สะพัด‘ชาติไทยพัฒนา’เสียงแตก อยู่หรือรวม‘ภูมิใจไทย’ จับตา 23 พ.ย.ชัดเจน

สะพัด‘ชาติไทยพัฒนา’เสียงแตก อยู่หรือรวม‘ภูมิใจไทย’ จับตา 23 พ.ย.ชัดเจน

สะพัด‘ชาติไทยพัฒนา’เสียงแตก อยู่หรือรวม‘ภูมิใจไทย’ จับตา 23 พ.ย.ชัดเจน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.33 น.

สะพัด‘ชาติไทยพัฒนา’เสียงแตก อยู่หรือรวม‘ภูมิใจไทย’ จับตา 23 พ.ย.ชัดเจน

21 พฤศจิกายน 2568 แหล่งข่าวจากพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) แจ้งว่า จากกรณีนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ชทพ. อ้างว่าพรรค ชทพ. จะยกไปรวมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ความจริงในเรื่องทางพรรค ชทพ. ยังไม่มีความชัดเจนถึงขนาดที่นายอนุชา ออกมากล่าว อีกทั้งเกิดความกังขาว่านายอนุชา พูดเช่นนี้เพราะต้องการบีบพรรคให้ไปอยู่กับพรรค ภท. หรือไม่ เพราะและที่จริงแล้วตัวนายอนุชา และกลุ่มก็เป็นที่รู้กันว่าเตรียมเปิดตัวกับพรรค ภท. อยู่แล้ว    

ขณะที่สถานการณ์ในพรรค ชทพ. ขณะนี้เสียงยังแตกเป็น 2 ฝ่ายว่าจะไปรวมกับพรรค ภท. หรืออยู่เป็นพรรคเล็กกันต่อไป โดยส่วนใหญ่เกิดคำถามว่าหากไปรวมแล้ว ตัวนายวราวุธ ศิลปอาชา ก็เป็นถึงหัวหน้าพรรค ชทพ. จะไปอยู่จุดไหนของพรรค ภท. รวมถึงกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคคนอื่นๆด้วย ซึ่ง “บ้านใหญ่” บางกลุ่มมองว่าเป็นพรรคเล็กของเราต่อไป ไม่จำเป็นต้องไปรวมกับใครก็ได้ ซึ่งขณะนี้ทางพรรคน่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 23 พ.ย.68

ทั้งนี้ปัจจุบันพรรคชาติไทยพัฒนามี สส. 10 คน ประกอบด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค สส.บัญชีรายชื่อ

สส.สุพรรณบุรี 5 คน ได้แก่ นายประภัตร โพธสุธน ,นายณัฐวุุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ,นายสรชัด สุจิตต์ , นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ,นายนพดล มาตรศรี

สส.นครปฐม 3 คน ได้แก่นายอนุชา สะสมทรัพย์ ,นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ และนายศุภโชต ศรีสุขจร

สส.ร้อยเอ็ด 1 คนคือ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ

ชำแหละ 9 สถานการณ์ที่ฝ่ายค้าน‘เดินเกมผิดจังหวะ’ กับ 4 มิติ‘อนุทิน’ท้ายุบสภา 12 ธ.ค.

ชำแหละ 9 สถานการณ์ที่ฝ่ายค้าน‘เดินเกมผิดจังหวะ’ กับ 4 มิติ‘อนุทิน’ท้ายุบสภา 12 ธ.ค.

ชำแหละ 9 สถานการณ์ที่ฝ่ายค้าน‘เดินเกมผิดจังหวะ’ กับ 4 มิติ‘อนุทิน’ท้ายุบสภา 12 ธ.ค.

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.48 น.

ชำแหละ 9 สถานการณ์ที่ฝ่ายค้าน‘เดินเกมผิดจังหวะ’ กับ 4 มิติ‘อนุทิน’ท้ายุบสภา 12 ธ.ค.

21 พฤศจิกายน 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “9 สถานการณ์ที่ฝ่ายค้านกำลัง “เดินเกมผิดจังหวะ” เล่นเกมที่ตนเองคิดว่าชนะแต่สุดท้ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” ระบุว่า…

9 สถานการณ์ที่ฝ่ายค้านกำลัง “เดินเกมผิดจังหวะ”

“เล่นเกมที่ตนเองคิดว่าชนะแต่สุดท้ายแพ้ทางยุทธศาสตร์”

ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในเร็วๆ นี้ โดยฝ่ายค้านให้เหตุผลว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมและไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม นายกฯ อนุทินยืนยันว่าหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะยุบสภาทันที ไม่รอให้ถึงกำหนดเดิมสิ้นเดือนมกราคม 2569 โดยระบุพร้อมยุบสภาได้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568

นี่คือกรณีการเมืองระดับ “เชิงยุทธศาสตร์” ที่ซ่อนเกมซ้อนเกมอยู่หลายชั้นกว่าที่เห็นบนหน้าข่าว ถ้าสวมหมวกนักรัฐศาสตร์มองภาพนี้ จะเห็น 4 มิติสำคัญ: อำนาจ, กติกา, การคุม narrative และจังหวะทางยุทธศาสตร์เลือกตั้ง

ขอวิเคราะห์ให้เห็นโครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดแบบลึกแต่เล่าให้อ่านง่าย

1. ทำไมอนุทิน “ท้า…พร้อมยุบสภา 12 ธ.ค.” ทั้งที่เคยประกาศ 31 ม.ค.?

