กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดี ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้าน ถ้าไม่จ่ายตามที่กำหนด

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดี ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้าน ถ้าไม่จ่ายตามที่กำหนด

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดี ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้าน ถ้าไม่จ่ายตามที่กำหนด

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.50 น.

‘กรมบังคับคดี’แจงขั้นตอนบังคับคดี’ภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ’ 1.76 หมื่นล้าน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีศาลฎีกาพิพากษาคดีภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรั่น จำกัด(มหาชน)โดยมีผลให้กรมสรรพกรเรียกเก็บภาษีจากนาย ทักษิณ  จำนวน1.76 หมื่นล้านบาทนั้น นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในฐานะโฆษกกรมบังคับคดี  กล่าวว่า ในขั้นตอนของกรมบังคับคดีนั้น ตอนนี้เรื่องยังไม่ถึงขั้นตอนการบังคับคดี โดยจากคำพิพากษาเมื่อฝ่ายลูกหนี้ทราบคำพิพากษาแล้วก็ต้องติดต่อชำระหนี้ต่อกรมสรรพกร ภายในระยะที่กฏหมายกำหนด  แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระ จึงจะเข้าสู่การดำเนินการ โดยกรมสรรพกรมีขั้นตอนที่จะดำเนินการเองได้ 

ทั้งนี้ กรณีคดีแพ่งทั่วไปนั้น กรมบังคับคดีจะเข้าไปดำเนินการเมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักการบังคับคดีตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาคดีทางแพ่ง โดยหลักการทั่วไปนั้น เจ้าหนี้ก็คือกรมสรรพากรต้องเป็นผู้ร้องต่อศาลเพื่อให้มีหมายบังคับคดี โดยเจ้าหนี้ต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์ สิน แล้วแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึดอายัดขายทอดตลาดตามขั้นตอน

ต่อข้อถามถึงกรณีทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศ มีวิธีการดำเนินการอย่างไร โฆษกกรมบังคับคดี  กล่าวว่า ตามกฏหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังอยู่ในราชอาณาจักรเท่านั้น  เพราะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งต่างจากคดีอาญาโดยการ บังคับคดีมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปีนับจากศาลพิพากษาถึงที่สุด 

กมธ.สันติสุข เชิญ ผู้เสียหายจากการชุมนุม แจงข้อมูล คาดชง เข้าที่ประชุม สว. ถกวาระ2-3 ช่วง ม.ค.69

กมธ.สันติสุข เชิญ ผู้เสียหายจากการชุมนุม แจงข้อมูล คาดชง เข้าที่ประชุม สว. ถกวาระ2-3 ช่วง ม.ค.69

กมธ.สันติสุข เชิญ ผู้เสียหายจากการชุมนุม แจงข้อมูล คาดชง เข้าที่ประชุม สว. ถกวาระ2-3 ช่วง ม.ค.69

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

‘กมธ.สันติสุข วุฒิสภา’ จ่อเชิญ ‘หน่วยงาน-ผู้เสียหาย-ผู้ชุมนุม’ จากการเหตุการณ์ทางการเมือง เข้าแจงข้อมูลก่อนลงรายมาตรา คาดชงเข้าที่ประชุมสว. ถกต่อวาระ2-3 ช่วง ม.ค.69 

18พ.ย.2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ซึ่งเป็นการนัดประชุมครั้งที่2ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบการทำงานและเห็นว่าควรเชิญหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ตัวแทนฝ่ายผู้เสียหายโดยตรง เช่น บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ทั้งส่วนของสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ รวมไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมหรือตัวแทน เช่น นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยยาของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะบุตรสาวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นต้น  มาให้ข้อมูลต่อกมธ.ก่อนการพิจารณาลงรายมาตรา เพื่อทำให้การทำงานของกมธ.เป็นไปอย่างรอบคอบ เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวมีความละเอียดอ่อน และมีผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับฟังความเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่านอกจากนั้นแล้วกมธ. ยังได้พิจารณาเชิญ สว.ที่สงวนคำแปรญัตติเข้าชี้แจงต่อกมธ. ก่อนที่กมธ.จะพิจารณาเนื้อหารายมาตรา ซึ่งปรับจากเดิมที่ต้องรอให้การทำงานของกมธ.แล้วเสร็จก่อน โดยมีเหตุผลเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อนที่จะพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมาย อย่างไรก็ดีกมธ.ได้นัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ เนื่องจากช่วงเดือนพ.ย.นี้ กมธ.หลายคนติดภารกิจ

