้ายที่สุดเป็นอำนาจนายกฯ

‘ภท.’ย้ำอำนาจยุบสภาขึ้นกับนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯเคยพูดเรื่องนี้กับสมาชิกพรรค ภท.หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบจากข่าวเมื่อวันที่ 20พ.ย.อย่างไรก็ตาม ขอให้รอดูว่าในวันที่ 12ธ.ค.เหตุการณ์การเมืองจะเป็นแบบไหน เมื่อถามว่า หากมีการยุบสภาในวันดังกล่าวจริง พรรค ภท.มีความพร้อมแค่ไหน นายภราดร กล่าวว่า พรรค ภท.พร้อมตั้งแต่เดือน มิ.ย. ตั้งแต่ร่วมรัฐบาลที่แล้ว เราพร้อมเลือกตั้งตั้งแต่วันนั้น เมื่อถามอีกว่า หากยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. สส.จะย้ายมาสมัครสมาชิกพรรคตามกรอบ 30วัน นับถึงวันเลือกตั้งทันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตามกฎหมายให้นับวันเลือกตั้ง ไม่ใช่วันยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะมี สส.จากพรรคอื่นย้ายมาร่วมพรรค ภท.หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบ เพราะไม่ได้ติดต่อให้ใครมาร่วม ต้องรอดูหลังยุบสภา เนื่องจาก สส.สามารถย้ายพรรคกันได้ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายวราวุธศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ว่าจะย้ายมาร่วมพรรค ภท.หรือไม่ นายภราดร ยิ้มและกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ได้คุยปกติทั่วไป เช่นวันก่อนได้เจอกับนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค ชทพ. โดยได้คุยกันเรื่องทั่วไป เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้คุยเรื่องจะย้ายมา ยืนยันว่าตนไม่ได้ชวน อยู่ที่หัวหน้าพรรค ภท. ซึ่งได้ชวนหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ยอมรับว่าเคยอยู่ด้วยกัน มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เมื่อถามอีกว่า อยากให้มาอยู่แท็กทีมภาคกลางร่วมกันหรือไม่ นายภราดร หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ผมอยู่พรรค ภท. ผมก็อยากให้พรรคผมโต” เมื่อถามย้ำว่า ตระกูลสะสมทรัพย์ จ.นครปฐม จะพ่วงมาด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ทราบ

แก้รธน.แท้งแน่ได้แค่วาระ2ไม่ผิดMOA

นายภราดร ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหากมียุบสภาในวันที่ 12ธ.ค.จะกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ.หรือไม่ว่า โดยไทม์ไลน์มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว อาจจะได้เข้าพิจารณาวาระ 2 หากมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แต่วาระ 3 ตามข้อบังคับต้องเว้นระยะ 15วัน ดังนั้นอย่างไรก็ไม่ทัน และหากยุบสภาก็เท่ากับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นหายไปเลย ไม่มีค้างในสภา ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากยุบสภาจะถือเป็นการผิด MOA กับพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ นายภราดร ย้อนถามว่า MOA บอกว่าอะไรบ้างล่ะ บอกว่าต้องยุบสภาภายใน 120 วัน ผลักดันการแก้ไขadรัฐธรรมนูญ และทำประชามติ ซึ่งตนคิดว่าเราทำตาม MOA แล้ว แต่เหตุการณ์การเมืองเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ยังไม่เกิด ก็รอดูว่าสุดท้ายนายกฯจะยุบสภาหรือไม่ อย่าเพิ่งไปคิดตอนนี้ เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า “ไม่ครับ คนละเรื่อง”

‘ปชน.’ชี้เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงาน!‘

ด้าน นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่า ยุบสภาวันที่ 12ธ.ค.หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับผลกระทบไปด้วยว่า ท่าทีนายกฯในการยุบสภา ซึ่งตนเคยพูดไว้ว่าหากนายกฯ จะยุบสภาเพื่อหลีกหนีการตรวจสอบหรือปัดความรับผิดชอบเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้รับเหมาที่ทิ้งงานหรือปิดกิจการเพื่อหนีการตรวจสอบ แม้เวลานี้ยังมีการถกเถียงในเชิงข้อกฎหมายอยู่ว่าเมื่อยื่นอภิปรายแล้วจะยุบสภาได้หรือไม่ “ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดว่า“ไม่ต้องการให้นายกฯใช้อำนาจในการยุบสภาหนีการตรวจสอบ”แม้ว่าจะถกกันว่ากฎหมายตีความอย่างไร ตนคิดว่าในเชิงความรับผิดรับชอบทางการเมือง หากนายกฯ ตัดสินใจยุบสภาก็ย่อมไม่ส่งผลดีต่อมุมมองของประชาชนที่มีต่อนายกฯ โดยเฉพาะในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึง”

