‘นักเขียนดัง’ ย้อนเกล็ด ‘มิสทีนเขมร’ ปมรักสงบ ถามไม่รู้หรือ แผ่นดินเขมรไม่เคยสงบมาก่อน

'นักเขียนดัง' ย้อนเกล็ด 'มิสทีนเขมร' ปมรักสงบ ถามไม่รู้หรือ แผ่นดินเขมรไม่เคยสงบมาก่อน

‘นักเขียนดัง’ ย้อนเกล็ด ‘มิสทีนเขมร’ ปมรักสงบ ถามไม่รู้หรือ แผ่นดินเขมรไม่เคยสงบมาก่อน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.53 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 จากกรณี ชูรี ลอร์เฮิร์ส (Chouri Laorhours) ผู้เข้าร่วมการประกวด Miss Teen Cambodia 2025 (มิสทีนกัมพูชา 2025) ขึ้นพูดบนเวทีประกวด โดยเธอได้กล่าวสุนทรพจน์ระบุว่า “Thailand start the War” (ประเทศไทยเป็นผู้เริ่มสงคราม)

ทั้งยังพูดบนเวทีว่า “ในนามประชาชนกัมพูชา ขอเรียกร้องให้ประชาคม ประณามอย่างหนักแน่นต่อทหารไทยที่ได้ละเมิดข้อตกลงสันติภาพ ระหว่างกัมพูชาและไทย ผ่านการยิงใส่พลเรือนชาวกัมพูชา ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต” จากนั้นเธอได้เริ่มกะพริบตาเหมือนกำลังจะร้องไห้ ก่อนจะพูดต่อว่า “หมู่บ้านเปรยจันท์ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2025” แล้วเช็ดที่บริเวณดวงตา แล้วกล่าวอีกว่า “สงครามไม่ใช่ทางออก การเจรจา และสันติภาพต่างหาก คือทางออกที่ดีที่สุด” 

หลังจากกล่าวสุนทรพจน์ เธอได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมขาวกัมพูชา ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะมีการประกาศว่า เธอคือผู้ชนะเลิศบนเวที Miss Teen Cambodia 2025 อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางงามเขมรอ้างตัวเป็นเหยื่อ 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า

มิสทีนของกัมพูชา . ขึ้นเวที ร้องห่มร้องไห้ บอกว่า

กัมพูชานั้นเป็นประเทศที่รักสงบ แต่ที่ไม่สงบในยามนี้เป็นเพราะ Thailand start the war

มิสส้นทีน ของกัมพูชา ที่ใบหน้าเหมือนทหารเกณฑ์กัมพูชา .. เธอไม่รู้ประวัติศาสตร์ชาติตัวเองหรือว่า แผ่นดินเขมร ไม่เคยสงบมาก่อนเลย

ที่ไม่เคยสงบ ก็มาจากภายในแผ่นดินของตนทั้งสิ้น

ไม่อยากจะเล่ายาว เพราะเคยเขียนเรื่องเขมรไปหลายครั้งแล้ว ความไม่สงบของกัมพูชาล้วนเกิดจากความระแวงและการใฝ่อำนาจ จนถึงต้องฆ่ากันตาย

เอาสั้น ๆ พอเป็นยาดองเรียกน้ำย่อย 

ในช่วงต้นราชวงศ์จักรี .. เชื้อกษัตริย์เขมร ต่างลี้ภัยเข้ามาพึ่งบารมีพระมหากษัตริย์ไทยอยู่เสมอ

อาทิ ● นักองค์เอง มาอยู่ในกรุงเทพ ถึง 11 ปี

● นักองค์สงวน นักองค์อิ่ม , รัชกาลที่ 1 ได้ทรงอุปการะไว้

● นักองค์ด้วง เป็นเชื้อพระวงศ์เขมรอีกคน ที่หนีการแย่งชิงบัลลังก์มาอาศัยในกรุงเทพ (รัชกาลที่ 2)  

นักองค์ด้วง อยู่ไทยถึง 27 ปี จนมีพระชนมายุ 43 พรรษา . 

อยู่จนเปลี่ยนรัชสมัย เป็นรัชกาลที่ 3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระองค์ได้มีพระบรมราชโองการว่า 

“หากทางเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใด ให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร” 

โดยให้กองทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นำกำลังไปส่งนักองค์ด้วง และจัดการความสงบที่กัมพูชา .

นี้ยังไม่เล่าถึงสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดง และเขมร 4 ฝ่าย

   ที่ฆ่ากันตายไปประมาณ 2 ล้านคน จากประชากรที่มีเพียง 7-8 ล้านคนเท่านั้น

….

เขมร เป็นแผ่นดินที่ไม่เคยมีความสงบสุขนับแต่โบราณมา . บ้างก็ว่าเป็น “แผ่นดินที่ถูกสาป”

จากที่มิสทีนกัมพูชา หรือ “มิสส้นทีน” เขมร . ออกมากล่าวหาไทย ด้วยกลวิธีมายา ใช้น้ำตาเรียกร้องความสนใจ

ทำให้ผมตระหนักว่า ประเทศไทยขาดอยู่ 2 สิ่ง /

และ 2 สิ่งที่ขาดไปนั้น กลับเป็นสิ่งที่พวกเขมรทั้งชายและหญิง ล้วนเชี่ยวชาญ ถนัด ช่ำชอง

นั้นคือ .

1 . #การหักหลัง

2. #การตอแหล

‘ดร.จักษ์’ ฟาด ‘มันคนละชั้น’ ชี้ผู้นำบางคนเจรจาแบบ ‘เด็กขอของ’ เทียบ ‘อนุทิน’ ยืนข้างอธิปไตย

'ดร.จักษ์' ฟาด 'มันคนละชั้น' ชี้ผู้นำบางคนเจรจาแบบ 'เด็กขอของ' เทียบ 'อนุทิน' ยืนข้างอธิปไตย

‘ดร.จักษ์’ ฟาด ‘มันคนละชั้น’ ชี้ผู้นำบางคนเจรจาแบบ ‘เด็กขอของ’ เทียบ ‘อนุทิน’ ยืนข้างอธิปไตย

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.30 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #มันคนละชั้น

เวลาฟังคำให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองไทยบางคนนี่… เหมือนนั่งดูเด็ก ม.2 แอบโทรคุยกับรุ่นพี่แล้วทำเป็น “เนียนว่าตัวเองมีอำนาจต่อรอง” ทั้งที่ตัวเองยังลืมแม้แต่จะปิดไมค์ก่อนเม้าท์เพื่อนตัวเอง

กรณี “อังเคิลอย่าไปฟังแม่ทัพภาคสอง เขาเป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา… อังเคิลอยากได้อะไรก็บอก จะจัดการให้”

พอหลุดออกมา กลับบอกว่า “เป็นเทคนิคจิตวิทยาการเจรจา”

โธ่… ถ้าการยอมเขาไปทุกประตูเรียกว่า จิตวิทยาการเจรจา

งั้น “ก้มหัวให้เขาเหยียบ” ก็คงเป็น ทฤษฎีสร้างสัมพันธ์เชิงบวก น่ะสิ!

พูดแบบไม่ต้องกลัวยาว—นี่ไม่ใช่ negotiation นี่คือ self-devaluation

ลดค่าตัวเอง ลดสถานะประเทศ แล้วยังมีหน้ามาบอกประชาชนว่านี่คือ “วิธีนักการทูต”

ตรงข้ามกับทางฝั่งอนุทิน—ใช่ คนไทยจะชอบหรือไม่ชอบเขาเป็นอีกเรื่อง

แต่ สาระของถ้อยแถลง คือการยืนข้างอธิปไตยไทยแบบไม่สั่น

ทั้งการระงับข้อผูกพัน การเรียกร้องความจริงใจของคู่สัญญา

และการประกาศชัดว่า “ไทยไม่รังแกเขา แต่พร้อมตอบโต้ทุกทางถ้าแตะอธิปไตยไทย”

ผลลัพธ์?