เมื่อถามว่า กมธ.ได้วางกรอบเวลาการทำงานและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาวาระสองเมื่อใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า จะเป็นไปตามที่ถูกกำหนดไว้ คือ 60 วัน ดังนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาได้ในช่วง ม.ค. 69 ทั้งนี้กมธ.จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่

มติ กมธ. แก้ รธน. เคาะใช้สูตร 20 หยิบ 1 กก.รับฟังความเห็น จ่อโหวตคุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม วีคนี้

มติ กมธ. แก้ รธน. เคาะใช้สูตร 20 หยิบ 1 กก.รับฟังความเห็น จ่อโหวตคุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม วีคนี้

มติ กมธ. แก้ รธน. เคาะใช้สูตร 20 หยิบ 1 กก.รับฟังความเห็น จ่อโหวตคุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม วีคนี้

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘โฆษก กมธ.แก้รธน.’ เผยมติกรรมาธิการฯเคาะ ’ที่มา – กรรมการฟังความเห็น’ เปิดสมัครก่อนส่ง ‘รัฐสภา’ เฟ้นเลือก ใช้สูตร ‘20 หยิบ 1’ เตรียมโหวตปม ‘คุณสมบัติ-ลักษณต้องห้าม’ วีคนี้

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา กล่าวถึงการประชุมกมธ. ในสัปดาห์นี้ว่า จะเป็นการพิจารณาเนื้อหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่สมัครเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน และ คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 35 คน ซึ่งจะมีการลงมติ ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ประชุมได้หารือต่อเนื้อหาอย่างรอบด้านแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในหลักการที่หารือจะเป็นไปตามเนื้อหาหลักของร่างแก้รัฐธรรมนูญ ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. นำเสนอ 

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการออกแบบที่มาของ คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 35 คน นั้น ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้กติกาเดียวกันกับกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ คือ ให้ประชาชนสมัครเข้ารับการคัดเลือกจากรัฐสภา และใช้สูตร 20 หยิบ 1 คือ ให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มกัน 20 คน เพื่อให้เลือก กรรมการรับฟังความคิดเห็นจำนวน 1 คน 

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ภาพรวมของการพิจารณานั้น กมธ. ได้พิจารณาถึงร่างมาตรา 256/11 ซึ่งว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของการเป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้ร่างมาตรา 256 นั้นยังเหลือรายละเอียดค้างอีก 28 ทับ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาพิจารณาในการประชุมสัปดาห์นี้ ส่วนสัปดาห์หน้าจะเป็นการเชิญผู้ที่สงวนคำแปรญัตติเข้าชี้แจงประเด็นต่อกมธ. เบื้องต้นนั้น กมธ.ได้หารือว่า ต้องทำงานให้แล้วเสร็จ ภายในสิ้นเดือน พ.ย. นี้

เมื่อถามว่าที่ประชุมได้พิจารณาในประเด็นเงื่อนและกรอบที่ให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้หารือกันในเบื้องต้น แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรพิจารณาเรียงตามมาตรา ทำให้เรื่องดังกล่าวซึ่งอยู่ในร่างมาตรา 256/26 ยังไม่ได้พิจารณา ทั้งนี้เข้าใจว่าต้องพิจารณารายละเอียด เพราะเนื้อหาที่เสนอนั้นมีความแตกต่างกัน​โดย พรรคภูมิใจไทยเสนอเนื้อหาห้ามแก้ไข หมวด 1 และ หมวด2 และห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ เปลี่ยนแปลงูปแบบของรัฐ แต่ของพรรคประชาชนมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนั้นเมื่อถึงลำดับการพิจารณา กมธ.ต้องหารือกันอีกครั้ง

‘จุลพันธ์’ขอไม่นำมาเป็นประเด็นการเมือง หลังศาลฎีกาพิพากษากลับให้ ‘ทักษิณ’ แพ้คดีหุ้นชินฯ