นี่ไม่ใช่ความหุนหันพลันแล่น แต่เป็นการ ตัดเกมฝ่ายค้าน และ คุมจังหวะเลือกตั้ง ในคราวเดียว

ฝ่ายค้านยื่น ม.151 = อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบมีมติ

รัฐบาลเสียงข้างน้อย = แพ้แน่นอน

2. ดังนั้นฝ่ายค้านตั้งใจ “บีบ” ให้อนุทินต้องรับการซักฟอกทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะล้ม เพราะฉากที่ฝ่ายค้านรุกกลางสภาจะสร้างความเสียหายทางภาพลักษณ์ต่อรัฐบาลสูงมาก

อนุทินจึงกลับเกมด้วยการประกาศว่า:

“ถ้ายื่น ม.151 เมื่อไหร่ ผมยุบสภาเมื่อนั้น”

มันคือการทำลายเวทีที่ฝ่ายค้านต้องการสร้าง

เหมือนนักมวยที่รู้ว่าขึ้นชกแล้วแพ้ เลยถอดนวมทิ้งบนเวทีทันที

จังหวะวันที่ 12 ธ.ค. เป็นสัญลักษณ์ว่า:

ฝ่ายค้านจะใช้สภาเป็นเวทีล้มรัฐบาล?

→ ผมยุบก่อน คุณยิงใส่ผมไม่ได้

รัฐบาลเสียงน้อยจะรอให้ถูกประณามในสภา?

→ ไม่มีวัน

3. นี่คือการยึดพื้นที่นำเกมกลับมาไว้มือรัฐบาลทันที

ฝ่ายค้านอยากวาดภาพว่า:

→ “รัฐบาลกลัวการตรวจสอบ จึงหนียุบสภา”

รัฐบาลอยากวาดภาพว่า:

→ “ฝ่ายค้านทำให้ประเทศเสียโอกาส ผมยุบเพื่อให้ประชาชนตัดสินเอง”

นี่คือ สงครามตีความกฎหมายเพื่อคุมความชอบธรรม ไม่ใช่แค่เรื่องตัวบท

4. ทำไมอนุทินพูดชัดว่า “ต่อให้ตอบดีแค่ไหนก็แพ้”?

นี่คือการกำหนดกรอบการรับรู้ของประชาชนให้เข้าใจว่า:

“การแพ้ในสภา = ไม่ใช่เพราะบริหารล้มเหลว แต่เป็นเพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตามโครงสร้าง”

เพื่ออะไร?

เพื่อป้องกันการตีความว่า แพ้เพราะถูกเปิดโปง

และเปลี่ยนเรื่องเล่าเป็นว่า แพ้เพราะคณิตศาสตร์ทางการเมือง

5. ผลลัพธ์คือ:

• ปิดทางการโจมตีเชิง moral blame

• ลดความเสียหายภาพลักษณ์

• เบี่ยงจากสนาม “เนื้อหาอภิปราย” ไปสู่สนาม “โครงสร้างเสียง”

นี่คือการจัดกรอบให้ผู้ชมเห็นการเมืองผ่านเลนส์ที่รัฐบาลต้องการ

6. ทำไมอนุทิน “พูดยืดยาวเรื่องภูมิรัฐศาสตร์–เรดาร์โลก–SDGs”?

แล้วมันสัมพันธ์กับเกมยุบสภายังไง?

นี่ไม่ใช่การพูดลอยๆ แต่เป็นการวาด “ภาพใหญ่ของผลงานและภารกิจ” ก่อนเข้าฤดูเลือกตั้ง

สัญญาณสำคัญ:

• ใช้ความสัมพันธ์ต่างประเทศเป็น “ใบสมัครนายกฯ สมัยหน้า” เขาพยายาม frame ว่าเขาเป็นผู้นำที่พาประเทศ “กลับเข้าจอเรดาร์โลก”

• เปิดเรื่องเล่า ว่าไทยกำลังอยู่ในจังหวะเปลี่ยนผ่านโลก

→ ต้องการผู้นำที่ทำงานบนเวทีโลกได้

→ ซึ่งเขาเสนอว่า “เขา” คือคนคนนั้น

• ปูฐานความชอบธรรมสำหรับการยุบสภาเร็ว

เพราะสามารถอธิบายว่า “ผมทำงานนอกประเทศจนได้โอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ ถ้าให้มาตามเกมการเมืองในสภา ประเทศเสียประโยชน์”

นี่คือการเอานโยบายต่างประเทศมาสร้างความชอบธรรมทางการเมืองล่วงหน้า

7. เกมลึก: ทำไมอนุทินอยากยุบไวกว่าเดิม?

สามเหตุผลใหญ่

• การยุบก่อน ม.151 จะ “ตัดกรรม” พรรคฝ่ายค้าน

เพราะฝ่ายค้านหวังสร้างความเสียหายจากการซักฟอก

แต่ถ้ายุบก่อน → ฝ่ายค้านเสียเวที รบไม่มีสนาม

• จังหวะ 12 ธ.ค. ทำให้พรรคตัวเองได้ “วิ่งก่อน”

การเลือกตั้งคือเกมจังหวะ ใครเปิดก่อน คนนั้นคุม agenda ช่วงต้น

• รัฐบาลเสียงส่วนน้อยอยู่ยาวคือความเสี่ยง

อยู่ทุกวันมีค่าใช้จ่ายทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

การปิดเกมไว้เร็วที่สุดคือวิธีลดต้นทุน

8. เรื่องนี้บอกเราว่า:

• การเมืองไทยเปลี่ยนจาก “ศึกนโยบาย” เป็น “ศึกจังหวะ”

• สภาถูกใช้เป็นสถานที่สร้าง “เรื่องเล่า”มากกว่าเป็นที่แก้ปัญหา

• นายกฯ เข้าใจว่าความชอบธรรมในยุคนี้ไม่ได้เกิดจากเสียงในสภา แต่เกิดจาก

– ท่าทีในเวทีโลก

– ความรู้สึกว่า “ผู้นำทำงาน”

– ความเร็วในการตัดสินใจ

นั่นคือเหตุผลที่อนุทินย้ำภาพว่าเขาเป็นนายกฯ ที่ “ไทยกลับเข้าเรดาร์โลก” และ “ทุกประเทศอยากคุย”