ไม่ตอบขัดหลักการข้อตกลงMOA

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเงื่อนไขของพรรคประชาชน เรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราประกาศชัดเจนใน 3 เงื่อนไข ได้แก่ 1.หากนายกฯ ไม่ยุบสภาภายในวันที่ 31 ม.ค. 2569 ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือว่าขัดเงื่อนไข MOA 2.หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เสร็จสิ้นในวาระ 3 ภายในสิ้นปีนี้ เราจะยื่นอภิปราย 3.นอกเหนือจาก 2 เงื่อนไขข้างต้น หากมีการดำเนินนโยบายอะไรที่เราเห็นว่าสร้างความเสียหายให้ประชาชน เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ซึ่งเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของพรรคอื่นที่จะพิจารณายื่นอภิปรายตามมาตรา 151 ด้วยเงื่อนไขของตัวเอง แต่หากเป็นเช่นนั้น เราก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ของเราในสภา

เมื่อถามว่าหากยุบสภาในวันที่ 12ธ.ค.โดยที่รัฐธรรมนูญยังแก้ไขไม่เสร็จ จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยผิดข้อตกลงกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจน ว่า MOA ที่ลงนามกันไว้ มี 2 ประเด็นหลักคือ ต้องยุบสภาภายใน 31ม.ค.2569และการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหากไม่มี2คำถามในการทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งก็ถือว่าผิดเงื่อนไขMOA

ต่อข้อถามว่าสิ่งที่นายกฯพูด พยามยามส่งสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร แต่ตนขอย้ำจุดยืนเดิมว่าถ้ายุบสภา ก็เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงานหรือปิดกิจการเพื่อหนีการตรวจสอบ แต่ช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้ก็คงไม่ส่งผลดีแน่นอนต่อตัวนายกฯ เพราะนายอนุทินได้ประกาศไปแล้วว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว

ย้ำบทบาท’ปชน.’มีหน้าที่ตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่าเสียงโหวตในสภา พรรคประชาชนอาจต้องเลือกว่าจะเป็นฝ่ายค้ำรัฐธรรมนูญและฝ่ายค้ำรัฐบาลหรือไม่ เพราะนายกฯ ระบุว่า ไม่ได้กลัวการซักฟอก แต่กลัวเสียงโหวตในสภา นายพริษฐ์ กล่าวว่า เงื่อนไขและท่าทีของเราชัดเจนว่าการยื่นอภิปรายเป็นอย่างไร และเราชัดเจนมาตลอดว่าในการเซ็น MOA ตอนนั้น เราตั้งใจให้คนที่เป็นคู่สัญญาของเรา ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นใครก็ตามมาดำรงสถานะในรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อให้เราสามารถใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจควบคุมให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยรักษาสัญญาตามเงื่อนไข MOA การที่เราคงสถานะเป็นฝ่ายค้าน นอกจากจะสอดคล้องกับสิ่งที่เราประกาศมาโดยตลอดว่าเราจะเป็นฝ่ายค้านไปตลอดสภาชุดนี้ อีกส่วนก็เพื่อให้เราคงสถานะอิสระในการตรวจสอบรัฐบาล โดยใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบ เมื่อถามว่า หากชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะอภิปรายหรือไม่ ยื่นใคร ไม่ยื่นใคร ยื่นเมื่อไหร่ ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย เราก็เคารพสิทธิ์

‘จุลพันธ์’ดักคอห่วงอะไรหนีตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท. )ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งสัญญาณความพร้อมยุบสภา ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรค พท.พร้อมเลือกตั้งไม่ได้ติดขัดอะไร และการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยชอบ จะยุบเมื่อไหร่สามารถทำได้ แต่ยืนยันว่า กระบวนการในการยุบสภาหากมีการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วอำนาจไม่ได้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ท่านไม่สามารถดำเนินการได้เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนก่อนหน้าที่จะมีการเสนอญัตติ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาเป็นอำนาจโดยชอบ ไม่ต้องปรึกษาฝ่ายค้าน แต่กระบวนการเดินหน้ายื่นญัตติเป็นเรื่องของฝ่ายค้านเช่นเดียวกันที่ต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร

ไม่ให้ตรวจสอบรบ.’มีชนัก’หรือใม่

เมื่อถามถึง กรณีที่นายกฯบอกว่า หากอะไรที่ยังค้างอยู่ ทำไม่สำเร็จ เป็นเพราะมีการยื่นอภิปรายทำให้เกิดการยุบสภานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เข้าใจเพราะนายกฯได้เกริ่นว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถชนะได้ ในข้อเท็จจริง ไม่แน่ใจว่าวันที่ตั้งรัฐบาลไม่มีเครื่องคิดเลขหรือไม่ เขารู้อยู่แล้วว่าเสียงไม่พอที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก พวกผมชี้ประเด็นนี้ในสภาหลายครั้งว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ในการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเดินหน้าไม่ได้เกิดปัญหา แต่ท่านเลือกเดินทางนี้ จุดนี้พรรคพท.ย้ำเตือนหลายครั้ง คราวนี้กระบวนการในการทำMOAผู้คุมไม่ได้เกี่ยวและมีการพูดคุย ซึ่งพรรคประชาชนส่งสัญญาณมาแล้วว่าในกรณีที่รัฐบาลไม่ได้กระทำความผิดอะไรร้ายแรงก็จะไม่ยื่น ไม่ลงมติไม่ไว้วางใจ เช่นนี้แสดงว่ารัฐบาลมีชนักหรือไม่ ท่านห่วงพะวงว่า ได้กระทำที่ขัดต่อกฎหมาย กระทำที่เกิดความเสียหายกับประเทศหรือไม่ จึงกลัวว่า หากอภิปรายแล้วจะสามารถโน้มน้าวพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงมติได้ ถ้าไม่ได้ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว พวกผมหากอภิปรายแล้วไม่มีข้อมูล ไม่มีเนื้อหา สุดท้ายความเสียหายตกกับพวกผม แต่กระบวนการตรวจสอบต้องเกิด” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำถึง กรณีการส่งสัญญาณของรัฐบาลทำให้เข้าใจว่าหากยุบสภาเป็น เพราะพรรค พท. นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะต้องดูว่าความจริงใจตั้งแต่ต้นในการเข้าสู่กระบวนการร่วม MOA มีความจริงใจแค่ไหน มีเจตนาว่าจะเดินไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จอยู่แล้วหรือไม่ แล้วจะมาโยนเป็นภาระของฝ่ายค้าน ถ้าท่านไม่ได้กระทำผิดที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น การปัดเป่าคดี การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ การทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาชายแดน ถ้าไม่พลาดเลย พรรค พท.ไม่มีเรื่องให้ยื่นอภิปราย ฉะนั้น ให้มองตัวเอง สะท้อนไปที่ตนเอง พรรค พท.มีหน้าที่ในการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

ร่างญัตติซักฟอกไว้แล้ว-รอยื่นเมื่อไหร่

เมื่อถามว่า ข้อมูลการยื่นอภิปรายมีกี่เรื่อง เตรียมเนื้อหาถึงไหน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้เป็นเรื่องหลัก และเรื่องย่อยในบางเรื่องขอยังไม่เปิดเผย แต่ยังมีอีก ต่อข้อถามว่า ได้เตรียมร่างญัตติไว้แล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยิ้มรับและกล่าวว่า มีการร่างญัตติไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนจะยื่นเมื่อไหร่นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของพรรค พท.ซึ่งจะต้องหารือกัน เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค ที่จะถามว่า ขอเวลาที่เหมาะสมและกระบวนการในการเดินหน้าการอภิปรายจังหวะที่เหมาะสมคือเมื่อไหร่ ยังต้องหารือกันอยู่ เมื่อถามว่า ปัจจัยหลักคือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มีการมองว่ารัฐธรรมนูญคือตัวประกันหลัก ตรงนี้มองอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “ถูกครับ ใช้คำว่าตัวประกัน เพราะเห็นอาการได้ชัดมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลพยายามใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ไม่ให้มีกระบวนการในการยื่นอภิปราย แต่ผมถามหลักคิดนิดหนึ่ง ในกรณีพวกผมต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่าน หากรัฐบาลบอกว่าเช่นนั้นผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ อย่างแรกไม่สามารถยืนยันได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นประชาธิปไตยขึ้นหรือไม่ เพราะขณะนี้กระบวนการดำเนินการในชั้นกรรมาธิการ ยังถกกันอยู่”

‘ชลน่าน’ซัดใช้ร่างรธน.ตัวประกัน

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตัดสินใจเตรียมยุบสภาในวันที่สภาเปิดสมัยประชุม คือวันที่ 12 ธ.ค. ว่า เป็นการท้าทายและขู่ฝ่ายค้าน ที่เตรียมยื่นญัตติเพื่อขออภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีนัยส่งถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายกฯ บอกว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้ไปรับผิดชอบกันเอง อย่าโทษนายกฯ เท่ากับเอาร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน เมื่อถามถึงท่าทีพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องดังกล่าว ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จและต้องยื่นญัตติซักฟอกด้วยนพ.ชลน่าน กล่าวว่า การยื่นซักฟอก เพื่อตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญ ตามที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรัฐธรรม ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดีที่สุด เน้นการเป็นประชาธิปไตยภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ยึดติดฝ่ายใด หรือฝ่ายใดมาชี้นำ หรือครอบงำได้ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นทั้ง 2 ประเด็นนั้น พรรคเพื่อไทยอยากได้ทั้งคู่