'จุลพันธ์'ขอไม่นำมาเป็นประเด็นการเมือง หลังศาลฎีกาพิพากษากลับให้ 'ทักษิณ' แพ้คดีหุ้นชินฯ

‘จุลพันธ์’ขอไม่นำมาเป็นประเด็นการเมือง หลังศาลฎีกาพิพากษากลับให้ ‘ทักษิณ’ แพ้คดีหุ้นชินฯ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

“จุลพันธ์” ขอไม่นำมาเป็นประเด็นการเมือง หลัง ศาลฎีกากลับคำพิพากษาให้ “ทักษิณ”ชิน แพ้คดีเลี่ยงภาษีขายหุ้นบริษัท พร้อมตรวจสอบกระบวนการ โยน คกก.ยุทธศาสตร์เพื่อไทยตัดสินใจยื่นซักฟอกหรือไม่ เผยคุย“เท้ง” แล้ว 

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกา กลับคำพิพากษา ให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แพ้คดีเลี่ยงภาษีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นฯ พร้อมบังคับคดี ให้ชำระเงินรวม 1.76 หมื่นล้านบาท เป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ ว่า ไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็นการเมืองทางพรรคจะไม่ใช้ประเด็นดังกล่าวในมิตินั้น แต่ข้อสังเกตของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นข้อสังเกตที่สังคมสงสัยได้เพราะเหตุการณ์ประจวบเหมาะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนทราบอยู่ว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เป็นข้อสังเกตที่มีนัยยะทางเราจะเฝ้าติดตามว่าข้อสังเกตจะนำไปสู่อะไร จะมีการตรวจสอบกระบวนการที่เกิดขึ้นหรือไม่ 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีความสนิทสนมกับนายทักษิณ เรามองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจ และเข้าใจ เรารู้อยู่เต็มอกว่ากระบวนการเริ่มมาจากอะไร ซึ่งกระบวนการที่เกิดขึ้น ความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมต้องเกิดความกระจ่างชัดในที่สุดคนคนหนึ่งต้องถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาค คงต้องมีกระบวนการในการติดตามการทำงานและคดีความต่อไป เชื่อว่าทางนายทักษิณเองและครอบครัวมีกำลังใจดีเยี่ยม หากมีช่องทางทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้นายทักษิณก็คงหาช่องทางทางกฎหมายต่อสู้ต่อไป

เมื่อถามถึงการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่ามีการพูดคุยกันอยู่แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งเราจะมอบภาระให้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพราะต้องมีการพูดคุยกันว่าประเด็นในการอภิปรายวางใจมีความสุกงอมเพียงพอหรือไม่ ทั้งเรื่องเหตุการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา การปัดเป่าคดีความต่างๆ การทุจริตคอรัปชั่น และเรามีข้อมูลเพียงพอหรือไม่หากจะยื่นจะเป็นช่วงเวลาใดเพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ส่วนตัวได้มีการหารือกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งเราได้แสดงความชัดเจนในเรื่องของความตั้งใจที่จะต้องมีการตรวจสอบรัฐบาล ในขณะเดียวกันในณัฐพงษ์ก็มีข้อร้องขอบางประการซึ่งเราจะนำไปพิจารณา ส่วนจะดำเนินการเมื่อไหร่เราคงหารือกันภายในก่อนสุดท้ายต้องมีคำตอบกลับไปอย่างพรรคประชาชน และต้องดูสถานการณ์อื่นๆประกอบโดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

‘จุลพันธ์’ ลั่นไม่รอ หลัง’สุดารัตน์ ร่วมวงกินข้าว’เนวิน’ ลุยหาผู้สมัครใหม่

'จุลพันธ์' ลั่นไม่รอ หลัง'สุดารัตน์ ร่วมวงกินข้าว'เนวิน' ลุยหาผู้สมัครใหม่

‘จุลพันธ์’ ลั่นไม่รอ หลัง’สุดารัตน์ ร่วมวงกินข้าว’เนวิน’ ลุยหาผู้สมัครใหม่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.13 น.