เสียงตอบรับดีจากประเทศคู่เจรจา—เพราะนี่คือภาษาที่ รัฐปกติ เขาใช้

ไม่ใช่ภาษาของเด็กที่ไปขอ “อังเคิล” ช่วยจัดการให้

เพราะต่างชาติไม่ได้โง่ เขาอ่านเกมขาดว่าใครเล่นบทผู้นำ

ใครเล่นบท “เด็กขอของ”

และนี่คือความจริงที่เจ็บที่สุด

เมื่อสองภาพพฤติกรรมถูกวางข้างกัน

ประชาชนแทบไม่ต้องใช้แว่นขยายก็เห็นว่า

ใครเหมาะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย

และ ใครควรหุบปากพักก่อน เพราะทั้งทักษะ ทั้งสติ ทั้งความสามารถ

ตามเขาไม่ทันแม้แต่ให้เงาตัวเองเหยียบ

อย่าลืม—

เสียภาษีแพงก็แค่ยุคทรัมป์ แต่เสียอำนาจอธิปไตย… เสียทีเดียวแล้วเสียไปตลอดกาล

วันนี้ไม่ใช่เวลามาเล่นบทลับลวงพรางหรือทำเนียนเก่งระหว่างประมุขต่างชาติ

นี่คือพื้นที่ที่ต้องใช้ “ความสามารถจริง” ไม่ใช่ “ความกล้าเสี่ยงประเทศเพื่อเอาหน้า”

และถ้าทำไม่ได้—

ประเทศนี้ก็ไม่ได้มีพื้นที่เหลือสำหรับการทดลองงานผู้นำอีกแล้ว

จักษ์ พันธ์ชูเพชร

๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

‘เทพไท’ ชี้คดี ‘ทักษิณ’ คือ ‘กรรมทำงาน’ สับกองเชียร์มโนถูกกลั่นแกล้ง!

'เทพไท' ชี้คดี 'ทักษิณ' คือ 'กรรมทำงาน' สับกองเชียร์มโนถูกกลั่นแกล้ง!

‘เทพไท’ ชี้คดี ‘ทักษิณ’ คือ ‘กรรมทำงาน’ สับกองเชียร์มโนถูกกลั่นแกล้ง!

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.10 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ระบุว่า  คดีทักษิณ : กรรมทำงาน

หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ออกมา2คดี คือ 1.อัยการสูงสุดมีคำสั่งยื่นอุทธรณ์คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร 2.ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตรเป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลย ทำให้นายทักษิณต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้ง2คดีนี้ อยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการลุ้นผลแห่งคดีว่า จะออกมาเช่นไร เมื่อผลของคดีเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้กองเชียร์ หรือผู้สนับสนุนนายทักษิณ ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นไปต่างๆนานา ว่าเป็นการกลั่นแกล้งนายทักษิณบ้าง นายทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรมบ้าง

จึงขออนุญาตวิเคราะห์ ในรายละเอียดของ2คดี ดังนี้ คือ

1.คดีอัยการสูงสุดมีคำสั่งยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของนายทักษิณนั้น นางสาวพินทองทา คุณากรวงศ์ ได้ให้ความเห็นหลังจากเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ด้วยน้ำตาคลอ เสียงสั่นเครือ ว่าเป็นเหตุการณ์กระทบจิตใจครอบครัว นายทักษิณเสียใจและรู้สึกเจ็บช้ำ ส่วนหลังจากนี้เตรียมวางแผนสู้คดี ยอมรับครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ต้องสู้ต่อ

ผมอยากจะอธิบายให้สังคมได้ทราบว่า การยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องที่นายทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้อัยการสูงสุด มีอำนาจชี้ขาดว่าควรจะอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ ก็เป็นความชอบธรรมในการปฎิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาของสังคม ถ้าหากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ยื่นอุทธรณ์ ก็จะตอบคำถามกับสังคมมากกว่าเสียอีก ส่วนการจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป

ส่วนที่อดีตนักการเมืองบางคน ออกมาวิเคราะห์ว่า เป็นการกลั่นแกล้งหวังผลทางการเมือง เพื่อไม่ให้นายทักษิณได้รับการพักโทษ ออกมาหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจะทบต่อสิทธิ์การพักโทษหรือไม่ ก็ให้เป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ นายทักษิณไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือนักโทษคนอื่น การที่อัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์คดีนี้ ถ้าจะส่งผลให้นายทักษิณไม่สามารถพักโทษและไม่สามารถออกมาหาเสียงได้ ก็เป็นความบังเอิญทางกฎหมาย ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง หรือสกัดทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น

2.คดีที่ศาลฎีกาพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ ให้ ทักษิณ ชินวัตร แพ้คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป คำตัดสินดังกล่าว ส่งผลให้กรมสรรพากร มีอำนาจเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจาก นายทักษิณ รวมเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ก็เป็นการกระบวนการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นข้อยุติ และเป็นที่สุดแห่งคดี

การที่มีผู้สนับสนุนและมวลชนของนายทักษิณกลุ่มหนึ่ง พยานเคลื่อนไหวว่า นายทักษิณถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ในช่วงสถานการณ์กำลังจะเลือกตั้งนั้น เป็นการมโนและจินตนาการไปเอง เพื่อต้องการนำประเด็นเหล่านี้ไปเป็นประเด็นหาเสียง เรียกคะแนนสงสารจากมวลชนมากกว่า ทั้งที่เป็นเรื่องของคดีความในกระบวนการยุติธรรมตามปกติ และเป็นไปตามหลักของพุทธศาสนา “กัมมุนา วัตติโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” เมื่อนายทักษิณได้ทำกรรมใดไว้ ก็จะได้รับผลกรรมที่ได้กระทำตามมา

จึงขออย่าได้นำประเด็นเหล่านี้ มาขยายผลทางการเมืองอีกเลย เพราะการที่นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทย ก็กราบบังคมทูลยอมรับผิดในผลการกระทำ และยอมรับในกระบวนการยุติธรรมแล้ว มวลชนผู้สนับสนุน ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของนายทักษิณด้วย

‘สุวินัย’ ยก 6 ข้อ ‘คัมภีร์ลับแห่งเซียนยุคดิจิตัล’ แนะต้องไม่ทำแบบเซียนโบราณ

'สุวินัย' ยก 6 ข้อ 'คัมภีร์ลับแห่งเซียนยุคดิจิตัล' แนะต้องไม่ทำแบบเซียนโบราณ

‘สุวินัย’ ยก 6 ข้อ ‘คัมภีร์ลับแห่งเซียนยุคดิจิตัล’ แนะต้องไม่ทำแบบเซียนโบราณ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.04 น.

18 พ.ย. 68 รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “วิชาของมหาวิทยาลัยไร้รอย : ว่าด้วยคัมภีร์ลับแห่งเซียนยุคดิจิตัล

ปุจฉา : เซียนเต๋าโบราณฝึกกรรมฐานถอดจิตเพื่อท่องในสามโลก ในยุคดาต้านิยม ผู้ฝึกสายเต๋า-เซน- มหาเทพ-วัชรยาน จะท่องสามโลกทางจิตอย่างไร?
วิสัชนา : คำถามนี้ลึกมาก เพราะมันเชื่อม “ภูมิปัญญาโบราณ” กับ “สภาพจิตของมนุษย์ยุคดาต้านิยม” ที่มีโครงสร้าง, ความเร็ว และแรงดึงดูดของความคิดไม่เหมือนโลกเดิมอีกต่อไป
ในยุคโบราณ การ “ท่องสามโลก” (三界遊 / การเดินภพทั้งสาม) ของเซียนเต๋า–เซน–วัชรยาน
คือการปลดปล่อยจิตออกจากรูปแบบสำนึกปกติ
เพื่อเข้าสู่ มิติทิพย์ มิติสุญญตา และมิติพลัง
แต่ในยุคดาต้านิยม
สามโลกไม่ได้อยู่ “บนฟ้า” หรือ “ใต้สมาธิ” อีกแล้ว
สามโลกถูกสร้างซ้อนทับอยู่ในจิตมนุษย์ผ่านข้อมูล–ภาพ–อัลกอริธึม–ความคิด–ความกลัว–ความอยาก
ทั้งหมดทำงานเหมือน “โลกทิพย์เทียม” ที่แข็งแรงกว่าสมัยโบราณหลายเท่า
ดังนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติยุคนี้จะ “ท่องสามโลกทางจิต”
จึงต้องใช้วิธีที่ลึกกว่าเดิม —
ไม่ใช่หนีจากอัลกอริธึม แต่ “เห็นทะลุไปถึงกลไกของมัน” ดังนี้
…….
1) สามโลกในยุคดาต้านิยมไม่ใช่ของภายนอก แต่เป็น “ผังจิตดิจิทัล”
เซียนโบราณท่องสามโลกผ่าน “พลังจิต–ลมปราณ–ภาวะฌาน”
เพราะโลกยุคนั้นมีเพียงธรรมชาติและจิตที่เงียบ
โลกภายนอกไม่มีสิ่งรบกวนระดับอัลกอริธึม
แต่ยุคนี้สามโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง:

