เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม! ศาลฎีการะบุชัด ‘ทักษิณ’เป็นตัวการให้ลูกถือหุ้นชินฯ ต้องจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้าน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม! ศาลฎีการะบุชัด 'ทักษิณ'เป็นตัวการให้ลูกถือหุ้นชินฯ ต้องจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้าน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม! ศาลฎีการะบุชัด ‘ทักษิณ’เป็นตัวการให้ลูกถือหุ้นชินฯ ต้องจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.45 น.

ศาลฎีการะบุชัดทักษิณเป็นตัวการให้ลูกถือหุ้นชินคอร์ปฯแทนกว่า3ล้านหุ้น ทั้งซื้อ-ขาย ชี้ขาดคุณธรรมทางภาษี ทำธุรกรรมเพื่อประโยชน์ อันมิชอบฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล

วันที่ 18 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน2568 ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการฯ ถนน.แจ้งวัฒนะได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายรัฐมนตรี โดยนายสมบูรณ์ คุปติมนัส ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร จำเลยที่1 กับพวกรวม 4 คน เรื่องภาษีอากรขอให้จำเลยทั้งสี่ปลดและยกเลิกหรือเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) ไม่ระบุเลขที่ใบแจ้ง ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/309/2563 ลงวันที่ 25 เมษายน 2560 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 

จำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ (ภ.ง.ด.12) เลขที่ ภงด.12 – 30325250 – 25600328๒๕ – 001 – 00005 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขทีสภ.3 (อธ.3)/309/2563 ลงวันที่ 25 เมษายน 2560ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น (ศาลภาษีอากรกลาง)ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

นายทักษิณ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยแยกเป็นประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ศาลฎีกาต้องส่งคำร้องของโจทก์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2551 เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฯ มิได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในบทมาตราที่มีลักษณะเดียวกัน จึงเป็นการร้องขอในเรื่องลักษณะเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะส่งคำร้องของโจทก์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ประเด็นที่ 2 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า นายพานทองแท้และน.ส.

พินทองทา ชินวัตรบุตรของนายทักษิณ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อในใบหุ้นอันเป็นหนังสือสำคัญโดยไม่ทราบมาก่อนว่านายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาถือหุ้นแทนโจทก์ ประกอบกับภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อที่ยอมให้นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาซึ่งเป็นตัวแทน แสดงออกหน้าเป็นตัวการซื้อขายหุ้น 

มื่อคดีนี้โจทก์ได้กลับแสดงตนให้ปรากฏว่าตนเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงแล้ว นิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นดังกล่าวของนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาย่อมผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นรายการ จึงถือได้ว่า การออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกำหนดเวลาซึ่งย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 อีก

ประเด็นที่ 3 โจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร และต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เงินได้พึงประเมินตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดเท่านั้น แต่หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย เมื่อนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มาจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด ในราคาหุ้นละ 1 บาท รวมกัน 329,200,000 หุ้น ในขณะที่ในวันดังกล่าวหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มีราคาซื้อขายตามกระดานซื้อขายหุ้นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นละ 49.25 บาท และในวันเดียวกันนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาขายหุ้นดังกล่าวให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในราคาหุ้นละ 29.25 บาท เมื่อไม่มีเหตุผลอันใดที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด จะยอมขายหุ้นให้นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดถึง40เท่า 

ดังนั้นพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นจากธุรกรรมการขายหุ้นดังกล่าวแล้ว จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ในการออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทามาไต่สวนและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น พฤติการณ์ของโจทก์ในฐานะตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อย่อมต้องผูกพันต่อการออกหมายเรียกและการออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิบังคับโจทก์ผู้เป็นตัวการให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาในฐานะตัวแทนทำขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 พยานหลักฐานจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ 

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2549 จำนวน 15,883,900,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินภาษีชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

ประเด็นที่ 4 กรณีมีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าการที่โจทก์ให้บุคคลอื่น รวมถึงนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ถือหุ้นแทน เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกันเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรงกรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

‘ไพศาล’ เผย ‘สี จิ้นผิง’ ใช้คำที่ไม่เคยใช้กับกษัตริย์ชาติใด ยกระดับไทย-จีน สู่ยุคเพชร

'ไพศาล' เผย 'สี จิ้นผิง' ใช้คำที่ไม่เคยใช้กับกษัตริย์ชาติใด ยกระดับไทย-จีน สู่ยุคเพชร

‘ไพศาล’ เผย ‘สี จิ้นผิง’ ใช้คำที่ไม่เคยใช้กับกษัตริย์ชาติใด ยกระดับไทย-จีน สู่ยุคเพชร

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.21 น.