“จุลพันธ์“ ลั่น คงรอต่อไปไม่ได้พร้อมพิจารณาผู้สมัครใหม่ หลังปรากฎภาพ “สุดารัตน์” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” แต่ไร้ความชัดเจนเจ้าตัวอยู่ต่อหรือพอแค่นี้ ถาม “ภูมิใจไทย” กระบวนการที่ทำอยู่ปกติหรือไม่

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.20 น.  ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  กล่าวถึงกรณีที่ปรากฎภาพ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานีพรคคเพื่อไทย ร่วมโต๊ะอาหารกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ว่าเรามีการพูดคุยกันหลายครั้ง ซึ่งได้รับการยืนยันว่าจิตใจอยู่ที่นี่ มีความรักพรรคและอยากที่จะอยู่ แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเราจึงได้สอบถามเพื่อต้องการความชัดเจน ว่ายังมีอุดมการณ์ยึดมั่นอยู่กับพรรคและพร้อมเดินกับพวกเราอีกหรือไม่ แต่เมื่อเรารอแล้วยังไม่มีความชัดเจนทางพรรคจึงได้พิจารณาว่ามีผู้สมัครคนอื่นที่มีความเหมาะสมกว่าหรือไม่ พรรคไม่สามารถรอบุคคลได้ เราไม่ได้มีความขัดแย้ง คนเข้าออกเป็นเรื่องปกติการที่เปลี่ยนใจในการดำเนินการทางการเมืองทุกคนสามารถตัดสินใจได้ไม่ว่ากันแต่พรรคเองต้องเดินหน้าต่อ

“เราคงรอต่อไปไม่ได้รอจนถึงวันเลือกตั้งวันสมัครรับเลือกตั้งและดูว่าใครยังอยู่ยังไปคงไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้”

ส่วนที่มีสส.กาญจนบุรีเขต2ของพรรคไปร่วมโต๊ะ รวมถึงอีกหลายคนที่ยังยังไม่ปรากฏภาพ ทางเพื่อไทยมีข้อมูลว่าใครจะไปใครจะมาหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า ต้องมาดูกันเป็นกรณีคงจะฟังจากข่าวอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์และต้องมีการพูดคุย ในขณะนี้เราอยู่ในช่วงคัดสรรผู้สมัคร เกณฑ์ที่จะต้องใช้กับผู้สมัครทุกคนคือต้องมีความชัดเจน คนที่มีอุดมการตรงกับพรรคพร้อมที่จะเดินหน้าแข่งขันทางการเมืองมีเยอะ เราต้องดูผู้สมัครที่มีอุดมการมีแนวความคิดที่ตรงกับเราเป็นเรื่องหลักเพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง 

“คำถามนี้ไม่ควรมาถามกับพวกผม อยากให้กลับไปถามกับทางพรรคภูมิใจไทยว่ากระบวนการที่ทำอยู่เป็นกระบวนการที่ปกติหรือไม่ เป็นการสนับสนุน การเติบโตของประชาธิปไตยหรือไม่ การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีสังกัดอยู่ใช้วิธีการนอกเหนือความปกติที่จะดึงดูดใจส่วนตัวผมมองว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องนัก”นายจุลพันธ์กล่าว

ส่วนหากได้รับคำชี้แจงว่าสส.ของพรรคเพื่อไทยมาเอง ก็เป็นไปได้เป็นถือเป็นสิ่งที่เขาจะชี้แจง คงต้องไปถามตัวสส.เองด้วย คนที่ยังมีอุดมการร่วมกับพรรคยังมีอีกเยอะ เราไม่ได้มองตัวบุคคลเป็นหลักสิ่งที่พรรคกำลังทำอยู่ขณะนี้คือทำพรรคให้ดีที่สุดปรับเปลี่ยนรีแบรนด์ ปรับโครงสร้างมีนโยบายที่ตอบโจทย์กับประชาชน รวมถึงการทำงานสภา การทำงานเชิงวิชาการ เราต้องสร้างให้เกิดความเข้มแข็งแน่นอนว่าใช้เวลา เมื่อถึงเวลานั้นที่เราอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด จะทำให้คนที่เป็นสมาชิกเกิดความมั่นใจและพร้อมเดินไปกับเราแค่นั้น