หากแก้สูตรที่มากมธ.ยกร่างอาจยืด

“ขณะนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ เนื้อหาของการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากไม่สามารถไปสู่ความคาดหวังได้ โดยเฉพาะ ที่มาของกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่พบว่าเสียงข้างมากถูกครอบงำจากสีใดสีหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้การจัดทำรัฐธรรมนูญไม่สามารถได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดและดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ จึงเป็นความชอบธรรมที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระสองแล้วเสร็จ” นพ.ชลน่าน กล่าว

เมื่อถามว่า หากเนื้อหาพอรับได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า จะทบทวนเรื่องเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ หลังโหวตร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระสาม นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขณะนี้ กมธ.ฯพิจารณาเนื้อหาครบทุกมาตรา แต่ยังรอพิจารณาไว้ 16 มาตราซึ่งเป็นบทประกอบเท่านั้น แต่บทหลักผ่านไปแล้ว อย่างไรก็ตามในประเด็นที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ที่กำหนดที่มา จากการสมัครและมี 100คนรับรอง เหมือนจะเปิดให้มีส่วนร่วม แต่ประเด็นดังกล่าวจัดตั้งได้ ผ่านกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่มีสมาชิก ซึ่งสามารถกำหนดตัวได้มาตั้งแต่การสมัคร ส่วนสูตร 20 หยิบ 1 นั้นตอบได้ทันทีว่าจะทำให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเป็นของเสียงข้างมากของรัฐสภาสมัยหน้าแน่นอน เพราะสูตรดังกล่าวกำหนดให้เป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมืองเสียงข้างมาก

เมื่อถามว่า หากมีการทบทวนและแก้ไขตามประเด็นที่เสนอได้ จะพิจารณายืดเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นข้อพิจารณา เพราะพรรคเพื่อไทยมีวัตถุประสงค์อยากได้ทั้งสองอย่าง ไม่ผูกมัด แต่ไปด้วยกันได้

เปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’ซบพรรค

ที่พรรคเพื่อไทย จัดงานเปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่6 โดยวันนี้ได้เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ 8คนและผู้เสนอตัวสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3คน โดยมี นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายกอบ จ.สมุทรปราการ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ที่มาร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพราะมั่นใจว่าเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมืองและสมุทรปราการ พี่น้องก็ดี นักการเมืองท้องถิ่นและผู้สมัคร เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น ได้ชวน สมุทรปราการก้าวหน้ามาอยู่ด้วยหลายครั้ง วันนี้โอกาสดี ได้มีการมาร่วม ตัวแทนเป็นคนรุ่นใหม่ ผ่านประสบการณ์อย่างดี ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ปัญหาต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยเห็น ศึกษามายาวนาน มั่นใจอยู่เพื่อไทย สิ่งต่างๆ ถ้าเป็นรัฐบาล จะแก้ไขปัญหาในสมุทรปราการให้ดียิ่งขึ้น นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการเปิดตัววันนี้ ตนจะลงในเขต 1 นอกจากนี้ ยังมี ภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ ลูกชาย นายสงคราม ที่ลงสมัครครั้งนี้ แล ยังมี นายประชา ประสพดี ที่ลงสมัคร ส.ส.เขตด้วย ยังมีชื่อ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ลงสมัครบัญชีรายชื่อ

‘อนุทิน’ยินดีได้มาช่วยบ้านเมือง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย เปิดตัวบ้านใหญ่สมุทรปราการ “ตระกูลอัศวเหม” เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสส.ครั้งหน้าว่า ยินดีด้วยจะได้มาช่วยบ้านเมืองเมื่อถามว่าถือว่าเป็นการตัดขาดกันเลยหรือไม่ นายกฯ ยิ้มก่อนจะโบกมือและขึ้นรถ

‘ไทยก้าวใหม่’ เปิด15ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.

วันเดียวกัน ที่ชั้น 14 อาคารไอทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร พรรคไทยก้าวใหม่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค ร่วมเปิดตัว 15 ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมวกและสวมเสื้อแจ็กเก็ตพรรคไทยก้าวใหม่ให้กับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 15 คน ประกอบด้วย นายกัณฑ์ มนต์กันภัย,นางสาวกุลธิภัสร์ ธนวีรชุติวัฒน์,ดร.ณรงค์ พลมาตร์,ดร.ปภพพล เติมธีรกิจ,ดร.รัชพล พุทธรักษา ,นายภาวุฒิ จุณณานนท์ ,นายทรงวุฒิ จันทร์อำนวยโชค ,นางสาวทิพย์รัมภา วิธูชุลีโชติ ,นายธนกร บรรพศิริ,นางสาวเนตรสกาว ชาหอม,นางสาวจิดาภา วิไลวรางกูร ,ผศ.รุ่งโรจน์ สุวรรณสิชณน์,นายศุภพิพัฒน์ บัลนาลังก์ ,นางสาวอภิชชยา เทพโสธรและนายโชติพงศ์ สรรเสริญ พร้อมจะส่งลงครบทั้ง 33 เขต