วันที่ 18 พฤษภาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการและอุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า ทั่วโลกตลึง ไทย-จีนสุดซึ้ง 

สีจิ้นผิงใช้ราชาศัพท์โบราณ กราบบังคมทูลว่า”ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” ถวายพระเกียรติสูงสุดแด่ในหลวง

ในคำกราบบังคมทูลของประธานสีจิ้นผิงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นที่ตื่นเต้นตื่นใจของชาวจีนทั่วประเทศ เนื่องจากสีจิ้นผิงได้ใช้คำราชาศัพท์ของจีนโบราณที่ไม่เคยใช้มานานกว่า200ปี

 คือใช้คำว่า “กั๋วหวางปี่เซี๊ยะ” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

เพราะในคำกล่าวทั่วไปนั้นจะใช้คำว่า”กั๋วหวาง” หรือในหลวง ส่วนคำว่า”ปีเซี๊ยะ” นั้นเป็นราชาศัพท์จีนโบราณซึ่งไม่ได้ใช้มาหลายร้อยปีแล้ว 

เป็นคำราชาศัพท์โบราณของจีนที่ขุนนางใช้กราบบังคมทูลฮ่องเต้ คือใช้คำว่า”ปี่เซี๊ยะ”

ดังนั้นเมื่อสีจิ้นผิงใช้คำว่า”กั๋วหวางปี่เซี๊ยะ” จึงเป็นที่ตะลึงของทางจีน เพราะเป็นคำที่สีจิ้นผิงไม่เคยใช้กล่าวกับพระมหากษัตริย์ชาติใดเลย เป็นการตระเตรียมอย่างปราณีตและตั้งใจเป็นพิเศษ

ขณะนี้การเสด็จเยือนจีนก็เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญไปทั้งประเทศจีน ว่ามีผลทำให้ความสัมพันธ์ไทยจีนเข้าสู่ยุคใหม่ คือจากยุคทองเป็น”ยุคเพชรของความสัมพันธ์ไทยจีน”

น่าเสียดายที่ท่านนายกอนุทินไม่ได้ถือโอกาสนี้พูดเรื่องสำคัญ 5 เรื่องกับจีนซึ่งเป็นเรื่องที่ค้างมาจากที่ท่านประธานสีจิ้นผิงได้พูดกับท่านนายกอนุทินที่เกาหลีใต้ คือ

1.การสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนว่าจะเอาอย่างไร
2.เรื่องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่2  เพื่อเชื่อมเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์-คุนหมิง
3.เรื่องการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง6ประเทศที่ขณะนี้ปิดเส้นทางขนส่งและการท่องเที่ยวทางภาคเหนือของประเทศไทย
4.ความร่วมมือในการปราบปรามแสกมเมอร์ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่พนมเปญและกรุงเทพจะเอาอย่างไร
5.เรื่องความร่วมมือทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน 

จึงพลาดโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนเรื่องจีนซื้อข้าวไทย5แสนตัน ที่ประธานสีจิ้นผิงกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว และนายกอนุทินนำมาโพสต์เสียใหญ่โตนั้น นั้นเป็นพระบารมีโดยแท้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย

ในพลันที่ประธานสีจิ้นผิงได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเสร็จแล้ว สำนักเลขาธิการใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ออกคำสั่ง ไปยังสถาบันการต่างประเทศ ภายใต้คณะกรรมการกรมการเมือง แห่งคณะ

กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้ชี้นำนักลงทุนและนักธุรกิจจีนเร่งรีบเข้ามาขยายการลงทุนและการทำธุรกิจในประเทศไทย

ซึ่งในขณะนี้นักลงทุนและนักธุรกิจจีนได้เริ่มเคลื่อนไหวกันเข้ามายังไทยแล้ว

โอ้ลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส ข้าวรพุทธเจ้าชาวไทย ยกกรไหว้แด่ไทยราชันย์ เราน้อมเกล้าเกศี ถวายภูมีหมอบศิระกรานต์ เทอดบังคมภูบาลเอาไว้เหนือฟ้า

ร่มโพธิ์ทองของชาวไทย อวยพรชัยให้มหาราชา

ช่วยกันเปล่งวาจาขอจงทรงพระเจริญๆๆๆ

พระบารมีพระมากพ้นรำพัน ขอจงทรงพระเจริญพระพุทธเจ้าข้า

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ 

ข้าพระพุทธเจ้านายไพศาลพืชมงคล นักกฎหมายของประชาชน

นายกฯ เยี่ยมชมโครงการพัฒนาทักษะร้านค้า คนละครึ่ง พลัส ทักทายสื่อ คิดถึงไม่เจอกันหลายวัน

นายกฯ เยี่ยมชมโครงการพัฒนาทักษะร้านค้า คนละครึ่ง พลัส ทักทายสื่อ คิดถึงไม่เจอกันหลายวัน

นายกฯ เยี่ยมชมโครงการพัฒนาทักษะร้านค้า คนละครึ่ง พลัส ทักทายสื่อ คิดถึงไม่เจอกันหลายวัน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.08 น.

นายกฯ เยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาทักษะร้านค้า “คนละครึ่ง พลัส” ก่อนนำถก ครม. ทักทายสื่อ คิดถึงไม่เจอกันหลายวัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 พฤสจิกายน 2568 ที่บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รมว.การต่างประเทศ น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯได้เดินชมบูธพันธมิตรโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ(Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และเยี่ยมชมบูธธนาคารออมสิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผู้ให้บริการ Food Delivery และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ด้วยความสนใจ พร้อมสอบถามผู้ให้บริการ Food Delivery ถึงการเข้าใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสของประชาชน

จากนั้นเวลา 10.20 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 นายกฯเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมนายกฯทักทายสื่อมวลชนว่า คิดถึงๆไม่เจอกันหลายวัน

ปลัดคลังชี้การสืบทรัพย์ เก็บภาษีคดีหุ้นชินฯ 1.76 หมื่นล้าน อสส.มีอำนาจแม้อยู่ต่างประเทศ

ปลัดคลังชี้การสืบทรัพย์ เก็บภาษีคดีหุ้นชินฯ 1.76 หมื่นล้าน อสส.มีอำนาจแม้อยู่ต่างประเทศ

ปลัดคลังชี้การสืบทรัพย์ เก็บภาษีคดีหุ้นชินฯ 1.76 หมื่นล้าน อสส.มีอำนาจแม้อยู่ต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.33 น.