โลกที่ 1 — โลกแห่งร่างกาย–ข้อมูล (欲界 / โลกตัณหา)
แรงกระตุ้นถูกสร้างจาก:
คลิป
ฟีด
ดอปามีน
ภาพสื่อ
ความอยากแบบ algorithmic reinforcement
มันคือ “โลกกายหยาบทางดิจิทัล”
คล้ายโลกกามภพสมัยโบราณ แต่ถูกเร่งด้วยข้อมูลมหาศาล

โลกที่ 2 — โลกแห่งรูป–อัตลักษณ์ (色界 / โลกพลังรูป)
คือโลกที่จิตสร้างภาพลวงของ “ตัวตนดิจิทัล”:
อัตตาออนไลน์
persona ในโซเชียล
ความสำเร็จที่ algorithm นิยามให้
ภาพลักษณ์
narrative ของตัวเอง
นี่คือภพศักดิ์สิทธิ์ของยุคใหม่
แต่เป็น ภพศักดิ์สิทธิ์ลวง (pseudo-spiritual domain)

โลกที่ 3 — โลกไร้รูป–ไร้ตัวตน (無色界 / โลกจิตโปร่ง)
ในโลกโบราณ ผู้ปฏิบัติใช้สมาธิเข้าสู่โลกนี้
แต่ในยุคดาต้านิยม
ผู้คนเข้าสู่ “โลกไร้รูปเทียม” ผ่าน:
immersive virtual
AI hallucination
self-hypnosis จากข้อมูล
deep stimuli
ภาวะแยกตัวจากความจริง
สามโลกในยุคนี้คือสามระดับของ จิตที่ถูกข้อมูลยึดครอง
ดังนั้น ผู้ฝึกสายเต๋า–เซน–วัชรยานต้องไม่ “หนีไปภพอื่น”
แต่ต้อง เดินทะลุสามภพที่อยู่ในจิตเองให้ได้
…….
2) เต๋า : “เดินสามโลกด้วยลมหายใจที่แยกตัวจากอัลกอริธึม”
เซียนเต๋าโบราณเดินสามโลกด้วย:
升清降濁 (ยกใสลงข้น)
行氣 (เดินลมปราณ)
守一 (รักษาหนึ่ง)
遊心 (ท่องภายในจิต)
แต่ในยุคดาต้านิยม
ลมปราณถูกแทรกแซงตลอดเวลาจากข้อมูลที่วุ่นวาย
ดังนั้น วิธีของเซียนยุคใหม่คือ:
1. ตัดวงจรข้อมูล → เปิดวงจรเต๋า
ลมหายใจเต๋าทำงานได้ก็ต่อเมื่อระบบประสาทสงบจากข้อมูล
ผู้ฝึกต้อง “ถอนปลายรหัสออกจาก algorithm mind”
2. ใช้ลมหายใจกลางท้อง (丹田息) เป็นประตูไปสู่สามโลก
จุดศูนย์กลางที่เต๋าเรียกว่า “หนึ่ง” (一)
คือฐานทัพของจิตที่ไม่ถูกข้อมูลลากไป
เมื่อเข้าถึง นิมิตความว่างในช่องท้อง
โลกกาม–รูป–อรูป
จะเริ่มแยกออกจากกันเหมือนม่านสามผืน
3. ท่องสามโลก = เดินผ่านสามสนามพลังในตัวเอง
โลกกาม → ความอยากของ algorithm
โลกพลังรูป → narrative ที่สังคมสร้าง
โลกไร้รูป → ภาวะลวงทางจิตที่คล้ายฌาน
ผู้ฝึกเต๋าที่แท้คือผู้ที่สามารถ “เดินผ่านสามโลกโดยไม่ถูกดูด”
นี่คือ 遊心不繫 (ท่องจิตที่ไม่ถูกผูก)
ของจวงจื่อ ในเวอร์ชันดิจิทัล
………
3) เซน : “ทำลายสามโลกในชั่วพริบตา”
เซนไม่ท่อง
แต่ “ทำลายสามโลกทันทีที่มันเกิด”
เพราะสามโลกในยุคดิจิทัล
เป็น “มายาภาพที่จิตลวงของอัลกอริธึมสร้างขึ้น”
เซนมีทางเดียว:
1) ปล่อยทุกภพในหนึ่งคำว่า ‘เดิมทีไม่มี’ (本來無)
โลกดิจิทัลสร้าง ตัวตนซ้อน
เซนทำลายด้วยคำเดียวว่า:
“มันไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก”
2) ไม่เดินออกนอกโลก แต่เดินออกนอกจิตที่ถูกข้อมูลครอบงำ
นี่คือสภาวะ 無心 (ไร้ใจ) → 無境 (ไร้โลก)
3) เซนยุคใหม่ต้องตัดคลื่นข้อมูลก่อน
เพราะภาวะของสำนักโซโตะหรือสำนักรินไซของเซนดั้งเดิม
ไม่เคยถูกออกแบบให้เผชิญ “กามภพดิจิทัลแบบสั้น-เร็ว-รุนแรง” เช่นนี้
ดังนั้น การท่องสามโลกของเซนยุคใหม่คือ:
เห็นกามภพดิจิทัล เป็นเงา
เห็นรูปภพออนไลน์ เป็นแสงสะท้อน
เห็นอรูปภพ AI เป็นฝุ่นลอย
เมื่อเห็นเช่นนี้
สามโลกหายไปทันที
ยังไม่ทันได้ “ท่อง”
นี่คือ “เซนไร้รอย”
……..
4) มหาเทพ–ฮินดู–ตันตระ : “ท่องสามโลกด้วยพลังแห่งเอกภาพ”
สายมหาเทพ (เช่น พิฆเนศ–ศิวะ–วิษณุ)
และสายตันตระ
ไม่หนีสามโลก
แต่ แปลงสามโลกเป็นการสูดพลัง
1. โลกกาม → เป็นเชื้อไฟแห่งกุณฑาลินี
กามภพดิจิทัลไม่ใช่ศัตรู
แต่เป็นพลังมหาศาล
ถ้าไม่ถูกเสพโดยอัตตา
ผู้ฝึกตันตระจะ “ดู” มันโดยไม่ถูกกลืน
และเปลี่ยนมันเป็นความร้อนภายใน
2. โลกพลังรูป → แผ่นดิสก์ของมายาที่แปรเป็นแสง
ผู้ฝึกตันตระจะ “เห็นความจริงของภาพลวง”
และเปลี่ยนมันเป็น ทุยฺญาน (ญาณแปรสภาวะ)
3. โลกไร้รูป → สนามของอาทิศักติ (พลังแรกเริ่ม)
ผู้ฝึกตันตระจะใช้ภาวะว่าง–แสง–พลัง
ทำให้กายลึกเป็น “ยาน” ท่องผ่านโลกภายใน
โดยไม่ถูกครอบงำจาก AI-induced hallucination
นี่คือวิธีที่ “ท่องสามโลกโดยไม่ละโลกใดโลกหนึ่ง”
……..
5) วัชรยาน–ซ็อกเชน : “เห็นสามโลกเป็นประกายแสงเดียว”
ระดับสูงสุดไม่ใช่การท่อง
แต่คือการ “ไม่เห็นว่ามีสามโลกตั้งแต่แรก”
สามโลก = สามอาการของแสงเดิม
กาม = แสงถูกบดบัง
รูป = แสงปรากฏเป็นรูป
อรูป = แสงไม่มีรูป
แต่ตัวแสงเดิม
ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
การท่องสามโลกในซ็อกเชน
จึงไม่ใช่จิตออกไป
แต่คือ แสงเดิมเผยตัวในตัวเอง
ไม่มีการเดิน
ไม่มีการเคลื่อน
ไม่มีการออกจากภพใด
มีเพียง “การรู้แจ้งว่าทั้งสามภพไม่มีที่ตั้ง”
นี่คือคำสอนขั้น
เทอกัล–กายแสง–สลายรอย
…….
6) ข้อสรุปสำหรับยุคดาต้านิยม
ในยุคดาต้านิยม
ผู้ฝึกจะท่องสามโลกได้
ต้องไม่ทำแบบเซียนโบราณ
เพราะ สามโลกย้ายเข้ามาอยู่ในจิตอย่างถาวรแล้ว
ผู้ฝึกสมัยใหม่ต้องใช้สี่ทักษะหลัก:
1. เต๋า — ใช้ลมหายใจถอนปลายจิตออกจากอัลกอริธึม
2. เซน — ทำลายสามโลกทันทีที่มันเกิด
3. มหาเทพ–ตันตระ — แปลงสามโลกเป็นพลังกลับเข้าแก่นกลาง
4. วัชรยาน–ซ็อกเชน — เห็นสามโลกคือประกายของแสงเดียว
และทั้งหมดต้องมาบรรจบเป็น ‘วิถีไร้รอย’ เฉพาะแบบของ ‘อาจารย์ไร้รอย’ ผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยไร้รอย
~ สุวินัย ภรณวลัย”