เพราะนี่คือทุนทางการเมืองที่ฝ่ายค้านสามารถซักฟอกได้ยากที่สุด

9. สรุป

การท้าฝ่ายค้านของอนุทินไม่ใช่ความดื้อ แต่เป็นยุทธศาสตร์ตัดเกม

ยุบเร็ว = แย่งจังหวะ

โยนเกมกลับไปให้ประชาชน = ตัดเวทีซักฟอก

วาดภาพผู้นำบนเวทีโลก = ใบสมัครเลือกตั้ง

ฝ่ายค้านได้เสียงทางคุณธรรม

ฝ่ายรัฐบาลได้จังหวะทางยุทธศาสตร์

นี่คือการเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนจาก “เกมในสภา” ไปเป็น “เกม ความชอบธรรมในสายตาประชาชนทั้งประเทศ”

นายกฯเป็นประธานเปิดอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร

นายกฯเป็นประธานเปิดอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร

นายกฯเป็นประธานเปิดอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

นายกฯเป็นประธานเปิดอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร รองรับการขยายบริการด้านสาธารณสุข และร่วมพิธีส่งมอบ-ปล่อยขบวนรถพยาบาล 14 คันให้กับ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.พิจิตร

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดอาคารผู้ป่วยนอก ทันตกรรม และพยาธิวิทยา (อาคารผู้ป่วยนอก หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธีเปิดโดยพร้อมเพรียง

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงบริเวณโรงพยาบาลพิจิตร ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นไปยังที่อาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าประจำแท่นเปิดป้ายทำพิธี โดยกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายชื่ออาคารผู้ป่วยนอก พร้อมมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้บริจาคเงินสนับสนุนอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) โรงพยาบาลพิจิตร จำนวน 3 ราย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี พบปะมวลชน อสม.บริเวณห้องโถง จำนวนกว่า 1,200 คน รวมทั้งรับมอบช่อดอกไม้จากผู้แทนข้าราชการสาธารณสุข ที่มารอต้อนรับ ซึ่งเป็นข้าราชการที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งในสมัยที่นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับผู้ป่วยที่มารอต้อนรับนายกรัฐมนตรี ได้รับฟังถึงการรักษาจากแพทย์ผู้รักษาและกล่าวคำว่า “ขอให้หายไว ๆ”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินออกมาบริเวณอาคารอุบัติเหตุ บำบัดโรค และพักคนไข้ เพื่อร่วมพิธีส่งมอบรถพยาบาลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร พร้อมร่วมปล่อยแถวรถพยาบาล จำนวน 14 คัน

สำหรับอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่) ได้รับการจัดสรรงบลงทุนปีงบประมาณ 2566 จากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก ทันตกรรม และพยาธิวิทยาคลินิก 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,530 ตารางเมตร โดยแต่ละชั้นของอาคารกำหนดให้บริการดังนี้ ชั้น 1 งานพยาธิวิทยาคลินิก และ OPD ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 งานจุลชีววิทยาและเพาะเชื้อแบคทีเรีย ชั้น 3 งานทันตกรรม/ศูนย์ตรวจสุขภาพ/Premium Clinic/I-Claim และให้บริการนอกเวลาโดยคลินิกพิเศษเฉพาะทาง SMC ชั้น 4 OPD หู คอ จมูก ตา และคลินิกเฉพาะทางอายุรกรรม ชั้น 5 OPD สูตินรีเวชกรรม และ OPD กุมารเวชกรรม

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังโครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมืองพิจิตร เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

– 006

คุก 3 ปี’แก๊งหมิ่นสถาบัน’ กล่าวโจมตีสถาบันหน้าสถานทูตเยอรมนี ปี’64

คุก 3 ปี'แก๊งหมิ่นสถาบัน' กล่าวโจมตีสถาบันหน้าสถานทูตเยอรมนี ปี'64

คุก 3 ปี’แก๊งหมิ่นสถาบัน’ กล่าวโจมตีสถาบันหน้าสถานทูตเยอรมนี ปี’64

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.15 น.

ศาลสั่งจำคุกแก๊งดูหมิ่นสถาบัน คนละ 3 ปี กล่าวโจมตีสถาบันหน้าสถานทูตเยอรมนี ปี’64 ลดโทษเหลือคุกคนละ 2 ปี รอการลงโทษ 1 คน อีก 2 คนไม่รอการลงโทษ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน ที่หมายเลขดำ อ.2204/2567 ที่พนักงานอัยการ คดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ฟ้อง นายชาติชาย , นายณวรรษ และ น.ส.ฉัตรรพี ทั้งหมดขอสงวนนามสกุล เป็นจำเลยที่ 1 – 3 ตามลำดับความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฯลฯ

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 จำเลยทั้งสามร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างการชุมนุมสาธารณะที่บริเวณหน้าสถานทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือ จำเลยทั้งสามทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้เข้าร่วมชุมนุมกล่าวปราศรัยแก่ผู้ร่วมชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตฯ โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่กล่าวปราศรัยแก่ผู้ที่มาร่วมชุมนุม ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และแจ้งความประสงค์ในการชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือต่อสถานทูตฯ รวมทั้งจะมีการอ่านคำแถลงการณ์ให้ที่ชุมนุมทราบ พร้อมทั้งกล่าวในที่ชุมนุมวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของประเทศในปัจจุบัน ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่อ่านคำแถลงการณ์ฉบับภาษาไทยที่จัดเตรียมมาให้ประชาชนที่ร่วมชุมนุมฟัง ต่อมาจำเลยที่ 3 กับพวกอีก 2 คน เป็นตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตฯ เมื่อกลับออกมาจำเลยที่ 3 ได้ชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่าได้ยื่นหนังสือแล้วและขอบคุณผู้เข้าร่วมชุมนุม