ชูแก้มลิงเจ้าพระยาแก้น้ำท่วมแบบยั่งยืน

ทั้งนี้ นายสุชัชวีร์ แถลงนโยบายป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า วันนี้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมีพรรคการเมืองขออาสาพาประเทศไทยก้าวใหม่ ทุกวันนี้หนึ่งในปัญหาที่ทุกคนทุกข์มากที่สุดก็คือ ปัญหาน้ำท่วม ที่ถูกใช้เป็นประเด็นหาเสียงตั้งแต่ตนยังเด็ก แต่ยังไม่มีใครเสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นตอ พรรคไทยก้าวใหม่ ประกาศตัวว่ามีความพร้อมมีผู้เชี่ยวชาญที่มีใจแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับคนกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งปัญหาไปถึงลูกหลาน

โดยขอเสนอ 2 มาตรการ ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ซ้ำซากอย่างยั่งยืน มาตรการ แรก บรรเทาการบริหารจัดน้ำโดยพัฒนาต่อยอดแนวทางการพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน เราจะหานวัตกรรมหาสะดือกรวยทรายและผันน้ำไปเก็บไว้ที่ธนาคารน้ำใต้ดิน หน้าแล้งก็สามารถสูบน้ำกลับขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันน้ำเหนือไม่ให้ลงมาสู่ภาคกลาง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์ได้ในต่างประเทศ และนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ มาตรการที่สองจะให้แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ โดยโครงการ“แก้มลิงเจ้าพระยา“ เพื่อบริหารจัดการน้ำทะเลหนุน ซึ่งเป็นนโยบายเรือของพรรคไทยก้าวใหม่ที่จะขออาสาเข้าไปผลักดัน เป็นความร่วมมือวิศวกรระดับท็อปของไทยและของโลก เพราะไม่เช่นนั้นกรุงเทพมหานครจมทะเลแน่นอน

จับตา 23 พ.ย.‘ชาติไทยพัฒนา’แถลงอนาคตพรรค หลังสะพัดรวม‘ภูมิใจไทย’

จับตา 23 พ.ย.‘ชาติไทยพัฒนา’แถลงอนาคตพรรค หลังสะพัดรวม‘ภูมิใจไทย’

จับตา 23 พ.ย.‘ชาติไทยพัฒนา’แถลงอนาคตพรรค หลังสะพัดรวม‘ภูมิใจไทย’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.05 น.

จับตา 23 พ.ย.‘ชาติไทยพัฒนา’แถลงอนาคตพรรค หลังสะพัดรวม‘ภูมิใจไทย’

21 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.30 น. นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จะแถลงข่าวหัวข้อ “อนาคตพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)” ณ ที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา

สืบเนื่องจากนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ชทพ. อ้างว่าพรรค ชทพ. จะยกไปรวมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขณะที่ภายในพรรค ชทพ. ยังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัด‘ชาติไทยพัฒนา’เสียงแตก อยู่หรือรวม‘ภูมิใจไทย’ จับตา 23 พ.ย.ชัดเจน)

‘ชลธิชา’อัด’รมว.ยุติธรรม’ไร้เดียงสา ชี้’ระบบสมเด็จ’ในเรือนจำมีมานานแล้ว

'ชลธิชา'อัด'รมว.ยุติธรรม'ไร้เดียงสา ชี้'ระบบสมเด็จ'ในเรือนจำมีมานานแล้ว

‘ชลธิชา’อัด’รมว.ยุติธรรม’ไร้เดียงสา ชี้’ระบบสมเด็จ’ในเรือนจำมีมานานแล้ว

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.47 น.

‘ชลธิชา’ซัดผิดหวัง’รมว.ยุติธรรม’ไร้เดียงสา หลังให้สัมภาษณ์ปมนักโทษจีนเทาใช้คุกไทยเป็นที่บำเรอกามเพิ่งเคยเจอ ชี้’ระบบสมเด็จ’ในเรือนจำมีมานานแล้ว 

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2568 น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ดิฉันผิดหวังอย่างยิ่งกับ “ความไร้เดียงสา” ของ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” ที่ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีนภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า “ตั้งแต่รับราชการมาจนเกษียณอายุราชการ เพิ่งเคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้”

ดิฉันก็พยายามจะเห็นใจท่านว่าเพิ่งจะมาเป็นรัฐมนตรีวินาทีสุดท้ายของครม.อนุทิน ท่านอาจจะไม่ได้ทันตั้งตัวว่าเก้าอี้นี้จะหล่นมาใส่ท่าน หรือแม้ว่าท่านอาจจะเป็นรัฐมนตรีในระยะเวลาอันสั้น แต่ตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีกรมราชทัณฑ์อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ท่านจำเป็นต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพื่อเรียนรู้งานในความรับผิดชอบของท่านทั้งหมด ซึ่งต้องรวมถึงงานราชทัณฑ์ ซึ่งถือเป็นปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรมด้วย และระบบสมเด็จภายในเรือนจำถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและโลกโซเชียลมาโดยตลอด ถ้าท่านทำการบ้านอย่างลึกซึ้ง ท่านจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าระบบนี้เป็นปัญหามานานแล้ว

การให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาสองเดือนในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานยุติธรรมทุกส่วนใต้การบังคับบัญชาของท่านอย่างแท้จริง ดิฉันอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าท่านใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาเพื่อทำอะไรอยู่กันแน่ ดิฉันเองก็ไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่า ท่านมานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเพราะเป็นเด็กในสังกัดของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เพื่อคั่นเวลาเคลียร์คดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ท่านจึงควรต้องพิสูจน์ตัวเองว่าท่านมีความเหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีนี้ ผ่านการทำงานหนักและผลงานที่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ สิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งคือ ท่านรับรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เพิ่งจะออกมาแสดงความตกใจกับเหตุการณ์ และแสดงท่าทีอยากจะรื้อระบบคุกใหม่ทั้งประเทศอีก มันไม่ช้าไปหน่อยหรือ? สำหรับเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบกรมราชทัณฑ์โดยตรง

แม้ดิฉันจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของเรือนจำ แต่ดิฉันคาดหวังว่าจะได้เห็นแนวทางนโยบายที่เป็นรูปธรรมของท่านรัฐมนตรีมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่แสดงความตกใจหลังจากผ่านเหตุการณ์มาเกือบสัปดาห์ แล้วรับปากแบบส่งๆต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ไม่มีแผนปฏิรูปที่ชัดเจนว่าท่านจะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขัง หรือที่เรียกกันว่า “ระบบสมเด็จ” ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นกับกรณีผู้ต้องขังจีนเทานี้เป็นกรณีแรก แต่ระบบสมเด็จเป็นปัญหาของระบบราชทัณฑ์ไทยที่มีมาอย่างยาวนานและผู้ต้องขังที่เป็นสมเด็จในเรือนจำก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวต่างชาติเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ต้องขังคนไทย หรือสัญชาติใดๆก็แล้วแต่ ที่มีเงิน มีอิทธิพล มีอำนาจเหนือกว่าผู้ต้องขังคนอื่นในเรือนจำ โดยมักจะคอยควบคุมความเป็นอยู่ภายในเรือนจำตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย จนอาจไปถึงระดับของการทุจริตอำนวยความสะดวก(ทุจริต) เช่น เรื่องอาหารการกิน ยารักษาโรค และจากที่ดิฉันเคยรับทราบข้อมูลมา อาจไปไกลกว่านั้นจนถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่ เพื่อให้จัดหาและนำสิ่งของอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จากภายนอกเข้าไปยังเรือนจำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ตนเองและพวกพ้องผู้ต้องขัง ซึ่งต้องจ่ายแพงกว่าที่ขายกันในท้องตลาดหลายเท่าตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเรือนจำและความล้มเหลวในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือ เราจะเห็นว่า เวลาเกิดเรื่องฉาวขึ้นในเรือนจำ กระทรวงก็จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่เรื่อยไป แต่คำถามของดิฉันคือ คนไทยจะสามารถไว้วางใจการ “ตรวจสอบกันเอง” ของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ได้หรือไม่ เพราะการตรวจสอบพวกพ้องกันเอง จึงไม่แปลกที่เวลาเกิดเรื่องฉาวทีไร ก็ไม่สามารถลบคำครหาของประชาชนได้ ดังนั้น ด้วยความปรารถนาดีค่ะ หากกระทรวงยุติธรรมต้องการแสดงความจริงใจอย่างแท้จริง ท่านต้องเปิดให้มีกลไกการตรวจสอบที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมด้วย เพื่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

ดิฉันเห็นว่า เมื่อเกิดกรณีฉาวเช่นนี้ขึ้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแล้ว คงไม่มีความจำเป็นที่กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม จะปิดตาข้างเดียวทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีกต่อไป ดิฉันหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะเอาจริงเอาจังกับการปราบระบบสมเด็จให้หมดไปจากระบบราชทัณฑ์ในยุคสมัยของท่าน อย่างน้อยท่านจะได้มีผลงานสักหนึ่งชิ้นก่อนสิ้นสุดบทบาทรัฐมนตรี จะได้ยุติข้อครหาว่าท่านเป็นรัฐมนตรีแค่คั่นเวลา และหากท่านจะเอาจริงกับเรื่องนี้ ดิฉันก็พร้อมจะสนับสนุนค่ะ”