เมื่อถามว่าพื้นที่ที่มีสส.แข็งแรงและย้ายพรรค จะมีการทำพื้นที่ เพื่อรักษาพื้นที่และความนิยมของพรรคอย่างไร นายจุลพันธ์กล่าวว่า ปัจจัยเหล่านี้มองได้ทุกมุมแน่นอนว่าบุคคลที่มีความแข็งในพื้นที่มีจำนวนจำกัด แต่มีมากกว่าหนึ่งแน่นอน เราหาบุคคลที่อยู่ในพื้นที่เกาะติดกับประชาชนเคยทำประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชนเหล่านั้น  การที่เขาย้ายพรรคไปไม่ได้หมายความว่าจะนำคะแนนของพรรคไปได้ คะแนนของแฟนพรรคเพื่อไทยยังอยู่ เราต้องหาบุคคลที่มีคะแนนส่วนตัวบวกเข้ามา ยังเชื่อว่าในพื้นที่พรรคไทยมีความเข้มแข็งอยู่ หากเราคัดสรรผู้สมัครที่ดีให้ประชาชนได้พิจารณาก็มีความเชื่อมั่นว่าเราจะรักษาพื้นที่เหล่านั้นได้เหมือนเดิม

เพื่อไทย ตั้งคกก.ยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทางการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง ‘จาตุรนต์’นั่งปธ.

เพื่อไทย ตั้งคกก.ยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทางการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง 'จาตุรนต์'นั่งปธ.

เพื่อไทย ตั้งคกก.ยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทางการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง ‘จาตุรนต์’นั่งปธ.

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.00 น.

”เพื่อไทย“ ตั้งคกก.ยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทางการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง “จาตุรนต์” นั่งปธ. มองเป็นการผสมผสานที่ลงตัวเพื่อตอบสนองประชาชน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.20 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยนำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  แถลงแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค

โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ลงนามตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 63 ในการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และเมื่อวานนี้(17พ.ย.)ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรก โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อเป็นประธานคณะกรรมการ

ในส่วนที่ปรึกษาประกอบด้วยนายจุลพันธ์ ,นายภูมิธรรม เวชยชัย ,นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ด้านของรองประธานได้แก่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล ,นายชลน่าน ศรีแก้ว ,นายสุทิน คลังแสง และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ 

กรรมการประกอบด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช , นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ,นายสรวงศ์ เทียนทอง ,นางมนพร เจริญศรี ,น.ส.จิราพร สินธุไพร

รวมถึงนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ และมีกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ และ น.ส. ลินธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมีทั้งรุ่นที่สร้างและรุ่นที่สานต่อ ประกอบไปด้วยคนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนานผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาทุกรูปแบบ และยืนหยัดในเวทีการเมืองด้วยจุดยืนที่มั่นคง รวมถึงรุ่นใหม่ในพรรคเพื่อขับเคลื่อนพรรคให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทุกรุ่นทุกวัยทุกกลุ่มและทุกภูมิภาค โดยคณะกรรมการจะมีบทบาทที่สำคัญในเรื่องของการกำหนดทิศทางการเมือง แนวทางการต่อสู้ทางการเมือง และจะมีช่องทางในการสื่อสารตรงมายังคณะกรรมการบริหาร 

โดยนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ปกติยุทธศาสตร์พรรคการเมืองจะต้องเป็นเรื่องระยะยาว แต่เราตั้งขึ้นมาช่วงเวลาที่รู้กันอยู่ว่าใกล้ถึงวันเลือกตั้ง จึงต้องทำงานผสมผสานระหว่างการวางยุทธศาสตร์ของพรรคในระยะยาวและเน้นการวางยุทธศาสตร์เพื่อได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เราต้องทำงานแข่งกับเวลาและรวดเร็วโดยการประเมินทิศทางแนวทางการทำงานของพรรคในด้านต่างๆรวมทั้งเรื่องของนโยบายเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง โดยมีโจทย์ว่าเราจะนำข้อดี จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยกลับมาให้มีความชัดเจนขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องพรรคที่มีบทบาทในการสร้างประชาธิปไตย และเป็นพรรคที่มีบทบาทในการสร้างนโยบายที่นำมาสู่การปฏิบัติ

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระบวนการเข้าสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ว่าหลายคนบอกว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงวิกฤตแต่สำหรับพวกเรา เราลงพื้นที่หาประชาชนจึงทราบว่าคะแนนนิยมของพรรคยังอยู่ในระดับที่สูงแน่นอนว่ามีปัญหาในเรื่องของความแน่ใจของประชาชนบางกลุ่มซึ่งเรายอมรับ เป็นหน้าที่ที่เราต้องปรับตัวเองให้ดูดีขึ้นมีความเหมาะสมและตอบโจทย์กับประชาชนมากขึ้น จึงต้องเรียนรู้ถึงปัญหาและเรียนรู้ว่าจุดกำเนิดของปัญหาคืออะไรเพื่อนำปัญหาเหล่านั้นมาตีโจทย์และตอบโจทย์ให้แตกในเรื่องของนโยบายที่ตรงใจกับประชาชนมากขึ้น เรื่องของบุคลากรที่เราต้องคัดสรรต้องเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่และทำงานใกล้ชิดกับประชาชน นี่คือจุดเริ่มต้นแต่การทำงานอย่างจริงจังและตั้งใจในการที่เป็นกระบอกเสียง ระยะเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์จากการทำงานอย่างต่อเนื่องและคงเส้นคงวา

พรรคส้มก็มี ‘ลูกบ้านใหญ่’! ‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ย้ายขั้ว ซบ ปชน. ส่วนน้องชายเข้าค่ายน้ำเงิน

พรรคส้มก็มี 'ลูกบ้านใหญ่'! 'อธิรัฐ รัตนเศรษฐ'ย้ายขั้ว ซบ ปชน. ส่วนน้องชายเข้าค่ายน้ำเงิน

พรรคส้มก็มี ‘ลูกบ้านใหญ่’! ‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ย้ายขั้ว ซบ ปชน. ส่วนน้องชายเข้าค่ายน้ำเงิน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีตรมช.คมนาคม และอดีตสส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว พร้อมภาพสวมเสื้อที่มีโลโก้พรรคประชาชนโดยระบุว่า การเดินทางครั้งใหม่ หนังสือเล่มใหม่ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ พรรคประชาชน เราเอาจริง มาช่วยกัน ร่วมสู้ ร่วมสร้าง ไปด้วยกันนะครับ

สำหรับ นายอธิรัฐ เป็นบุตรชายคนโตของนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้น้องชายของนายอธิรัฐ คือนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีตสส.นครราชสีมา พรรคพลังประรัฐ และนายตติรัฐ รัตนเศรษฐ ได้เปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ตระกูลรัตนเศรษฐ ถือเป็นบ้านใหญ่เมืองนครราชสีมา โดยนายวิรัช เคยเป็น สส.หลายพรรค เช่น พรรคชาติไทย พรรคมหาชน เข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2554 และย้ายไปพรรคพลังประชารัฐเมื่อปี 2561 พร้อมกับนางทัศนียา ภรรยา นายอธิรัฐ และนายทวิรัฐ บุตรชายคนโตและบุตรชายคนที่ 2

ชั้น 14 ทำพิษ! ยธ.สั่งปรับปรุงระเบียบ ส่งผู้ต้องขังรักษานอกเรือนจำ ป้องกันเอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังบางราย

ชั้น 14 ทำพิษ! ยธ.สั่งปรับปรุงระเบียบ ส่งผู้ต้องขังรักษานอกเรือนจำ ป้องกันเอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังบางราย

ชั้น 14 ทำพิษ! ยธ.สั่งปรับปรุงระเบียบ ส่งผู้ต้องขังรักษานอกเรือนจำ ป้องกันเอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังบางราย

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.18 น.