พวกจำเลยให้กาปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้ว เห็นว่า คำแถลงการณ์ในการชุมนุมเป็นการกล่าวยืนยันว่าประเทศไทยปกครองในระบอบกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีลักษณะเป็นการกล่าวข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ทำให้ประชาชนที่หลงเชื่อเข้าใจไปได้ว่า ในรัชกาลปัจจุบันอำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชนชาวไทยอีกต่อไป และเป็นการแฝงการตำหนิติเตียนพระมหากษัตริย์ ทั้งเป็นคำกล่าวเฉพาะเจาะจงว่าไม่ได้กล่าวถึงบุคคลอื่นหรือประเด็นอื่นนอกเหนือจากอำนาจการปกครองของพระมหากษัตริย์ที่มีเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม “ทะลุฟ้า-Thalufah” และข้อความโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นเจตนาในคำแถลงการณ์ได้อย่างแจ้งชัดว่าเป็นการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะมีการอ่านคำแถลงการณ์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้อ่านคำแถลงการณ์ จำเลยที่ 3 เดินเข้าไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตเยอรมนีซึ่งเชื่อได้ว่าเอกสารหนังสือดังกล่าวเป็นคำแถลงการณ์ มีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำและเป็นการยอมรับผลการกระทำซึ่งสามารถเล็งเห็นผลได้ว่าถ้อยคำแถลงการณ์ดังกล่าวจะถูกเผยแพร่และส่งมอบให้กับบุคคลที่สาม เห็นได้ชัดเจนว่าคำแถลงการณ์เป็นคำกล่าวที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ว่ากล่าวถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 และเป็นคำหมิ่นประมาทน่าจะทำให้พระมหากษัตริย์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังจากเหตุต่างๆ ที่ระบุไว้ในคำแถลงการณ์ จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามที่โจทก์ฟ้อง

สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 นั้น ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่า การนัดหมายรวมตัวมาชุมนุมและการชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ และผู้ร่วมชุมนุมให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจทั้งหลังจบการชุมนุมจำเลยทั้งสามก็ไม่ได้มีการแจ้งให้ผู้ใดไปกระทำการใดต่อไป หรือมีการนัดหมายใดๆ เพิ่มเติมอีก กลุ่มผู้ชุมนุมแยกย้ายโดยไม่มีการข่มขู่ว่าจะใช้กำลั’ประทุษร้าย หรือใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงานตำรวจ หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวาย หรือทุบทำลายสิ่งของให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด โดยไม่ได้มีการนัดหมายว่าจะไปพบที่ไหนวันเวลาใด โจทก์ไม่ได้นำสืบเห็นว่ามีข้อความตอนใดอันจะเป็นการยุยง ปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนอันจะเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีข้อบ่งชี้และเชื่อมโยงให้เห็นได้อย่างแน่ชัด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนี้ให้แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตามทางนำสืบโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมก่อตั้งหรือเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่มเคลื่อนไหวซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุในครั้งนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามมีลักษณะรับอาสาทำการงานเฉพาะหน้าตามที่ได้รับมอบหมายให้กล่าวปราศรัยอ่านคำแถลงการณ์ตามที่มีการจัดเตรียมไว้ และประกาศแจ้งความคืบหน้าให้ผู้ชุมนุมทราบเพื่อให้การชุมนุมได้สำเร็จตามที่ผู้จัดการชุมนุมสั่งการวางแผนไว้ทั้งไม่ปรากฏจำเลยทั้งสามมีส่วนร่วมในการจัดทำคำแถลงการณ์ที่หมิ่นประมาทตามคำฟ้อง ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้จัดการชุมนุมอันเป็นเหตุให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่รู้เท่าทัน ขาดการตรึกตรองยั้งคิด และกระทำการไปโดยปราศจากการคิดคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมส่วนรวม จึงนับเป็นเรื่องปกติวิสัยธรรมดาของสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมสะท้อนสภาพและเสนอแนะแนวทางแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนวิถีในสังคมเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพื่อเป็นสังคมอารยะ แต่การกระทำที่จะมีส่วนร่วมดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่นเพราะบุคคลทุกคนย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครองภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้อยคำแถลงการณ์ตามคำฟ้องแม้จะเป็นการสะท้อนสภาพการเมืองการปกครองในทัศนคติส่วนตนหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม แต่ก็หาได้มีการดำเนินการเสนอเพื่อแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนวิถีให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย ทั้งยังเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงและไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน จึงหาใช่เป็นการแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต แต่มีลักษณะเป็นการกระทำที่มุ่งให้ร้ายและปรักปรำเป็นประการสำคัญ และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อประชาชนที่อาจทำให้ประชาชนที่มีความเห็นผิดหรือไม่มีความรู้จริงเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้โดยง่าย พฤติกรรมการกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่ไม่อยู่ภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และไม่มีบทบัญญัติกฎหมายยกเว้นว่าการกระทำนี้ไม่เป็นความผิดหรือมีเหตุให้ไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดไว้ จำเลยทั้งสามย่อมต้องรับผลแห่งการกระทำของตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ทางนำสืบจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี

ทั้งนี้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรากฏว่า ศาลอาญามีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษและยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงไม่อาจรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ โดยให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.953/2566 ของศาลอาญาข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

สำหรับจำเลยที่ 3 เมื่อไม่ปรากฏว่าเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จำเลยที่ 3 ยังมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นเพื่อเป็นพลเมืองดีของสังคมได้ และการถูกดำเนินคดีนี้น่าจะทำให้จำเลยที่ 3 เข็ดหลาบไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก โทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เพื่อเป็นการติดตามและควบคุมพฤติกรรมความประพฤติของจำเลยที่ 3 จึงเห็นควรให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 3 ไว้มีกำหนด 1 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยที่ 3 ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันอีก และให้เข้ารับคำปรึกษาที่คลินิกจิตสังคมของศาลเพื่อจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติจำนวน 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาและความถี่ที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลย ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