‘อนุทิน’หัวเสียชี้หน้าการ์ด หลังพยายามไล่ 2 คุณยายพ้นทางเดิน’นายกฯ’ (คลิป)

'อนุทิน'หัวเสียชี้หน้าการ์ด หลังพยายามไล่ 2 คุณยายพ้นทางเดิน'นายกฯ' (คลิป)

‘อนุทิน’หัวเสียชี้หน้าการ์ด หลังพยายามไล่ 2 คุณยายพ้นทางเดิน’นายกฯ’ (คลิป)

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.40 น.

เมื่อเวลา 14.50 น วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) ของโรงพยาบาลพิจิตร ซึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,530 ตารางเมตร งบประมาณ 188,620,000 บาท เป็นการผลักดันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ในสมัยที่ดำรงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกันนี้ ยังได้มอบโล่แก่ผู้บริจาค พร้อมเยี่ยมชมหน่วยบริการต่างๆ และส่งมอบรถพยาบาล 14 คัน ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ด้วย

หลังจากนั้นได้เดินทางไปที่สวนสาธารณะบึงสีไฟ อ.เมือง จ.พิจิตร นายอนุทิน ได้เดินชมร้านค้าที่มาเปิดบูธอาหารภายในบึงสีไฟ กว่า 200 ร้าน ซึ่งน่าสังเกตุว่าทุกร้าน เป็นร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง โดยนายอนุทิน เดินเยี่ยมชมและชิมอาหารที่นำมาขายอย่างอารมณ์ดี โดยนายกฯ เดินกินขนมถังแตก และน้ำลำไย พร้อมทั้งเหมาไอศกรีมที่จำหน่ายภายในงาน ให้เด็กๆ ที่มาร่วมงานได้กินฟรีอีกด้วย

โดย นายอนุทิน อารมณ์ดีได้เพียงครู่เดียว เนื่องจากในระหว่างที่เดินทางไปเป็นประธานในกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี นั้น ได้มีการ์ดที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย พยายามจะนำตัวคุณยาย 2 คน ที่นั่งอยู่ที่พื้น และขวางทางเดินของนายอนุทิน ออก ทำให้นายอนุทิน ถึงกับยกมือห้ามบอก “ไม่ ไม่ ไม่” แต่การ์ดไม่หยุด จนนายกฯ ต้องร้องอุทานคำว่า “เฮ้ย” พร้อมกับชี้หน้าการ์ดด้วยความโมโห

จากนั้น นายกฯ ได้ยกมือไหว้คุณยายทั้งสอง พร้อมทั้งเดินไปเรียกการ์ดมาว่ากล่าวตักเตือน แล้วไปทำพิธีลอยกระทงดอกไม้ถวายอาลัย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตรกำหนดจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อไป

โดย นายกฯ ได้กล่าวทักทายกับประชาชนจำนวนกว่า 2,000 คน ที่มาร่วมงานว่า เป็นโชคดีของ จ.พิจิตร ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึง 3 คน ที่เข้มแข็ง มาจากกลุ่มเดียวกัน พรรคเดียวกัน ทำให้ไม่ขัดแข้งขัดขากัน และสามารถนำความเจริญมาสู่ จ.พิจิตร ได้อย่างทั่วถึง

– 006

นายกฯเป็น ปธ.เปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี

นายกฯเป็น ปธ.เปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี

นายกฯเป็น ปธ.เปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.08 น.

นายกฯเป็นประธานเปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดพิจิตร

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวพิจิตรร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้ทักทายผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าที่มาตั้งร้านภายในบริเวณนั้น พร้อมพูดคุยถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งกำลังเป็นกระแสและได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการ

โดยนายกรัฐมนตรีสอบถามด้วยความเป็นกันเองว่า “ค้าขายดีไหม วันนี้ขายได้กี่บาท” ระหว่างเดินชมร้านค้า นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับผู้ประกอบการร้านไอศกรีม และอุดหนุนไอศกรีมหลายแท่ง และยังถ่ายรูปกับผู้ประกอบการอย่างเป็นกันเอง สร้างรอยยิ้มและความประทับใจกับร้านค้าในบริเวณดังกล่าว และยังได้ชวนนักเรียนที่อยู่ภายในงานให้ไปเลือกไอศกรีมมารับประทาน พร้อมอุดหนุนขนมถังทองจากแม่ค้าเพื่อนำมาแจกผู้ติดตามที่ร่วมลงพื้นที่

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้พบปะพูดคุยกับน้องๆ เยาวชนจากโรงเรียนบางลายพิทยาคม ที่นำรูปวาดมาแสดงให้นายกรัฐมนตรีได้รับชม และได้เซ็นลายเซ็นบนรูปภาพวาดของตนเอง จากนั้นเดินทางต่อไปยังบริเวณสถานที่จัดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อถึงบริเวณเปิดงาน นายกรัฐมนตรี ได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ยืนตรงสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 นาที จากนั้น นายกรัฐมนตรีลอยกระทงดอกไม้ถวายความอาลัย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ดีใจและเป็นเกียรติมากที่ได้มาอยู่ท่ามกลางพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพิจิตร ในโอกาสที่ทุกท่านได้พร้อมใจกันมาร่วมจัดกิจกรรมชาวพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การที่ทุกท่านมารวมพลังกันในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของคนพิจิตรอย่างแท้จริง หัวใจที่เข้มแข็งอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยไปความสมัครสมานสามัคคีเป็นภาพที่งดงาม และเปี่ยมด้วยความหมาย แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความจงรักภักดี ความกตัญญู และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพิจิตรที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“รัฐบาลจะน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริมาเป็นหลักในการบริหารประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีปรองดอง และการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป”

โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ได้ร่วมกับประชาชนชาวพิจิตรพูดถึงศักยภาพและจุดแข็งของพิจิตร ที่จะก่อให้เกิดโอกาสอย่างมากมายให้กับชาววิจิตร พิจิตรเป็นเมืองเกษตรคุณภาพของประเทศไทย ผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เกษตรกรพิจิตรเป็นคนขยัน อดทน มีฝีมือ และมีภูมิปัญญาที่น่าภาคภูมิใจ สิ่งเหล่านี้คือทุนอันล้ำค่าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด พิจิตรคือเมืองแห่งสายน้ำ และระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ “บึงสีไฟคือหัวใจของจังหวัดพิจิตร” ซึ่งไม่เพียงเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นศูนย์รวมของวิถีชีวิต วัฒนธรรมอันสวยงามของพี่น้องชาวจังหวัดพิจิตรทุกคน นอกจากนี้ พิจิตรคือเมืองของผู้คนที่มีหัวใจงดงาม ความมีน้ำใจ มีรอยยิ้ม มีมิตรไมตรีแก่คนต่างถิ่นที่เข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งคือจุดแข็งที่หาไม่ได้ง่ายๆ และเป็นเหตุผลให้จังหวัดพิจิตรเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ มีโอกาสต่างๆ อีกมากมากมาย จังหวัดพิจิตรเป็นศูนย์กลางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร การท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องยกระดับให้ผู้คนทั้งหลายทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักจังหวัดพิจิตร จังหวัดพิจิตรมีทุกอย่างที่สวยงาม การศึกษา การสาธารณสุข และการสร้างโอกาส เพื่อให้พิจิตรไม่ใช่เพียง “เมืองที่เข้มแข็ง”แต่ยังเป็น “เมืองที่เติบโต…แบบยั่งยืน”

“จะต้องทำให้จังหวัดพิจิตร เป็นทั้งศูนย์กลางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร การเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งเราต้องยกระดับให้ผู้คนทั้งหลายทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักจังหวัดพิจิตร และจังหวัดพิจิตรต้องไม่ใช่เป็นเมืองผ่านอีกต่อไป”

ช่วงนี้ ทุกพื้นที่มีความเศร้าโศกเสียใจแต่เราจะไม่ให้ความเสียใจนั้น มาบั่นทอนกำลังใจหรือว่าเป็นอุปสรรค แต่ตรงกันข้ามเราจะน้อมนำพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีให้กับพวกเราให้กับประเทศไทยมาตลอดระยะเวลามากกว่า 70 ปี ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันประกอบคุณงามความดี ตามแนวทางพระราชดำริต่าง ๆ นำมาต่อยอดแล้วก็สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับจังหวัดพิจิตรให้มีความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทย

สุดท้ายนี้ ขอให้พลังอันยิ่งใหญ่ของพี่น้องชาวจังหวัดพิจิตร ความดีงามที่พี่น้องชาวพิจิตรได้ร่วมกันประกอบมาโดยตลอดชีวิต จงเป็นเหมือนพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเพื่อนให้พี่น้องชาวจังหวัดพิจิตรทุกคนมีกำลังใจในการขับเคลื่อนจังหวัดพิจิตรและประเทศไทยให้เข้มแข็งยั่งยืนตลอดไป จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมบรรเลงดนตรีเพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น กับวงออร์เคสตรามหาวิทยาลัยนเรศวร

– 006