รมว.ยุติธรรม สั่งทบทวน แก้ไขหลักเกณฑ์ผู้ต้องขังพักโทษ-ส่งรักษาตัวนอกเรือนจำ ตามข้อสังเกตปปช. หลังจากเกิดกรณี “ชั้น14” จนเป็นเหตุให้ศาลฎีกา สั่งทักษิณ กลับไปรับโทษในเรือนจำ

ตามคำพิพากษาของศาลผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พย. ที่ผ่านมา  พลตำรวจโท  รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือบันทึกข้อความ ถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม   ขอให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงกฎ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และแนวทาง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ การพิจารณาการพักการลงโทษ และการกำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำให้เป็นสถานที่คุมขัง

โดยมีรายละเอียดว่า  ด้วยปรากฏว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการ  ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง ซึ่งพบว่ากระบวนการพิจารณาและการตีความระเบียบ หลักเกณฑ์อาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงานเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความถูกต้อง ชัดเจน รอบคอบ รัดกุม โปร่งใส และเป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงขอให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงกฎ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และแนวทาง ดังนี้

1. การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ เช่น การใช้ดุลพินิจของพยาบาลในการส่งตัวผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วย ออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำ มีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด

2. การพิจารณาการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เช่น การใช้ดุลพินิจของพยาบาลในการประเมินแบบประเมินคัดกรอง ควรเป็นแพทย์ผู้ทำการประเมินหรือไม่ แบบประเมินคัดกรองที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีมาตรฐานหรือไม่ ในการพิจารณากรณีไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือช่วยเหลือตัวเองได้น้อยตามประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่องหลักเกณฑ์การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุ พิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุ 70  ปีขึ้นไป ประกาศ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2563  

3. การดำเนินการคุมขังสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง ให้พิจารณาทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566  และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง โดยต้องจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือแนวทางปฏิบัติต่างๆ ในการบริหารเรือนจำ และการบริหารโทษ ตามอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อลดโอกาสการใช้ดุลพินิจที่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องขังบางราย ตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการประชุมครั้งที่ 76 / 2568 วันที่ 19 สิงหาคม  2568

4. เรื่องอื่นๆ ที่เห็นควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขจึงเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการ แล้วรายงานผลการดำเนินการให้ทราบโดยด่วน

‘บิ๊กเล็ก’ ลั่น สบายใจ หลัง ‘ฮุน เซน’ ท้าปิดด่าน 100 ปี ยันไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

'บิ๊กเล็ก' ลั่น สบายใจ หลัง 'ฮุน เซน' ท้าปิดด่าน 100 ปี ยันไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

‘บิ๊กเล็ก’ ลั่น สบายใจ หลัง ‘ฮุน เซน’ ท้าปิดด่าน 100 ปี ยันไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

“บิ๊กเล็ก”ยันไทยเดินหน้าเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเอง 13 พื้นที่ ย้อนเจ็บ”ฮุนเซน”หลังท้าปิดด่าน 100 ปี บอกจะได้สบายใจไม่ต้องพูดเรื่องด่านอีก ยันไม่ปล่อยตัว 18 เชลยศึก ตราบใดเขมรยังแสดงเป็นปรปักษ์ไทย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.58 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการกำหนดเวลาเก็บกู้ทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ ต้องให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ว่า ไม่ได้กำหนดเวลา เพราะการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เราจะไปเร่งรัดไม่ได้ ต้องทำตามลำดับ จริงๆ เราเสนอไปในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 13 พื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้เก็บกู้แล้ว 5 พื้นที่ และเราจะเก็บกู้ต่อไปอีก 8 พื้นที่ และหาก 8 พื้นที่เสร็จแล้ว เราก็จะขยายต่อ เพราะมีจำนวนมาก ดังนั้นเราไม่ต้องกำหนดเวลา แต่ให้เร่งรัดดำเนินการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วย

เมื่อถามถึงพื้นที่ที่กำหนดไว้ 64 พื้นที่ ฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้เองทั้งหมดหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราก็ต้องดำเนินการเอง  ซึ่งจริงๆ แล้วตอนแรกที่ประชุมกัน เราต้องการทำร่วมกัน โดยทางกัมพูชาเองก็อยากให้รอ แต่เราคงรอไม่ได้แล้ว จากการสูญเสียไปถึง 7 ขา ดังนั้นเราต้องทำเอง และทำฝ่ายเดียวนี่แหละ 

“วันนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวลใจว่า ทำไมกัมพูชายังไม่เก็บ เมื่อเขายังไม่เก็บ เราก็เก็บในพื้นที่ของเรานี่แหล่ะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทยและทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่”

เมื่อถามถึงกรณี 18 เชลยศึกทางกัมพูชากล่าวหาว่าไทยพยายามเก็บไว้เพื่อเป็นข้อต่อรอง เรายังยืนยันที่จะไม่ปล่อยตัวใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยังไม่ปล่อยตัว เพราะเราจะทำเป็นสัญลักษณ์ว่าเขายังไม่แสดงความสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ ไม่ได้เป็นการต่อรองอะไรเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ยังไม่คิดจะปล่อย

เมื่อถามว่า นายฮุน เซน ออกมาบอกว่า ไม่ได้สนใจ 18 เชลยศึกแล้ว หากประเทศไทยอยากเก็บเอาไว้ ก็แล้วแต่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราทำตามกฎหมายและหลักการอย่างเดียว เราไม่ได้สนใจว่าทางฝ่ายกัมพูชาจะคิดอย่างไร เราทำตามหลักการ และทำตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า นายฮุน เซน ระบุว่าหากไทยอยากจะปิดด่าน 100 ปี ก็ทำไป พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สื่อมวลชนคงคิดได้ว่าหมายความว่าอย่างไร อย่างนั้นก็ฝากสื่อมวลชนไปดูรายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ดีๆ ที่มีการให้งดการยั่วยุ และต้องแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่สันติภาพ และการที่กัมพูชาพูดแบบนั้นเป็นการมุ่งมั่นหรือไม่ ส่วนตัวที่เคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องมาคุยกับตนแล้ว เพราะประชาชนคนไทยไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นตนก็จะไม่พูดเรื่องปิดด่าน ตนก็ตอบไปตามความรู้สึก ความเห็นของคนไทย ความต้องการของประชาชน เพราะฉะนั้นตนต้องทำตามความต้องการประชาชน ในเมื่อนายฮุนเซน บอกว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน ตนเองก็สบายใจ ว่าชีวิตนี้ไม่ต้องมาคุยกับตนเรื่องเปิดด่านแล้ว

‘สีหศักดิ์’เชื่อญี่ปุ่นฟันกฎหมาย หลังโซเชียลจี้ถอดพาสปอร์ต แจ็กแปปโฮ 

'สีหศักดิ์'เชื่อญี่ปุ่นฟันกฎหมาย หลังโซเชียลจี้ถอดพาสปอร์ต แจ็กแปปโฮ 

‘สีหศักดิ์’เชื่อญี่ปุ่นฟันกฎหมาย หลังโซเชียลจี้ถอดพาสปอร์ต แจ็กแปปโฮ 

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

‘รมว.ต่างประเทศ’เตือนอินฟลูฯไทยเที่ยวตปท.เคารพกฎหมาย-วัฒนธรรมประเทศนั้น บอกเป็นเรื่องส่วนตัว ปมโซเชียลเรียกร้องถอดพาสปอร์ต เชื่อ ทางการญี่ปุ่นดำเนินการตามกฏหมาย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.14 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรงค์ พาโพธิ์ หรือ แจ๊ค แปปโฮ ยูทูปเบอร์ชาวไทย ถ่ายคลิปถอดสื้อเต้นบนรถตู้ที่ประเทศญี่ปุ่น จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรียกร้องให้ทางการไทย ดำเนินการกับกรณีที่เกิดขึ้น ว่า การไปท่องเที่ยวต้องเคารพกฎหมาย ทำเนียมปฏิบัติของประเทศนั้นบางอย่างเราต้องรู้ว่าสังคมเขาเป็นอย่างไร ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีระเบียบ เพราะฉะนั้นต้องมีความระมัดระวัง การไปแสดงออกแบบนั้นก็กระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย และเราไม่อยากให้กระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

เมื่อถามว่าโซเชียลมีเดียออกมาถล่มสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องให้เพิกถอดพาสปอร์ตนายจาตุรงค์หรือแจ๊คแปบโฮ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆน่าจะเป็นเรื่องของตัวเขาเอง เข้าใจว่าทางการของประเทศญี่ปุ่นต้องมีการดำเนินการตามกฏหมาย