OKMD ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งเดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ สร้างโอกาสเข้าถึงความรู้เท่าเทียมทั่วประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

22 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และได้มอบนโยบายสำคัญเพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนภารกิจด้านการเรียนรู้ของประเทศ โดยเน้นให้การดำเนินงานของ OKMD สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และยกระดับศักยภาพคนไทยด้วยทุนความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสันติ กล่าวว่า การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะและศักยภาพที่เท่าทันโลกเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และรูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมให้ OKMD ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ ชุมชนเมือง หรือพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งต้องทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่รอด แข่งขันได้ และพัฒนาต่อยอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า ในฐานะองค์การมหาชนภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของประเทศ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ การผลิตองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย และการขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายให้ความรู้เป็น ‘ทุนของทุกคน’ ไม่ใช่เพียงของคนบางกลุ่ม พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงความรู้คุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ดร.ทวารัฐกล่าวต่อว่า OKMD พร้อมเดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่รัฐมนตรีมอบหมายทั้ง 7 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการยกระดับ TK Park, Museum Siam และเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์เด็กและเยาวชนยุคดิจิทัล พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้คุณภาพในภูมิภาค และพัฒนาระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง

ในด้านการนำนวัตกรรมมาพัฒนาการเรียนรู้ OKMD จะดำเนินโครงการที่ผสมผสานเทคโนโลยี การเล่น และประสบการณ์จริง เช่น Play-based Learning, Digital Content และเครื่องมือการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน OKMD จะร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมทักษะสำคัญสำหรับอนาคต ได้แก่ ความรู้ดิจิทัล ความรู้ด้านการเงินและผู้ประกอบการ ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถปรับตัวทันต่อกระแสโลกและใช้ทักษะเหล่านี้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.ทวารัฐยังระบุว่า OKMD จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านสื่อความรู้ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ  เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย สร้างคุณค่าและรายได้แก่ประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความรู้ เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ OKMD พร้อมเร่งรัดการพัฒนา National Knowledge Center (NKC) บนถนนราชดำเนินให้เป็น ‘แลนด์มาร์กของชาติ’ และเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ตลอดจนผลักดันโครงการ OKMD Sustainable Development Learning Center (OKSD) ที่สวนเบญจกิติ ให้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของประเทศ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในระยะต่อไป

ดร.ทวารัฐกล่าวปิดท้ายว่า ‘OKMD มุ่งทำให้การเรียนรู้เป็นพลังของประชาชนทุกคน เพราะเมื่อคนไทยเข้าถึงความรู้ที่มีคุณภาพ ประเทศไทยจะมีรากฐานที่แข็งแรงในการรับมืออนาคต และสามารถสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้’

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนรู้ของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันให้ OKMD เป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปิดโอกาสด้านความรู้อย่างเท่าเทียม เพิ่มพูนศักยภาพคนไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังขององค์ความรู้และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อวางรากฐานสู่สังคมแห่งโอกาส ความรู้ และความยั่งยืนในอนาคต

‘พระราชินี’ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

'พระราชินี'ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

‘พระราชินี’ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.25 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานครบ 45 ปี และบริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด และทอดพระเนตรงานแสดงแฟชั่นโชว์ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีนางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ เฝ้าฯรับเสด็จ

การนี้ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ ร่วมกับคณะผู้บริหาร และผู้สนับสนุนการจัดงาน จำนวน 3 ชุด และทอดพระเนตรนิทรรศการวิดีทัศน์ และการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี และบริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา ซึ่งได้อัญเชิญฉลองพระองค์ ในสมเด็จพระสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3 องค์ ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีดำแต่งแขนด้วยผ้าชาวเขาเผ่าเย้า ฉลองพระองค์ชุดกลางวันตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ลายโคมห้าซึ่งออกแบบและตัดเย็บ โดยพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ และฉลองพระองค์ชุดกลางวัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ปักฉลุเป็นลายลูกไม้สานเชื่อมเป็นตะแกรงองค์ในตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ออกแบบและตัดเย็บโดยอาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ โรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี มาจัดแสดง 3 องค์ ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน เมื่อครั้งโดยเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งอังกฤษ ณ มหาวิหารเวสต์มินเตอร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี สีส้ม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ทรงรับ พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และนางลินดา เฮอร์ลีย์ภริยา

ชุดต่อมา ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ สีน้ำตาล เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน จัดถวาย ณ พระราชวังเดเชนโชลิง กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งฉลองพระองค์ทั้ง 3 องค์ ออกแบบและตัดเย็บโดย พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์พิจิตรา

จากนั้น เสด็จไปประทับบริเวณจัดงานแสดงแฟชั่นโชว์ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางสาวฑาทิม รักษะจิตร เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย หนังสือที่ระลึก ผู้ช่วยศาตราจารย์นาถรพี ตันโซ เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายกระเช้าผลิตภัณฑ์รุ่งฟ้า จากบริษัท ทูบีไคนด์ จำกัด และนางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแอตเตอลิเยร์พิจิตรา จำกัด กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรงานแสดงแฟชั่นโชว์ 

โดยการแสดงแฟชั่นโชว์และจัดนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี จัดขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูหัตถกรรมไทยและเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก และเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจากรุ่นสู่รุ่นของห้องเสื้อพิจิตรา ผ่านการแสดงผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่หลากหลายและมีความละเมียด