ปลัดคลัง เผย สรรพากร รายงาน แนวทางเก็บ คดีหุ้นชิน 1.76 หมื่นล้านวันนี้ ชี้ออส.มีอำนาจสืบทรัพย์ แม้อยู่ต่างประเทศ

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะโจทก์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ว่า วันนี้กรมสรรพากรจะมารายงานตน แต่อย่างไรก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยให้อัยการสูงสุดจะมีการดำเนินการสืบทรัพย์ และเข้าสู่การดำเนินการของกรมบังคับคดี แล้วมาที่การดำเนินการของกรมสรรพากร 

พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมากรมสรรพากร มีแนวปฏิบัติอยู่แล้ว ในการฟ้องคดีในเรื่องเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

เมื่อถามว่า วงเงินเยอะขนาดนี้จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยเฉพาะหรือไม่ รวมถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ นายลวรณ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนต้องรอให้กรมสรรพากรมารายงาน และเมื่อมีความชัดเจนก็จะมีการแถลงให้รับทราบ

ถามต่อว่า หากทรัพย์สินยังอยู่ในต่างประเทศจะดำเนินการ สืบทรัพย์ ได้หรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า อัยการสูงสุดสามารถสืบทรัพย์ได้ 

ส่วนกรณีดังกล่าวจะเทียบเคียงกับการยึดทรัพย์ในโครงการจำนำข้าวได้หรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า กรณีจำนำข้าว โจทก์ไม่ใช่กรมสรรพากร แต่รอบนี้โจทก์ คือกรมสรรพากร ซึ่งอาจจะเป็นคนบริบทกัน

‘ก่อแก้ว’ ครวญแทน ‘นายใหญ่’ พอได้หรือยังครับ!

'ก่อแก้ว' ครวญแทน 'นายใหญ่' พอได้หรือยังครับ!

‘ก่อแก้ว’ ครวญแทน ‘นายใหญ่’ พอได้หรือยังครับ!

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.31 น.

18 พ.ย. 68 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณทักษิณ เป็นสิ่งที่เกินจะรับ ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 1 ปี ซ้ำ โดยไม่หักวันที่เคยถูกคุมขังอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจเลย

ถูกอัยการอุทธรณ์คดี 112 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ คณะทำงานที่มีอัยการสูงสุดคนปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะมีมติไม่อุทธรณ์ 8 : 2 และทำให้หมดสิทธิ์ขอพักโทษจากการจองจำ ถูกศาลฎีกา พิพากษาให้การที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีการขายหุ้น “ชินคอร์ป“ จำนวน 17,600 ล้านบาท ทั้งๆที่ศาลภาษีชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ถอนการประเมิน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยึดไปไปแล้ว 46,000 ล้าน เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2553 ด้วยคำสั่งของศาลฎีกาฯ นักการเมือง 

การกระทำต่อคุณทักษิณ ถูกมองว่ามาแบบซีรี่ส์ที่มีการจัดวาง ขัดต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก ผลักไสไล่ส่งเอาคนที่สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศมากๆ ไปอยู่ต่างประเทศ และ ขังคุก จากนั้น ก็เอาเอาพวกเฮงซวยมาบริหารประเทศ ไม่แปลกใจที่ประเทศถดถอยมาตามลำดับ จนหนี้ประเทศ และ หนี้ครัวเรือนสูงสุด คนไทยส่วนใหญ่ แทบไม่มีความหวังกับประเทศนี้อีกเลย

สงสารประเทศไทย พอได้หรือยังครับ!” 

ชาวตรังคึกคัก! ‘นิพิฏฐ์’ เผย ‘ชวน’ ไม่ได้สู้กับใคร แต่ใครจะสู้กับท่านผมไม่รู้

ชาวตรังคึกคัก! ‘นิพิฏฐ์’ เผย ‘ชวน’  ไม่ได้สู้กับใคร แต่ใครจะสู้กับท่านผมไม่รู้

ชาวตรังคึกคัก! ‘นิพิฏฐ์’ เผย ‘ชวน’ ไม่ได้สู้กับใคร แต่ใครจะสู้กับท่านผมไม่รู้

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.14 น.

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ท่านชวน หลีกภัย ไม่ได้สู้กับใคร แต่ใครจะสู้กับท่านผมไม่รู้
เมื่อวาน ( 17 พ.ย.2568 ) ผมเดินทางข้ามเขาบรรทัดไปพบท่านชวน หลีกภัย ที่จ.ตรัง เพื่อรายงานข้อมูลทางการเมือง และรับฟังความเห็นทางการเมืองของท่าน 

บรรยากาศที่บ้านพักของท่าน เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนชาวจ.ตรัง เดินทางเข้าพบและให้กำลังใจท่านชวน หลีกภัย นักการเมืองและอดีตนายกรัฐมนตรีในดวงใจของพวกเขา ชาว จ.ตรัง จำนวนมาก 