‘ทนายทักษิณ’ ซัด ‘นี่แหละประเทศไทย’ ระบบเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่กว่าเสียงข้างมาก

'ทนายทักษิณ' ซัด 'นี่แหละประเทศไทย' ระบบเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่กว่าเสียงข้างมาก

‘ทนายทักษิณ’ ซัด ‘นี่แหละประเทศไทย’ ระบบเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่กว่าเสียงข้างมาก

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.38 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  #นี่แหละประเทศไทย  

ด้วยระบบ “เสียงข้างน้อยเป็นใหญ่กว่าเสียงข้างมาก”

2+1 = 3  แต่เอาชนะมติ 7 หรือ 8 เสียงได้

ไม่รู้สึกแปลกใจกับผลผลิตของระบบที่เกิดขึ้น 

แต่เสียใจและผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรม

เพราะสิ่งที่หวัง คือ ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ        

ซึ่งมันควรแยกกับเรื่องการเมืองและผลประโยชน์

ความเลวร้ายที่มีต่ออดีตนายกทักษิณและประเทศชาติ

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เรียงกันจนเรารู้สึกได้  

มันชัดเจนว่า“มีขบวนการเบื้องหลังความอัปยศอยู่จริง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทักษิณ’อ่วม!ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้สรรพากรเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.76หมื่นล้าน

ทูตไทยประจานเขมร ลอบวางระเบิด-ทำทหารพิการ7นาย ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงฯสั่งยุติ

ทูตไทยประจานเขมร ลอบวางระเบิด-ทำทหารพิการ7นาย ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงฯสั่งยุติ

ทูตไทยประจานเขมร ลอบวางระเบิด-ทำทหารพิการ7นาย ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงฯสั่งยุติ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทูตไทยประจานเขมร ลอบวางระเบิด-ทำทหารพิการ7นาย ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงฯสั่งยุติ

โฆษกรัฐบาลนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงปัญหาไทย-เขมร ยันนายกฯหนักแน่นแก้ปัญหาชายแดน กต.แจงไทม์ไลน์สรุปท่าทีประท้วง กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลง ย้ำรุกการทูตทุกเวทีแจงประชาคมโลก สีหศักดิ์” เตรียมร่วมวงประชุมอินโด-แปซิฟิก พร้อมพบสื่อต่างประเทศ ส่วนโฆษกกลาโหมแฉเขมรวางทุ่นระเบิดใหม่ในดินแดนไทยจุดเป็นพื้นที่ทหารลาดตระเวนประจำ พร้อมเปิดคลิปในมือถือ 2 เครื่องที่เก็บได้ที่ภูมะเขือบันทึกภาพทหารเขมรเก็บระเบิดเก่าไปวางใหม่ ลั่นระงับปฏิญญา-ถอนอาวุธหนัก ย้ำจะปล่อยเชลยจนกว่าจะเลิกเป็นปรปักษ์ ขณะที่เว็บไซต์บัวแก้วเผยจดหมายทูตไทยประจำยูเอ็น ร้องคณะมนตรีความมั่นคง กดดันเขมรหยุดละเมิดอธิปไตย แจงยิบไทม์ไลน์ยั่วยุ แฉละเมิดต่อเนื่อง ทั้งแอบวางทุ่นระเบิดสังหารทำทหารไทยพิการ 7 นาย ยิงใส่หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ลงพื้นที่ ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามและรับฟังผลการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดจาก ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 / กองกำลังสุรนารี สนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบความก้าวหน้าการปฏิบัติภารกิจ รับฟังปัญหา อุปสรรคและความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินงานด้วยความรอบคอบภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด และสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชน เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดตกค้างในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรม ลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้พื้นที่ชายแดนต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมต่อภารกิจปกป้องอธิปไตย

เขมรเบี้ยวปักหมุดเขตแดนชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหมู่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ไทยยังเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่กำหนดให้มีการปักหมุดเขตแดนชั่วคราวระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับเขมรโดยเจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาส่งเครื่องบินโดรนบินสำรวจพื้นที่ทั้งสองจุดตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่แนวชายแดน ตรวจสอบเส้นทางเข้า-ออก เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงปะทะหรือเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น หลังกัมพูชาไม่ร่วมปักหมุด อ้างเหตุผลหลายประการ จากการสังเกตการณ์เจ้าหน้าที่รายงานว่า เขมรไม่ได้เข้าร่วมปักหมุดครั้งนี้ตามที่ได้นัดหมายไว้ โดยมีการยกข้ออ้างหลายประการเป็นเหตุผลขอเลื่อนหรือร่วมดำเนินการวันนี้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังยืนยันความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ยังดำเนินไปตามแผน ทั้งการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจและการใช้กำลังทางอาวุธในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเหตุบานปลาย โดยทหารจากกองกำลังบูรพาและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องยังประจำการตามแนวชายแดนตลอด 24 ชม. นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังสำรองไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกันได้ประสานฝ่ายปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานพลเรือนเพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

ทูตไทยประจำยูเอ็นฯร้องUNSCแฉเขมร

วันเดียวกัน เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่จดหมายจากนายเชิดชาย ใช้ไววิทย์

เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเซียร์ราลีโอนประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประจำเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2025

เนื้อหาของหนังสือดังกล่าวมีสาระสำคัญว่า ผมขอเรียนให้ท่านและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทราบโดยเร่งด่วน ถึงพัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับการกระทำต่อเนื่องของกัมพูชาที่เป็นปฏิปักษ์และยั่วยุต่อประเทศไทย ดังนี้ 1.เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ไทยและกัมพูชาลงนาม “ถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย” ผ่านการเป็นคนกลางในการประสานงานของนายกฯมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการและความมุ่งมั่นสำคัญในการยุติสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างสันติ

2.ตั้งแต่นั้นไทยดำเนินมาตรการที่จำเป็นทุกประการที่จะยึดมั่นต่อคำมั่นที่ให้ไว้ และขับเคลื่อนการดำเนินการตามถ้อยแถลงดังกล่าว ด้วยจิตวิญญาณแห่งการอยู่ร่วมกันฉันมิตรกับเพื่อนบ้าน และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติอย่างสัมบูรณ์

แจงยิบไทม์ไลน์เขมรละเมิดข้อตกลง

3.ในส่วนความร่วมมือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมนั้น ไทยและกัมพูชาตั้งคณะทำงานประสานงานร่วม (Joint Coordinating Task Force – JCTF) ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม รวมถึงจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติ (Standard Operating Procedures – SOP) เพื่อกำหนดพื้นที่ที่มีลำดับความสำคัญตามแนวชายแดนที่จะเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม รวมถึงประสานงานวางแผนและปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งภายใต้กลไกดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในจังหวัดสระแก้วของไทยแล้ว 4.เป็นที่น่าเสียใจว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพียงสองสัปดาห์หลังการลงนามถ้อยแถลงฯ และท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกในความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมทหารไทยจากกองร้อยทหารราบที่ 1161 ซึ่งปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามเส้นทางที่ใช้ตามปกติในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เหยียบทุ่นระเบิด จากการตรวจสอบพบเป็นทุ่นระเบิดประเภท PMN-2 ที่ถูกวางใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส 4 นาย โดยหนึ่งนายต้องสูญเสียขาขวา

7ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดพิการถาวร

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมเป็นต้นมา เกิดเหตุที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิดในแผ่นดินไทยแล้ว 7 ครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ข้างต้นทำให้ทหารไทย 7 นาย พิการถาวร โดยแต่ละนายต้องสูญเสียขาการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการไต่ตรองไว้ล่วงหน้าและผิดกฎหมาย ถือเป็นการละเมิดร้ายแรงต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2(4) และอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย

5.หลังเหตุทุ่นระเบิดล่าสุด ไทยได้มีหนังสือเป็นทางการถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 22 เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแสดงความกังวลต่อการละเมิดอนุสัญญาฯของกัมพูชาต่อเนื่อง โดยแนบสำเนาหนังสือดังกล่าวมาพร้อมนี้ด้วย