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Golden Metamorphosis เพื่อบ่งบอกศิลปะแห่งการเปลี่ยนผ่าน ที่สะท้อนถึงการเติบโต ความแข็งแกร่ง และความละเมียดละไมอย่างงดงาม อันเปรียบเสมือนยุคทอง’ ของผ้าไทยที่พระองค์ท่านได้ทรงมอบไว้เป็นมรดก โดยสร้างสรรค์ ความงดงามและความแข็งแกร่งเชิงสัญลักษณ์ของ “แมลงสีทอง” ถ่ายทอดการแปรสภาพ (Metamorphosis) โดยนำมาตีความถึงการวิวัฒนาการและการเกิดใหม่ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง หัวใจของคอลเลกชันนี้คือการหลอมรวมสองคู่ตรงข้ามที่ทรงพลัง ระหว่างโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เฉียบคม และความอ่อนช้อยพริ้วไหวแบบเฟมินีน เข้าไว้ด้วยกัน”

ผลงานในคอลเลกชันนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอันงดงาม สร้างเรื่องเล่าผ่านภาพของ “ดักแด้ที่กำลังคลี่ตัวออกสู่ชีวิตใหม่” การเกิดใหม่นี้เปรียบเสมือนความฝันอันแสนงดงาม  การเดินทางเหนือจริงที่ทั้งให้เกียรติต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และเปิดรับอนาคตที่เปี่ยมด้วยความงามและนวัตกรรม ผ่านการใช้ “สีทอง” ที่แทรกอยู่ทั่วทั้งคอลเลกชันไม่ได้เป็นเพียงการเลือกสี หากแต่คือสัญลักษณ์ของ “ยุคทองแห่งความสำเร็จ” และ “อนาคตอันเจิดจรัส” ที่รออยู่ข้างหน้า

เมื่อจบงานแสดงแฟชั่นโชว์แล้ว พระราชทานช่อดอกไม้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ แก่นางพิจตรา บุณยรัตพันธุ์ เมื่อสมควรแก่เวลา ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ การแสดงแฟชั่นโชว์และจัดนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี จะเปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 21 – 29 พฤศจิกายน 2568  ที่เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE)

‘เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้’ ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

'เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้' ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

‘เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้’ ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

“เสียงของเด็ก คือ พลังที่เปลี่ยนโลกได้” ศุภนิมิตฯ ย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

เนื่องในวันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเด็กสากล (World Children’s Day) เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึง สิทธิ เสียง และสวัสดิภาพของเด็กทั่วโลก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลเพื่อการพัฒนาและรณรงค์ความยุติธรรมในสังคม กว่า 50 ปีที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางยากไร้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมอง ความต้องการ และประสบการณ์จริงของพวกเขา พร้อมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางอนาคตของสังคมโลกโดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือ การยุติความรุนแรงต่อเด็ก (End Violence Against Children)

นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงตลอดปี 2025 เด็กและเยาวชนที่เติบโตจากโครงการพัฒนาเยาวชนของศุภนิมิตฯ ได้รับโอกาสสำคัญในการเข้าร่วมเวทีระดับสากลหลายเวที เพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กไทยและเด็กทั่วโลก อาทิ การประชุมรัฐมนตรีเอเชียแปซิฟิกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Asia-Pacific Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction – APMCDRR) จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 Thailand Children’s Consultation on the ASEAN RPA on EVAC 2025 Regional Children’s Consultation on RPA on EVAC 2025 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการมีส่วนร่วมใน วาระครบรอบคำมั่นสัญญาของคณะมนตรีเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก (Ministerial Moment Anniversary of Commitments to End Violence Against Children) จัดโดย UNICEF และ World Health Organization

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้เห็นเด็กและเยาวชนได้รับโอกาส เติบโต และพัฒนาตัวเองจนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายศาศวัต (น้องมิ่ง) ผู้นำกรรมการสภาเด็กและเยาวชนมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์การเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชน ในการขับเคลื่อนนโยบายอาเซียนว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ในงาน Regional Children’s Consultation on RPA on EVAC ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยกล่าวว่า “ผมได้รับโอกาสเปิดโลกกว้างอย่างมากเลยครับ ได้เห็นมุมคิดของเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผมต้องกลับมาเรียนรู้เพิ่ม ผมเข้าร่วมสะท้อนและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการอาเซียน ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กฉบับปัจจุบัน ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2025 นี้ และยังได้ร่วมกันกับเพื่อนเยาวชนประเทศอาเซียน จัดทำข้อเสนอแนะและได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งที่ 41 ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน (AICHR) กล่าวข้อเสนอแนะของพวกเราให้ผู้ใหญ่ระดับอาเซียนรับฟัง โดยข้อเสนอแนะของพวกเราจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียนฉบับใหม่ ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กต่อไปด้วยครับ เป็นความภูมิใจที่สุดเลยครับ”

นายชัยรัตน์ (น้องอเล็กซ์) เยาวชนศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติในงาน COP30 และ The APMCDRR 2024 ภายใต้ธีม Surge to 2030: Enhancing Ambition in Asia-Pacific to Accelerate Disaster Risk Reduction ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นตัวแทนนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยกล่าวว่า “ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนเยาวชนไทย รวมถึงตัวแทนเด็ก ๆ จากภาคพื้นเอเชียและทั่วโลก ที่ได้ส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและข้อเสนอแนะสู่สาธารณชน ความเป็นเด็กของเรา เป็นพลังขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ควรได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเราไม่ใช้เสียงของตัวเอง ผมคิดว่า โลกคงโหดร้ายยิ่ง ๆ ขึ้นไป เด็กรุ่นใหม่ที่จะลืมตามขึ้นมาดูโลกจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ทำร้ายสุขภาพและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายแบบนั้น ผมคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนครับ ผมอยากเชิญชวนเด็ก ๆ ทุกคน รวมถึงผู้ใหญ่ ภาครัฐ และภาคเอกชน ออกมาเรียกร้องแกละแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

การมีส่วนร่วมของเยาวชนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ถูกคุ้มครอง” แต่ยังเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกได้ เมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

นางรสลิน โกแวร์  ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับศุภนิมิตฯ เราเชื่อมั่นเสมอมาว่า เด็กและเยาวชนควรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงผู้รับการคุ้มครอง แต่ต้องได้รับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมทักษะชีวิต การศึกษา และสุขภาวะที่ดี คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพเต็มที่”

“ในปีที่ผ่านมาและปี้นี้ เราภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นเด็กและเยาวชนจากโครงการของเรา ไม่ว่าจะเป็นน้องมิ่ง น้อง อเล็กซ์ และยังมีน้อง ๆ เยาวชนอีกหลายคน ที่ได้เป็นตัวแทนเยาวชนก้าวขึ้นสู่เวทีระดับสากลและเปล่งเสียงในประเด็นสำคัญของโลก นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาส ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเขาสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้จริง เราเชื่อว่าเสียงของเด็กมีคุณค่าและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อทั้งสังคมและนโยบายระดับโลก และเราจะเดินหน้าทำงานเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเช่นนี้ต่อไป”

“ความสำเร็จที่เยาวชนสามารถลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในเวทีระดับประเทศและระดับสากล เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผลลัพธ์ที่ศุภนิมิตฯ สร้างขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เบื้องหลังคือความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมพลังเด็ก สนับสนุนครอบครัว และพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและยืนหยัดได้ด้วยตนเอง  เรายังมีอีกหลายโครงการที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางที่สุด ได้รับโอกาสที่ควรมีตั้งแต่แรกเริ่ม”

ศุภนิมิตฯ จะยังคงเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาสที่เหมาะสม พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และนี่คือพันธกิจที่เราจะยึดมั่นไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ผนึกกำลัง‘จุฬาฯ MIT’ และเอกชนชั้นนำ พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยหลักสูตรรูปแบบใหม่ Chula LGO เร่งปั้นผู้นำระดับเวิลด์คลาส ครบเครื่องทั้งทักษะด้านวิศวกรรม x บริหารธุรกิจ

21 พฤศจิกายน 2568 สร้างมิติใหม่ ปฏิวัติวงการศึกษาไทย…จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา ผสานกำลังกับ 5 องค์กรธุรกิจพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดหลักสูตรปริญญาโทรูปแบบใหม่ Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) ซึ่งเป็นหลักสูตรสองปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา วท.ม. สาขานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน (Master of Science in Innovative Engineering for Sustainability) และ บธ.ม. สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร MIT LGO

ทั้งนี้ เพื่อเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต และสร้างเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (ที่ 3 จากซ้าย) อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้บริหารจาก 5 องค์กรพันธมิตร รวมถึง นายซิกเว่ เบรกเก้ (ขวา) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ Chula LGO อย่างเป็นทางการ ณ ห้อง Yulania ชั้น 9 วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และหลักสูตรนวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำหลักสูตรปริญญาโท Chula LGO (Chula Leaders for Global Operations) เพื่อสร้างชุมชนผู้นำที่วิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมเอาความรู้เชิงลึกด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และกรอบความคิดทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายระดับโลก โดยความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้หลากหลายแขนง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมและก้าวสู่ระดับโลกได้จริง

สำหรับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บทบาทของทรู ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านนวัตกรรมดิจิทัลอีกด้วย ความร่วมมือนี้ จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ทักษะดิจิทัล และความสามารถในการบูรณาการความรู้ร่วมกับองค์กรต่างๆ ในเครือซีพี เพื่อสร้างผู้นำที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศอย่างแท้จริง”

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นของเครือซีพีและทรู ที่จะยกระดับศักยภาพด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกในระยะยาว และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จึงนับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง Chula LGO หลักสูตรปริญญาโทรูปแบบใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจและวิศวกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ซึ่งจะบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ และทักษะบริหารจัดการ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศ พร้อมรับมือกับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ได้มีโอกาสเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าถึงและแบ่งปันองค์ความรู้ มีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้จริง สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและสังคม  ความร่วมมือนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของทรู ที่ได้ร่วมงานกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการนำความร่วมมือระดับโลกกับ MIT มาสู่ประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง และนับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผลักดันความร่วมมือครั้งนี้จนเกิดขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาคนของประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือของหลักสูตร Chula LGO ซึ่งผู้เรียนจะได้ศึกษาใน 6 ทักษะหลัก ได้แก่ ความเป็นผู้นำ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ความเฉียบแหลมทางธุรกิจ วิศวกรรมเชิงนวัตกรรม และการดำเนินงาน ทรู คอร์ปอเรชั่น จะมีบทบาทสำคัญในการสร้าง Talent พัฒนาศักยภาพและทักษะบุคลากรขององค์กร ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในหลายมิติ อาทิ

• สนับสนุนทุนการศึกษา เปิดโอกาสให้พนักงานทรูและเครือซีพีเข้าร่วมศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว

• ร่วมพัฒนางานวิจัยและโครงการ Capstone ที่สามารถสร้างผลลัพธ์และตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมได้จริง

• เปิดโอกาสฝึกงานและเรียนรู้เชิงปฏิบัติในด้านเทคโนโลยีสำคัญๆ เช่น AI แพลตฟอร์มดิจิทัล คลาวด์ และนวัตกรรมเครือข่าย

• จัดวิทยากรรับเชิญและการบรรยายจากผู้บริหารเครือซีพีและทรู ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อความยั่งยืน และธรรมาภิบาล

• วางแผนและพัฒนาเส้นทางการปั้น Talent ทรู ด้านเทคโนโลยี AI ดาต้า วิศวกรรม และนวัตกรรมดิจิทัล

• ร่วมจัดตั้งศูนย์ Center of Excellence เพื่อพัฒนากระบวนการออกแบบ การสร้าง และประยุกต์ใช้ระบบด้านเทคโนโลยี AI เพื่อความยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมเรียนหลักสูตร Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.chulalgo.chula.ac.th  

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง "คาชิวาซากิ-คาริวะ" โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

21 พ.ย. 2568 15:09 น.