หลายคนพูดกับผมว่า คราวนี้ชาวตรัง ต้องช่วยกันอย่างเข้มแข็ง ไม่ให้ท่านชวนพ่ายแพ้ ผมบอกว่า อย่าคิดอย่างนั้นเลย มันไม่ใช่การต่อสู้ของท่านชวนกับใครหรอก แต่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง 2 แนวทาง 

เราจะเรียก 2 แนวทางนี้ ว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่แนวทางหนึ่ง ท่านชวนเป็นผู้นำ และคนตรังส่งเสริมสนับสนุนจนท่านได้เป็นนักการเมืองที่คนทั้งประเทศยอมรับมากที่สุด เป็นที่ภูมิใจของคนจ.ตรัง 
วันนี้ ท่านยังเป็นหัวขบวนการเมืองนี้ อยู่ที่คนตรัง ว่าจะรักษาแนวทางนี้และเดินไปกับท่านหรือไม่

ท่านชวนมิใช่“บ้านใหญ่” แต่เป็นบ้านของคนตรัง และบ้านของคนไทยทุกคน บ้านที่เปรียบเหมือนสวนสาธารณะ ที่คนทั่วประเทศเข้าไปแล้ว จะพบกับความสงบ ร่มเย็น 

เมื่อวานหลายคนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค บางคนมาเพื่อขอให้ท่านวาดรูปของตัวเอง เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งเมื่อมีเวลาท่านก็ทำให้ตามความประสงค์ คาดว่า จากนี้ บรรยากาศที่บ้านพักของท่านจะคึกคักมากขึ้นตามลำดับ

‘สีหศักดิ์’ ยืนยัน​ ยึดคำพูดผู้นำ เดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐต่อ

'สีหศักดิ์' ยืนยัน​ ยึดคำพูดผู้นำ เดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐต่อ

‘สีหศักดิ์’ ยืนยัน​ ยึดคำพูดผู้นำ เดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐต่อ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.09 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รมว.ต่างประเทศ​ กล่าวถึงกรณีผู้แทนการค้าสหรัฐฯ(ยูเอสทีอาร์) ส่งหนังสือระงับเจรจาภาษีมาถึงไทย​ ว่า​ ขณะที่นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คุยกับนายโดนัลด์​ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ซึ่งเราก็เดินหน้าของเราต่อไป 

เมื่อถามว่าหนังสือที่ส่งมาก่อนหน้านี้ มีผลหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายไทยถือเรื่องความมั่นคงเป็นสำคัญ​ ซึ่งควรจะแยกเรื่องการค้าออกจากกัน​ ยืนยันไทยจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ร่วมกับกัมพูชา 

เมื่อถามย้ำว่าไม่ต้องรอหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางสหรัฐฯ แต่ยึดคำเจรจาระหว่างผู้นำ 2 ประเทศใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ ตรงนี้สำคัญที่สุด​

เมื่อถามย้ำว่าผู้นำ​ 2 ประเทศมีความเข้าใจตรงกันใช่หรือไม่​ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​  ตรงนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจตรงกัน​ เราก็ยังเดินหน้าของเราในการเจรจาการค้า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปฏิญญาไทยกัมพูชา 

‘วัส ติงสมิตร’ชำแหละ!!! ทำไม ‘ทักษิณ’ ต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ในการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

‘วัส ติงสมิตร’ชำแหละ!!! ทำไม ‘ทักษิณ’ ต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ในการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

‘วัส ติงสมิตร’ชำแหละ!!! ทำไม ‘ทักษิณ’ ต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ในการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.55 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทักษิณต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทในการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้กลุ่มเทมาเสก

วันนี้ (จันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568) สื่อมวลชนรายงานข่าวว่า “ทักษิณ” อ่วม ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้องคดีที่ทักษิณฟ้องกรมสรรพากรให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้กลุ่มเทมาเสก ชี้การให้ “โอ๊ค-เอม” ถือหุ้นแทน ถือว่ามีวัตถุประสงค์ขาดคุณธรรมทางภาษีเพื่อให้รัฐเก็บภาษีไม่ได้ เป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง ทำให้ทักษิณต้องจ่ายภาษี 17,629.58 ล้านบาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ผู้เขียนพิจารณาแล้ว มีข้อมูลและความเห็นดังนี้

1)เดิมกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้ 17,629.57 ล้านบาท  จากนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา บุตรนายทักษิณ แต่บุคคลทั้งสองต่อสู้ว่าผู้ต้องเสียภาษีที่แท้จริงคือนายทักษิณ เพราะเป็นเจ้าของหุ้นและได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้บุคคลทั้งสองชนะคดี กรมสรรพากรไม่อุทธรณ์  และไม่ยอมออกหมายเรียกและประเมินภาษีจากนายทักษิณผู้ต้องเสียภาษีที่แท้จริง ทั้งที่ยังอยู่ในกำหนดเวลาที่สามารถออกหมายเรียกและประเมินภาษีได้    

ต่อมาเดือนมีนาคม 2560 ในขณะที่คดีจะครบอายุความ 10 ปี ที่จะประเมินภาษีจากนายทักษิณ  รัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้แจ้งให้กรมสรรพากรประเมินภาษีจากนายทักษิณตามคำแนะนำของ สตง. กรมสรรพากรจึงประเมินภาษี 17,629.58 ล้านบาทจากนายทักษิณ  