แจงจำเป็นต้องตอบโต้เขมรยิงป่วนไทย

6.ยิ่งไปกว่านั้นน่าเสียใจอย่างยิ่งว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น.ทหารกัมพูชาจงใจยิงใส่ทหารไทยที่ประจำการที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในดินแดนของไทย โดยถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างชัดเจน ทหารไทยจำเป็นต้องยิงเตือนกลับด้วยอาวุธเล็กเพื่อป้องกันตนเอง ตามหลักการความจำเป็นและได้สัดส่วนอย่างเคร่งครัด การยิงตอบโต้ระหว่างกันดำเนินถึงเวลา 16.15 น. โดยฝ่ายกัมพูชายิงรวม 30 นัด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายไทย และต่อมาเมื่อเวลา 17.55 น. มีเสียงปืนกลประมาณ 5 นัดจากฝั่งกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยไม่ได้ยิงตอบโต้ การดำเนินการของไทยต่อการยั่วยุรอบนี้ของกัมพูชาเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมในการป้องกันตนเองของไทย สอดคล้องอย่างสัมบูรณ์กับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

ปล่อยข่าวปลอมโจมตีดิสเครดิตไทย

7. เป็นเรื่องที่น่าตำหนิอย่างยิ่งที่หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยกล่าวหาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวริเริ่มโดยฝ่ายไทย สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นการยั่วยุที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าโดยกัมพูชาอีกครั้ง ดูเหมือนมีเจตนาเบี่ยงเบนความสนใจจากความรับผิดชอบต่อเหตุทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นล่าสุด ไทยขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงอย่างต่อเนื่องของเขมร ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเจตนาบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ 8.การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์และการยั่วยุอย่างต่อเนื่องของกัมพูชาต่อไทย มีแต่จะเพิ่มความตึงเครียดและเป็นการละเมิดอย่างชัดแจ้งต่อพันธกรณีที่มีร่วมกันภายใต้ถ้อยแถลงฯ ซึ่งเป็นการขัดขวางความพยายามของทุกฝ่ายในการส่งเสริมการแก้ปัญหาสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างสันติ และเป็นการกัดกร่อนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงถูกบีบให้ต้องระงับการดำเนินการตามถ้อยแถลงฯเท่าที่เหมาะสม จนกว่าจะสามารถมั่นใจในความจริงใจและสุจริตใจของกัมพูชาได้

จี้สมาชิกUNSCบี้เขมรเลิกเป็นปฎิปักษ์

9.ในส่วนไทย แม้จะกระทำที่เป็นการรุกรานและเป็นปฏิปักษ์โดยเจตนาและต่อเนื่องจากกัมพูชา แต่ไทยยังคงใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และจะยังยึดมั่นแน่วแน่ต่อการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ยิ่งไปกว่านั้น ไทยจะยังดำเนินการในส่วนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญสองประการของถ้อยแถลงฯต่อไปคือ เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งจำเป็นต่อการปกป้องพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และต่อสู้กับเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติ 10.ไทยร้องขอประชาคมระหว่างประเทศให้เรียกร้องต่อกัมพูชาให้รับผิดชอบอย่างเต็มที่และยุติการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์และการยั่วยุทั้งหมด ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนไทย และถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน กัมพูชาต้องเคารพอย่างสูงสุดและดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติโดยทันที โดยสุจริตใจและจริงใจเพื่อแสวงหาเส้นทางสู่สันติภาพกับไทย

ในการนี้ ขอความอนุเคราะห์ให้เวียนจดหมายฉบับนี้ รวมถึงเอกสารแนบ แก่สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯทุกประเทศ ในฐานะเอกสารของคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อให้รับทราบข้อมูลข้างต้นโดยเร่งด่วน

ย้ำนายกฯหนักแน่นแก้ปมชายแดน

เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ โดยนายสิริพงศ์ยืนยันว่า นายกฯมุ่งมั่นตั้งใจหนักแน่นที่จะแก้ปัญหาชายแดนและบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างไทยและต่างประเทศให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และรัฐบาลให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ในการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการต่างประเทศไม่ย่อหย่อนต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สหรัฐยันแยกความมั่นคงจากการค้า

ส่วนข้อกังวลเรื่องสถานการณ์ทางการค้า นายกฯมุ่งสื่อสารกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯคือ การขอให้แยกประเด็นทวิภาคีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงไทย-กัมพูชาออกจากประเด็นผลประโยชน์ทางพาณิชย์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เรามีข่าวสารที่เป็นผลบวกในแนวทางของนายกฯกับสหรัฐฯผ่านนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ยืนยันสหรัฐฯจะแยกประเด็นนี้ออกจากกัน

ย้ำเขมรวางทุ่นระเบิดเขตไทยมุ่งเอาชีวิต

ด้านพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดว่า โดยสรุปสถานการณ์อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมถึงเหตุล่าสุดวันที่ 10 พฤศจิกายน รวม 7 ครั้ง มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 20 ราย ทุพพลภาพขาขาด 7 รายอีก 13 ราย ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก โดยทั้ง 7 ครั้ง เกิดขึ้นในดินแดนของไทย และเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนเกิดในเส้นทางลาดตระเวนที่ทหารไทยใช้เป็นประจำ บริเวณห้วยตามาเลียใกล้กับภูมะเขือ ลักษณะวางเป็นกลุ่มก้อน 4 จุด ใกล้เคียงกัน มุ่งเป้าถึงชีวิต เป็นพฤติกรรมเดียวที่กัมพูชาใช้มาตลอด ทุ่นระเบิดที่เหลือมีลักษณะใหม่ ตัวอักษรคมชัดเจน วางในดินที่ยังไม่มีหญ้าปกคลุม ย้ำชัดว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งนี้ วันที่ 30 เมษายน 2568 ไทยส่งรายงานไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา ว่าไทยไม่เก็บสะสมสังหารบุคคลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 รวมทั้งไม่เก็บไว้เพื่อการศึกษา เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเราไม่มีทุ่นระเบิดในครอบครอง

ยันมีคลิปทหารเขมรวางทุ่นใหม่ในเขตไทย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า จากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนที่เป็นแนวสู้รบในอดีต ที่ผ่านมา มีถึง 16 ครั้งที่ทางกัมพูชาเข้ามาขัดขวาง และจากการสำรวจพื้นที่หลังปะทะตรวจพบว่ามีพื้นที่ที่กัมพูชาเก็บทุ่นระเบิดสังหารไว้ด้วย ประกอบกับทุ่นระเบิดล่าสุดเป็นชนิด PMN-2 ไม่มีในสมัยสงครามในอดีต จึงสรุปได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ และเขมรเป็นผู้วาง นอกจากนี้ จากการสำรวจพื้นที่หลังปะทะ เราได้พบโทรศัพท์ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพวิดีโอ ทหารกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิด และพบภาพการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด 72B จากนายทหารคนเดียวกัน จึงตั้งข้อสังเกตได้ว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดดังกล่าว เพื่อนำไปวางระเบิดใหม่ หลักฐานที่กล่าวมาจึงชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นผู้ละเมิดปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาที่เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้ทั้งสองฝ่ายยั่วยุหรือเข้าไปในพื้นที่อธิปไตยของอีกฝ่าย

ฉะเขมรฉีกข้อตกลงก่อนไทยระงับปฎิญญา

“การดำเนินการของไทยจากนี้ เมื่อเขมรเป็นผู้ละเมิดปฏิญญา เราจะระงับการดำเนินการตามปฏิญญา เช่น ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ โดยไม่สนว่าเขมรจะดำเนินการหรือไม่ แต่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนไทยจะดำเนินการต่อไป โดยวางพื้นที่เป้าหมายไว้ 64 พื้นที่ แต่จะเร่งดำเนินการใน 13 พื้นที่ก่อน อย่างไรก็ตาม ใน 13 พื้นที่ข้างต้นจะมี 5 พื้นที่นำร่อง ประกอบด้วย บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านชำราก ช่องเหว และสายโท 10 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายกับคนไทยที่เข้าไปเก็บของป่า ทั้งนี้ การปล่อยเชลยศึกจะดำเนินการขั้นสุดท้าย เมื่อเห็นว่าเขมรสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์กับไทย เราจึงจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว”พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าว