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

นายฮิเดโยะ ฮานาซึมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ ได้อนุมัติให้มีการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยถือเป็นการอนุมัติครั้งแรกที่บริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ได้รับนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011

การอนุมัติจากผู้ว่าการจังหวัดนีงาตะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ หมายเลข 6 ของโรงไฟฟ้าที่มี 7 หน่วยแห่งนี้ หลังจากที่วิกฤตเตาปฏิกรณ์หลอมละลายหลายครั้งที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 ได้สร้างความกังวลอย่างมากด้านความปลอดภัย

การนำเตาปฏิกรณ์กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงและปราศจากคาร์บอน เทปโกมองว่าการเดินเครื่องครั้งนี้เป็นเสาหลักสำคัญของการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท เพื่อนำไปใช้เป็นค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

นายฮานาซึมิจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาจังหวัดนีงาตะ ซึ่งจะเปิดสมัยประชุมในวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาฯ ให้การรับรองการตัดสินใจของผู้ว่าการ ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการขอความยินยอมจากท้องถิ่น และผู้ว่าการฯ จะแจ้งต่อรัฐบาลกลางเพื่อเดินหน้าต่อไป

เนื่องจากหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเริ่มเดินเครื่องได้ภายในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้า

การตัดสินใจของผู้ว่าฯ ฮานาซึมิ มียังคงเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนในท้องถิ่นบางส่วน และความไม่ไว้วางใจต่อเทปโกที่ยังคงฝังลึก สืบเนื่องจากวิกฤตฟุกุชิมะและปัญหาด้านความปลอดภัยหลายครั้งที่เคยเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ รวมถึงกรณีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลสำรวจของชาวจังหวัดนีงาตะเมื่อต้นเดือนนี้แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 50 เห็นด้วย กับการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 แต่ ร้อยละ 47 คัดค้าน ขณะที่ เกือบ 70% แสดงความกังวลเกี่ยวกับการให้เทปโกเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานเตาปฏิกรณ์

ปัญหาด้านความปลอดภัยที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะในปี 2021 เคยนำไปสู่การที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ (NRA) สั่งห้ามเทปโกเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งทำให้การเดินเครื่องถูกระงับโดยปริยาย ก่อนที่คำสั่งห้ามจะถูกยกเลิกในเดือนธันวาคม 2023

เทปโกได้เคยประกาศเมื่อเดือนตุลาคมว่า จะจัดสรรเงินประมาณ 1 แสนล้านเยน (ประมาณ 20,750 ล้านบาท) ให้กับรัฐบาลจังหวัดนีงาตะ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาที่จะยุบเลิกหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้วย.

ที่มา KYODO NEWS

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

21 พ.ย. 2568 14:40 น.

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงปานกลาง ขนาด 5.5 ในบังกลาเทศเมื่อเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ในพื้นที่เขตกาไซทุลี ของย่านเมืองเก่าในกรุงธากา หลังจากราวระเบียงจากอาคาร 5 ชั้นพังถล่มลงมาบนถนน

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลธากา ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าได้รับแจ้งจากทีมกู้ภัยดับเพลิงและป้องกันภัยพลเรือนว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย หลังจากราวระเบียง ไม้ไผ่ที่ใช้ทำนั่งร้าน และเศษซากอาคารร่วงลงมาใส่ผู้ที่สัญจรไปมาบริเวณอาคาร 5 ชั้นที่กาไซทุลี ย่านอาร์มานิโตลา และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย”

นายอิมรอน ฮอสเซน ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าอาคารได้ล้มลงไปพาดกับอาคารอีกหลัง ทำให้ราวระเบียงและเศษซากอาคารร่วงลงมาทับชาวบ้าน ซึ่งจุดดังกล่าวมีผู้คนพลุกพล่านเป็นพิเศษ เนื่องจากมีร้านขายเนื้อที่มักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาในวันศุกร์

ตำรวจได้ยืนยันในเวลาต่อมาว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ ราฟิอุล อิสลาม นักศึกษาแพทย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซอร์ซาลิมุลลาห์ ซึ่งเขาได้เดินทางมาตลาดย่านกาไซทุลีพร้อมกับมารดาเพื่อซื้อเนื้อสัตว์ โดยขณะที่พวกเขายืนอยู่หน้าร้านขายเนื้อ แผ่นดินไหวก็เกิดขึ้น ทำให้ราวระเบียงของอาคารข้างเคียงหลุดร่วงลงมาทับพวกเขา

ชาวบ้านได้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์ประกาศว่า ราฟิเสียชีวิตแล้วจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะและใบหน้า ส่วนมารดาของราฟิถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินทันที 

ด้าน อาชิช กุมาร โฆษ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีตำรวจบานชาล กล่าวว่า “ผู้สัญจรไปมา 3 รายเสียชีวิตหลังราวระเบียงอาคารถล่มระหว่างเกิดแผ่นดินไหว เจ้าหน้าที่ยู่ระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์ของเหยื่อรายอื่นได้ในขณะนี้”

กรมอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.7 เมื่อเวลา 10:38 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมาธาบดี ในเขตนาซิงดี ซึ่งอยู่ห่างจากย่านอากาการ์ออนของกรุงธากาไปทางตะวันออกประมาณ 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) รายงานการตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนอยู่ที่ 5.5  และระบุศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตนาซิงดี 14 กิโลเมตร

มีรายงานว่าผู้คนจำนวนมากในกรุงธากาต่างพากันวิ่งออกจากบ้านด้วยความตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นดินสั่นไหวนานหลายวินาที และมีรายงานรอยร้าวเล็กน้อยในอาคารหลายแห่งในพื้นที่ต่าง ๆ หลังเกิดเหตุการณ์นี้.

ที่มา The Business Standard