2) นายทักษิณจึงฟ้องกรมสรรพากรและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมิณ โดยอ้างว่าว่ากรมสรรพากรไม่ได้ออกหมายเรียกตนก่อนประเมินภาษี จึงประเมินภาษีตนไม่ได้ เป็นคดีนี้    

3) ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา (ในคดีหมายเลขดำที่ ภ 220/2563 หรือ คดีหมายเลขแดงที่ ภ 109/2565 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม2565) เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะตัวการ การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบ กรมสรรพากรกับพวกอุทธรณ์

4) ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษา (ที่ 2819/2566 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2566) ยืนตามศาลภาษีอากรกลาง กรมสรรพากรกับพวกฎีกา

5) ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรเห็นว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองเเท้ และนางสาวพินทองทา ถือหุ้นแทน เพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ส่วนประเด็นอื่น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568)

6) อาจกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า ศาลฎีกาพบว่า ทักษิณ “ปกปิด”การถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น โดยให้บุคคลอื่น (รวมถึงลูก คือ พานทองแท้ และ พินทองทา) ถือหุ้นแทนเขา เหตุผลที่ให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน “เพราะประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง” — ซึ่งตามกฎหมายห้ามให้เขาถือหุ้น ชินคอร์ปขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เจตนาของธุรกรรม

ศาลฎีกามองว่าโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าว “ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี” (tax avoidance) และ “ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร” โดยเฉพาะเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้รัฐจัดเก็บภาษีได้อย่าง “ถูกต้องและแน่นอน” 

ศาลฎีกาเห็นว่าการทำธุรกรรมนี้เป็น “ธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้” ซึ่งแสดงว่าไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจปกติ (เช่นการลงทุน, การขยายกิจการ) แต่เน้นหลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ ศาลฎีการะบุว่าเป็น “ธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง” (severely unlawful) ในมุมภาษีอากร
ผลทางกฎหมาย — เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

แม้จะมีประเด็นว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรอาจไม่สมบูรณ์ในกระบวนการ (เช่น เรื่องหมายเรียก) แต่ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ของนายทักษิณในฐานะตัวการไม่เปิดเผยชื่อย่อมต้องผูกพันต่อการออกหมายเรียกและการออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีของกรมสรรพากร และกรมสรรพากรมีสิทธิบังคับนายทักษิณผู้เป็นตัวการให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรที่นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาในฐานะตัวแทนทำขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 ไม่มีเหตุให้งดหรือให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” แก่นายทักษิณ — เพราะการกระทำเบื้องหลังเป็นธุรกรรมหลบเลี่ยงภาษีอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงยกฟ้องโจทก์ (นายทักษิณ) — หมายถึงไม่เพิกถอนการประเมินภาษี และให้กรมสรรพากรดำเนินการเก็บภาษีตามที่เรียกมา 
ยอดเงินภาษีที่ต้องจ่าย

นายทักษิณต้องจ่ายภาษี 17,629.58 ล้านบาทพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

17 พฤศจิกายน 2568

เตือนครั้งสุดท้าย!!! ‘พ.ร.บ.คุ้มครองหมอ-พยาบาล’ส่อตก หากไม่ช่วยกัน ต้องทนงานหนักไปอีกกี่รุ่น?

เตือนครั้งสุดท้าย!!!  'พ.ร.บ.คุ้มครองหมอ-พยาบาล'ส่อตก หากไม่ช่วยกัน ต้องทนงานหนักไปอีกกี่รุ่น?

เตือนครั้งสุดท้าย!!! ‘พ.ร.บ.คุ้มครองหมอ-พยาบาล’ส่อตก หากไม่ช่วยกัน ต้องทนงานหนักไปอีกกี่รุ่น?

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.31 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568  นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า พ.ร.บ.คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข 4 วันที่ผ่านมามีคนสนับสนุนกฎหมายเพียง 2,000 คน แต่เราต้องการ 10,000 คนเพื่อให้กฎหมายเข้าสภานะครับ 

ผมได้ทำส่วนที่ผมทำได้เพื่อพวกเราแล้ว หากพวกเราไม่ช่วยกัน กฎหมายจะตกไปนะครับ และผมเองคงไม่ทำเรื่องนี้อีกแล้วเพราะเต็มที่แล้ว ไม่รู้ต้องรออีกกี่ยุคถึงจะมีคนมาทำเรื่องนี้อีกครั้งแล้วนะ

นพ.วีระพันธ์ ได้มีข้อความอีกว่า หากบุคลากรเอาแต่บ่นว่างานหนัก แต่ไม่ช่วยกดดันกฎหมายรอบนี้ เราอาจต้องทนกันไปอีกชั่วลูกชั่วหลานแล้วนะครับ

ทั้งนี้  นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสตฺข้อความอีกว่า ใจความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข พ.ศ. ….
บันทึกหลักการและเหตุผล (หน้า 1)

หลักการ: ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข
เหตุผล:

* ปัจจุบันภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขในสถานพยาบาลของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก
* สาเหตุมาจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม, และการรองรับผู้ป่วยแรงงานเพื่อนบ้านถูกกฎหมาย
* ส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยเนื่องจากคุณภาพการรักษาพยาบาลตกต่ำลง อันเป็นผลจากความอ่อนล้าทางกายและใจของบุคลากร
* เกิดการกระทบกระทั่งจากความไม่เข้าใจกันระหว่างบุคลากรและผู้ป่วยหรือญาติ
* ทำให้ขวัญกำลังใจตกต่ำลงและรัฐสูญเสียบุคลากรสาธารณสุขออกไปจากระบบราชการจำนวนมาก
* จึงสมควรกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานในเรื่อง จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน, ชั่วโมงพักผ่อน, ค่าตอบแทน, และความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัย ของบุคลากรสาธารณสุข
* ซึ่งจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยในการเข้ารับการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย และช่วยให้รัฐวางแผนอัตรากำลังได้อย่างถูกต้อง

ร่างพระราชบัญญัติ (หน้า 2 – 13)

บทบัญญัติสำคัญ
* การบังคับใช้: ใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (อาจต้องมีบทเฉพาะกาลก่อน 4-5 ปี เพื่อผลิต และกระจายกำลังคนให้เหมาะสมก่อน)
* คำนิยาม “บุคลากร”: หมายถึง บุคลากรสาธารณสุข เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม, การพยาบาลและการผดุงครรภ์, ทันตกรรม, เภสัชกรรม, กายภาพบำบัด, เทคนิคการแพทย์, ผู้ประกอบโรคศิลปะ และอื่น ๆ ที่รัฐมนตรีกำหนดเพิ่มเติม โดยต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่การให้การบริบาลสาธารณสุขตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสถานพยาบาลของรัฐ แต่ไม่รวมถึงบุคลากรที่อยู่ระหว่างการศึกษาอบรมไปพร้อมกับการปฏิบัติงาน
* ผู้รักษาการ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รักษาการ

หมวด 1 คณะกรรมการคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข (มาตรา 5 – 11)

* องค์ประกอบ: มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ และปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานกรรมการ
* กรรมการ: ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่กำหนดนโยบายการบริการสาธารณสุข (เช่น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน, สปส., สปสช.), ผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้อง (เช่น กลาโหม, อว., มหาดไทย, แรงงาน), ผู้แทนสภาวิชาชีพ (เช่น ทันตแพทยสภา, แพทยสภา, สภาการพยาบาล), ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลแต่ละประเภท, และผู้แทนบุคลากรที่ไม่ใช่ผู้บริหาร
* วาระ: กรรมการที่มาจากการเลือกมีวาระคราวละสามปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
* อำนาจหน้าที่: กำหนดสัดส่วนบุคลากรให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย, กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนเบี้ยความเสี่ยงพิเศษ, กำหนดแนวทางคุ้มครองดูแลบุคลากรให้ได้รับความปลอดภัย, ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่บุคลากรที่ถูกละเมิดสิทธิ, และอื่น ๆ
หมวด 2 การกำหนดจำนวนชั่วโมงปฏิบัติงานและค่าตอบแทน (มาตรา 12 – 19)

* ชั่วโมงปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ: ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
* ชั่วโมงปฏิบัติงานในวันหยุดราชการ: ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกินสองวันติดต่อกัน (มีข้อยกเว้นสำหรับเวรเรียกตัว)
* ชั่วโมงหยุดพักการปฏิบัติงาน: ต้องไม่ต่ำกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหนึ่งวัน
* การปฏิบัติงานในกะดึก: ต้องจัดให้มีชั่วโมงหยุดพักการปฏิบัติงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมงติดต่อกันหลังสิ้นสุดกะดึก และห้ามบุคลากรปฏิบัติงานในกะดึกเกินกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
* ความสมัครใจ: ชั่วโมงปฏิบัติงานนอกเวลาราชการและชั่วโมงปฏิบัติงานเพิ่มเติมต้องเป็นไปตามข้อตกลงด้วยความสมัครใจร่วมกัน ห้ามใช้คำสั่งบังคับโดยมิได้สมัครใจ
* ค่าตอบแทน:
* ชั่วโมงปฏิบัติงานนอกเวลาราชการและเพิ่มเติม: ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ของค่าจ้างรายชั่วโมงในเวลาราชการ
* การปฏิบัติงานในกะดึก: ได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของค่าจ้างรายชั่วโมงในเวลาราชการ
* การปฏิบัติงานในวันหยุดราชการ: ไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของค่าจ้างรายชั่วโมงในเวลาราชการ
* การปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น ห้องฉุกเฉิน, ห้องผ่าตัด): มีสิทธิได้รับ เบี้ยความเสี่ยงพิเศษ
* กองทุน: จัดตั้ง “กองทุนสนับสนุนค่าตอบแทนสำหรับชั่วโมงการปฏิบัติงานที่มิใช่ชั่วโมงปฏิบัติงานในเวลาราชการ” มีฐานะเป็นนิติบุคคล ในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

หมวด 3 การคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุข (มาตรา 20 – 24)
* ความรับผิดชอบ: กรณีต้องเข้าปฏิบัติงานนอกเวลาหรือขาดแคลนบุคลากรจนต้องดูแลรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ บุคลากรจะได้รับการคุ้มครองให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง เว้นแต่ กระทำโดย

เจตนาจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
* ห้องพักผ่อน: สถานพยาบาลของรัฐต้องจัดหาห้องพักผ่อนที่เหมาะสมและเพียงพอ กรณีบุคลากรปฏิบัติงานนอกเวลาราชการและกะดึก
* ความปลอดภัย: ผู้อำนวยการสถานพยาบาลฯ ต้องจัดให้มีมาตรการคุ้มครองและดูแลความปลอดภัยของบุคลากรในสังกัด มิให้ถูกข่มขู่ คุกคาม ทำร้าย หรือถูกละเมิดสิทธิ มาตรการต้อง

ครอบคลุมถึงการจัดระบบรักษาความปลอดภัย (เช่น เจ้าหน้าที่, กล้องวงจรปิด) และการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย
* สิทธิการลา: ผู้อำนวยการฯ ต้องประกาศหลักเกณฑ์สิทธิในการลาพักร้อน ลากิจ หรือลาป่วย โดยชัดแจ้ง และต้องไม่ละเมิดสิทธิ
หมวด 4 การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข (มาตรา 25 – 29)
* คณะกรรมการพิจารณาและวินิจฉัย: หัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดเป็นผู้แต่งตั้งเพื่อพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น
* หลักเกณฑ์การได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น:
* ความเสียหายต้องเกิดจากการให้บริการสาธารณสุขที่มีจริยธรรมและได้มาตรฐานวิชาชีพ
* ความเสียหายต้องไม่เกิดจากความจงใจและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ให้บริการสาธารณสุขเอง
* เงินช่วยเหลือเบื้องต้นเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณ และหากไม่เพียงพอให้เบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ
* การได้รับเงินนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิการช่วยเหลืออื่นจากทางราชการ เว้นแต่ได้รับเงินอื่นที่มีลักษณะเดียวกันไปแล้ว

หมวด 5 บทกำหนดโทษ (มาตรา 30 – 31)
* สถานพยาบาลของรัฐ: ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และต้องชดเชยค่าตอบแทนแก่บุคลากรที่ถูกละเมิดสิทธิ
* ผู้อำนวยการสถานพยาบาลฯ หรือหัวหน้าหน่วยบริการฯ: เจตนาละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในเรื่องสิทธิการลา (มาตรา 24) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และถือเป็นความผิดทางวินัย

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ (หน้า 17)

การมี พ.ร.บ. นี้จะทำให้:
* คุณภาพของการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลของรัฐดีขึ้น
* ไม่เกิดการกระทบกระทั่งอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกันระหว่างบุคลากรสาธารณสุขและผู้ป่วยหรือญาติ
* ขวัญกำลังใจของบุคลากรสาธารณสุขดีขึ้น
* รัฐรักษาบุคลากรสาธารณสุขไว้ในระบบราชการเพิ่มมากขึ้น
* เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ป่วยหรือญาติว่าจะได้รับการดูแลรักษาและบริบาลอย่างมีคุณภาพและตรงตามมาตรฐาน

คนไม่พอจะขึ้นเวรกันยังไง รพ.ต้องปิดมั้ย?
https://www.facebook.com/share/p/17iySBGRdi/?mibextid=wwXIfr

เห็นด้วย ต้องการสนับสนุน ทำตามวิธีใน link นี้
https://www.facebook.com/share/p/1H8pqVuqRs/?mibextid=wwXIfr

‘อัษฎางค์’ ชี้ดีลทักษิณขายหุ้น’ชินคอร์ป’ คือ กระดูกสันหลัง มอบความชอบธรรมให้ทหารทำรัฐประหาร

'อัษฎางค์' ชี้ดีลทักษิณขายหุ้น'ชินคอร์ป' คือ กระดูกสันหลัง มอบความชอบธรรมให้ทหารทำรัฐประหาร

‘อัษฎางค์’ ชี้ดีลทักษิณขายหุ้น’ชินคอร์ป’ คือ กระดูกสันหลัง มอบความชอบธรรมให้ทหารทำรัฐประหาร

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.11 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ว่า ดีลทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป คือ ดีลที่ทักษิณมอบความชอบธรรมในการทำรัฐประหารให้ทหาร ผู้ที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษา ผลประโยชน์ของชาติ

ข้อเท็จจริงในคดีที่ทักษิณขายหุ้น “ชินคอร์ป” ให้เทมาเส็กของสิงคโปร์โดยไม่เสียภาษี เกิดจากดีลใหญ่ในปี 2549 ซึ่งถูกตรวจสอบและกลายเป็นคดีภาษีมูลค่าสูงถึง 1.76 หมื่นล้านบาท ต่อมาศาลฎีกาในปี 2568 ได้มีคำพิพากษาสำคัญที่พลิกผลลัพธ์ของคดี

สรุปรายละเอียดหลักได้ดังนี้

• ทักษิณ ชินวัตร พร้อมครอบครัว เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

• หุ้นชินคอร์ปถูกโอนให้ลูก (พานทองแท้และพินทองทา) ผ่านบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด (ตั้งในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน) ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ซึ่งเป็นการซื้อขายกันนอกตลาด และมีการตั้งคำถามว่ามูลค่าที่ต่ำกว่านี้เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี

• หลังจากนั้น หุ้นดังกล่าวถูกขายต่อให้กลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ในราคาหุ้นละประมาณ 49 บาท รวมราคาสูงถึง 73,000 ล้านบาท

• คณะกรรมการตรวจสอบ (คตส.) และกรมสรรพากร สอบสวนว่าเป็นการโอนหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาดจนเกิดส่วนต่างที่ควรเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ของประมวลรัษฎากร

• กรมสรรพากรออกหนังสือแจ้งภาษีให้ทักษิณ (ผ่านลูกและแอมเพิล ริช) ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท

• ก่อนหน้านี้ ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยพิพากษาให้นายทักษิณชนะคดี โดยระบุว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ออกหมายเรียกให้ทักษิณในขั้นตอนที่กำหนด

• กรมสรรพากรยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา และในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกาพิพากษาให้ “ทักษิณแพ้คดี” ต้องจ่ายภาษี จากการขายหุ้น “ชินคอร์ป” ให้กับเทมาเส็กตามคำสั่งของกรมสรรพากร

• ศาลชี้ว่าธุรกรรมนี้ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจและมีเป้าหมายเพื่อหาประโยชน์ด้านภาษี จึงต้องเสียภาษีตามกฎหมาย

• ศาลฎีกาอ้างถึงมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่า หากมีการโอนหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด จะถือว่าส่วนต่างราคาซื้อขายนั้นเป็น “เงินได้พึงประเมิน” และต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

• ศาลชี้ว่าการโอนหุ้นให้ลูกทั้งสองถือหุ้นแทน เป็นการกระทำที่ “ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ” นอกจากเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี จึงจัดว่าเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรงและขาดคุณธรรมทางภาษี

• โดยปกติถ้ามีการโอนหุ้นในครอบครัว ต้องพิจารณาว่าเป็นการถ่ายทอดผลประโยชน์เพื่อดูแลสืบทอดกิจการ หรือเพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย

• คำว่า “ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ” ตามที่ศาลชี้หมายความว่า การโอนหุ้นให้ลูกทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลทางธุรกิจหรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกิจการ แต่โอนหุ้นนั้นเพื่อจงใจหลีกเลี่ยงภาษีหรือได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า

• ศาลไม่ยอมรับคำอ้างที่ว่า กรมสรรพากรประเมินภาษีโดยผิดขั้นตอนตามมาตรา 19 เพราะเห็นว่าการขายหุ้นเป็นของทักษิณโดยแท้จริง แม้หุ้นจะอยู่ในชื่อของบุตร จึงต้องเสียภาษีตามกฎหมาย

• ศาลจึงพิพากษาให้ทักษิณ ชำระภาษีเงินได้พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 17,600 ล้านบาท

เมื่อตระกูลชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้เทมาเส็กในวันที่ 23 ม.ค. 2549 เป็นเงินกว่า 73,000 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว กลายเป็น “ตัวเร่งชนิดแรงสูง” ที่ทำให้สถานการณ์การเมืองซึ่งเดือดอยู่แล้ว ระเบิดออกอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

1. ประชาชนจำนวนมากมองว่ารัฐบาลใช้กฎหมายเอื้อผลประโยชน์ธุรกิจในเครือตนเอง

2. ชินคอร์ปถือสัมปทานดาวเทียมและกิจการสื่อสาร ซึ่งทางสังคมมองเป็น “การขายกิจการที่เกี่ยวกับความมั่นคงให้ต่างชาติ”

3. การไม่เสียภาษีจำนวนมหาศาล กลายเป็นเชื้อไฟทางศีลธรรม ทำให้คนรู้สึกว่าระบบถูกบิดเบือนเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ดีลการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กในปี 2549 นี้ทำให้การเมือง “เพดานแตก” ในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังดีลเกิดขึ้น

• เกิดการชุมนุมใหญ่ของพันธมิตร

• เกิดปรากฏการณ์ “ขอคืนภาษี”

• เกิดการยุบสภาในเดือนกุมภาพันธ์

• เกิดการเลือกตั้งเดือนเมษายนที่ฝ่ายค้านบอยคอต

• เกิดสุญญากาศการเมืองที่ยืดเยื้อ

รัฐขาดความชอบธรรม ในสายตากลุ่มอำนาจหลายฝ่าย ทั้งในระบบราชการ กองทัพ และภาคชนชั้นนำ

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดรัฐประหารง่ายขึ้นอย่างผิดปกติ

“เหตุผลอย่างเป็นทางการ” ของ คมช. หลังรัฐประหาร

เมื่อ 19 กันยายน 2549 คมช. ออกประกาศว่า

รัฐบาลทักษิณ “ทุจริต เอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและเครือญาติ และบ่อนทำลายธรรมาภิบาลของรัฐ”

แม้จะมีปัจจัยอื่นประกอบ

แต่ดีลชินคอร์ป–เทมาเส็กคือ “ข้อกล่าวหาหลัก” ที่ถูกยกเป็นหลักฐานเชิงสังคม

กล่าวได้ว่ามันเป็น “กระดูกสันหลังของความชอบธรรมรัฐประหาร”

สรุป

ดีลขายหุ้นชินคอร์ป “ไม่ใช่เหตุโดยตรง” แต่เป็น “ชนวนที่ทำให้โครงสร้างความขัดแย้งที่สุกงอมอยู่แล้วพังทลายลง” จนนำไปสู่รัฐประหารได้อย่างรวดเร็ว

ชนิดที่ถ้าไม่มีดีลนี้ เหตุการณ์ 19 กันยาอาจยังไม่เกิด หรือเกิดช้ากว่านี้ หรือเป็นไปในรูปแบบที่ต่างไปจากนี้

คำว่า โดนกลั่นแกล้งจากมือที่มองไม่เห็น ของทักษิณ เป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ทำผิดกฎหมายอย่างตั้งใจ