ทบ.โชว์มือถือ2เครื่องเก็บได้ที่ภูมะเขือ

จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำหลักฐานที่ทหารไทยเก็บได้ ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ที่บันทึกคลิปทหารกัมพูชากำลังเก็บระเบิดเก่า เพื่อไปวางจุดใหม่ และการสอนวางระเบิด มาให้ผู้สื่อข่าวดู โดยโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องที่เก็บได้ ได้นำไปตรวจสอบกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมแล้ว พบว่าเป็นคลิปจริง และบุคคลรอบข้างที่เห็นในคลิป เป็นทหารกัมพูชาที่เคยลาดตระเวนร่วมกับทหารไทย พล.ต.วินธัยกล่าวว่า โทรศัพท์ทั้งสองเครื่องลงทะเบียนที่กัมพูชา หากโทรเข้าไปเช็กจะเป็นคนเขมรรับสาย ทั้งนี้ โทรศัพท์ดังกล่าวเก็บได้บริเวณภูมะเขือตอนเกิดเหตุชุลมุน เราพบโทรศัพท์จำนวนหนึ่ง โดยหลักฐานเหล่านี้จะเป็นเครื่องยืนยันและเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนของไทย

ชี้MOUไม่ใช่ปัญห-าแต่คู่สัญญาไม่ทำตาม

พล.ต.วินธัยให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของทหารต่อกระแสขอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่าง ไทย – กัมพูชา (MOU 43-44) ว่า ในฐานะผู้ปฏิบัติ MOU 43 อยู่ที่ผู้ปฏิบัติหรือคู่สัญญามากกว่า ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากลายลักษณ์อักษรหรือข้อพันธะในสัญญาโดยตรง แต่เป็นเพราะผู้ยึดถือสัญญาเป็นผู้ที่ไม่ยึดถือ หรือไม่ปฏิบัติ และละเมิดบ่อย ไม่ทำตามข้อตกลงที่เราต้องแก้ไขด้วยการประท้วง ซึ่งเราก็ต้องทำตรงนั้นได้เต็มที่อยู่แล้ว ส่วนท่าทีกองทัพต่อ MOU 43-44 นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ซึ่งเราพูดได้ตรงนี้คือ ปัญหาที่เราพบคือความไม่ตรงไปตรงมาของกัมพูชา

กต.แจงไทม์ไลน์ประท้วงทันทีทุกระดับ

ขณะนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทันทีทุกระดับ และไม่มีช่องว่าง โดย1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ โทรศัพท์ประท้วงไปยังรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศเขมรถึงสองครั้งในทันที และทำหนังสือประท้วงเป็นทางการผ่านสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย 2.ชี้แจงหารือกับสหรัฐฯและมาเลเซีย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ทำหนังสือถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกฯมาเลเซีย ซึ่งเอกสารเป็นการย้ำว่าไทยยึดมั่นเส้นทางแห่งสันติภาพ เคารพปฏิบัติตามประกาศร่วมสันติภาพ แต่การละเมิดของกัมพูชา ทำให้ไทยต้องสงวนสิทธิ์ตามความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เราจึงต้องระงับการปฏิบัติตาม Joint Declaration ชั่วคราว ซึ่งไทยจะกลับมาปฏิบัติตามอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับท่าทีและความจริงใจของกัมพูชา

เขมรต้องรับผิดชอบก่อนถึงเดินหน้าปฏิญญา

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกฯยังหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำสหรัฐฯและผู้นำมาเลเซีย มีประเด็นสำคัญคือ นายกฯขอให้แยกเรื่องทวิภาคีของไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงออกจากการเจรจาการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของไทยและสหรัฐฯไม่เกี่ยวกับประเทศอื่น พร้อมขอให้ประธานอาเซียนช่วยหาแนวทางฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพ โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยคือ ให้กัมพูชาขอโทษ สอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงความรับผิดชอบ รวมถึงป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้น และผู้นำทั้งสองแสดงความเข้าใจ และรับพิจารณาข้อเสนอของไทย หลังการหารือทางโทรศัพท์นายกฯมีหนังสืออีกฉบับถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อย้ำท่าทีของไทยและการที่กัมพูชาต้องกลับมาปฏิบัติตาม Joint Declaration โดยเฉพาะประเด็นเก็บกู้ทุ่นระเบิดและต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชั้นนี้จึงขึ้นอยู่กับเขมรที่ต้องกำหนดอนาคตของ Joint Declaration

ชงปมเขมรละเมิดทุกเวทีประชาคมโลก

นายนิกรเดชกล่าวอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประท้วงในกรอบอนุสัญญาออตตาวา ไปยังประเทศที่ญี่ปุ่น ในฐานะประธานภาคีประชุมอนุสัญญาออตตาวา และทำหนังสือถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UNSG) แจ้งเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่และการยั่วยุที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไทยจะยกประเด็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาของกัมพูชาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา ครั้งที่ 22 วันที่ 1-5 ธ.ค.นี้ ที่นครเจนีวา และ4.เรายังทำหนังสือประท้วงไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งศาสตร์ประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับการลุกล้ำอธิปไตยไทย พร้อมให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐสมาชิก UNSC ทราบด้วย นอกจากนี้ จะชี้แจงต่อประชาคมโลกในทุกโอกาส โดยที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอินโด-แปซิฟิก (IPMF) ครั้งที่ 4 และจะพบผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ รมว.การต่างประเทศจะร่วมเวทีเสวนากับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วย

“ไทยจะเดินหน้าประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและประชุมเอเปกคือ การปราบสแกมเมอร์ โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ระดับรัฐมนตรีช่วงเดือนธันวาคม ยืนยันเราดำเนินการทูตเชิงรุกทุกเวที”นายนิกรเดชกล่าว

พณ.เดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐให้จบสิ้นปีนี้

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศว่า อย่างที่ทราบเราได้คุยกับสหรัฐฯเกี่ยวกับการเจรจาภาษีต่างตอบแทน และการค้ามาตลอด ซึ่งช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาก็ยังให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ มีการพูดคุยกันต่อเนื่อง และจากข้อมูลล่าสุด เรามั่นใจว่าสหรัฐน่าจะยังมีเป้าหมายเดียวกับเรา ที่ยังยึดมั่นในเดตไลน์เดิมในการเจรจารายละเอียดข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนให้เสร็จในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่เจอกับผู้แทนการค้าสหรัฐช่วงประชุมเอเปค มีการพูดถึงตลอดว่าเรื่องการค้าและความมั่นคงต้องแยกกันชัดเจน เราทําการบ้านจริงจัง และหารือกับสหรัฐเข้มข้น มีการตั้งคณะทํางานด้านยุทธศาสตร์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นหัวหน้าคณะทํางานที่จะดูแลเรื่องนี้ และยังมุ่งมั่นทํางานในส่วนของเรา เพื่อเตรียมพร้อมเจรจากับสหรัฐ และยืนยันเป้าหมายเดิม ขณะเดียวกัน เราเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในการเสริมสร้างขีดความสามารถ สินค้า ศักยภาพและบริการด้านอื่น รวมถึงการหาตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยระดับประเทศคู่เจรจาที่เรามีอยู่ และการขยายตลาดใหม่ รองรับการแข่งขันสูงในขณะนี้

ยันความมั่นคงไม่เกี่ยวเจรจาภาษี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเจรจาการค้าครั้งต่อไปจะมีเรื่องเขตแดนเข้ามาต่อรองหรือไม่ น.ส.โชติมากล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการนํารายละเอียดด้านความมั่นคงมาเกี่ยวข้องกับการเจรจา อันนี้อาจเป็นปัจจัยภายนอกการเจรจา

จากนั้นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การเจรจายังดำเนินการต่อไป แม้ยูเอสทีอาร์ จะแจ้งระงับการเจรจาการค้าและภาษีกับไทยชั่วคราว แต่เราจะไม่รอให้การเจรจาเนิ่นนานไปถึงช่วงปลายปี เรายืนยันกลับไปว่า ทั้งเรื่องความมั่นคงและเจรจาภาษีไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนอัตราภาษีสินค้าไทยนำเข้าสหรัฐ ยังคงอยู่ที่ 19% และเป้าหมายสิ้นปีจะแล้วเสร็จทุกอย่าง

ถามต่อว่าถ้าการเจรจาไม่สิ้นสุดภายในสิ้นปีนี้ จะมีแผนรองรับหรือไม่ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่คิดว่าเราต้องทำงานกันต่อไป หากเป็นการเจรจาปกติ พร้อมยืนยันว่าไม่ขาดช่วง เมื่อถามว่า ไทยจะขอลดอัตราภาษีนำเข้าให้ต่ำกว่า 19% หรือไม่ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในฐานะนักเจรจาเราก็ต้องต่อรองเรื่อยๆอยู่ตลอด พร้อมยืนยันว่าท่าทียูเอสทีอาร์ต่อฝ่ายไทยก็ยังคงเหมือน

‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

วันนอร์” ย้ำยึดรธน.ม.151วรรคสอง ยื่นญัตติซักฟอกแล้วห้ามรัฐบาลยุบสภา แม้มีคนโต้แย้งมองก่อนบรรจุวาระยังมีอำนาจยุบสภา พร้อมเปิดสมัยวิสามัญธันวาคม ถกแก้ไขร่างรธน.วาระ ด้าน อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพลอันดับปชป.เพิ่มขึ้น ถือเป็นกำลังใจ ชู 2 นโยบาย บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโตขึ้นไม่กังวลพื้นที่กทม.สกลธี’ ชนเอกนัฎขอแข่งขันแบบมิตร ไม่เล่นฟาวล์

เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา เดือนธันวาคมว่า เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม ส.ส.สามารถเข้าชื่อ1ใน5 เพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ได้ ทั้งนี้ มีประเด็นข้อแย้งที่ต้องพิจารณาว่าหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะยุบสภาได้หรือไม่ และในความเห็น 2 ฝ่าย คือรัฐธรรมนูญ มาตรา151วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้ ขณะที่ข้อบังคับการประชุมสภา ระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วกำหนดให้ประธานสภาตรวจสอบรายชื่อว่าครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ ญัตติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภาก่อนบรรจุวาระ โดยกำหนดเวลาให้พิจารณาแล้วเสร็จไม่เกิน7วัน

ยันยื่นซักฟอกแล้วยุบสภาไม่ได้

“ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะยุบสภาได้หรือไม่ เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ผมได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาประชุมกับฝ่ายกฎหมายของสภา พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ คือเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะยื่นต่อสภาหรือประธานสภา ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถยุบสภาได้ ส่วนข้อบังคับนั้นมีสิทธิน้อยกว่ารัฐธรรมนุญ ทั้งนี้ เป็นข้อกฎหมายของสำนักงานที่เสนอ แต่จะมีคนขอหารือไปยังหน่วยงานอื่นก็แล้วแต่ แต่รัฐธรรมนูญพูดชัด ทั้งนี้ ความเห็นของฝ่ายกฎหมายเสนอไปยังเลขาธิการสภาแล้ว แต่ยังไม่มาถึงผม ซึ่งต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

พร้อมเปิดวิสามัญธ.ค.ถกแก้รธน.

นายวันนอร์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลแจ้งเตรียมความพร้อมต่อการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ช่วง 8 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากรัฐบาล แต่ตนได้หารือกับ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ แล้ว ว่า หากมีประกาศราชกิจจานุเบกษา ให้เปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ จะมีความพร้อมเปิดประชุมตั้งแต่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป แต่เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพราะอำนาจของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเป็นเรื่องของรัฐบาล นอกจากนั้นแล้วได้หารือกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา อย่างไม่เป็นทางการ ทราบว่าต้องการเปิดประชุม ช่วง 8-10 ธ.ค.รัฐสภาต้องหารือกับวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ละฝ่ายจะใช้เวลาอภิปรายเท่าใดในวาระสอง ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับกมธ.ที่สงวนความเห็นกับ สส.ที่เสนอคำแปรญัตติ แม้จะไม่ถูกจำกัดเวลาอภิปราย ต้องไม่อภิปรายเหมือนกับวาระแรก และเมื่อรัฐสภาพิจารณาจบวาระสองแล้ว ต้องเว้นไว้ 15 วัน ถึงจะลงมติในวาระสามได้ ดังนั้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบต้องลงมติเห็นชอบในวาระสาม

อภิสิทธิ์ขอบคุณผลโพลอันดับดีขึ้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมในอันดับที่ดีขึ้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีขึ้นมีลงตลอดเวลา จริงๆ ตอนนี้สำคัญที่สุดสำหรับเรา แข่งขันกันด้วยเวลา เพราะเวลามีจำกัดมาก และงานก็ต้องทำเยอะมากทั้งนโยบายและผู้สมัคร และเรื่องอื่นๆ รวมทั้งแข่งขันกับตัวเองด้วย เพราะเรารู้ ว่าต้องการให้ประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กับแนวทางของเราทั้งในแง่การการเมืองและสิ่งที่จะทำให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นผลสำรวจที่ออกมาก็เป็นกำลังใจ แต่ว่างานหลักรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก

ชู2นโยบายบ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต

เมื่อถามถึงนโยบายหลักที่จะใช้ชูในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีเรื่องหลักอยู่ 2 เรื่อง ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศคือ 1.ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไม่ได้เลย เพราะตัวนี้คือตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัด ทั้งการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ 2.ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน คือ ยังโตอยู่แค่ร้อยละ1ร้อยละ2 ต่อเนื่องแบบนี้เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่เราจะไม่มีทรัพยากร มาดูแลผู้สูงอายุ มาสร้างระบบสวัสดิการ ที่มีมีความจำเป็นเพียงพอกับทุกคน เพราะฉะนั้นสองเรื่องนี้คือสองเรื่องหลัก หมายความว่าต้องทำให้บ้านเมืองสุจริตและเศรษฐกิจต้องดี ดีในที่นี้คือทั้งโตและกระจายให้ทั่วถึง

แจกเงินกระตุ้นทำตามสถานการณ์

เมื่อถามว่า จะมีนโยบายแบบกระตุ้นให้เร็วขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าว นโยบายกระตุ้นต้องดูตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่จะเป็นคำตอบให้กับประเทศต่อไป ตนคิดว่าในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจถี่มาก ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางช่วงรวมทั้งในปัจจุบันก็แก้ปัญหาความยากลำบากได้ระดับหนึ่ง แต่ตนคิดว่าคนก็มองว่าเป็นคำตอบเฉพาะในช่วงนี้ และถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่ตนตั้งเป้าหมายไว้ เราก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ และเราจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำเรื่องนี้ เพราะฐานะทางการคลังก็จะมีปัญหามากขึ้น

ไม่กังวลกทม.สกลธีชนเอกนัฎ

เมื่อถามถึงการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯดูแลพื้นที่ กทม.อาจจะต้องชนกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ให้ดูพื้น กทม. ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพฯ ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคนกรุงเทพฯ จะมองถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วยว่าต้องการจะไปอย่างไร การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร นายสกลธี ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแล กทม. ซึ่งเราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก เมื่อถามว่า เป็นการเจอมิตรเก่า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว

หากยุบสภาม.ค.ต้องทำงานหนักขึ้น

ต่อข้อถามว่า หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือนม.ค.69 ที่ประกาศไว้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องพร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเรายอมรับไม่ปฏิเสธ และในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.) จะเริ่มประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรารู้ว่าเวลาเดิมก็น้อย ถ้าน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เหนื่อยมากขึ้น แต่เป็นปกติของระบบสภาฯ พรรคการเมืองต้องเดินหน้าเต็มที่

ส่วนหนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริตซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตนหนักใจน้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูงพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้ว ยืนยันว่าหนักใจน้อยลงเพราะแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก

ภราดรยันรบ.พร้อมแจงถูกอภิปราย

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ถ้ายื่นก็เชื่อว่าทุกคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมที่จะชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาท้าทายฝ่ายค้านให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 คือการอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ นายภราดร กล่าวว่า นายโสภณพูดที่พรรคในนามส่วนตัว ซึ่งพูดชัดว่าเป็นการพูดในนามของลูกพรคภูมิใจไทย แต่ในส่วนของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีได้มีการออกแถลงการณ์ไปแล้วว่าพร้อมที่จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพร้อมที่จะชี้แจงในทุกประเด็น

เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันหรือไม่ว่ายังคงเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ในประเด็นเรื่องการยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.69 นายภราดร กล่าวว่า ไทม์ไลน์ยังเหมือนเดิม เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านขอเปิดตามมาตรา 151 ในขณะที่รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ประเด็นนี้รัฐบาลทำใจแล้วใช่หรือไม่ว่าถึงอย่างไรก็คงจะแพ้ นายภราดร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีประกาศตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีแค่ 140 กว่าเสียง เพราะฉะนั้นในส่วนของงานสภาไม่ว่าจะเป็นญัตติใดถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาก็คงไม่สามารถชนะโหวตได้ รวมถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ดังนั้นเมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโอกาสที่จะพลิกชนะเสียงไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการจะไม่ไว้วางใจนั้นต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดคือ 250เสียงถึงจะล้มรัฐบาลได้ ซึ่งต้องไปดูในช่วงนั้นว่าจะมีเสียงลงมติมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือไม่ กรณีนี้หมายถึงถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายจริง เมื่อถามว่า มีคนจับตาว่า จะมีเสียงจากฝ่ายค้านอื่นที่ไม่ใช่พรรคประชาชนมาช่วยยกมือโหวตให้รัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ยื่นญัตติอภิปรายเลย อย่าเพิ่งคิดถึงลงมติ ให้มีญัตติก่อนแล้วค่อยว่ากัน

กางไทม์ไลน์แก้รธน.จบก่อนปีใหม่

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยังให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปิดวันใดว่า การจะเปิดวันใดอยู่ที่กรรมาธิการว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อใด หากเสร็จภายในต้นเดือนธ.ค. ก็สามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ก่อนเปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 12ธ.ค.ตนดูไทม์ไลน์คร่าวๆ และได้หารือกับคณะกรรมาธิการแล้วว่าการโหวตวาระ 3 ต้องแล้วเสร็จก่อนช่วงปีใหม่ หมายความว่าหากเปิดสมัยประชุมวิสามัญวันที่ 9-11 ธ.ค. ยังสามารถลงมติวาระ 3 ก่อนช่วงปีใหม่ได้อยู่ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยยืนยันว่าพร้อมเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้ อย่างไรก็ตามขณะนี้การพิจารณาของกรรมาธิการเดินหน้าไปได้พอสมควรแล้ว ในมาตรา 256/1 ที่เป็นหัวใจของการแก้รัฐธรรมนูญได้ผ่านมติเสียงข้างมากแล้ว ส่วนมาตราอื่นคงใช้เวลาไม่มาก เดินหน้าได้เร็วมากขึ้น คาดว่าภายในเดือน พ.ย. น่าจะแล้วเสร็จ แต่หากไม่แล้วเสร็จก็น่าจะเสร็จต้นเดือนธ.ค.

สูตร20หยิบ1’เพื่อไทยเห็นด้วยแล้ว

เมื่อถามว่า กระบวนการนี้จะเดินหน้าไปถึงเดือนม.ค.ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า“อยู่แล้ว เพราะจากไทม์ไลน์ลงมติวาระ3ช่วงก่อนปีใหม่ หลังผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว จะส่งเรื่องมาที่ ครม.แล้วหลังจากนั้นอีก 2-3วัน ก็จะประชุมครม.เพื่อมีมติให้ทำประชามติแล้วส่งเรื่องไปที่ กกต.โดยช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือน ม.ค.”เมื่อถามว่า การทำประชามติจะทันไทม์ไลน์ของกกต.ที่ขอเวลาเตรียมความพร้อมไว้ 75วันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เมื่อ 2สัปดาห์ก่อน ทางเลขา กกต.แจ้งแล้วว่าขอเวลา 75วัน โดยย้อนจากวันที่ 29 มี.ค.69 ซึ่งจะตรงกับวันที่ 15ม.ค.69 ครม.จำเป็นต้องมีมติภายในวันดังกล่าวเพื่อส่งให้กับ กกต.เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคเพื่อไทยโจมตีว่าสูตร 20หยิบ1 จะทำให้เกิดการล็อกสเปก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อะไรก็ไม่ดีไปหมด จริงๆสูตรนี้ได้มีการหารือกันนอกรอบ ตนได้อภิปรายเรื่องนี้ตามร่างของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่วาระ1 แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนมองว่า จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสีใดสีหนึ่ง ตนเลยยอมถอยแล้วใช้สูตรพรรคประชาชน วันนั้นพรรคเพื่อไทยบอกว่า แบบนี้ก็พูดคุยกันได้ แล้วพยายามทำทุกอย่างให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินต่อได้

รวมไว้ที่นี่! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากหน่วยงานหลัก

รวมไว้ที่นี่! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากหน่วยงานหลัก

รวมไว้ที่นี่! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากหน่วยงานหลัก

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.56 น.

รวมไว้ที่นี่! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากหน่วยงานหลัก

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ภาพข้อความสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากหน่วยงานหลัก ดังนี้ …

เช็กชื่อที่นี่! จับตา‘มท.’ชงโผล็อตสุดท้ายเข้า‘ครม.’ 18 พ.ย. เคาะแต่งตั้ง’18 ผู้ว่าฯ-2 ผู้ตรวจฯ’

เช็กชื่อที่นี่! จับตา‘มท.’ชงโผล็อตสุดท้ายเข้า‘ครม.’ 18 พ.ย. เคาะแต่งตั้ง’18 ผู้ว่าฯ-2 ผู้ตรวจฯ’

เช็กชื่อที่นี่! จับตา‘มท.’ชงโผล็อตสุดท้ายเข้า‘ครม.’ 18 พ.ย. เคาะแต่งตั้ง’18 ผู้ว่าฯ-2 ผู้ตรวจฯ’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.22 น.

เช็กชื่อที่นี่! จับตา‘มท.’ชงโผล็อตสุดท้ายเข้า‘ครม.’ 18 พ.ย. เคาะแต่งตั้ง’18 ผู้ว่าฯ-2 ผู้ตรวจฯ’

17 พฤศจิกายน 2568 รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทย จะเสนอให้ที่ประชุม ครม. แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ จำนวน 20 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นข้าราชการระดับสูงล็อตสุดท้ายที่ยังค้างอยู่

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) 18 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 2 ตำแหน่ง โดยมีรายชื่อที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง ดังนี้

+ นายบุญช่วย หอมยามเย็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

+ นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา

+ นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี

+ นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

+ นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท

+ นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

+ นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี คาดว่า จะได้รับการแต่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน

+ นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี

+ นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

+ นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง

+ นายอำนาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

+ นายราชัน มีน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง

+ นายคณิต คงช่วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล

+ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น

ส่วนผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 2 ตำแหน่ง

+ นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

+ นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะได้รับการเสนอชื่อครั้งนี้ส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เกือบทั้งหมด มีบางจังหวัดที่แบ่งให้กับพรรคกล้าธรรม (กธ.)

‘ทักษิณ’อ่วม!ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้สรรพากรเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.76หมื่นล้าน

‘ทักษิณ’อ่วม!ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้สรรพากรเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.76หมื่นล้าน

‘ทักษิณ’อ่วม!ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้สรรพากรเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.76หมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.

17 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ฯราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร จำเลยที่ 1และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คือ นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ ,นายประภาส สนั่นศิลป์ และนายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ เป็นจำเลยที่ 2-4 ตามลำดับ เรื่องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ ที่แจ้งให้นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาทให้กับกรมสรรพากร

ต่อมาศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ภ 220/2563 คดีหมายเลขแดงที่ ภ 109/2565 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม2565 พิพากษาเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากร มิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะตัวการ การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบต่อมากรมสรรพากรกับพวกยื่นอุทธรณ์

ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษายืนยกฟ้อง กรมสรรพากร กับพวกยื่นฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาฯ ไม่เห็นพ้อง ด้วยฎีกาของกรมสรรพากรกับพวก จำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับยกคำฟ้องโจทก์  ดังนั้นจึงมีผลให้นายทักษิณ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีจำนวน 1,7 หมื่นล้านของกรมสรรพากรตามขั้นตอนที่กรมสรรพากร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง  ขอให้นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท หมายรวมค่าภาษี ,เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ให้กับกรมสรรพากร จากกรณีที่นายทักษิณขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็ก ซึ่งดำเนินการผ่าน บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด

คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางพิเคราะห์แล้วพิพากษายกฟ้อง

กรมสรรพากรยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษา ที่ 2819/2566 ลงวันที่ 2 มิถุนายน2566 พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง  ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ ภงด.12-03025250-25600328-001-00005 ลงวันที่ 28 มีนาคม2560 ที่แจ้งให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท  โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ฯดังกล่าวของกรมสรรพากร ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ฯ 1.76 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็ก ซึ่งดำเนินการผ่าน บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด

กรมสรรพากร ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นพ้องกับฎีกาจำเลย  ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกคำฟ้องของนายทักษิณโจทก์ที่ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่จึงมีผลให้นายทักษิณ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทของกรมสรรพากรตามขั้นตอน